Category: เรื่องปรัมปรา

หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน

paolo

ซอกแซกหามาเล่า (276)

หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน

            ก่อนที่เปาโลอายุได้ 26 ปี  เปาโลย่อมคิดตามโมเสสในฐานะที่เป็นศาสนิกที่ดีของศาสนายูดาห์ว่าใครไม่นับถือพระเจ้าที่มีนามว่ายาห์เวห์ ก็ถือว่าเป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์และเพราะฉะนั้นเป็นศัตรูกับผู้จงรักภักดีต่อพระยาห์เวห์ ไม่มีสิทธิ์ได้อะไรจากพระยาห์เวห์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มนุษย์ยุคหินทั้งหลายไม่มีใครรู้จักพระยาห์เวห์ จึงไม่มีสิทธิได้รับการดูแลจากพระยาห์เวห์ องค์ครรภะที่พวกเขานับถือนั้นก็คือสิ่งยอดเยี่ยมที่พระยาห์เวห์ทรงสร้างมา แต่แข็งข้อและแข่งบารมีกับพระยาห์เวห์ ผู้นับถือองค์ครรภะก็อาจจะได้ประโยชน์อยู่บ้างในวงจำกัด เมื่อ ตายไปแล้วก็ไม่มีอนาคต เพราะพระยาห์เวห์ไม่เคยรับรองว่าวิญญาณจะเป็นอมตะ อาจจะมีชีวิตในโลกของวิญญาณอยู่ต่อไปสักชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็สูญหายไป เพราะองค์ครรภะพระยาห์เวห์สร้างให้เป็นจิตอมตะก็จริง แต่ไม่มีอำนาจให้ความเป็นอมตะแก่ผู้อื่น

ตั้งแต่อายุ 26ปีเป็นต้นมา ได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซูให้เป็นผู้ประกาศข่าวดีของพระองค์ โดยได้รับการเปิดเผยตรงว่า พระเยซูมิได้แอบอ้างเป็นนคู่แข่งกับพระยาหเวห์ แต่ทรงเป็นผู้ร่วมธรรมชาติผู้สร้างสรรพสิ่งกับพระบิดา ทรงใช้เจตจำนงอิสระตอบสนองพระทัยดีของพระบิดาด้วยการถ่อมองค์ลงรับร่างกายมนุษย์เพื่อสร้างความชอบธรรมสากลกอบกู้ย้อนหลังทั้งมนุษยชาติที่เดินตามมโนธรรมณวาระสุดท้าย ทรงฟื้นคืนชีพเพื่อค้ำประกันการฟื้นคืนชีพของร่างกายของมนุษย์ทุกคนที่อยากมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพนิรันดร ส่วนผู้ตัดสินใจฝืนมโนธรรมตลอดเวลาโดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง(metanoia)ก็ย่อมไม่อยู่ในข่ายที่เปาโลรับรอง และไม่อยู่ในพันธกิจของเปาโลที่จะฟันธงลงไปว่าจะเป็นอย่างไร ก็คงคิดว่าตามยถากรรมก็แล้วกัน เรื่องของ  Limbo, Eternal Hell, Temporary Purgatory เป็นเรื่องที่กำหนดกันภายหลัง เปาโลใช้ความมั่นใจจาการได้รับการเปิดเผยอันประเสริฐสุดนี้เพื่อปลอบใจศิษยานุศิษย์ที่อยากรู้และอยากมั่นใจในโลกหน้าของตนเองและของบรรพบุรุษทุกคนที่สืบสาวไปจนถึงบรรพบุรุษคนแรกสุดซึ่งจะต้องมี มิฉะนั้นแต่ละคนจะเป็นคนอยู่ในขณะของตนไม่ได้

ดังนั้นเมื่อมีลูกศิษย์คนใดที่คิดมากคิดไกลเป็นห่วงบรรพบุรุษของตนที่ตายไปในช่วงที่ยังเป็นมนุษย์ยุคหินว่าจะมีชะตากรรมโลกหน้าอย่างไรบ้าง เปาโลก็น่าจะปลอบใจได้อย่างฉะฉานมั่นใจว่า องค์ครรภะที่มนุษย์ยุคหินนับถือนั้นหาใช่พระเจ้าอีกองค์หนึ่งที่เป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์อย่างที่อ้างว่าเป็นคำสอนของโมเสสไม่ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าทั่วทั้งจักรวาลและผู้สร้างสรรพสิ่งมีได้แต่องค์เดียวเท่านั้น จะเรียกว่าอย่างไรนั้นไม่สำคัญ จะเข้าใจถูกบ้างผิดบ้างเพี้ยนไปอย่างไรนั้นไม่สำคัญ ขอให้นับถือในฐานะสิ่งสูงสุดตามที่สติปัญญาของตนเองเข้าใจก็เป็นพอ และขอให้มีมโนธรรมอย่างกว้างๆว่าเกรงใจท่านผู้นั้น สำนึกได้ว่าทำดีคือถูกใจท่านผู้นั้น ทำผิดใจท่านผู้นั้นแล้วไม่สบายใจ อยากจะขอโทษยกผิดและแก้ความผิด แค่นี้เปาโลก็ถือว่านับถือพระเจ้าแล้ว ไม่ว่าจะเรียกเป็นชื่อใดก็ตาม ขนาดเปาโลเองซึ่งถือว่าได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าในนามของพระเยซูโดยตรง ก็ยังรู้สึกว่ายังรู้เรื่องพระเจ้าอย่างรางๆเหมือนในกระจกเงาที่มัวๆ เพราะฉะนั้นรู้แค่ไหนและรู้สึกว่าพึงปฏิบัติอย่างไรก็ทำไปตามนั้นเถิด ถือว่าได้ทำตามมโนธรรมในขณะที่ทำ ถือว่าใช้ได้แล้ว เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์มามีดีวิเศษสุดก็ตรงนี้แหละ คือ มีมโนธรรมเป็นตัวชี้บอกที่พระผู้สร้างทรงรับรอง ใครที่เดินตามมโนธรรมจนถึงขั้นสุดท้าย ก็อยู่ในข่ายของแผนการกอบกู้สากล มีสิทธิ์เสมอหน้ากันที่จะได้ฟื้นคืนชีพและมีความสุขตลอดนิรันดร แม้ขณะที่ตายจะไม่รู้ว่ามีการฟื้นคืนชีพก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่ประการใด ส่วนผู้ที่ไม่ยอมฝืนมโนธรรมมาตลอดเล่า จะมีชะตากรรมอะไรตามมาหรือไม่ เรื่องนี้เป็นรหัสธรรมลึกลับระหว่างเขากับพระเจ้า เชื่อว่าพระองค์มีวิธีการที่เหมาะสมที่จะจัดการอย่างนุ่มนวลไม่มีอะไรจะตำหนิติเตียนได้จากแง่มุมของพระเมตตา เปาโลจึงแนะนำและปลอบใจให้ความสบายใจแก่ทุกฝ่าย

 

โลกหน้าของชาวอียิปต์โบราณเปาโลว่าไง

ชาวอียิปต์โบราณสืบเชื้อสายจากมนุษย์ยุคหินสายฮามีติ (ไบเบิลระบุว่าสืบเชื้อสายจากฮามบุตรชายคนหนึ่งของโนอาห์) มีหลักฐานทางโบราณคดีว่ามีมนุษย์ยุคหินจากที่ราบสูงทางใต้เข้ามาตั้งหลักแหล่งทำกินตามลุ่มแม่นำไนล์ตั้งแต่ในราว ก.ค.ศ. 10,000 พบเครื่องใช้ทองแดงในราวก.ค.ศ.4200 เริ่มจับกลุ่มกันเป็นนครรัฐ 3 ประเภท คือ 1.นครรัฐแบบพ่อเมืองของเกษตรกรปกครองแทนเทพฮอร์เริส (Horus) ซึ่งได้สอนชาวบ้านให้รู้จักใช้คันไถและเครื่องมือเกษตรตลอดจนเทคนิคการเกษตร ทั้งยังแนะนำให้รู้เงื่อนไขที่ทำให้เป็นอมตะทั้งกายและวิญญาณในโลกหน้า 2.นครรัฐแบบพ่อเมืองของนักล่าสัตว์แทนเทพเซธ (Seth) ซึ่งได้สอนชาวบ้านให้รู้จักเลี้ยงสัตว์ การตายคือวิญญาณออกจากร่างกลายเป็นสัมพเวสีดีและร้ายจนกว่าจะได้เกิดใหม่หรือมีเทพรับไว้เป็นบริวาร 3.นครรัฐของชาวเซมีติคที่เป็นนักรบซึ่งปกครองโดยสุริยเทพอวตาร พวกนี้นำการเขียนหนังสือและระบบกฎหมายจากเมโสโพเทเมียมาให้รู้จักใช้และพัฒนา สุริยเทพไม่สนพระทัยใช้มนุษย์เป็นบริวารอย่างอื่นนอกจากเป็นนักรบ รางวัลจากเทพคือการได้ความสุขในโลกหน้า

 

ศาสนภาวะของชาวอียิปต์

            Herodotus นักประวัติศาสตร์ศาสนาชาวกรีกโบราณที่ได้ศึกษาศาสนาของชาวอียิปต์โบราณอย่างดีได้สรุปคุณสมบัติทางศาสนาของชาวอียิปต์โบราณไว้ว่า ชาวอียิปต์เอาจริงกับโลกหน้ายิ่งกว่าชนชาติใดในโลก ดังปรากฏหลักฐานว่าพวกเขาตั้งชื่อสถานที่ต่างๆให้เเกี่ยวข้องกับเทพไว้มากมายเป็นพิเศษ ทิ้งอนุสรณ์ความเสียสละทุ่มเทเพื่อแสดงศรัทธาต่อศาสนาไว้อย่างมากมายมโหฬาร และ3. มีคัมภีร์แสดงความมั่นใจว่าเทพจะดูแลและช่วยให้พวกเขามีชีวิตอมตะและมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

 

ความเชื่อเรื่องโลกหน้า

  1. สวรรค์ของสุริยเทพ อยู่บนท้องฟ้า วิญญาณของฟาโรห์เมื่อออกจากร่างจะลอยขึ้นท้องฟ้ามุ่งหน้าสู่สุริยนาวาเพื่อรวมตัวกับสุริยเทพเร (Re) ส่วนวิญญาณของประชาชนผู้จงรักภักดีต่อฟาโรห์ก็จะมุ่งขึ้นไปสู่ดาวดวงใดดวงหนึ่งเพื่อทำหน้าที่เป็นบริวารของสุริยเทพต่อไปโดยการรวมตัวกับแสงของดาวดวงนั้น จะเป็นดาวดวงไหนแล้วแต่องค์สุริยเทพจะทรงกำหนด
  2. สวรรค์ของเทพอซายเริส (Osiris) อยู่ใต้ดินหรือเมืองบาดาลซึ่งเทพอซายเริสดูแลให้ความสุขตอบแทนผู้จงรักภักดีและปฏิบัติตามข้อกำหนดของพระองค์อย่างครบถ้วนตามที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้ในคัมภีร์คู่มือผู้ตาย (The Book of the Dead) ซึ่งผู้ประสงค์จะเข้าสวรรรค์ของพระองค์จะต้องท่องให้จำได้ทุกตัวอักษร เพราะไม่แน่ใจได้ว่าแม้จะใส่ในหีบศพให้ วิญญาณจะสามารถเอาติดตัวไปได้หรือไม่

คู่มือกำชับว่า พอวิญญาณ (ka) ออกจากร่างและตั้งตัวติด ให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตกให้ได้เสียก่อน แล้วจึงมุ่งหน้าเดินทางตรงไปทางนั้นจนกว่าจะพบทางลงสู่โลกใต้บาดาล พอผ่านพ้นประตูเมืองบาดาลก็จะพบเทพอซายเริสประทับปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงนั้น เพื่อคัดวิญญาณที่มีคุณภาพให้เข้าเสวยสุขเป็นรางวัลในสวรรค์ใต้บาดาลของพระองค์ วิญญาณที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะหายวับเป็นความเปล่าหรือถูกอสูรกินไปซึ่งชาวอียิปต์กลัวกันมาก ส่วนวิญญาณที่ผ่านเกณฑ์ได้ชื่อว่า ma-a kheru (justified soul = วิญญาณผ่านการตัดสินว่าชอบธรรม, วิญญาณชอบธรรรม) วิญญาณชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่ตราบเท่าที่ศพยังไม่สลายตัวจนวิญญาณจำไม่ได้ ดังนั้นในช่วงกลางวันวิญญาณจะกลับมาเฝ้าดูแลศพและทำอะไรแทนศพได้ ชาวอียิปต์จึงเป็นชาติที่กลัวผีมาก พอตะวันตกดินจะรีบเดินทางลงสู่โลกใต้บาดาลเพื่อต้อนรับสุริยเทพเรซึ่งเสร็จธุระบริการประชาชนทั้งวันก็ชอบที่จะพักผ่อนกับวิญญาณของผู้ชอบธรรมในสวรรค์ใต้บาดาลตลอดคืน วิญญาณชอบธรรมทั้งหลายจึงรีบไปขอพรและร่วมความสุขกับพระองค์และผู้ชอบธรรมทั้งหลาย ในคู่มือผู้ตายมีคาถาแก้ไขอุปสรรคการเดินทางไปและกลับระหว่างโลกบนดินกับโลกใต้บาดาลเผื่อไว้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าดังกล่าวซึ่งต้องท่องจำไว้เสมอ เชื่อกันว่าศพสลายตัวเมื่อใดวิญญาณจะสลายตัวเช่นเดียวกัน เพื่อค้ำประกันความไม่รู้ตายนิรันดร เทพอซายเริสได้ประทานคาถาไว้ให้ในคู่มือผู้ตายเพื่อใช้แก้ลำได้เช่นกัน จึงต้องพยายามจำไว้ใช้เมื่อถึงคราววิกฤต มีบางตำราว่าวิญญาณที่ไม่มีศพเทพอซายเรินช่วยได้ก็แค่วิญญาณไม่ต้องตาย แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าสู่สวรรค์ใต้บาดาล มีสิทธิ์ไปอยู่ในสวรรค์ต้นอ้อ ซึ่งให้ความสุขน้อยกว่าสวรรค์ใต้บาดาล ทั้งนี้ก็คงเพราะต้องการเน้นความสำคัญของการทำมัมมี่

 

ประมวลเทพของอียิปต์

.           1. ชุดอซายเริส มีเทพอซายเริสเป็นผู้รับผิดชอบให้มีการนับถือเทพทั้งหลายอย่างถูกต้องด้วยการร่วมพิธีกรรมและการดำเนินชีวิตประจำวันชองชาวบ้านทั่วไป รายละเอียดได้จากหนังสือของพลูทาร์ค (Plutarch) เรื่อง De Iside ซึ่งได้ไปศึกษาหาข้อมูลโดยตรงจากอียิปต์สมัยนั้น อซายเริสเป็นโอรสของเจ้าพ่อฟ้าเกบ (Geb) กับเจ้าแม่ธรณี ได้น้องสาวอายเสิส (Isis) เป็นชายา มีโอรสนามว่าฮอร์เริส (Horus) เสด็จจากสวรรค์ลงมาปกครองอียิปต์เป็นแบบอย่าง ทรงสอนให้รู้จักชีวิตสังคมอยู่กันเป็นเมือง ทรงสอนอาชีพเกษตรกรรม ทรงสอนให้รู้จักนับถือศาสนา พิธีกรรมศาสนาและการปฏิบัติในชีวิตเพื่อได้ชีวิตอมตะในโลกหน้า สอนเรื่องโลกหน้าและการเดินทางของวิญญาณไปสู่สวรรค์ เมื่อได้ปกครองอย่างร่มเย็นเป็นสุขได้ 28 พรรษาก็เกิดเรื่องใหญ่ในวันเฉลิมฉลองนั้นเอง เทพเซธ (Seth พลูทาร์คเรียก Typhon) ซึ่งในความรู้สึกของชาวกรีกทั่วไปเป็นอสูรที่น่าเกลียดน่ากลัวและร้ายกาจที่ปรากฏตัวในหลายรูปแบบ แต่คัมภีร์ไบเบิลกลับยกให้เป็นบุตรชายคนที่ 3 ของอาดัมกับเอวาและได้รับพระพรจากพระยาห์เวห์อย่างเต็มที่) เซธเป็นพระอนุชานำสมุนมาด้วย 72 นายโดยอ้างว่านำของขวัญมาร่วมงานแสดงความยินดี ครั้นได้ฤกษ์ก็ประกาศหาผู้อาสาทดลองเข้าไปนอนในหีบสลักสวยงามที่แบกมาเป็นของขวัญในงาน ใครเข้าไปนอนได้พอดีที่สุดจะยกให้เป็นของขวัญ พอดีเทพกษัตริย์อซายเริสดำเนินผ่านมาชมการแสดงด้วย เซธจึงเชิญให้พระองค์ลองเข้าไปนอนวัดดวงเป็นเชิงร่วมสนุก เผื่อพอดีตัวจะได้มอบเป็นของขวัญพิเศษประจำงานเสียเลย พออซายเริสเสด็จเข้าไปลองนอนดูเพื่อความสนุกของงาน บรรดาสมุน 72 คนที่รู้งานเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ก็รีบปิดฝาหีบและช่วยกันรีบแบกหีบออกไปจากวังมุ่งไปยังฝั่งแม่น้ำไนล์ เพื่อโยนลงแม่น้ำให้ไหลออกสู่ทะเลแดง จะได้หายสาปสูญไปเลย เมืองหลวงแทนเนิส (Tanis) ตั้งอยู่บนเดลต้าของแม่น้ำไนล์ไม่ไกลจากปากอ่าวเท่าไรนัก  จึงไหลไปไม่นานก็ออกปากอ่าวเข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนโดยไม่มีใครได้พบเห็น ลอยเท้งเต้งออกกลางทะเลลึกได้ลมพัดเข้าเกยตื้นที่ชายหาดของเมืองบีโบลส (Byblos ปัจจจุบันคือเมือง Jubayl ของเลบานอน อยู่เหนือเมืองหลวงไบรุตขึ้นไปประมาณ 32 กิโลเมตร ปาปิรุสของเมืองนี้ใช้ทำกระดาษและหนังสื่อได้ดีมาก นับเป็นสินค้าออกที่สำคุญที่สุด ทำให้ชื่อเมืองนี้แปลว่าหนังสือในภาษากรีก กลายมาเป็นคำ bible และ Bible) พระมเหสีอายเสิสตามหาจนเอาพระศพของอซายเริสคืนมาได้ เอาไปซ่อนไว้ในป่าละเมาะ เซธก็พบและสับเป็นชิ้นๆโยนลงแม่น้ำไนล์ให้ปลากิน พระนางอายเสิสก็เพียรเก็บรวบรวมมาได้ทั้งหมดและทำพิธีปลุกเสกจนฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ อซายเริสจึงเป็นบุคคลแรกที่มีร่างกายฟื้นคืนชีพเป็นอมตะร่วมกับวิญญาณ  ได้มอบราชสมบัติให้ฮอร์เริสโอรสเป็นกษัตริย์ปกครองอียิปต์ ให้พระมเหสีอยู่สอนมนุษยืให้มีสิทธิ์เป็นอมตะทั้งวิญญาณและกาย พระองค์ทรงนิพนธ์คู่มือผู้ตายเพื่อแนะนำเคล็ดต่างๆเพื่อให้ผู้มีสิทธิ์ในโลกหน้าจะได้ไม่พลาดโอกาส แล้วพระองค์ก็เสด็จไปบริหารสวรรค์ใต้บาดาลให้เป็นไปตามกำหนด

2.ชุดสุริยเทพ มีสุริยเทพเป็นผู้รับผิดชอบที่จะให้ผู้บริหารการเมืองและการศาสนาได้รู้ถึงปรัชญา กฎหมายและการเมือง เพื่อยังความสุขแก่ชาวอียิปต์ทุกคน นครรัฐต่างๆถวายพระนามและเล่าประวัติต่างๆกันตามที่คณะปุโรหิตของแต่ละนครรัฐสอน

 

ปรัชญาศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ

            อาจจะแบ่งออกได้เป็น 6 กระแส คือ

            1.กระแสชาวบ้าน ผู้ถือกระบวนทรรศน์ที่ 1 จะนับถือเทพหลายองค์ตามกรณีต่างๆตามที่เชื่อว่าเป็นผู้มีอำนาจฟันธง เรียกว่าถือลัทธิพหุเทวนิยมอย่างเต็มตัว ส่วนผู้เริ่มจะถือกระบวนทรรศน์ที่ 2 จะมีแนวโน้มเชื่อตามลัทธิพหุเทวนิยมแบบอติเทวนิยมว่ามีเทพพื้นดินเป็นใหญ่ มีเทวีนุท (Nut) แห่งท้องฟ้าเป็นชายา ให้กำเนิดแก่โอรสธิดkมากมายแสดงบทบาทเป็นพลังต่างๆทั้งดีและร้ายในเอกภพ เพราะเกิดมาตามยถากรรมและใช้พลังตามที่มีอย่างมีเป้าหมายเฉพาะตัว จึงมีกฎเกณฑ์ที่อาจจะสังเกตได้

2.ระบบสุริยเทพอาตุม-เร สอนว่าเดิมมีแต่ห้วงมหรรณพเต็มด้วยน้ำนุน (Nun) จากน้ำมหรรณพเกิดสุริยเทพอาตุม-เร ซึ่งพยายามว่ายน้ำขึ้นฝั่งและปีนเขาเฮลเลออาพเผอลิส (Heliopolis) ทรงสร้างเทพชู (Shu เทพแห่งอากาศ) และเทวีเทฟนุท (Tefnut เทวีแห่งหมอก) ทั้งคู่ให้กำเนิดแก่เกบ และนุท ซึ่งให้กำเนิดแก่อซายเริส อายเสิส เซธ

  1. ระบบสุริยเทพแอมมัน พญานาคแห่งธีบส์นามว่าเคมอาเตฟ (Kem-atef) ได้รับการยกย่องเป็นสิริยเทพอามอนแห่งคาร์นัค ให้กำเนิดแก่พญานาคอีร์เถอ (Irta) ได้รับการยกย่องเป็นสุริยเทพอามอนแห่งลักเสอร์(Luxor) ให้กำเนิดแก่พญานาคออกโดอัด (Ogdoad) ซึ่งให้กำเนิดแก่ฮอร์เริสซึ่งได้เป็นกษัตริย์แห่งเฮลเลออัพเผอเลิส สำนักแอมมันแห่งธีบส์สามารถคุมอำนาจเหนือราชวงศ์ที่ 18 จนเกิดการปฏิรูปโดยฟาโรว์แอมเมินโฮว์เถพ (Amenhotep) ด้วยลัทธิเอกเทวนิยมสุดขั้วของเทพแอทถั้น (Aton)
  2. ระบบสุริยเทพพทาห์ เกิดในสำนักเมมเฝิส (Memphis) ตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 1 สุริยเทพทาห์ทรงสร้างสรรพสิ่งจากพระทัย (ที่ตั้งของปัญญา) และด้วยพระชิวหา (ที่ตั้งของคำพูด) ทรงสร้างเทพเทวีทั้งหลายก่อนแล้วจึงสร้าง ka (วิญญาณมนุษย์)และร่างกายให้วิญญาณมนุษย์ได้อาศัยเป็น hemsut (พลังชีวิต) ต่อจากนั้นจึงสร้างเมืองและหมู่บ้านล้อมรอบเมือง
  3. ระบบสุริยเทพเร กาเริ่มนับบถือสุริยเทพเรเชื่อได้ว่า เป็นการนับถือของชาวเผ่าเร่ร่อนก่อนตั้งหลักแหล่งในย่านเกษตรกรตามลุ่มแม่น้ำในล์ คือ ตั้งแต่ยังยืดอาชีพเป็นนักล่าสัตว์เร่ร่อนโดยแยกกันเป็นหลายกลุ่มและหลายภาษาคือ ต่างก็นับถือพระอาทิตย์โดยมึชื่อเรียกต่างๆกัน ความคิดความเข้าใจคงไม่ต่างกันมากนัก แต่การแสดงออกด้วยพิธีกรรม บทสวดมนต์ และการปฏิบัติกิจศรัทธาคงจะต่างกันค่อนข้างมาก ครั้นเกิดการรวมกลุ่มกันและได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเข้าใจและการปฏิบัติเพื่อแสดงศรัทธากันมากพอสมควร ก็ค่อยๆซึมซับของกันและกันโดยไม่รู้ตัว จนถึงจุดหนึ่งที่จะมีใครฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “แท้จริงแล้วเรานับถือเทพองค์เดียวกันภายใต้หลายพระนาม” และต่างฝ่ายต่างก็เสียดายไม่ยอมทิ้งพระนามที่ตนเคยใช้อยู่จนชินและกลายเป็นศรัทธาไปแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดก็คือเก็บไว้ทั้ง 2 นาม จึงเกิดพระนามอย่างเช่น Amon-Re, Re-Atum ใช้เรียกสุริยเทพปางซ่อนองค์เวลากลางคืน, Khep-Re สุริยเทพอัสดงคต, Re-Horus สุริยเทพผู้ครองราชย์, Re-Akhte สุริยเทพรุ่งอรุณ, Khnum-Re, Min-Re สุริยเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์, Sobek-Re ฟาโรห์ได้สมญาว่า Sa-Re โอรสเทพ และมีอย่างน้อย 3 องค์ที่มีประวัติว่าเกิดจากปุโรหิตากับสุริยเทพ

6.ระบบแอทถั้นเอกเทวนิยม ฟาโรว์แอมเมินโฮว์เถพที่ 4 (Amen-hotep IV ครองอำนาจ1379-62) นักปฏิรูปศาสนายิ่งใหญ่ ทรงเห็นว่าคณะปุโรหิตสุริยเทพแอมมันแห่งธีบส์ล่วงเกินราชอำนาจมากเกินไปที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของสุริยเทพและฟาโรว์เป็นเพียงเสนาบดีของสุริยเทพและผู้รับใช้คณะปุโรหิต  จึงตัดสินพระทัยปฏิรูปศาสนาเป็นการใหญ่ โดยประกาศยกเลิกการนับถือสุริยเทพทุกรูปแบบและประกาศก่อตั้งศาสนาพระแอทถั้นโดยตนเองเป็นผู้แทนในตำแหน่งแอคเขินแนทถั้น(Akhenaton) ถอดคณะปุโรหิตสุริยเทพออกทั้งชุดและแต่งตั้งคณะปุโรหิตของพระแอทถั้นโดยตนเองเป็นมหาปุโรหิต จัดให้นิพนธ์คัมภีร์ขึ้นใหม่ ทรงย้ายเมือยหลวงจากธีบส์ไปสร้างเมืองหลวงใหม่ไกลไปทางทิศเหนือประมาณ 500 กิโลเมตร ให้ชื่อว่าแอคเขอแททถั้น (Akhetaton) นครของพระแอทถั้น ทรงกำหนดพิธีกรรมและการปฏิบัติศาสนกิจขึ้นใหม่ ทรงจัดสร้างวิหารพระแอทถั้นขึ้นให้พอเพียง นับเป็นการปรับเปลี่ยนการนับถือศาสนาจากพหุเทวนิยมแบบอติเทวะมาเป็นเอกเทวนิยมอย่างเต็มตัว เน้นคำสอนว่ามีองค์สุริยเทพแอทถั้นเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว ไม่มีเทพองค์อื่นใดอีก น่าเสียดายที่ว่าทรงมีเวลาปฏิรูปน้อยเกินไปอย่างมาก ทรงควบคุมได้เฉพาะในวังและในวิหารใหญ่ นอกเมืองและที่ไกลพระเนตรพระกรรณ ประชาชนยังยกย่องปุโรหิตที่ถูกถอดอย่างเดิมและปุโรหิตก็ทำหน้าที่อย่างเดิม ฟาโรว์องค์ต่อไปทูทเถินแคมมัน (Tutankhamon) ทรงประกาศให้การนับถือสุริยเทพดำเนินใหม่ได้เหมือนเดิมทุกประการ ทำให้การปฏิรูปศาสนาของแอมเมินโฮว์เถิพล้มเหลวในอียิปต์ทั้งหมด ผลก็คือ  มหาอาณาจักรอ่อนแอ ประเทศราชทั้งหลายพากันแข็งข้อ ภายในประเทศแตกแยก ถูกรุกรานจากภายนอกทั้งด้วยกำลังทหารและด้วยการแทรกซึมเข้าตั้งหลักแหล่งทำกิน มีความจำเป็นต้องใช้ชาวฮีบรูในงานต่างๆทั้งในภาครัฐและเอกชนในฐานะที่ยังเป็นเผ่าเร่ร่อนไม่มีพิษไม่มีภัยจนเกิดตำนานเรื่องโมเสสชาววังออกไปเป็นผู้นำสร้างชาติและศาสนาใหม่ให้ชาวฮีบรูเป็นชนชาติอิสราเอลนับถือศาสนายูดาห์

 

เปาโลจะว่าอย่างไร

            ชนชาวอียิปต์โบราณทั้งชาติตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 1 จนถึงราชวงศ์ที่ 30 และต่อๆมา มีจำนวนตั้งเท่าไร ทุกคนมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพไหม และมีสิทธิ์อยู่ในกลุ่มผู้ต้อนรับพระเยซูเสด็จมาครั้งที่ 2 บนก้อนเมฆหรือไม่ ตามเจตนาของเปาโลต้องตอบว่ามีสิทธิ์ทุกคนที่ไม่หันหลังให้เงื่อนไขของพระเยซู คือได้ทำตามมโนธรรมของตนเอง (โนยา) และรู้จักกลับใจ (เมตาโนยา) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพระดำรัสของพระเยซูเองที่ยอห์นได้บันทึกไว้ว่า “เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร” ซึ่งหมายความว่าทำตามที่รู้ในขณะทำ เรียกว่าทำตามมโนธรรม หากผิดพลาดประการใดบ้าง แม้จะหนักๆถึงขั้นทำร้ายพระเยซูเองก็ยังได้รับการอภัย ภายใต้เงื่อนไขว่าเต็มใจรับการอภัย เปาโลน่าจะรู้เงื่อนไขนี้อยู่ในใจ จึงได้กล้ารับรองได้อย่างเต็มปากเต็มใจและเต็มที่

พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ

god

ซอกแซกหามาเล่า (275)

พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ

ความนำ

ด้วยความสนใจเชิงวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชิงปรัชญาที่ผมบังเอิญโชคดีได้ไปเรียนรู้มาระดับโลกและยังดูแลการสอนปรัชญาระดับสูงสุดของชาติมิให้ตกยุค ก็ได้ติดตามกระแสความคิดปรัชญาระดับโลกอยู่ตลอดเวลา และได้รับรู้กระแสหนึ่งที่ยกย่องว่าความคิดปรัชญาของเปาโลในด้านปรัชญาศาสนา ยังทันสมัยและยังน่าศึกษาอยู่ไม่ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์หรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่นับถือศาสนาก็ตัดศรัทธาออกไปคงเหลือแต่การพิจารณาเนื้อหาปรัชญา หากมีศรัทธาก็เติมเต็มศรัทธาเข้าไปตามความพอใจว่าอยากจะคิดแบบคริสตจักรคาทอลิก หรือคริสตจักรโปรเตสแตนต์ หรือคริสตจักรออร์โทดอกซ์ ก็เท่านั้นเอง เราก็จะมีเรื่องคุยเรื่องปรัชญาที่ทันสมัยระดับโลกกันอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ต้องกังวลถึงความขัดแย้งที่ทำให้เสียมู้ด

เราได้เห็นมาแล้วถึงความกังวลของลูกศิษย์ของเปาโลที่เธสะโลนิกาเรื่องโลกหน้า (ซึ่งมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาทุกยุคทุกสมัยมีความห่วงใยถึงกังวลเพราะเป็นประเด็นของปรัชญาศาสนาสากลที่ยังไม่ตกยุค) และเปาโลก็ได้ตอบไปตามปรัชญาของท่านซึ่งปรัชญาสากลถือว่ายังเป็นคำตอบที่ทันสมัยอยู่ในระดับหนึ่งในปัจจุบัน ส่วนว่าใครจะพอใจแล้วหรือยังเป็นเรื่องต้องพิจารณาลงไปถึงระดับกระบวนทรรศน์ต่อไป

ชาวเธสะโลนิกาที่ถามปัญหาเรื่องโลกหน้าแก่เปาโลนั้นมีทั้งชาวยิวซึ่งมีบรรพบุรุษร่วมกับเปาโลไล่ไปได้ถึงอับราฮัม พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเปาโลจึงได้แก่พระเจ้าที่มีนามว่ายาห์เวห์ และบรรพบุรุษของอับราฮัมคือชาวเมโสโพเทเมีย ดังนั้นพระเจ้าของชาวเมโสโพเทเมียก็คือพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษของเปาโลนั่นเอง ชาวเธสะโลนิกาที่กังวลใจถามเรื่องนี้จากเปาโล นอกจากจะอยากรู้ว่าบรรพบุรุษชาวยิวของพวกเขาจะมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพหรือไม่แล้ว ก็คงอยากรู้ด้วยว่าบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษของพวกเขาที่นับถือศาสนาเมโสโพเทเมียจนตายไปแล้วนั้น จะมีโอกาสได้ฟื้นคืนชีพด้วยหรือไม่ คำถามนี้แม้สำหรับคนช่างคิดในปัจจุบันก็ยังเป็นปัญหาโลกแตกอยู่ดี เปาโลได้เขียนแถลงการณ์ตามเจตนาของพระเยซูว่าทุกคนมีสิทธิ์อย่างน้อยอาศัยพระเมตตาของพระองค์ซึ่งต้องมีความชอบธรรมสนับสนุนด้วย แหละนี่คือปรัชญาที่นักปรัชญาปัจจุบันมองว่าเปาโลมีปรัชญาที่ทันสมัยแม้ระดับกระบวนทรรศน์ปัจจุบันด้วย

ยังอีกพวกหนึ่งก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน คือผู้ที่เชื่อในพระเยซูตามคติของเปาโล แต่พวกเขาเป็นชาวเมโสโพเทเมีย บรรพบุรุษของพวกเขานับถือพระเจ้าของชาวเมโสโพเทเมียที่ไม่มีชื่อว่ายาห์เวห์ แต่มีชื่อว่าอานุ (Anu) และของชาวอียิปต์โบราณที่มีชื่อว่าเรหรือรา (Re or Ra) ซึ่งตามคติของโมเสสที่เปาโลเคยเชื่อมาก่อนหน้านั้นก็คือศัตรูกับพระยาห์เวห์ บรรพบุรุษของพวกเขาจะมีสิทธิ์ได้ฟื้นคืนชีพด้วยไม้เนี่ย เป็นประเด็นคอขาดบาดตายเชียวนะ แถลงการณ์ของเปาโลมีนัยยะว่า ไม่มีปัญหา พวกนี้เป็นกลุ่มเดียวกันกับบรรพบุรุษซึ่งพระเยซูได้เตรียมแผนการแห่งความรอดไว้เรียบร้อยแล้ว

ปัญหาที่จะต้องตีบทให้แตกอันทำให้ความคิดของเปาโลเข้าข่ายปรัชญาที่ทันทันสมัยของนักคิดปัจจุบันคืออะไร ทันสมัยตรงไหน คิดว่าเป็นเรื่องน่าสนใจควรซอกแซกหามาเล่า

 

เทวนิยมก่อนเมโสโพเทเมีย

            หากพิจารณาจากคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเปาโลรู้เรื่องเป็นอย่างดี ก็ต้องนับว่าบรรพบุรุษสายอับราฮัมทุกคนนับถือพระยาห์เวห์และอยู่ในเกณฑ์ซื่อสัตย์ต่อพระยาห์เวห์ตามเกณฑ์ของโมเสส มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพในฐานะบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษแน่นอน 100 % อย่างไม่มีข้อกังขา ลูกหลานสบายใจได้ หลักฐานยืนยันจากไบเบิลปฐมกาล บทที่ 11 ข้อ 10-26 ว่า “เชมเป็นบุตรของโนอาห์ เมื่อมีอายุหนึ่งร้อยปีเขามีบุตรชื่ออารปัคซาด ซึ่งเมื่ออายุ 35 ปีมีบุตรชื่อเชลาห์ ซึ่งเมื่อมีอายุ 30 ปีมีบุตรชื่อเอเบอร์ ซึ่งเมื่ออายุได้ 34 ปีก็มีบุตรชื่อเปเลก ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 30 ปีก็มีบุตรชื่อเรอุล ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 32 ปีก็มีบุตรชื่อเสรุก ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 30 ปีก็มีบุตรชื่อนาโฮร์ ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 29 ปีก็มีบุตรชื่อเทราห์ และเมื่อเทราร์อายุได้ 70 ปีก็มีบุตรนามว่าอับาราฮัม  นาโฮร์และฮารานตามลำดับ

ก็ยังอดมีกังวลไม่ได้ว่า แล้วบรรพบุรุษทั้งหลายที่เป็นบรรพบุรุษของโนอาห์เล่า นับถือพระยาห์เวห์ตามเกณฑ์ของโมเสสด้วยหรือเปล่า คัมภีร์ไบเบิลบทที่5 ก็ยังรับรองว่าตามเกณฑ์ไล่จากโนอาห์ขึ้นไปจนถึงอาดัมเอวาซึ่งเป็นมนุษย์คู่แรก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็รับรองได้ตามเกณฑ์ของโมเสสว่าไม่เป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์แน่นอน

แต่เปาโลไม่คิดเช่นนั้น เพราะตั้งแต่อาายุ 26 ปีเป็นต้นมา ไม่รับเกณฑ์ของโมเสสยกเว้นพระเยซูจะรับรู้ด้วย

ยิ่งกว่านั้น เปาโลยังมีความรู้เรื่องเมโสโพเทเมียอีกมากมายที่ไม่มีระบุในไบเบิลหรือขัดข้อเท็จจริงกับไบเบิลที่เป็นฐานคำสอนของโมเสส เปาโลจำเป็นต้องปรับฐานคำสอนของไบเบิลเพื่อรับการตีความใหม่ของพระเยซู และก็แน่นอนว่าเมื่อมีชนชาวอื่นที่บรรพบุรุษไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นบรรพบุรุษของอับราฮัม ก็ยิ่งจะมีความกังวลยิ่งกว่าบรรพบุรุษของชาวเมโสโพเทเมีย ก็ยิ่งต้องการคำยืนยันจากเปาโลให้กระชับยิ่งขึ้นว่าหวังเหมือนบรรพบุรุษของชาวเมโสโพเทเมียด้วยไหม เช่น ชาวกรีกและโรมันซึ่งเป็นเชื้อสายอารยันและชาวกาลาเทียซึ่งเป็นเชื้อสายอนารยชน เปาโลก็เลยรับรองในนามของพระเยซูอย่างเหวี่ยงแหคลุมหมดเลย ซึ่งในแง่ของปรัชญายังมีผลครอบคลุมได้หมดครอบจักรตามความต้องการของสังคมปัจจุบันอยู่ เช่น “สรรพสิ่งมีความหวังว่า จะได้รับการปลดปล่อยจากความเป็นทาสของความเสื่อมสลายเพื่อไปรับอิสรภาพอันรุ่งเรืองของบรรดาบุตรของพระเจ้า” (จดหมายถึงชาวโรม บทที่ 8:22) และ “การเข้าสุหนัตหรือการไม่เข้าสุหนัตจึงไม่มีความสำคัญแต่ประการใด สิ่งสำคัญก็คือการเป็นสิ่งสร้างใหม่” (จดหมายถึงชาวกาลาเทีย บทที่ :15) ปัญหาก็คือ แล้ว “สิ่งสร้างใหม่” หมายความว่าอย่างไร ไม่ทราบได้ว่าเปาโลได้บันทึกคำตอบไว้ที่ไหนหรือไม่ แต่มัทธิวได้บันทึกไว้ตรงประเด็นและชัดเจนในเวลาต่อมาว่า “เมื่อพระบุตรจะเสด็จมาในความรุ่งโรจน์ พระองค์จะประทับเหนือพระบัลลังก์อันรุ่งโรจน์ บรรดาประชาชาติจะมาชุมนุมกันเฉพาะพระพักตร์ พระองค์จะทรงแยกเขาออกเป็น 2 พวก แล้วตรัสแก่คนเบื้องขวาว่า เชิญมาเถิด เชิญมารับอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นมรดก ที่เตรียมไว้ตั้งแต่สร้างโลก เพราะว่าเมื่อเราหิวท่านให้เรากิน เมื่อเรากระหายท่านให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้าท่านก็ต้อนรับเรา เราไม่มีเสื้อผ้าท่านก็ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราเจ็บป่วยท่านก็มาเยี่ยม เราอยู่ในคุกท่านก็มาหา   บรรดาผู้ชอบธรรมจะทูลถามว่า พระเจ้าข้าเมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงหิวแล้วถวายพระกระยาหาร หรือทรงกระหายแล้วถวายให้ทรงดื่ม เมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์เป็นแขกแปลกหน้าแล้วต้อนรับ หรือทรงไม่มีเสื้อผ้าแล้วถวายเครื่องนุ่งห่มให้  เมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ประชวรหรือทรงอยู่ในคุกแล้วไปเยี่ยม พระมหากษัตริย์จะตรัสตอบว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนี่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา” (มัทธิว 25:31-40) ก็หมายความว่าการปะยี่ห้อพระยาห์เวห์หรือพระเยซูและการเข้าพิธีไม่ใช่แก่นแท้ของการนับถือสิ่งสูงสุด แต่ความตั้งใจน้อมจิตใจทำตามมโนธรรมอย่างจริงใจเป็นแก่นแท้ การเป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์ไม่สำคัญเท่าการละเมิดเกณฑ์ของสิ่งที่เชื่อว่าสูงสุด ก็ยังอดมีผู้แคลงใจไม่ได้อยู่ดี สันตะปาปาในปัจจุบันก็ยังต้องย้ำเจตนาซ้ำๆให้แน่ใจยิ่งๆขึ้นถึงหลักการดั้งเดิมของเปาโล เช่น สันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 เมื่อค.ศ.1968 แถลงเป็นข้อสรุปสังคายนาว่า “พระศาสนจักรคาทอลิกไม่ปัดทิ้งสิ่งใดที่จริงและศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาต่างๆ พระศาสนจักรพิจารณาด้วยความเคารพอย่างจริงใจซึ่งวิธีปฏิบัติและดำรงชีวิต ตลอดจนกฎและพระธรรมคำสอนเหล่านี้ ถึงแม้จะผิดกับที่ตนเองเชื่อและสอนหลายประการ แต่บ่อยครั้งก็นำแสงจากองค์ความจริงมาให้ ซึ่งฉายส่องความสว่างแก่มนุษย์ทุกคน” (Nostra Aetate) ซึ่งชัดเจนว่าครอบคลุมถึงทุกศาสนาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ โบราณ ฯลฯ เรื่อยมา ดังข้อความของสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ที่ขยายความเข้าใจของเปาโลไปถึงการนับถือศาสนาดึกดำบรรรพ์ว่า “ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่สุดจนถึงทุกวันนี้ เราเห็นว่าในชนชาติต่างๆมีความรู้สึกอย่างหนึ่งถึงพละกำลังอันเร้นลับ ซึ่งอยู่ในกระแสสิ่งของและเหตุการณ์ของชีวิตมนุษย์ บางครั้งก็มีกระทั่งการยอมรับนับถือพระเจ้าสูงสุดหรือพระบิดา ความรู้สึกและการรับรู้เช่นนี้ทำให้ชีวิตซาบซ่านไปด้วยความสำนึกในเรื่องศาสนาอย่างลึกซึ้ง” และขยายผลสู่ศาสนาที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยโบราณว่า “ส่วนบรรดาศาสนาที่เกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมที่เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ก็พยายามจะตอบปัญหาเหล่านั้นด้วยความรู้ที่ละเอียดกว่าและภาษาที่กล่อมเกลาดีกว่า” นอกจากนั้นยังรับรองผลแห่งการนับถือศาสนาตามมโนธรรรมทุกรูปแบบว่าได้ผลตามที่เปาโลได้แถลงไว้ เพราะมโนธรรมก็คือปัญญาที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมาเป็นแสงสว่างนำทางแก่มนุษย์แต่ละคน มนุษย์คนใดก็ตามที่มีปัญญาและตัดสินใจทำอะไรก็ตาม ตามเสียงมโนธรรมอย่างบริสุทธิ์ใจ พระเจ้าย่อมรับรองความดีของเขา ดังที่พระเยซูได้ประทานเกณฑ์ไว้ในมัทธิว 25:31-40 ดังข้อความของสังคายนาว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งก็คือการขยายผลคำสอนของเปาโลและของพระเยซูนั่นเองว่า “มนุษย์ทุกคนเนื่องจากมีศักดิ์ศรีเพราะเป็นตัวบุคคล ซึ่งหมายความว่ารู้จักคิดหาเหตุผลและมีเจตจำนงเป็นอิสระ และดังนั้นความรับผิดชอบเป็นส่วนตัวด้วย จึงถูกธรรมชาติของตนเองเร่งเร้าและผูกพันทางศีลธรรมบังคับให้แสวงหาความจริงซึ่งก่อนอื่นได้แก่ความจริงเกี่ยวกับศาสนา แต่พอรู้ความจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนจำต้องยึดถือความจริงนั้น และกำกับชีวิตของตนตามแต่ความจริงนั้นจะเรียกร้องให้ทำ”

 

ข้อสังเกตเกี่ยวกับศาสนายุคหิน

            หากศิษย์ของเปาโลมีความห่วงใยว่าตนเองก็มีบรรพบุรุษไล่ไปได้จนถึงมนุษย์ยุคหินและไล่ต่อไปจนถึงมนุษย์คู่แรก ไม่ว่าจะมีชื่อว่าอาดัมกับเอวาหรือมีชื่ออื่นใดก็ตาม ก็ต้องไล่ไปถึงจนได้ หากเปาโลและพระเยซูยืนยันว่าบรรพบุรุษทุกระดับชั้น จะได้ฟื้นคืนชีพด้วยอย่างแน่นอนการันตี ก็ย่อมการันตีได้ถึงผู้นับถือครรภะแบบยุคหินด้วย เพราะเราทุกคนย่อมมีบรรพบุรุษยุคหินกันทุกคน หากมีใครถามเปาโลอย่างนี้จริง ซึ่งก็อาจจะมีจริงแต่ไม่มีบันทึกไว้ เพราะไม่ได้ตั้งใจบันทึกไว้ให้หมด เปาโลก็คงตอบว่าใช่ และคงชี้ให้ดูไม้กางเขนซึ่งเป็นคำตอบรวบยอดว่า พระบุตรได้ทรงลงทุนถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมทรงต้องการให้ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างครอบคลุม all creation สิ่งสร้างทั้งมวล

ที่น่าสังเกตสำหรับปรัชญาศาสนาในปัจจุบันก็คือ1. มนุษย์ดึกดำบรรพ์จริงๆรู้สึกโดดเดี่ยว (lonely) มากๆ อยู่กับธรรมชาติที่เปรียบเหมือนแม่(ไม่มีพ่อ)ที่ดูเหมือนว่าใจดีคือเอื้ออาทรให้ชีวิต ให้มีพ่อแม่บังเกิดเกล้าที่ดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมและห่วงใยในนามขององค์ครรภะจนช่วยตัวเองได้ แยกตัวไปอยู่อย่างอิสระและมีลูกซึ่งองค์ครรภะฝากมาให้เลี้ยงดูจนกว่าจะช่วยตัวเองได้ แต่บางเวลาองค์ครรภะก็ดูจะใจร้ายกราดเกรี้ยว เอาชีวิตผู้คน บาดเจ็บล้มตาย ซึ่งพวกเขาก็พยายามมองในแง่ดีว่า องค์ครรภะเก็บไปให้ตั้งหลักใหม่ ให้แก้ไขในสิ่งผิด ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ เตรียมให้มาเกิดใหมเข้มแข็งกว่าเดิม เพื่อจะมีความสุขมากขึ้น รวมความว่าศาสนาของมนุษย์ดึกดำบรรพ์เกิดจากความสำนึกที่มองโลกและชีวิตในแง่ดี มีองค์ครรภะซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในเอกภพคอยดูแลด้วยความหวังดีต่อมวลมนุษย์แต่ละคนๆซึ่งมีฐานะเป็นลูกในอุทร เป็นชีวิตพิเศษที่ออกจากครรภะไปอยู่ในร่างกายเพื่อเสวยสุขเป็นอิสระ ครั้นปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมไม่ได้ก็กลับเข้าครรภะเพื่อเตรียมพร้อมครั้งใหม่ ไม่ปรากฏว่ามนุษย์ดึกดำบรรพ์มีความสำนึกเรื่องสวรรค์หรือนรก ทำดีก็คือทำแล้วองค์ครรภะพอพระทัย ทำชั่วก็คือทำผิดกับที่องค์ครรภะพอพระทัยซึ่งจะต้องสำนึกผิดขอโทษตามที่มโนธรรมเห็นว่าควร  อย่างไรก็ตามเนื่องจากมนุษย์ดึกดำบรรพ์ยังไม่รู้จักเขียนหนังสือ จึงต้องสันนิษฐานจากหลักฐานอื่นเท่านั้น

 

การนับถือศาสนาแบบเมโสโพเทเมีย

            ไม่มีชาวเมโสโพเทเมีย มีแต่แผ่นดินเมโสโพเทเมียให้ชนหลายชาติพันธุ์ผลัดกันมาใช้ดินแดนนี้เป็นเวทีสร้างอารยธรรมเมโสโพเทเมียและสร้างศาสนาเมโสโพเทเมียไว้ให้เราศึกษา เป็นต้นแบบของศาสนากลุ่มแคนเนินไนท์ (Canaanite Religions)

ตั้งแต่ประมาณ ก.ค.ศ.5000 ปรากฏหลักฐานมนุษย์หินใหม่มาตั้งหลักแหล่งตามเชิงเขาต้นแม่น้ำทั้งสองตั้งแต่ก.ค.ศ.4000 ที่พัฒนากันเองจนสามารถใช้สัมฤทธิ์และถูกชนหลายเผ่าเข้ามากลืน ไม่มีหลักฐานอื่นจึงสันนิษฐานว่านับถือองค์ครรภะเหมือนมนุษย์ยุคหินทั่วไป และตามเกณฑ์ของเปาโลพวกเขาอยู่ในกลุ่มบรรพบุรุษที่มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพหากได้เดินตามมโนธรรมทำดีตามยุคสมัยของตนแต่ละคน ภายหลังก็ถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนของกลุ่มชาติพันธุ์ที่รุกรานเข้ามาจากที่อื่นและร่วมสร้างความสำนึกศาสนาโบราณของบรรพบุรุษชาวเมโสโพเทเมีย ซึ่งจะอยู่ในข่ายบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษที่มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพตามเกณฑ์ที่เปาโลให้ไว้แก่ชาวเธสะโลนิกา เช่น ในราวก.ค.ศ.3500 มีหลักฐานว่านครรัฐเอริดู (Eridu) ของชาวสุเมเรียน ตั้งอยู่ที่ก้นอ่าวอันเป็นปากน้ำของแม่น้ำยุเฟรติสและไตกริสในสมัยนั้น

ไม่มีหลักฐานว่าเดิมพวกเขาเป็นมนุษย์ยุคหินจากที่ไหนมาก่อน ที่สันนิษฐานกันก็คือพวกเขาน่าจะเป็นมนุษย์ยุคหินร่วมกับเผ่าฮั่นณที่อื่นมาก่อน เพราะปรากฏว่าพวกเขารู้จักเขียนหนังสือภาพแบบจีนโบราณ แต่ที่เมโสโพเทเมียไม่มีพู่กันใช้ จึงดัดแปลงใช้ไม้อ้อเขียนบนแผ่นดินเผาออกมาเป็นอักษรรูปลิ่ม พวกเขามาตั้งหลายนครรัฐเป็นอิสระต่อกันและช่วยดูแลกันแบบพันธมิตร นับถือศาสนาลัทธิเทวนิยมแบบอติเทวคือมีมหาเทพองค์เดียวเป็นผู้มีอำนาจาสูงสุดและมีพลังสร้างโอรสธิดาแบ่งหน้าที่กันดูแลพลังต่างๆของเอกภพ  เทพเทวีองค์ใดต้องการมีบริวาร ก็จะสร้างมนุษย์ขึ้นมาใช้สอย สร้างเมืองให้อยู่ และดูแลปกครองเอง ตลอดจนปูนบำเหน็จและลงโทษเองตามน้ำพระทัย ซึ่งตามคติของชาวสุเมเรียนนั้น เทพสูงสุดคือท้องฟ้าและชายาคือแผ่นดินนั่นเอง ซึ่งรู้ตัวเองว่ามีที่จำกัด สร้างเสริมได้ก็ในวงจำกัด คือสร้างพระโอรสธิดาให้มีร่างกายและวิญญาณอมตะเหมือนตน ต้องรับประทานอาหารทิพย์และดื่มน้ำทิพย์และอาศัยสวรรค์ดิลมุมอยู่ได้อย่างมีความสุข มีพื้นดินไม่กว้างใหญ่นักสำหรับให้มนุษย์อาศัยอยู่ได้ มนุษย์ต้องกินต้องดื่มเพื่อมีชีวิตรับใช้เทพ โดยให้รู้จักเตรียมเครื่องเซ่นถวายเทพโดยเฉพาะและมีอาหารที่เหมาะสำหรับมนุษย์โดยเฉพาะ ห้ามสร้างมนุษย์ให้เป็นอมตะเพราะจะควบคุมยาก รางวัลอย่างมากก็คือเมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วให้เสวยสุขต่อไปชั่วระยะหนึ่งแล้วก็ให้จางหายไปก็เป็นบำเหน็จเพียงพอแล้ว ส่วนจะลงโทษกันอย่างไรก็เป็นเรื่องของบริวารใครก็บริวารมัน ว่ากันไปเอง จะได้คุมกันได้ตามใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องแปลกใจว่ามาตรการใหม่ที่เปาโลเสนอย้อนหลังไปถึงทุกยุคทุกสมัยย่อมให้ความอุ่นใจแก่ลูกหลานและคนรุ่นหลัง แต่สำหรับคนรุ่นนั้นๆเองย่อมอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบมาก ก็คงได้มีผู้ยกปัญหานี้ขึ้นมาปรารภจนเปาโลต้องตอบเป็นลายลักษณ์อักษรในจดหมายถึงชาวเอเฟซัสว่า ไม่ต้องกลัวการได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะพระเยซูได้ทรงวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วทุกอย่างตั้งแต่ก่อนการสร้างโลก เรียกว่ารหัสธรรมแห่งเศรษฐกิจการช่วยให้รอด (the Mystery of Salvation) “พระองค์จะทรงกระทำตามแผนการนี้เมื่อถึงเวลากำหนด โดยทรงนำทุกสิ่ง ทั้งที่อยู่บนสวรรค์และบนแผ่นดิน ให้มารวมกันอยู่ใต้ปกครองของพระคริสตเจ้าพระประมุขแต่เพียงพระองค์เดียว” (เอเฟซัส 1:10) ซึ่งมีนัยยะชัดเจนว่าจะไม่มีความเหลื่อมล้ำได้เปรียบเสียเปรียบกันแต่ประการใดให้ตำหนิได้เลย ชนิดที่เปาโลล้างมือหมดห่วงในประเด็นนี้ได้เลย

ชาวสุเมเรียนเริ่มสร้างอารยธรรมเมโสโพเทเมียด้วยการปกครองกันแบบพ่อเมือง(en)

อย่างไรก็ตามนักปรัชญาศาสนาพยายามทำความเข้าใจว่าชาวพื้นเมืองเดิมคือเกษตรกรที่พัฒนาการนับถือองค์ครรภะที่พัฒนามาเป็นเจ้าแม่ธรณีที่โอบอ้อมอารีต่อมนุษย์ ส่วนชาวสุเมเรียนเป็นนักล่าสัตว์เร่ร่อนที่ ระหว่างนั้นมีชาวเซมีติกสายเอิกแคดเดียนแทรกซึมมาทางตะวันตกอยู่เรื่อยๆ พวกนี้เป็นนักรบ บางพวกก็ตั้งนครรัฐขึ้นแข่ง ทำให้ชาวสุเมเรียนต้องปรับการปครองเป็นแบบกษัตริย์ (lugal) ที่สุดก็เสียอำนาจแก่ชาวเอิกแคดเดียน

ก.ค.ศ.2800 ชาวเอิกแคดเดียนเป็นใหญ่ที่บาบิโลน สืบทอดอารยธรรมเมโสโพเทเมียจากชาวสุเมเรียน

ก.ค.ศ.1728-1686 ฮัมมูราบีชาวเอิคแคดเดียนเป็นใหญ่ที่บาบิโลน

ก.ค.ศ. 1550-1530 ชาวฮิทไทท์เป็นใหญ่

ก.ค.ศ. 1531-1150 ชาวแคสไซท์เป็นใหญ่

ก.ค.ศ. 1748 ชาวแอสซีเรียเป็นใหญ่ที่นีนีเวห์ (Niniveh)

ก.ค.ศ. 626 ชาวแคลเดียนเป็นใหญ่ที่บาบิโลนใหม่

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่สืบทอดการนับถือศาสนาแบบเมโสโพเทเมียซึ่งนักประวัติศาสตร์นิยมยกให้เป็นแบบบาบิโลนใหม่ เพราะภาษาบาบิโลเนียนบันทึกโดยสรุปศาสนาทั้งหมดของเมโสโพเทเมียไว้อย่างละเอียดที่สุด

พระเมสสิยาห์ที่ชาวยิวรอคอย

ซอกแซกหามาเล่า (253)

พระเมสสิยาห์ที่ชาวยิวรอคอย

            Messiah แปลว่าผู้ได้รับการทาหรือเทหรือเจิมด้วยน้ำมันมะกอก ในบรรยากาศของศาสนายูดาห์หมายถึงการแต่งตั้งในนามของพระยาห์เวห์ด้วยวิธีทำให้น้ำมันมะกอกสัมผัสผิวกาย ต่อมามีความหมายเสริมว่าผู้ที่พระยาห์เวห์ทรงส่งมากอบกู้ให้พ้นจากสถานการณ์เลวร้ายโดยสมมุติว่าพระองค์ได้ทรงเจิมมาเรียบร้อยแล้วก่อนทำการ แม้จะไม่นับถือพระองค์ก็ไม่เป็นไร เช่น กษัตริย์ซายเริสแห่งเปอร์เซียที่ปลดปล่อยชาวยิวจากการเป็นเชลย ณ กรุงบาบิโลนให้กลับมาสร้างชาติใหม่

ถ้าเอาความหมายแรกเป็นหลัก เมสสิยาห์แรกมีขึ้นเมื่อซามูเอลเจิมซาอูลให้เป็นกษัตริย์ในนามของพระยาห์เวห์เพื่อขับไล่ชาวฟีลิสเทียออกจากเขตที่อยู่อาศัยของชาวอิสราเอลหรือยิวในสมัยนั้น ต่อจากนั้นก็กลายเป็นประเพณีการแต่งตั้งในตำแหน่งต่างๆซึ่งบ่อยครั้งไม่เกี่ยวข้องกับการกอบกู้แต่ประการใด

Continue reading “พระเมสสิยาห์ที่ชาวยิวรอคอย”

นักพรตยิวในสมัยพระเยซู

นักพรตยิวในสมัยพระเยซู

ซอกแซกหามาเล่า (252)

นักพรตยิวในสมัยพระเยซู

            คัมภีร์ไบเบิลของชาวยิว (หมายถึงไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม) กล่าวไว้ชัดเจนว่า เมื่อพระยาห์เวห์ทรงสร้างอาดัมกับเอวาแล้วก็ได้ทรงอวยพรให้มีลูกหลานมากๆจนเต็มแผ่นดิน การอวยพรเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นพระประสงค์และถึงขั้นพระบัญชาก็ได้ ใช้ตรรกะกับคำสั่งอย่างนี้ย่อมสรุปได้ว่า ใครมีลูกได้และไม่พยายามมีลูกย่อมถือว่าผิดพระบัญญัติอย่างไม่มีอะไรจะสงสัย จึงไม่น่าจะมีนักพรตได้ในศาสนานี้ เพราะนักพรตย่อมหมายถึงผู้ถือโสดเพื่อปฏิบัติศาสนกิจได้มากขึ้นและดีขึ้น

Continue reading “นักพรตยิวในสมัยพระเยซู”

ผู้ศรัทธาต่อพระยาห์เวห์ในสมัยพระเยซู

ซอกแซกหามาเล่า (250)

ผู้ศรัทธาต่อพระยาห์เวห์ในสมัยพระเยซู

เราได้กล่าวกันมายืดยาวถึงบรรดาผู้เอาพระนามพระยาห์เวห์หรือพระเจ้าในภาษาฮีบรูมาใช้หาผลประโยชน์ หลายท่านอาจจะมีคำถามอยู่ในใจและอยากจะออกปากถามว่า ในสมัยเดียวกัน เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ไม่มีใครนับถือพระยาห์เวห์ด้วยศรัทธาอย่างจริงจังและจริงใจบ้างหรือ มีครับ มิฉะนั้นศาสนายูดาห์ก็คงจะไม่มีความหมายในประวัติศาสตร์ มีตั้งแต่ชนิดก้มหน้าก้มตาเชื่อและปฏิบัติตามในชีวิตประจำวันแต่เกิดจนตายโดยหวังมรรคผลตามที่รู้อย่างผิวเผิน เอาจริงนิดหน่อย จนถึงเอาจริงอย่างทุ่มเทหมดหน้าตัก มีชื่อเรียกตามลำดับจากยูเดียน ฟารีสี  เอสเซน ประชาคมคุมราน จนถึงซีโลท และผู้รอคอยพระเมสสิยาห์หรือเมสเซียนิสท์ เราจะพิจารณาตามลำดับ โดยเริ่มจากชาววยูเดียนทั่วไปเป็นปฐม

Continue reading “ผู้ศรัทธาต่อพระยาห์เวห์ในสมัยพระเยซู”

พรรคเฮโรเดียนรุ่นที่ 2

ซอกแซกหามาเล่า (249)

พรรคเฮโรเดียนรุ่นที่ 2

เมื่อจักรพรรดิเกเยิส เขอลิกเกอเลอ (Gaius Caligula) ซึ่งสืบตำแหน่งเถอเบร์เรียส ตัดสินพระทัยแต่งตั้งพระสหายตั้งแต่ยังเยาว์เป็นกษัตริย์แห่งปาเลสไตน์ทรงพระนามว่าอกรีปปาที่1 ในปีค.ศ.41 ก็นับได้ว่าบทบาทของพรรคจักรพรรดิในปาเลสไตน์รุ่นที่1จบสิ้นลง และรื้อฟื้นบทบาทของพรรคเฮโรเดียนขึ้นเป็นรุ่นที่ 2 อย่างไรก็ตาม บทบาทของพรรคจักรพรรดิหาได้ตายจากไปอย่างสิ้นเชิงก็หาไม่ แต่ยังคงมีบทบาทแฝงอยู่เบื้องหลังของพรรคเฮโรเดียนตลอดเวลา พระราชวงศ์เฮโรเดียนจะมีอำนาจอยู่ไม่ได้หากไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากจักรพรรดิ ดังนั้นพรรคเฮโรเดียนไม่ว่าจะทำการใดที่สร้างความมั่นคงหรือความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์เฮโรเดียนย่อมส่งผลกระทบต่อสถาบันจักรพรรดิด้วยเป็นเงาตามตัว

Continue reading “พรรคเฮโรเดียนรุ่นที่ 2”

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (160)

orpheus-and-eurydice

ปรัชญาศาสนาของออร์เฝิส

ออร์เฝิส (Orpheus) มีชีวิตอยู่ก่อนโฮเมอร์หลายศตวรรษและก่อนสงครามกรุงทรอยเล็กน้อย ในขณะที่ชาวกรีกเผ่าอเคียนเป็นใหญ่ในดินแดนกรีซและกำลังผสมผสานอารยธรรมอารยันกับอารยธรรมเผอแลสเจียนของชาวพื้นเมืองเดิมอยู่ ออร์เฝิสจึงน่าจะเป็นชนอเคียนคนหนึ่งที่ย้ายถิ่นไปอยู่ในแคว้นเธรส (Thrace) ตอนเหนือซึ่งชาวพื้นเมืองกำลังนับถือศาสนาของเจ้าแม่ธรณีและโอรสดายเออเนเฉิสของชาวเกาะครีทอย่างเข้มข้น ออร์เฝิสเป็นคนฉลาด เอาระบบศาสนาอารยันไปสอนตามความเข้าใจของตนอันเป็นปรัชญาลึกซึ้งที่ถูกใจลูกศิษย์เอาไปสอนและปฏิบัติต่อๆกันโดยอ้างว่าเป็นคำสอนของออร์เฝิสซึ่งต่อๆมาได้รับการยกย่องว่าเป็นโอรสเทพและเทวีบ้าง เป็นมนุษย์กึ่งเทพคือ มีบิดาเป็นเทพและมารดาเป็นมนุษย์บ้าง เป็นประกาศกผู้ได้รับคำสอนจากเทพโดยตรงมาเผยแผ่แก่มนุษย์บ้าง เป็นนักปรัชญ์ผู้หยั่งรู้ถึงความลึกลับของอดีตและความเป็นจริงของเอกภพและมวลมนุษย์บ้าง ผู้มีศรัทธาเหล่านี้ยกย่องท่านด้วยปาฏิหาริย์คำสรรเสริญเยินยอ จนเลยเถิดปะปนเข้าไปในเรื่องจริงจนยากที่จะแยกออกได้ว่าอะไรบ้างจริงนอกจากจะพยายามสันนิษฐานเอาจากความเป็นไปได้และความน่าจะเป็นในบรรยากาศของออร์เฝิสเอง

 ความสำคัญ

          ในศตวรรษแรกๆของศาสนาคริสต์ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากระหว่างนักปราชญ์คริสต์ที่พยายามอ้างปรัชญาศาสนาของออร์เฝิสสนับสนุนคัมภีร์ไบเบิล กับลูกศิษย์ของเพลโทว์ที่พยายามอ้างปรัชญาศาสนาของออร์เฝิสเพื่อสนับสนุนปรัชญาของเพลโทว์ ปรากฏว่าสามารถรวบรวมงานเขียนที่อ้างว่าเป็นของออร์เฝิสได้มากมาย ส่วนมากจากการรวบรวมของอานเนอมาคเขรอเถิส (Onomacritus) ตั้งแต่ศตวรรษที่6ก.ค.ศ.และมีผู้สนใจรวบรวมไว้เพื่อการศึกษาต่อมาเรื่อยๆอีกมากจนถึงประมาณคริสตศตวรรษที่ 4 ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วก็เหมือนกันบ้าง เพี้ยนกันบ้างตามอัธยาศัย แต่ก็มีผู้สนใจศึกษาเรื่องนี้โดยตรงด้วยหลักวิเคราะห์วิจักษ์และวิธานมาพอสมควรจนสรุปเป็นเนื้อหาวิชาการน่าเชื่อถือได้สมควรแก่อัตภาพ ดังต่อไปนี้

คำสอนเรื่องกำเนิดเทพ

            แรกเริ่มเดิมทีมีเวลา (Time) คู่กับชะตา (Fate) ครั้นเวลารวมตัวกับชะตาเกิดอากาศ(Aether), ความมืด (Erebus, Darkness), สารสับสน (Chaos)

ครั้นอากาศรวมตัวกับสารสับสนเกิดแสงสว่างรูปไข่

ครั้นแสงสว่างรวมตัวกับความมืดเกิดกลางคืน เกิดธรณี (Gaea) และท้องฟ้า (Uranus)

ครั้นธรณีรวมตัวกับท้องฟ้าเกิดอสูรและอสุรีจำนวนหนึ่ง

จากอสูรกับอสุรีเกิดเทพเทวีต่างๆ

ดายเออนายเสิส (Dionysus) เกิดจากเทวราชซูสกับเทวีเพอร์เซฟเฝอนิ (Persephone)

 

คำสอนเรื่องมนุษย์

ตัวตนของมนุษย์จริงๆอยู่ที่วิญญาณ (soul) ร่างกายเป็นสิ่งที่อสูรปั้นขึ้นมาสำหรับกักขังวิญญาณ เปรียบได้กับบ้าน หรือคุก หรือหลุมฝังศพ หรืออาภรณ์ หรือร่างแห หรือป้อมปราการ แล้วแต่จะเทียบ ส่วนวิญญาณนั้นเทพสร้างขึ้นมาให้เป็นบริวารและมีชีวิตอมตะอย่างเทพ แต่ได้ทำผิดบางประการจึงถูกโทษให้มาอยู่ในร่างกายชั่วคราว บางแห่งก็ว่าเพื่อให้มีโอกาสสร้างบารมี วิญญาณมีหน้าที่รักษากายให้สะอาดสะอ้านเรียบร้อยที่สุดอยู่เสมอเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นชี้บ่งถึงคุณภาพของวิญญาณ และไม่มีสิทธิทำลายร่างกายโดยฆ่าตัวตาย เพราะวิญญาณยังใช้กรรมไม่จบหรือสร้างบารมียังไม่พอ วิญญาณมีหน้าที่ควบคุมร่างกายให้อยู่ในโอวาทด้วยการฝึกกรรมฐาน ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ แม้ฆ่าเพื่อบูชายัญก็ไม่พึงกระทำ หากสิ้นชีวิตลงโดยใช้กรรมยังไม่จบก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดจนกว่าจะหมดกรรมหรือสร้างบารมีให้เพียงพอ เรื่องเวียนว่ายตายเกิดเป็นคำสอนของออร์เฝิสที่ไม่พบคำยืนยันจากออร์เฝิสโดยตรง มีแต่คำยืนยันของเพลโทว์, พินดาร์, เอิมเพดเดอขลิส, และเฮร์เรอโดว์เถิส มีการเกริ่นถึงการเข้าจารีตทำวิญญาณให้บริสุทธิ์ (purification of the soul) แต่ไม่มีเอกสารหลงเหลือมาให้ศึกษาได้ว่ามีขั้นตอนปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง มีระบุเพียงแต่ว่าผู้ทำให้วิญญาณบริสุทธิ์ก่อนตาย วิญญาณจะไปเกิดใหม่บนเกาะนักบุญ(Isles of the Blest) คนละแห่งกับสวรรค์ของเทพ จะมีความสุขทั้งกายและวิญญาณ

ผู้เข้าจารีตจะได้รับคำสอนให้รู้ขั้นตอนการเดินทางไปสู่เกาะนักบุญเพื่อกันมิให้หลงทาง มีการสลักขั้นตอนเดินทางดังกล่าวในหลุมฝังศพ บางทีก็สลักบนแผ่นโลหะคล้องคอศพ สันนิษฐานว่าเพื่อให้วิญญาณท่องจำให้แม่นยำก่อนจะจากร่างกายไป พบข้อความระบุว่า หน้าประตูเข้าห้องของเทวราช (Hall of Zeus) มีน้ำพุทางด้านซ้ายมือ ให้น้ำแห่งการลืม วิญญาณใดที่จิตใจยังไม่บริสุทธ์จะรู้สึกกระหายจนอดใจไม่อยู่ ครั้นดื่มน้ำจากบ่อน้ำพุนี้ผ่านลำคอก็จะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง วิญญาณจะกลับสู่โลกเพื่อหาที่เกิดใหม่ตามกรรมที่ยังมีอยู่ ทางขวามือเป็นบ่อน้ำพุแห่งความทรงจำ จะต้องจำสูตรผ่านด่านให้ได้ว่า “ข้าเป็นบุตร (ธิดา) ของเจ้าแม่ธรณี (Gaea) และเจ้าพ่อเวหา (Ouranos) ข้ามีเชื้อสายเทพ ข้าขอดื่มน้ำจากบ่อแห่งความจำ” ยามเฝ้าด่านจะตักน้ำแห่งความจำให้ดื่มจึงควรดื่ม ยามจะพาเข้าผ่านประตูสู่เกาะแห่งนักบุญ พอผ่านประตูด่านเท่านั้นวิญญาณจะรู้สึกกระชุ่มกระชวยเหมือนหนุ่มสาว จะรู้สึกจำได้ว่าได้กลับคืนถิ่นเดิมทึ่ต้องจากไปเพื่อชดใช้ความผิด ให้ตั้งปณิธานว่าจะไม่ทำผิดอีก

 

สรุป

ในสมัยของเธลิสและนักปรัชญากรีกรุ่นแรกๆนั้น น่าจะรู้จักออร์เฝิสกันอย่างชัดเจนค่อนข้างมากและนักคิดแรกๆเหล่านี้น่าจะรู้คำสอนของออร์เฝิสอย่างดีก่อนจะมีความคิดของตนเองแต่ละคนมากน้อยตามอัธยาศัย

 

เปรียบความเชื่อเรื่องวิญญาณกับโฮเมอร์

โฮเมอร์ปรับความเชื่อของชาวบ้านตามกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ให้เป็นกระบวนทรรศน์โบราณเท่าที่จะไม่ทำให้เสียลูกค้าว่าจ้างขับร้องมหากาพย์ ชาวบ้านเชื่อว่าวิญญาณมนุษย์คือลมหายใจ(breath-soul) การตายคือการที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายออกจากร่างแล้วไม่กลับเข้าร่างอีก ใครมีตาดีอาจจะเห็นเป็นเงารางๆเหมือนหมอก ควัน หรือไอน้ำ มีความจำเหลืออยู่เพียงนิดๆ จำได้ว่าร่างที่นอนนิ่งอยู่นั้นคือร่างที่ตนเคยอยู่มาอย่างมีความสุขดีกว่าไม่มีร่างให้อาศัย จึงอยากและพยายามจะเข้าไปอยู่ในร่างเดิมนั้นอีก แต่พยายามสักเท่าใดก็ทำไม่สำเร็จ เกิดความหงุดหงิด ทุรนทุราย เครียด และไม่มีปัญญาหลงเหลือพอจะเข้าใจได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำได้แต่เพียงพยายามทำต่อไปอย่างนั้นเรื่อยๆ ยิ่งไม่สำเร็จก็ยิ่งเครียดหนัก ทั้งนี้จนกว่าร่างกายนั้นจะสลายไปจนจำตัวเองไม่ได้แล้ว วิญญาณนั้นจึงยอมจากไปตามชะตากรรม ซึ่งก็คือเตร็ดเตร่เร่ร่อนไปตามยถากรรมอย่างไร้จุดหมายจนกว่าจะค่อยๆจางหายไปเหมือนหมอกควัน ซึ่งอาจจะกินเวลาเป็นปี ด้วยความเชื่อเช่นนี้ ชาวบ้านกรีกจึงถือเป็นหน้าที่แห่งความกตัญญูและเมตตาจิตอย่างแรงที่จะต้องรีบจัดการกับศพโดยเร็วที่สุดด้วยการฝังซึ่งใช้ทุนน้อย มีแรงขุดหลุมให้ลึกหน่อยอย่าให้สัตว์มาคุ้ยโผล่ขึ้นมาได้ อย่างดีที่สุดก็คือเผาไม่ให้เหลือซากซึ่งจะทำให้วิญญาณหมดหวังหาเจอแน่ๆ ลูกหลานที่ไม่คิดจัดการเรื่องนี้จึงถือว่าอกตัญญูร้ายแรงที่สุด คนอื่นแม้ไม่รู้จักกันเลยพบศพแล้วไม่คิดจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งก็นับว่าใจร้ายที่สุด และการแก้แค้นที่ถือว่าร้ายกาจที่สุดก็คือห้ามมิให้ใครจัดการกับศพ ปล่อยให้สลายไปเองอย่างนั้นแหละเพื่อทรมานความรู้สึกของวิญญาณนานๆ โฮเมอร์จัดการปรับให้เป็นกระบวนทรรศน์โบราณคือให้มีกฎเกณฑ์อ้างได้ในหลายๆแง่มุมว่า เมื่อคนคนหนึ่งตาย วิญญาณที่เป็นลมหายใจออกจากร่างและสาลวนกับการเข้าร่างเดิม จนกว่าร่างจะถูกทำลายหรือสลายตัว ครั้นหมดหวังจะเข้าร่างเดิมได้แล้ว ก็จะล่องลอยไปสู่ยมโลกใต้บาดาลโดยอัตโนมัติหรือสัญชาตญาณ พอไปถึงก็จะเผชิญหน้ากับผู้พิพากษาซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าได้ทำบาปอะไรมาบ้างและทำบุญอะไรไว้บ้าง ซึ่งผู้ตายจะสำนึกและตระหนักได้ชัดเจนว่ายุติธรรมที่สุดไม่มีอะไรจะทักท้วงได้ ต่อจากนั้นผู้พิพากษาก็จะกำหนดให้ไปใช้โทษในนรกขุมต่างๆตามชนิดของบาปจนหมดสิ้น ต่อจากนั้นก็จะออกจากขุมนรกสู่ดินแดนอิสรภาพภายในดินแดนใต้บาดาลนั้นแหละ เป็นดินแดนที่ไร้ความทุกข์ใดๆ มีความงามและมีความสุขพอสมควรตามความต้องการของวิญญาณซึ่งแต่ละดวงก็จะเสวยสุขอย่างนี้ไปนานจนกว่าจะหมดบุญที่ได้ทำไว้ แล้วก็จะค่อยๆจางหายเป็นเปล่าไป แหละนี่คือความหมายของคำความรู้ตายของมนุษย์ ต่างกับความไม่รู้ตายของเทพซึ่งสถิตบนสวรรค์เหนือเมฆขึ้นไป โฮเมอร์รู้จักออร์เฝิสเพียงแค่เป็นนักดนตรีดีดพิณมีเสน่ห์พาให้หลงใหลอยากติดตามฟัง โอรสของเทวีและเมื่อภรรยาตายวันแต่งงานก็ได้สิทธิพิเศษเดินทางไปพบภรรยาณใต้บาดาล ได้เป่าปี่กล่อมอารมณ์จนยมบาลยอมให้พาภรรยาออกจากแดนบาดาลได้โดยมีข้อแม้ว่าห้ามเหลียวหลังมาดูภรรยาที่เดินตามมาข้างหลังจนกว่าจะพ้นแดนบาดาล แต่ออร์เฝิสทนไม่ไหวหันขวับมาดูให้แน่ใจว่าภรรยาตามมาข้างหลังจริง ได้เห็นหน้าภรรยาแว่บเดียวพลันเธอก็หายวับไปในพริบตาอย่างไม่มีโอกาสได้กลับคืนมาตลอดกาลนิรันดร เชื่อได้ว่าโฮเมอร์คงมิได้รู้คำสอนเรื่องวิญญาณและสวรรค์ของออร์เฝิส

หากจะถือว่าออร์เฝิสเป็นศาสดาของศาสนาอารยันบนดินแดนกรีซ ก็เป็นศาสนาอารยันที่เอาความเชื่อของชาวพื้นเมืองเข้ามาเสริม เช่นเดียวกับศาสนาอารยันที่เกิดขึ้นในชมพูทวีป ส่วนศาสนาชาวบ้านกรีกที่โฮเมอร์บันทึกไว้นั้น เป็นศาสนาชาวบ้านเสริมด้วยความเชื่อของชาวอารยันที่พยายามแทรกเข้ามา วิญญาณในความเชื่อของออร์เฝิยสจึงไม่ใช่วิญญาณลมหายใจ แต่เป็นวิญญาณจิตสำนึก (consciousness-soul) หรือตามความหมายดั้งเดิมของภาษาบาลีว่าวิญญาณะ (consciousness) วิญญาณจึงไม่ใช่องค์ประกอบของชีวิตมนุษย์ที่เริ่มมีขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์แต่ละคนในฐานะเป็นชีวิตที่เห็นได้เป็นลมหายใจ ออร์เฝิสจึงเป็นคนแรกเท่าที่มีหลักฐานที่สอนว่าวิญญาณมนุษย์มีมาก่อนตัวมนุษย์ที่เกิดมา วิญญาณมีลักษณะเป็นเทพ คือเทพเป็นผู้สร้างจากส่วนที่เป็นปัญญา ไม่ใช่จากส่วนที่เป็นอารมณ์หรือเป็นสสาร ด้วยเหตุผลกลใดไม่มีหลักฐานให้สืบสาวได้ชัด วิญญาณต้องมาเกิดในร่างกายราวกับเป็นนักโทษในที่คุมขัง หากได้รับความรู้มาผิดๆทำให้รังเกียจร่างกายด้วยประการใด ปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่หรือถึงกับทำร้ายทำลายร่างกาย ก็เป็นการทำลายหรือตัดโอกาสได้ใช้โทษใช้กรรม ต้องมาเกิดใหม่และมีโทษมากกว่าเดิม จึงต้องศึกษาและเข้าใจให้ถูกต้องว่าร่างกายเป็นมหามิตรที่เปิดโอกาสให้ได้ใช้โทษใช้กรรม จึงควรปฏิบัติต่อร่างกายอย่างรู้บุญคุณไม่ใช่รังเกียจ ในเรื่องนี้รู้สึกว่าเพลโทว์จะขยายผลความคิดของออร์เฝิสได้ดีกว่าแอร์เริสทาทเถิลยกเว้นช่วงที่แอร์เริสทาทเถิลยังเป็นศิษย์ซื่อสัตย์ของเพลโทว์อยู่

เธลิสได้ชื่อว่าเป็นบิดาของปรัชญาตะวันตก ซึ่งก็คือเคยเชื่อกันมาว่าเธลิสเป็นนักปรัชญาคนแรกของตะวันตกซึ่งไม่น่าจะจริงอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยก็ในขณะนี้น่าจะยกตำแหน่งบิดาของปรัชญาตะวันตกให้แก่ออร์เฝิสมากกว่า ออร์เฝิสเป็นนักคิดยิ่งใหญ่(หากไม่มีหลักฐานว่าออร์เฝิสรับความคิดจากคนอื่นมาถ่ายทอด) เป็นศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาแบบอารยันสำหรับนักวิชาการของชาวกรีก(หากไม่มีหลักฐานว่าเป็นเพียงสาวกของอีกคนหนึ่ง) ไม่มีอะไรบ่งว่าเธลิสรู้ความคิดของออร์เฝิส เมื่อเธลีสต้องการตอบคำถามว่าอะไรคือตัวการแรก(first principle)ของสรรพสิ่ง ก็เสนอคำตอบว่า “น้ำ”  น้ำจึงเป็นต้นตอ ต้นกำเนิด ตัวการแรก และปฐมธาตุของสรรพสิ่ง น้ำเปลี่ยนทุกสิ่ง และทุกสิ่งเปลี่ยนเป็นน้ำ หมุนเวียนกันไม่รู้จบ ครั้นถูกถามว่า อะไรผลักดันให้เปลี่ยนแปลง สมมุติว่าแต่เดิมมีแต่น้ำ น้ำก็อยู่เป็นน้ำไปอย่างนั้นเรื่อยๆไปไม่ได้หรือ ทำไมจะต้องดิ้นรนเปลี่ยนเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรเป็นพลังกระตุ้น ถ้าไม่ถูกกระตุ้นจะทำไปทำไมให้เหนื่อยยาก   เธลิสตอบอย่างกำปั้นทุบดินเชิงปรัชญาว่า ก็ Theion ซี “Theion”เป็นคำภาษากรีก มาจาก Theos เพศชายซึ่งแปลว่าเทพเป็นองค์ๆ Thea เพศหญิงแปลว่าเทวีเป็นองค์ๆ (แต่ Theion อเพศคือไม่มีเพศ แปลว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอาจจะเป็นองค์ๆก็ได้หรือพลังฤทธิ์อำนาจเทพอย่างกว้างๆก็ได้ เธลิสจึงกล่าวได้ว่าทุกสิ่งมีเทพแทรก ทั้งโลกเต็มไปด้วยเทพ นักประวัติปรัชญาจึงถือว่าเธลิสเป็นนักสรรพเทวนิยมซึ่งหมายถึงความเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทพ ซึ่งก็คือไม่ใช่คำสอนของออร์เฝิส
บรรณานุกรม

Freeman, Kathleeen. The Pre-Socratic Philosophers. Oxford: Basil Blackwell, 1966.

Jaeger, Werner. The Theology of the Early Greek Philosophers. Oxford: University Press, 1967.