Tag: กระบวนทรรศน์ยุคกลาง

ยุคมืด

anek01
อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

“ทำไมจึงเรียกว่ายุคมืด ก็คงไม่ได้หมายความว่าแสงอาทิตย์มืดมัวลงเป็นแน่ แต่หมายถึงความมืดทางปัญญา”

คำว่ายุคมืดนี้ให้ความหมายครอบคลุมบรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการจุดประกายทางปัญญาใดๆ ในยุคกลาง แม้นับว่าเริ่มจากกรุงโรมถูกปล้นชิงในปี ค.ศ.410 โดยชาวโกธตะวันตกหรือวีเสอโกธ (Visigoth) ซึ่งตั้งถิ่นฐานในดินแดนสเปนปัจจุบัน สภาพแห่งการสงครามแย่งชิงปล้นสดมภ์เกิดขึ้นไปทั่วอาณาจักรโรมัน ประชาชนต่างต้องพึ่งพาตนเอง เกิดการรวมกลุ่มกันตามโบสถ์เพื่อการป้องกันตนเอง ความเป็นห่วงในการเอาชีวิตรอด ทำให้ละเลยต่อวิชาการและความรู้ศิลปวิทยาต่างๆ สมบัติและของมีค่าต่างๆ จึงถูกฝังดินเพื่อการซุกซ่อน สภาพเช่นนี้เกิดต่อเนื่องกันยาวนานจนถึง ค.ศ.800 จึงค่อยเริ่มเข้าสู่การฟื้นฟูศิลปวิทยาการโดยถือกษัตริย์ชาร์ลมาญ (Charlemagne, 742-814)

Continue reading “ยุคมืด”

Zwingly, Ulrich Huldeich

zwingli

Zwingly, Ulrich Huldeich อูลริก  ซวีงลิ

ผู้แต่ง : กันต์สินี  สมิตพันธ์

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

อูลริก  ซวีงลิ(Ulrich HuldeichZwingly 1484-1531) เกิดที่ตำบลวีลด์เฮาส์ (Wildhaus) ซึ่งอยู่ในเขตปกครองของอารามแซงต์กัล(Saint Gall)  ได้รับการศึกษาขั้นต้นจากลุงซึ่งเป็นบาทหลวง  เข้าศึกษามนุษยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยบาเซล,  เบิร์น, เวียนนา  และกลับมาได้ปริญญาโททางมนุษยศาสตร์ที่บาเซลในปี ค.ศ.1506 เรียนเทววิทยาจากวิทเทนบัก  (Wyttenbach) บวชเป็นบาทหลวงและได้เป็นเจ้าอาวาสแห่งกลาโรนา (Glarona) อยู่ 10 ปี  สนใจการรวมตัวตั้งประเทศสวิตเซอร์แลนด์  จึงสมัครเป็นอนุศาสกในกองทหารรับจ้างสวิสร่วมรบในอิตาลี  สนใจและติดต่อกับอิแรสเมิส(Erasmus)  ค.ศ.1519 เริ่มเทศน์เสนอความคิดปฏิรูปศาสนาและการเมือง  โดยใช้พระคัมภีร์และวรรณกรรมของปิตาจารย์รุ่นแรกเป็นบันทัดฐาน สนับสนุนงานปฏิรูปศาสนาของอาจารย์ลูเธอร์

ค.ศ.1522 ประกาศแยกตัวจากศาสนจักรคาทอลิกเพื่อตั้งลัทธิใหม่  ค.ศ.1523 เผยแพร่หนังสือแถลงการณ์ปฏิรูปศาสนา ซึ่งเจ้านครแห่งซูริกยึดถือเป็นหลัก  ประเด็นที่สำคัญคือ  1)ถือคัมภีร์เป็นหลักคำสอน  2)ใช้ภาษาเยอรมันในพิธีกรรม  3)ยกเลิกการบังคับถือโสด  ซวีงลิเข้าพิธีสมรสในปี ค.ศ.1524  ต่อจากนั้นก็เขียนหนังสือและเทศน์เสนอเทววิทยาตามทรรศนะของตน  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าได้รับอิทธิลจากอิแรสเมิส,  ออเกิสทีน,  อไควเนิส  และอักเคิม

ค.ศ.1529 สัมมนากับลูเธอร์ที่มาร์บวร์ก (Marburg Conference)  มีบางเรื่องที่เห็นไม่ตรงกับลูเธอร์  เกิดปัญหาขัดแย้งอย่างหนักระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนซวีงลิกับกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ต่อซวีงลิ  จนเกิดการสู้รบกัน  ซวีงลิถึงแก่มรณกรรมลงในสนามรบและฝ่ายสนับสนุนซวีงลิพ่ายแพ้ยับเยิน  การปฏิรูปศาสนาใน สวิตเซอร์แลนด์จึงชะงักลงชั่วคราวจนกว่าแคลวินจะรื้อฟื้นอุดมคติของซวีงลิขึ้นมาใหม่

หัวข้อคำสอนของซวีงลิที่แตกต่างจากคำสอนของลูเธอร์ที่สำคัญได้แก่

1)    พยายามควบคุมการเมืองการปกครองเสียเอง  แทนที่จะปล่อยให้เป็นความสมัครใจของผู้ปกครองตามแบบของลูเธอร์

2)    ความรู้นำไปสู่ศรัทธา  ซวีงลิเชื่อว่านักปราชญ์ทั้งหลายที่สอนความจริงและประพฤติตนตามมโนธรรมของตน  ย่อมอยู่ในทางแห่งความรอด

3)    พยายามอธิบายเรื่องลึกลับว่าเป็นสัญลักษณ์  และพยายามอธิบายพระคัมภีร์ด้วยเหตุผล  เช่นอธิบายศีลมหาสนิทว่าเป็นเพียงการระลึกถึงพระเยซู

Weigel, Valentin

weigel

Weigel,  Valentin วาเลนทิน วายเกล

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

                ValentinWeigelวาเลนทิน วายเกล เป็นชาวเยอรมันเช่นกัน เกิดในแคว้นแซกโซนี สนใจปรัชญา  ศาสนา  และวิทยาศาสตร์ปนไสยศาสตร์มาโดยตลอด  สนใจคำสอนและวิธีเข้าฌานเป็นพิเศษ  ความคิดของท่านจึงเป็นการผสมผสานระหว่างสิ่งเหล่านี้  แม้จะสังกัดนิกายโปรเตสแตนต์ลัทธิลูเธอร์  แต่ก็ขัดแย้งกับนักศาสนศาสตร์ฝ่ายลูเธอร์อยู่เสมอ  นิกายคาทอลิกก็ไม่ชอบ  จึงแสวงหาความเข้าใจศาสนาด้วยตนเอง และพยายามแผยแผ่ในหมู่ชาวเยอรมัน

งานนิพนธ์ที่สำคัญได้แก่ หนังสือว่าด้วยชีวิตแสนสุข (ลต. Libellus de Vita Beata ,1609= A Booklet of a Happy Life) ;จงรู้จักตัวเรา(ยร. ErkennedichSelbst, 1615 = Know Thyself) ;โหราศาสตร์ที่กลายเป็นเทววิทยา (ลต. AstrologiaTheologizata, 1618 = Theologized Astrology) ;ปรัชญาที่เป็นเทววิทยา(ลต.PhilosophiaTheologica, 1618 = Theological Philosophy) ;  การศึกษาทั่วไป(ลต.StudiumUniversale , 1618 = Universal Study)

วายเกลสอนว่า โดยอาศัยการเข้าฌาน เราจึงจะรู้ความจริง  จะเข้าใจได้ว่าความเป็นจริงมีแต่หน่วยเดียว คือพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นองค์นิรวจนีย์ คืออธิบายไม่ได้(ineffable)  ไม่มีขอบเขตและไม่จำกัด  พระองค์จึงเป็นทั้งหนึ่งและหลาย  ทรงเป็นหนึ่งในตัวพระองค์ แต่ทรงเป็นหลายในสิ่งอื่นทั้งหมด  การสร้างมิได้หมายความว่าทรงกระทำอะไรให้มีขึ้น  หากแต่ทรงสำนึกรวมทุกประเภทไว้ในตัว  จนได้ชื่อว่าอนุจักรวาล  ที่เรียกว่าสิ่งสร้างทั้งหลายนั้นก็คือพระเจ้าปนกับความเปล่า  และเพราะมีความเปล่าปนจึงปรากฏเป็นหน่วย ๆ มากมายหลายหลาก  แต่เมื่อพระเจ้าทรงสำนึกในตัวมนุษย์  ก็จะตระหนักได้ทุกอย่างในตัวมนุษย์  วายเกลไม่เห็นด้วยกับลูเธอร์ที่ว่าให้มีศรัทธาไว้แล้ว จะดีเอง  แต่เชื่อว่ามนุษย์ต้องพยายามเข้าใจตัวเองเพื่อสำนึกได้ถึงธาตุแท้ในตัวคือพระเจ้า  วายเกลใช้คำว่า อหังภาพหรือความเป็นฉัน (ยร.Ichheit The I-ness)  เพื่อใช้เรียกธาตุพระเจ้าในตัวมนุษย์ซึ่งมนุษย์จะสำนึกโดยการเข้าฌาน  เรื่องนี้ฟิกเทจะนำไปใช้เป็นพื้นฐานปรัชญามโนคตินิยมแบบอัชฌัตติกญาณของตน แต่เบิร์ม จะพัฒนาต่อไปในแนวทางของฌานนิยม ซึ่งเราจะพิจารณากันต่อไปข้างหน้า  จึงเห็นได้ว่าลักษณะความคิดของวายเกลเป็นลัทธิสรรพเทวนิยมและฌานนิยมจึงถูกต่อต้านทั้งจากฝ่ายคาทอลิกและโปรเตสแตนต์

Vives, Juan Luis

ivivesj001p1

Vives, Juan Luis ฮวน ลุยส์ วีเวส

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

Juan Luis Vivesฮวน ลุยส์ วีเวส (Juan Luis Vives 1492-1540) เป็นชาวสเปน เกิดที่วาเลนเชีย (Valencia) เรียนที่กรุงปารีส สอนที่ลูแวง, ออกซ์ฟอร์ด และในพระราชวังอังกฤษ ตั้งแต่ปีค.ศ.1529 ปักหลักที่เมืองบรูชส์ (Brugges) จนถึงแก่มรณกรรม เป็นนักมนุษยนิยมที่สนใจและคิดกว้างขวาง มีความรู้รอบตัวมาก ไม่เห็นด้วยกับขบวนการฟื้นฟูด้านใดด้านหนึ่งของวัฒนธรรมกรีก และไม่เห็นด้วยกับการฟื้นฟูเพื่อฟื้นฟู แต่คิดว่าควรจะฟื้นฟูเพื่อใช้เป็นตัวอย่างและข้อมูลเพื่อการพัฒนาต่อไป ในทางปรัชญาวีเวสจึงมีความเห็นว่าไม่ควรฟื้นฟูลัทธิใดลัทธิหนึ่งโดยเฉพาะแล้วยึดมั่นถือมั่นกับลัทธินั้นเสียจนไม่ลืมหูลืมตา แต่ควรสนใจสำรวจทุกลัทธิของปรัชญากรีก โดยเข้าถึงตัวบทของปรัชญาเหล่านั้น ไม่ใช่ยึดเอาอรรถกถาเป็นหลักจนกลายเป็นการยึดมั่นถือมั่น แต่ควรมองให้รอบตัวเพื่อจะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและการค้นพบใหม่ ๆ เพื่อเอาทุกอย่างมาพิจารณาร่วมกันสร้างแนวทางที่เหมาะสมกับสมัย สิ่งใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้นซึ่งวีเวสคิดว่าไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง ก็คือการสังเกตและทดลอง ซึ่งนักเล่นแร่แปรธาตุใช้มานานและกำลังเป็นที่นิยมกันในหมู่นักวิชาการสมัยนั้น

การที่วีเวสไม่สนับสนุนการฟื้นฟูปรัชญากรีกก็เพราะสังเกตเห็นว่า เป็นเหตุให้ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นถือมั่นคำพูด ทำให้พูดกันไม่รู้เรื่อง ตกลงอะไรกันไม่ได้ ส่วนวิธีการพิสูจน์ของอัสสมาจารย์ที่ยังมีขบวนการปกป้องอยู่ก็ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับแบบแผนมากเกินไป โดยไม่คำนึงถึงจิตวิทยาของมนุษย์เสียบ้างเลย ความบกพร่องเหล่านี้ทำให้เสียเจตนารมณ์ของนักวิชาการ ซึ่งควรจะมุ่งแสวงหาความเข้าใจ กลับมุ่งยึดมั่นถือมั่นและเอาชนะกันโดยการถกเถียง เป็นการเสียเวลาเปล่าโดยใช่เหตุ วีเวสคิดว่าจำเป็นต้องหาทางสายกลางที่เหมาะสมให้ได้

มาตรการความจริงเพื่อให้เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย วีเวสจึงวางพื้นฐานปรัชญาของตนบนมูลบทว่า “มนุษย์เกิดมาสมองว่างเปล่า ไม่มีสหัชมโนคติหรือมโนคติแต่เกิด (innate ideas)” แต่ทว่ามนุษย์มีประสาทสัมผัสประเภทเดียวกันและจำนวนเดียวกัน มีความสามารถคิดต่อโดยเอาข้อเท็จจริงทางผัสสะมาตัดสิน และเอาข้อตัดสินทั้งหลายมาประมวลเข้าเป็นระบบความคิด เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อเท็จจริงทางผัสสะของมนุษย์จึงไม่แตกต่างกันมากนัก จะต่างกันก็ที่มีข้อเท็จจริงมากน้อยกว่ากันเท่านั้น ความรู้ทางผัสสะจึงไม่อาจจะผิดพลาด เพราะเราเห็นอย่างไร ก็เป็นข้อมูลอย่างนั้น ความผิดพลาดอาจจะเกิดขึ้นจากการตีความข้อมูล เพราะบางคนอาจจะมีประสาทรับรู้บกพร่องหรืออาจจะมีฐานจิตวิทยาผิดจากผู้อื่นทำให้ตีความผิดพลาดไป วีเวสคิดล่วงหน้าคานท์ไว้แล้วว่า ในการตัดสินข้อมูล มนุษย์เราก็มีแนวโน้มเหมือนกันที่จะตะล่อมเข้าเป็นประเภท ๆ แต่ฐานจิตวิทยาอาจจะบิดเบือนไปได้ เราจึงควรเช็คการตัดสินของเรากับคนส่วนมากด้วย หรืออย่างน้อยก็สังเกตความคิดของคนทั่วไปด้วย ไม่ใช่ยึดเอาความคิดของเราเป็นหลักอยู่เพียงคนเดียว

ศาสนาในด้านปรัชญาศาสนา วีเวสคิดว่ามนุษย์ต้องการวิวรณ์เพื่อมั่นใจได้ถึงสิ่งเหนือธรรมชาติ เพราะสิ่งเหนือธรรมชาติไม่อยู่ในข่ายที่จะรู้ได้จากข้อมูลทางผัสสะ เราอาจจะพิสูจน์ได้บางเรื่อง จากความต้องการของจิตใจของเราร่วมกัน ที่ต้องการความสุขแท้และสมบูรณ์แบบ เช่น เรื่องความมีอยู่ของพระเจ้า เรื่องอมตภาพของวิญญาณ ฯลฯ เพราะคำสอนเหล่านี้ของศาสนาค้ำประกันความต้องการดังกล่าวได้ดีที่สุด แต่ก็เป็นเพียงข้อพิสูจน์เสริมวิวรณ์ โดยสรุปว่ามีความเหมาะสมเท่านั้น หาใช่ข้อสรุปที่ให้ความจริงเด็ดขาดในตัวไม่

หลักความประพฤติในด้านจริยศาสตร์และกฎหมายก็เช่นเดียวกัน เหตุผลที่เหมาะสมสำหรับอ้างก็คือความเหมาะสมที่จะนำมนุษย์ไปสู่ความสุขที่สมบูรณ์แบบ และวีเวสเชื่อว่าใครทำทุกอย่างเพื่อสิ่งนี้ย่อมได้ชื่อว่ามีปรีชาญาณ และคำสอนที่ตอบสนองความต้องการดังกล่าวนี้แหละคือปรีชาญาณ
วีเวสได้ชื่อว่าเป็นนักมนุษยนิยมยิ่งใหญ่คนหนึ่งของสเปนในสมัยฟื้นฟู

Thomas Aquinas

aquinas

Thomas Aquinas ธาเมิส  อไควเนิส

ผู้แต่ง : กันต์สินี  สมิตพันธ์

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

                Thomas Aquinas ธาเมิส  อไควเนิส ใช้ปรัชญาของแอเริสทาเทิลอธิบายคริสตศาสนา มิใช่เพื่อเอาใจใครหรือเพียงแต่เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ทว่าอไควเนิสมีความเลื่อมใสในแนวความคิดของแอเริสทาเทิลอย่างจริงใจและมั่นใจว่าจะนำเอามาใช้สร้างระบบความคิดแบบคริสต์ได้อย่างเหมาะสม

แม้อไควเนิสจะได้สร้างความคิดขึ้นเป็นระบบ และใช้ตรรกวิทยาเป็นเครื่องมือในการสร้างระบบ แต่ทว่าท่าทีของอไควเนิสเป็นแบบอัตถิภาวนิยมอย่างเต็มที่ อไควเนิสไม่เคยคิดว่าระบบความคิดของตนสมบูรณ์แบบแล้ว ในตอนปลายชีวิตเมื่ออไควเนิสบรรลุฌานแล้วก็ไม่อยากจะเขียนเพิ่มเติมให้ระบบสมบูรณ์ เพราะเห็นว่ามีคุณค่าน้อยเหลือเกินเมื่อเปรียบเทียบกับความรู้ของผู้บรรลุฌาน

วิธีการของอไควเนิสน่าจะกระตุ้นให้นักปราชญ์ชาวคริสต์หาวิธีอธิบายคริสตศาสนาให้เหมาะสมกับกาละเทศะต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้เลื่อมใสในปรัชญาของอไควเนิสจริง ๆ น่าจะเลื่อมใสในท่าทีและวิธีการของท่านยิ่งกว่าในเนื้อหาคำสอนของท่าน ซึ่งแน่นอนว่าดีเยี่ยมในสมัยหนึ่ง แต่จะดีเยี่ยมเรื่อยไปในทุกสมัยคงจะเป็นไปไม่ได้ ผู้แสวงหาต่อไปคือผู้เดินตามเจตนารมณ์แท้จริงของอไควเนิส โดยอย่าลืมด้วยว่าปรัชญาของอไควเนิสมิได้เป็นผู้ทำยุคกลาง หากเป็นผลผลิตของยุคกลางมากกว่า

                จากคำสอนของอไควเนิสซึ่งบรรยายไว้ครบถ้วนมากกว่าของนักปรัชญาอื่น ๆ ในยุคกลาง คงจะพอเห็นได้ว่า

การศึกษาปรัชญายุคกลางโดยไม่พิจารณาคำสอนทางเทววิทยาควบคู่ไปด้วยย่อมทำให้ความเข้าใจบิดเบือนไปอย่างไม่มีทางแก้ ความจริงปรัชญากับเทววิทยาเป็นความคิดรวมอย่างแยกกันไม่ได้ในความคิดของนักปราชญ์คริสต์  หากแต่เคยมีธรรมเนียมแยกกันศึกษาเพื่อสะดวกในการจัดหลักสูตร ในปัจจุบันวิธีการนั้นล้าสมัยแล้ว เราพยายามจัดให้มีการศึกษาแบบบูรณาการเพื่อให้เห็นขอบข่ายของเรื่องในรูปแบบที่ไม่ถูกบิดเบือน ในเรื่องปรัชญาก็เช่นกัน การแยกสิ่งที่แยกไม่ได้เพื่อศึกษาให้รู้เพียงส่วนเดียวก็ย่อมจะเห็นภาพที่ถูกบิดเบือนไปอย่างช่วยไม่ได้

Paracelsus

Paracelsus.jpg

Paracelsus แพเรอเซลเซิส

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ชื่อจริงว่า ทีเออแฟรสเทิส แห่งโฮเฮนไฮม์ (Theophrastus of Hohenheim 1493-1541) แต่เจ้าตัวชอบเรียกตนเองว่าแพเรอเซลเซิส (Paracelsus)  ซึ่งแปลว่าเก่งกว่าเซลเซิส (More-than-Celsus) ส่วนเซลเซิส (Aulus Cornelius Celsus, กคศ 25-คศ 50) เป็นแพทย์ชาวโรมันในสมัยอาณาจักรโรมันรุ่งเรือง

ทีเออแฟรสเทิสริ่มต้นชีวิตทำงานเหมืองแร่ซึ่งเจ้าของเป็นนักอัลเคมี  เป็นโอกาสให้ได้รู้ศาสตร์ดำ  เรียนแพทยศาสตร์ที่บาเซล  สวิตเซอร์แลนด์  ได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์สอนที่เดียวกัน  สร้างจุดเด่นโดยการเผาตำราแพทย์ของกาเลิน (Galen 128-199) ชาวกรีกและอีเบินซีเนอ (Ibn-Sina 980-1037) ชาวอาหรับ  เพื่อแสดงว่าจะปฏิรูปการแพทย์ใหม่ทั้งหมด  ปฏิรูปวิธีสอนโดยบรรยายเป็นภาษาเยอรมันแทนภาษาละติน จึงใช้ชื่อ Paracelsus

แพเรอเซลเซิส ถือลัทธิสรรพเทวนิยมเช่นเดียวกันกับอกริพพา (Marcus Vipsanius Agrippa, กคศ63-คศ 12) และนักไสยศาสตร์ทั่วไปในขณะนั้นที่ได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์คาบาลาห์ของยิว  คือถือว่าทุกสิ่งรวมทั้งมนุษย์ด้วยเป็นการล้นออกจากพระเจ้า  ดังนั้น ทุกสิ่งจึงมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งเป็นระบบเดียว

ดวงดาวและแร่ธาตุในโลกย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บและการเยียวยา  แพทยศาสตร์จึงไม่ควรแยกออกจากเทววิทยา   ปรัชญา  และดาราศาสตร์  คำสอนเช่นนี้แหละที่ทำให้แพเรอเซลเซิสได้ชื่อว่าเป็นแพทย์ไสยศาสตร์ แต่ในทางปฏิบัตินั้นแพเรอเซลเซิสใช้การสังเกตทดลองเพื่อการรักษาอย่างได้ผล  จึงนับว่าแพเรอเซลเซิสเป็นผู้นำหน้าขบวนการวิทยาศาสตร์ด้วย  และวิทยาศาสตร์ของแพเรอเซลเซิสก็เป็นวิทยาศาสตร์ที่ปนไสยศาสตร์  เพราะเชื่อว่ามีอำนาจลึกลับแฝงอยู่ตามหลักเทววิทยา  ปรัชญาและดาราศาสตร์ของตน  ซึ่งรวมกันเป็นโลกทรรศน์ชนิดพิเศษ  โดยสอนว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกด้วยการล้นจากพระองค์ก็จริง  แต่ก็แสดงให้เห็นว่าประกอบขึ้นด้วยธาตุดั้งเดิม 3  ธาตุ คือ กำมะถัน  ปรอท  และเกลือ  จาก 3 ธาตุดังกล่าวผสมกันได้ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  ธาตุ 4 ผสมกันในอัตราส่วนต่าง ๆ ได้สิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายดังที่เราเห็นในเอกภพ  นี่เป็นธาตุที่มองเห็น

มีอีกธาตุหนึ่งมองไม่เห็น ซึ่งนักปราชญ์โบราณเคยเรียกว่า  ธาตุที่ 5 (quintessence)  แต่แพเรอเซลเซิสเรียกว่ามหาปฐม (Archeus)   มหาปฐมนี้เป็นเชื้อชีวิต  มีแทรกอยู่ในสสารทุกส่วน  จึงกล่าวได้ว่าทุกสิ่งมีชีวิต  เพียงแต่ว่ามหาปฐมหรือชีวสารนี้แสดงกิจกรรมให้เห็นหรือไม่และแสดงเข้มข้นเพียงไรเท่านั้น  มหาปฐมนี้แหละที่เป็นสายสัมพันธ์ถึงกันและเป็นเหตุให้ทุกสิ่งมีอิทธิพลต่อกัน ใครพบเคล็ดลับก็จะควบคุมเหตุการณ์ได้  แหละนี่คือ สารัตถะของไสยศาสตร์ตามทรรศนะของแพเรอเซลเซิส

มหาปฐมแบ่งออกเป็น  4  ชนิด  แต่ละชนิดมีแทรกอยู่ในธาตุ  4  แต่ละอย่าง คือ ชนิดโญมิ (Gnome) แทรกอยู่ในธาตุดิน  ชนิดเอินดีเนอ (Undina)  แทรกอยู่ในธาตุน้ำ  ชนิดซิลเฟิส (Sylphus)  แทรกอยู่ในธาตุลม  ชนิดแซเลอแมนเดอร์(Salamander) แทรกอยู่ในธาตุไฟ

วิญญาณเป็นสาระของพระเจ้าที่แบ่งส่วนมาจากพระเจ้าแทรกอยู่ในทุกสิ่ง  เพื่อให้ธาตุต่าง ๆ ประสานกลมกลืนกัน  ทุกสิ่งมีวิญญาณ  เพราะว่ามีสาระพระเจ้าแทรกอยู่   หากแต่ว่าเข้มข้นมากน้อยต่างกัน  วิญญาณมนุษย์เป็นสาระพระเจ้าที่เข้มข้นกว่าวิญญาณในสิ่งอื่น ๆ   วิญญาณของสัตว์เข้มข้นน้อยลง  ของพืชยิ่งน้อยลงไปอีก  และในแร่ธาตุเข้มข้นน้อยที่สุด  โรคภัยไข้เจ็บและความเสื่อมโทรมทั้งหลายเกิดจากความไม่กลมกลืนกันระหว่างธาตุต่าง ๆ จนวิญญาณไม่อาจควบคุมได้  แพทย์จึงต้องเข้าช่วยแก้ไข  โดยอาศัยการทดลองควบคู่กับเคล็ดลับทางไสยศาสตร์  จะช่วยสร้างระเบียบขึ้นใหม่จนวิญญาณสามารถควบคุมได้  หากแก้ไขไม่สำเร็จก็ถึงกาลดับสูญ  หากเราสามารถจับเคล็ดลับของวิญญาณในสิ่งใดได้  เราจะควบคุมสิ่งนั้นได้  และอาจจะชักจูงใจให้ทำอะไรและอย่างไรก็ได้

แพเรอเซลเซิสจึงย้ำว่ามนุษย์เป็นอนุจักรวาลย่อส่วนของมหาจักรวาลทั้งหมดลงในมนุษย์แต่ละคน  งานนิพนธ์ที่สำคัญได้แก่  แพทยศาสตร์มหัศจรรย์ (ยร. Die Grosse Wundartznei 1530)

Spinoza on miracle

spinoza

Spinoza on miracle สเผอโนว์เสอว่าด้วยปาฏิหาริย์

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ปาฏิหาริย์มิได้มีจริง แต่มีเพราะความไม่รู้ของมนุษย์ซึ่งพยายามจะคิดทุกอย่างแบบมนุษย์  จึงปั้นเรื่องอันตปัจจัยและการกปัจจัยขึ้น ตอนไหนไม่เห็นส่วนเกี่ยวโยงระหว่างสาเหตุ-ผล ก็เหมาเอาว่าเป็น ปาฏิหาริย์ มาจากน้ำพระทัยของเบื้องบน ที่เป็นเช่นนี้เพราะมนุษย์ไม่ใช้เหตุผล จนกระทั่งคณิตศาสตร์นำความสว่างมาส่องให้ จึงสามารถปลีกตัวออกจากความผิดหลงได้ เหตุผลจึงยังคิดได้ด้วยวิธีคณิตศาสตร์นั่นเอง

ไบเบิลไม่มีประกาศิตบ่งบอกวิชาการ (Bible has no authority of knowledge)  ศาสดาประกาศกและนักสอนศาสนาในไบเบิล ไม่ได้พิสูจน์แบบคณิตศาสตร์ จึงไม่สามารถให้ความรู้แน่นอน จึงอ้างว่าได้รับการดลใจเป็นทางออก  และเพื่อยืนยันว่าได้รับการดลใจจริงก็อ้างปาฏิหาริย์ ซึ่งปัญหาก็มีอีกว่าอันไหนเป็นปาฏิหาริย์แท้ เพราะนักเล่นกลก็ทำให้น่าทึ่งได้มากและปีศาจก็อาจช่วยทำปาฏิหาริย์ให้ก็ได้  ชาวพรรคฟาริสิ(Pharisee)ยังเคยสงสัยว่าพระเยซูทำปาฏิหาริย์โดยอาศัยจอมปีศาจ

ความจริงแล้วคำสอนของประกาศก(prophet)ล้วนแต่เป็นเรื่องเพ้อฝันในอุดมคติที่ถ่ายเทออกมา

กระไรก็ดี ประกาศกสอนด้วยใจซื่อ เป็นนิสัยของชาวยิวทั่วไปอยู่แล้วที่เห็นทุกอย่างเกี่ยวข้องกับพระเจ้า ทั้งนี้มิได้หมายความว่าคำสอนเหล่านั้นผิด แต่หมายความเพียงแต่ว่าไม่มีหลักค้ำประกันความแน่นอน จนกว่าจะได้พิสูจน์ด้วยวิธีคณิตศาตร์เสียก่อน