ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา ตอนที่ 152

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (152)

กีรติ บุญเจือ

ปรัชญาปรัมปรา

            ปรัชญาปรัมปราคือความคิดเห็นต่างๆของนักปรัชญาที่ศึกษาหาสารัตถะของเรื่องปรัมปราตามวิสัยทรรศน์ของแต่ละคนหรือแต่ละสำนัก เรื่องปรัมปราเป็นการเล่าเรื่องของความเป็นจริงเหนือธรรมชาติที่กระทำต่อสิ่งตามธรรมชาติ

คำว่า “ปรัมปรา” มาจากภาษาสันสกฤต ใช้แปลคำภาษากรีก”mythos” ซึ่งหมายถึงคำพูดเช่นเดียวกับ logos แต่เมื่อนำมาใช้ในภาษาอังกฤษแล้ว Logos แปลว่ากฎเกณฑ์ที่เป็นระบบหรือกฎเกณฑ์สูงสุดที่ควบคุมเอกภพทั้งหมด ถ้าแผลงเป็น -logy ก็หมายถึงคำพูดที่มีเหตุผล นิยมใส่ท้ายชื่อวิชาที่ศึกษาด้วยเหตุผล เช่นcosmology (คู่กับ cosmography ซึ่งเน้นด้านข้อมูลและสถิติ) sociology(คู่กับ social science ซึ่งเน้นด้านข้อมูลและสถิติ) ส่วนคำ “mythos” เมื่อใช้ในภาษาอังกฤษแปรรูปเป็น myth แปลว่าเรื่องปรัมปราซึ่งหมายถึงชุดคำพูดที่เล่าเรื่องหนี่งๆเกี่ยวกับผู้อยู่เหนือธรรมชาติ(supernatural person) และ mythology แปลว่าวิชาว่าด้วยบุคคลเหนือธรรมชาติหรือคำเล่าเรื่องชุดหนึ่งๆของเรื่องปรัมปราที่มีการจัดเป็นระบบระเบียบและมีการตีความด้วยเหตุผล เรื่องปรัมปราจึงเป็นการเล่าเรื่องของความเป็นจริงเหนือธรรมชาติที่กระทำต่อสิ่งตามธรรมชาติ เรื่องปรัมปราแสดงบทบาทเป็นแม่แบบของกิจกรรมของมนุษย์ ของสังคมมนุษย์ ของปรีชาญาณและของความรู้ แต่สำหรับชาวบ้าน เรื่องปรัมปราเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในยุคก่อนประวัติศาสตร์และยังมีผลต่อความเป็นไปของมนุษย์ ของสังคม และของความเป็นจริง ดังนั้นเรื่องปรัมปราทั้งหลายต้องมีการตีความจึงมีความหมายเชิงปรัชญา มิฉะนั้นก็จะเป็นเพียงเรื่องเล่าปลุกเร้าศรัทธาสำหรับผู้เชื่อในความเป็นจริงของเรื่องเล่าเท่านั้น ในขณะเดียวกันผู้ไม่เชื่อก็คิดว่าเป็นเรื่องงมงายไร้เหตุผล ใครตีความตามกระบวนทรรศน์ใดก็เชื่อว่าจริงตามกระบวนทรรศน์นั้น การไม่ตีความก็เป็นการตีความอย่างหนึ่ง คือตีความตามตัวอักษร อันเป็นวิธีตีความของคนกระบวนทรรศน์ที่ 1  เรื่องปรัมปราอาจแสดงออกเพื่อปลุกเร้าศรัทธาหรืออนุรักษ์ไว้ด้วย 2 วิธี คือ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดฉากเป็นพิธีกรรม จึงหมายความว่าคัมภีร์ศาสนาและพิธีกรรมศาสนาก็คือการแสดงออกของปรัมปราที่เป็นความเชื่อหรือศรัทธาตามความเข้าใจของผู้ต้องการแสดงออกอย่างสุนทรี ถ้าแสดงออกตรงๆโดยไม่ตั้งใจแทรกสุนทรียภาพก็เป็นเรื่องเล่า หรือปรัชญา หรือเทววิทยา หรือศาสนศาสตร์ แล้วแต่ประเภทวาทกรรม(discourse)ที่ใช้

 

ภาษาปรัมปรา

เรื่องเล่าปรัมปรา(mythical narrative) ทั้งหลายต่างกับเรื่องเล่าธรรมดาตรงที่มีพลังสร้างศรัทธาและมีผลให้ผู้เชื่อและมีศรัทธาทุ่มเทเสียสละอะไรบางอย่างให้แก่เรื่องที่เชื่อนั้น ซึ่งโดยทั่วไปจะได้แก่การกระโดดแห่งศรัทธา(leap of faith)อย่างจริงใจและภักดี การเปล่งเสียงเป็นบทสวดตามสูตรหรือตามความรู้สึกเฉพาะหน้า การถวายเครื่องเซ่น และการประกอบพิธีกรรม เหล่านี้ย่อมใช้ภาษาภาพพจน์เกินจริงเพื่อแสดงความรู้สึกนึกคิดที่ไม่อาจแสดงตรงตามศัพท์บัญญัติได้ หรือบางครั้งแม้แสดงตามศัพท์บัญญัติได้ก็จริงแต่กลับแสดงให้ผิดแผกออกไปเพื่อให้เกิดความสง่างามด้วยสุนทรียภาพและความอยากเสียสละทุ่มเท เมื่อแสดงออกแล้วก็อยากให้ผู้ฟังพยายามเข้าใจเท่าที่จะสามารถเข้าใจได้โดยไม่ยอมรับการโต้แย้งคัดค้านและไม่ยอมให้เหตุผลอย่างจริงจังตามหลักตรรกะ เพราะกลัวว่าจะเสียบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ พยายามใช้สำนวนหรือคำที่ต้องการให้ผู้ฟังรู้ว่ากำลังฟังเรื่องปรัมปรา เช่น กิระ(ดังได้ยินมา), Once upon a time(ในกาลครั้งหนึ่ง), In the beginning(แต่แรกเริ่ม), ฯลฯ เป็นการเตือนผู้ฟังมิให้พยายามเข้าใจเรื่องปรัมปราเสมือนกับเป็นวาทกรรมวิชาการ(scientific discourse) หรือวาทกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์(profane discourse)

ประวัติการตีความปรัมปรา

กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์มนุษย์ดึกดำบรรพ์เป็นผู้เริ่มทำปรัมปรา ซึ่งแสดงความรู้สึกนึกคิดแรกๆที่พวกเขามีต่อสิ่งแวดล้อม ปัญญาระดับแรกสุดของพวกเขาทำปฏิกิริยาต่อสิ่งแวดล้อมดังกล่าว แต่พวกเขายังไม่รู้จักบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เรื่องปรัมปราแรกสุดจริงๆจึงหายสาบสูญไปในกระแสประวัติศาสตร์ แต่เรื่องปรัมปราที่หายสาบสูญนั้นก็ไม่วายได้ค่อยๆพัฒนาฝากร่องรอยไว้ในปรัมปรารุ่นหลังๆ อันเป็นผลจากการพัฒนาของปัญญา จนถึงวันที่พวกเขารู้จักรวมตัวกันเป็นกลุ่มและต้องการร่วมมือกันแสดงเรื่องปรัมปราออกเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อันเป็นวิธีเริ่มแรกวิธีหนึ่งของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ในการแสดงความสำนึกร่วมกันว่ามีเรื่องปรัมปราร่วมกันอยู่ในใจที่อยากแสดงออกร่วมกันเพื่อแสดงพลังศรัทธาต่อเนื้อหาของปรัมปรากล่าวได้ว่าถึงจุดนั้นมีศาสนาดั้งเดิมเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจะต้องพัฒนาต่อมาตามลำดับจนถึงขั้นที่พร้อมใจกันรู้สึกว่ามีสถานที่ที่กำหนดให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์โดยมีเรื่องเล่าถึงสาเหตุของความศักดิ์สิทธิ์ เรื่องเล่าดังกล่าวนี้ในที่สุดก็กลายเป็นส่วนหนี่งของปรัมปรา

ทั้งเรื่องปรัมปรา พิธีกรรมที่แสดงเรื่องปรัมปรา และสักการสถานที่เรื่องปรัมปรากล่าวถึง ต่างก็พัฒนาไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้เรื่อยมาจนถึงขั้นที่มีผู้รู้สึกเป็นห่วงว่านานวันไปอาจจำและเข้าใจเลอะเลือนและเลือนราง จึงทำให้มีผู้พยายามหาวิธีบันทึก ชาวเสอเมเรียน(Sumerian)ได้ชื่อว่าเป็นพวกแรกของโลกที่รู้จักบันทึก การบันทึกเรื่องปรัมปราขยายวงกว้างออกไปอย่างกว้างขวาง ความหมายชัดเจนบ้าง ไม่ชัดเจนบ้าง เมื่อแลกเปลี่ยนความเข้าใจกันระหว่างผู้รับรู้เรื่องปรัมปรา ทำให้รู้สึกว่าจำเป็นต้องมีหลักการตีความ ซึ่งจะต้องศึกษาให้ตรงกัน จึงจะตีความเรื่องปรัมปราเดียวกันให้เป็นที่ยอมรับตรงกันได้ ปรัชญาปรัมปราก็เกิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้น มนุษย์ที่มีกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ หากคิดจะตีความปรัมปราที่มีอยู่ในใจของตนหรือที่มีผู้แสดงออกเป็นพิธีกรรมศาสนา หรือที่มีการบันทึกไว้ในภาษาใดก็ตาม ก็จะตีความตามกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ คือกำหนดน้ำพระทัยของเบื้องบนและวิธีเอาใจเบื้องบนเพื่อค้ำประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินโดยเข้าใจทุกอย่างที่เอามาตีความตามตัวอักษร(literal interpretation) เราไม่มีหลักฐานบันทึกไว้ณที่ใดเลยว่าพวกเขาตีความออกมาเป็นคำพูดใดเลยแต่เชื่อว่าการสันนิษฐานดังกล่าวสอดคล้องกับเครื่องใช้ไม้สอยและหลักฐานอื่นๆที่พวกเขาทิ้งไว้ให้พอจะศึกษาได้

กระบวนทรรศน์โบราณนักปรัชญาที่มีกระบวนทรรศน์โบราณอยู่ในจิตใจคิดเหมือนกันว่าเรื่องปรัมปราไม่ควรตีความตามตัวอักษร แต่ควรตีความเชิงเปรียบเทียบ (allegorical interpretation)จึงจะเข้าถึงความเป็นจริงของสิ่งเหนือธรรมชาติที่แฝงอยู่เบื้องหลังเรื่องเล่าตามธรรมชาติ การสู้รบทั้งหลายที่โฮเมอร์เล่าไว้แสดงให้เห็นชัยชนะของความดีเหนือความชั่ว ผู้คิดเช่นนี้มีเธออาจเจอนิส(Theagenes of Rhegiumศตวรรษที่6 ก่อนคริสตศักราช)เฮร์เรอคลายเถิส(Heraclitus 536-470), เผอร์เมนเนอดิส(Parmenides 515-450), เอิมเพดเดอขลิส(Empedocles 492-430), ซีสเสอโรว์(Cicero 106-43) และคู่ขนานกันก็มีผู้ตีความตามตัวอักษรด้วยกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์และไม่เชื่อว่ามีความเป็นจริงอยู่เบื้องหลัง จะมีก็แต่จินตนาการผิดๆอย่างที่เสอนาฟเฝอนิส(Xenophanes 560-478)กล่าวไว้ว่า “มนุษย์ชอบสมมุติว่าเทพเกิดอย่างมนุษย์ สวมเสื้อผ้าอย่างมนุษย์ มีร่างกายและเสียงพูดอย่างมนุษย์…หากวัวควายหรือสิงโตมีมือปั้นแต่งได้ก็คงสร้างงานศิลปกรรมและต่างก็คงปั้นรูปเทพให้มีรูปร่างอย่างพวกมัน เช่นม้าสร้างเทวรูปเป็นม้า และวัวควายสร้างเทวรูปเป็นวัวควาย(DK 21 B 14-15) เลอเครเฉิส(Titus Lucretius 95-51) สนับสนุนความคิดของเสอนาฟเฝอเนิส ส่วนเพลโทว์ห้ามมิให้เยาวชนอ่านปรัมปรากรีกเพราะเป็นตัวอย่างไม่ดีสำหรับเยาวชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเพลโทว์ตัดสินตามการตีความตามตัวอักษรของกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ เพราะคิดว่าเยาวชนยังมีการศึกษาไม่แตกฉานพอ เข้าใจตามตัวอักษรแล้วก็อาจอยากเอาเยี่ยงอย่าง เพราะคิดว่าการเอาอย่างเทพย่อมดีในตัว แต่สำหรับผู้คงแก่เรียนเพลโทว์เขียนในบทสนทนา The Republic สนับสนุนให้อ่านเรื่องปรัมปราโดยเข้าใจเชิงภาพพจน์ตามกระบวนทรรศน์โบราณ ได้จริยธรรมที่แฝงอยู่เบื้องหลังเป็นหลักสำหรับการทำดีหนีชั่วและเป็นหลักการให้นักกฎหมายใช้อ้างอิงได้

คริสต์ศตวรรษที่ 3 เกิดลัทธิเยอเฮมเมอเริส(Euhemerism) เพราะเชื่อกันว่าเยอเฮมเมอเริส(Euhemerus) เป็นผู้ริเริ่มความคิด โดยเผยแพร่หนังสือ IeraAnagrapheบันทึกศักดิ์สิทธิ์ Holy Diary ในราว280 ปีก่อนคริสตศักราช โดยเล่าเรื่องด้วยสำนวนบันทึกความจำว่าครั้งหนึ่งตนได้ท่องเที่ยวไปในท้องทะเลระหว่างทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย ได้พบเกาะปันเคียยา(Panchiaia) ซึ่งในปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่ามีจริงหรือไม่ เยอเฮมเมอเริสอ้างว่าตนได้พบเกาะนั้นโดยบังเอิญจึงถือโอกาสออกสำรวจ พบวิหารเทพซูส ที่น่าสนใจเพราะชาวเกาะนั้นเล่าว่า ซูสเป็นผู้จัดการสร้างขึ้นเองขณะเป็นกษัตริย์เรืองอำนาจบนเกาะนั้น เสาวิหารเป็นทองคำทั้งแท่ง รอบๆเสาบันทึกความสำเร็จของพระองค์ในการพัฒนาชาวเกาะที่เคยป่าเถื่อนมาเป็นพลเมืองที่เจริญก้าวหน้า มีอารยธรรมรอบด้าน มีรายงานผลงานของอสูร(Cronus)ผู้เป็นบิดา และของอสูรเยอเรเนิส(Uranus)ผู้เป็นปู่ เมื่อสิ้นชีวิตลงประชาชนพร้อมใจกันเสดงความกตัญูญูและระลึกถึง คนต่อๆมาจึงนับถือเป็นเทพและสร้างเรื่องเล่าเสริมเติมแต่งให้ดูดีขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงขั้นว่าเทพเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทำหน้าที่ช่วยมนุษย์ แทนที่จะเล่าตามจริงว่าพวกเขาเองแหละที่ยกย่องมนุษย์ขึ้นเป็นเทพ เยอเฮมเมอเริสกลับมาสู่ดินแดนกรีซ นำเอาข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้ทุกคนรู้ว่าเทพหรือเทวีทั้งหลายก็คือมนุษย์ผู้สร้างวีรกรรมมาชั่วชีวิตนั่นเอง ทฤษฎีนี้ได้ชื่อว่า ลัทธิเยอเฮมเมอเริสมาจนทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม นักประวัติปรัชญาพบหลักฐานว่าเยอเฮมเมอเริสมิใช่คนแรกและคนเดียวที่คิดเช่นนี้ เพราะก่อนหน้านั้นยังมีเฮคเขอทีเอิสแห่งทีอัส(Hecataeus of Teos) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในอียิปต์หลังจากที่กษัตริย์แอลเลิกแซนเดอร์ได้ยึดครองและให้เป็นแม่ทัพกรีกดูแลต่อมาในฐานะกษัตริย์ทาลเลอมิที่1 (Ptolemy I) ความคิดนี้นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าได้มาจากการที่แอลเลิกแซนเดอร์พาชาวกรีกเดินทัพไปจนถึงชมพูทวีป ทำให้ได้ความรู้และความคิดแปลกใหม่มาเป็นเนื้อหาให้นักวิชาการอย่างเฮคเขอทีเอิสนำมาตีความและเผยแพร่ มีผู้ส่งเสริมและต่อยอด เช่น เฮร์เรอดัทเถิส(Herodotus), เฮร์เรอดอร์เริส(Herodorus), แอนเถิสธีนิส(Antisthenes), ดายเออจีนิส(Diogenes), ดายเออดอร์เริสเสอคูลุส(DiodorusSiculus) จึงเห็นได้ว่าเยอเฮมเมอเริสซึ่งมีชีวิตอยู่หลังเฮคเขอทีเอิสประมาณครึ่งศตวรรษและเป็นนักประวัติศาสตร์ ได้รวบรวมเรื่องเล่าเกี่ยวกับมนุษย์กลายเป็นเทพหรือเทวีไว้มากมายในหนังสือ Aegypticaโดยรวบรวมเรื่องเล่าของชาวอียิปต์ว่าเทพหรือเทวีของตนเคยมีบทบาทในการปกครองประเทศมาก่อนทั้งสิ้น ที่จริงชาวกรีกได้รับอารยธรรมไปจากชาวอียิปต์มากมาย แต่เรื่องความเป็นมาของเทพหรือเทวียังไม่สู้จะรู้เรื่อง จึงได้เผยแพร่ให้เรียนรู้กัน แต่โชคเข้าข้างเยอเฮมเมอเริสที่งานของนักเขียนอื่นๆไม่สู้แพร่หลายและสูญหาย ส่วนของเยอเฮมเมอเริสมีผู้สนใจคัดลอกนำไปศึกษากันต่อๆมาอย่างกว้างขวางจนกลายเป็นลัทธิเยอเฮมเมอเริสดังได้กล่าวมาข้างต้น ทั้งๆที่ต่อมาเชื่อกันว่า ซูสสิ้นพระชนม์และมีหลุมฝังศพบนเกาะครีทก็ตาม

ลัทธิเยอเฮมเมอเริสแพร่หลายไม่มากในหมู่ชาวกรีก เพราะมีเสียงดังกว่ามาค้าน เช่น แคลเลอเมเขิส(Callimachus), เอร์เริสทาสเธอนิส(Erastosthenes), พลูทาร์ค(Plutarch), โดยอ้างว่าเยอเฮมเมอเริสปั้นน้ำเป็นตัว สร้างเรื่องขึ้นมาเล่าอย่างไม่มีหลักฐานให้พิสูจน์ได้ ยังผลให้ชาวกรีกส่วนมากหันกลับไปตีความตามตัวอักษรตามกระบวนทรรศน์ที่ 2 ของตน

กระบวนทรรศน์ยุคกลาง นักปรัชญายุคกลางพากันเชื่อคัมภีร์ไบเบิลตามตัวอักษรว่าเรื่องปรัมปราทั้งหลายล้วนแต่เป็นเรื่องราวของเทวรูปที่มีแต่ตามองไม่เห็น มีหูแต่ไม่ได้ยินเสียง นั่นคือเป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น

“เทวรูปต่างชาติ เป็นเพียงธาตุ อาจเป็นเงินทอง

หัตถกรรม ทำด้วยมือ

มีปาก แต่ไร้พากย์

มีปาก แต่ไร้ทักษา

มีหู แต่ไร้รูประสาท

สักแต่มีปาก หากแต่ไร้ ลมหายใจ

ผู้ปั้นจักหยุดไหว เฉกเช่นเป็นไป ในเทวรูปไซร้

ทุกคนที่วางใจ ในเทวรูป สรุปลงเช่นนั้นแล

(สดุดี 135:15-18)

ส่วนเรื่องปรัมปราในคัมภีร์ไบเบิล พวกเขากลับเชื่อว่าจริงตามตัวอักษร และมีคุณค่าในการอบรมให้เกิดศรัทธาต่อพระเป็นเจ้าและให้รู้แนวทางปฏิบัติเพื่อได้ความสุขนิรันดรในโลกหน้า

กระบวนทรรศน์นวยุค นักปรัชญานวยุคกลับไปเชื่อตามนักปรัชญากระบวนทรรศน์โบราณว่าเรื่องปรัมปราเป็นการเล่าประวัติศาสตร์ด้วยภาษาภาพพจน์จะเชื่อว่าจริงหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับศรัทธาของแต่ละคนเหมือนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ทั้งหลาย

กระบวนทรรศน์หลังนวยุคนักปรัชญาหลังนวยุคนิยมวิเคราะห์ว่า คำ”myth”มาจากภาษากรีกว่า mythos ซึ่งแปลว่าลึกลับหรือซ่อนเร้น มักใช้ในบรรยากาศของศาสนา ดังนั้น mythจึงเป็นเรื่องเล่า(narrative) มิใช่เรื่องเล่าธรรมดาระดับนิยายหรือตำนาน แต่แฝงความหมายลึกลับทางศาสนาอยู่เบื้องหลัง เพื่อให้ได้ความเข้าใจตามเจตนาของผู้เล่า ผู้อ่านจะต้องอาศัยการตีความ(interpretation) ซึ่งตามทรรศนะของนักปรัชญาหลังนวยุคถือว่าจะต้องพิจารณาร่วมกัน 3 ด้านคือ 1.ความหมายตามเจตนาของผู้เล่าเรื่อง(author) 2.ความหมายตามตัวบท(text) 3.ความหมายตามความต้องการของผู้อ่าน(reader)

บรรณานุกรม

Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.

Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.

Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006

Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา ตอนที่ 151

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (151)

กีรติ บุญเจือ

อารยธรรมอเคียนกับโฮเมอร์

ทายเรินส์(Tiryns)เป็นเมืองชายทะเลด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศกรีซโบราณ นั่นคืออยู่บนฝั่งตะวันตกของทะเลอีเจียน อยู่ในบริเวณอ่าวอาร์กัส(Argos)และอยู่เหนือก้นอ่าวขึ้นไปทางเหนือประมาณ 10 กม. และมีเมืองอาร์กัสไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 10 กม. เมืองเมอซีนิ(Mycenae)ไปทางเหนือประมาณ 25 กม. และเกาะครีททางทะเลใต้ลงไปประมาณ 350 กม.

ณที่ตั้งดังกล่าวข้างต้น นักท่องเที่ยวปัจจุบันยังสามารถเห็นกำแพงหินก้อนโตๆสันนิษฐานได้ว่าสร้างขึ้นในราวก.ค.ศ.1400 ที่โฮว์เมอร์เล่าว่าสร้างโดยฝีมือยักษ์ซายขลัพส์(cyclops) ซึ่งตีความได้เชิงประวัติศาสตร์ดังต่อไปนี้

เชื่อได้ว่า ชาวพื้นเมืองเดิมของทายเรินส์ ก็พัฒนามาจากมนุษย์ยุคหินที่ทำมาหากินกันในบริเวณนี้นั่นเอง แต่พัฒนาได้ช้าตามหลังมนุษย์ยุคหินของเกาะครีทนิดหน่อย ดังนั้นในขณะที่ชาวเกาะครีทได้พัฒนาการปกครองถึงขั้นมหาอาณาจักรที่มีกฎหมายปกครองกันอย่างเป็นระบบระเบียบแล้ว ชาวทายเรินส์และบริเวณใกล้เคียงยังปกครองกันแบบนครรัฐอิสระที่เดี๋ยวดีกันเดี๋ยวทะเลาะกัน ใช้อำนาจของผู้ปกครองนครรัฐเป็นกฎหมายสูงสุด บ่อยๆก็หาเงินเข้าท้องพระคลังด้วยวิธีริบทรัพย์ภายในนครรัฐของตนตามความพอใจ หรือแต่งกองทัพออกปล้นภายนอกนครรัฐของตนเอง ที่ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็คือจัดทัพเรือของตนเป็นโจรสลัดออกปล้นทั่วท้องทะเลหลวง จนมหาอาณาจักรเกาะครีทต้องจัดกองทัพเรือคุ้มกันกองเรือค้าขายของตนและปราบปรามโจรสลัดให้ปลอดจากมิจฉาชีพ เพื่อแก้ปัญหาได้ชะงัดก็ต้องสาวไปถึงต้นตอและควบคุมให้ถึงต้นตอ ผลก็คือต้องส่งกองทัพมหาอาณาจักรเกาะครีทมายึดครองเป็นเมืองขึ้น จัดการอบรมให้มีมาตรฐานคุณธรรมที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข พลเมืองส่วนใหญ่จึงหันมาประกอบอาชีพถูกต้องตามกฎหมาย และค่อยๆร่ำรวยขึ้นตามลำดับ และเพราะเหตุที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ ไม่ถูกจำกัดด้วยอาณาบริเวณและโอกาสใช้ทรัพยากร ในที่สุดเมืองขึ้นก็มีศักยภาพที่จะสลัดแอกการเป็นเมืองขึ้นโดยประกาศอิสรภาพป้องกันตัวเองได้และบริหารกันปกครองได้อย่างดี โดยมีหลักฐานว่าทายเรินส์สร้างวังและกำแพงป้องกันตัวเองอย่างแข็งแรงเป็นพิเศษได้เป็นแห่งแรก นครรัฐอื่นๆทยอยกันตั้งตัวได้ในลักษณะเดียวกันตามลำดับ   เหตุเกิดขึ้นในราวก.ค.ศ.1400 ก็พอดีตรงกับช่วงเวลาที่เกาะครีทแสื่อมอำนาจลงตามลำดับโดยยังไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริง การณ์เป็นเช่นนี้จนถึงสมัยที่โฮว์เมอร์เล่าเป็นมหากาพย์นั้น ก็พอจับเค้าประวัติศาสตร์ได้ว่า นครรัฐเมอซีนิพัฒนาตัวเองเป็นมหาอาณาจักรคุมมหาอาณาจักรโดยรอบเป็นบริวารรวมทั้งทายเรินส์ด้วย ยิ่งกว่านั้นยังปรากฏด้วยว่าเกาะครีททั้งหมดก็ตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอาณาจักรเมอซีนิด้วยจนกว่าเอเธนส์จะยึดความเป็นใหญ่มาได้ ซึ่งก็จะเป็นเรื่องราวของอารยธรรมเอเธนส์ต่อไป

ที่ตั้งของทายเรินส์ไม่เหมาะที่จะทำหน้าที่ศูนย์กลางบริหารมหาอาณาจักร เพราะอยู่ใกล้ทะเลเกินไปที่จะป้องกันตัวเองได้ทันท่วงทีจากการปล้นของโจรสลัดและการรุกรานจากมหาอำนาจทางทะเล ส่วนเมอซีนิอยู่ในระยะห่างจากชายทะเลพอที่จะเตรียมตัวต่อสู้ได้ทันการเมื่อมีเหตุร้ายดังกล่าวข้างต้น ทั้งไม่ห่างไกลเกินไปจนไม่สะดวกที่จะเคลื่อนกองทัพลงเรือไปทำพันธกิจ

อารยธรรมเมอซีนิ

เกิดขึ้นในฐานะเป็นเมืองลูกขึ้นกับทายเรินส์ กำแพงสร้างด้วยหินก้อนมหึมาตามแบบของทายเรินส์ แต่ครั้นเผ่าอเคียนเป็นใหญ่ก็กลายเป็นเมืองมหาราชและเป็นเมืองของแอกเกอเมมนัน(Agamemnon)จอมทัพกรีกที่ยกไปล้อมและทำลายกรุงทรอยในราวก.ค.ศ.1194-1184

อารยธรรมทรอย

ชลีมานนักขุดคุ้ยเมืองโบราณพบว่าทรอยเป็นที่ตั้งของเมืองซ้อนกันอยู่ถึง 9 ชั้น ชั้นต่ำสุดแน่นอนว่าเคยเป็นหมู่บ้านใหญ่ของมนุษย์ยุคหิน ชั้นที่ 2 ถัดขึ้นมาเป็นเมืองเจริญมากในยุคสัมฤทธิ์ถูกเผาพังทลาย ชลีมานคิดว่าเป็นกรุงทรอยถูกเผา แต่ไม่น่าจะใช่ เพราะถูกเผาในราวก.ค.ศ.1600 ก่อนกรุงทรอยตัวจริง 500 ปี ซึ่งควรจะอยู่ที่ชั้นที่6 ที่ถูกเผาในราวก.ค.ศ.1184 ทั้งหมดแสดงว่าทรอยเป็นชัยภูมิที่ดีมาก นอกจากดินดีมีแร่แล้วยังตั้งด่านเก็บภาษีเอาจังกอบจากพ่อค้าที่ขนสินค้าผ่านไปมาระหว่างยุโรปกับเอเชียได้มาก  เพราะจะเรียกเก็บเท่าไรก็ต้องจ่าย มิฉะนั้นผ่านไม่ได้ สินค้าเสียหาย ไม่จ่ายไม่ว่า แต่ไม่จ่ายก็ผ่านไม่ได้ จะเอาอย่างไรก็ตามใจ ที่รัฐต่างๆของชาวกรีกและไม่กรีกลงขันกันมาช่วยกันเผาเมืองก็น่าจะเป็นเพราะต้องการเปิดเส้นทางค้าขายมากกว่าสาเหตุอื่น เรื่องปารีสหลงรักนางเฮเลนน่าจะเป็นจินตนาการเชิงกวีมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง  เมื่อทหารกรีกเผากรุงทรอยราบแล้ว ก็ยังมีการสร้างเมืองที่ทรุดแล้วสร้างไหม่อีกถึง 3 ครั้ง 3 ครา จะอยู่ในความควบคุมของชาวกรีกหรือไม่หาใช่ประเด็นสำคัญไม่ สำคัญที่ว่าไม่เก็บภาษีมหาโหดจนการค้าสะดุดก็เป็นใช้ได้ ครั้นตกเป็นของแอลเลิกแซนเดอร์แและของมหาอาณาจักรโรมันก็หมดปัญหา เพราะทุกคนผ่านฟรี และปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย นี่คือเสน่ห์ของมหาอาณาจักร

โฮเมอร์กับประวัติศาสตร์กรีก

เคยเชื่อกันว่าโฮเมอร์(Homer)เป็นนามของนักประพันธ์เอกและคนแรกของภาษากรีก แต่งร่ายมหากาพย์เรื่องอีเลียดและอดีสสิ ด้วยจินตนาการและความจำ เพราะตาบอด แต่งเรียบเรียงมหากาพย์ แล้วเร่ร่อนไปร้องลำนำหากินตามหัวเมืองต่างๆ โดยเฉพาะในราชสำนัก ในวังเจ้านายและในแหล่งที่มีการจัดงานรื่นเริง หากินอย่างนี้ไปจนตาย ตายแล้วก็มีผู้จำได้คนละท่อนสองท่อนเอาไปหากินต่อ แต่ไม่มีใครเด่นดังดั่งโฮเมอร์ ต่อมาจึงมีผู้คิดรวบรวมรวมเล่มไว้เป็นตัวบทศึกษาและแปลเป็นภาษาต่างๆเรื่อยมาจนทุกวันนี้

นักประวัติศาสตร์ปัจจุบันบางคนไม่เชื่อแบบสุดขั้วว่าชื่อโฮเมอร์ไม่น่าจะมีตัวตนจริง แต่เป็นชื่อสมมุติคนเก่งอย่างศรีธนนชัย  บางคนลดหย่อนความไม่เชื่อลงมาหน่อยว่าอาจจะมีคนชื่อโฮเมอร์จริงเกิดหลังสงครามกรุงทรอยอย่างน้อย100ปีคือระหว่างก.ค.ศ.1050-850 มีหลักฐานประวัติศาสตร์อ้างที่เกิดของโฮเมอร์ไว้7แห่ง  ที่แน่ก็คือเป็นชาวเผ่าอโอว์เนียน เพราะมหากาพย์ดั้งเดิมเป็นภาษากรีกสำนวนอโอว์เนียน โฮเมอร์คนเดิมคงได้แต่งและใช้ร้องหากินไว้นิดหน่อย มีคนเอาไปใช้หากินต่อ แล้วก็ดัดแปลงบ้าง แต่งเติมบ้าง บางคนอาจจะตาบอดจริง โฮเมอร์ตัวจริงอาจจะตาบอดจริงหรือผู้เล่าต่อเติมเพื่อให้ดูขลังก็ไม่อาจฟันธงได้ ในวงการศึกษาจึงตกลงกันว่า เมื่ออ้างโฮเมอร์เฉยๆก็ให้เข้าใจว่าหมายถึงมหากาพย์กรีก2เล่มของโฮเมอร์ หรือเรื่องราวปรัมปราในมหากาพย์2เล่มดังกล่าว ในการศึกษาของเราจะใช้ข้อกำหนดนี้ หากต้องการพูดถึงตัวบุคคลสมมุติที่ยกให้เป็นเจ้าของเรื่อง(the author)ก็จะใช้คำว่า”กวีโฮเมอร์”

มีอะไรในโฮเมอร์หรือมหากาพย์ปรัมปรากรีก

เพลโทว์ได้ให้ข้อแนะนำไว้ว่าห้ามเยาวชนอ่านโฮเมอร์และห้ามใช้โฮเมอร์เป็นตำราเรียน เพราะตัวอย่างไม่ดีจากชีวิตของเทพ จะเป็นข้ออ้างที่เยาวชนจะยกขึ้นอ้างเพื่อประพฤติตาม แต่ผู้จบการศึกษาแล้วโดยเฉพราะอย่างยิ่งนักปรัชญาที่รู้ทฤษฎีตีความอย่างดีแล้วควรอ่านด้วยวิจารณญาณ เพื่อเอาความหมายมากำหนดปรัชญาและจริยธรรม จึงมีนักวิจารณ์ช่วยกันตีความให้กระจ่างต่อมา

เรามาดูข้อสรุปของนักประวัติศาสตร์ปัจจุบันเสียก่อนซึ่งพอจะสรุปได้ว่า บนผืนแผ่นดินกรีซมีมนุษย์ยุคหินใหม่พัฒนาความเจริญมาคู่คี่กับความเจริญของเกาะครีทตั้งแต่ก.ค.ศ.10000 แต่พอรู้จักใช้สัมฤทธิ์ตั้งแต่ก.ค.ศ.3400 เป็นต้นมาชาวเกาะครีทมีสัมฤทธิ์ใช้ได้คล่องสะดวกกว่ามาก จึงเริ่มล้ำหน้า ครั้นรู้จักต่อเรือและเดินเรือเก่งกว่าก็หารายได้พิเศษด้วยการเป็นโจรสลัดปล้นเรือสินค้าเอาทรัพยากรมาสร้างวังและเมืองได้เร็วกว่าและมั่นคงกว่า สามารถสร้างกองทัพเรือซึ่งทำหน้าที่เป็นราชนาวีป้องกันประเทศชาติและเป็นโจรสลัดปล้นเพื่อประเทศชาติควบคู่กันไป สามารถขยายอิทธิพลยึดเป็นเมืองขึ้นและเขตอิทธิพลไปทั่วเกาะแก่งในทะเลอีเจียนและตามชายผั่งรอบๆทะเลอีเจียน จอมจักรพรรดิตัวจริงและราชวงศ์น่าจะอยู่ในช่วงก.ค.ศ.2100ซึ่งเป็นช่วงสร้างทัพเรือเพื่อปราบโจรสลัดแทนเป็นโจรสลัดเสียเอง

ก.ค.ศ.2000 ชาวเผ่าอารยันเริ่มแทรกซึมกรีซทั่วไป เผ่าอเคียนล่องลงใต้สุด เผ่าอโอว์เนียนแทรกชีมภาคกลาง เผ่าอีเออเลียนแทรกซึมภาคเหนือและเกาะแก่งในทะเลอเดรียถิก เผ่าดอร์เรียนมาล่าสุด ป้วนเปี้ยนดูเชิงตามชายแดนภาคเหนือสุด

ก.ค.ศ.1600 เผ่าอเคียนเป็นนักรบที่ฉลาด รบเก่ง ใจกล้า รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว รู้จักประเมินว่าชาวพื้นเมืองมีความรู้สะสมมากกว่าตน ก็ยอมให้ผู้รบแพ้เป็นครูสอนจนมีความรู้มากกว่าชาวพื้นเมืองเจ้าของสถานที่ ในไม่ช้าก็ยึดอำนาจการปกครองนครรัฐทีร์เรินส์ได้และ ขยายอำนาจต่อไปในภาคใต้และเกาะแก่งจนเป็นใหญ่เหนือเกาะครีทและเกาะแก่งทั้งหลาย

ก.ค.ศ.1582 ชาวอโอว์เนียนเน้นการเรียนรู้จากชาวพื้นเมืองมากกว่าชาวอเคียนเสียอีก ยึดอำนาจการปกครองเอเธนส์ได้ ประกาศเป็นเอกราชจากเกาะครีท สร้างมหานครรัฐเอเธนส์

ก.ค.ศ.1450 เผ่าอเคียนข้ามทะเลไปยึดอำนาจเกาะครีท ตั้งมหานครรัฐนาสสัสใหม่

ก.ค.ศ.1400 เผ่าอเคียนสร้างมหานครรัฐเมอซีนิ

ก.ค.ศ.1313 ชาวเฟอนีเชินสร้างมหานครรัฐธีบส์ (Thebes)

ก.ค.ศ.1283 ชาวอเคียนสร้างมหานครรัฐเอลเลิส(Ellis)

ก.ค.ศ.1261-1209 ช่วงชีวิตของเฮร์เรอขลิส(Heracles)หรือเฮอร์คิวลิส(Hercules)นักบุญผู้กล้าหาญเสียสละปราบยุคเข็ญของศาสนากรีก

ก.ค.ศ.1250 ชาวพื้นเมืองเอเชียไมเนอร์สร้างมหานครรัฐทรอยครั้งที่ 6

ก.ค.ศ.1213 สงครามสามัคคี7ทัพอเคียนยึดอำนาจธีบส์จากเฟอนีเชิน

ก.ค.ศ.1192-1182 สงครามกรุงทรอยอันนำความย่อยยับแก่ทั้ง2ฝ่าย

ก.ค.ศ.1104 เผ่าดอร์เรียนบุกแหลก เปลี่ยนโฉมดินแดนกรีซหลังสงครามกรุงทรอย

หลังสงครามทรอย

1.ทรอยฟื้นตัวได้เอง สร้างเมืองใหม่ต่อมาอีก3ครั้ง คือทรอยชั้นที่7-9

2.เผ่าอเคียนอ่อนแอ ได้เวลาพอดีกับที่ชาวเผ่าดอร์เรียนบุกแหลก เผ่าอเคียนเสียเมืองสำคัญทุกแห่งรวมถึงอำนาจบนเกาะครีท ชาวอเคียนบางส่วนอพยพไปตั้งนครรัฐอิสสระใหม่ทางภาคใต้ของอิตาลีและกลายเป็นชาวโรมันไป

3.เผ่าอโอว์เนียนรักษานครรัฐเอเธนส์ไว้ได้ แต่สูญเสียอำนาจในรัฐบริวารทั้งหมด ส่วนหนึ่งอพยพไปตั้งกลุ่มนครรัฐอโอว์เนียในเอเชียไมเนอร์ตอนตะวันตกเฉียงใต้ บางส่วนอพยพไปตั้งนครรัฐใหม่ที่อิตาลีใต้และกลายเป็นชาวโรมันไป

4.ได้โฮเมอร์ในเวลาต่อมา คือมหากาพย์2เรื่องที่เล่าเรื่องสงครามทรอยที่พัวพันกับน้ำพระทัยของเทพเทวีในสวรรค์ตามความเชื่อของผู้นับถือศาสนาด้วยกระบวนทรรศน์ที่1ดึกดำบรรพ์ มหากาพย์โฮเมอร์จึงเป็นเรื่องราวของชาวอเคียนที่เชื่อกระบวนทรรศน์ที่1อย่างเต็มตัว แต่ผู้เรียบเรียงเป็นชาวอโอว์เนียนที่ได้รับผลเสียจากสงครามทรอยอย่างเต็มๆ คือ ต้องรี้ภัยสงครามโดยชาวดอร์เรียนบุกแหลก อพยพไปอยู่ในอาณานิคมอโอเนียนในเอเชียไมเนอร์ซึ่งกำลังเปลี่ยนกระบวนทรรศน์จากดึกดำบรรพ์เป็นกระบวนทรรศน์โบราณ คือเปลี่ยนจากความเชื่อว่าความจริงและความถูกต้องทั้งหมดแล้วแต่น้ำพระทัยของเบื้องบนจะแสดงลงมา มนุษย์ไม่มีสิทธ์ใช้ปัญญาขัดแย้งตอบโต้ เปลี่ยนมาเป็นแนวคิดที่ว่าความจริงและความถูกต้องมีกฎตายตัวเป็นเกณฑ์ซึ่งแม้แต่เทพสูงสุดก็ไม่ได้รับการยกเว้น มนุษย์มีสิทธิ์รู้และยึดถือโดยไม่แคร์ผู้ฝ่าฝืนกฎ ผู้แต่งมหากาพย์จึงต้องใช้ความรู้ความสามารถที่จะต้องประนีประนอมให้ลงตัวระหว่างการแสดงของตัวละครในเรื่องคือชาวอเคียนและชาวทรอยซึ่งสมมุติว่ามีกระบวนทรรศน์เดียวกันกับชาวอเคียน ในขณะเดียวกันก็พยายามแทรกความเชื่อตามกระบวนทรรศน์ใหม่ของตนว่าทุกอย่างมีเกณฑ์ตายตัวนิรันดรเป็นมาตรฐาน ตรงนี้เป็นจุดสนุกและน่าสนใจเป็นพิเศษของมหากาพย์โฮเมอร์

  1. โฮเมอร์เป็นเรี่องราวของชาวอเคียน เล่าโดยชาวอโอว์เนียน และนำไปเผยแพร่เป็นคัมภีร์ศาสนาของชาวกรีกและโรมันที่นับถือศาสนาแบบชาวบ้านที่ยังจมปรักอยู่ในกระบวนทรรศน์ที่1ดึกดำบรรพ์
  2. ชาวอโอเนียนและนักปรัชญากรีกโรมันอื่นๆ จะใช้โฮเมอร์เป็นตัวบทเพื่อวิจารณ์แง่ลบของการนับถือศาสนาด้วยกระบวนทรรศน์ที่1 และเสนอแนะแนวคิดและการปฏิบัติแบบกระบวนทรรศน์ที่2 ที่ทันสมัยกว่าขึ้นแทน ซึ่งเป็นต้นแบบของปรัชญาสากลที่เรายังใช้เป็นต้นแบบเพื่อวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธานกันอยู่ทุกวันนี้ตามครรลองของกระบวนทรรศน์ยุคกลาง นวยุค และหลังนวยุคตามระเบียบ

บรรณานุกรม

Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.

Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.

Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006

Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

Pierre,Teilhard de Chardin

chatdin

Teilhard de Chardin, Pierre เตยารด์ เดอ ชาร์แดง

ผู้แต่ง : กันต์สินี  สมิตพันธ์

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

เตยารด์ Pierre Teilhard de Chardin (1881-1955) เป็นชาวฝรั่งเศส เป็นนักบวชในคริสต์ศาสนาและเป็นนักมานุษยวิทยาก่อนที่จะเป็นนักปรัชญาลัทธิวิวัฒนาการนิยม (evolutionism) เคยเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เซี่ยงไฮ้และร่วมการขุดค้นซากมนุษย์ปักกิ่ง ท่านเห็นว่าความเชื่อในศาสนาไม่น่าจะขัดแย้งกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ แต่ประการใด

Continue reading “Pierre,Teilhard de Chardin”

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (150)

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ
ชลีมานน์เพี้ยนอย่างมีคุณค่า
ฮายน์รีช ชลีมานน์(Heinrich Schliemann 1822-1893) เป็นชาวเยอรมัน บิดาเป็นคนสนใจและสนุกกับทุกๆเรื่องที่เกี่ยวกับชาวกรีกโบราณรู้อะไรมาก็ชอบที่จะเอามาเล่าให้ลูกชายของตนฟังซึ่งก็ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจเป็นพิเศษตัวเองจำได้ดีว่าตอนยังเป็นเด็กเคยได้ยินคุณพ่อปรารภหลายต่อหลายครั้งจนจำได้แม่นยำทุกคำพูดว่า

“เสียดายจริงๆที่กรุงทรอยถูกทำลายราบไม่เหลือซากให้ยืนยันได้เลยว่าเคยมีกรุงทรอยอยู่จริงบนพื้นปฐพี”

ทีเแรกก็เชื่อว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะคิดว่าเรื่องกรุงทรอยเป็นเรื่องเล่าเพื่อความบันเทิงโดยแท้ตอนนั้นเพิ่งมีอายุรู้ความยังไม่สำนึกว่ามีเรื่องราวประวัติศาสตร์ต่างหากจากเรื่องเล่าสนุกๆต้องรอถึงอายุ 8 ขวบจึงเริ่มรู้สำนึกถึงความต่างดังกล่าวเรื่องแรกที่ประเดิมความสำนึกก็คือเรื่องกรุงทรอยที่คุณพ่อเชื่อว่าเป็นเพียงนิยายสนุกๆแต่งเสริมความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของชาวกรีกโบราณ ตกลงใจว่าจะไม่เชื่อคุณพ่อในเรื่องนี้จึงตั้งใจโดยพลการว่าโตขึ้นเป็นตัวของตัวเองเมื่อใดจะต้องไปหาความจริงให้ได้ว่ามีอะไรบ้างที่บ่งบอกว่าเป็นหลักฐานประวัติศาตร์ของกรุงทรอยจึงตั้งใจใฝ่รู้ทุกอย่างที่คิดว่าจะช่วยให้ทำได้สำเร็จคือ สนใจเรียนภาษากรีกและละตินเพื่ออ่านเรื่องของกรุงทรอยในภาษาดั้งเดิมของผู้บันทึกเรื่องที่ตนต้องการรู้อายุ 10 ขวบก็สามารถเขียนเรียงความเรื่องกรุงทรอยให้บิดาอ่านได้รู้เรื่อง

ค.ศ.1836 อายุ 14 ปีเรียนได้แค่จบชั้นประถมศืกษาก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะฐานะทางบ้านไม่สามารถส่งเสียให้เรียนต่อไปได้ต้องหางานทำหารายได้ช่วยฐานะของครอบครัวโดยสมัครทำงานเป็นลูกจ้างร้านโชห่วยแห่งหนึ่งทำอยู่ 5 ปีไม่มีอะไรดีขึ้นแต่หมดภาระช่วยครอบครัวแล้วจึงหางานใหม่ได้ตำแหน่งกลาสีเรือเดินสมุทรจากฮามบวร์ก (Hamburg)ไปแอฟริกาใต้เรือวิ่งลงใต้ในมหาสมุทรแอตแลนติกเลาะตามชายฝั่งจากฮามบวร์กได้ 12 วันเรือโดนพายุใหญ่คลื่นแรงเกินพิกัดอับปางลงสู่ท้องมหาสมุทรชลีมานน์อาศัยเรือกู้ชีพลอยเท้งเต้งอยู่ 9 ชั่วโมงเรือพามาเกยตื้นบนชายหาดประเทศเนเธอร์แลนด์ขาดการติดต่อกับทางบ้านต้องช่วยตัวเองพยายามเรียนภาษาท้องถิ่นและหางานทำเริ่มคล่องตัวเมื่อได้ตำแหน่งเลขานุการของบริษัทแห่งหนึ่งมีเงินเดือนประจำขั้นแรก 50 เหรียญเขาใช้เพียงวันละ1เหรียญเพื่อความอยู่รอดนอกนั้นใช้เพื่อการศึกษาทุกอย่างที่อยากรู้ ค.ศ.1847 อายุ 25 ปีก็เปิดบริษัทของตนเองทำธุรกิจอยู่ 10 ปีรู้สึกว่ามีเงินมากพอที่จะทำอะไรที่อยากจะทำและเชื่อว่าได้สะสมความรอบรู้พอสำหรับค้นคว้าเรื่องกรุงทรอยที่รอคอยให้ความฝันผันสู่ความจริง

เขาเลหลังกิจการค้าทั้งหมดเพื่อรวบรวมเงินไปใช้ดำเนินการถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงจ้างผู้บริหารให้ดำเนินการแทนเพื่อเอากำไรมาใช้จ่ายในงานวิจัยแต่สมัยนั้นทำได้แค่รวบรวมเงินฝากธนาคารเพื่อเอาดอกเบี้ยไปใช้ในงานวิจัยได้อย่างไม่เหือดแห้งเราไม่ว่ากันในเรื่องนี้เพราะแต่ละยุคสมัยก็มีวิธีการที่เหมาะสมของตนในระหว่างที่ทำธุรกิจเขาบริหารงานเองควบตำแหน่งเจ้าของและผู้จัดการเขาเดินทางไปติดต่อธุรกิจในประเทศต่างๆ ด้วยตนเองไปที่ไหนก็เรียนภาษาของท้องถิ่นนั้นซึ่งเขามีพรสวรรค์ที่จะเรียนรู้ได้เร็วด้วยวิธีการยอดเยี่ยมคือเดินทางไปประเทศไหนก็พยายามเรียนความรู้พื้นฐานของภาษาราชการของที่นั้นไปล่วงหน้าและเมื่อเดินทางไปสู่ประเทศนั้นจริงๆแล้วก็พยายามใช้ภาษานั้นอย่างเต็มที่พร้อมทั้งใช้พจนานุกรม 2 ภาษาเขียนบันทึกความจำในสมุดบันทึกประจำวันของตนอย่างมากที่สุดส่วนที่จนใจจริงๆ จึงใช้ภาษาเยอรมันแทรกขัดจังหวะดังนั้นพอเลิกค้าขายเขาก็ใช้ภาษาเหล่านี้ได้ดีพอสมควรทีเดียวคือภาษาอังกฤษฝรั่งเศสดัตช์สเปนปอร์ตุเกสอิตาเลียนรัสเซียสวีเดนโปแลนด์และอาหรับรวม10 ภาษาพอดีไม่รวมภาษาเยอรม้นละตินและกรีกโบราณซึ่งได้เรียนมาจากโรงเรียนใกล้บ้านครั้นจัดการเลหลังบริษัทได้เรียบร้อยแล้วก็ไปตั้งหลักที่ประเทศกรีซเพื่อเรียนภาษากรีกทั้งโบราณและปัจจุบันและเขาก็ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วทั้ง 2 ภาษาภายในเวลาอันรวดเร็วจึงรู้สึกว่าตนพร้อมจะหาคำตอบที่ได้ตั้งเอาไว้ตั้งแต่วัย 8 ขวบขณะนี้อายุได้ 48 ปีแล้วใช้เวลาเตรียมตัวทั้งหมด 40 ปีโดยมีเป้าหมายชัดเจนตลอดเวลา ภรรยาของเขาซึ่งไม่มีทายาทด้วยกันรับไม่ได้กับการเปลี่ยนวิถีชีวิตเขาจึงยอมหย่ากับเธอโดยแบ่งทรัพย์สินให้ไปส่วนหนี่งแล้วประกาศหาคู่ใหม่โดยให้ส่งรูปถ่ายมาประกวดเขาเลือกหญิงสาวอายุ 19 ปีโดยให้สินสอดแก่พ่อแม่เจ้าสาวอย่างคุ้มได้ทายาทเป็นหญิง 1 ชาย 1 ได้ฤกษ์เดินทางไปสู่เมืองโทรเอิด (Troad) มุมตะวันตกเฉียงเหนือของเอเชียไมเนอร์ซึ่งชลีมานน์เชื่อว่าน่าจะเป็นที่ตั้งของกรุงทรอยซื้อบ้านพักที่นั่นเพื่อเป็นที่อยู่ถาวรของตนและครอบครัว

ทำการเจรจากับรัฐบาลตุรกีเป็นเวลา1 ปีจึงได้รับอนุญาตให้ขุดเพื่อการศึกษาได้ภรรยาให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันตลอดเวลาเขาจ้างคนงานทันที 80 คนทำงานเต็มเวลาทำงานกันอยู่ 1 ปีจึงเริ่มเห็นผลเป็นขั้นแรกคือพบหีบใบใหญ่บรรจุเครื่องประดับทองคำและเงินนับได้ 90,000 ชิ้นเขารีบกอบใส่ผ้าคลุมไหล่ของภรรยารวบปากห่ออุ้มไปเข้ากระท่อมที่พักปิดประตูใส่กลอนตรวจสอบดูให้แน่ใจว่าตรงกับวรรณกรรมของโฮเมอร์
ก่อนหอบกลับบ้านพักและเก็บใว้อย่างดีพร้อมแพร่ข่าวทางหนังสือพิมพ์ว่าเขาได้ขุดพบหีบสมบัติของกรุงทรอยแล้วแต่ก็มีผู้สงสัยว่าเขาอาจจะกุข่าวโดยสร้างหลักฐานปลอมขึ้นมาหลอกลวงมวลชนผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีไปตรวจเช็คดูพากันรับรองเป็นเสียงเดียวกันว่าของจริง ชลีมานน์สมหวังสั่งให้ลุยขุดกันต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งพบว่ามีการสร้างเมืองทับซ้อนกันอยู่ถึง 9 ชั้นจึงมอบให้ผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ดูว่าชั้นไหนเป็นกรุงทรอยที่ถูกทำลายโดยกองทัพกรีกตามมหากาพย์ของโฮเมอร์

ในเมื่อหาหลักฐานชี้ขาดไม่ได้เขาจึงทิ้งงานขุดค้นกรุงทรอยไว้แค่นั้นก่อนเดินทางไปหาแหล่งที่เชื่อว่าเป็นวังของจอมทัพแอกเกอเมมนัน (Agamemnon) แห่งเมอซีนิ (Mycenae) จอมทัพกรีกผู้สั่งเผากรุงทรอยก็พบวัตถุโบราณมากมายตามเป้าหมายเขาเล็งไปขุดหาที่ตั้งของทายเรินส์ (Tiryns) และก็ได้พบกำแพงหินก้อนมหึมาที่โฮเมอร์เล่าว่ายักษ์ซายคลัพ์สร้างไว้เขาถึงแก่กรรมขณะที่กำลังสนุกกับงานในปีค.ศ.1893 รวมอายุได้ 71 ปีปริศนาที่เขาทิ้งไว้ให้นักโบราณคดีต้องหาคำตอบให้ได้ก็คือวัตถุโบราณที่ค้นพบเหล่านี้มีอายุเก่าแก่กว่าสงครามกรุงทรอยอยู่มากใครเป็นผู้ทำหลักฐานเหล่านี้ไว้อย่างน้อยก็รู้ว่าวัตถุโบราณของทายเรินส์เก่าแก่กว่าของเมอซีนิทายเรินส์ในปรัมปรา

ทายเรินส์ก่อตั้งเป็นนครรัฐโดยชาวพื้นเมืองเดิมของกรีซก่อนการเข้าครอบครองโดยชาวเผ่าอารยันโดยเจ้าชายจากนครรัฐอาร์กัส(Argos)ที่ตั้งอยู่ก่อนเรื่องมีอยู่ว่า สมัยที่อาร์กัสปกครองโดยกษัตริย์แอบเบิส (Abas) ซึ่งสืบเชื้อสายจากเทวราชซูสกับอายโอว์ เจ้าหญิงแห่งเฝอนีเฉอ (Phoenicia) พระองค์ทรงมีพระโอรสแฝด 2 นามว่า อครีสเฉิส (Acrisius) กับเผรออีเถิส (Proetus) ซึ่งวิวาทเพราะไม่ยอมเสียเปรียบกันมาโดยตลอด

ส่วนพระราชบิดาก็มุ่งหวังอบรมให้ช่วยกันดูแลราชอาณาจักรจึงทรงแต่งตั้งให้อครีสเฉิสเป็นกษัตริย์และเผรออีเถิสเป็นอุปราช ครั้นแอบเบิสสิ้นพระชนม์ลงอคริสเฉิสก็สั่งเนรเทศเผรออีเถิสออกจากราชอาณาจักรทันที เผรออีเถิสลี้ภัยไปพึ่งกษัตริย์อายเออเบถิสแห่งลีสเฉอ(Iobates of Lycia) ซึ่งรับเป็นบุตรเขยและให้กองทัพไปชิงราชสมบัติ พี่น้องรบกันอย่างดุเดือดที่สุดโดยไม่มีเครื่องชี้บ่งว่าฝ่ายใดจะชนะ พี่น้องจึงยอมทำสัญญาหยุดรบและแบ่งเขตกันปกครอง โดยให้เผรออีเถิสไปสร้างเมืองหลวงเอาใหม่ทางภาคตะวันออกติดชายทะเลที่ทายเรินส (Tiryns) มีอำนาจปกครองถึงเมอซีนิ (Mycenae) และสพาร์เถอ (Sparta) ด้วย

เผรออีเถิสระดมชาวเผ่าซายขลับส์ (Cyclops แปลว่าตากลม) มาขนหินก้อนใหญ่ๆ มาสร้างกำแพงให้แข็งแรงกว่ากำแพงใดๆ ที่เคยสร้างกันมา ต่อมาก็คุมกองทัพไปประหารชีวิตอคริสเฉิสชิงอาณาจักรอาร์กัสเป็นของตนทั้งหมด ต่อมาหลานตาของอคริสเฉิสนามว่าเผอร์ซีเอิส (Perseus) ก็กลับมาสังหารเผรออีเถิสชิงอำนาจและล้างแค้นได้สำเร็จโดยเปิดให้ดูหน้าของเมอดูเสอ (Medusa) พลันเผรออีเถิสก็กลายร่างเป็นแท่งศิลาไป

ต่อมาโอรสของเผรออีเถิสนามว่าเมกเกอเพนธิส (Megapenthes) ก็สังหารเผอร์ซีเอิสชิงอำนาจและล้างแค้นแทนบิดาได้สำเร็จได้ครองบัลลังก์มหาอาณาจักรอาร์กัสต่อม า6 รัชกาลเออรีสถิส (Orestes) แห่งราชวงศ์เอเทรียส (Atreus) ซึ่งสืบเชื้อสายจากเทวราชซูสก็ได้ครองมหาอาณาจักรอาร์กัสเรื่อยมาจนถึงเฮร์เรอขลิสหรือเฮอร์คิวลิส(Heracles, Hercules)

ต่อจากนั้นก็จะเข้ายุคประวัติศาสตร์ของอารยธรรมทายเรินส์และเมอซีนิซึ่งเป็นอารยธรรมแรกบนผืนแผ่นดินใหญ่กรีซก่อนที่ชาวอารยันจะเข้ามาจุ้นจ้านสร้างอารยธรรมกรีก__

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (148)

อารยธรรมครีทฐานของอารยธรรมกรีก

กาลานุกรมของเกาะครีท
ก.ค.ศ.10000 พบร่องรอยอารยธรรมมนุษย์ยุคหินใหม่
ก.ค.ศ.3400 เริ่มอารยธรรมแบบมีนนวล(Minoan) รู้จักใช้สัมฤทธิ์ มีศูนย์กลางที่นาสสัส(Knossos) ส่งอิทธิพลถึงชายฝั่งกรีซและเกาะแก่งในทะเลอีเจียน
ก.ค.ศ.3000 ทำเหมืองทองแดงบนเกาะไซปรัสภายใต้อำนาจของนาสสัส
ก.ค.ศ.2870 เริ่มนครรัฐทรอย
ก.ค.ศ.2100 รุ่งโรจน์ของอารยธรรมครีทของชาวพื้นเมือง สร้างวังนาสสัสและอื่นๆ
ก.ค.ศ.1900 เผาทำลายอารยธรรมพื้นเมืองโดยชาวพื้นเมือง
ก.ค.ศ.1600 สร้างวังชุดที่ 2 บนเกาะครีท เริ่มอารยธรรมอเคียน(Achaean)ผสมพื้นเมืองกรีก เผ่าอารยันแทรกซึมบนผืนแผ่นดินใหญ่ทั่วไป
ก.ค.ศ.1582 นครรัฐเอเธนส์เป็นอิสระจากอำนาจครีทโดยปฐมกษัตริย์ซีครัพส์ (Cyclops)
ก.ค.ศ.1500 เมอซีนิ(Mercene)ของเผ่าอเคียนเป็นนครรัฐอิสสระจากครีท
ก.ค.ศ. 1450 เผ่าอเคียนรุกรานเกาะครีทอารยธรรมครีทรุ่น2ถูกทำลาย
ก.ค.ศ.1400 สร้างวังทีร์เรินส์(Tiryns) และเมอซีนิเป็นศูน์กลางอำนาจของเผ่าอเคียน
ก.ค.ศ.1313 เริ่มนครรัฐทีบส์(Thebes)โดยแคดเมิส(Cadmus)
ก.ค.ศ.1283 ก่อตั้งนครรัฐเอลเลิส(Elis)โดยเพลลัพส์(Pelops)เผ่าอเคียน
ก.ค.ศ.1261-1209 บทบาทของเฮร์เรอขลิส(Heracles)
ก.ค.ศ.1250 บทบาทของTheseus, Minos, Oedipus, ทรอยรุ่งโรจน์
ก.ค.ศ.1225 การผจญภัยของวีรบุรุษอาร์เกอนอท(Argonaut)
ก.ค.ศ. 1213 สงครามเจ็ดทัพทำลายธีบส์
ก.ค.ศ.1192 เริ่มสงครามทรอย
ก.ค.ศ.1104 เผ่าดอร์เรียน(Dorian)เริ่มรุกรานและทำลายอารยธรรมครีทราบคาบ

ความลออของเกาะครีท
เกาะครีทเป็นส่วนหนึ่งของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีกวีและนักบรรยายมากมายแสดงความชื่นชมความสวยสดงดงามและความพิเศษต่างๆของทะเลนี้ด้วยสารพัดสื่อที่อาจจะหามาใช้ได้ ทั้งหมดนี้เกาะครีทย่อมมีส่วนด้วยในองค์รวม ที่สำคัญคือนอกจากอากาศดี ภูมิทัศน์งาม จูงใจให้อยู่อาศัยแล้ว ยังสรรค์สร้างผู้มีคุณภาพในทุกด้าน รวมถึงด้านการสร้างอาณาจักรยิ่งใหญ่อย่างมหาอาณาจักรมีนนวน มหาอาณาจักรกรีกของแอลเลิกแซนเดอร์ อาณาจักรโรมันของซีเสอร์
จะพิจารณาเฉพาะคำชมเกาะครีทและบริเวณโดยรอบคือทะเลอีเจียนเท่านั้น
วีล ดูเรินท์(Will Durant) ใน The Life of Greece, p.1 อ้างคำพูดของเพลโทว์ นักปรัชญาชาวกรีกโบราณ ที่กล่าวถึงทะเลอีเจียนที่มีเกาะครีทเป็นเพชรเม็ดงามกลางทะเลว่า “เราชาวกรีกตั้งหลักแหล่งกันเต็มชายฝั่งของทะเลแห่งนี้เหมือนฝูงกบปักหลักอยู่รอบๆบึง” (Phaedo, 109) นับว่าเพลโทว์เปรียบเทียบได้น่าฟังมาก เพราะขณะที่เพลโทว์เขียนนั้นเผ่าอารยันสายกรีกตั้งนครรัฐเป็นอิสสระกันนัวเนียตามชายฝั่งทั้งบนผืนแผ่นดินกรีซ และมากกว่านั้นอีกก็คือตามชายฝั่งของแผ่นดินรอบๆทะเลเมดิเตอร์เรเนียนรวมทั้งชายฝั่งรอบเกาะแก่งทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาะครีท มีชาวเผ่าอารยันสายกรีกตั้งนครรัฐกันระเกะระกะ เช่น ตามชายฝั่งสเปนมี Hemeroscopiumและ Ampuriasตามชายฝั่งฝรั่งเศสมี Marseilles และNice ตามชายฝั่งแอฟริกาเหนือมี Cyrene ที่ปากแม่น้ำไนล์มี Naucratis ตามชายฝั่งอิตาลีใต้ทั่วไป ตามชายฝั่งเอเชียไมเนอร์ทั่วไป ส่วนตามชายฝั่งทะเลดำก็คงจะเป็นชาวอารยันที่ยังปักหลักอยู่ที่เดิมไม่คิดจะอพยพออกนอกถิ่นเดิมนั่นเอง
พวกที่บังเอิญย้ายถิ่นมาพบลมฟ้าอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนเข้า คงถูกโฉลกมากๆ กระจายตัวกันเข้ายึดและไม่ยอมไปไหนต่อแล้ว เพราะอุณหภูมิปานกลาง ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป มี4ฤดูพอเหมาะพอเจาะ ในฤดูหนาวฝนตกเป็นหิมะปกคลุมดิน ให้ความชุ่มชื้นแก่ดินและรักษาดิน หมอกลงนิดหน่อยพอให้มีบรรยากาศ สมองทำงานได้ดี จินตนาการก็ได้รับการกระตุ้นรอบด้านโดยธรรมชาติที่มีสภาพหลากหลายสลับกันอย่างโรแมนติกให้ขยายผลได้ไม่รู้จบ ครั้นย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ หิมะละลายเป็นน้ำเก็บขังไว้ในแหล่งอุ้มน้ำมากมายทั้งใต้ดินและเหนือดินที่เป็นทะเลสาบงดงามด้วยทิวทัศน์ป่าและทุ่งหญ้าดารดาษด้วยดอกหญ้าราวปูพรม เข้าฤดูร้อนหมายถึงผลเก็บเกี่ยวที่สร้างงบดุลมั่นคง ฤดูใบไม้ร่วงสร้างสีสันจากใบไม้ที่เตรียมผลัดใบแต่ยังห่วงใยให้บริการอันสุนทรีจนถึงขณะหล่นล่วงจากต้นที่พร้อมยืนหยัดสู้ความหนาวเหน็บอย่างไม่เคยย่อท้อ ชาวเกาะครีทเป็นมนุษย์ยุคหินกลุ่มแรกที่หลงเสน่ห์ของลมฟ้าอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพะอย่างยิ่งของเกาะครีทซึ่งเห็นได้ลิบๆจากชายฝั่งชวนให้หลงใหล ลงทุนเสี่ยงตายทำแพโล้โต้คลื่นโต้ลมรอดตายขึ้นเกาะได้สำเร็จตั้งแต่ยังเป็นมนุษย์หินใหม่ ขึ้นเกาะได้ก็รู้สึกคุ้มเหนื่อย เพราะมองเกาะจากภายในแล้วยิ่งงามพริ้งกว่าที่เห็นจากระยะไกลลิบลับ ทั้งยังอุดมด้วยผลหมากรากไม้ ลมน้ำอากาศชื่นใจหนักหนา ในไม่ช้าจะพบต่อไปว่ามีสินแร่ให้พัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้และทำเครื่องดินเผาได้อย่างเหลือเฟือ พวกเขามีโอกาสพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และเกิดลูกหลานสืบสกุลที่มีคุณภาพ สามารถสร้างเมืองขึ้นมากมายและที่สุดเมืองนาสเสิสก็ได้รับการยอมรับเป็นมหานครศูนย์รวมใจแห่งความสามัคคีให้ไพร่ฟ้าหน้าใสได้ทำกินและอยู่เย็นเป็นสุขช้านานหลายร้อยปี จนถึงวาระไม่สามารถต่อต้านการแทรกซึมจากนอกได้ แม้จะออมชอมก็ไม่เป็นผล
ในขณะที่อารยธรรมมีนนวนกำลังรุ่งโรจน์อยู่นั้น ชาวเกาะครีทเป็นผู้นำในการต่อเรือและเดินเรือค้าขายทั่วทะเลอีเจียนโดยใช้คนโล้แจวมากกว่าใช้ใบเรือ เพราะลมมักจะหยุดพัดเป็นเวลาค่อนข้างนานเป็นเวลาหลายๆวัน พวกเขาไม่ต้องการเข็มทิศเดินเรือ เพราะไม่มีจุดใดในท้องทะเลอีเจียนที่อยู่ห่างจากเกาะหรือชายฝั่งเกิน40ไมล์ ซึ่งก็หมายความว่าไม่มีจุดใดในท้องทะเลที่มองไม่เห็นฝั่ง ยุคทองแห่งอารยธรรมที่เป็นจริงได้ครั้งหนึ่งก็มีอันต้องล้มละลายไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง

ผู้ขุดคุ้ยอารยธรรมเกาะครีท
ค.ศ.1878 พ่อค้าชาวเกาะครีทพบวัตถุโบราณชิ้นแรกใต้พื้นดินข้างเนินทางทิศใต้ของเมืองหลวงปัจจุบัน
ค.ศ.1886 ชลีมานน์(Schliemann) นักขุดวัตถุโบราณมาแล้วที่ทรอยและเมอซีนิ ประเมินว่าที่เชิงเนินนั้นจะต้องเป็นที่ตั้งของเมืองนาสสัสโบราณ จึงติดต่อเจ้าของที่ดินขอซึ้อเพื่อทำการขุด เจ้าของที่ถือโอกาสโก่งราคา ชลีมานจากไปอย่างเสียอารมณ์ ต่อมาไม่นานก็ถึงแก่กรรม
ค.ศ.1893 นักโบราณคดีชาวอังกฤษนามว่าดร. อารเธอร์อแวนส์(Dr.Arthur Evans ) ได้ไปทัศนาจรกรุงเอเธนส์ เห็นเครื่องรางของขลังที่เป็นหินวัตถุโบราณวางขายอยู่เกลื่อนกลาดจึงเลือกซื้อมาจำนวนหนึ่ง สังเกตได้ว่ามีลายเส้นอะไรขยุกขยิกอยู่ ซึ่งอแวนส์เชื่อว่าน่าจะเป็นภาษาโบราณก่อนใช้ภาษากรีก แต่ก็หาผู้อ่านไม่ได้ เดาว่าน่าจะมาจากเกาะครีท จึงรีบเดินทางไปยังเกาะครีท พยายามสืบเสาะหาหลักฐานทุกอย่างเกี่ยวกับภาษาดังกล่าว เขาจับตาเป็นพิเศษ ณ บริเวณที่นายชลีมานน์(Schliemann) และสำนักฝรั่งเศส ณ เอเธนส์กำหนดว่าเป็นที่ตั้งของเมืองนาสสัส(Knossos)โบราณ เขากลับบ้านหาทุนและในปีค.ศ.1895 ก็หอบเงินมาซื้อที่ดังกล่าวได้ส่วนหนึ่งและในปีค.ศ.1900ก็ซื้อได้ทั้งหมด เขาเปิดงานขุดบริเวณดังกล่าวทันทีโดยจ้างคนงานถึง 150 คน ก็พบวังของราชวงศ์มีนนัส(Minos) ตรวจพบว่าตัววังมีความสลับซับซ้อนสมกับที่โฮว์เมอร์ได้อ้างไว้ในมหากาพย์ว่าดีเดอเลิส(Daedalus) ช่างก่อสร้างที่ถูกเนรเทศจากเอเธนส์มาสร้างวังลับแลแลบเบอรินธ์(Labirynth)ให้เป็นที่อยู่ของมีนเนอทอร์กระทิงเศียรมนุษย์(Minotaur)ที่กษัตริย์มีนนัสเชื่อว่าเป็นพระโอรส มหากาพย์เล่าว่าเอเธนส์มีพันธะต้องส่งหนุ่มสาวโสดบริสุทธิ์เป็นส่วยมาเลี้ยงมีนเนอทอร์ แสดงว่าเอเธนส์และนครรัฐอื่นๆบนผืนแผ่นดินใหญ่เคยเป็นเมืองขึ้นของครีท และเล่าต่อไปว่าเจ้าชายธีเสียส(Theseus)ได้ปลอมตัวเป็นส่วยส่งมาเป็นอาหารของมีนเนอทอร์และฆ่ามีนเนอทอร์ตายหลบหนีออกไปประกาศเอกราช ต่อมาครีทก็สูญเสียความเป็นผู้นำจนกลายเป็นอาณานิคมของชาวกรีกในที่สุด
อแวนส์ ได้พบว่าวังนาสเสิสเป็นเหยื่อไฟไหม้สูญเสียหนัก คงเหลือแต่ก้อนและแท่งศิลาน้อยใหญ่ให้พอศึกษาได้ ตัวหนังสือที่ติดอยู่กับหินเหล่านี้เป็นห้องสมุดใหญ่ที่ท้าทายให้ใครมาไขปริศนาอ่านออกมาให้ได้ อแวนส์เองทำตัวอย่างสันนิฐานโดยไม่อาศัยห้องสมุดดังกล่าวพิมพ์เป็นหนังสือ 4 เล่มเผยแพร่ในปีค.ศ.1936 แบ่งออกได้เป็น 3 ประเด็นสำคัญ คือ ชีวิตสังคม ชีวิตศาสนา ชีวิตวัฒนธรรม

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (147)

อารยธรรมลับแลของเกาะครีท
Will DurantในThe Life ofGreeceหน้า2 ได้พยายามดึงประวัติศาสตร์กรีซจากปรัมปรากรีกพอได้ความว่า
ก.ค.ศ.9000 มีหลักฐานว่าดินแดนกรีซเจริญขึ้นสู่ระดับอารยธรรมหินใหม่ ซึ่งถือว่าล้ำหน้ารายเฉลี่ยประมาณ1,000ปี เพราะWlliam Langer ในหนังสือ An Encyclopedia of World Historyขีดเส้นอารยธรรมหินใหม่ไว้ที่ประมาณ ก.ค.ศ.8000
ดินแดนกรีซของดูเรินท์ประกอบด้วย3ส่วน คือ Helladic, Cycladic,และ Minoanเฮลเลอดิคหมายถึงชาวพื้นเมืองเดิมก่อนที่ชาวกรีกเผ่าอารยันจะแทรกซึมเข้ามาและจะเรียกชาวพื้นเมืองเดิมเหล่านี้ว่าเผอแลสเจียน(Pelasgian)ซายเขลอดิคหมายถึงชาวหมู่เกาะทั้งหลายทางภาคเหนือของทะเลอีเจียนมีนนวลหมายถึงชาวหมู่เกาะทางภาคใต้ของทะเลอีเจียนมีเกาะครีทเป็นสำคัญทั้ง3อารยธรรมนี้รวมกันยังเรียกได้ว่าอารยธรรมอีเจียนซึ่งเจาะจงว่าหมายถึงก่อนมีชาวเผ่าอารยันเข้ามาแจม
ก.ค.ศ.3400 มีการใช้สัมฤทธิ์บนเกาะครีท
ก.ค.ศ.3000 มีการทำเหมืองทองแดงบนเกาะไซปรัส มีการก่อสร้างถาวรวัตถุบนเกาะครีท
ก.ค.ศ.2870 มีการก่อสร้างระดับแรกที่ทรอย
ก.ค.ศ.2100 เริ่มสร้างวังชุดแรกบนเกาะครีท เริ่มอารธรรมอันเป็นผลงานของอารยธรรมพื้นเมืองจริงๆ เพราะชาวเผ่าอารยันยังเอื้อมมาไม่ถึง จากการขุดค้นพบซากปรักพัง ณที่ตั้งของนครนัสสัส(Knossos)แสดงถึงความเจริญโดดเด่นจริงๆของผู้ทิ้งฝีไม้ลายมือไว้ให้ชื่นชม พวกเขารู้จักเขียนบันทึกและอธิบายชี้แจงความคิดที่อยู่เบื้องหลังผลงานเหล่านี้ด้วย แต่น่าเสียดายที่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดแคะความหมายออกมาจากตัวหนังสือเหล่านั้น จึงยังคงเป็นลับแลเชิงประวัติศาสตร์อยู่ อย่างมากได้แต่เพียงสันนิษฐานจากข้อมูลดิบเหล่านั้น รอคอยไปว่าสักวันหนึ่งจะมีผู้ตีบทแตกคืออ่านจากภาษาเกาะครีทออก ความลี้ลับจะเปิดเผยมากมาย และเมื่อนั้นแหละเราจะประจักษ์แจ้งว่าอารยธรรมกรีกที่เรายกย่องว่าล้ำยุคกว่าอารยธรรมใดๆร่วมสมัยและเป็นแม่บทของอารยธรรมโลกมาจนทุกวันนี้นั้น ความจริงแล้วมีสักเท่าใดที่เป็นหนี้ชาวเกาะครีทซึ่งไม่ใช่เผ่าอารยัน โฮว์เมอร์ชาวอารยันเผ่าอโอว์เนียนมีชีวิตอยู่ในราวก.ค..ศ.900 ต้องได้รู้เรื่องของทั้งชาวครีทและของชาวอารยันพวกตัวเองในเชิงประวัติศาสตร์ดีกว่าเราสมัยนี้ โฮว์เมอร์ได้แต่งร้อยกรองชื่นชมความยิ่งใหญ่ของเกาะครีทด้วยความเคารพไว้อย่างน่าจับใจว่า “คือเพชรวับเปล่งประกายบนท้องทะเลสีคราม โน่นแน่ะเกาะครีทแดนอุดมน่าชมชื่น คลื่นซัดสาดทำความสะอาดรอบเกาะทุกกระเบียดนิ้ว” (Odyssey,19) เกาะครีทตั้งตระหง่านมั่นคงกลางท้องทะเลอีเจียน เด่นในสายตาของจินตกวีมาแต่โบราณกาลว่าเป็นเพชรเม็ดมหึมาตั้งโดดเด่นสลับสีไปตามฤดูกาลแห่งลมฟ้าอากาศเมดิเตอร์เรเนียน(mediterranian climate) ดูเหมือนมรกตปนทองคำในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อนกลายเป็นพลอยม่วงปนคราม ห้อมล้อมด้วยฟองขาวของคลื่นกระทบฝั่งที่แตกซ่าซัดสาดตลอดกาล หน้าผาสูงชันเรียงรายสลับชายหาด ถ้ำทั้งตื้นและลึกกระจายกันอยู่ทั่วเกาะ บางถ้ำยาวลดเลี้ยวเคี้ยวคดสลับซับซ้อนสร้างจินตนาการลี้ลับสลับปาฏิหาริย์อย่างเรื่องมีนเนอร์ทอร์(Minotaur)หรือวัวจ้าวเศียรมนุษย์ที่กินหนุ่มสาวเป็นภักษา ที่เล่าขานกันมามิรู้เบื่อ ทุกถ้ำคราคร่ำด้วยหินงอกหินย้อยรูปร่างพิศดารชวนจินตนาการให้สร้างปรัมปราและตำนานที่ส่วนมากยังเป็นลายแทงในจารึกภาษาครีท แต่เชื่อว่ามีแทรกอยู่มากในวรรณกรรมกรีกโบราณในสภาพปนเปอยู่ในวาทกรรมทั้งหลายของชาวกรีกอย่างยากที่จะแยกออกมาอย่างกระจ่างได้ สำหรับโฮเมอร์อารยธรรมครีทรุ่งโรจน์ในสมัยเดียวกันกับอารยธรรมทรอยและถูกทำลายลงในเวลาไล่เลี่ยกัน นับเป็นยุคทองในอดีตที่ผ่านไปเพียง2-3 ร้อยปีอย่าน่าอาลัยอาวรณ์ คือในขณะที่ชาวอารยันเผ่าอเคียนไปเผากรุงทรอย ชาวอารยันเผ่าดอร์เรียนก็มาเผากรุงนาสสัส โฮเมอร์ได้แต่เสียดายทั้ง2อารยธรรมที่ถูกทำลายไปอย่างเอาคืนไม่ได้ โฮเมอร์ได้แต่เก็บความทรงจำไว้อย่างรวบหัวรวบหางในปรัมปรากรีก ส่วนรายละเอียดที่เจ้าของอารยธรรมทั้ง2แห่งเก็บไว้ในภาษาดั้งเดิมของตนเองนั้น ยังเป็นเรื่องลับสุดยอด เพราะยังไม่มีใครอ่านภาษาเหล่านั้นได้ นี่คือประเด็นปัญหาทั้งของอารยธรรมทรอยและครีท

ปรัมปราเกี่ยวกับเกาะครืท
ปรัมปราที่ชาวครีทเขียนเกี่ยวกับตัวเองในภาษาของตัวเองน่าจะมีเยอะ แต่ยังอ่านกันไม่ออก นี่คืออุปสรรคร้ายแรงขัดขวางการเรียนรู้ของเรา เราพอจะศึกษาได้บ้างจากหลักฐานภาษากรีกที่บันทึกโดยชาวกรีกเป็นภาษากรีกเพื่อบันทึกเรื่องกรีกแต่มีเรื่องครีทเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ชาวกรีกสมัยนั้นจะต้องอ่านภาษาครีทได้อย่างไม่ต้องสงสัย เราสังเกตได้ว่าเรื่องที่ชาวกรีกบันทึกไว้เป็นปรัมปรากรีกนั้นมีส่วนที่ไม่อยู่ในบรรยากาศของวัฒนธรรมอารยัน ชื่อก็ดูแปลกๆไม่เข้าเค้าภาษาอารยันด้วยประการทั้งปวง

ก.ค.ศ.1900 วังรุ่นแรกถูกทำลายราบโดยไม่ทราบสาเหตุ น่าจะสันนิษฐานเชิงประวัติศาสตร์ได้ว่าเป็นผลจากการชิงความเป็นใหญ่กันเองภายในเกาะ เพราะยังไม่มีการรุกรานจากภายนอกเกาะ
ก.ค.ศ.1600 สร้างวังบนเกาะครีทรุ่นที่2 ก็หมายความว่าฝ่ายชนะค่อยๆซ่อมแซมบูรณะกรุงนัสสัสขึ้นมาใหม่เป็นความเจริญรุ่นที่2ของอารยธรรมเกาะครีทและแผ่อิทธิพลไปยังเกาะแก่งอื่นๆรวมทั้งขึ้นสู่แผ่นดินใหญ่ปรากฏหลักฐานเป็นการเริ่มสร้างอารยธรรมเมอซีนิ(Mycene)บนกรีซแผ่นดินใหญ่ซึ่งตามหลักฐานประวัติศาสตร์นั้นไม่อาจรู้ได้เลยว่ามีความเป็นมาอย่างไร จากการขุดค้นของ Schliemanปรากฏว่ามีเมืองโบราณที่สุดเป็นเมืองแฝดแม่ลูกกัน เมืองลูกทีร์เรินส์อยู่ริมทะเล ส่วนเมืองแม่เมอซีนิอยู่ลึกเข้าไปประมาณ10 กม. ก็ย่อมจะสันนิษฐานได้ว่า มหาอาณาจักรเกาะครีทขยายอิทธิพลมายึดหัวหาดที่ทีร์เรินส์ก่อนแล้วจึงค่อยขยับขยายขึ้นไปตั้งศูนย์บัญชาการใหญ่ที่เมอซีนิ
ส่วนผู้แต่งปรัมปราเก็บข้อมูลมาปรับเป็นสำนวนปรัมปราว่า เมืองทีร์เรินส์เกิดขึ้นก่อน เป็นเมืองของชาวพื้นเมืองเดิมมาก่อนการเข้าครอบครองโดยชาวอารยันในฐานะเมืองขึ้นของครีท เมืองทีร์เรินส์ตกเป็นของชาวอารยันก็โดยมีเจ้าชายไร้บัลลังก์จากนครอาร์กัสยกพลมาหาบัลลังก์เจ้าเมืองชาวพื้นเมืองจึงรีบถวายบัลลังก์ให้เป็นกษัตริย์อิสสระจากอำนาจของครีททรงพระนามว่าเผรอเอทเถิส(Proetus) เนื่องจากเป็นเมืองเล็กจึงมักจะต้องขึ้นกับเมอซีนิบ้าง กับอาร์กัส(Argos)บ้างตามกระแสการเมือง แต่บางคนให้ข้อสังเกตว่าปรัมปราส่วนมากถือว่าเมอซีนิกับอาร์กัสคือเมืองเดียวกัน หรือมิฉะนั้นก็กล่าวถึงอาร์กัสโดยตั้งใจหมายถึงแคว้นอาร์เกอเลิส(Argolis)

ปรัมปราการรุกรานแคว้นอาร์เกอเลิส
ปรัมปราสืบสาวผู้รุกรานแคว้นอาร์เกอลิสถึงต้นตอว่า แต่แรกเริ่มเดิมทียังไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ แต่มีแม่น้ำสายหนึ่งมีเทพารักษ์นามว่าอายเนอเขิส(Inachus)มาสถิตอยู่ เป็นโอรสของอสูรมหาสมุทร(Oceanus)กับอสุราเทธเธิส(Tethis) อายเนอเขิสได้ชักชวนให้เทพารักษ์ประจำแม่น้ำใกล้เคียงให้พร้อมใจกันอัญเชิญเทวีเฮียร์เรอ(Hera)เป็นผู้อุปถัมภ์ อายเนอเขิสมีโอรสนามว่าโฟว์เรอเนิส(Phoroneus)สร้างเมืองโฟว์เรอเนีย(Phoronea)ขึ้นมามีผู้มาสมัครเป็นพลเมืองมากขึ้นตามลำดับ ได้ชื่อว่าปฐมกษัตริย์โดยปริยาย อภิเษกสมรสกับเทพธิดาเทลเลอดายสิ (Teledice) มีโอรสนามว่าแอพเผิส(Apis)และธิดานามว่านายเออบิ(Niobe)ซึ่งเป็นมนุษย์คนแรกที่ตกเป็นชายาของเทวราชซูสและเกิดโอรสนามว่าแอร์เกิส(Argus)ซึ่งต่อมาจะขึ้นครองบัลลังก์เพราะพระเจ้าลุงแอพเผิสใม่มีโอรส แอร์เกิสจะเปลี่ยนนามนครรัฐเป็นแอร์กัส(Argos) และเมื่อเป็นมหาราชก็ทำให้มหาอาณาจักรของพระองค์ได้ชื่อว่าแอร์เกอเลิส(Argolis) พระอนุชาของแอร์กัสนามว่าเผอแลสเกิส(Pelasgus)สร้างนครรัฐใหม่ให้ชื่อว่าเออร์แคดเดีย(Arcadia)เป็นถิ่นทำกินของชาวพื้นเมืองเดิมซึ่งภาษากรีกเรียกว่าเผอแลสเจียน ทรงอบรมสั่งสอนพวกเขาให้มีอารยธรรม มีแม่ทัพ2คนมีความรู้ความสามารถพอ เผอแลสเกิสจึงส่งออกไปสร้างนครรัฐใหม่เพื่ออบรมสั่งสอนให้มีความรู้ความเจริญ คือ ทีร์เรินส์(Tyrans)สร้างนครรัฐทีร์เรินส์ และเอพเผอดอร์เริส(Epidauraus)สร้างนครรัฐเอพเผอดอร์เริส นครรัฐเหล่านี้อยู่กันอย่างร่มเย็นจนมีชาวอารยันเข้ามาร่วมกันสร้างอารยธรรมกรีก
ก.ค.ศ.1400-1200 อารยธรรมเมอซีนิของชาวพื้นเมืองรุ่งโรจน์ควบคู่กับอารยธรรมมีนนวน(Minoan)
ก.ค.ศ.1200-1100 เผ่าอารยันปรากฏตัวในดินแดนกรีซ
ก.ค.ศ.1100-800 อารยัน 4 เผ่าแบ่งเขตอิทธิพลกันลงตัว คือ เผ่าอีเออเลียน(Aeolian) คุมภาคเหนือสุด เผ่าดอร์เรียน(Dorian) ภาคเหนือส่วนล่าง เผ่าอโอว์เนียน(Ionian) ภาคกลาง และเผ่าอเคียน(Achean)ภาคใต้ เผ่าอเคียนยกพลแบบทุ่มเทไปปล้นทำลายกรุงทรอย ขณะเดียวกันเผ่าดอร์เรียนก็บุกแหลกปล้นเผาทั่วกรีซและเกาะแก่งในทะเลอีเจียน ชาวเผ่าอโอว์เนียนส่วนหนึ่งอพยพไปตั้งหลักแหล่งที่เอเชียไมเนอร์อเคียนส่วนหนึ่งอพยพไปตั้งหลักที่อิตาลีใต้ เผ่าอีเออเลียนส่วนหนึ่งอพยพไปตั้งหลักแหล่งในทะเลอเดรียติก นับเป็นยุคมืดของอารยธรรมกรีก300 ปี
ก.ค.ศ.800 เริ่มอารยธรรมกรีกผสมผสานอารยันกับพื้นเมือง

บรรณานุกรม
Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.
Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.
Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006
Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (146)

โฮว์เมอร์กับเกาะครีท
โฮว์เมอร์บันทึกในOdysseyของตนเกี่ยวกับเกาะครีทตามที่ได้รู้และเห็นมาว่า “มีแผ่นดินผืนหนึ่งนามว่าครีท เป็นเกาะยืนทมึนกลางทะเลโต้คลื่นและลม เป็นถิ่นงดงามคลาคล่ำด้วยทรัพยากร ท้องทะเลเคยหุ้มห่อมวลชนทรงคุณค่า กระจายประดับทั้งเก้าสิบหัวเมือง” แต่โฮว์เมอร์เองได้เห็นกับตาก็แค่ซากปรักพัง เห็นแล้วได้แต่ปลงอนิจจังเสียดายของที่ถูกเผาไปอย่างเอาคืนไม่ได้
โฮว์เมอร์มีชีวิตอยู่หลังกรุงทรอยถูกเผาโดยเผ่าอเคียน(Achaean)ประมาณ100ปีก่อนหน้า จึงยังเป็นข่าวเล่าขานกันอยู่ในชุมชนกรีกและโฮว์เมอร์ก็ถือโอกาสใช้ศิลปะขับลำนำที่ตนถนัด ขับร้องหากินโดยเล่าเรื่องตามที่ผู้ฟังอยากจะฟัง เกาะครีทก็มีส่วนอยู่ในเรื่องเล่าของเขาเขาจึงสนใจรู้เพื่อเล่าอย่างได้อารมณ์
ชาวทรอยตั้งหน้าตั้งตาสร้างสรรค์จนได้ความเจริญซ้อนความเจริญแผ่ขยายขึ้นบนผืนแผ่นดินใหญ่ วันดีคืนดีชาวกรีกเผ่าอเคียนก็ชวนกันไปเผาเสียราบเรียบ ชาวกรีกเผ่าอเคียนชนะแล้วแทนที่จะได้สร้างความเจริญขึ้นแทนความเจริญที่ตนได้ทำลายไป กลับถูกชาวกรีกเผ่าดอร์เรียน(Dorian)บุกทำลายเผาเมืองโดยไม่อาจป้องกันตัวได้ และชาวเผ่าดอร์เรียนนี้เองก็ได้ใจข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำลายความเจริญและความงามของเกาะครีทและก็ไม่สามารถสร้างความเจริญขึ้นทดแทนอยู่นั่นเอง

ครีทในปรัมปรา
ชาวกรีกเองเรียกดินแดนของตนว่าHellas(เฮลลัส) และเรียกพวกตนว่าHellenes(เฮลเลอนิส) เพราะมีเรื่องปรัมปราของตนว่า ต้นตระกูลร่วมของชาวกรีกทั้งหมดมีนามว่าเฮลเลิน(Hellen)โอรสองค์หนี่งของเทพบิดรซูส เป็นต้นตระกูลของชาวกรีกเผ่าอารยันทั้งมวล เฮลเลินมีบุตรชาย3คนนามว่าอเคเอิส(Achaeus)ซึ่งเป็นต้นตระกูลของเผ่าอเคียน(Achaean),อีเออเลิส(Aeolus)ซึ่งเป็นต้นตระกูลเผ่าอีเออเลียน(Aeolian), และซูเธิส(Xuthus)ซึ่งมีโอรส 2 องค์นามว่าดอร์เริส(Dorus)ต้นตระกูลของเผ่าดอร์เรียน(Dorian) กับอายอัน(Ion)ต้นตระกูลของเผ่าอายเออเนียน(Ionian) บุตรชายคนหนึ่งของดอร์เริสนามว่าเถิคแทมเมิส(Tectamus)คุมลูกหลานของดอร์เริสและลูกหลานของอีเออเลิสพร้อมด้วยชาวพื้นเมืองจำนวนหนึ่งเป็นบริวาร ข้ามน้ำข้ามทะเลมาแทรกซึมชาวพื้นเมืองเดิมเผอแลสเจียน(Pelasgian)ผู้ตั้งหลักอยู่ดั้งเดิมของเกาะครีทร่วมแรงร่วมใจกันสร้างอารยธรรมเกาะครีทขึ้น โดยเถิคแทมเมิสได้รับการยกย่องขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ของราชอณาจักรเกาะครีท มีรัชทายาทนามว่าเอิสเทร์เรียส(Asterius) อยู่มาวันหนึ่งเทพบิดรซูสลักพาพระธิดาเยอโรว์เผอ(Europa)ของกษัตริย์ครีเธิส(Crethus)แห่งเฝอนีเฉอ(Phoenicia)มาซ่อนตัวไว้ที่เกาะนี้ พระนางให้กำเนิดแก่โอรสแฝด3 คือ มีนนัส(Minos), รามเดอแมนเธิส(Rhamdamanthus),และซาร์เผอดัน(Sarpedon) เทพบิดรซูสมอบพระนางเยอโรว์เผอเป็นพระมเหสีของกษัตริย์เอิสเทร์เรียสซึ่งยอมรับพระโอรสทั้ง3เป็นโอรสบุญธรรมและมีธิดาต่อมานามว่าเครทถิ(Crete) ต่อมาทรงมอบบัลลังก์ให้มีนเนิสเป็นมหาราชสืบบัลลังก์ ทรงอภิเษกสมรสกับพระธิดาเครทถิ สร้างความเจริญรุ่งโรจน์เรียกว่าอารยธรรมมีนนวน(Minnoan civilization)แก่มหาอาณาจักร พระโอรสซาร์เผอดันคุมพลไปเสี่ยงโชคที่เอเชียไมเนอร์จนได้เป็นกษัตริย์แห่งเสอลีสเสอร์(Cilicia) ส่วนรามเดอแมนเธิสได้ตรากฎหมายให้แก่ราชอาณาจักรครืทและได้เป็นกษัตริย์แห่งโอว์เขอลีอิ(Ocaleae)ในเบอโอเฉอ(Boeotia)ซึ่งเป็นผู้อบรมเฮร์เรอขลิส(Heracles) ลาโลกแล้วได้รับตำแหน่ง1ใน3ผู้พิพากษาในยมโลก

ราชวงศ์มีนนัสในปรัมปรา
ราชวงศ์มีนเนิสในประวัติศาสตร์สร้างความเจริญและความยิ่งใหญ่แก่อารยธรรมครีท มีอิทธิพลแผ่ไปทั่วเกาะแก่งต่างๆและอาณาบริเวณรอบทะเลอีเจียนจนบางคนพอใจเรียกเป็นอารยธรรมอีเจียนที่มีศูนย์กลางความเจริญแผ่จากเกาะครีท ผู้อยู่ใต้อำนาจของราชวงศ์มีนนัสรวมถึงชาวกรีกอารยันเผ่าต่างๆที่กำลังซึมแทรกเข้ายึดพื้นที่โดยยอมอยู่ใต้อำนาจของมหาอำนาจครีท ชาวกรีกอารยันนี้เองเมื่อแข็งแกร่งขึ้นแล้วก็ยกกำลังไปทำลายอารยธรรมทรอยและต่อมาก็ทำลายอารยธรรมครีทโดยตนเองได้ดูดซับอารยธรรมทั้ง2ไว้ก่อนทำลาย เพื่อเป็นฐานและเป็นทุนให้ตนเองได้ก่อร่างสร้างตัวเองขึ้นให้นักประวัติศาสตร์เรียกว่าอารยธรรมกรีกมาจนทุกวันนี้
ปรัมปราเล่าราชวงศ์มีนนัสรวมทั้งหมดไว้ในตัวของกษัตริย์มีนนัสต้นราชวงศ์เพียงพระองค์เดียว น่าเสียดายที่บันทึกของชาวครีทที่บันทึกเป็นอักษรครีทมีผู้พยายามอ่านได้เพียงเล็กน้อย ประวัติศาสตร์อารยธรรมครีทหรือมีนนวลจึงได้แค่สันนิษฐานจากวัตถุโบราณและบันทึกของภาษาอื่นที่พอจะอ่านรู้เรื่องโดยอาศัยทิศทางจากปรัมปราช่วย ได้แค่นี้ก็ต้องพอใจเพียงแค่นี้ไปก่อน หวังว่าจะโชคดีมีผู้กะเทาะเปลือกภาษาและอักษรครีทได้เต็มที่สักวันหนึ่ง
มหาราชามีนนัสในปรัมปรา
เมื่อกษัตริย์มีนนัสวางแผนขจัดพระอนุชาออกจากการแข่งบารมีด้วยการให้กองกำลังออกไปตั้งอาณาคมในต่างแดนได้เรียบร้อยแล้ว ก็ยังมีผู้แก่งแย่งอำนาจอีกสายหนึ่งที่ขจัดยากกว่า คือพระประยูรญาติฝ่ายพระราชบิดาบุญธรรมซึ่งอ้างว่ามีสิทธิบนบัลลังก์มากกว่าพระโอรสแฝดทั้ง3พระองค์ซึ่งเป็นแค่พระโอรสบุญธรรมไม่ใช่ราชโอรสแท้ซึ่งกษัตริย์เองก็แก้ไม่ตก จะขอเทวราชซูสซึ่งเป็นบิดาจริงช่วยก็ไม่ถนัด เพราะอยู่นอกเขตอิทธิพล สาเหตุจากเกาะครีทและทะเลอีเจียนทั้งหมดอยู่ในเขตรับผิดชอบของน้องชายคือสมุทรเทวราชเผอซายดัน(Poseidon)ซึ่งก็คืออาของมีนนัส จึงโบ้ยให้ไปหาอาจะได้ไม่ก้าวก่ายหน้าที่กันให้ขุ่นข้องหมองใจ เผอซายดันรับปากช่วยหลานชายอย่างเต็มพระทัย แต่ทำอย่างไรจึงจะปิดปากพวกอ้างสิทธิทั้งหลายได้ มีนเนิสจึงออกความคิดว่าขอโคถึกกำยำใหญ่โตสง่างามเป็นพิเศษให้ตนขี่ขึ้นจากทะเลอย่างสง่าให้คนทั้งหลายเห็นว่าเป็นคนโปรดของจ้าวทะเลเท่านั้นก็น่าจะหมดปัญหา สมุทรเทวราชเห็นชอบกับความคิด แต่มันเป็นโคพิเศษ ไม่เหมาะที่จะอยู่กับมนุษย์ อยู่นานไปจะมีปัญหา ดังนั้นเมื่อแก้ปัญหาเสร็จสิ้นเมื่อใด ให้ส่งคืนด้วยการฆ่าและเผาบูชายัญ เป็นอันตกลงกันตามนั้น กษัตริย์มีนนัสขึ้นขี่บนหลัง มันโผล่ขึ้นเหนือน้ำทะเลและเหาะเข้าฝั่งอย่างสง่างามเหมือนสินสมุทรขี่ม้ามังกรขึ้นฝั่งกระนั้นเชียว ต่อจากนั้นก็เดินก้าวเท้าเยื้องกรายเข้าวังอย่างสง่างามยิ่งนัก ผู้คนพากันร้องโหวกเหวกชักชวนกันมาเรียงรายชมเป็นขวัญตา บรรดาผู้ตั้งป้อมทวงสิทธิบนบัลลังก์คุกเข่าลงกับพื้นดินก้มกราบสยบขออภัยโทษ นับว่าแก้ปัญหาได้ชงัดจริงๆ แต่มีนนัสเกิดเสียดายไม่อยากฆ่าบูชายัญตามสัญญา คงผลัดวันประกันพรุ่งจนเกิดเรื่องจนได้
กษัตริย์มีนนัสอภิเษกสมรสกับพระธิดาเผอซีฟเฝออิ(Pasiphae)ของสุริยเทพเฮลเลียส(Helios) เกิดโอรส4องค์และธิดา4 องค์ วันหนึ่งพระนางเดินทางผ่านทุ่งหญ้าทอดพระเนตรเห็นโคสง่างามตัวนั้นเข้าเกิดปฏิพัทธ์จนอดใจไม่ไหวสมตามที่สมุทรเทพเผอซายดันได้ทักท้วงไว้ พระนางเรียกช่างหลวงดีเดอเลิส(Daedalus)มาช่วยวางแผนลับสุดยอดให้สร้างแม่วัวไม้เท่าตัวจริง ข้างในเป็นโพรงพอดีกับตัวพระนาง ภายนอกหุ้มด้วยหนังวัวดูภายนอกเหมือนวัวสาวพราวเสน่ห์ พระนางเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในนั้น ให้คนงานลากไปทิ้งไว้ใต้ร่มไม้ในทุ่งหญ้าเลี้ยงวัวจ้าว ซึ่งพอเห็นเข้าก็ไม่รอช้า พระนางปฏิสนธิซึ่งกษัตริย์มีนนัสคิดว่าเป็นโอรสของพระองค์ ครั้นคลอดออกมาเป็นวัวถึกบึกบึนเศียรเป็นคนก็ตั้งชื่อให้ว่ามีนเนอทอร์(Minautaur) และรับสั่งให้ช่างหลวงดีเดอเลิสสร้างอุโมงค์ลึกลับแล(Labyrinth)ใต้พระราชวังให้เป็นที่พำนักมีเจ้าหน้าที่ดูแล
แอนเดรอเจิส(Androgeus) โอรสองค์สุดท้องชอบการกีฬา ขอไปฝึกฝนที่เอเธนส์จนเข้าแข่งได้ชัยชนะทุกเกมแต่ถูกสังหาร กษัตริย์มีนนัสขอซูสช่วยแก้แค้น ซูสจึงส่งโรคระบาดมารังควานคนตายมากกรรมการเมืองจึงส่งคนไปถามโหรเดลฟายซึ่งให้คำตอบว่าต้องทำตามความต้องการของกษัตริย์มีนนัสลูกเดียว มีนนัสตั้งเงื่อนไขให้ส่งส่วยเป็นหนุ่ม7คนสาว7คนเพื่อเป็นภักษาหารประจำปีของมีนเนอทอร์ ครั้งหนึ่งเธสเสิส(Theseus)โอรสของสมุทรเทวราชเผอซายดันขันอาสาเป็น1ใน7หนุ่มที่เป็นส่วยสังหารและหนีได้อย่างปลอดภัย ได้รับแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ของเอเธนส์อิสระจากครีท
กษัตริย์มีนนัสแผ่แสนยานุภาพพระอำนาจและอารยธรรมมีนนวลไปทั่วท้องทะเลอีเจียนและตามชายฝั่งโดยรอบภาคใต้ของอิตาลี เมื่อสิ้นพระชนม์ลงซูสก็ยกย่องให้เป็น1ใน3ผู้พิพากษาในยมโลก โอรสองค์ที่2เดอแคลเลียน(Ducalion)ได้ครองราชย์ต่อมา สืบต่อด้วยอโดว์เมอเนิส(Idomeneus)ซึ่งคุมเรือ80ลำช่วยชาวกรีกทำลายกรุงทรอย ขากลับถูกพายุพัดไปตั้งอาณานิคมกรีกที่ภาคใต้ของอิตาลี ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการที่อารยธรรมมีนนวลถูกกลืนเข้าเป็นส่วนเริ่มต้นของอารยธรรมกรีก

บรรณานุกรม
Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.
Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.
Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006
Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑