หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน

ซอกแซกหามาเล่า (276) หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน             ก่อนที่เปาโลอายุได้ 26 ปี  เปาโลย่อมคิดตามโมเสสในฐานะที่เป็นศาสนิกที่ดีของศาสนายูดาห์ว่าใครไม่นับถือพระเจ้าที่มีนามว่ายาห์เวห์ ก็ถือว่าเป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์และเพราะฉะนั้นเป็นศัตรูกับผู้จงรักภักดีต่อพระยาห์เวห์ ไม่มีสิทธิ์ได้อะไรจากพระยาห์เวห์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มนุษย์ยุคหินทั้งหลายไม่มีใครรู้จักพระยาห์เวห์ จึงไม่มีสิทธิได้รับการดูแลจากพระยาห์เวห์ องค์ครรภะที่พวกเขานับถือนั้นก็คือสิ่งยอดเยี่ยมที่พระยาห์เวห์ทรงสร้างมา แต่แข็งข้อและแข่งบารมีกับพระยาห์เวห์ ผู้นับถือองค์ครรภะก็อาจจะได้ประโยชน์อยู่บ้างในวงจำกัด เมื่อ ตายไปแล้วก็ไม่มีอนาคต เพราะพระยาห์เวห์ไม่เคยรับรองว่าวิญญาณจะเป็นอมตะ อาจจะมีชีวิตในโลกของวิญญาณอยู่ต่อไปสักชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็สูญหายไป เพราะองค์ครรภะพระยาห์เวห์สร้างให้เป็นจิตอมตะก็จริง แต่ไม่มีอำนาจให้ความเป็นอมตะแก่ผู้อื่น ตั้งแต่อายุ 26ปีเป็นต้นมา ได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซูให้เป็นผู้ประกาศข่าวดีของพระองค์ โดยได้รับการเปิดเผยตรงว่า พระเยซูมิได้แอบอ้างเป็นนคู่แข่งกับพระยาหเวห์ แต่ทรงเป็นผู้ร่วมธรรมชาติผู้สร้างสรรพสิ่งกับพระบิดา ทรงใช้เจตจำนงอิสระตอบสนองพระทัยดีของพระบิดาด้วยการถ่อมองค์ลงรับร่างกายมนุษย์เพื่อสร้างความชอบธรรมสากลกอบกู้ย้อนหลังทั้งมนุษยชาติที่เดินตามมโนธรรมณวาระสุดท้าย ทรงฟื้นคืนชีพเพื่อค้ำประกันการฟื้นคืนชีพของร่างกายของมนุษย์ทุกคนที่อยากมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพนิรันดร ส่วนผู้ตัดสินใจฝืนมโนธรรมตลอดเวลาโดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง(metanoia)ก็ย่อมไม่อยู่ในข่ายที่เปาโลรับรอง และไม่อยู่ในพันธกิจของเปาโลที่จะฟันธงลงไปว่าจะเป็นอย่างไร ก็คงคิดว่าตามยถากรรมก็แล้วกัน เรื่องของ  Limbo, Eternal Hell, Temporary Purgatory เป็นเรื่องที่กำหนดกันภายหลัง เปาโลใช้ความมั่นใจจาการได้รับการเปิดเผยอันประเสริฐสุดนี้เพื่อปลอบใจศิษยานุศิษย์ที่อยากรู้และอยากมั่นใจในโลกหน้าของตนเองและของบรรพบุรุษทุกคนที่สืบสาวไปจนถึงบรรพบุรุษคนแรกสุดซึ่งจะต้องมี มิฉะนั้นแต่ละคนจะเป็นคนอยู่ในขณะของตนไม่ได้ ดังนั้นเมื่อมีลูกศิษย์คนใดที่คิดมากคิดไกลเป็นห่วงบรรพบุรุษของตนที่ตายไปในช่วงที่ยังเป็นมนุษย์ยุคหินว่าจะมีชะตากรรมโลกหน้าอย่างไรบ้าง เปาโลก็น่าจะปลอบใจได้อย่างฉะฉานมั่นใจว่า องค์ครรภะที่มนุษย์ยุคหินนับถือนั้นหาใช่พระเจ้าอีกองค์หนึ่งที่เป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์อย่างที่อ้างว่าเป็นคำสอนของโมเสสไม่ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าทั่วทั้งจักรวาลและผู้สร้างสรรพสิ่งมีได้แต่องค์เดียวเท่านั้น จะเรียกว่าอย่างไรนั้นไม่สำคัญ จะเข้าใจถูกบ้างผิดบ้างเพี้ยนไปอย่างไรนั้นไม่สำคัญ ขอให้นับถือในฐานะสิ่งสูงสุดตามที่สติปัญญาของตนเองเข้าใจก็เป็นพอ และขอให้มีมโนธรรมอย่างกว้างๆว่าเกรงใจท่านผู้นั้น สำนึกได้ว่าทำดีคือถูกใจท่านผู้นั้น ทำผิดใจท่านผู้นั้นแล้วไม่สบายใจ อยากจะขอโทษยกผิดและแก้ความผิด แค่นี้เปาโลก็ถือว่านับถือพระเจ้าแล้ว ไม่ว่าจะเรียกเป็นชื่อใดก็ตาม ขนาดเปาโลเองซึ่งถือว่าได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าในนามของพระเยซูโดยตรง ก็ยังรู้สึกว่ายังรู้เรื่องพระเจ้าอย่างรางๆเหมือนในกระจกเงาที่มัวๆ เพราะฉะนั้นรู้แค่ไหนและรู้สึกว่าพึงปฏิบัติอย่างไรก็ทำไปตามนั้นเถิด ถือว่าได้ทำตามมโนธรรมในขณะที่ทำ ถือว่าใช้ได้แล้ว เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์มามีดีวิเศษสุดก็ตรงนี้แหละ คือ มีมโนธรรมเป็นตัวชี้บอกที่พระผู้สร้างทรงรับรอง ใครที่เดินตามมโนธรรมจนถึงขั้นสุดท้าย ก็อยู่ในข่ายของแผนการกอบกู้สากล มีสิทธิ์เสมอหน้ากันที่จะได้ฟื้นคืนชีพและมีความสุขตลอดนิรันดร … Continue reading หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน

พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ

ซอกแซกหามาเล่า (275) พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ ความนำ ด้วยความสนใจเชิงวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชิงปรัชญาที่ผมบังเอิญโชคดีได้ไปเรียนรู้มาระดับโลกและยังดูแลการสอนปรัชญาระดับสูงสุดของชาติมิให้ตกยุค ก็ได้ติดตามกระแสความคิดปรัชญาระดับโลกอยู่ตลอดเวลา และได้รับรู้กระแสหนึ่งที่ยกย่องว่าความคิดปรัชญาของเปาโลในด้านปรัชญาศาสนา ยังทันสมัยและยังน่าศึกษาอยู่ไม่ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์หรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่นับถือศาสนาก็ตัดศรัทธาออกไปคงเหลือแต่การพิจารณาเนื้อหาปรัชญา หากมีศรัทธาก็เติมเต็มศรัทธาเข้าไปตามความพอใจว่าอยากจะคิดแบบคริสตจักรคาทอลิก หรือคริสตจักรโปรเตสแตนต์ หรือคริสตจักรออร์โทดอกซ์ ก็เท่านั้นเอง เราก็จะมีเรื่องคุยเรื่องปรัชญาที่ทันสมัยระดับโลกกันอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ต้องกังวลถึงความขัดแย้งที่ทำให้เสียมู้ด เราได้เห็นมาแล้วถึงความกังวลของลูกศิษย์ของเปาโลที่เธสะโลนิกาเรื่องโลกหน้า (ซึ่งมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาทุกยุคทุกสมัยมีความห่วงใยถึงกังวลเพราะเป็นประเด็นของปรัชญาศาสนาสากลที่ยังไม่ตกยุค) และเปาโลก็ได้ตอบไปตามปรัชญาของท่านซึ่งปรัชญาสากลถือว่ายังเป็นคำตอบที่ทันสมัยอยู่ในระดับหนึ่งในปัจจุบัน ส่วนว่าใครจะพอใจแล้วหรือยังเป็นเรื่องต้องพิจารณาลงไปถึงระดับกระบวนทรรศน์ต่อไป ชาวเธสะโลนิกาที่ถามปัญหาเรื่องโลกหน้าแก่เปาโลนั้นมีทั้งชาวยิวซึ่งมีบรรพบุรุษร่วมกับเปาโลไล่ไปได้ถึงอับราฮัม พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเปาโลจึงได้แก่พระเจ้าที่มีนามว่ายาห์เวห์ และบรรพบุรุษของอับราฮัมคือชาวเมโสโพเทเมีย ดังนั้นพระเจ้าของชาวเมโสโพเทเมียก็คือพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษของเปาโลนั่นเอง ชาวเธสะโลนิกาที่กังวลใจถามเรื่องนี้จากเปาโล นอกจากจะอยากรู้ว่าบรรพบุรุษชาวยิวของพวกเขาจะมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพหรือไม่แล้ว ก็คงอยากรู้ด้วยว่าบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษของพวกเขาที่นับถือศาสนาเมโสโพเทเมียจนตายไปแล้วนั้น จะมีโอกาสได้ฟื้นคืนชีพด้วยหรือไม่ คำถามนี้แม้สำหรับคนช่างคิดในปัจจุบันก็ยังเป็นปัญหาโลกแตกอยู่ดี เปาโลได้เขียนแถลงการณ์ตามเจตนาของพระเยซูว่าทุกคนมีสิทธิ์อย่างน้อยอาศัยพระเมตตาของพระองค์ซึ่งต้องมีความชอบธรรมสนับสนุนด้วย แหละนี่คือปรัชญาที่นักปรัชญาปัจจุบันมองว่าเปาโลมีปรัชญาที่ทันสมัยแม้ระดับกระบวนทรรศน์ปัจจุบันด้วย ยังอีกพวกหนึ่งก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน คือผู้ที่เชื่อในพระเยซูตามคติของเปาโล แต่พวกเขาเป็นชาวเมโสโพเทเมีย บรรพบุรุษของพวกเขานับถือพระเจ้าของชาวเมโสโพเทเมียที่ไม่มีชื่อว่ายาห์เวห์ แต่มีชื่อว่าอานุ (Anu) และของชาวอียิปต์โบราณที่มีชื่อว่าเรหรือรา (Re or Ra) ซึ่งตามคติของโมเสสที่เปาโลเคยเชื่อมาก่อนหน้านั้นก็คือศัตรูกับพระยาห์เวห์ บรรพบุรุษของพวกเขาจะมีสิทธิ์ได้ฟื้นคืนชีพด้วยไม้เนี่ย เป็นประเด็นคอขาดบาดตายเชียวนะ แถลงการณ์ของเปาโลมีนัยยะว่า ไม่มีปัญหา พวกนี้เป็นกลุ่มเดียวกันกับบรรพบุรุษซึ่งพระเยซูได้เตรียมแผนการแห่งความรอดไว้เรียบร้อยแล้ว ปัญหาที่จะต้องตีบทให้แตกอันทำให้ความคิดของเปาโลเข้าข่ายปรัชญาที่ทันทันสมัยของนักคิดปัจจุบันคืออะไร ทันสมัยตรงไหน คิดว่าเป็นเรื่องน่าสนใจควรซอกแซกหามาเล่า   เทวนิยมก่อนเมโสโพเทเมีย             หากพิจารณาจากคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเปาโลรู้เรื่องเป็นอย่างดี ก็ต้องนับว่าบรรพบุรุษสายอับราฮัมทุกคนนับถือพระยาห์เวห์และอยู่ในเกณฑ์ซื่อสัตย์ต่อพระยาห์เวห์ตามเกณฑ์ของโมเสส มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพในฐานะบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษแน่นอน 100 % อย่างไม่มีข้อกังขา ลูกหลานสบายใจได้ หลักฐานยืนยันจากไบเบิลปฐมกาล บทที่ 11 ข้อ 10-26 ว่า “เชมเป็นบุตรของโนอาห์ … Continue reading พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ

พระเมสสิยาห์ที่ชาวยิวรอคอย

ซอกแซกหามาเล่า (253)

พระเมสสิยาห์ที่ชาวยิวรอคอย

            Messiah แปลว่าผู้ได้รับการทาหรือเทหรือเจิมด้วยน้ำมันมะกอก ในบรรยากาศของศาสนายูดาห์หมายถึงการแต่งตั้งในนามของพระยาห์เวห์ด้วยวิธีทำให้น้ำมันมะกอกสัมผัสผิวกาย ต่อมามีความหมายเสริมว่าผู้ที่พระยาห์เวห์ทรงส่งมากอบกู้ให้พ้นจากสถานการณ์เลวร้ายโดยสมมุติว่าพระองค์ได้ทรงเจิมมาเรียบร้อยแล้วก่อนทำการ แม้จะไม่นับถือพระองค์ก็ไม่เป็นไร เช่น กษัตริย์ซายเริสแห่งเปอร์เซียที่ปลดปล่อยชาวยิวจากการเป็นเชลย ณ กรุงบาบิโลนให้กลับมาสร้างชาติใหม่

ถ้าเอาความหมายแรกเป็นหลัก เมสสิยาห์แรกมีขึ้นเมื่อซามูเอลเจิมซาอูลให้เป็นกษัตริย์ในนามของพระยาห์เวห์เพื่อขับไล่ชาวฟีลิสเทียออกจากเขตที่อยู่อาศัยของชาวอิสราเอลหรือยิวในสมัยนั้น ต่อจากนั้นก็กลายเป็นประเพณีการแต่งตั้งในตำแหน่งต่างๆซึ่งบ่อยครั้งไม่เกี่ยวข้องกับการกอบกู้แต่ประการใด

Continue reading “พระเมสสิยาห์ที่ชาวยิวรอคอย”

นักพรตยิวในสมัยพระเยซู

ซอกแซกหามาเล่า (252)

นักพรตยิวในสมัยพระเยซู

            คัมภีร์ไบเบิลของชาวยิว (หมายถึงไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม) กล่าวไว้ชัดเจนว่า เมื่อพระยาห์เวห์ทรงสร้างอาดัมกับเอวาแล้วก็ได้ทรงอวยพรให้มีลูกหลานมากๆจนเต็มแผ่นดิน การอวยพรเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นพระประสงค์และถึงขั้นพระบัญชาก็ได้ ใช้ตรรกะกับคำสั่งอย่างนี้ย่อมสรุปได้ว่า ใครมีลูกได้และไม่พยายามมีลูกย่อมถือว่าผิดพระบัญญัติอย่างไม่มีอะไรจะสงสัย จึงไม่น่าจะมีนักพรตได้ในศาสนานี้ เพราะนักพรตย่อมหมายถึงผู้ถือโสดเพื่อปฏิบัติศาสนกิจได้มากขึ้นและดีขึ้น

Continue reading “นักพรตยิวในสมัยพระเยซู”

ผู้ศรัทธาต่อพระยาห์เวห์ในสมัยพระเยซู

ซอกแซกหามาเล่า (250)

ผู้ศรัทธาต่อพระยาห์เวห์ในสมัยพระเยซู

เราได้กล่าวกันมายืดยาวถึงบรรดาผู้เอาพระนามพระยาห์เวห์หรือพระเจ้าในภาษาฮีบรูมาใช้หาผลประโยชน์ หลายท่านอาจจะมีคำถามอยู่ในใจและอยากจะออกปากถามว่า ในสมัยเดียวกัน เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ไม่มีใครนับถือพระยาห์เวห์ด้วยศรัทธาอย่างจริงจังและจริงใจบ้างหรือ มีครับ มิฉะนั้นศาสนายูดาห์ก็คงจะไม่มีความหมายในประวัติศาสตร์ มีตั้งแต่ชนิดก้มหน้าก้มตาเชื่อและปฏิบัติตามในชีวิตประจำวันแต่เกิดจนตายโดยหวังมรรคผลตามที่รู้อย่างผิวเผิน เอาจริงนิดหน่อย จนถึงเอาจริงอย่างทุ่มเทหมดหน้าตัก มีชื่อเรียกตามลำดับจากยูเดียน ฟารีสี  เอสเซน ประชาคมคุมราน จนถึงซีโลท และผู้รอคอยพระเมสสิยาห์หรือเมสเซียนิสท์ เราจะพิจารณาตามลำดับ โดยเริ่มจากชาววยูเดียนทั่วไปเป็นปฐม

Continue reading “ผู้ศรัทธาต่อพระยาห์เวห์ในสมัยพระเยซู”

พรรคเฮโรเดียนรุ่นที่ 2

ซอกแซกหามาเล่า (249)

พรรคเฮโรเดียนรุ่นที่ 2

เมื่อจักรพรรดิเกเยิส เขอลิกเกอเลอ (Gaius Caligula) ซึ่งสืบตำแหน่งเถอเบร์เรียส ตัดสินพระทัยแต่งตั้งพระสหายตั้งแต่ยังเยาว์เป็นกษัตริย์แห่งปาเลสไตน์ทรงพระนามว่าอกรีปปาที่1 ในปีค.ศ.41 ก็นับได้ว่าบทบาทของพรรคจักรพรรดิในปาเลสไตน์รุ่นที่1จบสิ้นลง และรื้อฟื้นบทบาทของพรรคเฮโรเดียนขึ้นเป็นรุ่นที่ 2 อย่างไรก็ตาม บทบาทของพรรคจักรพรรดิหาได้ตายจากไปอย่างสิ้นเชิงก็หาไม่ แต่ยังคงมีบทบาทแฝงอยู่เบื้องหลังของพรรคเฮโรเดียนตลอดเวลา พระราชวงศ์เฮโรเดียนจะมีอำนาจอยู่ไม่ได้หากไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากจักรพรรดิ ดังนั้นพรรคเฮโรเดียนไม่ว่าจะทำการใดที่สร้างความมั่นคงหรือความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์เฮโรเดียนย่อมส่งผลกระทบต่อสถาบันจักรพรรดิด้วยเป็นเงาตามตัว

Continue reading “พรรคเฮโรเดียนรุ่นที่ 2”

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (160)

แรกเริ่มเดิมทีมีเวลา (Time) คู่กับชะตา (Fate) ครั้นเวลารวมตัวกับชะตาเกิดอากาศ(Aether), ความมืด (Erebus, Darkness), สารสับสน (Chaos) Continue reading ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (160)