Karl Popper

ravich01
ดร.รวิช ตาแก้ว

แนวคิดของพอพเพอร์

คาร์ล  พอพเพอร์[1] (Karl Popper  ค.ศ. ๑๙๐๒ – ๑๙๙๔) ไม่ได้เป็นสมาชิกชมรมเวียนนาโดยตรง แต่ก็พัวพันอย่างใกล้ชิด เขียนหนังสือ ตรรกะวิทยาเพื่อการค้นคว้า (The Logic of Discovery) สนับสนุนเจตนารมณ์ของชมรมเวียนนา  พอพเพอร์เห็นว่า ความรู้มีหลายขั้นและหลายประเภท ตั้งแต่ความรู้สามัญขึ้นไปจนถึงปรัชญา แต่ละระดับและแขนงต่างก็มีวิธีการที่เหมาะสมของตน และสามารถปรับปรุงวิธีหาความรู้ให้ดีขึ้นได้ ความรู้ความเป็นจริงจะต้องได้จากการประสานงานของวิธีการเหล่านี้ทั้งหมด โดยควรมีวิธีการของวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานและเป็นมาตรการสุดท้ายชี้ขาดวิธีการอื่น ๆ ทั้งหมด

Continue reading “Karl Popper”

Maslow’s Hierarchy of need

ทฤษฎีความต้องการลำดับขั้นของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of need, 1943)

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

มาสโลว์ (Abraham H. Maslow, 1908-1970) เกิดที่นครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย Wisconsin ในสาขาจิตวิทยาจนจบปริญญาโท ได้รับแนวคิดพฤติกรรมนิยม ต่อมาได้รับฟังความคิดเห็นจาก Alfred Adler นักจิตวิทยาสายจิตวิเคราะห์ จึงได้มีแนวคิดเรื่องจิตมนุษย์ (Human mind) แบบของตนเอง ตั้งชื่อว่า Humanistic psychology สนใจเรื่องคนที่รู้จักตัวเองที่แท้จริง (self-actualizing people)

Continue reading “Maslow’s Hierarchy of need”

word, the role of … in philosophy

word, the role of … in philosophy บทบาทของคำในปรัชญา ผู้แต่ง :   สุดารัตน์  น้อยแรม ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์ในแต่ละสังคมกำหนดขึ้น เพื่อทำความเข้าใจตกลงกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ดังนั้นการใช้ภาษาจึงต้องใช้ได้ตรงตามกำหนดของสังคม ไม่ว่าเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน สัญลักษณ์ หรือ ภาษาสัญญาณ หากสิ่งใดผิดแปลกไปจากข้อตกลง การสื่อสารก็จะหยุดชะงักล่าช้าลง ไม่เป็นไปตามเจตนาหรือไม่สามารถสื่อสารได้ ภาษา คือ เครื่องหมายที่มนุษย์และกลุ่มชนกำหนดขึ้นอย่างมีระบบ กฎเกณฑ์ มนุษย์สร้างภาษาขึ้นมาเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน และสื่อที่สำคัญที่สุด ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด คือ ภาษาพูด ภาษาของมนุษย์ไม่ว่าชนชาติใด ภาษาใด จะต้องมีลักษณะสำคัญที่เป็นของคู่กัน คือ มีหน่วยเสียง (Phoneme) และหน่วยคำ (Morpheme) โดยหน่วยเสียงเป็นหน่วยที่ย่อยที่สุดของภาษาและเมื่อนำหน่วยเสียงมารวมกันเป็นกลุ่มจะเรียกว่า “พยางค์” และกลุ่มของหน่วยเสียงที่เล็กที่สุดที่มีความหมายเรียกว่า “หน่วยคำ” การกำหนดเสียงเป็นสัญลักษณ์ใช้สื่อความหมายนี้เป็นสิ่งสมมติของแต่ละภาษา การที่เสียงหนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่งเป็นเรื่องของการตกลงยอมรับกันของแต่ละกลุ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่า ผู้ใช้ภาษาต่างกลุ่มต่างความคิด จึงได้สมมติเสียงใช้แทนความหมายต่างกัน ความแตกต่างกันดังกล่าว เป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม เช่นเดียวกับการทำความเคารพ ความเชื่อปรัชญา ในคำภาษาไทยมีคำอยู่จำนวนมากที่เสียงกับความหมายเป็นสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลกัน คือ เสียง ๆ หนึ่ง มักจะใช้สื่อความหมายได้ในลักษณะหนึ่ง หรืออาจกล่าวได้ว่า เพื่อจะสื่อความหมายในลักษณะหนึ่ง … Continue reading word, the role of … in philosophy

Wittgenstein on Grammar of the Word God

Wittgenstein on Grammar of the Word God  ไวยากรณ์ของคำพระเจ้าของวีทเกินชทายน์ ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ ทฤษฎีภาพ (picture theory) ของ วิทเกินชทายน์ (Ludwig Wittgenstein 1889-1951) เมื่อประยุกต์ใช้ในการศึกษาศาสนา จะทำให้เปลี่ยนท่าทีของผู้เชื่อโดยไม่เปลี่ยนความเชื่อ นั่นคือต้องไม่เปลี่ยนคำสอนแต่เปลี่ยนความเข้าใจคำสอนอย่างมีเหตุผล เช่น แทนที่จะเข้าใจภาษาศาสนาตามตัวอักษรเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเกมภาษาอย่างหนึ่ง แล้วเสริมด้วยศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใหม่ให้เป็นวิชาการด้วยภาษาอุดมการณ์ ก็ให้รับรู้ว่าภาษาศาสนามีเป้าหมายต่างจากวิชาการ จึงต้องใช้ไวยากรณ์ความคิด(gramma of concept)ต่างกัน คือ พยายามหาแรงบันดาลใจให้พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยภาษาสามัญที่ใช้เป็นสื่อในศาสนาถ้าเชื่อตามวิทเกินชทายน์ แล้วก็หมายความว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คัมภีร์ศาสนากล่าวถึงก็จะเป็นเพียงภาพของความเป็นจริง (picture of reality) ซึ่งก็หมายความว่า เรารู้ได้เพียงครึ่ง ๆ ของความเป็นจริง ไม่รู้เต็ม ๆ ส่วนความจริง (truth) เมื่อก่อนที่เชื่อกันตามตัวอักษรในระดับชาวบ้าน และตามภาษาอุดมการณ์ของนักปรัชญา ก็ไม่เคยมีใครบอกว่ารู้ได้เต็มหรือแค่ไหน แต่ผู้เข้าถึงฌานกลับบอกว่า ภาษาทั้ง 2 ระดับที่ใช้เป็นภาษาศาสนานั้นเข้าไม่ถึงความเป็นจริง ซึ่งรู้แล้วพูดไม่ถูก ถ้าอย่างนั้นแล้วเราเดินทางสายกลางว่า ที่รู้นั้นรู้อยู่บ้าง ไม่เต็มและไม่ผิดหมด ตามทฤษฎีภาพขอวิทเกินชทายน์จะมิดีกว่าหรือ จะได้ไม่สำคัญผิด และไม่สิ้นหวังที่จะรู้ เมื่อตระหนักได้อย่างนี้จะทำให้เป็นคนใจกว้าง … Continue reading Wittgenstein on Grammar of the Word God

utilitarianist community as ideal state

Utilitarianist community as ideal state  รัฐในอุดมคติคือประชาคมประโยชน์สูงสุด ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ หากพลเมืองมั่นใจว่าผู้บริหารรัฐทุกคนมุ่งทำงานนี้เต็มที่เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่คนจำนวนมากที่สุด ย่อมมีความพอใจกันเป็นส่วนมาก หากรับรองว่าจะส่งเสริมความสุขในโลกหน้าด้วย ประโยชน์สูงสุดก็จะรอบด้าน ผู้ริเริ่มเสนออุดมการณ์เช่นนี้มี 2 ฝ่ายที่สำคัญคือ เจมเรอมี เบนเธิม (Jeremy Bentham 1748-1832) เนื่องจากเป็นทั้งนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย จึงใช้ความรู้ทั้ง 2 อย่างเป็นพื้นฐานสำหรับวางมาตรการรัฐในอุดมคติของตน โดยเสนอว่ารัฐในอุดมคติก็คือ รัฐที่ให้โอกาสพลเมืองทุกคนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถระงับการก้าวก่ายผลประโยชน์ของกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ การปกครองระบอบใดสามารถสร้างระบบกฏหมายและสร้างระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพในเรื่องดังกล่าว เป็นระบอบที่ดีที่สุดซึ่งเบนเธิมคิดว่าระบอบใดก็คงทำได้ไม่ดีเท่าระบอบประชาธิปไตย เพราะทุกคนมีสิทธิปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างเสมอหน้ากัน พลเมืองทุกคนในรัฐจะขยันแข่งขันกันทำงานเพื่อหาความสุขตามความพอใจของแต่ละคน และในเวลาเดียวกันก็ไม่กล้าก้าวก่ายสิทธิและผลประโยชน์ของผู้อื่น เพราะกลัวจะถูกลงโทษ และตัวเองเสียผลประโยชน์ รัฐที่มีลักษณะเช่นนี้จะดำเนินไปอย่างราบรื่นสงบสุข เหมือนเครื่องจักรที่ดำเนินได้เรียบร้อย โดยที่ทุกส่วนใช้พลังไปตามครรลองของตน ลัทธิของเบนเธิมได้ชื่อว่าลัทธิประโยชน์นิยม (utilitarianism) ด้วย เพราะสอนให้มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวกันทุกคน จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill 1806-1873) มีความเห็นขัดแย้งกับเบนเธิมว่า รัฐในอุดมคติควรเป็นรัฐที่สามารถอบรมให้พลเมืองทุกคนตัดสินใจทำอะไรลงไป เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของรัฐเป็นหลัก เพราะการมีจิตใจสูงเช่นนี้จะทำให้พลเมืองแต่ละคนได้ผลประโยชน์มากกว่าการมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยตรง คำสอนของมิลล์ก็ได้ชื่อลัทธิว่าประโยชน์นิยมเช่นกัน Continue reading utilitarianist community as ideal state

Pavlov on theory of free will

Pavlov on theory of free will ทฤษฎีเจตจำนงเสรีของปัพลอฝ ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ ปัญหาเรื่อง อำเภอใจ (free will) หรือการเลือกเสรี (free choice) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เด่นชัดในมนุษย์ สสารนิยมก็พยายามจะปฏิเสธว่าไม่มีจริง คนเราคิดไปเองว่ามี แต่ความจริงไม่มีอำเภอใจหรือการเลือกเสรีแต่ประการใด ทุกอย่างเดินตามกฎเกณฑ์กลศาสตร์ ก็เท่านั้น แต่ซับซ้อนยิ่งนักเหมือนขนนกที่ถูกลมพัดฉวัดเฉวียนในอากาศ ถ้ามันคิดได้มันคงคิดว่ามันฉวัดเฉวียนอย่างเสรี แต่ความจริงมันเดินตามกฎกลศาสตร์ตลอดเวลา โดยมันไม่เข้าใจ การที่สิ่งเร้ามีอยู่อย่างสลับซับซ้อนนี่เอง ทำให้ผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์เชื่อว่าตนมีอำเภอใจหรือการเลือกเสรี ดังปรากฏว่าบางครั้ง มนุษย์เราเกิดมีความคิดขึ้นมาโดยหาสิ่งเร้า (stimulus) ไม่ได้ชัดเจน ปัญหานี้สสารนิยมแก้ด้วยกฎการเร้า-ตอบสนอง (stimulus-response) โดยแยกสิ่งเร้าออกเป็นสิ่งเร้าภายนอกกับสิ่งเร้าภายใน สิ่งเร้าภายในยังอาจแบ่งออกเป็นสิ่งเร้าในปัจจุบันและสิ่งเร้าค้าง ดังนี้   สิ่งเร้าภายนอก เช่น สุนัขเห็นอาหาร (เร้าภายนอก) เกิดน้ำลายไหล (ตอบสนอง) สิ่งเร้าภายในปัจจุบัน เห็นได้จากการที่พัฟลอฟ (Ivan Pavlov 1849-1936) ทดลองให้อาหารสุนัข ทุกครั้งก็สั่นกระดิ่งให้ได้ยินด้วย จนสุนัขชิน วันหนึ่งถึงเวลาอาหารก็สั่นกระดิ่งเฉย ๆ โดยไม่มีอาหาร สุนัขจะน้ำลายไหล เพราะได้ยินเสียงกระดิ่ง (เป็นสิ่งกระตุ้นประสาทหูจากภายนอกแต่ไม่มีอาการที่ควรมีควบคู่กันและเป็นสิ่งเร้าน้ำลายโดยตรง) เห็นภาพอาหารในจินตนาการ … Continue reading Pavlov on theory of free will

Locke on ideas

Locke on ideas ลัคว่าด้วยมโนคติ ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ มโนคติเกิดที่ปัญญาและอยู่ในปัญญา แต่ทว่าดังได้กล่าวมาแล้วว่าคนเราเกิดมาปัญญาว่างเปล่า ไม่มีมโนคติใด ๆ ติดมาแต่เกิดเลย มีแต่ความสามารถทำการและทำการเหมือนกันทุกคน คือความสามารถสร้างมโนคติโดยรับข้อมูลจากประสบการณ์ “ไม่มีอะไรในปัญหาที่ไม่มาจากประสาทสัมผัส” (There is nothing in the intellect which was not previously in the sense) ประสบการณ์มี 2 แห่ง คือ ประสบการณ์ภายนอกและประสบการณ์ภายใน ประสบการณ์ภายนอก เกิดที่อายตนะภายนอกซึ่งมี 5 ประการ เมื่อส่งไปถึงปัญญา ปัญญาจะสร้างมโนคติเชิงเดี่ยว ถ้าใช้ผัสสะแต่ละอย่างหาประสบการณ์ จะได้มโนคติของสี เสียง กลิ่น รส สัมผัส ถ้าใช้ผัสสะหลายประการช่วยกัน จะได้มโนคติประเภทความเคลื่อนไหว อวกาศ เวลา รูปร่าง การเคลื่อน การอยู่นิ่ง รวมเรียกว่ามโนคติของผัสสะ (ideas of sensation) ประสบการณ์ภายใน เกิดที่อายตนะภายใน เมื่อส่งไปถึงปัญญา ปัญญาจะสร้างมโนคติประเภทความจำ … Continue reading Locke on ideas