Tag: กระบวนทรรศน์โบราณ

second paradigm of Mesopotamia

meso.jpg

second paradigm of Mesopotamia กระบวนทรรศน์ที่ 2 ในเมโสโพเทเมีย

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ชาวแบบิโลเนียสังเกตท้องฟ้าจนเข้าใจวัฏจักรของการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์  ว่าเคลื่อนติดไปกับครอบฟ้าก็จริง  แต่ก็เปลี่ยนตำแหน่งไปวันละนิด ๆ ทุกวันอย่างไม่เท่ากัน โดยแต่ละดวงมีวัฏจักรเฉพาะของตนที่สามารถกำหนดได้  พวกเขารู้จักแบ่งความนานของวัน (กลางวันกับกลางคืน) ออกเป็น 24 ส่วน เรียกว่า ชั่วโมง ชั่วโมงแบ่งออกเป็น 60 ส่วน เรียกว่า นาที และนาทีแบ่งออกเป็น 60 ส่วน เรียกว่า วินาที

พวกเขาสังเกตว่าทุกวันจุดสุดยอดของดวงอาทิตย์จะเคลื่อนไปนิดหนึ่งบนครอบฟ้าเป็นวงกลมปีละรอบ  โดยเทียบกับตำแหน่งตายตัวของดาวฤกษ์   เรียกว่า จักรราศี (sodiac)  พวกเขาจึงแบ่งวงกลมนั้นเป็น 12 ส่วน เท่า ๆ กัน เรียกว่า 12 ราศี (sodiacal sign) โดยมีเนื้อที่เท่ากับ 30 องศา ของเสี้ยววงกลมแห่งจักรราศี  แต่ละราศีได้ชื่อตามกลุ่มดาวฤกษ์ที่ประจำอยู่ คือ  ราศีเมษ (Aries = Ram)  ราศีพฤกษ์ (Taurus = Bull)  ราศีเมถุน (Gemini = Twins)  ราศีกรกฏ (Cancer = Crab)   ราศีสิงห์ (Leo =Lion)   ราศีกันย์ (Virgo = Virgin)  ราศีตุล (Libra = Balance)  ราศีพฤศจิ (Scorpio = Scorpion)  ราศีธนู (Sagittarius = Archer)   ราศีมังกร (Capricornus = Horn-goat)   ราศีกุมภ์ (Aquarius = Water-bearer)  ราศีมีน (Pisces = Fish)

ต่อจากนั้นก็สังเกตการโคจรของดวงจันทร์และดาวเคราะห์ต่าง ๆ ว่าผ่านราศีใดบ้าง เวลาใด คอยสังเกตบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกโดยสัมพันธ์กับตำแหน่งของดาวต่าง ๆ ในท้องฟ้า โดยถือว่า ปรากฏการณ์ในท้องฟ้าเป็นภาษาที่เบื้องบนใช้พูดกับมนุษย์โดยอาศัยการตีความหมายของผู้รู้ ใช้เป็นเกณฑ์พยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตตามที่ดาวต่าง ๆ จะโคจรซ้ำตำแหน่งเดิม

ดังนั้น ใครที่เกิดในราศีใดก็หมายความว่าชีวิตทั้งหมดจะขึ้นกับราศีนั้นว่า  จะมีดาวโคจรผ่านเข้ามาในเวลาใดบ้าง  หรือมีปรากฏการณ์พิเศษใดเกิดขึ้นควบคู่กันบ้าง   เช่น เชื่อกันว่าเมื่อพระเยซูประสูติมีดาวหางปรากฏในท้องฟ้า นักดูดาวชาวแบบิโลวเนียตีความหมายออกว่า มีผู้มีบุญมาเกิด ณ ขณะดาวหางเริ่มปรากฏ ผู้รู้ 3 คน ดั้นด้นมาหาผู้มีบุญที่เกิดในราศีดังกล่าว ณ ตำแหน่งที่ตั้งของดาวหาง  ซึ่งปรากฏว่าเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ ณ ตำบลเบธเลเฮม ของประเทศจูเดีย (Judea)ในขณะนั้น  เมื่อพบแล้วก็ได้ถวายสักการะพร้อมด้วยของกำนัล 3 อย่าง คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ (น้ำมันชะโลมศพ) ตามธรรมเนียมของพวกเขา (มัทธิว 2: 11)

second paradigm in India

india

second paradigm in India กระบวนทรรศน์ที่ 2 ในชมพูทวีป

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

วิจารณญาณของชาวชมพูทวีป พระเวทเป็นบันทึกฉบับแรกของชาวชมพูทวีปและของโลก ซึ่งบันทึกด้วยการท่องจำถ่ายทอดกันต่อ ๆ มา เป็นตัวเป็นตนแน่นอนในราวปี ค.ศ.1000 พระเวทแสดงให้เห็นวิจารณญาณว่าทำไมพลังในธรรมชาติจึงขัดแย้งและลบล้างกัน

สาเหตุที่เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นก็เพราะชาวชมพูทวีปฉลาดมากขึ้น มีวิจารณญาณมากขึ้น จึงสามารถจำแนกพลังละเอียดมากขึ้น ยิ่งจำแนกมากก็ยิ่งเห็นความขัดแย้งกันมากขึ้น ผู้มีวิจารณญาณเด่นพบคำตอบน่าพอใจว่ามีเทพเจ้าประจำพลังต่าง ๆ กัน เมื่อเทพขัดแย้งกัน พลังในธรรมชาติก็ขัดแย้งกัน วิจารณญาณพบปัญหาต่อไปว่า แล้วทำไมโลกจึงไม่แตกสลาย พระเวทที่แต่งขึ้นในระยะหลังให้คำตอบว่า เพราะมีเทพองค์หนึ่งยิ่งใหญ่กว่าเทพอื่น ๆ ทั้งหมด เทวราชดังกล่าวคือ พระพรหม ลัทธิพราหมณ์จึงเกิดขึ้น

ลัทธิพราหมณ์เชื่อในปรมาตมัน (Brahman) หมายถึง สิ่งที่ยิ่งใหญ่อันเป็นที่รวมของทุกสิ่งทุกอย่างในสากลโลก ได้แก่ “พรหม” ปรมาตมันกับพรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน ซึ่งมีลักษณะสำคัญ คือ เกิดขึ้นเอง สถิตย์อยู่ในสิ่งทั้งหลาย ไม่อาจรับรู้ได้ด้วยผัสสะ เป็นต้นกำเนิดและปลายทางของจิตทั้งหลาย เป็นความเป็นจริงสิ่งเดียว เป็นผู้ให้และทดสอบ ญาณ/ฌาณ ปัญญา และศานติ มีสภาพเดิมแท้ตลอดกาล จิตวิญญาณทั้งหลายในโลกต่างๆ ล้วนแยกตัวออกมาจากปรมาตมัน เมื่อแยกออกมาแล้ว ก็เข้าจุติในชีวิตรูปแบบต่างๆ เช่น เทวดา มนุษย์ สัตว์ และพืช มีสภาพดีบ้าง เลวบ้าง ตามแต่พรหมจะลิขิต

พระพุทธเจ้า ทรงมีวิจารณญาณเล็งเห็นปัญหาว่า เราจะอธิบายความเป็นไปทั้งหลายโดยไม่ต้องอ้างเทพจะได้ไหม พระองค์ทรงพบคำตอบว่าได้ โดยพิจารณาความเป็นจริงของธรรมะ ธรรมคุ้มครองโลก คุ้มครองทั้งสสารและจิต พระองค์ทรงประทานแนววิจารณญาณไว้ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” มิใช่หมายความว่าใครจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ทว่าทุกคนและแต่ละคนจะต้องใช้วิจารณญาณแสวงหาธรรมะนั้นให้พบด้วยตนเองและปฏิบัติตาม พระองค์เป็นแต่เพียงผู้ชี้แนะเท่านั้น มิใช่ผู้สร้างธรรมะและมิใช่ผู้ประทานธรรมะ

Pythagoras

42-17214683

Pythagoras เผอแธกเกอเริส

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

เผอแธกเกอเริส (Pythagoras, ปีทาโกรัส , ไพธาโกราส) เป็นชาวเมืองไมลีเทิส (Miletus) เป็นอาณานิคมกรีกเผ่าไอโอเนียตามชายฝั่งเอเชียไมเนอร์ตอนตะวันตกเฉียงใต้ ไมลีเทิสเป็นเมืองใหญ่ที่สุดและเจริญที่สุดในบรรดาอาณานิคมแถบนี้ซึ่งรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ (คือไม่ขึ้นต่อกันและเป็นอิสระต่อกันในการปกครอง)  เป็นสันนิบาตนครรัฐไอโอเนีย (the League of Ionia) ซึ่งประกอบด้วย 10 เมืองบนบกคือ Phocaea, Clazomenae, Erythrae, Teos, Lebedos, Colophon, Ephesus, Priene, Myus, Miletus รวมกับอีก 2 เมืองบนเกาะชายฝั่งคือ Chios และ  Samos

เกาะเซมัสนอกชายฝั่งของเมืองไมลีเทิสออกไปเพียง 4-5 กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่ที่สองรองจากไมลีเทิสและแข่งกันเป็นผู้นำของสมาพันธ์ไอโอเนีย  และมีหวังจะชิงตำแหน่งผู้นำได้ เพราะเซมัสมีกษัตริย์เผอแธกเกอเริส (Polycratesคอ. ก.ค.ศ.525-22) ผู้แสดงความสามารถทั้งการทหาร  การปกครองและสนใจศิลปวิทยาการรอบด้าน แต่น่าเสียดายที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการจนได้ชื่อว่าเป็นทรราช  เป็นเหตุให้เผอแธกเกอเริส (Pythagoras ก.ค.ศ.580-500) นักปราชญ์ชาวเซมัสไม่พอใจ  พาลูกศิษย์ไปตั้งสำนักที่ภาคใต้ของอิตาลี  จนได้รับการยกย่องว่าบรรลุญาณวิเศษ   คำสอนทุกข้อจึงถือเป็นสัจธรรม  เป็นที่รู้กันว่าถ้าอ้างคำว่า Ipse dixit (He himself said ท่านได้ตรัสไว้) ก็หมายความว่าลูกศิษย์ต้องรับทูนไว้เหนือหัว  เชื่อกันว่าเผอแธกเกอเริสระลึกอดีตได้ 4 ชาติ และเชื่อว่าทุกคนต้องเวียนว่ายตายเกิด  บางครั้งในร่างสัตว์ด้วย จึงมีหลักปฏิบัติเพื่อให้เกิดดีมีสุข

ในเรื่องของความคิดแบบกรีกซึ่งต่อมาได้ชื่อว่านวยุคภาพนั้น เผอแธกเกอเริสเอามาคิดต่อและเสนออัตราส่วนตามจำนวนเลขเป็นหลักการแม่บทของเอกภพ  นั่นคือสอนว่าเอกภพจะมีอะไรก็ได้ไม่สำคัญ  แต่สำคัญอยู่ที่ว่า  สิ่งทั้งหลายบรรดามี  จะต้องอยู่กันอย่างกลมกลืนด้วยอัตราส่วนที่ลงตัว (harmonious proportion) มิฉะนั้นจะขัดแย้งกันจนสูญสลายไป ที่สอนกันว่าปฐมธาตุสำหรับเผอแธกเกอเริสได้แก่จำนวนเลขนั้นก็มีความหมายตามนัยนี้นั่นเอง   คืออัตราส่วนที่แสดงออกได้เป็นจำนวนเลขนั่นแหละคือปฐมธาตุและหลักการแม่บทของเอกภพ

อะไรที่สอนกันในสำนักนี้จะเริ่มต้นด้วยข้อความสำเร็จรูปว่า Ipse dixit (ท่านได้ตรัสไว้) เสมอ จนไม่อาจรู้ได้ว่าส่วนใดเป็นความคิดของไพแธเกอเริสเอง  และส่วนใดเป็นคำสอนของเจ้าสำนักต่อ ๆ มา  เพราะทุกท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ท่าน’(Ipse) เช่นกัน

เชื่อกันว่า นอกจากระเบียบวินัยบำเพ็ญพรตในสำนักแล้ว เผอแธกเกอเริสยังพบทฤษฎีสามเหลี่ยมมุมฉาก และหลักการเบื้องต้นของตรีโกณมิติ  พบทฤษฎีความกลมกลืนของเสียงดนตรี  เคอเพอร์นิเคิส (Copernicus) อ้างว่าตนได้ความคิดเรื่องระบบสุริยจักรวาลจากเผอแธกเกอเริส

สำนักเผอแธกเกอเริสถือเอาความกลมกลืนเป๊ะ ๆ  ตามตัวเลขจำนวนเต็มเป็นนโยบายของสำนัก  เพราะนั่นคือความเป็นจริงแท้ การปฏิบัติตามความเป็นจริงย่อมค้ำประกันความสุข ป้องกันความขัดแย้งอันเป็นบ่อเกิดของความทุกข์   ศิษย์สำนักนี้จะพร่ำเทศน์สอนเรื่องความกลมกลืนเป็นหลัก   เหมือนนักเทศน์ของศาสนาคริสต์ชอบพูดเรื่องความรัก  และนักเทศน์ของศาสนาพุทธชอบพูดเรื่องกรรม

                ต่อมามีผู้ถามว่า รูปสามเหลี่ยมมุมฉากที่มีด้านข้างด้านละ 1 หน่วยวัด (เช่น 1 ซ.ม.)  ด้านทะแยงย่อมมีความยาวเป็น  Ö2 (กรณฑ์ 2 ของ 12 + 12) ซึ่งเป็นเลขที่ไม่ลงตัวและทศนิยมไม่รู้จบ   อย่างนี้รูปสามเหลี่ยมดังกล่าวจะมีจริงหรือไม่   พวกเขาตอบว่าไม่มีจริง  รูปสามเหลี่ยมที่มีอยู่จริงจะต้องมีอัตราส่วนที่ลงตัวแบบ 32 + 42= 52  เป็นต้น  ต่อมามีถามว่า Ö – 1 มีจริงหรือไม่  พวกเขาตอบว่าเป็นเลขอเหตุผล (irrational) ไม่ควรคิด  เพราะเป็นไปไม่ได้  เป็นทางนำไปสู่ความเสื่อมของปัญญา  มีผู้แย้งว่าพายหรือ 22/7  ซึ่งเป็นอัตราส่วนระหว่างเส้นรอบวงของวงกลมกับรัศมีของมันนั้นเป็นเลขทศนิยมไม่รู้จบ  ดังนั้นจะทำอย่างไร วงกลมจะเลี่ยงทศนิยมไม่รู้จบไม่ได้เลยสักวงเดียว  แต่ทว่าวงกลมต้องมีอยู่จริงอย่างน้อยบางวง แล้วจะอธิบายว่าอย่างไร สำนักเผอแธกเกอเริสถึงทางตัน ไม่อาจจะแก้ปัญหาได้ นักปราชญ์ค่อย ๆ เสื่อมศรัทธา  ส่วนนักปฏิบัติยังคงถ่ายทอดเจตนารมณ์ต่อมาอีกหลายศตวรรษ เหลือผลงานวิชาการเป็นทฤษฎีเรขาคณิตบางบทที่ยูคลิดรวบรวมไว้ในหนังสือของตนเท่านั้น

philosophy, origin of

sophist

philosophy, origin of  กำเนิดของปรัชญา

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

เนื่องจากปรัชญาคือ philosophy ซึ่งแปลว่า ความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด  เรียกสั้นๆ ได้ว่าความสนใจรู้  ความสนใจรู้ย่อมเริ่มจากการมีคำถาม  และโดยสัญชาตญาณแห่งมนุษย์  เมื่อมีคำถามขึ้นในใจก็อยากหาคำตอบ  มนุษย์คนแรกมีคำถามแรกเมื่อใดก็เมื่อนั้นแหละคือจุดเริ่มต้นของปรัชญา  ปรัชญามีมาตั้งแต่ขณะนั้น  ปรัชญาอุบัติขึ้น ณ ขณะนั้นพอดี มนุษย์คนนั้นเป็นมนุษย์คนแรกก็เพราะมีคำถามแรกเกิดขึ้นในใจของเขา  ใจของเขานั้นคือปัญญาแรกของมนุษยชาติ  เขาผู้นั้นกลายเป็นมนุษย์คนแรก  และเป็นผู้คิดปรัชญาแรกของมนุษยชาติ  พูดง่าย ๆ ได้ว่าปรัชญาเริ่มมีมาพร้อมกับเริ่มมีมนุษย์คนแรก  เพราะจะมีคำถามแรกโดยยังไม่มีมนุษย์เลยไม่ได้  และจะมีมนุษย์คนแรกโดยยังไม่มีคำถามใด ๆ เลยบนโลกย่อมไม่ได้เช่นกัน  ดังนั้นคำถามแรกย่อมเกิดขึ้นกับมนุษย์คนแรก และ ณ จุดนั้นสัตว์ตัวนั้นกลายเป็นนักปรัชญาคนแรก ณ บัดนั้น

คำถาม (question) ที่เป็นจุดก่อตัวของปรัชญานั้น  ย่อมไม่เป็นเพียงปัญหา (problem) จะเห็นเพียงปัญหาแรกเท่านั้นไม่พอให้นับเป็นปรัชญา  เพราะสัตว์เดรัจฉานก็มีปัญหาได้  ปัญหาจากสัญชาตญาณ (problem from instinct) ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอโดยไม่ต้องอาศัยปัญญา  เฉพาะปัญหาที่เกิดจากการตรึกตรอง (problem from reflection) เท่านั้นจึงจะเป็นคำถามและเป็นจุดเริ่มต้นของปรัชญาเพราะมันสร้างความสนใจให้แสวงหาคำตอบซึ่งไม่จำเป็นต้องตอบสนองความต้องการของสัญชาตญาณ

ปัญหามี 2 ระดับ คือ

  1. ระดับสัญชาตญาณ ตอบสนองด้วยสัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอด
  2. ระดับปัญญา เกิดจากการตรึกตรองจนเห็นคำถาม  ตอบสนองด้วยคำตอบที่มาจากปัญญาเช่นกัน  อาจจะมีสัญชาตญาณทำการควบคู่มาด้วยก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้าหากถูกครอบงำโดยสัญชาตญาณละก็จะอยู่แค่ระดับสัญชาตญาณ  เพราะปัญญายอมแพ้สละสิทธิ์ให้สัญชาตญาณ  จะยังไม่เรียกว่าคำถาม

สรุปได้ว่า  ปรัชญามีมาพร้อมกับมนุษย์  เมื่อไรก็เมื่อนั้น  ที่ไหนก็ที่นั้น  มนุษย์คนแรกคือนักปรัชญาคนแรกของมนุษชาติด้วย

                กำเนิดของปรัชญาปรัชญาเริ่มต้นฟักตัวมาตั้งแต่เมื่อไรเป็นเรื่องเหลือเดา  แต่เราได้เห็นมาแล้วว่า  แต่แรกเริ่มเดิมทีวิชาการทุกอย่างเป็นปรัชญาทั้งนั้น  ค่อย ๆ มาแยกตัวออกไปภายหลังปรัชญาจึงเป็นแม่บังเกิดเกล้าของวิชาการทุกอย่างก็ว่าได้  นั่นคือปรัชญาเกิดก่อนวิชาอื่นทั้งหมด  เราไม่รู้วันเดือนปีเกิด  แต่ก็อาจจะพูดได้ไม่เกินความจริงว่าปรัชญาเกิดพร้อมกับความคิดแรกของมนุษย์ ถ้าเราเชื่อทฤษฎีวิวัฒนาการของชาลส์ดาร์วินว่ามมนุษย์วิวัฒน์มาจากลิง ก็คุณจ๋อตนแรกที่เริ่มสำนึกขึ้นในใจว่า  “เอ๊ะ นี่มันอะไร” ณ บัดนั้นปรัชญาอุบัติขึ้นแล้วพร้อมกับความเป็นมนุษย์ในตัวของคุณจ๋อตนนั้น ข้าพเจ้าใช้คำว่า“คุณจ๋อ”ไม่ใช่“นายจ๋อ” เพราะไม่แน่ใจว่านักปรัชญาแรกของโลกผู้นี้จะเป็นเพศใดแน่  ถ้าท่านได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “พิชิตจักรวาล 2001” ท่านจะสังเกตเห็นบรรพบุรุษสมมุติของเราตนหนึ่งเล่นกระดูกสัตว์ใหญ่อยู่  บังเอิญจับได้กระดูกท่อนหนึ่งตีลงบนกระดูกซี่โครงซากสัตว์ตัวนั้นซี่โครงก็หักลง  บัดดลดนตรีบันเลงกระหึ่มขึ้นประหนึ่งว่าเป็นมหาฤกษ์  เพราะบัดดลนั้นเองคุณจ๋อคิดตกว่าเครื่องมือกระดูกสัตว์  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแรง  มันกลายเป็นมนุษย์และเป็นนักปรัชญาแรกของโลกตั้งแต่บัดนั้น  เราพูดตามภาษาวิชาการว่า  มนุษย์เริ่มคิดปรัชญาตั้งแต่เริ่มทำ reflection (การคิดทบทวน)  ท่านผู้อ่านทุกท่านได้ผ่านขั้นนี้มาแล้ว  เวลานี้ท่านเป็นนักปรัชญาแล้ว ทุกคน เป็นมากหรือน้อยเท่านั้น  ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเป็นมาก ๆ และเป็นจริง ๆ ด้วยเทคนิคทันสมัย

เป็นอันว่าปรัชญามีกำเนิดมาตั้งแต่มนุษย์ยังไม่รู้จักใช้ภาษา  ตำหรับปรัชญาที่ไม่มีการขีดเขียนลงเป็นหนังสือจึงศูนย์หายไปเสียเป็นก่ายเป็นกองอย่างน่าเสียดายยิ่ง  แทบจะหมดหวังที่จะสืบได้ว่ามนุษย์เราเริ่มต้นคิดอย่างไรมาแต่ต้น  และวิวัฒน์มาอย่างไรจนคิดค้นภาษาขึ้นมาใช้นับวันแต่จะกว้างขวางซับซ้อนขึ้นทุกที  จนกว่าจะมีคนคิดตัวหนังสือและวางระเบียบไวยากรณ์ขึ้น  จึงได้เริ่มบันทึกหลังจากมีความคิดปรัชญาสะสมไว้นาน  สูญหายไปในประวัติศาสตร์ก็มาก  เราไม่สามารถสืบสาวดูให้รู้แน่นอนว่าความเชื่อถือต่าง ๆ และนิยายปรัมปราต่าง ๆ ก่อตัวและวิวัฒน์มาอย่างไรในระยะก่อนวรรณกรรม  เป็นเรื่องที่ต้องเปลืองแรงค้นคว้าและในที่สุดก็ต้องสันนิษฐานเอาเสียเป็นส่วนมาก  แต่สันนิษฐานด้วยยุทธวิธีตามหลักวิชาการย่อมได้เปรียบกว่าเดาสุ่ม  ความคิดแบบปรัชญาจึงช่วยได้มาก  อย่างน้อยช่วยปั้นปัญญาให้มีวิจารณญาณ (critical thinking)

ปรัชญาก้าวหน้าขึ้นอย่างมหาศาล  เมื่อมีมนุษย์เจ้าความคิดยอดเยี่ยมในสมัยนั้นคนหนึ่งเกิดฉงนขึ้นมาว่า  อำนาจในธรรมชาตินี้มาจากไหน  เพราะมีประสบการณ์กันมานานนักหนาแล้วว่ามนุษย์เราหนีภัยธรรมชาติกันด้วยความหวาดกลัว  เหมือนกระต่ายตื่นตูม  เพราะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุและไม่มีใครคิด  เพราะต่างคนสักแต่หนีเอาตัวรอดไปได้เป็นครั้ง ๆ ไม่ผิดกับกระต่ายตื่นตูม แต่มนุษย์คนที่ว่านี้สมควรได้รับการยกย่องเป็นนักปรัชญายิ่งใหญ่แห่งยุค  เพราะเมื่ออยากรู้ว่าอำนาจในธรรมชาติมาจากไหน  ก็หมายความว่าเขาเกิดมีความเข้าใจเรื่องเหตุผลขึ้นมาแล้ว  ในเมื่อมีผลต้องมีเหตุ  ถ้าหากเรารู้สาเหตุ  เราก็สามารถแก้ที่สาเหตุ  ผลมันก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไปเองโดยจำเป็น เป็นอันว่าถ้าเราล่วงรู้ได้ว่าภัยธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟไหม้ สัตว์ร้าย ฯลฯ  มีอะไรเป็นสาเหตุ  เราก็หาทางแก้ที่สาเหตุเสีย ภัยก็จะหมดไปได้ ถ้าแก้ไม่ไหวก็อาจจะหาทางเลี่ยงให้ผ่อนหนักเป็นเบาไป  ท่านไม่คิดหรือว่าคนที่คิดได้แค่นี้  (แม้จะไม่ได้พูดออกมาเป็นวิชาการในยุคที่คนยังไม่รู้ว่า “เรียน” คืออะไร “เหตุผล” คืออะไร มิต้องนับว่าเป็นนักปรัชญายอดเยี่ยมแห่งยุคหรือ ?

นักคิดเช่นว่านี้อาจจะเริ่มขึ้นคนเดียว  แล้วมีคนเข้าใจและเห็นด้วยต่อ ๆ มา หรืออาจจะปรึกษากันหลายคน เราไม่ทราบ แต่เราทราบว่า ในยุคที่ยังไม่รู้จักวิธีทดลองวิทยาศาสตร์ ไม่รู้ว่าเครื่องมือทดสอบเป็นอย่างไร  ได้แต่คิดเอาด้วยสมองว่ามีผลต้องมีเหตุ  ถ้าแก้เหตุได้ผลก็จะเปลี่ยนไปก็เลยสรุปเอาด้วยปัญญาอันสุขุมตามอัตภาพว่า  ต้องมีเหตุที่อยู่เหนือธรรมชาติ  เรามองไม่เห็น  แต่ต้องมีฤทธิ์มากจนควบคุมพลังธรรมชาติทั้งหลายไว้ได้ตามใจ  ผู้นั้นคือ พระผู้ทรงฤทธิ์ ผู้ควบคุมความเป็นไปทั้งหลายในโลก เป็นจ้าวโลก ถ้าเช่นนั้นเราลองบวงสรวงดูให้ท่านพอใจ  ท่านจะได้เข้าข้างเรา  คนอื่นเห็นดีด้วย  จึงเกิดพิธีกรรมและหลักปฏิบัติทางศาสนาขึ้น  ต้องนับว่าศาสนาดั้งเดิมของมนุษย์เป็นนิมิตอันดีแสดงให้เห็นความก้าวหน้ามหาศาลทางปัญญา  คือการได้ประลองการใช้เหตุผลอันเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งปัญญามนุษย์  แต่ก็อย่างว่า การค้นพบทุกอย่างถ้าหากไม่มีการปรับปรุงจนตกยุคไปแล้ว  ก็กลายเป็นสิ่งกีดขวางความเจริญได้  ปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมครั้งหนึ่งเคยเป็นพระเอกในสนามรบ  ถ้าใครอุตริลากออกไปยิงถล่มภูขี้เถ้า  ผู้ก่อการร้ายอาจหัวเราะจนสำลักตายก็ได้

วงการศาสนาที่เจริญขึ้นจนจัดเป็นสถาบันสังคมนี่เองที่ให้กำเนิดแก่วิจิตรศิลป์ ดนตรี คณิตศาสตร์  และที่สำคัญที่สุดในแง่ปรัชญาก็คือ เก็บหนังสือไว้  เพราะต่อมาเราจะมีหนังสือบันทึกความคิดของมนุษย์เอาไว้เป็นหลักฐาน  สามารถรวบรวมเป็นวิชาการขึ้นมาได้  ความคิดที่บันทึกไว้ในระยะแรก ๆ นี้จึงเกี่ยวกับเรื่องของศาสนาเป็นธรรมดา จีน อินเดีย อียิปต์ ต่างก็มีบันทึกมาแต่ดึกดำบรรพ์ไม่ต่ำกว่ายี่สิบศตวรรษก่อน ค.ศ. อาจจะมีก่อนนั้นแล้วสูญหายไปหมด  เราไม่ทราบชาวกรีกเพิ่งจะเริ่มมีหนังสือเป็นหลักฐานก็ในสมัยโฮเมอร์ (Homer) และเฮเสียด (Hesiod) ซึ่งจะว่าดึกดำบรรพ์ก็ไม่เกินศตวรรษที่เก้าก่อน ค.ศ. เนื้อเรื่องเกี่ยวกับศาสนาและประวัติของเทพเจ้าเหมือนวรรณกรรมแรก ๆ ของชาติโบราณอื่น ๆ

ชาวกรีกได้รับเกียรติเป็นปัญญาชนชาติแรกของยุโรป  แต่เราก็เห็นว่าวรรณกรรมของชาวกรีกซึ่งเป็นวรรณกรรมแรกของยุโรปด้วย  เริ่มมีภายหลังวรรณกรรมเอเชียและแอฟริกาไม่ต่ำกว่าพันปี  เริ่มต้นมาในทำนองเดียวกันแต่ต่อเวลาให้ถึงพันกว่าปีแต่ชาวกรีกก็ฮึดสู้จนขึ้นหน้าชาติอื่นในด้านปัญญา ยุโรปได้รับมรดกมาดำเนินกิจการต่อ  จนกลายเป็นครูของโลกอยู่ทุกวันนี้  แม้ปรัชญาและศาสนาตะวันออกจะศึกษาอย่างวิชาการทุกวันนี้  ก็ต้องอาศัยตำราของชาวตะวันตกเป็นหลัก

Atomism on ethic

Democritus

Atomism on ethic จริยธรรมลัทธิปรมาณูนิยม
ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เดอมาคเครอเทิส ( Democritus, ก.ค.ศ. ๔๖๐-๓๒๖ ) สอนอภิปรัชญาว่า ความจริงเป็นสสารเพียงอย่างเดียว ซึ่งแบ่งออกได้ถึงหน่วยย่อยที่สุดเรียกว่าอะตอม อะตอมเป็นสิ่งนิรันดร ไม่รู้เกิดไม่รู้ตาย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าในส่วนใด สิ่งต่างๆ เกิดจากการรวมตัวของอะตอมชั่วคราว และสูญหายไปเมื่อกลุ่มอะตอมแตกแยกตัวออกจากกันคนแต่ละคนเป็นผลจากการรวมตัวชั่วคราวของอะตอม ตายไปแล้วไม่มีอะไรเหลือนอกจากอะตอมที่มีสภาพคงเดิม ดังนั้น ตราบใดที่มีชีวิตเป็นคน ก็ควรจะหาความบันเทิงใส่ตัวให้เต็มที่ อย่าให้เสียชาติเกิดที่บังเอิญได้เป็นคนคนนี้เพียงครั้งเดียว

ความเป็นมนุษย์

animal

ความเป็นมนุษย์

manness

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง

ผู้ปรับแก้: กีรติ บุญเจือ

“มนุษย์เป็นสัตว์เหตุผล (Man is rational animal)

นิยามนี้มาจาก Aristotle ที่ว่า Anthropos zoion echon logon”

นิยามของมนุษย์ดังกล่าวถูกอ้างถึงในงานวิชาการต่าง ๆ และถูกสอนต่อ ๆ และตาม ๆ กันมาว่าเป็นนิยามโดย Aristotle ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าจริงเช่นนั้น (ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งนั้นเชื่อเพราะความศรัทธาใน Aristotle) จนบางคนถึงกับยกไว้เป็น ปฐมบท (assumption) ของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักปรัชญาสายเหตุผลนิยม และปฏิฐานนิยมที่บูชา “เหตุผล” ว่ามีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด ในการแสวงหาความรู้ เพราะเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ตามคำนิยามข้างต้น ทำให้ละเลยและมองข้ามสมรรถภาพคิดด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ที่ลึกซึ้งและมีอยู่มากมายไปอย่างน่าเสียดาย

ถ้าวิเคราะห์จากคำนิยามในภาษากรีกที่เป็นภาษาดั้งเดิมของ Aristotle แล้วจะพบว่า Aristotle ให้นิยามว่า “มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มี logos” (Anthropos zoion echon logon) ต่างหาก ซึ่งคำว่า “logos” นั้นไม่ได้แปลว่า “เหตุผล” อย่างตรงไปตรงมาตามที่คนสมัยปัจจุบันเข้าใจในคำนิยามดังกล่าวของ Aristotle ที่ผ่านการแปลจากภาษาอังกฤษ

ในภาษากรีก “logos” แปลตามตัวอักษรว่า “คำพูด” (The word) หมายถึงคำพูดธรรมดา ๆ แต่ต่อมาชาวกรีกสำนึกว่ามีกฎเกณฑ์เป็นเครือข่ายที่ยิ่งใหญ่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ต่าง ๆ จึงใช้คำ “logos” เรียกระบบเครือข่ายดังกล่าว ในที่สุด “logos” จึงใช้ในความหมายว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้สูงสุด สิ่งหรือผู้มีอำนาจควบคุมดูแลทุกอย่างในเอกภพ เมื่อ Aristotle ต้องการหาคำเรียกสมรรถภาพคิดของมนุษย์ ที่ยกย่องได้ว่าเป็นสมรรถภาพสูงสุดหรือปัญญาในตัวมนุษย์ ที่สามารถคิดเข้าใจอย่างน่าพิศวงอย่างไม่มีสิ่งใดในใต้หล้าจะมาเทียบเคียงได้ คือ ทั้งคิด เข้าใจ เรียนรู้ คิดใหม่ เข้าใจใหม่ ตัดสิน พิสูจน์ อนุมาน สรุป หยั่งรู้ตั้งแต่ตื้น ๆจนถึงลึกซึ้งที่สุด Aristotle จึงตกลงใช้ คำว่า “logos” มาเรียกสมรรถภาพนี้

ชาวโรมันแปล “logos” ว่า “ratio” จึงนิยามมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่มี ratio ซึ่งภาษาละตินแปลว่า “การคิดคำนวณ” ชาวอังกฤษแปลภาษาละตินแผลงเป็นคำอังกฤษ จึงนิยามมนุษย์ว่าเป็น rational animal ซึ่ง “rational” หมายถึงสมรรถภาพปัญญาของมนุษย์อย่างกว้าง ๆ แต่ต่อมาผู้ใช้ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “rationality” กับ “reason” ปน ๆ กันจนในที่สุดจึงใช้คำทั้งสองในความหมายว่า “เหตุผล” เช่นเดียวกันจนบางคนใช้แทนกันและแปลงคำนิยามจาก rational animal เป็น reasonable animal เพื่อให้เข้าใจง่ายก็มี

ความเข้าใจในสมรรถภาพคิดทั้งหมดของมนุษย์ว่าคือสมรรถภาพคิดด้วยเหตุผลนั้นจึงเป็นความเข้าใจที่บกพร่องอย่างน่าเสียดายเพราะทำให้มนุษย์ต้องติดอยู่ในกับดักของเหตุผล เชื่อมั่นและยึดมั่นในเหตุผล ว่าเป็นมาตรฐานสูงสุดของปัญญามนุษย์ ทั้ง ๆ ที่ การคิดด้วยเหตุผลนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยนิดของสมรรถภาพปัญญาของมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยสมรรถภาพต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่สามารถควบคุมสัญชาตญาณให้มีคุณภาพ สังเกต วิเคราะห์ จัดระเบียบ ประเมินค่าประสบการณ์ สร้างเป็นกฎ พิสูจน์กฎ อธิบายโดยอ้างสาเหตุ หยั่งรู้ระดับสามัญสำนึก จนกระทั่งหยั่งรู้สารพัดเรื่อง และยังสามารถสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ ไม่รู้จบ จนถึงสุดยอดที่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

คุณค่าของความเข้าใจในความกว้างขวางและลึกซึ้งของสมรรถภาพคิดของมนุษย์ดังกล่าวทำให้มนุษย์ไม่ตกอยู่ในความครอบงำของการคิดด้วยเหตุผล(Reasoning)เท่านั้นแต่ยังทำให้มนุษย์ยอมรับในสมรรถภาพคิดด้านต่าง ๆ ของปัญญาด้วย ว่ามีอยู่มากมายและสามารถฝึกฝน พัฒนา นำมาใช้สร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้อย่างมากมายไม่รู้จบ

คนเป็นสัตว์ปรัชญา

plato

คนเป็นสัตว์ปรัชญา

Man is philosophical animal

ผู้แต่ง : สุดารัตน์ น้อยแรม

ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ปรัชญาเกิดจากความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ แฝงอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน นั่นเป็นเพราะมนุษย์มีสัญชาตญาณในการเรียนรู้ ซึ่งตรงกับความหมายดั้งเดิมของคำว่าปรัชญา (Philosophy) ตามภาษาดั้งเดิมแปลความหมายได้ว่า ความอยากรู้ อยากเรียน และอยากฉลาด (ดังนั้นเมื่ออยากฉลาดจึงต้องเรียนรู้ในปรัชญา)

มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีความสามารถในการคิดและใช้เหตุผล มนุษย์ทุกคนมีความเป็นนักปรัชญาอยู่ในตัวเอง ความอยากรู้อยากเห็นเกิดขึ้นเพราะมนุษย์มักจะตั้งคำถามว่า “ทำไม?” เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์โลกประเภทเดียวที่มีเหตุผล ทำให้เกิดความอยากรู้ อยากเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวที่ล้วนแล้วแต่เป็นปริศนาให้ขบคิด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือ ไม่มีชีวิตก็ตาม เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์มองเห็นล้วนแล้วแต่ให้น่าฉงนสนเท่ห์ด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่ชีวิตของมนุษย์เองก็เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้ไปไม่น้อยกว่าโลกและจักรวาล ความอยากรู้อยากเห็นเพื่อให้ได้คำตอบในเรื่องราวต่าง ๆ ที่สงสัยและไม่เข้าใจ เป็นแรงจูงใจที่มีความสำคัญ ทำให้มนุษย์ไม่ยอมที่จะหยุดนิ่งเฉย ยังคงมุ่งที่จะค้นคว้าแสวงหาความรู้ ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่ได้คำตอบจากความรู้ที่ตนเองต้องการ จิตที่มีความอยากรู้อยากเห็นก็จะไม่มีทางที่จะสงบและเป็นสุขได้เลย ด้วยเหตุที่ความรู้เป็นสิ่งที่ไม่ขอบเขตจำกัดและจับต้องไม่ได้ มนุษย์จึงต้องแสวงหาความรู้สืบต่อกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องแลกกับการเป็นสัตว์โลกที่มีเหตุผล

ใจความสำคัญในปรัชญาคือ การแสวงหาความจริงตั้งแต่ระดับธรรมดาสามัญไปจนถึงระดับสูงสุดของสิ่งต่าง ๆ ในแบบของรูปธรรมและนามธรรม เพื่อตอบสนองความอยากรู้ อยากเห็นของมนุษย์ โดยมีเป้าหมายให้รู้จักมองปัญหาให้เป็น มองหาคำตอบให้ได้ และรู้จักนำส่วนที่ดีของคำตอบมาประยุกต์ใช้ แล้วนำความรู้นั้นมาเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ปรัชญาจึงเป็นแก่น (Core) ของวิชาทั้งหลาย การคิดเชิงปรัชญาต้องคิดอย่างมีเหตุผล แยกแยะวิเคราะห์หาสาเหตุของเรื่องนั้น ๆ คิดในทางลึกและทางกว้างด้วยความรอบคอบ ประมวลสิ่งต่าง ๆ จากข้อมูลทั้งหลาย สังเคราะห์ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ แสดงเหตุผล แห่งการคิด จนกระทั่งได้คำตอบที่สมเหตุสมผล คำตอบอาจจะถูกหรือผิด นั่นเป็นเพราะ ความคิดเห็นส่วนตัว หรือมุมมองชีวิตของแต่ละคน การคิดแบบปรัชญาเป็นวิธีการคิด อย่างทะลุปรุโปร่งในการตอบปัญหาที่มนุษย์สนใจใคร่รู้ ปรัชญาจึงเป็นศิลปะแห่งการคิด อย่างมีเหตุผล (Philosophy is the art of rational thinking)

ถึงแม้ปรัชญาจะไม่ใช่อาชีพ แต่ในปัจจุบันทุกอาชีพจำเป็นต้องรู้ปรัชญา เพื่อจะได้เข้าใจกระแสโลกในด้านต่าง ๆ เมื่อนำปรัชญามาประยุกต์ใช้จะทำให้สามารถมองเห็นปัญหา ในด้านต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญปรัชญาเป็นสิ่งที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการ (need) ของสังคมและมนุษยชาติในการมองปัญหาและช่วยค้นหาคำตอบให้กับแนวคิดพื้นฐานของมนุษย์ได้อีกด้วย