สินน้ำใจ

 

อ.ดร.สิริกร อมฤตวาริน

แต่เดิมเมื่อมีใครให้ความช่วยเหลือเรา หรือมีใครที่เราเห็นว่าเขากำลังตกทุกข์ได้ยาก ช่องทางหนึ่งที่ช่วยแสดงออกซึ่งน้ำใจไมตรีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็คือ การมีน้ำใจ และก็จะมีการตอบแทนน้ำใจคืนกลับ  สินทรัพย์ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเป็นรางวัลตอบแทนน้ำใจของอีกฝ่าย และก็เป็นเครื่องแสดงน้ำใจของเราให้การช่วยเหลือเกื้อกูลคนที่ตกทุกข์ได้ยาก สินทรัพย์ที่ใช้นี้เรียกกันว่า “สินน้ำใจ” ดังนั้นด้วยความหมายจากขนบความคิดเดิมนั้น สินน้ำใจจึงไม่ใช่เรื่องสินบน การเลือนความหมายที่เกิดขึ้นคือการให้ความหมายใหม่แก่คำนั้นจนทำให้คำนั้นถูกจดจำด้วยความหมายใหม่จนลืมเลือกความหมายเดิม

Continue reading “สินน้ำใจ”

การแพทย์ตามกระบวนทรรศน์ยุคโบราณ

wises

อ.ดร.วิเศษ แสงกาญจนวนิช

ตามกระบวนทรรศน์โบราณ มนุษย์ในยุคนี้เชื่อในหลักการว่าโลกมีกฎเกณฑ์และมนุษย์ควรรู้กฎเกณฑ์เพื่อใช้แสวงหาความสุขบนโลก  รูปแบบการดำเนินชีวิตคือการแสวงหากฎเกณฑ์ และยึดเอากฎของโลกเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าความสำเร็จอยู่ที่การกระทำตามกฎของโลกเป็นสำคัญ จึงต้องพยายามค้นคว้าให้รู้กฎของโลกและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

การแพทย์ตามกระบวนทรรศน์ยุคโบราณจึงเน้นทำการวางระบบระเบียบที่ชัดเจน ถ้าทำแล้วได้ผลก็ให้ปฏิบัติตามนั้น ปลายยุคโบราณมีปัญหาน่าสนใจว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงมีความสุขที่สุด กลุ่มหาความสุขในโลกนี้เชื่อว่าความกลัวเป็นสาเหตุของความทุกข์

โลก จักรวาล และชีวิตมนุษย์เป็นระบบกลไก ไม่มีโลกหน้า ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ชีวิตนี้สำคัญที่สุด จึงแสวงหาความสุขให้มากและรอบคอบที่สุด พวกเขาจึงใช้ชีวิตแสวงหาความเพลิดเพลินในการกินอยู่หลับนอน เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ

กลุ่มศาสนาที่มีอยู่ร่วมสมัยโบราณเชื่อว่าจุดหมายของชีวิตไม่ได้อยู่ที่โลกปัจจุบันหรือชาตินี้  แต่อยู่ที่โลกหน้าหรือชาติหน้าหรือโลกของเทพเจ้า/พระเจ้า การใช้ชีวิตในโลกนี้เป็นเพียงการเตรียมตัว  ปฏิบัติตนในทางที่ดี เพื่อเข้าสู่ความสุขที่แท้ในโลกหน้า กลุ่มนี้จึงมุ่งทำความดีและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเพื่อรอการไปสู่โลกหน้า

ตัวอย่างสำคัญของการแพทย์ในยุคโบราณได้แก่ เช่น

เพลโต ถือว่ามนุษย์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ กาย และ จิตวิญญาณ ซึ่งจะต้องสมบูรณ์ทั้ง 2 ส่วน จึงถือว่ามีสุขภาพดี บุคคลจะมีสุขภาพสมบูรณ์ถ้าจิตดำเนินไปด้วยกันอย่างประสานกลมกลืน (harmoniously) เหตุผล (rational element) ควรอยู่เหนือความปรารถนา (appetitive element) และควรใช้ความกล้าหาญ (spirited element) ส่งเสริมเหตุผล เพื่อทำให้มั่นใจว่าความปรารถนาอยู่ภายใต้การควบคุม ความปรารถนานี้ไม่ควรถูกปิดกั้นโดยสมบูรณ์ แต่ควรได้รับการตอบสนองบ้างตามที่เหตุผลเห็นสมควร เพราะการถูกปิดกั้นมากเกินไปจะทำให้ความรู้สึกตายด้าน ไม่มีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บชนิดใดที่จะให้ผลดีเลิศเท่ากับการรักษากายและใจควบคู่กันไป โดยเฉพาะจิตใจ ความคิดคำนึง เป็นเสมือนพลังและยารักษาโรคที่สำคัญในการต่อสู้โรคร้ายต่างๆได้อย่างดี ไม่ควรมุ่งเน้นการรักษาที่กายอย่างเดียว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าภาวะการมีสุขภาพดีทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ

อริสโตเติลมีแนวคิดตามเพลโต และสนับสนุนความดีทางร่างกาย ได้แก่ ร่างกายสมส่วน แข็งแรง มีสุขภาพดี มนุษย์มีใจเสรีที่จะเลือกทำดีเพื่อให้มีสุขหรือทำเลวมีสุขน้อยกว่าทุกข์ก็ได้  ปัจจัยสำคัญที่ค้ำประกันความสุขได้แก่ “ตระกูลดี มีเพื่อนดีมาก ๆ มีทรัพย์สมบัติ มีสุขภาพดี มีลูกดีมาก ๆ อายุยืนอย่างแข็งแรง ความหล่อ/งาม ร่างกายสมส่วน แข็งแรง มีชื่อเสียง เกียรติยศ โชคดี และคุณธรรม” (1360 b 20)

ฮิปโปเครติส ราว 400 ปีก่อนคริสตกาล เน้นให้แพทย์ทำการวินิจฉัยโรคตามสมมติฐาน และเชื่อในองค์ประกอบของร่างกายและจิต ต่อมา กาเลนัสเน้นว่าอารมณ์ของมนุษย์เป็นผลมาจากความไม่สมดุลของร่างกาย ซึ่งแสดงความเกี่ยวเนื่องระหว่างมนุษย์กับจักรวาลโดยมีความเชื่อมโยงระหว่างจักรวาลภายใน (microcosmos) กับจักรวาลภายนอก (macrocosmos) ซึ่งแพทย์จะมีมุมมองต่อโรคในลักษณะทฤษฎีองค์รวม (holistic theory) ความเจ็บป่วยมีลักษณะเป็นเชิงสัมพัทธ์ (relativistic view) โดยจะมีอวัยวะและของเหลวเป็นสิ่งแสดงออก เช่น  เลือด น้ำดีสีเหลือง น้ำดีสีดำ น้ำเหลือง ถ้ามีความสมดุลของทั้ง 4 ของเหลวก็จะเป็นคนสุขภาพดี

การแพทย์อินเดียเน้นความสมดุลของธาตุทั้ง 5 ตามคัมภีร์อายุรเวท   ธาตุ 5 เรียกว่า ปัญจมหาภูตะ ได้แก่ วายุ เตโช อาโป ปฐวี อากาศ ครรภ์ของสิ่งพื้นฐานทั้ง 5 จึงมีอยู่ในสรรพสิ่งในเอกภาพนี้ และเป็นปฐมกำเนิดจากจิตสำนึกแห่งเอกภาพ การรักษาพยาบาลจึงเน้นการปรับสมดุลและการใช้สมุนไพรและแร่ธาตุในการรักษาโรคเพื่อสมดุลในองค์รวม มีตำรายาหลักที่เขียนขึ้นราว พ.ศ. 600 ได้แก่ ตำรายาของจรกะ (Charaka) เรื่อง Samhita และตำรายาของสุสรุตะ (Susruta) เป็นต้น

การแพทย์แผนไทย เชื่อว่า ร่างกายของเราประกอบด้วย ธาตุทั้ง 4 คือ  ดิน น้ำ ลม และไฟ การเสียสมดุลของธาตุเกิดได้ตามการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา ฤดูกาล ภูมิประเทศ และพฤติกรรม จะทำให้เกิดโรค  ธาตุทั้ง 4 ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดย่อมไม่ได้ ซึ่งหากธาตุใดธาตุหนึ่งแปรปรวนไม่ปกติทำให้เกิดการเสียความสมดุล ร่างกายจะเกิดอาการป่วยไข้ขึ้นมาทันที ดังนั้น การรักษาโรคจึงเน้นความสมดุลของธาตุทั้ง 4   การแพทย์แผนไทยเชื่อว่า สาเหตุของการเจ็บป่วยนั้นมี 6 ประการ คือ มูลเหตุเกิดจากธาตุทั้ง 4 จากอิทธิพลของฤดูกาล เกิดจากธาตุที่เปลี่ยนไปตามวัย จากดินที่อยู่อาศัยและจากอิทธิพลของกาลเวลาและสุริยจักรวาล ประการสุดท้ายเกิดจากพฤติกรรมส่วนตัว การรักษาโรคอันเกิดแก่การเปลี่ยนแปลงของธาตุทั้ง 4 เน้นการวินิจฉัยโรคและรักษาด้วยยาเพื่อเป้าหมาย คือ ยาที่สามารถปรับธาตุทั้ง 4 ให้เกิดความสมดุลและร่างกายเป็นปกติเช่นเดิม

การบูรณาการเป็นวิทยาศาสตร์

newton

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

การบูรณาการ (integration) มาจากคำว่า integrity ซึ่งมีความหมายว่า ครบถ้วน ดีพร้อม เต็มหนึ่ง ไม่ขาด เมื่อตีความจากรากคำแล้ว ย่อมมองได้ว่า การบูรณาการมิใช้การบูรณะคือ การซ่อมแซม หรือ การทำให้ดีขึ้นใหม่ แต่เป็นการทำให้ดีพร้อมอย่างครบถ้วน กระบวนการบูรณาการจึงไม่ใช่เพียงการทำไปอย่างลองผิดลองถูก

ในการบูรณาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นจะเกิดขึ้นเหมือนหรือแตกต่างกันในที่ต่างๆ ย่อมเกิดจากกระบวนการในการบูรณาการนั้น ลองพิจารณาบันได 3 ขั้นนี้แล้ว อาจทำให้ได้จุดหมุนที่สำคัญในการบูรณาการสิ่งต่างๆ

1.  Fusion  then identification  การประสานสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน มองในภาพเดียว จากนั้นจึงค่อยจำแนกแยกออกให้มีความเป็นอัตลักษณ์ของตนเองอย่างเด่นชัด

2. Differentiation, then transcendence การสร้างแนวคิดต่อเนื่อง อนุพันธ์ให้มีความแตกต่าง และมองหาทางที่จะข้ามช่องว่างของความต่างเหล่านั้นต่อไป

3. Integration, then conclusion ทำการบูรณาการ หลอมรวมสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็นความคิด ความรู้ต่างๆ เพื่อมุ่งสู่จุดหมายปลายทาง

ทั้งนี้ กีรติ บุญเจือ (2558) มองว่า การบูรณาการจะเกิดได้ต้องกระทำผ่านสหวิทยาการ ซึ่งมี 3 รูปแบบ ได้แก่

Multidisciplinary approach เป็นการนำศาสตร์หลายแขนงและก็เอาผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมานำเสนอศาสตร์ของตน ผู้ที่จะปฏิบัติต้องเรียนรู้เป็นเป็นความรู้รอบตัว เกิดการบูรณาการเป็น ขนมชั้น คือแต่ละชั้นแต่ละชั้นจะแยกกัน เพียงแต่ว่าคนที่กินนั้นก็กินขนมชั้นแล้วก็มันก็ไปผสมกันเองในกระเพาะ

Trans-disciplinary approach เป็นการนำศาสตร์ที่เชื่อว่าจำเป็นมาเรียนรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและจับคู่กันใช้งานเหมือนกับ ปาท่องโก๋ มีตัวเชื่อม ผู้ปฏิบัติต้องเลือก/ค้นหาตัวเชื่อมนี้ว่าจะให้ศาสตร์ใดเป็นหลัก ศาสตร์ใดเป็นส่วนที่จะเสริมกัน

Interdisciplinary approach  เป็นการนำศาสตร์ต่างๆ มาผสมกันเหมือน กระยาสารท ต้องใส่หลายอย่าง แต่ละอย่างแม้เป็นกระยาสารทแล้วก็ยังคงลักษณะของมันอยู่ เพียงแต่มี น้ำตาล เข้าไปเข้าไปประสานทั้งหมดไว้  ซึ่งน้ำตาลก็คือ “เป้าหมายของชีวิต” ที่มันทำให้องค์ประกอบต่างๆ มาประสานกันก็คือ เป้าหมายของการพัฒนา

การบูรณาการจำเป็นต้องใช้ศาสตร์หลายแขนงเท่าที่จำเป็น ต้องการผู้รู้มาช่วยกันนำเสนอส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการพัฒนา ดังนั้น การใช้สหวิทยาแบบ interdisciplinary approach จะทำให้ทุกฝ่ายเชื่อมโยงกันบนเป้าหมายเดียวกัน และนำไปสู่การปฏิบัติที่ไปในทิศทางเดียวกันได้ เมื่อทิศและแรงไปในทางเดียวกัน กฎฟิสิกส์ก็ย่อมทำให้วัตถุนั้นมุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็จนกว่าวัตถุนั้นจะหมดแรง หรือ มีสิ่งอื่นมาขวางกั้นเป็นอุปสรรค การพัฒนาจึงย่อมที่จะอธิบายผ่านความเป็นจริงวิทยาศาสตร์ได้

when is the time start for moderate postmodern philosophy

truth

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเริ่มเมื่อไร

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

คำแรกที่เกิดมาคือ reconstructionism ในปี 1942 ต่อมา Richard Mosier ในหนังสือ The philosophy of reconstructionism (1951) ได้ชี้ถึงแนวคิดรื้อสร้างใหม่ในตรรกะ ศีลธรรม การศึกษาและปรัชญา

Continue reading “when is the time start for moderate postmodern philosophy”

Online in the view of Heidegger

โลกออนไลน์ในทรรศนะของไฮเดกเกอร์

Online in the view of Heidegger

เอนก สุวรรณบัณฑิต, ปร.ด.ปรัชญาและจริยศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

….

บทนำ

หากจะใช้แนวคิดของไฮเดกเกอร์มาพิจารณาออนไลน์ย่อมน่าจะเป็นประโยชน์แก่โลก แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องเข้าใจแนวคิดของไฮเดกเกอร์เสียก่อนด้วยเช่นกัน ไฮเดกเกอร์โดดเด่นขึ้นมาในแวดวงปรัชญาจนได้เป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยฟรายบวร์กเนื่องด้วยการเสนอวิธีปรากฎการณ์วิทยาเสียใหม่ ไฮเดกเกอร์มองว่าปรากฏการณ์วิทยาของฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl, 1859-1933) นั้นมีส่วนดีตรงที่สอนให้วางใจเป็นกลางเพื่อขจัดระบบอคติของระบบปรัชญา แต่ไม่เห็นด้วยที่จะใช้วิธีการนี้เข้าไปสู่สารัตถะ (essense) ด้วยใจเป็นกลางซึ่งไฮเดกเกอร์ชี้ว่าท่านเองก็ไม่แน่ใจว่ามีเช่นนั้นจริง หรือในที่สุดแล้วผู้วางใจเป็นกลางนั้นอาจจะหลอกตัวเองโดยสำคัญผิดว่าเข้าถึงแล้วก็ได้ ไฮเดกเกอร์จึงเสนอให้พอใจที่จะหยุดอยู่แค่กึ่งทาง เพื่อพบกับสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่จริง แล้วพิจารณาสิ่งนั้นด้วยใจเป็นกลาง โดยไม่พึงมองข้ามความสำคัญของเวลาอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของผู้พบและสิ่งที่ถูกพบในแต่ละขณะด้วย  แนวคิดนี้ซาร์ต (Jean-Paul Satre, 1905-1980 ) ได้รับไปแล้วเผยแพร่เป็นลัทธิอัตถิภาวะนิยม  (กีรติ บุญเจือ, 2552) Continue reading “Online in the view of Heidegger”

ปรัชญาคือ วิชาว่าด้วยปัญญา

P-E

ปรัชญาคือ วิชาว่าด้วยปัญญา

ปรัชญาคือ ความพยายามของปัญญาที่จะเข้าใจตัวเองอย่างมีความสุข ในระดับนี้เรียกว่าปรัชญาบริสุทธิ์ มี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกสนใจอยากรู้ว่าในบรรดาความรู้ภายนอกตัวเองนั้น อะไรมีอยู่จริงและตัวเองมั่นใจได้อย่างไรว่ามีอยู่จริง เมื่อมั่นใจได้ก็มีความสุข ขั้นตอนนี้คือ อภิปรัชญา (metaphysics) ขั้นตอนหลังสนใจอยากรู้ว่า มั่นใจได้เพราะเกณฑ์ใด ขั้นตอนนี้เรียกว่า ญาณปรัชญา (epistemology) เมื่อเชื่อเกณฑ์ใดก็มีความสุข Continue reading “ปรัชญาคือ วิชาว่าด้วยปัญญา”

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑