ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (159)

เทววิทยาของโฮเมอร์

        เทววิทยา คือ การพิสูจน์ทั้งด้วยเหตุผลและประกาศิตของศาสนาของตน          แม้เราไม่อาจจะรู้ได้ว่าโฮเมอร์เป็นใคร แต่เราก็รู้ว่าผู้ที่เป็นตัวการให้งานสร้างสรรค์ของโฮเมอร์เป็นจริงขึ้นมานั้นต้องมีตัวตน มิฉะนั้นงานวรรณกรรมเอกของโลกอย่าง Iliad และ Odyssey ก็ไม่อาจจะเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้ ชีวประวัติของโฮเมอร์ที่เล่าขานกันอย่างสนุกสนานอาจจะเป็นเรื่องเล่าถึงบุคคลที่ไม่มีตัวตนจริงๆเลยก็ได้ อาจจะเป็นเรื่องจริงของหลายๆคนที่ผู้เล่าเอามาปะติดปะต่อให้เป็นประวัติของคนคนเดียวก็เป็นได้ หรืออาจจะเป็นประวัติจริงของบุคคลคนหนี่งเพียงส่วนหนึ่ง นอกนั้นเป็นส่วนแต่งเติมของใครบางคนที่ทำได้แนบเนียนมากก็เป็นได้เช่นกัน ส่วนงานเขียนสำคัญ2เล่มนั้น อาจจะมี 2 คนแต่งกันคนละเล่มหรือคนเดียวแต่งทั้ง2เล่ม หรือหลายคนโดยคนแรกเริ่มอะไรไว้ แล้วมีผู้อื่นเสริมเติมแต่งเข้ามาเรื่อยๆจนถึงจุดอิ่มตัวที่นักวิชาการรับว่างานของโฮเมอร์จบลงแค่นั้น ที่เราเรียกว่าโฮเมอร์ในการศึกษาปรัชญามักจะหมายถึงประมวลผลงานดังกล่าว และบางทีก็หมายถึงผู้สร้างสรรค์ผลงานดังกล่าว

ทอมสัน (F.A.K. Thomson) กล่าวไว้ในคำนำบทความ “Homer” ว่าศาสนาของชาวกรีกที่ปรากฏในมหากาพย์ 2 เรื่องของโฮเมอร์ต่างกันมากกับศาสนาที่ชาวบ้านกรีกนับถือกันในสมัยนั้น  (ดูJames Hastings, Encyclopedia of Religion and Ethics, vol.VI, p.762) เพราะชาวบ้านนับถือกันอย่างกระบวนทรรศน์ที่ 1 คือชาวบ้านคิด เข้าใจและสนใจปฏิบัติตามที่เชื่อว่าเทพจะพอพระทัยเฉพาะหน้า โดยไม่สนใจเลยว่าจะสมเหตุสมผลหรือสอดคล้องกับความเชื่ออื่นๆหรือไม่ หรือจะสมนัยคงเส้นคงวาหรือไม่ จะมีอะไรขัดแย้งทั้งตื้นและลึกหรือไม่ ส่วนมหากาพย์ของโฮเมอร์นั้นแสดงว่าเข้าถึงกระบวนทรรศน์ที่ 2 แล้ว ไม่เชื่อกระบวนทรรศน์ที่ 1 แต่ก็ไม่อยากจะขัดแย้งตรงๆกับกระบวนทรรศน์ที่ 1 ของชาวบ้านซึ่งเป็นลูกค้าสำคัญฟังขับร้องลำนำมหากาพย์ โฮเมอร์ไม่ใช่นักวิชาการ แต่เป็นชาวบ้านที่มีพรสวรรค์พิเศษและใช้พรสวรรค์หากินกับชาวบ้าน แต่ก็ไม่อยาาทรยศต่อความเชื่อตามกระบวนทรรศน์ที่ 2 ของตน เรื่องมหากาพย์จึงมีเนื้อหาของกระบวนทรรศน์ที่1แทรกอยู่มาก แต่ก็ตีความด้วยกระบวนทรรศน์ที่ 2

เทววิทยาของโฮเมอร์  ส่วนหนึ่งหมายถึง ความรู้ของโฮเมอร์เกี่ยวกับความเชื่อเทวะ ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อของชาวกรีกเผ่าอเคียนตามกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ขณะรุกรานเข้าไปตั้งหลักแหล่งในภาคใต้ของกรีซจนถึงการสิ้นบทบาทลงภายหลังชัยชนะสงครามกรุงทรอยอันทำให้พวกเขาอ่อนแอลงจนเสียความเป็นใหญ่แก่เผ่าดอร์เรียนที่เอาความเชื่อดังกล่าวของชาวอเคียนไปเผยแผ่และสร้างศาสนากรีกโบราณตามกระบวนทรรศน์โบราณต่อมา อีกส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อของโฮเมอร์เองเกี่ยวกับเทวะตามกระบวนทรรศน์โบราณอันเป็นจุดเริ่มต้นของปรัชญากรีกโบราณต่อมาตามลำดับ เทววิทยากระแสดึกดำสบรรพ์กับเทวววิทยากระแสโบราณจึงสับสนปนเปและบางครั้งก็ตีกันยุ่งเหยิงในงานสร้างสรรค์ของโฮเมอร์ ทั้งนี้ก็เพราะว่าโฮเมอร์มีชีวิตในช่างหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างกระบวนทรรศน์ที่ 1 กับที่ 2 ความคิดของโฮเมอร์เองสงสัยกระบวนทรรศน์ที่ 1 คือเริ่มสงสัยว่าเทพทั้งหลายมีฤทธิ์ทำอะไรทุกอย่างได้ตามน้ำพระทัยจริงหรือไม่ และเริ่มจะเห็นกระบวนทรรศ์ที่ 2 อยู่รำไรจึงเชื่อว่าในเอกภพมีกฎตายตัวอยู่ส่วนหนึ่งที่เรียกว่าชตากรรม (Fate) มีช่องทางสำหรับความบังเอิญอยู่ส่วนหนึ่ง เทพเก่งกว่ามนุษย์เพราะรู้กฎที่มนุษย์ไม่รู้และรู้ความบังเอิญอันเป็นช่องทางเอาเปรียบผู้ใม่รู้ ทั้ง 2 เรื่องนี้เทพก็รู้ไม่เท่ากัน เทพที่รู้น้อยจึงต้องเกรงกลัวเทพที่รู้มากกว่าและยอมสยบต่อกันตามฐานันดรแห่งความรู้

 

ความเชื่อเรื่องเทวะของชาวอเคียน

            ชาวอเคียนเชื่อเทวะแบบมนุษยสัณฐาานนิยม (anthropomorphism) คือมีรูปร่างหน้าตาอย่างมนุษย์ แต่มีขนาดใหญ่กว่า งามกว่า แข็งแรงกว่า ฉลาดกว่า มีพลังมากกว่า มีฤทธิ์อำนาจเหนือธรรมชาติ ไม่แก่และไม่ตาย (James Hastings, เล่ม 6 หน้า 762) แบ่งออกเป็นเพศชายและเพศหญิง มีความต้องการทางเพศและมีโอรสธิดาทายาทได้อย่างสัตว์โลก อาจจะร่วมเพศกับสัตว์โลกและมีทายาทที่มีความสามารถพิเศษ แต่ไม่ใช่เทพนอกจากได้รับการโปรดปรานพิเศษจากเทวราชซูส(Zeus) ซึ่งมีตำหนักประทับและท้องพระโรงบนยอดเขาอลีมเผิส (Olympus) พวกเขาเชื่อว่าเทพแต่ละองค์ทรงสรรพญาณและสรรพฤทธิ์ซึ่งโฮเมอร์ไม่เชื่อ กีลเบิร์ท เมอร์เรย์ (Gilbert Murray) แสดงความเห็นใจโฮเมอร์ไว้ในหนังสือ Rise of the Greek Epic (1911หน้า 280) ว่า โฮเมอร์ก็ต้องเล่าเรื่งปรัมปราไปตามที่รู้มา ทั้งๆที่ต้องแสดงระดับคุณธรรมต่ำกว่าวีรบุรุษวีรสตรีที่เขาตั้งใจเทิดทูนคุณธรรม แต่เขาก็จำเป็นต้องเล่าไปตามเพลงโดยพยายามทำอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ความเชื่อเรื่องเทวะของโฮเมอร์

            แอนดรูว์ ยัง (Andrew Lang) ได้ให้ข้อสสังเกตนี้ไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 1910 เมื่อเขียนหนังสือ The World of Homer ว่าในส่วนความคิดของโฮเมอร์เองนั้น เทพโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวราชซูส ทรงความยิ่งใหญ่น่าเคารพยำเกรง เพราะทรงความยุติธรรมและชอบธรรมเป็นที่พึ่งได้ ทรงมีพระทัยเมตตาและพระทัยอ่อนไหวได้โดยคำสวดอ้อนวอนหรือการถวายเครื่องบูชา ทรงรักษาวาจาสัตย์หากได้สาบานโดยอ้างแม่น้ำสทิกส์อันศักดิ์สิทธิ์ ชะตากรรม (Fate) คือกฎศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเทพก็ไม่ทรงยอมละเมิดเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎทั้งระบบไว้ พลังและฤทธิ์อำนาจไม่เท่ากันทำให้เทพก็ต้องเกรงกลัวกันและกันโดยตระหนักในความมีขอบเขตของตน  แม้ซูสจะมีฤทธิ์มากกว่าเทพองค์ใดอันทำให้เทพทุกองค์ยำเกรง แต่ก็ยังต้องอยู่ใต้อำนาจของชะตาอันเป็นกฎสูงสุดของเอกภพ จะอย่างไรก็ตามมนุษย์จำต้องยำเกรงและพึ่งเทพอยู่วันยังค่ำ เพราะเทพรู้กฎมากกว่ามนุษย์และใช้กฎได้มากกว่ามนุษย์ และเทพก็เต็มใจช่วยมนุษย์หากมนุษย์มีความภักดีด้วยจริงใจ

 

ตัวอย่างเทพที่โฮเมอร์บรรยาย

            ซูส (Zeus) เดิมเป็นเทพแห่งท้องฟ้าของชาวพื้นเมืองเดิมหลายแห่งของดินแดนกรีซ เช่น เทพซูสแห่งโดโดนา (Zeus of Dodona) ทางตอนเหนือของเธสเสอลี (Thessaly) และเมื่อชาวอเคียนยกย่องขึ้นเป็นเทวราชแห่งภูเขาโอลีมเผิสแล้ว ก็ปรากฏว่ามีภูเขาชื่ออลีมเผิสหรืออลีมเพีย (Olympia) เกิดขึ้นมากมายและยกให้เป็นที่ประทับของซูส รวมถึงภูเขาอีเดอ (Ida) แห่งทรอยด้วย สงครามทรอยทำให้ซูสแห่งอีเดอกับซูสแห่งอลีมเผิสต้องเป็นศัตรูกันและโฮเมอร์ก็ต้องจัดฉากให้ซูสวางตัวเป็นกลางอย่างลำบากยากเย็น ทางออกที่สวยที่าสุดก็คือซูสจับดูตราชูของชะตาลิขิต แม้ซูสจะพยายามเป็นนักประนีประนอมอยู่แล้ว แต่ก็อดมีผู้ไม่พอใจอยู่ จึงปรากฏว่าต้องปราบกบฎหลายครั้ง แม้มเหสีคู่บัลลังก์ก็ยังเคยเป็นหัวหน้ากบฎ

อพาลโลว์ เดิมเป็นสุริยเทพของชาวพื้นเมืองเดิมหรือเผอแลสเจียน คู่กับเทพแห่งท้องฟ้าซูส มีหลักฐานสักการสถานเก่าแก่ทึ่สุดที่เมืองโทรแอด (Troad) ใกล้กรุงทรอยและเป็นพันธมิตรกับทรอย แต่โฮเมอร์กำหนดให้เป็นเทพสงความมีธนูเป็นอาวุธ เข้าข้างทรอยในสงความกับชาวกรีกเผ่าอเคียนเพราะเป็นน้องชายของเทวีวีนัสหรือแอฟเฟรอดายทิซึ่งได้ทำพันธสัญญาผูกพันไว้กับเจ้าชาายแพเริส (Paris) แห่งกรุงทรอย โฮเมอร์ยกย่องให้มีตำแหน่ง 1 ใน 12 องคมนตรีแห่งสภาเทพบนยอดเขาอลีมเผิส แต่ก็ให้บทบาทไว้ไม่มาก ชาวบ้านกรีกให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษในฐานะเป็นเทพโหรแห่งภูเขาเดลฟายที่ทำนายไม่เคยผิดพลาด

            เผอซายดัน (Poseidon) ชาวพื้นเมืองเดิมหรือเผอแลสเจียนนับถือโอรสเจ้าแม่ (ดายเออนายเสิส) เป็นเทพอุปถัมภ์การเดินเรือตามชาวเกาะครีทอยู่แล้ว จึงไม่ริอ่านเชิญเทพอื่นมาแข่งบารมี การนับถือเทพเผอซายดันจึงน่าจะมีการริเริ่มจากชาวกรีกเผ่าอโอว์เนียน (Ionian) ในฐานะเทพสมุทร ส่วนชาวกรีกเผ่าอเคียนนับถืออเซียเนิส (Oceanus, กรีก Okeanos) เป็นเจ้าสมุทร ภายหลังโฮเมอร์จึงจัดระเบียบใหม่ให้เผอซายดันเป็นเชษฐาของเทวราชซูสและได้รับตำแหน่งสมุทรเทวราช มีหน้าที่ดูแลทะเลและเกาะแก่งทั้งหลายในท้องทะเล ส่วนอเซียเนิสให้เป็นอสูรทีเถิน (Titan) ดูแลท้องมหาสมุทรนอกเขตท้องทะเลของเผอซายดัน เผอซายดันพยายามวางตัวเป็นกลางในสงครามทรอย ครั้นทรอยถูกเผา เผอซายดันก็ได้ช่วยเจ้าชายอีเนียส (Aeneas) รอดตายไปตั้งหลักที่ปากแม่น้ำทายเบอร์ (Tiber) ซึ่งผู้สืบเชื้อสายจะเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งกรุงโรมต่อมา ชาวโรมันจึงนับถือเป็นพิเศษในนามของเทพเน็ปจูน (Neptune, ละติน Neptunus)

แอฟเฝรอะดายถิ แอฟเฝรอะดายถิ (Aphrodite) เป็นเทวีแห่งความงามของชาวเธรส (Thrace) มาก่อน แต่เดิมน่าจะเป็นเทพธิดาของชาวพื้นเมืองเดิมโดยเป็นธิดาของเทพสมุทรอเซียเนิส เกิดจากเชื้อชีวิตของเทพสมุทรลอยจับตัวกันเป็นฟองน้ำเข้มข้นขึ้นๆจนกลายเป็นเทพธิดา เพราะความงามเป็นพิเศษของเธอจึงตกเป็นชายาของเทพหลายองค์ ท้ายที่สุดช่วยเจ้าชายแพเริสแห่งกรุงทรอยไปเป็นชู้กับพระนางเฮลเลินแห่งสพาร์เถอ (Sparta) จนเป็นชนวนแห่งสงครามกรุงทรอย

เฮอร์มิส เฮอร์มิส (Hermes) หรือเทพสื่อสาร เดิมเป็นยมทูตของชาวพื้นเมืองเดิมมีหน้าที่นำทางวิญญาณผู้ตายไปสู่ยมโลก โฮเมอร์กำหนดให้เป็นเทพสื่อสารของซูส

เหอเฟสเถิส เหอเฟสเถิส (Hephaestus) เป็นเทพช่างเหล็กและใช้ไฟแห่งภูเขาไฟ จึงมีนิวาสถานอยู่ใต้ภูเขาไฟ

            ฮีเลียส ฮีเลียส (Helios) เป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ของชาวพื้นเมืองเดิม ซึ่งโฮเมอร์ถอดออกจากตำแหน่งเพื่อยกอพาลโลว์ขึ้นแทน ฮีเลียสจึงเหลือตำแหน่งเพียงเทพท้องถิ่น

 

ชีวิตหลังความตาย

            ปรัชญาของโฮเมอร์ระบุเป็นนิยามชัดเจนว่าเทพเป็นอมตะไม่รู้ตาย ส่วนมนุษย์เป็นผู้ต้องตาย (God is immortal and Man is mortal) สำหรับแอร์เริสทาทเถิลประโยคนี้หมายความว่า เทพไม่รู้ตายทั้งกายทิพย์และวิญญาณ ส่วนมนุษย์รู้ตายฝ่ายร่างกายส่วนวิญญาณไม่รู้ตายเพราะเป็นส่วนหนึ่งของ Quintessence หรีอธาตุที่ 5 ส่วนโฮเมอร์นั้นคิดว่า เทพไม่รู้ตายทั้งกายทิพย์และวิญญาณ ส่วนมนุษย์รู้ตายทั้งกายและวิญญาณ กายตายก่อนวิญญาณตายตามภายหลัง ชาวกรีกนิยมและสำนึกเป็นหน้าที่จะต้องเผาศพผู้ตาย มิฉะนั้นวิญญาณจะวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆศพนั้นอย่างลำบากยากเย็นยิ่ง เพราะบรรยากาศของโลกมนุษย์ไม่เหมาะเป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณที่ออกจากร่าง การเผาร่างให้เป็นจุลจนวิญญาณจำไม่ได้นั่นแหละเป็นวิธีช่วยวิญญาณได้อย่างดีที่สุด เพราะวิญญาณจะหมดห่วง มุ่งหน้าไปสู่ยมโลกได้อย่างสบายอารมณ์ ควันไฟที่พวยพุ่งจากเชิงตะกอนสู่ท้องฟ้านั่นแหละ เห็นได้ด้วยตาว่าวิญญาณจากไปสู่สุคติ การฝังศพถือว่าดีรองลงมา เพราะเป็นการพรางตาวิญญาณมิให้มองเห็นร่างกายของตนเองอีกต่อไป คอยอยู่พักหนึ่ง เมื่อหาศพไม่เจอแน่แล้วก็จะจากไปอย่างละล้าละลัง แต่ถ้าทิ้งไว้ให้ค่อยๆเน่าเปื่อยไปตามยถากรรามก็เป็นการทรมาณวิญญาณมากที่เห็นศพของตนค่อยๆเน่าเปื่อยไปต่อหน้าต่อตาจนจำตัวเองไม่ได้แล้วจริงๆ จึงค่อยจากไปอย่างเศร้าสร้อยหงอยเหงาอย่างไม่เต็มใจไปแต่ก็ต้องไป วิญญาณจะรู้ทิศทางไปสู่แดนยมโลกโดยอัตโนมัติราวกับมีแรงแม่เหล็กดูดไป ไปจนสุดแดนโลกมนุษย์จะพบแม่น้ำสทิกซ์ขวางกั้นอยู่ข้างหน้า มีเรือรับส่งข้ามฟากเข้าแดนผู้ตายคือร่างกายตายแต่วิญญาณยังไม่ตาย พอขึ้นฝั่งก็จะมีสุนัข3เศียรคอยต้อนรับ ใครยังไม่ตายไปเพ่นพ่านให้มันเห็นมันจะไล่งับ แต่วิญญาณผู้ตายมันจะปล่อยให้ผ่านไปอย่างสะดวก วิญญาณจะพบสุวรรณผู้พิพากษาซึ่งจะเปิดดูบัญชีประวัติชีวิตในโลก หากทำดีก็ปล่อยให้อยู่อย่างอิสสระในบริเวณนอกขุมนรกที่มีความเป็นอยู่สุขสบายตามบุญกุศลที่ได้สั่งสมมา ครั้นสิ้นบุญก็จะค่อยๆจางหายไปเหมือนหมอกฤดูหนาว และสูญหายไปตลอดกาล ส่วนผู้มีบันทึกเบียดเบียนทำความเดือดร้อนแก่เพื่อนมนุษย์ก็จะถูกตัดสินให้ไปรับโทษในขุมนรกขุมต่างๆจนครบถ้วนกระบวนการทำผิด จึงจะเถูกปล่อยตัวเป็นอิสสระนอกขุมนรกชั่วระยะเวลาหนึ่งจนหมดบุญ ก็จะค่อยๆจางหายไปตลอดกาล นี่คือความหมายของคำว่ามนุษย์คือผู้รู้ตายของโฮเมอร์

หมายเหตุ สวรรค์ในปรัชญาของโฮเมอร์นั้นเป็นที่อยู่ของเทพผู้ไม่รู้ตายเท่านั้น สิ่งรู้ตายไม่มีทางจะเดินทางไปถึงได้นอกสจากเทพองค์ใดองค์หนึ่งจะอนุมัติ มนุษย์บางคนได้รับฉันทานุมัติจากเทพให้เป็นอมตะ ก็มีสิทธิขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้า ส่วนสวรรค์ฌอง เอลีเซ (Champs Elysees) ซึ่งเทวีเดอมีเทอร์ (Demeter) สร้างไว้สำหรับผู้ภักดีและได้เข้าจารีตอย่างถูกต้องจนได้ชีวิตอมตะนั้นก็อยู่ในส่วนหนึ่งของใต้บาดาล มิใช่อยู่บนท้องฟ้าของเทพ

 

ความสำพันธ์ระหว่างเทพกับมนุษย์

            เทพหากพอพระทัยก็อาจจะให้ประโยชน์แก่มนุษย์ในชั่วชีวิตนนี้เท่านั้น และหากกริ้วก็อาจให้โทษเฉพาะในชีวิตนี้ ไม่มีผลถึงการให้รางวัลหรือลงโทษในแดนบาดาล ยกเว้นการเข้าจารีตที่โฮเมอร์ไม่ได้กล่าวถึง การลงโทษ (ไม่มีรางวัล) ในโลกหน้าเป็นไปตามกรรมส่วนตัว  แต่ทว่าเทพชอบเครื่องเซ่นและการสรรเสริญเยินยอ ซึ่งเทพรู้ด้วยจักษุทิพย์และเนตรทิพย์ ซึ่งจะเสด็จมารับถึงที่ ซึ่งในสมัยของโฮเมอร์ชอบกระทำบนแท่นบูชาตั้งในที่โล่งแจ้ง มีการสร้างวิหารถวายเทพเพียงน้อยแห่งในสมัยของโฮเมอร์ ทั้งนี้ตามกฎ do ut des ฉันให้เพื่อให้ท่านตอบแทน คือมนุษย์ถเสียของถวายเพื่อให้เทพเอื้อประโยชน์ และเทพเอื้อประโยชน์ก็เพื่อให้มนุษย์สวามิภักดิ์และถวายเครื่องเซ่น

 

จริยศาสตร์

มีเค้าว่าโฮเมอร์เน้นองค์ประกอบคุณธรรม 4 คือ 1. ปรีชาญาณ (Sophia) 2. ความกล้า (Tharros) 3.ความพอเพียง ไม่เกิน (me aidôs) และไม่ขาด (mè nemesis) 4. ความชอบธรรม (Theodikè) และเสียดสีความททนงตน (Hybris)

 

บรรณานุกรม

Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.

Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.

Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006

Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (158)

เมื่อโอรสเจ้าแม่ครีทเป็นโอรสเจ้าพ่อกรีก

การนับถือเจ้าแม่ธรณีในฐานะองค์อุปถัมภ์ความอุดมสมบูรณ์คู่กับการนับถือโอรสเจ้าแม่ในฐานะผู้สอนวิธีปลูกต้นองุ่นและวิธีทำเหล้าองุ่นด้วยการหมัก ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปสู่เกาะแก่งต่างๆทั่วทะเลรอบแผ่นดินกรีซและเข้าสู่ผืนแผ่นดินใหญ่กรีซกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็วก่อนที่ชาวกรีกอารยันจะเอาศาสนาอารยันแห่งดวงอาทิตย์เข้าไปปลูกฝัง ในที่สุดชาวกรีกเผ่าอารยันก็อดไม่ได้ที่จะดูดซับทั้งเจ้าแม่และโอรสเข้าไปอย่างให้เกียรติสูงสุด คือให้เจ้าแม่เป็นมเหสีของเทวราชซูสของตนโดยมีนามว่าพระราชินีเฮียร์เรอแห่งสวรรค์อลีมเผิสและหาทางให้โอรสเจ้าแม่แทรกเข้ามีตำแหน่งเป็นโอรสของซูสอย่างแนบเนียน ในนามของดายเออนายเสิส, แบคเขิส และอีกหลายๆนามอันทรงเกียรติ

เทพบุตรดายเออนายเสิส (Dionysus) เป็นโอรสของเทวราชซูสกับจันทรเทวี ชาวกรีกใช้หลายนามสำหรับเรียกเจ้าแม่แห่งดวงจันทร์ เช่น อาร์เทอเมิส (Artemis)  เซมเมอลิ (Semele)  เสอลีนิ (Selene)  ทายเออนิ (Thyone)  เดออานนิ(Dione)  อายโอว์ (Io)  เดอมีเทอร์ (Demeter)  เผอร์เซฟเฝอนิ (Persephone)  เพอร์เสอแฟทเถอ (Persephatta)  ลีธิ (Lethe) ซึ่งมีประวัติเหลื่อมล้ำกัน ยากที่จะตระหวัดเข้าเป็นชีวประวัติของบุคคลเดียวได้ แต่ทุกนามมีประวัติวร่วมกันตรงที่ล้วนแต่เป็นมารดาของเทพบุตรดายเออนายเสิสโดยมีเทวราชซูสเป็นพระบิดาและเฮียร์เรอเป็นพระมารดาอุปถัมภ์

เรามาสืบดูประวัติของเทวีเซมเมอเลอเป็นตัวอย่าง เพราะตื่นเต้นดี ส่วนประวัติของเทวีอื่นๆนั้น เอาไว้ค่อยค้นหามาเล่าในที่อันควรต่อไป เทวีเซมเมอลิเป็นธิดาของกษัตริย์แคดเมิส (Cadmus) แห่งธีบส์กับอสุรีเหอร์โมว์เนีย (Harmonia) เธอแตกเนื้อสาวอย่างสวยรวยเสน่ห์อย่างยิ่งจนเทวราชซูสอดพระทัยไม่ไหว ต้องยอมถ่อมองค์ลงเป็นมนุษย์เดินดินในร่างของหนุ่มรูปหล่อขอความรักจากเธอ จนแล้วจนรอดเธอก็ไม่ยอมเอออวยด้วย จะใช้อำนาจเทพบังคับก็ใช่ที่ ไม่สมเกียรติและไม่ภาคภูมิใจ ในที่สุดก็ชนะใจเธอด้วยคำมั่นสัญญาในลักษณะของสาบานต่อแม่น้ำสทิกซ์ที่คั่นระหว่างโลกกับบาดาลซึ่งถือว่าไม่มีใครกล้าผิดสาบานไม่ว่าเทพชั้นไหนหรือมนุษย์รูปใด เพราะจะเป็นเหตุให้สูญเสียตำแหน่งทุกอย่าง ครั้นเธอตั้งครรภ์ความก็แตกรู้ไปเข้าหูเทวราชินี ซึ่งก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ ทรงหึงและวางแผนแก้ลำอย่างไม่ละลดและพระทัยเยือกเย็นซึ่งแต่ละแผนการไม่ซ้ำแบบกัน ครั้งนี้ทรงปลอมองค์เป็นสตรีทรงศักดิ์มากด้วยประสบการณ์และความรอบรู้ ใจดีและหวังดี เสแสร้งแสดงความยินดีด้วยที่ได้สามีเป็นถึงองค์เทวราช แล้วก็ทรงถือโอกาสยุแหย่ให้อยากได้เห็นองค์จริงของเทวราชเมื่อเข้ามาหาบนเตียงนอน เจ้าหญิงเซมเมอลิอดปลื้มในพระทัยในคำเยินยอปอปั้นและชักชวนให้ไขว้เขวไม่ได้ ถึงกับเคลิบเคลิ้มในความยิ่งใหญ่ของตนเองซึ่งหาเฉลียวใจไม่ว่าอาจจะเกินตัว ที่สุดก็เข้าทางหลงเชื่อคำยุแหย่ของไก่แก่แม่ปลาช่อนที่เสี้ยมสอนว่าทำไมไม่ขอให้พระสวามีแสดงองค์อย่างรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่ให้ได้เห็นประจักษ์สักครั้งหนึ่งเป็นขวัญตา เทวราชซูสไม่ทรงเห็นด้วย เพราะรู้ว่าเธออ่อนหัดเกินไปที่จะตระหนักถึงผลเสีย ทรงเกลี้ยกล่อมให้เธอเลิกล้มความคิดสักเท่าใดก็ไม่ได้ผล เธอกลับทวงสิทธิคำสาบานต่อแม่น้ำสทิกซ์ ครั้นทนการเซ้าซี้ออดอ้อนไม่ไหวจึงได้ยอมโปรดให้ตามใจเธอซึ่งไม่น่าเลย เพราะรู้ทั้งรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ครั้นเอาจริงเข้าก็กลายเป็นฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างเผาผลาญทุกสิ่งโดยรอบ ร่างพระนางเซมเมอลิถูกเผาเป็นจุลไปต่อหน้าในชั่วพริบตา เทวราชทรงช่วยได้แต่เพียงพระโอรสในครรภ์ โดยทรงชิงเอามาเก็บรักษาไว้ในสะโพกของพระองค์เองเพื่อให้หล่อเลี้ยงชีวิตไปจนครบกำหนดคลอด จึงฝากฝังให้เทพเฮอร์มิส (Hermes) จัดการดูแล การได้เติบโตด้วยสายโลหิตของเทวราช ทำให้ดายเออนายเสิสมีชีวิตอมตะกลายเป็นเทพไปโดยอัตโนมัติ จึงนับเป็นอานิสงค์จากการผิดพลาดของมารดาของดายเออนายเสิสเอง ซึ่งภายหลังดายเออนายเสิสจะตอบแทนโดยพาเธอออกจากนรกขุมเฮดิส นำขึ้นเฝ้าเทวราชซึ่งก็ได้ประทานพรให้เป็นเทวีอมตะแห่งดวงจันทร์เรื่อยมา

เทพเฮอร์มิสเป็นเทพสื่อสาร ไม่อยู่กับที่ ไม่อาจจะเลี้ยงดูเทพบุตรองค์น้อยได้ตลอดรอดฝั่ง จึงนำไปมอบหมายให้อายโนว์ (Ino) น้องสาวชของเซมเมอลิซึ่งเป็นราชินีองค์หลังของกษัตริย์แอธเธอเมิส (Athamas) แห่งนครรัฐออร์เขอมีเนิส (Orchomenus) แห่งแคว้นเบอโอว์เทียบนฝั่งของช่องแคบเยอบีเออ (Euboea) รับไปเลี้ยงดู โดยกำชับให้แต่งตัวเป็นเด็กผู้หญิงเพื่อตบตาเทวราชินีเฮียร์เรอ แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาไปได้ ต้องให้เทพเฮอร์มิสรีบพาหนีไปและแปลงร่างให้เป็นแกะ มอบหมายให้นางลำธารแห่งภูเขานายเสอ (Nisa) ช่วยเลี้ยงดู พวกเธอพาร่างแกะของดายเออนายเสิสไปเลี้ยงในถ้ำไม่ยอมให้ออกพ้นปากถ้ำเป็นอันขาด เพราะพระเนตรของพระนางเฮียร์เรอสามารถกวาดจากท้องฟ้าได้กว้างไกลรอบด้าน แต่ก็รอดพ้นไปได้จนเติบใหญ่เป็นหนุ่ม จึงให้กลับร่างเป็นชายหนุ่มรูปหล่อเยื้องกรายออกจากถ้ำ นางลำธารที่ได้ช่วยกันดูแลเลี้ยงดูเหล่านั้นได้รับบำเหน็จความชอบจากเทวราชให้ขึ้นไปดูแลดาวกลุ่มเนอซีดิส (Nyseides)

หนุ่มดายเออนายเสิสพอก้าวออกจากถ้ำเท่านั้น เฮียร์เรอก็จับยาม 3 ตารู้ทันที จึงสาปให้เป็นหนุ่มขี้เมา แต่ก็เป็นอมตะอยู่ยงคงกะพันไม่มีใครทำลายได้ ตุหรัดตุเหร่ไปพบชาวบ้านก็สอนให้ปลูกองุ่นและทำเหล้าองุ่น พวกเขาดื่มแล้วชอบใจบอกต่อๆกันไปและเลือกเหล้าองุ่นรสดีถวายพระองค์เป็นประจำ นอกจากนั้นยังแนะนำให้พัฒนาชีวิตสร้างสังคมอารยะขึ้นในทุกแห่งที่ไปถึง จึงปรากฏว่าการนับถือเทพดายเออนายเสิสเป็นที่นิยมทั่วใปในทุกแห่งที่มีชาวกรีกอาศัยอยู่ ภายหลังชาวโรมันก็รับเอาไปนับถืออย่างแพร่หลายเช่นกัน กองทัพของพระเจ้าแอลเลิกแซนเดอร์นำเอาไปเผยแพร่จนถึงอินเดีย

เมื่อได้รับการยกย่องขึ้นเป็นเทพเจ้าแห่งสภาอลีมเผิสแล้ว ดายเออนายเสิสก็วางองค์เหมือนมนุษย์ที่มาจากพื้นเพต่ำและได้ดำรงตำแหน่งสูง เป็นตัวอย่างของจิตใจสะเทิ้นเทพสะเทิ้นมนุษย์ น้ำพระทัยซีกหนึ่งติดดิน ทรงเข้าใจความต้องการและความเดือดร้อนของมนุษย์ ทรงอยากจะสอนทุกคนให้ได้พัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ทรงอยากให้ทุกคนมีความสุขปราศจากทุกข์ จึงทรงเพียรสละเวลาไปสอนให้ทุกแห่งรู้จักทำเหล้าองุ่นเพื่อบำรุงสุขภาพและความบันเทิงในจิตใจ (ตามคติตะวันตก) ทรงสอนให้รู้จักทำการเกษตรเสริมการล่าสัตว์และหาผักผลไม้ป่า ทรงสอนให้รู้จักใช้สมุนไพรรักษาโรค ฯลฯ แต่ขณะเดียวกันน้ำพระทัยอีกซีกหนึ่งยังแสดงความภูมิใจและเห่อตำแหน่งและฐานะของความเป็นมนุษย์เหนือมนุษย์ของพระองค์ ดังนั้นเมื่อทำบุญคุณแล้วก็ทรงทวงบุญคุณ ต้องมีการยกย่องสรรเสริญ มีการจัดสมโภชกันอย่างมโหฬาร ใครให้เกียรติยกย่องก็ทรงพอพระทัย ใครไม่ยกย่องยอมรับความโชคดีของพระองค์ก็จะถูกกระทำด้วยความเคียดแค้นเกินเหตุ

โอรสเจ้าแม่กลายเป็นเทพบุตรดายเออนายเสิส เป็นเทพที่ไม่ใช้พระเดช มีแต่พระคุณที่บันดาลความสุขสนุกสนานสำราญอารมณ์และให้ความหวังสูงสุดแก่ทุกคน ไว้ใจได้ เชื่อใจได้ว่าจะไม่ผิดหวัง นับถือไว้มีแต่ได้ไม่มีเสีย จึงเป็นเทพที่ได้รับความนิยมชมชื่นอย่างกว้างขวางตั้งแต่เป็นโอรสเจ้าแม่ของชาวพื้นเมืองเดิมเผอแลสเจียน ชาวกรีกอารยันทุกเผ่ารับมาต่อยอด และถ่ายทอดต่อให้ชาวโรมัน เป็นเทพองค์เดียวที่ชาวโรมันเทียบพระนามละตินให้คือแบคเขิส (Bacchus) และชาวกรีกก็รับนามละตินมาแผลงเห็นภาษาของตนว่า Bacchos

โดยที่เป็นเทพประชานิยมสูง จึงมีปรัมปราคู่ขนานกันหลายกระแสตั้งแต่เกิดจนเสด็จขึ้นสวรรค์ ที่ใดมีวิหารหรือศูนย์เผยแผ่ความมีพระทัยดีของเทพองค์นี้ ก็มักจะมีปรัมปราเฉพาะถิ่นต่อเติมต่อยอดจากปรัมปรากลางที่มีอยู่ก่อน ทำให้ความเชื่อ การปฏิบัติและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับดายเออนายเสิสเปิดเสรีอย่างเต็มที่กว่าของเทพใดๆ จนบางทียากที่จะสรุปได้ว่าจริงๆควรเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทุกคนที่มีศรัทธาย่อมมีความพอใจที่เห็นว่าเทพของตนได้รับเกียรติ อย่างน้อยก็เห็นพ้องต้องกันในประเด็นที่ว่า ความเป็นครึ่งเทพครึ่งมนุษย์ คือเป็นโอรสของเทพซูส ส่วนการอุ้มท้อง การเกิด การเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการมวลมนุษย์นั้น มีปรัมปราหลากหลายมาก แล้วแต่ว่าเป็นปรัมปราของถิ่นใด ในสมัยสร้างปรัมปราไม่มีใครอยากรู้ว่าทำไมเรื่องเดียวกันจึงมีรายละเอียดขัดแย้งกันได้

ทั้งเซมเมอลิและดายเออนายเสิสเป็นศัพท์แปลกในภาษากรีก และน่าจะเป็นภาษาของชาวฟรีเจียมากที่สุด เนื่องจากดินแดนฟรีเจียอยู่กลางเอเชียไมเนอร์ห่างจากชายฝั่งทะเล ไม่สู้มีการติดต่อกับโลกภายนอก คนสมัยนั้นจึงถือว่าเป็นดินแดนลึกลับ ให้คุณแต่ก็น่ากลัว การนับถือเทพดายเออนายเสิสและเทวีเซมเมอลิน่าจะเป็นศาสนาดั้งเดิมที่เกษตรกรแห่งฟรีเจียรับมาพัฒนาจากเกาะครีทโดยผ่านมาหลายทอด ส่วนหนึ่งของชนพวกนี้ได้อพยพมาอยู่ในดินแดนกรีซหลังจากที่ชาวกรีกเผ่าอารยันเข้าตั้งหลักแหล่งแล้ว โฮเมอร์จึงมิได้กล่าวถึง แต่เฮสเสียดถือว่าได้รับการยกย่องขึ้นเป็นเทพของสภาอลีมเผิสรุ่นล่าสุด ซึ่งแสดงถึงการยอมรับว่าเห็นส่วนหนึ่งของศาสนากรีกในภายหลัง ส่วนในลัทธิออร์เฝียส (Orpheus) ถือว่าเป็นองค์เดียวกับเสอเกรเอิส (Sagreus)

สรุปได้ว่าชาวกรีกอารยันรับวัฒนธรรมดังกล่าวจากเกาะครีทผ่านทางฟรีเจีย

 

บรรณานุกรม

Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.

Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.

Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006

Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (157)

sirius

เมื่อโอรสเจ้าแม่เป็นดาวซีรีอุส

            ดาวซีรีอุส (Sirius) ภาษาไทยเรียกดาวจิ้งจอกหรือดาวหมา ตามคติตะวันตกดาวซีรีอุสเป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในกลุ่มดาวนายพรานอรายอัน (Orion) ซึ่งเป็นโอรสของสมุทรเทวราชเผอซายดัน(Poseidon) ชอบการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ มีสุนัขคู่ใจชื่อซีรีอุส ทั้ง 2 ช่วยกันล่าสัตว์อย่างเมามันและล่าเพื่อความมันในอารมณ์เท่านั้น ทำให้สัตว์ล้มตายลงเป็นเบือโดยมิได้ใช้ให้เป็นประโยชน์แต่ประการใด ร้อนถึงเจ้าแม่ธรณีเกรงว่าสัตว์จะสูญพันธุ์เพราะเกิดมาทดแทนไม่ทัน จึงส่งพญาแมงป่องจากใต้บาดาลขึ้นมาต่อยทั้งนายพรานและสุนัขล่าเนื้อคู่ใจตายทั้งคู่ เทวีอาร์เถอเมิส (Artemis) และเทวีลีโทว์ (Leto) เป็นห่วงว่าสมุทรเทวราชรู้เข้าเรื่องจะบานปลายใหญ่โตโดยใช่เหตุ จึงนำความไปปรารภเทวราชซูสบนสวรรค์อลีมเผิส (Olympus) ซึ่งหาทางออกโดยเสกทั้งนายพรานและสุนัขล่าเนื้อให้เป็นอมตะและให้ไปล่าเนื้อบนท้องฟ้าโดยที่สัตว์ทั้งหลายณที่นั้นล้วนแต่เป็นอมตะ เจ้าแม่ธรณีรู้เรื่องเข้าก็ส่งพญาแมงป่องซึ่งเป็นอมตะอยู่แล้วให้ไปขัดขวางการล่าสัตว์ของอรายอันและซีรีอุส ซึ่งวิ่งไล่กันอยู่บนท้องฟ้ามาจนทุกวันนี้ คือเมื่อมีดาวนายพรานและดาวสุนัขสุกสกาวบนท้องฟ้า ก็หมายความว่าไม่มีแมงป่องขัดขวาง ครั้นปรากฏดาวแมงป่องบนขอบฟ้าฟากตรงข้ามเมื่อใด ดาวนายพรานและดาวสุนัขก็รีบหนีตกขอบฟ้าไปอย่างรวดเร็วและจะไม่ปรากฏโฉมจนกว่าดาวแแมงป่องจะหลบฉากไปเสียจากท้องฟ้า สังเกตได้ว่าไม่มีบทบาทของโอรสเจ้าแม่หรือเทพดายเออนายเสิส (Dionysus) อยู่เลย

แต่ปรากฏว่าก่อนที่ชาวกรีกจะได้สร้างปรัมปราดังกล่าว อารยธรรมโบราณก่อนหน้านั้นได้เห็นความสำคัญของดาวซีรีอัสต่อการสุกของผลไม้ทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลองุ่นสำหรับผลิตเหล้าองุ่น อย่างเช่นชาวอียิปต์โบราณกำหนดให้การเห็นดาวซีรีอุสปรากฏบนขอบฟ้าทิศเหนือครั้งแรกในรอบปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งก็เป็นเครื่องหมายเตือนให้เตรียมตัวรับความร้อนอบอ้าวรุนแรงอย่างไม่ปราณีระหว่างปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน แต่ก็เป็นความร้อนที่ชาวอียิปต์ทุกคนต้องยินดีต้อนรับ เพราะยิ่งร้อนผลไม้ยิ่งดกและอร่อยเป็นการชดเชย จนมีผู้หวังดีสร้างเรื่องปรัมปราไว้ปลอบใจว่า ในรัชสมัยของฟาโรห์เซนเยส (Senyes) มีนักบุญท่านหนึ่งนามว่ายาเคมหรือยาคิม(Jakem, Jakim) เขาบำเพ็ญพรตจนมีฤทธิ์ ขณะใดร้อนอบอ้าวมากๆเขาจะรวบรวมพลังส่งออกไปสกัดกั้นบรรเทาความร้อนจากดวงอาทิตย์ลง และขณะที่เกิดโรคระบาด เขาก็ใช้พลังต่อต้านการระบาดให้หยุดได้ ในอีกด้านหนึ่งของเหรียญพบว่า ความร้อนช่วยให้พวกเขาได้ผลองุ่นและเหล้าองุ่นมากและทรงคุณค่าเหลือคุ้ม ผู้ได้ผลประโยชน์ก็พร้อมใจกันยกย่องดาวซีรีอุสในฐานะเทพผู้อุปถัมภ์ เมื่อเขาถึงแก่กรรมลงชาวบ้านถือว่าเขาเป็นเทพ จึงได้สร้างสักการสถานบนหลุมฝังศพของเขา มีการนิยมถวายเครื่องเซ่นและชิ้นส่วนของเครื่องเซ่นก็กลายเป็นของขลังป้องกันภยันตรายต่างๆตามศรัทธา เชื่อกันว่าเรื่องนี้ชาวอียิปต์คงมิได้คิดขึ้นมาเอง แต่คงได้มาจากเกาะครีท เพราะชาวเกาะครีท เรียกดาวซีรีอุสว่า i-wa-ko  พบหลักฐานที่นครรัฐพายสัส (Pylos) เพี้ยนเป็น i-wa-ka ซึ่งคงเป็นที่มาของชื่อ Jakem ของชาวอียิปต์ดังกล่าวข้างต้น

จากอิทธิพลของอียิปต์  ชาวพื้นเมืองเดิมบริเวณอโทว์เลีย(Aetolia)ที่ราบเหนืออ่าวแพททริ (Patrae) ได้สร้างเรื่องปรัมปราขึ้นมาว่า

ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งนครรัฐอโทว์เลียคือเจ้าชายอเรสเธียส (Orestheus)โอรสองค์หนึ่งของกษัตริย์เดอแคลเลียน (Deucalion) แห่งโลว์เขริส (Locris) อเรสเธียสแปลว่านักท่องภูเขาหรือพรานป่า เจ้าชายอเรสเธียสไม่ใช่เจ้าฟ้าองค์ใหญ่ ไม่มีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์โลว์เขริส จึงออกล่าสัตว์กับสุนัขตัวเมียตัวโปรดไปเรื่อยๆเผื่อจะพบชัยภูมิดีก็จะสร้างเมืองใหม่ สุนัขคู่ชีพทุคคืนก่อนจะล้มตัวลงหลับชอบหันหน้าไปทางทิศเหนือจ้องดูดาวซีรีอุสแล้วก็เห่าหอนอยู่พักหนึ่งจึงล้มตัวลงม่อยหลับผล็อยไป ครั้นเดินทางมาถึงที่ราบกว้างเหนืออ่าวเพททริก็แท้งลูกเป็นท่อนเถาไม้เลื้อย เจ้าชายจึงขุดหลุมฝังไว้ตรงนั้น รุ่งเช้าก็เห็นยอดเถาองุ่นโผล่ขึ้นจากพื้นดิน มันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาหาไม้มาทำค้างให้มันเลื้อยซึ่งมันก็เลื้อยไปอย่างรวดเร็วและออกดอกออกผลเป็นพวงองุ่น เทพสุนัขแห่งดาวซีรีอุสมาเข้าฝัน แนะนำให้เขาเอาผลองุ่นหมักทำเหล้าองุ่นรสดี เขาตื่นขึ้นตัดเถาองุ่นเพาะชำในบริเวณนั้นเป็นไร่องุ่นใหญ่และเก็บผลมาหมักสทำเหล้าองุ่น มีคนมาดูและลองชิมเหล้าองุ่นแล้วก็ชวนกันร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน เขาชวนให้ช่วยกันทำสวนองุ่นและขายทั้งผลและเหล้าองุ่นจนมีฐานะมั่งคั่ง เขาอยากจะเดินทางต่อไป แต่เจ้าของไร่องุ่นทั้งหลายพร้อมใจกันขอร้องให้เขารับตำแหน่งกษัตริย์ของนครรัฐใหม่อโทว์เลีย ยกย่องเขาเป็นคุรุแห่งการปลูกองุ่นและทำเหล้าองุ่น แต่เขากลับสร้างวิหารเทพสุนัขแห่งดาวซีเรียสผู้ประทานเถาองุ่นและผู้สอนวิธีทำเหล้าองุ่น ต่อมาก็เชื่อเพิ่มเติมกันว่า บิดาบังเกิดเกล้าที่แท้จริงของเขาคือเทพดายเออนายเสิสผู้ประทับณดาวซีรีอุส อเรสเธียสมีโอรสนามว่าฟายตีเอิส (Phytius แปลว่าผู้ปลูก) สืบบัลลังก์ต่อมา มีโอรสนามว่าอนีเอิส (Oeneus แปลว่าเถาองุ่น) สืบบัลลังก์ต่อมา

            ในอารยธรรมอารยัน ดาวซีรีอุสกลายเป็นแสงสว่างของซูส สัญลักษณ์ถึงเทพดายเออนายเสิสซึ่งเป็นโอรสองค์โปรดของเทวราชซูส ผู้มีศรัทธาต่อเทพดายเออนายเสิสชอบจัดหรือเข้าขบวนแห่รูปสมมุติหรือสัญลักษณ์ขององค์เทพพลางก็ร้องเพลงหรือร้องตะโกนเทิดทูนความดีของเทพองค์นี้ทั่วดินแดนที่มีชาวกรีกโบราณอาศัยอยู่

 

เมื่อโอรสเจ้าแม่เป็นเทพบุตรขวัญใจของชาวกรีกโบราณ

             โอรสเจ้าแม่เป็นที่เคารพบูชาของชาวครีทอย่างไม่มีคู่แข่ง ก็น่าจะมีหลายนามและการนับถือก็น่าจะผิดเพี้ยนกันไปในสถานที่และเวลาต่างๆกัน บันทึกภาษาครีทไม่อาจช่วยให้ความกระจ่างแต่ประการใด เพราะสยังหาผู้อ่านให้ได้ความไม่ได้ ต้องใช้สันนิษฐานจากหลักฐานวัตถุที่ยังหลงเหลือให้ศึกษาได้และหลักฐานภาษากรีกเท่าที่ยังมีเก็บรักษาไว้ซึ่งบางส่วนก็ตั้งใจรายงานอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็มีส่วนที่พัฒนาไปตามความพอใจของผู้นับถือแบบกรีกซึ่งก็มีอยู่หลายรูปแบบต่างๆกัน หากจะเดินตามทฤษฎีวัฒนธรรมกรีก (Theory of the Greek Culture) ของฟรีดรีช นีทเฉอ (Friedrich Nietzsche) ที่ชี้ให้เห็นว่าวัฒนธรรมกรีกมี 2 ธาตุที่แสดงออกคู่คี่กันมาในประวัติศาสตร์ คือ ธาตุดายเออนีชเฉิน (Dionysian element) ซึ่งชาวพื้นเมืองเดิมได้ทิ้งไว้เป็นมรดกสืบทอดมาติดกับธรณี  และธาตุอพาลเลอเนียน(Apollonian element)ซึ่งชาวเผ่าอารยันนำเป็นมรดกจากบรรพบุรุษติดตัวเข้ามายึดครองพื้นที่ สำหรับการรับนับถือโอรสเจ้าแม่ของชาวครีทซึ่งแผ่ขยายเป็นอารยธรรมพื้นเมืองทั่วดินแดนกรีซก่อนการเข้ายึดครองของชาวเผ่าอารยันนั้น ก็แยกออกให้เห็นได้ในทั้งลักษณะที่เป็นธาตุดายเออนีเฉินและที่เป็นธาตุแอพเผิลโลเนียน ดังจะวิเคราะห์ให้ดูดังต่อไปนี้

 

โอรสเจ้าแม่ในคราบของธาาตุดายเออนีเฉิน

            เรายังไม่รู้จริงๆในว่าชาวเกาะครีทและชาวพื้นเมืองเดิมของแผ่นดินกรีซที่รับอารยธรรมมาจากเกาครีทนั้นเป็นอย่างไรบ้างในรายละเอียด นอกจากชื่อ Diwonusojo ที่บันทึกไว้บนแผ่นศิลาที่เมืองพายลัสด้วยอักษรกรีก แต่ที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ของศาสนาอรฟิสม์ (Orphism) ซึ่งอ้างว่าศาสดาออร์เฟียส (Orpheus) ได้ไปศึกษาจากแหล่งกำเนิดโดยตรงและบันทึกไว้ว่าเป็นเรื่องราวของเทพดายเออนายเสิส เสอกรีเอิส(Zagreus) จึงสันนิษฐานว่าดายเออนายเสิสเป็นนามภาษากรีก ส่วนเสอกรีเอิสคงจะเป็นนามดั้งเดิม และเรื่องราวที่เล่านั้นแม้จะพยายามดึงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของปรัมปรากรีก แต่ก็ยังแสดงลักษณะดายเออนายเฉินชัดเจน ดังต่อไปนี้

เสอกรีเอิสเป็นโอรสของเทวราชซูสกับเจ้าแม่งูใหญ่ธิดาของเจ้าแม่ธรณี โดยเทวราชแปลงร่างเป็นงูมาร่วมรัก เสอกรีเอิสเกิดมามีรูปร่างเป็นงูน้อยมีเขา 2 ข้าง ซูสเกรงว่าหากเฮียร์เรอรู้ระแคะระคายจะทำร้าย จึงมอบให้อสูรเขอเรทถิส (Curetes) 2 ตนนำไปเลี้ยงด้วยนมแพะในถ้ำบนเกาะครีท

เมื่อไรที่ทารกส่งเสียงร้อง อสูร2ตนจะร้องรำทำเพลงส่งเสียงอึกทึกจนกลบเสียงทารกมิให้เฮียร์เรอร์รู้ระแคะระคายได้ อย่างไรก็ตามซูสเองสร้างพิรุธโดยแว่บมาสอดส่องดูความเรียบร้อยของถ้ำอายเดีย (Idaea) บ่อยจนเฮียร์เรอสงสัย จึงสั่งให้อสูรฝ่ายของตนกลุ่มหนึ่งสืบดูจนรู้ความจริงจึงวางแผนกำจัดอย่างหวังผล พวกเขาหาดินสอพองมาทาตัวกลมกลืนกับผนังถ้ำ แล้วก็ซ่อนกำบังตัวรอโอกาสจนถึงยามใกล้รุ่ง อสูรองครักษ์พากันง่วงม่อยหลับสนิท อสูรฝ่ายร้ายก็เอาของเล่นมาล่อจนเสอกรีเอิสสมยอมวิ่งตามออกไปจากถ้ำเข้าไปในป่าใกล้เคียง อสูรออกท่าจะทำร้าย เสอกรีเอิสรู้ตัวก็สู้ยิบตา แปลงกายเป็นเทพ เป็นอสูร เป็นสิงโต เป็นเสือ เป็นพญางู เป็นม้า เป็นวัว ตอนเป็นวัวนี่แหละเสียท่า อสูรตนหนึ่งจับเขา อีก 4 ตนจับขากันตนละข้าง ดึงอย่างแรงจนร่างฉีกออกจากกัน ช่วยกันกินเนื้อสดๆจนไม่เหลือหลอ บังเอิญเทวีอธีนิผ่านมาพบเข้าแย่งได้แต่หัวใจเอาไปถวายเทวราชซูส ต่อจากนั้นเรื่องราวของเสอกรีเอิสก็จะปรับตัวเข้าข่ายของธาตุแอพเผิลโลว์เนียน

มีหลักฐานว่าชาวเกาะครีทโบราณมีพิธีศาสนาในถ้ำอายเดียประจำปี โดยปุโรหิตแต่งตัวชุดขาว มีการฆ่าวัวและกินเนื้อสดๆ ถวายแด่เทพซูสเสอกรีเอิส ซึ่งแสดงว่ามีความพยายามยกย่องโอรสเจ้าแม่ของตนระดับเทวราช พิธีฆ่าวัวกินเนื้อสดเพื่อระลึกถึงความเสียสละของเทพและการมีชีวิตใหม่ของเทพ ได้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางทั่วดินแดนกรีซจนถึงดินแดนปาเลสไตน์ตั้งแต่ก่อนรับอารยธรรมอารยัน กฎของโมเสสที่ “ห้ามต้มเนื้อลูกวัวในน้ำนมแม่” ก็น่าจะหมายถึงพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเทพกุมารเสอกรีเอิสที่นิยมในปาเลสไตน์โบราณมากๆ

ในอารยธรรมครีท มีพิธีกรรมระลึกถึงการฟื้นคืนชีพของเสอกรีเอิสและสมรสกับเทพธิดาแอร์เรอแอดนิ (Ariadne) ซึ่งพวกเขายกย่องเสมอเทพธิดาเผอเซฟเฝอนิ (Persephone) ของชาวอารยัน แต่ชาวอารยันยกย่องเทพดายเออนายเสิสเป็นเพียงโอรสบุญธรรมของเผอเซฟเฝอนิในธาตุแอพเผอโลว์เนียน และเป็นโอรสลับของซูสกับเผอเซฟเฝอนิในธาตุดายเออนายเฉิน

 

บรรณานุกรม

Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.

Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.

Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006

Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (156) โอรสเจ้าแม่ครีท

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (156)

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ

โอรสเจ้าแม่ครีทกลายเป็นโอรสเจ้าพ่อกรีก

ขณะที่อารยธรรมเกาะครีทรุ่งโรจน์เพราะสามารถคุมการค้าขายได้ทั่วชายฝั่งทะเลอีเจียนด้วยกองเรือรบที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ทว่าชาวเผอแลสเจียน(Pelasgian)บนผืนแผ่นดินกรีกก็มีทีเด็ดพยายามดีดตัวเองโดยรับเอาวัฒนธรรมครีทมาใช้และพัฒนาต่อจนเป็นวัฒนธรรมเผอแลสเจียนที่ล้ำหน้าวัฒนธรรมเกาะครีทไปอีกช่วงหนึ่งก่อนที่จะผสมผสานกับวัฒนธรรมเผ่าอารยันที่รุกรานเข้ามาจนกลายเป็นอารยธรรมกรีกที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน โฮว์เมอร์พียงแต่กล่าวถึงเทพบุตรดายเออนายเสิสแต่มิได้ให้บทบาทอะไร แสดงว่าในสมัยของโฮเมอร์นั้นชาวกรีกอารยันเริ่มรับนับถือโอรสเจ้าแม่จนถึงขั้นให้พระนามภาษากรีกแล้วซึ่งแปลว่าเทพเท้าแพลง ซึ่งอาจจะเป็นนามที่แปลมาจากภาษาครีทก็ได้

โอรสเจ้าแม่กลายเป็นดายเออนายเสิส

            ตราบใดที่เรายังอ่านอักษรครีทไม่ออก เราก็ยังคงไม่อาจจะรู้ได้ว่าโอรสเจ้าแม่รวมทั้งเจ้าแม่ด้วยมีนามว่ากระไรในภาษาครีท เรารู้แต่ชื่อภาษากรีกที่ถวายแก่โอรสเจ้าแม่ว่าดายเออนายเสิส(Dionysus, Dionysius ซึ่งแปลว่าเทพขาแพลง the Lame God ไม่แน่ใจว่าแปลมาจากภาษาครีทหรือเปล่า) ส่วนเจ้าแม่ได้ชื่อภาษากรีกว่า เดอเมทเถอร์(Demeter ซึ่งแปลว่า ธัญญาหาร ไม่ใช่ Gèธรณี ซึ่งชาวอารยันให้การนับถืออยู่ก่อนแล้ว ปัญหาก็คือจะทำให้เป็นญาติกันอย่างไร)

มีหลักฐานเก่าแก่ที่สุดจารึกบนแผ่นศิลาเป็นภาษาพื้นเมืองของชาวเมืองพายลัส(Pylos)ซึ่งเป็นเมืองโบราณในแคว้นเมิสซีนเนีย(Messinia)ซึ่งอยู่ตอนหัวมุมตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรกรีซ เมืองนี้ตามปรัมปรากรีกก่อตั้งโดยกษัตริย์อารยันนามว่าพายเลิส(Pylus)จากเมอแกร์เรอ(Megara) เดิมพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ก่อตั้งนครรัฐเมอแกร์เรอ ไม่มีโอรสมีแต่ธิดานามว่าพายเลอ(Pyla) ครั้นเจ้าชายแพนเดียน(Pandion)โอรสของกษัตริย์ซายครัพส์แห่งเอเธนส์(Cycrops of Athens)ถูกกฎมณเฑียรบาลของเอเธนส์เนรเทศจากเมืองพาไพร่พลมาขออาศัย ได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดี ทั้งยังจัดการสมรสให้กับพระธิดาด้วย อยู่มากษัตริย์พายเลิสแห่งพายลัสทรงกระทำผิดกฎมณเฑียรบาล ต้องเนรเทศพระองค์เองออกจากเมืองที่พระองค์เองได้ทรงสถาปนาขึ้น จึงทรงมอบราชสมบัติให้พระราชบุตรเขยกับพระธิดาให้ครองราชย์ต่อ พระองค์เองทรงสละราชสมบัติแล้วพาอาสาสมัครจำนวนหนึ่งออกเดินทางไปตามดวงโหราศาสตร์ทางตะวันตกเฉียงใต้จนถึงชายทะเล มีชาวพื้นเมืองเดิมอยู่กันกระจัดกระจาย จึงเลือกชัยภูมิเหมาะสมสร้างราชวังประกาศตั้งนครรัฐพายเลิสแห่งเมอซีนิขึ้น แต่ไม่ทันมีทายาทก็ถูกเจ้าชายนีลิส(Neleus)ยกพลมายึดเมืองตั้งราชวงศ์ใหม่ กษัตริย์พายเลิสนำไพร่พลจงรักภักดีไปตั้งเมืองพายเลิสที่3ในแคว้นเอลเลิส(Ellis)และจบกระแสปรัมปราลง ณ ที่นั้น

กษัตริย์นีเลิสเป็นโอรสของสมุทรเทวราชเผอซายดันกับพระนางทายโรว์(Tyro)ธิดาของกษัตริย์เสิลมานเนิสกษัตริย์แห่งเสิลมานนิ (Salmoneus of Salmone)ซึ่งเป็นโอรสของเจ้าแห่งลม ออัลเลิส(Aeolus)ซึ่งเเป็นโอรสของสมุทรเทวราชเผอซายดันกับนางมนุษย์อาร์นิ(Arne) พอเข้าวัยรุ่นก็ออกเดินทางท่องเที่ยวหาประสบการณ์ชีวิตเรื่อยไป จนได้สมรสกับพระนางจายเออนิธิดาของกษัตริย์เลอแพร์เริส(Liparus) ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เหนือหมู่เกาะเลอแพร์ริ(Lapare) เป็นกษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรม ใจบุญสุนทาน ทรงความเที่ยงธรรมและเมตตาธรรม ประดิษฐ์เรือใบขึ้นใช้ได้ดี เป็นที่รักของทั้งเทพและมนุษย์ เทวราชซูสทรงแต่งตั้งให้มีอำนาจและดูแลเหนือลม ออัลเลิสจึงเรียกลมทั้งหมดให้มาชุมนุมกันอยู่ในถ้ำบนเกาะแห่งหนึ่งเพื่อจัดเวรให้ออกไปยืดเส้นยืดสายตามอัธยาศัยแล้วให้กลับมาเข้าถ้ำรอคิวครั้งต่อไปบางลมก็เผลอตัวออกอาละวาดเกินพิกัด จำต้องมีการลงโทษกันบ้างตามโทษานุโทษ ยังผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนไปบ้างจากที่กำหนดไว้เดิม ดังเช่นปรากฏในตอนต้นและตอนปลายของมหาสงครามทรอยที่ขาดลมบ้าง พายุพัดแรงเกินไปบ้าง บางครั้งก็ทำตามพระประสงค์ของเทพแห่งอลีมเผิสเป็นลมนอกฤดู เป็นต้นเทพลมครองรักครองราชย์กับพระมเหสีจายเออนิอย่างมีความสุขความเจริญ มีโอรสธิดาด้วยกันอย่างละ 6 องค์ และกับพระนางเอเนอเออเรทถิ(Aenearete)ได้โอรสงค์1 นามว่าเสิลมานเนิสซึ่งออกผจญภัยไปตั้งเมืองใหม่ได้ที่แคว้นเอลเลิสชื่อนครรัฐเสิลมานนิ อภิเศกสมรสกับพระนางแอลเสอดายสิ(Alcidice)ได้ธิดาโฉมงามล้ำนามว่าทายโรว์ซึ่งเป็นหลานปู่ของสมุทรเทวราชเผอซายดัน ทายโรว์ประสูติได้ไม่นานพระมารดาแอลเสอดายสิก็สิ้นพระชนม์และกษัตริย์เสิลมานเนิสก็ได้มเหสีใหม่นามว่าซายเดอโรว์(Sidero) ทายโรว์จึงไปอยู่กับอาซึ่งเป็นกษัตริย์ของรัฐออัลเขิส(Iolcus) ครั้นแตกเนื้อสาวทายโรว์เกิดหลงรักแม่น้ำอนายเผิส(Enipeus)แต่เช้ายันเย็นนั่งเฝ้าอยู่ริมฝั่งแม่น้ำที่หมายปอง สมุทรเทวราชผ่านมาเห็นเข้าเลยถือโอกาสร่วมรักได้โอรสแฝดคือเพลเลียส(Pelias)กับเนลเลิส(Neleus)ซึ่งเมื่อเติบโตขึ้นจะยกพลมาชิงเมืองพายลัสจากกษัตริย์พายเลิสสืบสันตติวงศ์สมุทรเทวราชเผอซายดัน ทรงแผ่ขยายอำนาจออกไปรอบด้านและสร้างความเจริญแก่นครรัฐ ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางโคลเริส(Chloris) ธิดาผู้เลอโฉมของกษัตริย์เอิมฟายอันแห่งธีบส์(Amphion of Thebes) ได้ธิดา 1 องค์และโอรส 12 องค์ เมื่อเฮเรอขลิสเดินทางมาขอให้ช่วยทำพิธีล้างมลทินหลังจากสังหารอีฟเฝอเถิส(Iphitus) เนื่องจากเหยื่อสังหารเป็นโอรสของพระสหาย ยังความแค้นให้แก่เฮเรอขลิสอย่างแรง ครั้นมีเวลาก็บุกเข้าในพระราชวังแห่งพายลัส สังหารเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดแล้วก็จากไป ระหว่างนั้นเนสเทอร์(เจ้าฟ้าองค์สุดท้อง)ไปอยู่กับอาซึ่งเป็นมเหสีของรัฐเจอเรนเนีย(Gerenia) เพราะที่นั่นมีชื่อเป็นแหล่งม้าพันธุ์ดีที่สุดของกรีซ และเนสเทอร์ก็ชอบเลี้ยงและชอบเล่นกับม้าอย่างที่สุด จึงไปเพาะพันธุ์ม้าของตนไว้ที่นั่นและดูแลเองอย่างใกล้ชิด เมื่อเฮเรอขลิสทิ้งโศกนาฏกรรมไว้ที่เมืองพายลัสเนสเทอร์ก็ต้องกลับมาครองเมืองและบูรณะฟื้นฟูจนเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ครองราชย์ยาวนานจนถึง 3 ชั่วอายุคนคือ180ปี

ขณะเป็นเจ้าฟ้าเนสเทอร์(Nestor) ได้แสดงวีรกรรมไว้มากมายเช่น เมื่อคราวที่ทัพเอลเลิส(Ellis)รุกรานพายลัส พระราชบิดานีเลิสห้ามไม่ให้ออกศึกเพราะยังเยาว์เกินไป แต่เนสเทอร์ก็ยังหาโอกาสลอบออกจากวัง บุกเดี่ยวเข้าไปในกองทัพของฝ่ายศัตรู กระโดดขึ้นรถศึกของแม่ทัพอแมร์เรินเสิส(Amarynceus)มกุฎราชกุมารโอรสของกษัตริย์ออเจียส(Augeias)แห่งเอลเลิส สังหารแม่ทัพแย่งชิงรถมาขับไล่ฟันทหารข้าศึกตายเป็นเบือ ทำให้กองทัพระส่ำระสายและล่าถอยไปในที่สุด ในการแข่งขันกีฬาแห่งเมืองเบอแพรสเซียม(Buprasium) เนสเทอร์ชนะเลิศทุกอย่างที่เสนอตัวเข้าแข่งขัน คือ ชกมวย มวยปล้ำ พุ่งหลาว และวิ่งเร็ว สมัครเข้าร่วมทีมปราบหมูป่ายักษ์แคลเลอดัน(Caledon) อาสาร่วมทีมผจญภัยไปกับเรืออาร์โก(Argo)

ครั้นขึ้นครองราชย์พายลัสก็อภิเษกสมรสกับยูเรอดายสิ (Euridice) ได้โอรส 7 องค์และธิดา 2 องค์ สร้างความเจริญมั่นคงและมั่งคั่งแก่นครรัฐต่อจากพระราชบิดา ในวัยชราได้เข้าร่วมสงครามกรุงทรอยด้วยกองเรือ      90 ลำกับโอรส 2 องค์ คือ แธรสเสอมีดิส(Thrassymedes)และเอินทายเลอเขิส(Antilochus) องค์หลังนี้ทรงสละชีพเพื่อปกป้องพระราชบิดาจากการโจมตีดุเดือดของเมมนัน(Memnon) เนสเทอร์เป็นขุนศึกฝ่ายกรีกที่อายุมากที่สุดและฉลาดสรอบคอบที่สุด ได้แสดงความคิดลึกซึ้งและคารมคมคายในที่ประชุมขุนศึกให้คำปรึกษาแก้ปัญหาทางตันหลายครั้งและเสนอทางออกได้อย่างสวยๆเสมอ เช่นเสนอให้อดีสเสิสไปเจรจาขอให้อคีลลิสเปลี่ยนใจมาร่วมรบ เสนอให้จอมทัพแอกเกอเมมนันยอมคืนเบรอซีเอิส(Briseis)แก่อคีลลิสเพื่อสมานความร้าวฉานในกองทัพ คำแนะนำทุกอย่างของเนสเทอร์เป็นที่ยอมรับและได้ผล เมื่อเสร็จสิ้นสงครามกรุงทรอยแล้ว เนสเทอร์เดินทางกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยในบรรดาน้อยรายที่โชคดี และครองรชย์ต่อมาจนสิ้นพระชนม์อย่างสงบราบรื่น

วันหนึ่งเถอเลมเมอเขิส(Telemachus)โอรสของอดิสเสิสมาขอเฝ้าเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับการสูญหายของบิดา เนสเทอร์ให้การต้อนรับอย่างดี ทรงยกพระธิดาพาลเลอแคสถิ(Polycaste)ให้เป็นชายา ได้โอรสนามว่าเผอเซฟเผอเลิส(Persepolis) พี่ชายของพาลเลอแคสถินามว่าแธรสเสอมีดิสที่ได้ไปรบกรุงทรอยและกลับมาปลอดภัยพร้อมกับบิดา อาสาพาน้องเขยไปที่สพาร์เทอเข้าเฝ้ากษัตริย์เมนเนอเลเอิส(Menelaus)เพื่อหาข้อมูลตามหาอดิสเสิส แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ จึงต่างฝ่ายต่างกลับไปฟังข่าวที่บ้าน แธรสเสอมีดิสได้ขึ้นครองราชย์พายเลิสแทนเนสเทอร์ มีโอรสนามว่าซีลเลิส(Sillus) ซึ่งจะได้ขึ้นครองราชย์แทนบิดาต่อมา มีหลักฐานเป็นซากปรักปรำมากมายบ่งชี้ว่ามีความเจริญรุ่งเรืองมากมายที่ไม่ได้บันทึกไว้ มีหลักฐานว่าตั้งแต่ก.ค.ศ.425-409 ชาวเอเธนส์ยึดครองและทิ้งซากป้อมปราการไว้ให้ศึกษา

ในบรรยากาศเช่นนี้แหละที่การนับถือโอรสเจ้าแม่ได้ถูกนำเข้ามาตั้งแต่ก่อนชาวอารยันเป็นใหญ่และได้รับการต้อนรับอย่างดี มีพระนามของโอรสเจ้าแม่จารึกบนแผ่นศิลาเป็นภาษาพื้นเมืองของชาวพายลัสว่า “Diwunusojo”  ซึ่งต่อมาได้ถูกแปลงเป็นภาษากรีกว่า “Dionusos” ซึ่งแปลเป็นภาษากรีกได้ว่า “การแทงเทพ” จึงไม่น่าจะเป็นการแปล แต่เป็นการทับศัพท์แบบเพี้ยนๆและไม่ทราบได้ว่าในภาษาเดิมแปลว่ากระไร ต่อมาเมื่อการนับถือแพร่หลายในหมู่ประชาชนกว้างขวางมากขึ้นก็จะค่อยๆมีฉายานามขึ้นตามศรัทธา เช่นเมื่อมีผู้สร้างเรื่องปรัมปราให้เป็นโอรสของเทวราชก็จะได้สมญานามว่าโอรสของซูสครั้นนิยมนับถือเป็นเทพอุปถัมภ์ความอุดมสมบูรณ์กันมากขึ้นก็มีการสร้างเทวลึงค์ขึ้นเคารพบูชาเรียกว่า Silanosหากทำการแห่แหนก็นิยมใช้สตรีแบกบุษบา สตรีที่ทำหน้าที่นี้ได้ชื่อว่า Phallophoriaหรือ Phallagogiaiการแห่แหนเช่นนี้พบบันทึกทั่วไปในศิลปะเกาะครีท แต่ไม่รู้ชื่อเรียกภาษาครีท รู้แต่ชื่อแปลเป็นภาษากรีก

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (155)

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (155)

กีรติ บุญเจือ

ศาสนาของชาวทะเลอีเจียน

ศาสนาของชาวอีเจียน(Aegean)หมายถึงการนับถือศาสนาของผู้อาศัยอยู่ตามเกาะแก่งต่างๆและตามบริเวณชายฝั่งทะเลรอบๆทะเลอีเจียนก่อนที่ศาสนาของชาวกรีกโบราณจะเข้ามาครอบงำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของศาสนากรีกโบราณ แหล่งสำคัญได้แก่เกาะครีทและเมืองเมอซีนิ(Mycene)บนชายฝั่งกรีซ

ความเป็นมา

ระหว่างก.ค.ศ.3000-2000 ยุคสัมฤทธิ์ตอนต้น มีหลักฐานการนับถือเจ้าแม่ธรณีและทำรูปสตรีแห่งความอุดมสมบูรณ์เอาเคล็ดเช่นเดียวกับมนุษย์ยุคหินใหม่ทั่วๆไป แต่ไม่มีหลักฐานการสร้างอนุสาวรีย์หินใหญ่(Megalithic monument) แต่พบรูปสลักสตรีเล็กๆชูมือขึ้นเหนือศีรษะกระจายอยู่ทั่วไป การนับถือเจ้าแม่เป็นฐานสำคัญของการนับถือศาสนาของชาวทะเลอีเจียน

ระหว่างก.ค.ศ.2000-1500 ยุคสัมฤทธิ์ตอนปลาย เกาะครีท(Crete Island) ก้าวหน้าโดดเด่นเป็นศูนย์กลางเผยแผ่อารยธรรมและศาสนาสู่ดินแดนอีเจียนโดยรอบ การนับถือโอรสเจ้าแม่เป็นฐานสำคัญของการนับถือศาสนาของพวกเขา

            ระหว่างก.ค.ศ.1500-1000 ยุคเหล็กตอนต้น เป็นช่วงแห่งการผสมผสานระหว่างอารยธรรมอีเจียนกับอารยธรรมอารยัน การนับถือศาสนาเน้นที่ความพยายามพัฒนาการนับถือโอรสเจ้าแม่เป็นการนับถือเทพดายเออนายเสิส(Dionysus) ในฐานะเทพบุตรองค์โปรดของเทวราชซูส ศูนย์กลางดำเนินการอยู่ที่นครรัฐเมอซีนิ(Mycene)

ศาสนาของเกาะครีท

ชาวเกาะครีทได้ทิ้งบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้มาก แต่ยังอ่านไม่ออก จึงต้องอาศัยศึกษาจากบันทึกภาษาอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษากรีกประกอบกับวัตถุโบราณที่เกี่ยวข้อง เท่าที่พอจะสันนิษฐานได้สรุปได้ดังต่อไปนี้

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เจ้าแม่ไม่มีแดนสวรรค์ เพราะผืนแผ่นดินทั้งหมดเป็นที่อยู่ของเจ้าแม่ซึ่งเจ้าแม่มีพันธะต้องดูแล มนุษย์ทุกคนเป็นลูกของเจ้าแม่ เกิดจากครรภ์เจ้าแม่และตายกลับคืนสู่อุระของเจ้าแม่(จะเรียกว่าเป็นความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของชาวเกาะครีทก็น่าจะได้) ชีวิตของมนุษย์จึงคลุกคลีอยู่กับเจ้าแม่ตลอดเวลาและมีเจ้าแม่ร่วมกิจกรรมอยู่ด้วยเสมอ แต่ก็เชื่อกันว่าเจ้าแม่มักจะแสดงปาฏิหาริย์บนพื้นที่สูง(ยอดเขาหรือยอดเนิน)และในถ้ำเป็นพิเศษซึ่งประชาชนชอบจัดกิจกรรมระลึกถึงและจัดให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มหาราชและราชะทั้งหลายก็ชอบที่จะจัดส่วนหนึ่งของวังเป็นที่ประทับพักผ่อนของเจ้าแม่โดยเฉพาะซึ่งจะมีกำหนดให้เจ้าของวังเข้าคารวะและถวายเครื่องเซ่นเป็นประจำและทุกโอกาสที่ต้องการความช่วยเหลือ โอรสเจ้าแม่มีแต่พระคุณหวังดีและช่วยเหลือมนุษย์ สอนให้ทำการเกษตรให้มีอาหารและยารักษาโรค สอนให้รู้จักปลูกองุ่นให้ได้ผลดกเหลือจากบริโภคทำเครื่องดื่มที่ทำให้จิตใจรื่นเริงสนุกสนานไม่เครียด ประชาชนจึงรักและจัดงานบันเทิงถวาย

เครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ จากวัตถุโบราณที่หลงเหลือให้ศึกษาได้ของชาวเกาะครีท มีหลายอย่างที่แสดงว่ามีความหมายทางศาสนา เช่น

  1. เจ้าแม่ แสดงโดยภาพนกเขา งูและสัตว์ลอกคราบหลายชนิด ขวานสองหน้า(Labyrinth ภาษาลิเดียนแปลว่าตำหนักของขวานสองหน้าคือเจ้าแม่) เสาเอกในวัง ไม่ว่าจะเป็นเสากลม(clolumn)หรือเสาเหลี่ยม(pillar) ต้นไม้ใหญ่ เขาสัตว์ กะโปรงมีขอบ หมวกเหล็ก โล่รูปเลข8
  2. โอรสเจ้าแม่แสดงโดยภาพ วัวถึก เถาองุ่น จอกเหล้าองุ่น

พิธีกรรม  มีภาพมากมายแสดงผู้แต่งตัวพิเศษเบื้องหน้าแท่นบูชา จึงสันนิษฐานได้ว่ากำลังประกอบพิธีศาสนา แท่นบูชามักจะเป็นแท่นศิลาที่พื้นด้านบนเป็นแอ่งสำหรับรองรับเครื่องเซ่นซึ่งได้แก่อาหารจากพืชไร่โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลเก็บรุ่นแรก(first fruit) และเหล้าองุ่นที่เทราดลงในแอ่งนั้น ภาชนะที่บรรจุเหล้าองุ่นสำหรับถวายชอบทำเป็นรูปเศียรสัตว์ที่สมมุติว่าเหล้าองุ่นที่ถวายคือโลหิตของสัตว์ชนิดนั้น เวลาถวายไม่ต้องเท เพราะที่ก้นภาชนะทำรูไว้ให้ไหลลงบนแท่นบูชา ในเทศกาลพิเศษมีพิธีกรรมใหญ่ฆ่าวัวถวาย จะนำเอาวัวที่ถวายมาขังในบริเวณจำกัด ให้อาสาสมัครจำนวนหนึ่งมาเต้นยั่วให้วัวโกรธ โดยวิ่งล่อให้วัววิ่งไล่แล้ววิ่งหนีให้วัวไล่ตาม บางคนอาจแสดงความสามารถกระโดดตีลังกาขึ้นไปยืนโชว์บนหลังวัวให้ผู้ชมรอบสนามตื่นเต้น เมื่อเล่นเป็นที่พอใจแล้วก็ให้คนหนึ่งจามเศียรวัวด้วยขวานเชือดเอาเลือดไปเทถวายเป็นเครื่องบูชาบนพระแท่นเป็นการเอาเคล็ดขอความอุดมสมบูรณ์ เนื้อแล่แบ่งกันนำไปทำอาหารรับประทานโดยถือว่าเป็นการร่วมโต๊ะเสวยกับเทพ หนังและกระดูกนำเอาไปฝังไว้ใกล้พระแท่นบูชา

การเกิดและการตายถือว่าเป็นวัฏจักรของชีวิตซึ่งถือกันว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ เกิดมาก็ต้อนรับเหมือนได้ผลิตผลใหม่ทางเกษตร การตายคือการจากไปชั่วคราวในไม่ช้าก็จะเกิดใหม่ พวกเขาไม่แสดงความเศร้าโศกมากเท่ากับห่วงใยโดยการนำของต้องใช้ในการเดินทางไปหาที่เกิดใหม่ พิธีกรรมจึงเน้นการต้อนรับผู้มาใหม่และห่วงใยผู้ต้องเดินทางในปรโลก

ศาสนาของเมอซีนิ

            ในบรรดาหัวเมืองต่างๆที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมครีทเมอซีนิซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่งตะวันตกของทะเลอีเจียน ได้สร้างความเจริญขึ้นโดดเด่นกว่าเมืองอื่นๆ ตั้งแต่ประมาณก.ค.ศ.1500 ถูกแทรกแซงโดยชาวเผ่าอารยันมากขึ้นตามลำดับจนยึดอำนาจได้และสร้างอารยธรรมผสมผสานระหว่างอารยธรรมอีเจียนกับอารยธรรมอารยันกลายเป็นอารยธรรมกรีกเรียบร้อยในราวก.ค.ศ.1000 ระหว่าง 500 ปีดังกล่าวจึงเป็นช่วงเวลาผสมผสานซึ่งเมอซีนิมีบทบาทโดดเด่นที่สุด ศาสนาของเมอซีนิช่วงนี้จึงเป็นเอกลักษณ์และตัวอย่างของการผสมผสานดังกล่าว

เทพเจ้าที่สำคัญ เจ้าแม่กลายเป็นพระมารดาของเจ้าพ่อซูส(Zeus)ซึ่งมีชายานามว่าเฮียร์เรอ(Hera)มีบริวารนามว่า Athena Potnia (Potniaเป็นนามของเจ้าแม่ธรณีของเมอซีนิมาก่อน แปรสภาพเป็นบริวาร ต่อมาเปลี่ยนนามเป็น Athene ธิดาที่เกิดในกะโหลกศีรษะของซูส), Enyaliosเทพสงคราม  (ต่อมาจะเปลี่ยนนามเป็นภาษากรีกว่า Ares ละตินว่า Martiusและอังกฤษว่า Mars), เทพแห่งดวงอาทิตย์ Paiawon (ต่อมาเปลี่ยนนามเป็นภาษากรีกว่า Apollo เทพแห่งความสว่างทางปัญญา), เทพ Poseidaonประจำเมือง Pylos (ภายหลังเปลี่ยนนามเป็นภาษากรีกว่า Poseidon เทวราชแห่งท้องทะเลมหาสมุทร), Diktinnaเจ้าแม่แห่งภูเขา Dikte (ต่อมาเปลี่ยนนามเป็น  Zeus Diktaios), โอรสเจ้าแม่จะเปลี่ยนเป็นโอรสองค์โปรดของเจ้าพ่อซูสและได้นามภาษากรีกว่า  Dionysosมีบทบาทมากมายในศาสนากรีก ชาวโรมันถือว่าเป็นองค์เดียวกับเทพแห่งเหล้าองุ่น Bacchus ของตน

พิธีกรรมศาสนาของเมอซีนิค่อยๆรับเอาพิธีกรรมศาสนาของชาวเผ่าอารยันเข้ามาผสมผ

สานจนแยกไม่สู้ได้ว่าแค่ไหนเป็นผลจากการสร้างสรรค์ของอารยธรรมเมอซีนิและแค่ไหนรับจากอารยธรรมอารยัน เช่นการแห่แหนที่ชาวเมอซีนิชอบปฏิบัติโดยนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นบุษบกประดับดอกไม้งดงาม ติดตามด้วยสิ่งของที่จะทำพิธีถวายเมื่อขบวนแห่เคลื่อนไปถึงจุดหมาย มีผู้ร่วมขบวนแห่และต้อนรับขบวนแห่ตามศรัทธา น่าจะเป็นประเพณีที่ชาวเผ่าอารยันนำเข้ามาปฏิบัติเป็นตัวอย่าง เพราะพบว่าชาวฮินดูก็นิยมปฏิบัติต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ แต่ก็เป็นไปได้ด้วยเหมือนกันว่าชาวเมอซีนิเองก็ชอบด้วย จึงรับมาปฏิบัติอย่างเต็มใจ

โอรสเจ้าแม่ก่อนจะกลายเป็นเทพดายเออนายเสิส

            แม้ยังไม่อาจจะรู้ได้ว่าทั้งเจ้าแม่และโอรสเจ้าแม่มีนามว่ากระไร แต่ก็มีหลักฐานเพียงพอให้ยืนยันได้ว่าเจ้าแม่นั้นเป็นเจ้าแม่ธรณี เป็นใหญ่เหนือธรรมชาติทั้งหมดเพราะเป็นผู้ให้กำเนิดแก่ชีวิตทั้งหมด ช่วยมนุษย์เท่าที่จะช่วยได้แต่ไม่มีสิทธิ์ห้ามมิให้เหตุร้ายขึ้นกับมนุษย์ ส่วนโอรสเจ้าแม่มีหลักฐานชัดเจนว่าได้รับการยกย่องเทิดทูนในลักษณะของวัวกระทิง งู เถาไอวี และเหล้าองุ่น วัวกระทิงเป็นสัญลักษณ์ถึงพลัง แข็งแรง บึกบึน งูในความรู้สึกของมนุษย์ยุคหินทั่วๆไปเป็นสัญลักษณ์ถึงความฉลาด ไหวพริบ แม้คัมภีร์ไบเบิลหน้าแรกๆก็ยังยอมรับว่างูฉลาดที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย เถาไอวีทอดเถาไปถึงไหนก็ทำให้สำคัญผิดว่าเป็นงูได้ง่ายมาก จึงเป็นสัญลักษณ์ถึงงู และงูเป็นสัญลักษณ์ถึงความฉลาดอีกต่อหนึ่ง ส่วนเหล้าองุ่นนั้นเล่านอกจากเป็นเครื่องดื่มที่มีรสดีแล้ว ยังถือกันว่าเป็นโอสถรักษาโรคได้หลายอย่าง บำรุงกำลัง ทำให้อารมณ์แจ่มใส แก้หนาวได้ในฤดูหนาว ฯลฯ บทบาทของพระองค์คือเป็นเทพที่ขยันดูแลเอาใจใส่มนุษย์ ไม่ใช้พระเดช มีแต่พระคุณ เห็นความสุขของมนุษย์เป็นความสุขของตน เป็นผู้ริเริ่มสอนการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกองุ่นและทำเหล้าองุ่นซึ่งยุ่งยากมากๆ มนุษย์ไม่มีทางจะรู้วิธีทำได้เอง

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา ตอนที่ 154

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (154)

กีรติ บุญเจือ

 

การสันนิษฐานปรัมปราครีท

ตราบใดที่ยังอ่านภาษาครีทไม่ออกแปลยังไม่ได้  ทั้งยังไม่พบฉบับแปลจากภาษาครีทสู่ภาษาอื่นที่เราพอจะเข้าใจความหมายได้ ก็ยังไม่มีหวังว่าจะรู้ปรัมปราครีทแท้ๆ วิธีเท่าที่พอจะทำได้ในขณะนี้ก็คือศึกษาจากปรัมปราของชาติที่น่าจะเอาปรัมปราครีทไปสร้างปรัมปราของตน เช่นปรัมปราของชาวฮิทไทท์(Hittite)เรื่องสงครามระหว่างเจ้าพ่อกับพญางูหรือมังกร

ปรัมปราปราบจ้าวสมุทรของชาวฮิทไทท์

            เจ้าพ่อแห่งพายุ Illuyankasเป็นเจ้าพ่อครอบครองท้องทะเลมหาสมุทรทั้งหมด นิสัยไม่ดีเป็นอันธพาลสร้างความเดือดร้อนทั่วท้องน้ำตลอดจนผู้อาศัยอยู่ตามชายฝั่งก็พากันเดือดร้อนทั่วหน้า เจ้าพ่อแห่งพายุได้รับการร้องเรียนหนัก จึงคิดว่าจำต้องปราบปรามตามหน้าที่ แต่พลาดพลั้งถูกพญางูควักดวงใจและดวงตาไปได้ ทำให้หมดฤทธิ์ที่จะทำหน้าที่ต่อไป จึงเก็บตัวเงียบและปล่อยให้พญางูอาละวาดต่อไปตามสบาย จนกระทั่งโอรสของเทพพายุเติบโตขึ้นและไปหลงรักธิดาของพญางู เทพพายุจึงขอให้ช่วยหลอกถามที่ซ่อนของดวงใจและดวงตาจนเอากลับคืนมาได้ เจ้าพ่อพายุก็มีพลังขึ้นตามเดิม คราวนี้เอาเคียวติดตัวไปด้วย ครั้นใช้อสุนิบาตฟาดแล้วเพียงทำให้สลบก็ใช้เคียวเกี่ยวจนร่างพญางูขาดเป็นท่อนๆ เป็นอันจบเกมมารร้ายจ้าวสมุทร พญามังกรเจ้าพ่องูของชาวครีท

ปรัมปราปราบจ้าวสมุทรของชาวเอเชียไมเนอร์

            ชาวกรีกแถบเสอซีเลีย(Cicilia)ในเอชียไมเนอร์เล่าเรื่องเดียวกันด้วยอีกสำนวนหนึ่งว่า พญางูอาจเอื้อมรุกล้ำเข้าถึงบนภูเขาเคเฉิน(Kasionเฉิน ใช้อักษรสูงทับศัพท์เพื่อให้อ่านสั้นเท่านั้นมิได้บังคับว่าต้องออกเสียงจัตวา)ที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งของรัฐอูการิต(Ugarit) ซูสจึงเสด็จมาสู้กันบนภูเขาเคเฉิน อสุนิบาตไม่อาจระคายเคืองเกล็ดพญางู ซูสจึงใช้เคียวเกี่ยวร่าง แต่พญางูก็ดึงเคียวหลุดจากหัตถ์ของซูสได้ และใช้เคียวนั้นเองเกี่ยวเอ็น(neura)ที่ข้อหัตถ์และข้อบาทขาด  ทำให้ซูสหมดฤทธิ์แต่ทรงเป็นอมตะ พญางูจึงนำร่างหมดฤทธิ์ของพระองค์มาทิ้งไว้บนชายหาดแคว้นเสอซีเลีย และเอาเส้นเอ็นที่ตัดออกมาได้ไปโยนไว้ในถ้ำให้นางพญางูเดลฟายนิ(Delphyne)เฝ้าไว้ แต่เทพเฮอร์มิสและเจ้าป่าอายเจอแพนร่างแพะ(Aigipan)แอบลักลอบขโมยเส้นเอ็นจากถ้ำไปต่อในร่างของซูสได้สำเร็จทำให้ซูสมีพลังขึ้นดังเดิม แต่เทพอพอลโลว์ได้มาปราบถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของพญางูบนภูเขาเดลฟาย ปราบพญางูทั้งครอบครัวจนสิ้นฤทธิ์ยอมเป็นบริวารรับใช้ ทำให้ภูเขาเดลฟายเป็นศูนย์กลางการนับถือเทพอพอลโลว์และเป็นที่พยากรณ์ของพญางูผัวเมียตั้งแต่นั้นมา เทพอพอลโลว์เองก็ได้เรียนรู้วิชาโหราศาสตร์จากนางพญางูครั้งนี้เอง

ที่มาของปรัมปราปราบเจ้าสมุทร

สันนิษฐานได้ว่าปรัมปราปราบจ้าวสมุทรไม่น่าจะต่างก็เกิดขึ้นอย่างอิสระต่อกัน และบังเอิญคล้ายกัน แต่ทั้ง 2 น่าจะปรับปรุงมาจากแหล่งเดียวกัน คือ ปรัมปราปราบจ้าวสมุทรของชาวครีทซึ่งอาจจะอยู่ในคัมภีร์ศาสนาของชาวครีทที่เรายังอ่านไม่ออก ส่วนว่าชาวครีทจะปรับปรุงมาจากชาวอียิปต์หรือไม่ หรือว่าคิดขึ้นเอง นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งยังไม่อาจตอบได้ในขณะนี้ สันนิษฐานต่อไปได้ว่าปรัมปราของชาวครีทน่าจะดำเนินเรื่องว่า เจ้าแม่น่าจะคิดปราบและดำเนินการปราบพญางูที่ขึ้นมาคุกคามชาวครีทถึงบนเกาะ และคงพลาดท่าเสียทีพญางู ต่อมาเมื่อพระโอรสดายเออนายเสิส(Dionysus)เจริญพระชนมายุแล้วก็คงได้ปราบพญางูได้สำเร็จ ข้อสันนิษฐานนี้ได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลว่า ตามชายฝั่งรอบทะเลอีเจียน(Aegean Sea)พบว่ามีถ้ำศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่มากๆที่มีหลักฐานว่ามีการเฉลิมฉลองประจำปีด้วยการถวายน้ำโสมจากการหมักผลองุ่นกับน้ำผึ้งเหมือนบนเกาะครีท หลักฐานระบุว่ามีการปฏิบัติเช่นนี้ตั้งแต่ก่อนชาวเผ่าอารยันเข้าครอบครอง และชาวเผ่าอารยันก็สวมรอยปฏิบัติต่อโดยพยายามปรับให้ทุกอย่างเป็นกรีก แต่ก็ไม่อาจลบร่องรอยเดิมได้ทั้งหมด

ร่องรอยที่ลบไม่ออก

            1.โอรสเจ้าแม่สอนเทคนิคทำเหล้าองุ่น เมื่อปีค.ศ.1900 เซอร์อาร์เธอร์ อีแวนส์(Sir Arthur Evans) อำนวยการขุดค้นใกล้วังนาสเสิส(Knossos) พบถังหมักข้าวบาร์เลย์และสันนิษฐานได้ว่ามีอายุเก่าแก่กว่าถังหมักองุ่นทำเหล้าองุ่น จึงลงมติว่าชาวเกาะครีทเดิมรู้จักหมักข้าวบาร์เลย์มาก่อน เหล้าองุ่นซึ่งทำได้ยากกว่า อาจจะมีผู้นำเถาองุ่นมาปลูกบนเกาะและนำเอาวิธีทำเหล้าองุ่นเข้ามาเผยแพร่ด้วย และเพื่อให้ดูดีผู้สอนอาจจะอ้างว่าได้รับการเปิดเผยจากโอรสเจ้าแม่ก็ได้ ก็หมายความว่าก่อนรู้จักทำเหล้าองุ่นนั้น เครื่องดื่มที่ถือว่าประเสริฐที่สุดใช้ในการบวงสรวงก็คงจะเป็นเบียร์ข้าวบาร์เลย์นี่แหละ ดังปรากฏว่าในพิธีเข้าจารีตรหัสยลัทธิอลูเสิส(Aleusis)ก็ยังให้ดื่มเบียร์ข้าวบาร์เลย์อยู่ ไม่ใช่เหล้าองุ่น ครั้นรู้จักทำเหล้าองุ่นแล้ว พิธีกรรมทั้งหลายเกี่ยวกับโอรสเจ้าแม่ก็เปลี่ยนเป็นใช้เหล้าองุ่นเป็นส่วนมากจึงมีการใช้ช่างศิลป์สร้างถ้วยสำหรับบรรจุเหล้าองุ่นสำหรับราดในพิธีสรรเสริญโอรสเจ้าแม่ซึ่งภาษากรีกเรียกว่าrhytaและให้มีความหมายเจาะจงถึงโอรสเจ้าแม่ เช่นให้เอาเขาวัวมาทำเป็นภาชนะใช้ในพิธี เอาโลหะหล่อทำหัววัวกลวงใส่เหล้าองุ่นเพื่อรินถวายในพิธีโดยเจาะรูไว้ที่ปากเพื่อให้ไหลออกเหมือนวัวพ่นเหล้าองุ่นออกจากปาก หากวัวตัวใดมีลักษณะเข้าเกณฑ์เทพอวตารก็จะได้นามซึ่งแปลเป็นภาษากรีกว่า Oinopsแปลว่า “สีเหล้าองุ่น”  ทั้งนี้ย่อมหมายความว่า ไม่ใช่วัวทุกตัวเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีภาพมากมายที่แสดงทั้งชาวครีทและชาวเมอซีนิถวายวัวเป็นเครื่องเซ่นถวายโอรสเจ้าแม่ เฉพาะวัวที่รับรองว่ามีเทพลักษณะเท่านั้นที่ถือว่าเป็นวัวเทพ ดังนั้นภาพวัวหรืออะไรที่เกี่ยวกับวัวที่นับถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นก็เหมายเฉพาะถึงวัวเทพดังกล่าวนี้เท่านั้น

ปรัมปราเรื่องเหล้าองุ่น

            ปรัมปราเรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร เราไม่อาจรู้ได้ขณะนี้ หลักฐานเก่าแก่ที่พบก็คือบันทึกของนานนัส(Nonnosศต V)กวีผู้ใช้ภาษากรีกแห่งเมืองเผินนาพเผอลิสในอียิปต์ (Panopolis in Egypt) รับนับถือศาสนาคริสต์ตอนปลายชีวิตและได้แหล่พระวรสารโดยนักบุญยอห์นเป็นกลอนหกภาษากรีก ก่อนหน้านั้นได้เขียนมหากาพย์ยาว48เล่มสมุดสรรเสริญผลงานของเทพดายเออนายเสิสอย่างผู้มีศรัทธา ส่วน1ก็คือปรัมปราเรื่องการพบและสอนการปลูกต้นองุ่นและทำเหล้าองุ่น ดังต่อไปนี้

อดีตกาลนานมาแล้ว อีฆอร์(ichor)ต้นหนึ่งตกจากสวรรค์อลีมเผิส(Olympus)สู่พื้นดินอุดมกลางโขดหินไม่มีมนุษย์คนใดได้รู้เห็นเป็นใจเฝ้าดูแลรดน้ำหรือดายหญ้า แต่ก็เติบโตขึ้นอย่างอวบอัดทันการณ์ ขณะนั้นยังไม่มีคนรู้จักแม้คำว่า”องุ่น” แตกรากแตกเถาเลื้อยพันสุมทุมพุ่มไม้เป็นพัลวัล ผลพวงห้อยย้อยระย้า เนื้อนุ่มน้ำฉ่ำเมล็ดกระจายขยายพันธุ์สู่รอบทิศขึ้นใหม่เป็นทิวแถว พวงเก่าพวงใหม่แกว่งไกวยั่วเย้าให้เฝ้าดู สีสันสลับสีสุดสวยสุดพรรณนา โน่นแพนขาแพะจ้องตาเขม็งแสนแปลกประหลาดในอารมณ์ แน่ะงูขดตัวพันกิ่งไม้ใกล้เคียงปากฉกลิ้มรสหวานฉ่ำแห่งผลสวรรค์ แต่ลำคอมันไม่รับทำให้ระคายรีบคายออกให้หายระคายเคือง ริมฝีปากมันช้ำเป็นจ้ำๆดำชมพู ลุกลามไปทั่วร่างพรางเกล็ดช้ำดำเขียว โอรสเจ้าแม่รียา(Rheia)ทอดพระเนตรเห็นงูลนลานพาลฉงน เอ๊ะเจ้าแม่พยากรณ์ไว้แล้วแต่ข้าเกิด มาแล้วสินะปานะแห่งสวรรค์ชั้นฟ้า ทรงเจาะหินเป็นหลุมหีบผลองุ่นเรียบร้อย ทรงเร่ตัดพวงองุ่นลงหีบๆๆ บรรดาเซเทอร์(satyr)เทพบุตรขาแพะที่อยู่ละแวกนั้นชวนกันมาดูและช่วยโอรสเจ้าแม่อย่างเอะอะมะเทิ่ง งานเสร็จเรียบร้อย แยกย้ายกันไปหาเขาสัตว์ทุกชนิดที่หาได้คอยเวลาดื่มเครื่องดื่มวิเศษตามคำชักชวนของโอรสเทพ พระองค์ทรงกำชับให้ทุกคนที่ดื่มเหล้าองุ่นให้คิดถึงบุญคุณของงูที่เป็นสาเหตูให้พระองค์รู้ว่าคำพยากรณ์ของเจ้าแม่เป็นจริงขึ้นแล้ว เห็นเถาไอวี(ivy)ก็ให้นึกถึงงูก็แล้วกัน ทุกอย่างก็จะลงตัวด้วยประการฉะนี้

โอรสเจ้าแม่กับชาวคริสต์

            เขอร์นูเถิส(Cornutusศต.1 นักปรัชญาสโทว์อิค เกิดที่ลิเบีย ถูกขายเป็นทาสในกรุงโรม ญาติของเซคเนอเขอ(Seneca)รับซื้อไว้ด้วยความสงสารแล้วปล่อยเป็นไท เป็นอาจารย์ของกวีโรมันเพอร์เสียส(Persius)ซึ่งก่อนตายยกห้องหนังสือและเงินให้ตั้งตัวเขียนหนังสือ งานสำคัญคือวิจารณ์ศาสนากรีกและโรมัน ตอนหนึ่งกล่าวถึงการนับถือเทพดายเออนายเสิสในมหาอาณาจักรโรมันขณะนั้นว่า พวกขนเหล้าองุ่นก่อนออกเดินทางถือเป็นธรรมเนียมกันทั่วไปว่าจะต้องตะโกนเอาฤกษ์ว่า Dionysosหรือ Euiosหรือ Bacchus แม้พลเมืองส่วนใหญ่จะหันมานับถือศาสนาคริสต์แล้วและตั้งแต่ค.ศ.529เป็นต้นมาแม้จะมีกฎหมายห้ามนับถือศาสนากรีกและโรมันแล้วก็ตาม ก็ยังคงปฏิบัติกันตามปรกติด้วยความเคยชินติดปาก เหมือนอย่างที่ชาวคริสต์ไทยติดปากอุทานว่าพุทโธ่โดยมิได้คิดอะไรมากกว่าติดปาก จนถึงปีค.ศ.692 มีสังคายนาของผู้นำศาสนจักรภาษากรีก ที่ประชุมได้ยกปัญหานี้ขึ้นพิจารณาและมีมติให้ผู้ขนย้ายเหล้าองุ่นชาวคริสต์เลิกธรรมเนียมดังกล่าวและตะโกนขอพระเยซูเป็นที่พึ่งแทนด้วยข้อความว่า Kyrie eleisonการนับถือโอรสเจ้าแม่ทุกนามจึงดับสนิทตั้งแต่นั้นมา นับอายุได้ประมาณ 2700 ปี

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา ตอนที่ 153

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (153)

ศาสนาของชาวครีท

ความนำ

ศาสนาของชาวครีทหมายถึงศาสนาของชาวเกาะครีทพื้นเมืองก่อนได้รับอิทธิพลจากชาวกรีกเผ่าอารยัน และเมื่อได้รับอิทธิพลจากชาวเผ่าอารยันแล้วก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาของชาวกรีกโบราณอันเป็นส่วนที่นีทเฉอเรียกว่าเป็นธาตุดายเออนายเฉิน(Dionysian Element) ของศาสนากรีก เพื่อแยกออกจากธาตุแอพเผอโลว์เนียน(Apollonian Element)อันเป็นส่วนที่เป็นศาสนาของชาวเผ่าอารยันนำเอาเข้ามาผสมผสานกับธาตุดายเออนายเฉิน ได้ศาสนาของชาวกรีกโบราณ(Religion of the Ancient Greeks)

ธาตุดายเออนายเฉินที่เกิดขึ้นบนเกาะครีทเป็นผลของอารยธรรมครีท แพร่ขยายไปทั่วเกาะแก่งต่างๆของทะเลอีเจียนและบนผืนแผ่นดินกรีซก่อนการแทรกแซงของชาวเผ่าอารยัน นับเป็นศาสนาของชาวกรีกพื้นเมืองเดิมทั่วไปโดยปริยาย

บ่อเกิดศาสนาของชาวครีท

            ในการขุดค้นหาวัตถุโบราณทั่วเกาะครีท ได้พบวัตถุโบราณมากมายที่แสดงอารยธรรมสูงของชาวเกาะครีทโบราณ รวมทั้งจารึกอักษรจำนวนมากที่ยังหาผู้อ่านให้เข้าใจไม่ได้ การศึกษาศาสนาของชาวเกาะครีทโบราณจึงได้อาศัยหลักฐานทุกอย่างสันนิษฐานได้เช่นเดียวกับที่อื่นๆ ยกเว้นอย่างเดียวคือจารึกอักษรภาษาครีทโบราณที่ยังอ่านไม่ออก

อ่านศาสนาครีทจากสุนทรียภาพ ปลาโตน(Nikolaos Platon) ชาวครีทปัจจุบัน ได้ใช้ชีวิตศึกษาอารยธรรมของชาวครีทโบราณเอามาเขียนเป็นหนังสือ A Guide to theArchaeological Museum of Heraclion, 1955สรุปสุนทรียภาพของชาวเกาะครีทโบราณว่า “แสดงอารมณ์รักชีวิตและธรรมชาติ ลักษณะมีเสน่ห์(charm), เก๋ไก๋(elegance), แปลกหูแปลกตา(picturesqueness), เคลื่อนไหวอย่างงามชดช้อย(moving with lovely grace), หลายรูปแบบทับซ้อนกัน(multiform and complex),  กลมกลืนอย่างแนบเนียนระหว่างธรรมชาติกับความพร้อมใจ(naturalistic and conventional), บรรยากาศชื่นชมกับชีวิต(atmosphere of the joy of life) จิตใจของพวกเขาเปิดรับความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติเพื่อขจัดความเบื่อเซ็งเหงาที่เกิดจากความจำเจของชีวิต จึงสันนิษฐานได้ว่าพิธีกรรมทางศาสนาของพวกเขาจะต้องฟู่ฟ่าเอิกเริกและสร้างสรรค์ไม่อนุรักษ์จำเจจนถึงน่าเบื่อหน่าย นั่นคือชีวิตจิต(spiritual life)ของพวกเขา ศิลปกรรมต่างๆแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์กลมกลืนกับธรรมชาติทั้งหมดซึ่งปรากฏราวกับว่าธรรมชาติทั้งหมดมีชีวิตเดียวทึ่สืบต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ภาษากรีกชาวบ้านเรียกว่า zoeซึ่งหมายถึงชีวิตรวมของทุกสิ่งของเอกภพรวมกัน สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตแบ่งส่วนจากชีวิตรวมมาเป็นชีวิตส่วนตนชั่วชีวิตหนึ่งๆ ภาษาชาวบ้าานเรียกว่า bios

ไม่ปรากฏว่าชาวครีทก่อนรู้จักชาวอารยันจะได้นับถือสิ่งศักดิสิทธิ์ใดนอกจากรูปสลักสตรีบนยอดเขานอกเมืองนาสสัส(Knossos) เราไม่อาจรู้ได้ว่าชาวครีทโบราณถวายนามว่าอย่างไร รู้แต่นามที่ชาวกรีกถวายให้ซึ่งก็มักจะเป็นนามของเจ้าแม่ธรณีที่แต่ละคนนับถืออยู่ ไม่ปรากฏว่าศิลปินชาวครีทดั้งเดิมทำรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นไว้เคารพ นอกจากสร้างรูปเหมือนของเจ้าแม่รูปเดียวนี้ไว้ในพระราชวังและทำเป็นพระลัญจกรของกษัตริย์ ปลาโตนสันนิษฐานว่าเจ้าแม่องค์นั้นน่าจะเป็นรูปเคารพที่เป็นสัญลักษณ์ถึงZoeหรือชีวิตรวมของโลก และชีวิตของชาวครีทแต่ละคนก็คือส่วนหนึ่งและช่วงหนึ่ง(bios)ของชีวิตเจ้าแม่องค์นั้นนั่นเอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาติทั้งหมด ชีวิตทั้งหมด และเวลาทั้งหมด ที่เป็นปริศนาก็คือ ต่ำลงมาที่เชิงเขามีรูปสลักชายคนหนึ่งเงยหน้ามายังเธอด้วยความเคารพ ชะรอยเขาจะเป็นตัวแทนของชาวครีททั้งหมดที่นับถือเจ้าแม่องค์เดียวกัน อันเป็นสัญลักษณ์หมายถึงว่าชาวครีททั้งหมดนับถือศาสนาเดียวกันโดยไม่แบ่งแยก เรียกว่าศาสนามีนนวน(MinoanReligion) ก็ได้ เพราะเชื่อว่ามีนนัส(Minos) เป็นปฐมกษัตริย์ของพวกเขา นอกจากนั้นศิลปินก็ชอบที่จะเกณฑ์เอาสัตว์ต่างๆนานาชนิดมาเฝ้าเป็นบริวารของเธอในทุกแห่งทั่วๆไป ทำให้น่าเชื่อว่าพวกเขาถือว่าเจ้าแม่ของพวกเขาเป็นเจ้าแม่ของสากลจักรวาล ปลาโตนยังให้ข้อสังเกตที่สำคัญอีกข้อหนึ่งว่า ในงานศิลปกรรมของชาวครีททั้งหมด ไม่ปรากฏความกังวลถึงโลกหน้าแม้ในบริเวณหลุมฝังศพ ดังที่ปรากฏในอารยธรรมอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอารยธรรมกรีก ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่กลัวตาย จึงไม่มีอะไรส่อให้เห็นว่าพวกเขาต้องเตรียมตัวเผชิญความตายหรือชีวิตในโลกหน้า หรือขวนขวายหาทางหลุดพ้นจากการมีชีวิตอีกต่อไป ทั้งนี้ก็ต้องเป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าคนเราแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แยกตัวออกจากธรรมชาติ ตายคือการกลับสู่บ้านเดิมอันน่าพิสมัย ผู้ล่วงลับไปแล้วกับผู้ยังมีชีวิตอยู่ยังคงอยู่ในสังคมเดียวกันภายใต้ความคุ้มครองของเจ้าแม่องค์เดียวกัน

ปาฏิหาริย์ในศาสนาของชาวครีท

ชาวครีททิ้งศาสนสถานใหญ่น้อยไว้ให้สังเกตได้มากมาย ที่สังเกตได้ก็คือมีที่ตั้งเครื่องถวายบูชาและมีรูปสลักแสดงอาการติดต่อกับเบื้องบนซึ่งอาจจะเป็นเจ้าแม่เองท่ามกลางมนุษย์ผู้เป็นบริวารเจ้าแม่ แสดงชีวิตจิตของชาวครีทว่าคลุกคลีใกล้ชิดกับเบื้องบนอยู่ตลอดเวลา รูปสลักดังกล่าวมีจำนวนมาก เป็นรูปคนยื่นแขนเหยียดตรงขึ้นฟ้าและแหงนหน้าขึ้นเบื้องบน ซึ่งโดยทั่วไปในสมัยนั้น ย่อมหมายถึงคนกำลังติดต่อกับเบื้องบนในฌาน ในช่วงปลายของอารยธรรมมีนนวนปรากฏรูปดอกฝิ่นในมือของผู้ประกอบพิธีศาสนา ทำให้น่าจะอนุมานได้ว่ามีการใช้ฝิ่นเพื่อช่วยปลุกการเคลิ้มแทนการเข้าฌานตามธรรมชาติและต่อมาก็ใช้เหล้าองุ่นอีกทางหนึ่งอันจะเป็นโอกาสให้เทพดายเออนายเสิส(Dionysus) ผู้อุปถัมภ์การปลูกองุ่นเริ่มมีบทบาทเด่นขึ้นมาจนกลายเป็นดาวค้างฟ้า ดังเราจะติดตามต่อไป

 

ศิลปกรรมกับเรื่องเล่าศาสนา

            ทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาะครีทชี้บ่งว่าศาสนาวนเวียนอยู่รอบๆตัวพวกเขาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดจะสร้างภาพประดับ ก็หมายความว่าภาพประดับทั้งหลายเล่าเรื่องศาสนาทั้งนั้น แม้ไม่รู้เรื่องก็มีผู้เชี่ยวชาญพยายามเดาเท่าที่จะเดาได้ เดาได้เรื่องหนึ่งก็พยายามนำไปเดาเรื่องภาพอื่นๆาต่อไป มีอยู่ภาพหนึ่งเป็นกุญแจสำคัญ เพราะมีภาพชัดเจนบน2ด้านของแจกันใบหนึ่ง ภาพด้านหนึ่งมีเรื่องเล่าภาษากรีกชี้แจงไว้ว่า มีชาย4คนชวนกันเข้าไปเอาน้ำผึ้งในถ้ำผึ้งที่ถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หวงห้าม(hosion) จึงถูกลงโทษ เพราะเป็นที่ประสูติของเทพซูสและผึ้งในถ้ำนั้นเป็นพี่เลี้ยงพระกุมารซูส ชายทั้ง4ถูกลงโทษด้วยวิธีเปลื้องเสื้อผ้าล่อนจ้อนแล้วเทพซูสเงื้อสายอสุนิบาตขึ้นจะฟาดลง แต่ถูกชะตาห้ามปรามไว้ด้วยเหตุผลว่าหากมีการตายเกิดขึ้นในถ้ำจะเสื่อมควาศักดิ์สิทธิ์ จึงทรงเปลี่ยนเป็นสาปเป็นนก4ตัวแทน ส่วนด้านหลังเป็นภาพกลุ่มนางรำจึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นเทพธิดามีแนด(Maenad)ของเทพซูสซึ่งถือว่ารำเมื่อใดน้ำผึ้ง น้ำนม และเหล้าองุ่นจะพวยพุ่งออกมาจากไม้ที่พวกเธอถืออยู่

ความจริงชาวกรีกเองเชื่อว่าเทพซูสของตนประสูติบนยอดเขาลิคายโอนแห่งเอิกแคดเดีย(LykaionofAcadia)บิดาคืออสูรพระเสาร์ (Saturn) จะเอาไปกลืนกินเหมือนพี่ๆ6รายมาแล้ว พระมารดารีเออ(Rhea)จึงเอาก้อนหินห่อผ้าให้กลืนแล้วให้นำเอาไปฝากเลี้ยงไว้ในถ้ำบนเกาะครีท  โดยผึ้งให้น้ำผึ้งแทนน้ำนม หลักฐานปรากฏว่าบนเกาะครีทแต่เดิมมามีถ้ำอยู่ 2 ถ้ำที่มีการเฉลิมฉลองวันเกิดของเทพที่ไม่รู้ชื่อมาก่อน สันนิษฐานได้ว่าเป็นโอรสของเจ้าแม่ คือถ้ำอิดายอา(Idaia)กับถ้ำดิกตายอา(Dictaia)ตกในวันขึ้นปีใหม่ คือ 19 กรกฎาคมของทุกปี เฉพาะปุโรหิตของเจ้าแม่เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตเข้าร่วมพิธีในถ้ำได้ ตอนจบพิธีมีการจุดไฟใหญ่หน้าถ้ำเป็นกองเพลิงเห็นแต่ไกล เป็นพิธีกรรมที่มีความหมายว่าพระโอรสประสูติแล้วอย่างดีและเปลวเพลิงที่เห็นได้จากระยะทางไกลนั้นสมมุติว่าเป็นพระโลหิตของเจ้าแม่ที่หลั่งออกเพื่อประสูติพระโอรส บัดนี้หมดพันธกิจแล้วจึงระเหยเป็นอากาศธาตุพุ่งออกจากปากถ้ำเป็นเปลวเพลิง จึงสันนิษฐานได้ว่าพระโอรสนั้นน่าจะได้แก่เทพดายเออนายเสิส แต่เมื่อชาวกรีกมาครอบครองเกาะครีทแล้ว เห็นเปลวไฟจากถ้ำก็ร้องเป็นภาษากรีกว่า zeinแปลว่าแสงจ้าๆ เลยพลอยเรียกงานนั้นว่า Zeus ลากเข้าศาสนาของตนจนได้ และพลอยเรียกเจ้าแม่ว่า Rhea  เราก็เลยยังไม่รู้พระนามเจ้าแม่และพระโอรสที่เรียกจริงในภาษาของชาวครีทมาจนทุกวันนี้

น้ำโสมของชาวครีท

            ไม่รู้ว่าภาษาครีทเรียกอย่างไร แต่ชาวกรีกเรียก melikratosอันเกิดจากการเอาน้ำผึ้งและน้ำนมผสมกันหมักให้เกิดแอลกอฮอล์ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องดื่มวิเศษสุดเหมาะสำหรับถวายชาวสวรรค์ มีหลักฐานว่าชาวครีทปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน ไม่รู้เรียกว่าอย่างไร และเชื่อว่าโอรสของเจ้าแม่เป็นผู้สอนมนุษย์ให้รู้จักปลูกองุ่นและทำเหล้าองุ่น กำชับให้บริวารคือผึ้งทำน้ำผึ้งไว้เยอะๆให้มนุษย์ใช้ทำน้ำโสม โอรสองค์นั้นชาวกรีกเรียกดายเออนายเสิส

พิธีขอผึ้ง

เนื่องจากผึ้งมีความสำคัญมากสำหรับการบริโภคและพิธีกรรมถวายเมรัยน้ำโสมแด่เทพ ดังนั้นในวันขึ้นปีใหม่จึงมีพิธีขอผึ้งเหมือนพิธีขอฝนหรือแรกานาขวัญของเรา พิธีกรรมนี้บังเอิญมีบันทึกไว้ในวรรณกรรมโรมันดังต่อไปนี้ พิธีขอผึ้งต้องกระทำในบ้านทรงลูกเต๋า มีเพียงประตูเดียวกับหน้าต่าง3บาน ให้ประตูและหน้าต่างหันไปสู่4ทิศ ก่อนวันขึ้นปีใหม่40วันให้ฆ่าวัวอายุ39เดือนด้วยวิธีทุบจนตายไม่ให้เลือดไหล หมักไว้ในบ้านหลังนั้น ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ถึงวันปีใหมจึงเปิดประตูออกจะพบผึ้งเต็มห้อง ให้ทำพิธีถวายน้ำโสมขอบคุณเทพดายเออนายเสิส

ผ้าอ้อมโอรสเจ้าแม่

            ปัญหาว่าทำไมโจร4คนที่ล่วงละเมิดถ้ำศักดิ์สิทธิ์จึงเปลือยกาย พวกเขาเปลือยกายเข้าไปหรือว่าถูกลงโทษให้เปลือยกาย รายละเอียดของเรื่องเล่าแถลงว่าที่ว่าผ้าอ้อมของพระโอรสน้อยนั้น สำหรับชาวกรีกหมายถึงแถบผ้าแคบๆคาดองค์พระ แต่ชาวครีทใช้ผ้าตัดเป็นแผ่นโค้งรูปคันธนู ถ้าเป็นของพระโอรสกุมารก็เรียกว่าผ้าอ้อม (tainiai) แถบผ้าดังกล่าวไม่จำเป็นต้องห่อหุ้มองค์พระจริงๆ เพียงแต่แคว้นห้อยไว้ตรงส่วนใดส่วนหนึ่งของถ้ำเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกว่าเป็นถิ่นของเทพองค์ใดก็พอแล้ว เรื่องปรัมปรา4โจรขโมยน้ำผึ้งนั้น พวกเขาน่าจะได้เห็นผ้าอ้อมดังกล่าวแขวนไว้ ซึ่งศาสนิกธรรมดาจะต้องรีบถอยออกให้พ้นบริเวณหวงห้าม แต่พวกเขาไม่ยอมถอย จึงถูกสายอสุนิบาตเครื่องนุ่งห่มปลิวหลุดจากร่าง แล้วจึงถูกสาปเป็นนก

ผ้าอ้อมอาจหมายถึง liknonคือกระด้ง(winnow-shaped basket) สำหรับให้ทารกนอนหลับ ก็เรียกว่าผ้าอ้อมโอรสเจ้าแม่ได้

ถ้ำที่มีผ้าอ้อมเทพก็อาจได้ชื่อว่า ถ้ำผ้าอ้อม (Korykion Antron) Korykosแปลว่าถังน้ำผึ้งหมักกับน้ำนมให้เกิดแอลกอฮอล์

ร่องหินแตก (korgos)จำนวนหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นถ้ำผ้าอ้อมของกุมารเทพด้วย

การสันนิษฐานปรัมปราครีท

ตราบใดที่ยังอ่านภาษาครีทไม่ออกแปลยังไม่ได้ ก็ยังไม่มีหวังว่าจะรู้ปรัมปรากรีกแท้ๆ ทั้งยังไม่พบฉบับแปลจากภาษาครีทสู่ภาษาอื่นที่เราพอจะเข้าใจความหมายได้ วิธีเท่าที่พอจะทำได้ในขณะนี้ก็คือศึกษาจากปรัมปราของชาติที่น่าจะเอาปรัมปราครีทมาสร้างปรัมปราของตน เช่นปรัมปราของชาวฮิทไทท์เรื่องสงครามระหว่างเจ้าพ่อกับพญางู

ปรัมปราปราบจ้าวสมุทรของชาวฮิทไทท์

            พญางู Illuyankasเป็นเจ้าพ่อครอบครองท้องทะเลมหาสมุทรทั้งหมด นิสัยไม่ดีเป็นอันธพาลสร้างความเดือดร้อนทั่วท้องน้ำตลอดจนผู้อาศัยอยู่ตามชายฝั่งก็พากันเดือดร้อนทั่วหน้า เจ้าพ่อแห่งพายุได้รับการร้องเรียนหนัก จึงคิดว่าจำต้องปราบปรามตามหน้าที่ แต่พลาดพลั้งถูกพญางูควักดวงใจและดวงตาไปได้ ทำให้หมดฤทธิ์ที่จะทำหน้าที่ต่อไป จึงเก็บตัวเงียบและปล่อยให้พญางูอาละวาดต่อไปตามสบาย จนกระทั่งโอรสของเทพพายุเติบโตขึ้นและไปหลงรักธิดาของพญางู เทพพายุจึงขอให้ช่วยหลอกถามที่ซ่อนของดวงใจและดวงตาจนเอากลับคืนมาได้ เจ้าพ่อพายุก็มีพลังขึ้นตามเดิม คราวนี้เอาเคียวติดตัวไปด้วย ครั้นใช้อสุนิบาตฟาดแล้วเพียงทำให้สลบก็ใช้เคียวเกี่ยวจนร่างพญางูขาดเป็นท่อนๆ เป็นอันจบเกมมารร้ายจ้าวสมุทร

 

 

ปรัมปราปราบจ้าวสมุทรของชาวเอเชียไมเนอร์

            ชาวกรีกแถบเสอซีสเลีย(Cilicia)ในเอชียไมเนอร์เล่าเรื่องเดียวกันด้วยอีกสำนวนหานึ่งว่า พญางูอาจเอื้อมรุกล้ำเข้าถึงบนภูเขาเคเฉิน(Kasion)ชายฝั่งอูการิต(Ugarit) ซูสจึงเสด็จมาสู้กันบนภูเขาเคเฉิน อสุนิบาตไม่อาจระคายเคืองเกล็ดพญางู ซูสจึงใช้เคียวเกี่ยวร่าง แต่พญางูก็ดึงเคียวหลุดจากหัตถ์ของซูสได้ และใช้เคียวนั้นเองเกี่ยวเอ็น(neura)ที่ข้อหัตถ์และข้อบาทขาด  ทำให้ซูสหมดฤทธิ์แต่ทรงเป็นอมตะ พญางูจึงนำร่างหมดฤทธิ์ของพระองค์มาทิ้งไว้บนชายหาดแคว้นเสอลีสเซีย และเอาเส้นเอ็นที่ตัดออกมาได้ไปโยนทิ้งไว้ในถ้ำให้นางพญางูเดลฟายนิ(Dellphyne)เฝ้าไว้ แต่เทพเฮอร์มิส(Hermes) และเจ้าป่าอายเจอแพนร่างแพะ(Aigipan)แอบลักลอบเส้นเอ็นจากถ้ำไปต่อในร่างของซูสได้สำเร็จทำให้ซูสมีพลังขึ้นดังเดิม แต่เทพอพอลโลว์ได้มาปราบถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของพญางูบนภูเขาเดลฟาย ปราบพญางูทั้งครอบครัวจนสิ้นฤทธิ์ยอมเป็นบริวารรับใช้ ทำให้ภูเขาเดลฟายเป็นศูนย์กลางการนับถือเทพอพอลโลว์และเป็นที่พยากรณ์ของพญางูผัวเมียตั้งแต่นั้นมา เทพอพอลโลว์เองก็ได้เรียนรู้วิชาโหราศาสตร์จากนางพญางูครั้งนี้เอง

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเรื่องนี้อาจจะแปลและดัดแปลงมาจากภาษาฮิตไทท์หรืออาจจะแปลและดัดแปลงโดยตรงจากภาษาครีทก็ได้

ที่มาของปรัมปราปราบเจ้าสมุทร

สันนิษฐานได้ว่าปรัมปราปราบจ้าวสมุทรไม่น่าจะต่างก็เกิดขึ้นอย่างอิสระต่อกัน และบังเอิญคล้ายกัน แต่ทั้ง 2 น่าจะปรับปรุงมาจากแหล่งเดียวกัน คือ ปรัมปราปราบจ้าวสมุทรของชาวครีทซึ่งอาจจะอยู่ในคัมภีร์ศาสนาของชาวครีทที่เรายังอ่านไม่ออก ส่วนว่าชาวครีทจะปรับปรุงมาจากชาวอียิปต์หรือไม่ หรือว่าคิดขึ้นเอง นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งยังไม่อาจตอบได้ในขณะนี้ สันนิษฐานต่อไปได้ว่าปรัมปราของชาวครีทน่าจะดำเนินเรื่องว่า เจ้าแม่น่าจะคิดปราบและดำเนินการปราบพญางูที่ขึ้นมาคุกคามชาวครีทถึงบนเกาะ และคงพลาดท่าเสียทีพญางู ต่อมาเมื่อพระโอรสดายเออนายเสิสเมื่อเจริญพระชนมายุแล้วก็คงได้ปราบพญางูได้สำเร็จ ข้อสันนิษฐานนี้ได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลว่า ตามชายฝั่งรอบทะเลอีเจียนพบว่ามีถ้ำศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่มากๆที่มีหลักฐานว่ามีการเฉลิมฉลองประจำปีด้วยการถวายน้ำโสมจากการหมักน้ำผึ้งกับน้ำนมเหมือนบนเกาะครีท หลักฐานระบุว่ามีการปฏิบัติเช่นนี้ตั้งแต่ก่อนชาวเผ่าอารยันเข้าครอบครอง และชาวเผ่าอารยันก็สวมรอยปฏิบัติต่อโดยพยายามปรับให้ทุกอย่างเป็นกรีก แต่ก็ไม่อาจลบร่องรอยเดิมได้ทั้งหมด

บรรณานุกรม

Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.

Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.

Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006

Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

Platon, Nikolaos. A Guide to the Archaeological Museum of Heraclion. 1955.

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑