Hermeneutics on Text

Hermeneutic cycle

การตีความคัมภีร์

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ

ในปรัชญาตะวันตก  การตีความคัมภีร์เพื่อให้เข้าใจเรียกว่า Interpretation  (ขั้นตีความ)  และ Exegesis (ขั้นอธิบาย) ได้แก่ การทำความเข้าใจกับธรรมะ (พุทธ)  หรือ การทำความเข้าใจกับความเชื่อ (คริสต์)

FAITH = Belief + Commitment (ความเชื่อบวกความทุ่มเท)

โลกหน้าไม่สามารถเชื่อโดยสามัญสำนึกได้ แม้เรารู้ก็ไม่สามารถเอามาพิสูจน์ในห้องทดลองไม่ได้

เป้าหมายของการตีความ คือ

1.เพื่อเข้าใจ (Understanding)

2.วางแผนปฏิบัติ (Planning) ซึ่งนำไปสู่ Practiceขยายผล (Explanation) จากประสบการณ์

Belief  แม้สงสัยได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเชื่อเพื่อการดำรงชีวิต  Belief  มีหลายอย่างทำให้เป็น Factได้ อยู่ที่การกำหนดเงื่อนไข เช่น การตรัสรู้เป็น Fact สำหรับพระพุทธเจ้า แต่ทำไมเราจึงเชื่อ ก็เพราะเรามีศรัทธาในสิ่งที่เราเชื่อดีกว่าไม่เชื่อ

หากไม่ใช่เรื่องของศาสนาเราอาจจะเลิกเชื่อได้ เราอาจจะเชื่อในช่วงแรก แต่อีกสักพักเราอาจจะไม่เชื่อก็ได้ แต่เรื่องศาสนานั้น มีเงื่อนไขของการปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติ เราอาจจะรู้สึกผิด จึงต้องมีการทุ่มเทเกิดขึ้น

การตีความ

whole-parts

การเรียนปรัชญานั้นไม่ใช่การสนทนาไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็จับประเด็นอะไรไม่ได้ แต่เราต้องตั้งประเด็นเป็นเรื่องๆเป็นหัวข้อไป เช่นเรื่องการนับถือศาสนาเดียวกันแต่ทำไมความเข้าใจในการประพฤติ ปฏิบัติไม่เหมือนกันในแต่ละวัด เช่น นโยบายไม่เหมือนกัน เช่นการนั่งสมาธิ  คนเข้าใจไม่เหมือนกัน

ทำไมต้องตีความ ? เพื่อให้เข้าถึงเจตนารมณ์ของผู้แต่ง เข้าถึงแก่น เข้าใจและสามารถนำไปปฏิบัติได้ แต่กลับมาทะเลาะกัน แทนที่จะมาปฏิบัติ การที่เขาบอกไม่ตีความนั้น ก็เป็นการตีความอย่างหนึ่ง  การยึดติดเพียงสำนักเดียว มีปัญหาคือเราจะทราบได้อย่างไรว่าสำนักนี้สอนตรงตามเจตนารมย์ของศาสดามากที่สุด  แต่ถ้าเป็นนักปรัชญา จะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดต่อไปโดยไม่ได้ยึดติดแต่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น

การตีความพระไตรปิฏก การตีความคัมภีร์ เป็นทฤษฏีที่ใช้ได้กับทุกศาสนา  ศาสนาอื่นๆก็น่าจะใช้วิธีการเดียวกันนี้ ถึงแม้จะศึกษาคนละคัมภีร์  เราตีความเพื่อเกิดความเข้าใจ นำไปปฏิบัติเพื่อไปสู่เป้าหมายคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ศาสดามาเปิดเผยให้เรารู้ สิ่งที่สูงสุดของศาสดาคือ หาได้จากในพระไตรปิฏก ทุกศาสนามีศาสนบุคคลมาอธิบายคัมภีร์

ยกตัวอย่างเช่น การฟังอธิบายนั้น ฟัง 10 ท่านก็อธิบายไม่เหมือนกัน  การฟังสำนักเดียวนั้นเราจะได้มั่นใจอย่างไรว่าสอนตามเจตนาของศาสดาดีที่สุด ถามว่าทำไมต้องสงสัย ก็เพราะไม่ได้มีสำนักเดียว ถ้ามีสำนักเดียวก็คงไม่ต้องคิดอะไรมาก เหมือนทางศาสนาคริสต์ มีคริสต์คาทอลิค ไม่ต้องคิดอะไรมีโป๊ป โป๊ปว่าอย่างไร ว่าอย่างนั้นเลย แต่ถ้าเป็นโปรแตสแตนท์ ไม่ได้ ไปแต่ละโบสถ์ก็ว่าไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนคาทอลิคมีโบสถ์มากมายแต่ไปในทิศทางเดียวกันหมดเพราะพวกเขามีโป๊ป

การตีความเพื่อเข้าใจ ปฏิบัติและขยายความจากประสบการณ์ในการปฏิบัติและประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆ ต่อไปคือ เคล็ดลับในการตีความเพื่อเพิ่มความเข้าใจและนำไปปฏิบัติ

กระบวนการวิเคราะห์ 3 ขั้นตอนในการตีความ

1.ทำความเข้าใจในคำสอนของศาสดาให้รู้เพื่อปฏิบัติ โดยมีความเข้าใจในพื้นฐานของคัมภีร์-การขยายความ   เพราะการเข้าใจเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ถือว่าบรรลุเป้าหมายสูงสุดของศาสนา แต่ในขณะเดียวกันการรู้และเข้าใจก็เป็นพื้นฐานในการต่อยอดของการปฏิบัติต่อไป ถือว่าเกื้อกูล ซึ่งกันและกัน และต้องทำควบคู่ด้วยกันไป

2.เลือกทางปฏิบัติ-วางแผนการปฏิบัติและขยายความว่าปฏิบัติได้ผลอย่างไร มีรายละเอียดอย่างไรที่จะให้การปฏิบัติของเรานั้นมีการพัฒนาต่อไป

3.ขยายความจากพระไตรปิฏกและเมื่อนักปฏิบัติที่มีประสบการณ์ก็จะทราบได้ว่ามีข้อดี-ข้อเสีย-อุปสรรค หรือวิธีการอื่นๆอย่างไร

สหวิทยาการ

kayasart

สหวิทยาการ คำนี้มีการใช้เพื่อแปลคำในภาษาอังกฤษหลายคำ แต่ความหมายและกระบวนคิดต่างกัน ควรเข้าใจให้ชัดเจน ได้แก่

Multidisciplinary study เป็นการเรียนหลายวิชา แต่ละวิชาก็เอาผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาสอน ซึ่งเหมือนกับหลักสูตรต่างๆที่เราเรียนกันมา โดยในบางวิชาระดับปริญญาตรี จะมีบางวิชาอยู่นอกสาขา ก็เป็นความรู้รอบตัว เรียกว่าเรียนแบบ ขนมชั้น คือแต่ละชั้นแต่ละชั้นจะแยกกัน เพียงแต่ว่าคนที่ทานนั้น จะทานขนมชั้นแล้วก็เอาไปผสมกันเองในกระเพาะ

Transdisciplinary study เหมือนกับ ปาท่องโก๋: การเรียนแบบคู่ขนานกัน ไม่ใช่เรียนแบบจบๆไป แต่เป็นแบบคู่ขนานโดยมีความเกี่ยวข้องกันเช่น 1) เคมี-ชีวะ กับ2) ชีวะ-เคมี ซึ่งทั้ง 2คู่นี้จะไม่เหมือนกัน เพราะเป็นวิชาเดียวแต่มี 2อย่าง ซึ่งไม่เหมือนกับเรียน ฟิสิกส์กับเคมี 2 วิชา หรือเรียนวิทยาศาสตร์ ต้องเรียน 3วิชา คือ ฟิสิกส์ เคมี และชีวะ เรียนแบบแยกกัน ในที่สุดทางการแพทย์ ก็มีชีวะ-เคมี แต่ว่าทางเภสัช ก็เรียน เคมีกับชีวะ หมายความว่าเรียนเคมีเป็นหลัก แล้วก็เรียนชีวะในส่วนเฉพาะที่เกี่ยวกับเคมี แต่ถ้าในทางการแพทย์ ก็ต้องเรียนชีวะเป็นหลัก แล้วก็เรียนเคมีในส่วนเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านการแพทย์ คือมีตัวเชื่อม แต่ตัวเชื่อมนี้เลือกเอาเฉพาะในส่วนที่จะเสริมกัน

Interdisciplinary study  เหมือน กระยาสารท ต้องใส่หลายอย่าง เช่น มีถั่ว มีงา ไม่ว่าจะใส่อะไรก็แล้วแต่ เมื่อนำไปลงกระทะด้วยกันแล้ว มันจะไม่เป็นกระยาสารท เพราะไม่จับกัน ต้องเติมน้ำตาลเข้าไป ซึ่งน้ำตาลก็จะแผ่ตัวไปหมด แล้วก็ทำให้เนื้อต่างๆเหล่านี้มาประสานกัน เมื่อออกมาเป็นกระยาสารทแล้ว แต่ถั่วก็ยังเป็นถั่วอยู่ รสถั่วก็ยังอยู่ งาก็ยังเป็นงาอยู่ ก็ยังมีรสงาอยู่ ข้าวพองก็ยังเป็นข้าวพองอยู่ แล้วก็ยังมีรสข้าวพองอยู่ สมมุติจะใส่อะไรเข้าไปอีกก็แล้วแต่ เช่น จะใส่มะม่วงหิมพานต์หรืออะไรก็ตาม แต่มันก็ยังมีอยู่อย่างนั้นให้เห็นและยังคงรสชาติของสิ่งนั้นอยู่ แต่ทุกอันจะมีน้ำตาลเป็นตัวเชื่อมให้สัมพันธ์กัน เมื่อเคี้ยวแล้วเราก็ยังได้รสทุกอย่างที่มีอยู่รวมทั้งรสน้ำตาลด้วยซึ่งเป็นตัวเชื่อม ก็หมายความว่าเอาปรัชญาเข้าไป สิ่งที่เป็นตัวประสาน เหมือนกับเป็นน้ำตาลในกระยาสารท ในตัวของมนุษย์นี้ก็คือ “เป้าหมายของชีวิต” ที่มันทำให้องค์ประกอบต่างๆ มาประสานกันก็คือ เป้าหมาย

ปรัชญาคืออะไร

aris-1

ชาวกรีกไม่แบ่งเป็นปรัชญาบริสุทธิ์และประยุกต์เพราะความรู้ทุกอย่างเป็นปรัชญาหมด (การช่างและเทคนิคไม่ถือว่าเป็นความรู้เพราะใช้ฝีมือแทนปัญญา) ความรู้ส่วนใดมีชื่อเรียกเป็นวิชาก็ถือว่าไม่ใช่ปรัชญา ปรัชญาจึงได้แก่ความรู้ที่ยังไม่แยกตัวออกไป

คริสเตียม วอลฟ์ (Christian Wolff 1679-1754) ยุค modern แบ่งเนื้อหาปรัชญาในสมัยของตนเองออกเป็น 4 สาขาคือ Metaphysics, Epistemology, Logics, Axiologia (ซึ่งประกอบด้วย Ethics, Aesthetica, Politics และ Oeconomica)

ยอห์น แพสมอร์ (John Passmore 1914-2004) เห็นว่าความรู้ต่างๆ มีสาขาของตนหมดแล้ว จึงเสนอให้แบ่งปรัชญาเป็นปรัชญาบริสุทธิ์และปรัชญาประยุกต์

เมื่อตีความตามแพสมอร์ ปรัชญาคือ ความพยายามของปัญญาที่จะเข้าใจตัวเองอย่างมีความสุข ในระดับนี้เรียกว่าปรัชญาบริสุทธิ์ มี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกสนใจอยากรู้ว่าในบรรดาความรู้ภายนอกตัวเองนั้น อะไรมีอยู่จริงและตัวเองมั่นใจได้อย่างไรว่ามีอยู่จริง เมื่อมั่นใจได้ก็มีความสุข ขั้นตอนนี้คือ อภิปรัชญา (metaphysics) ขั้นตอนหลังสนใจอยากรู้ว่า มั่นใจได้เพราะเกณฑ์ใด ขั้นตอนนี้เรียกว่า ญาณปรัชญา (epistemology) เมื่อเชื่อเกณฑ์ใดก็มีความสุข

ศ.กีรติ บุญเจือ ทดลองคิดว่า ปรัชญาคืออะไร เราจะตอบได้ไหม ถ้า metaphysics แยกออกไปจะแยกไปได้ไหม ถ้าเราลองตีความอย่างนี้ ปรัชญาจะไม่เหลืออะไรเลย ถ้าเราจะลองตีความปรัชญาคืออะไร ผ่านการตีความอย่างหลังนวยุค และสิ่งที่สนใจอาจตั้งชื่อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่แยกออกไป ท่านจึงลองตีความได้ว่า

“ปรัชญาคือ วิชาว่าด้วยปัญญา”
– Philosophy is the knowledge about mind: its nature and activities for internal outcome and external outcome-

เมื่อตีความเช่นนี้ก็สำรวจระบบความคิด พบว่า ไม่มีวิชาไหนที่อ้างว่าตนเองเป็นวิชาว่าด้วยปัญญา การแยกของวอลฟ์ก็ล้วนเป็นวิชาอันเป็นผลของปัญญา (product) การแยกของพาสมอร์ก็เอาผลของปัญญามาทำการแยกเฉพาะวิชาที่แยกตัวออกจากวิชาปรัชญาออกไปกับยังไม่แยกออกไปเท่านั้น

เราน่าจะมองได้ว่าปรัชญาจริงๆ ก็คือ ปัญญาที่สนใจจะศึกษาปัญญาตัวมันเอง และเราไม่ต้องกังวลว่ามันจะแยกไปเป็นวิชาอิสระ มันแยกไปตั้งชื่อได้ แต่มันก็ยังเป็นวิชาว่าด้วยปัญญาอยู่นั่นเอง

ทำไมปัญญาจึงพยายามจะรู้เรื่องของมันเอง เพื่อ

  1. เพื่อประโยชน์ภายนอกตน
  2. เพื่อประโยชน์ภายในตน = มาตรการความจริง, ความดี, ความงาม เป็นการรู้คุณภาพ เป็นการรู้เรื่องคุณค่า

ความสุขแท้จากปัญญารู้ตัวเอง

ปรัชญาอปท. (32)

ความสุขแท้จากปัญญารู้ตัวเอง

ปัญญาสนใจรู้ตัวเองและมีความสุขลึกซึ้งมากกว่ารู้สิ่งภายนอกตัวเอง แต่ประกบตัวเองไม่ได้เหมือนประกบสิ่งอื่น ได้แต่เดาเอาว่าปัญญายังสนใจแยกความรู้ออกเป็นความรู้ที่เชื่อ (believe) ได้ว่ามีจริง (exist) จากความรู้ที่เชื่อได้ว่าไม่มีจริง (not exist) และความรู้ที่ไม่อาจจะเชื่อได้ว่ามีจริงหรือไม่ (doubtful) สิ่งที่เชื่อได้ว่ามีจริงทั้งหมดคือความเป็นจริง (reality) และกระบวนการคิดของปัญญาที่ทำให้เกิดความเชื่อ (belief) หรือไม่เชื่อหรือไม่แน่ใจในระดับนี้เรียกว่าอภิปรัชญา และปัญญาก็มีความสุขกับความเชื่อของตน อภิปรัชญาจึงได้ชื่อว่าปรัชญาบริสุทธิ์เพราะเป็นความรู้การทำงานของปัญญา ในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา        ปัญญาไม่หยุดอยู่แค่นั้น ยังสนใจที่จะรู้ว่าอะไรที่ทำให้มั่นใจ (convinced) ในอภิปรัชญาของตนว่ามีจริงหรือไม่มีจริงตามนั้น ในเรื่องนี้แต่ละปัญญามีเกณฑ์ที่ทำให้มั่นใจได้เรียกว่าเกณฑ์ความจริง (criterium of truth) ของปัญญานั้น กระบวนการที่ทำให้ปัญญานั้นมั่นใจเรียกว่าญาณวิทยา(epistemology)ของปัญญานั้นๆและปัญญาก็มีความสุขกับความมั่นใจ (conviction) ของตน ณาณวิทยาจึงถือว่าเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ เพราะเป็นความรู้การทำงานของปัญญาในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา

ปัญญาไม่หยุดอยู่แค่นั้น ยังสนใจที่จะรู้ว่า ในบรรดาความจริงที่มั่นใจได้นั้น ส่วนใดพึงทุ่มเท (commit) ชีวิตจิตใจให้จนตลอดชีวิต กระบวนการที่ทำให้เกิดการทุ่มเท (commitment) เช่นนั้นเรียกว่าศรัทธา (faith) และปัญญาก็มีความสุขกับการทุ่มเทของตน ศาสนาในส่วนที่ทำให้เกิดกระบวนการศรัทธาในปัญญาจึงเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ เพราะเป็นการทำงานของปัญญา ในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา แต่ศาสนายังปรากฏออกภายนอก (phenomenology of religion) เป็นพันธกิจต่อสังคม (societal mission) ด้วย ปัญญาจึงสนใจสร้างความรู้เป็นวิชาศาสนาตามมาตรฐานของความรู้ภายนอกปัญญาเป็นศาสนศาสตร์ (religious studies) และเสริมด้วยการตีความเป็นปรัชญาศาสนา (philosophy of religion) ซึ่งมีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาประยุกต์สาขาหนึ่ง

goodGov

ในทำนองเดียวกัน ปัญญาสนใจรู้ว่ามีอะไรบ้างที่ปัญญารู้ในตัวเองว่าต้องทุ่มเทด้วยความภูมิใจ (pride) ที่ได้พัฒนาคุณภาพชีวิต (quality of life) สู่ชีวิตที่ดี (good life) ซึ่งปรับเปลี่ยนเรื่อยมาตามการพัฒนาของกระบวนทรรศน์ของปัญญา ล่าสุดในปัจจุบันคือการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือและแสวงหา ความภูมิใจทำให้เต็มใจทุ่มเทชีวิตจิตใจอย่างภูมิใจจนตลอดชีวิตอย่างมีความสุข กระบวนการที่ทำให้เกิดการทุ่มเทเช่นนี้เรียกว่ามโนธรรม (conscience) และปัญญามีความสุขกับการทุ่มเทของตน มโนธรรมในส่วนที่ทำให้เกิดความภูมใจในปัญญาจึงเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ เพราะเป็นการทำงานของปัญญา ในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา แต่มโนธรรมยังแสดงตัวออกเป็นพันธกิจต่อสังคมด้วย ปัญญาจึงสนใจสร้างความรู้เป็นวิชาจริยศาสตร์ตามมาตรฐานของวิชาที่สนใจเรื่องภายนอกและเสริมด้วยการตีความเป็นปรัชญาจริยะ (ethical philosophy) ซึ่งมีฐานะเป็นปรัชญาประยุกต์สาขาหนึ่ง แต่การซึ้งสุนทรีส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีบ่อเกิดมาจากปรากฏการณ์ภายนอก

ในทำนองเดียวกันปัญญาก็สนใจรู้ในตัวเองด้วยว่าชอบซึ้งสุนทรี (aesthetical empathy) จากความรู้ทุกระดับที่ปัญญารับรู้จากภายนอกหรือที่เกิดในปัญญาเองที่ระบุคุณภาพการรับรู้ได้ว่าเป็นความงาม (beauty) และ/หรือความแปลก (picturesqueness) และ/หรือความสูงส่ง (sublimity) ยังผลให้ปัญญาได้เสวยความสุขสงบ (tranquil happiness) ซึ่งควรแก่การแบ่งพลังการทุ่มเทให้อย่างเต็มใจประหนึ่งว่าเป็นสัญชาตญาณของปัญญาโดยเฉพาะโดยไม่ขึ้นกับเงื่อนไขใดๆ กระบวนการอันทำให้เกิดความซึ้งสุนทรีในปัญญาเช่นนี้จึงนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาบริสุทธิ์ เพราะเป็นการทำงานของปัญญา ในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา แต่การซึ้งสุนทรีส่วนใหญ่แสดงชัดเจนว่ามีบ่อเกิดมาจากภายนอกปัญญาซึ่งศึกษาได้เป็นวิชาในประเภทสหวิทยาการ แต่จะคิดอย่างไรๆปัญญาก็ไม่อาจเชื่อได้ว่าเป็นสาเหตุและมีเหตุผลพอเพียงให้เชื่อได้ว่าทำให้เกิดความซึ้งสุนทรีได้อย่างไร ดังที่อิมมานูเอลคานท์กล่าวไว้ว่า ความรู้ทุกอย่างมีสาเหตุมาจากนูเมนาภายนอก ไม่มีความรู้ใดเป็นอิสระจากการทำการของปัญญา แต่ก็มีความรู้บางอย่างที่เป็นผลของการทำงานของปัญญาอย่างบริสุทธิ์

สรุปได้ว่าสถาานภาพของปรัชญาในปัจจุบัน มีปรัชญาบริสุทธิ์ล้วนๆอยู่เพียง 2 วิชาคือ อภิปรัชญาและญาณวิทยา ที่เป็นทั้งปรัชญาบริสุทธิ์และปรัชญาประยุกต์รวมกัน 3 วิชาคือ ศาสนศาสตร์ จริยศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์ นอกนั้นเป็นปรัชญาประยุกต์ล้วนๆ ซึ่งต่างก็ให้ความสุขแท้ต่างกัน

Subjectivism on ethic

life long

Subjectivism on ethic จริยธรรมอัตนัยนิยม

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

 ระหว่างลัทธิอัตนัยนิยมแบบจัดกับลัทธิปรนัยแบบจัด ยังมีแนวคิดอีกแบบหนึ่งที่วางตัวกลางระหว่างลัทธิสุดโต่ง ๒ ข้าง คือ ปรัชญาแห่งการเข้าใจ (Philosophy of Mutual Understanding) แนวคิดแบบนี้เชื่อว่าไม่มีความรู้ที่เป็นปรนัยบริสุทธิ์หรืออัตนัยบริสุทธิ์ มีแต่ความรู้แสวงวัตถุ (intentional knowledge) คือเป็นทั้งปรนัยและอัตนัยในขณะเดียวกัน

ความรู้ปรนัยบริสุทธิ์นั้นผู้มีญาณวิเศษอย่างศาสดาอาจจะบรรลุถึง แต่ทว่าเราผู้เป็นปุถุชนทั้งหลายยังเข้าไม่ถึง ศาสดาทั้งหลายท่านอาจจะเข้าถึงแต่ท่านไม่สามารถชี้แจงให้เราเข้าใจได้อย่างตรงไปตรงมา ภาษาของเรายังบกพร่องมาก สำหรับสาธยายความจริงอันติมะ ท่านจึงต้องสอนอ้อมค้อมเป็นปริศนาให้ขบคิด เราปุถุชนต้องขวนขวายหาความรู้ทุกด้านเข้าช่วยวิเคราะห์มาตรการความดีและมาตรการอื่น ๆ

ยิ่งมีความรู้กว้างและลึกมากเท่าใด เรายิ่งเข้าใกล้มาตรการปรนัยเข้าทุกที เราจึงควรมีใจอุเบกขาวางตัวเป็นกลางให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย รับพิจารณาทุกคำตอบด้วยใจเที่ยงธรรมไร้อคติเพื่อวิเคราะห์ปัญหาคำตอบและภาษาที่ใช้อย่างใจเย็น แยกออกมาเป็นส่วน ๆ ให้เห็นว่าอะไรเป็นอะไร ใช้ความรู้จากทุกทางที่มีอยู่ช่วยประเมินค่า เมื่อวิเคราะห์ถี่ถ้วนแล้ว จึงสังเคราะห์เข้าเป็นความรู้เฉพาะกาล ใช้ปฏิบัติไปพราง ๆ ก่อน หาโอกาสค้นคว้าปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จะได้มาตรการที่เข้าใกล้มาตรการปรนัยเข้าทุกที นักปราชญ์ต้องเป็นผู้ประกอบด้วยฉันทะ ( การมีใจรัก ) วิริยะ  ( ความมานะ ) และอุเบกขา ( การมีใจเป็นกลาง ) ในการพิจารณาปัญหาและคำตอบที่เป็นไปได้

วิธีดังกล่าวของปรัชญาแห่งการเข้าใจกันเรียกว่าอรรถปริวรรต (hermeneutics) ของปรัชญาหลังนวยุค (postmodernism)

sign shows narrative

modern

sign shows narrative  สัญญะแสดงเรื่องเล่า

ผู้แต่ง : ศุภชัย  ศรีศิริรุ่ง

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

สิ่งที่ถูกนำเสนอผ่านทางสัญญะต่าง ๆ แล้วอ้างว่าเป็นความจริงเพราะตรงกับความเป็นจริงนั้น แท้จริงแล้วก็เป็นเพียง “เรื่องเล่า” เรื่องหนึ่งตามความเข้าใจของผู้เล่าผู้นั้นเท่านั้น

ลัทธิก่อนนวยุคนิยม (pre-modernism) ทำภาษาให้มีความหมายด้วยเรื่องปรัมปรา(myth) และเรื่องเล่า (narrative) โดยเชื่อว่าเรื่องเล่าเหล่านั้นมีความหมายตรงกับความเป็นจริงตามตัวอักษรบ้าง ตามสัญลักษณ์บ้าง ตามสำนวนภาษาบ้างขึ้นกับกระบวนทรรศน์ของผู้ตีความ ตีความอย่างไรก็ยึดถือว่าเป็นจริงตามนั้น

ลัทธินวยุคนิยม (modernism) พยายามปลดเปลื้องภาษาจากความหมายของเรื่องปรัมปราและเรื่องเล่า เพราะถือว่ามีความหมายไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่แสดงเพียงความเชื่อและศรัทธาของผู้นิยมชมชอบเท่านั้น  จึงสร้างความหมายใหม่ให้กับภาษาด้วยเหตุผล (ซึ่งก็คือ สัญญะ แบบหนึ่งนั่นเอง)โดย เชื่อว่าจะสามารถนำเสนอเป็นความจริงได้ถูกต้องสมบูรณ์แบบ เพราะมีความตรงกันระหว่างความเป็นจริงภายนอก ความคิดในสมองและภาษาที่ต้องการจะใช้สื่อความหมาย รวมเป็น 3 ระบบเครือข่าย ที่มีอิทธิพลเหนือความคิดของมนุษย์อย่างกว้างขวางตลอดยุคโบราณ ยุคกลางและยุคใหม่ (นวยุค)

ลัทธิหลังนวยุคนิยม (postmodernism) โดย Jean Francois Lyotardวิจารณ์นวยุคภาพว่า พยายามขจัดเรื่องปรัมปราและเรื่องเล่าของศาสนาคริสต์ออกจากความรู้ยุคกลาง แต่ในที่สุดก็สร้างเรื่องปรัมปราใหม่ขึ้นมาแทน กล่าวคือสร้างวิธีคิดด้วยเหตุผลขึ้นมาและให้มีอำนาจแทนพระเจ้า ความรู้ที่เสนอใหม่ออกมาด้วยเหตุผลก็คือเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งนั่นเอง อันเป็นเรื่องเล่าประเภทสร้างความเชื่อถือให้กับความรู้ด้วยอำนาจของเหตุผล แทนเรื่องเล่าของยุคกลางที่พยายามสร้างความเชื่อถือให้กับความรู้ด้วยอำนาจของพระผู้สร้าง จึงหนีไม่พ้น “เรื่องเล่า” อยู่นั่นเอง

lyotard

Lyotard ไม่เชื่อว่ามีความจริง เพราะรู้ว่าถึงมีความเป็นจริงอยู่ก็เข้าถึงไม่ได้ แม้เข้าถึงได้ก็ไม่สามารถนำเสนอได้เพราะภาษาไม่สามารถบ่งถึงความเป็นจริงได้ แต่บ่งถึงได้เพียงความหมายตามกติกาที่ใช้เท่านั้น   บรรดา “สัจธรรม” และ“ความจริง” ต่าง ๆ ที่พากันนำเสนอกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ “เล่า” สู่กันฟัง และพยายามที่จะยัดเยียดให้ฟัง ให้เชื่อ ให้ยึดถือกันเท่านั้น แท้ที่จริงก็มีสถานะเป็นได้แค่เพียง “เรื่องเล่า” เรื่องหนึ่ง ๆ เช่นเดียวกัน เท่านั้นโดยไม่มีเรื่องเล่าของใครที่จะจริงกว่า หรือ ถูกต้องกว่า ของใครอย่างแท้จริง

คุณค่าของแนวคิดดังกล่าวทำให้มนุษย์มีอิสรภาพทางความคิดมากขึ้น สามารถตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย ตลอดจนกระทั่งต่อสู้กับ บรรดา“สัจธรรม” หรือ “ความจริง” ต่าง ๆ ที่มีอำนาจครอบงำเก็บกด ปิดกั้นสังคมและตัวเขาอยู่  ด้วยความเข้าใจว่า “สัจธรรม” เหล่านี้ล้วนเป็นเพียง “เรื่องเล่า (narrative)” เรื่องหนึ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น  ทำให้เขาสามารถที่จะยืนหยัดเพื่อตัวเขา และสิ่งที่เขาอยากจะเชื่อ อยากจะคิด  พร้อมที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ อย่างสร้างสรรค์ ด้วยความพอใจที่เห็นฝ่ายต่าง ๆ สนใจคิดค้นตามเกมภาษาของแต่ละบุคคล ได้ผลอะไรออกมาก็เอามาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกัน ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้จากกัน ต่างฝ่ายต่างเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์แก่กันและกัน ช่วยกันเติมเต็ม ขยายและประสานขอบฟ้าความรู้ที่เป็น “เรื่องเล่า” ของแต่ละคนเข้าด้วยกันให้มีความสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะไปถึง สามารถแสวงหาความรู้ได้โดยไม่ต้องกังวลหาวิธีการคิดหรือความรู้ที่ทุกคนต้องยอมรับว่าจริงอย่างที่ชาวนวยุคนิยมห่วงใย

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑