Tag: กระบวนทรรศน์นวยุค

Karl Popper

ravich01
ดร.รวิช ตาแก้ว

แนวคิดของพอพเพอร์

คาร์ล  พอพเพอร์[1] (Karl Popper  ค.ศ. ๑๙๐๒ – ๑๙๙๔) ไม่ได้เป็นสมาชิกชมรมเวียนนาโดยตรง แต่ก็พัวพันอย่างใกล้ชิด เขียนหนังสือ ตรรกะวิทยาเพื่อการค้นคว้า (The Logic of Discovery) สนับสนุนเจตนารมณ์ของชมรมเวียนนา  พอพเพอร์เห็นว่า ความรู้มีหลายขั้นและหลายประเภท ตั้งแต่ความรู้สามัญขึ้นไปจนถึงปรัชญา แต่ละระดับและแขนงต่างก็มีวิธีการที่เหมาะสมของตน และสามารถปรับปรุงวิธีหาความรู้ให้ดีขึ้นได้ ความรู้ความเป็นจริงจะต้องได้จากการประสานงานของวิธีการเหล่านี้ทั้งหมด โดยควรมีวิธีการของวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานและเป็นมาตรการสุดท้ายชี้ขาดวิธีการอื่น ๆ ทั้งหมด

Continue reading “Karl Popper”

Maslow’s Hierarchy of need

ทฤษฎีความต้องการลำดับขั้นของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of need, 1943)

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

มาสโลว์ (Abraham H. Maslow, 1908-1970) เกิดที่นครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย Wisconsin ในสาขาจิตวิทยาจนจบปริญญาโท ได้รับแนวคิดพฤติกรรมนิยม ต่อมาได้รับฟังความคิดเห็นจาก Alfred Adler นักจิตวิทยาสายจิตวิเคราะห์ จึงได้มีแนวคิดเรื่องจิตมนุษย์ (Human mind) แบบของตนเอง ตั้งชื่อว่า Humanistic psychology สนใจเรื่องคนที่รู้จักตัวเองที่แท้จริง (self-actualizing people) ต่อมาได้ร่วมงานกับ Max Wertheimer นักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์ จึงสนใจสุขภาพทางจิต (mental health) และศักยภาพของมนุษย์ (human potentiality) ทำให้สนใจเรื่องการจูงใจเพื่อให้มนุษย์แสดงศักยภาพได้อย่างเต็มความสามารถ โดยเชื่อว่า แรงจูงใจนั้นจะต้องเกิดจากความต้องการของมนุษย์ และได้ทำการจำแนกลำดับความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้น โดยได้นำเสนอว่า ความต้องการของคนเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการจูงใจ และความต้องการนั้นแบ่งออกได้เป็นระดับต่างๆ โดยแบ่งรูปแบบความต้องการไว้เป็น  3 ด้านคือ

  1. ความต้องการที่ต้องการอยู่เสมอและไม่มีวันสิ้นสุด เป็นความต้องการที่เมื่อได้รับการตอบสนองแล้วก็ยังมีความต้องการนั้นต่อไป เช่น ความต้องการในปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิต
  2. ความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนอง จะเป็นสิ่งที่ส่งผลอย่างมากต่อแรงจูงใจและมีแนวโน้มที่จะสร้างให้เกิดพฤติกรรมเพื่อนำไปสู่เป้าหมายนั้น
  3. ความต้องการมีลำดับของความสำคัญแตกต่างกัน ความต้องการมีหลายด้าน บุคคลมีการแบ่งระดับความสำคัญ ความเร่งด่วนต่อชีวิตแตกต่างกันไป และจะแสดงพฤติกรรมที่นำไปสู่ความต้องการที่มีความสำคัญมากกว่าก่อนเสมอ

มาสโลว์เชื่อว่าบุคคลจะต้องตอบสนองต่อความต้องการในระดับล่างก่อนจึงจะค่อยๆ ตอบสนองต่อความต้องการขั้นสูงอื่นๆ ต่อไป

  1. ความต้องการทางร่างกาย (physiological needs) เป็นความต้องการในปัจจัยพื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร น้ำ อากาศ ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม การพักผ่อน ความต้องการทางเพศ เป็นต้น เมื่อได้รับการตอบสนองก็จะลดระดับความต้องการลง และมุ่งสู่ความต้องการขั้นต่อไป
  2. ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (safety and security needs) เป็นความต้องการด้านความปลอดภัย ความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ถูกทำร้ายหรือเกิดอุบัติเหตุต่างๆ
  3. ความต้องการทางสังคมและความรัก (social and love needs) บุคคลที่ได้รับการเติมเต็มในความต้องการทางร่างกายและมีความมั่นคงในชีวิตแล้ว จะเกิดมีความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นที่ยอมรับถึงความมีตัวตนจากคนรอบข้าง ต้องการได้รับความรักความเอาใจใส่จากบุคคลในครอบครัว เพื่อน
  4. ความต้องการการยกย่อง (esteem needs) เป็นความต้องการทางสังคมในขั้นสูงถึงการยอมรับและยกย่องตนเองในฐานะผู้ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง เกียรติยศ ได้รับการนับหน้าถือตา เกิดเป็นความภาคภูมิใจในตนเอง
  5. ความต้องการความเป็นจริงในชีวิต (self-actualzation) เป็นความต้องการขั้นสูงสุดของบุคคลในการที่จะรู้ถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริง สิ่งที่แสวงหาขั้นสูง รูปแบบการดำเนินชีวิตที่ต้องการ ตลอดจนทราบถึงศักยภาพของตนเองและความสามารถที่จะใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ มีการกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายและมีความมุ่งมั่นที่จะกระทำสิ่งนั้น

มาสโลว์ได้เสนอหลักจิตวิทยาในมุมมององค์รวม (holistic approach) เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ (human existence) การจูงใจตามแนวทางของมาสโลว์จึงเน้นการเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีของมนุษย์

word, the role of … in philosophy

language analysis

word, the role of … in philosophy บทบาทของคำในปรัชญา

ผู้แต่ง :   สุดารัตน์  น้อยแรม

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์ในแต่ละสังคมกำหนดขึ้น เพื่อทำความเข้าใจตกลงกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ดังนั้นการใช้ภาษาจึงต้องใช้ได้ตรงตามกำหนดของสังคม ไม่ว่าเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน สัญลักษณ์ หรือ ภาษาสัญญาณ หากสิ่งใดผิดแปลกไปจากข้อตกลง การสื่อสารก็จะหยุดชะงักล่าช้าลง ไม่เป็นไปตามเจตนาหรือไม่สามารถสื่อสารได้ ภาษา คือ เครื่องหมายที่มนุษย์และกลุ่มชนกำหนดขึ้นอย่างมีระบบ กฎเกณฑ์ มนุษย์สร้างภาษาขึ้นมาเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน และสื่อที่สำคัญที่สุด ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด คือ ภาษาพูด

ภาษาของมนุษย์ไม่ว่าชนชาติใด ภาษาใด จะต้องมีลักษณะสำคัญที่เป็นของคู่กัน คือ มีหน่วยเสียง (Phoneme) และหน่วยคำ (Morpheme) โดยหน่วยเสียงเป็นหน่วยที่ย่อยที่สุดของภาษาและเมื่อนำหน่วยเสียงมารวมกันเป็นกลุ่มจะเรียกว่า “พยางค์” และกลุ่มของหน่วยเสียงที่เล็กที่สุดที่มีความหมายเรียกว่า “หน่วยคำ” การกำหนดเสียงเป็นสัญลักษณ์ใช้สื่อความหมายนี้เป็นสิ่งสมมติของแต่ละภาษา การที่เสียงหนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่งเป็นเรื่องของการตกลงยอมรับกันของแต่ละกลุ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่า ผู้ใช้ภาษาต่างกลุ่มต่างความคิด จึงได้สมมติเสียงใช้แทนความหมายต่างกัน ความแตกต่างกันดังกล่าว เป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม เช่นเดียวกับการทำความเคารพ ความเชื่อปรัชญา

ในคำภาษาไทยมีคำอยู่จำนวนมากที่เสียงกับความหมายเป็นสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลกัน คือ เสียง ๆ หนึ่ง มักจะใช้สื่อความหมายได้ในลักษณะหนึ่ง หรืออาจกล่าวได้ว่า เพื่อจะสื่อความหมายในลักษณะหนึ่ง ผู้ใช้ภาษามักจะเลือกใช้คำที่มีเสียงอย่างหนึ่ง เมื่อจะสื่อความหมายในอีกลักษณะหนึ่ง ก็จะเลือกใช้เสียงอีกเสียงหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เสียงพยัญชนะนาสิก น, ม มักสื่อความหมายที่บ่งบอกความรู้สึกนุ่มนวล ละมุนละไม ค่อยเป็นค่อยไป เช่น คำว่า นุ่ม นุ่น แนบ ละไม ละม้าย ฯลฯ แต่เสียงพยัญชนะระเบิด บ, ป, พ มักให้ความรู้สึกแข็งกระด้างหรือสัมผัสที่เกิดจากการปะทะที่หนักและเกิดเสียงดัง เช่นคำว่า สะบัด ปุบปับ พึ่บพั่บ เพียะ ฯลฯ ส่วนเสียงพยัญชนะเสียดแทรก มักใช้ในคำที่บ่งบอกความหมายถึงการเคลื่อนไหวอย่างมีการเสียดสีหรือซึมแทรก เช่น ซัด ซ่า กระเซ็น เป็นต้น เสียงที่ประกอบขึ้นเป็นกลุ่มที่เรียกว่า คำ จะมีความหมายมากน้อยต่างกัน บางคำสำคัญอยู่ที่พยัญชนะต้น   บางคำก็ต้องพิจารณาเสียงสระ เสียงพยัญชนะท้าย และเสียงวรรณยุกต์ประกอบด้วย

นอกจากเสียงพยัญชนะแล้ว เสียงสระสั้นหรือยาว ก็อาจมีผลต่อการสร้างความรู้สึกได้เช่นกัน โดยที่เสียงสระสั้นจะให้ความรู้สึก เร่งเร้า ฉับไว ทำให้นึกถึงการเคลื่อนไหว เลื่อนลอย ในช่วงสั้นถี่ เช่น ลิ่ว ขวับ ระริก ฯลฯ ส่วนเสียงสระยาวให้ความรู้สึก ยืดยาด เนิบนาบ หรือหนักหน่วง เยิ่นเย้อ แช่มช้า เช่น เคว้งคว้าง เยื้อง ย่าง ฯลฯ ซึ่งตามปรากฏการณ์ทางภาษาดังกล่าว ไม่สามารถนำมาสรุปเป็นทฤษฎีแน่นอนตายตัวได้เหมือนกับสูตรคณิตศาสตร์ หรือสูตรปฏิกิริยาทางเคมีเป็นเพียงแต่ข้อสังเกตเท่านั้น แต่ถ้ากล่าวว่า เสียงกับความหมายไม่มีความสัมพันธ์กันเลย หากพิจารณาในแง่ของวรรณศิลป์ จะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้ผู้ประพันธ์เลือกเฟ้นพิจารณาชนิดของคำประพันธ์ ซึ่งแตกต่างกันที่ฉันทลักษณ์ เพื่อนำมาแต่งให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์เพราะคำประพันธ์แต่ละประเภท  ถูกกำหนดขึ้นมาให้เอื้อต่อผลสำเร็จของการสื่อสารที่แตกต่างกัน

การเลือกใช้คำให้ตรงกับความคิดในการสื่อสาร ทุกระบบจำเป็นต้องใช้ “ถ้อยคำ” ถ้าผู้สื่อสารมีความสามารถในการใช้ถ้อยคำ เช่น รู้จักความหมายของคำ รู้จักเลือกใช้ถ้อยคำ ก็จะทำให้การสื่อสารไม่เกิดปัญหาหรือไม่มีอุปสรรค ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้สื่อสารไม่เข้าใจความหมายของคำอย่างถ่องแท้ หรือไม่รู้จักเลือกสรรถ้อยคำให้เหมาะสมกับบุคคล กาลเทศะ การสื่อสารย่อมมีอุปสรรค การสื่อสารในชีวิตประจำวันต้องใช้คำ กลุ่มคำหรือประโยค เพื่อถ่ายทอดความรู้ความคิด ความรู้สึกให้ผู้อื่นทราบ คำไทยมีความหมายตรงตามตัวอักษรเรียกว่าความหมายนัยตรง แต่คำไทยคำเดียวนั้นมีหลายความหมาย คำจะมีความหมายอย่างไรขึ้นกับคำนั้นอยู่ในตำแหน่งใดของประโยคด้วย และบริบทหรือข้อความที่แวดล้อมเป็นตัวกำหนดความหมาย ซึ่งอาจจะเป็นความหมายโดยนัย หรือความหมายแฝง ที่ปรากฏในรูปของสำนวนโวหาร นอกจากนี้คำไทยยังมีคำที่มีเสียงหรือความหมายใกล้เคียงกันหรือคล้ายคลึงกัน ดังนั้น จะต้องรู้ความหมายของคำและรู้จักเลือกใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับบุคคลและกาลเทศะด้วย การสื่อสารจึงจะสัมฤทธิ์ผล

Wittgenstein on Grammar of the Word God

Wittgenstein on Grammar of the Word God

wittgenstein

Wittgenstein on Grammar of the Word God  ไวยากรณ์ของคำพระเจ้าของวีทเกินชทายน์

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ทฤษฎีภาพ (picture theory) ของ วิทเกินชทายน์ (Ludwig Wittgenstein 1889-1951) เมื่อประยุกต์ใช้ในการศึกษาศาสนา จะทำให้เปลี่ยนท่าทีของผู้เชื่อโดยไม่เปลี่ยนความเชื่อ นั่นคือต้องไม่เปลี่ยนคำสอนแต่เปลี่ยนความเข้าใจคำสอนอย่างมีเหตุผล เช่น แทนที่จะเข้าใจภาษาศาสนาตามตัวอักษรเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเกมภาษาอย่างหนึ่ง แล้วเสริมด้วยศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใหม่ให้เป็นวิชาการด้วยภาษาอุดมการณ์ ก็ให้รับรู้ว่าภาษาศาสนามีเป้าหมายต่างจากวิชาการ จึงต้องใช้ไวยากรณ์ความคิด(gramma of concept)ต่างกัน คือ พยายามหาแรงบันดาลใจให้พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยภาษาสามัญที่ใช้เป็นสื่อในศาสนาถ้าเชื่อตามวิทเกินชทายน์ แล้วก็หมายความว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คัมภีร์ศาสนากล่าวถึงก็จะเป็นเพียงภาพของความเป็นจริง (picture of reality) ซึ่งก็หมายความว่า เรารู้ได้เพียงครึ่ง ๆ ของความเป็นจริง ไม่รู้เต็ม ๆ

ส่วนความจริง (truth) เมื่อก่อนที่เชื่อกันตามตัวอักษรในระดับชาวบ้าน และตามภาษาอุดมการณ์ของนักปรัชญา ก็ไม่เคยมีใครบอกว่ารู้ได้เต็มหรือแค่ไหน แต่ผู้เข้าถึงฌานกลับบอกว่า ภาษาทั้ง 2 ระดับที่ใช้เป็นภาษาศาสนานั้นเข้าไม่ถึงความเป็นจริง ซึ่งรู้แล้วพูดไม่ถูก ถ้าอย่างนั้นแล้วเราเดินทางสายกลางว่า ที่รู้นั้นรู้อยู่บ้าง ไม่เต็มและไม่ผิดหมด ตามทฤษฎีภาพขอวิทเกินชทายน์จะมิดีกว่าหรือ จะได้ไม่สำคัญผิด และไม่สิ้นหวังที่จะรู้ เมื่อตระหนักได้อย่างนี้จะทำให้เป็นคนใจกว้าง คือเมื่อ ก.รู้ว่าตนรู้ได้ส่วนหนึ่ง ข. ก็รู้ว่าตนรู้ได้ส่วนหนึ่ง ก. กับ ข. ก็ยินดีแลกเปลี่ยนความคิดกัน ทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่จำเป็นต้องคิดว่าตนมีศรัทธาต่อสิ่งสูงสุดกันคนละองค์ แต่อาจจะศรัทธาต่อสิ่งสูงสุดองค์เดียวกันก็ได้ เพียงแต่รู้คนละส่วน จึงช่วยกันรู้ให้มากขึ้น ดังนี้เมื่อเล่นเกมเดียวกัน แต่ใช้ไวยากรณ์กันคนละระบบก็ไม่น่าจะมีปัญหาอยู่แล้ว เรียกได้ว่าไวยากรณ์ของคำพระเจ้า (the grammar of the word God)

ถ้าอย่างนั้นแล้ว ใครที่เชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติก็เป็นเพียงหลงใหลเชื่อว่ามีทั้ง ๆ ที่ไม่มีอย่างนั้นหรือจะเชื่อได้อย่างไรว่าที่เชื่อตามไวยากรณ์ของเรา ซึ่งก็คือภาพของสิ่งที่เชื่อรู้อย่างไรว่าเบื้องหลังภาพนั้นมีของจริงตามที่ภาพนั้นแสดง วิทเกินชทายน์คงจะให้คำตอบว่า ถ้าไม่มีของจริงก็ไม่มีภาพ วิทเกินชทายน์เชื่อว่ามีภาพก็ต้องมีของจริงที่ภาพนั้นแสดง วิทเกินชทายน์เพียงแต่ไม่อยากให้เชื่อว่าภาพนั้นเป็นรูปถ่าย รูปถ่ายมีความเหมือนมากกว่ารูปภาพ รูปภาพแสดงเฉพาะส่วนสำคัญและความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสำคัญ จึงไม่รู้รายละเอียดเท่ากับเห็นรูปถ่าย ฟิลลิปส์(Phillips) ชี้แจงว่า “วิทเกินชทายน์ ในฐานะที่เป็นนักอสัจนิยม (non-realist) เห็นว่าความเชื่อทางศาสนาเป็นท่าทีแสดงให้เห็นได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เชื่อ ภาพนี่แหละที่ให้เข้าใจได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เราเข้าใจกับสิ่งที่เชื่อ

คนเชื่อกับไม่เชื่อย่อมเล่นเกมต่างกันลิบลับ ต่างคนต่างเล่นเกมของตน เล่นกันคนละเกม คนเชื่อแต่เชื่อต่างกันก็เล่นคนละเกม มีส่วนคล้ายกัน พูดกันรู้เรื่องบางส่วน คนที่เชื่อเหมือนกันและมุ่งมั่นเหมือนกันจึงรู้เรื่องกันดีที่สุด อย่างที่ชาวพุทธเชื่อว่า ผู้บรรลุอรหัตผลด้วยกันจึงรู้การบรรลุของกันและกัน ฟิลลิปส์กล่าวว่า คนที่เชื่อพระเจ้าและไม่เชื่อพระเจ้า เขาแย้งกันหรือไม่ วิทเกินชทายน์ บอกว่าไม่ ผิดกับคนที่เชื่อว่ามีมังกรกับเชื่อว่าไม่มี อย่างนี้แย้งกัน พระเจ้าไม่เหมือนสิ่งอื่น ๆ จึงตัดสินตามเกมของสิ่งอื่น ๆ ไม่ได้

วิทเกินชทายน์ ต้องการจะบอก และเตือนนักเทววิทยาที่ชอบพิสูจน์ข้อเชื่อทุกข้อด้วยเหตุผล แต่ก็เตือนว่าบางเรื่องก็แฝงตัวมาในคราบของศาสนา แต่ไม่ใช่เรื่องศาสนา เช่น พิสูจน์ว่าพระธาตุเป็นของแท้หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา ทั้ง ๆ ที่พระธาตุเป็นศาสนวัตถุ ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าเป็นเรื่องศาสนาแล้ว น้ำหนักทั้งหมดอาจจะอยู่ที่รูปภาพวิทเกินชทายน์ ยกตัวอย่างรูปพระเจ้าสร้างโลกของไมเคิลแอนเจโลว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของความหมายที่ไมเคิลแอนเจโล (Michelangelo) ได้จากภาษาศาสนา ก็ต้องเข้าใจว่านั่นไม่ใช่ภาพถ่ายของการสร้างโลก ยิ่งเราได้หลาย ๆ ภาพมาประกอบ จะได้ภาพความเป็นจริงของเราเองมากขึ้นตามลำดับ

utilitarianist community as ideal state

utilitarism

Utilitarianist community as ideal state  รัฐในอุดมคติคือประชาคมประโยชน์สูงสุด

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

หากพลเมืองมั่นใจว่าผู้บริหารรัฐทุกคนมุ่งทำงานนี้เต็มที่เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่คนจำนวนมากที่สุด ย่อมมีความพอใจกันเป็นส่วนมาก หากรับรองว่าจะส่งเสริมความสุขในโลกหน้าด้วย ประโยชน์สูงสุดก็จะรอบด้าน ผู้ริเริ่มเสนออุดมการณ์เช่นนี้มี 2 ฝ่ายที่สำคัญคือ

  1. เจมเรอมี เบนเธิม (Jeremy Bentham 1748-1832) เนื่องจากเป็นทั้งนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย จึงใช้ความรู้ทั้ง 2 อย่างเป็นพื้นฐานสำหรับวางมาตรการรัฐในอุดมคติของตน โดยเสนอว่ารัฐในอุดมคติก็คือ รัฐที่ให้โอกาสพลเมืองทุกคนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถระงับการก้าวก่ายผลประโยชน์ของกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ การปกครองระบอบใดสามารถสร้างระบบกฏหมายและสร้างระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพในเรื่องดังกล่าว เป็นระบอบที่ดีที่สุดซึ่งเบนเธิมคิดว่าระบอบใดก็คงทำได้ไม่ดีเท่าระบอบประชาธิปไตย เพราะทุกคนมีสิทธิปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างเสมอหน้ากัน พลเมืองทุกคนในรัฐจะขยันแข่งขันกันทำงานเพื่อหาความสุขตามความพอใจของแต่ละคน และในเวลาเดียวกันก็ไม่กล้าก้าวก่ายสิทธิและผลประโยชน์ของผู้อื่น เพราะกลัวจะถูกลงโทษ และตัวเองเสียผลประโยชน์ รัฐที่มีลักษณะเช่นนี้จะดำเนินไปอย่างราบรื่นสงบสุข เหมือนเครื่องจักรที่ดำเนินได้เรียบร้อย โดยที่ทุกส่วนใช้พลังไปตามครรลองของตน ลัทธิของเบนเธิมได้ชื่อว่าลัทธิประโยชน์นิยม (utilitarianism) ด้วย เพราะสอนให้มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวกันทุกคน
  2. จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill 1806-1873) มีความเห็นขัดแย้งกับเบนเธิมว่า รัฐในอุดมคติควรเป็นรัฐที่สามารถอบรมให้พลเมืองทุกคนตัดสินใจทำอะไรลงไป เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของรัฐเป็นหลัก เพราะการมีจิตใจสูงเช่นนี้จะทำให้พลเมืองแต่ละคนได้ผลประโยชน์มากกว่าการมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยตรง คำสอนของมิลล์ก็ได้ชื่อลัทธิว่าประโยชน์นิยมเช่นกัน

Pavlov on theory of free will

IvanPavlov

Pavlov on theory of free will ทฤษฎีเจตจำนงเสรีของปัพลอฝ

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ปัญหาเรื่อง อำเภอใจ (free will) หรือการเลือกเสรี (free choice) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เด่นชัดในมนุษย์ สสารนิยมก็พยายามจะปฏิเสธว่าไม่มีจริง คนเราคิดไปเองว่ามี แต่ความจริงไม่มีอำเภอใจหรือการเลือกเสรีแต่ประการใด ทุกอย่างเดินตามกฎเกณฑ์กลศาสตร์ ก็เท่านั้น แต่ซับซ้อนยิ่งนักเหมือนขนนกที่ถูกลมพัดฉวัดเฉวียนในอากาศ ถ้ามันคิดได้มันคงคิดว่ามันฉวัดเฉวียนอย่างเสรี แต่ความจริงมันเดินตามกฎกลศาสตร์ตลอดเวลา โดยมันไม่เข้าใจ

การที่สิ่งเร้ามีอยู่อย่างสลับซับซ้อนนี่เอง ทำให้ผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์เชื่อว่าตนมีอำเภอใจหรือการเลือกเสรี ดังปรากฏว่าบางครั้ง มนุษย์เราเกิดมีความคิดขึ้นมาโดยหาสิ่งเร้า (stimulus) ไม่ได้ชัดเจน ปัญหานี้สสารนิยมแก้ด้วยกฎการเร้า-ตอบสนอง (stimulus-response) โดยแยกสิ่งเร้าออกเป็นสิ่งเร้าภายนอกกับสิ่งเร้าภายใน สิ่งเร้าภายในยังอาจแบ่งออกเป็นสิ่งเร้าในปัจจุบันและสิ่งเร้าค้าง ดังนี้

pavlov

 

สิ่งเร้าภายนอก เช่น สุนัขเห็นอาหาร (เร้าภายนอก) เกิดน้ำลายไหล (ตอบสนอง)

สิ่งเร้าภายในปัจจุบัน เห็นได้จากการที่พัฟลอฟ (Ivan Pavlov 1849-1936) ทดลองให้อาหารสุนัข ทุกครั้งก็สั่นกระดิ่งให้ได้ยินด้วย จนสุนัขชิน วันหนึ่งถึงเวลาอาหารก็สั่นกระดิ่งเฉย ๆ โดยไม่มีอาหาร สุนัขจะน้ำลายไหล เพราะได้ยินเสียงกระดิ่ง (เป็นสิ่งกระตุ้นประสาทหูจากภายนอกแต่ไม่มีอาการที่ควรมีควบคู่กันและเป็นสิ่งเร้าน้ำลายโดยตรง) เห็นภาพอาหารในจินตนาการ (สิ่งเร้าภายใน) เกิดน้ำลายไหล (ตอบสนอง) เป็นต้น
สิ่งเร้าภายในค้าง เช่น เวลาเราหิวข้าว นึกถึงไก่ย่างที่เคยรับประทานอร่อย ๆ (สิ่งเร้าภายในค้างอยู่ในความทรงจำ) เกิดน้ำลายไหล อาจจะเป็นอารมณ์ค้างที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกก็ได้ เช่น นักศึกษาที่ถูกคุณพ่อคุณแม่ดุมาแต่เช้า มาถึงมหาวิทยาลัยมีอารมณ์หงุดหงิดหัวเสียกับเพื่อนๆ เป็นต้น

การตัดสินใจแต่ละครั้งมักจะมีสาเหตุมาจากสิ่งเร้าซับซ้อน คือไม่ใช่เกิดจากสิ่งเร้าประเภทใดประเภทหนึ่งดังอธิบายมา แต่อาจจะหลายประเภทช่วยกันเร้า กลายเป็นสิ่งเร้าซับซ้อน กระตุ้นระบบประสาทซึ่งเป็นกลไกซับซ้อนขึ้นไปอีก กว่าจะเกิดการตอบสนองออกมาแต่ละครั้งได้ ก็ทำให้สับสนมองไม่ออกว่าสิ่งใดทำการในครั้งนั้นกันแน่ในทางทฤษฎีก็กล่าวได้ว่าหากมีสิ่งเร้าหลายอย่างทำงานร่วมกัน ก็ให้เอาสิ่งเร้าประเภทดึงดูด (attractive) รวมกัน และเอาสิ่งเร้าที่ผลัก (repulsive) รวมกัน หักลบกันแล้วทางใดมากกว่าก็หันไปทางนั้นโดยจำเป็น

ในเมื่อการเร้า-ตอบสนองเดินตามกฎเกณฑ์กลศาสตร์ การตัดสินใจของเราจึงเป็นของที่เกิดขึ้นโดยจำเป็น ไม่มีทางเลือก มีสิ่งเร้าก็ต้องมีการตอบสนอง จะตอบสนองอย่างไรก็ต้องแล้วแต่สิ่งเร้า คือ เร้าอย่างไร เข้ากฎไหน การตอบสนองก็ต้องออกมาอย่างนั้นโดยจำเป็น เหมือนน้ำตามกฎการดึงดูดของโลกจะต้องไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ เว้นแต่จะมีกฎอื่นที่สามารถเอาชนะแรงดึงดูดได้ เช่น น้ำกลายเป็นไอ อาศัยกฎการขยายตัวของก๊าชสามารถพาตัวขึ้นสูงได้ เพราะเบากว่าอากาศธรรมดา เช่นนี้เรียกว่าเดินตามกฎกลศาสตร์ คือในสภาพปกติ ถ้ามีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น เหตุการณ์อีกอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้นตามโดยไม่มีข้อแม้

Locke on ideas

locke

Locke on ideas ลัคว่าด้วยมโนคติ
ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

มโนคติเกิดที่ปัญญาและอยู่ในปัญญา แต่ทว่าดังได้กล่าวมาแล้วว่าคนเราเกิดมาปัญญาว่างเปล่า ไม่มีมโนคติใด ๆ ติดมาแต่เกิดเลย มีแต่ความสามารถทำการและทำการเหมือนกันทุกคน คือความสามารถสร้างมโนคติโดยรับข้อมูลจากประสบการณ์ “ไม่มีอะไรในปัญหาที่ไม่มาจากประสาทสัมผัส” (There is nothing in the intellect which was not previously in the sense)

ประสบการณ์มี 2 แห่ง คือ ประสบการณ์ภายนอกและประสบการณ์ภายใน

  • ประสบการณ์ภายนอก เกิดที่อายตนะภายนอกซึ่งมี 5 ประการ เมื่อส่งไปถึงปัญญา ปัญญาจะสร้างมโนคติเชิงเดี่ยว ถ้าใช้ผัสสะแต่ละอย่างหาประสบการณ์ จะได้มโนคติของสี เสียง กลิ่น รส สัมผัส ถ้าใช้ผัสสะหลายประการช่วยกัน จะได้มโนคติประเภทความเคลื่อนไหว อวกาศ เวลา รูปร่าง การเคลื่อน การอยู่นิ่ง รวมเรียกว่ามโนคติของผัสสะ (ideas of sensation)
  • ประสบการณ์ภายใน เกิดที่อายตนะภายใน เมื่อส่งไปถึงปัญญา ปัญญาจะสร้างมโนคติประเภทความจำ ความคิด ความอยาก อารมณ์ เรียกว่ามโนคติตรึกตรอง (ideas of reflection) บางทีอายตนะภายนอกร่วมส่งข้อมูลด้วย ปัญญาจะผสมผสานกันสร้างมโนคติประเภทความสุข-ความทุกข์ มีพลัง มีอยู่ เอกภาพ การสืบเนื่อง การล่วงเวลา ซึ่งอนุโลมให้เป็นมโนคติประเภทตรึกตรองด้วย ลัคกล่าวถึงการตรึกตรองไว้ว่า “อีกบ่อเกิดหนึ่งที่ประสบการณ์นำไปสู่การสร้างมโนคติได้แก่ การรับรู้การทำงานของปัญญาของเราเองในขณะที่ปัญญาทำการสร้างมโนคติ เมื่อวิญญาณของเราตรึกตรองและพิจารณาการทำงานของปัญญาก็ทำให้เกิดมโนคติอีกชุดหนึ่งซึ่งประสบการณ์ภายนอกไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นมาได้ มโนคติจากประสบการณ์ภายในดังกล่าวได้แก่ มโนคติของการรับรู้ การคิด การสงสัย การเชื่อ การใช้เหตุผล การรู้ การอยาก และการกระทำอื่น ๆ ของปัญญาของเราเอง”

มโนคติที่เกิดโดยตรง ทั้งจากอายตนะภายนอกและภายใน จะมีลักษณะเป็นมโนคติเชิงเดี่ยว (simple ideas) ทั้งสิ้น ปัญญามีสมรรถนะทำการต่อไปโดยเอามโนคติเชิงเดี่ยวมารวมกันบ้าง เปรียบเทียบกันบ้าง จะได้มโนคติเชิงซ้อน (complex ideas) ซึ่งมี 3 ประเภทคือมโนคติของอัญรูป มโนคติของสาระ และมโนคติของความสัมพันธ์ นอกจากนั้นปัญญายังอาจจะทำการถอด (abstraction) จากส่วนที่เป็นเรื่องเฉพาะตัว ได้มโนคติสากล (universal ideas)

locke