Category: อรรถปริวรรต

การตีความด้วยครอบฟ้าวัฒนธรรม

การตีความด้วยครอบฟ้าวัฒนธรรม

อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

การตีความ “คำ” ด้วยข้อมูลเชิงวัฒนธรรมนำไปสู่การสรุปตามความเข้าใจของผู้ตีความ เป็นครอบฟ้าความรู้ของผู้ตีความ  ถ้าการตีความคลาดเคลื่อนก็จะนำไปสู่การสรุปเพื่อเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปด้วย ข้อมูลส่วนย่อยที่นำใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานทางความคิดจึงต้องตระหนักถึงความสำคัญในการสืบค้นข้อมูลที่สอดคล้องกับทรรศนะของเกิทช์ (Clifford J Geertz, 1926-2006) ที่กล่าวว่า วัฒนธรรมเป็นสัญญะชุดหนึ่งที่กำหนดกรอบชีวิตที่สังคมนั้นพอใจร่วมกัน ดังนั้น การตีความใดๆ จึงเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรม จึงเป็นการตีความสัญญะที่ถูกสื่อความหมายไว้กับสิ่งนั้น ดังนั้น ข้อมูลส่วนย่อยของวัฒนธรรมที่นำมากล่าวไว้จึงเป็นเสมือนครรลองทางความคิดที่นำไปสู่กรอบความคิดที่อยู่เบื้องหลังของความคิดดังกล่าว เพราะภาษาไม่จำเป็นต้องแสดงเหตุผลเสมอไป ซึ่งความคิดและความเข้าใจไม่จำเป็นต้องอยู่ในขอบข่ายของเหตุผลทุกครั้งเช่นกัน Continue reading “การตีความด้วยครอบฟ้าวัฒนธรรม”

ปรัชญาพราหมณ์-ฮินดู

ปรัชญาพราหมณ์-ฮินดู

แนวคิดจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในสมัยโบราณ เรียกว่า “สนาตนธรรม” ซึ่งหมายถึงคำสั่งสอนของพระวิษณุเป็นเจ้า ในสมัยต่อมาเรียกว่า “ไวทิกธรรม” คือธรรมที่ได้มาจากพระเวท ซึ่งหมายถึงคำสอนของพระวิษณุเป็นเจ้า ต่อมาจึงเรียกว่า “พราหมณธรรม” ซึ่งแปลว่าคำสั่งสอนของพราหมณ์ ต่อมาเรียกชื่อใหม่ว่า “หินทูธรรม” ซึ่งแปลตามหลักไวยากรณ์ภาษาสันตกฤต แปลว่า “ผู้ละเว้นหิงสากรรม” คือ อหิงสก “หินทูธรรม” หรือ “ฮินดูธรรม” จึงแปลว่า ธรรมะที่สอนลัทธิอหิงสา

Continue reading “ปรัชญาพราหมณ์-ฮินดู”

ฮันทิงทันกับการอบรมคุณธรรมจริยธรรมแผนใหม่

ฮันทิงทันกับการอบรมคุณธรรมจริยธรรมแผนใหม่

เหตุการณ์ที่สร้างความระทึกใจแก่คนทั้งโลกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการถล่มเมืองฮิโรชิมาด้วยระเบิดปรมาณู เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ก็คือการที่กำแพงเบอร์ลินถูกเจาะทะลุโดยไม่เสียเลือดเนื้อเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2532 (ค.ศ.1989) คือ 44 ปีต่อมา อันถือได้ว่า เป็นวันสิ้นสุดสงครามเย็นที่สร้างความหวาดผวาแก่คนทั้งโลกที่มีอารมณ์ค้างแขวนอยู่บนเส้นด้ายว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะระเบิดขึ้น ณ วินาทีใดก็ได้ เพราะถ้าสงครามดังกล่าวเกิดขึ้นจริงวันนั้นก็จะเป็นจุดจบของมนุษยชาติ เพราะผู้ที่อยู่ในข่ายของความขัดแย้ง รู้สึกมั่นใจว่า ตนจะต้องสูญเสียชีวิตไปพร้อมกับคนดีและสิ่งดีทั้งหลายที่อารยธรรมของมนุษยชาติได้สะสมมา การที่ต้องรอความตายฉับพลันโดยไม่รู้วันและเวลาอย่างนี้ ย่อมสร้างความเครียดแก่คนทั่วโลกไม่มากก็น้อย มีการจัดปาฐกถากันบ่อย ๆ เพื่อเตือนความจาว่าไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

Continue reading “ฮันทิงทันกับการอบรมคุณธรรมจริยธรรมแผนใหม่”

อรรถปริวรรต

ravich01
ดร.รวิช ตาแก้ว

อรรถปริวรรต คำสันกฤต อรฺถ คำมคธ อตฺถ แปลว่า เนื้อความ รวมกับคำสันสกฤต ปริวรรต และมคธ ปริวัตฺต แปลว่า หมุนเวียน เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนไป แปรไป รวมกันเป็นอรรถปริวรรต จึงแปลได้ว่า การแปรเนื้อหาจากความหมายตามตัวอักษร เป็นความหมายตามความต้องการของผู้ใช้ร่วมกัน

Continue reading “อรรถปริวรรต”

Medieval Philosophy horizon

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต :

anek suwanbundit

ปรัชญาและจริยศาสตร์ยุคกลาง มักเข้าใจว่าเน้นการศึกษาปรัชญาศาสนา  ซึ่ง ศ.กีรติ บุญเจือ ได้เสนอไว้ในหนังสือ “ปรัชญาและจริยศาสตร์ยุคกลาง” ว่าจุดเน้นของยุคกลาง คือ “จะประนีประนอมระหว่างปรัชญากรีกกับศาสนาได้อย่างไร”

ยุคกลางเน้นการสอนเกี่ยวกับศาสนา โดยสอนเกี่ยวกับ Cosmogony จักรวาลวิทยา (กำเนิดโลกและชีวิต) ในมุมมองของแต่ละศาสนาและตำนานปรำปรา การศึกษาปรัชญายุคกลางจะต้องมององค์รวมอย่างสัมพันธ์กันไม่แยกส่วน  จะพบว่ามีเพียงจักวาลวิทยาของศาสนาพุทธที่จุดกำเนิด ไม่ระบุผู้สร้าง ไม่ระบุที่มาของโลก (world) จักรวาล ผืนน้ำ สัต เหมือนศาสนาอื่นๆ ที่มีผู้สร้าง (creator)

Continue reading “Medieval Philosophy horizon”

Learning from Thai Kings

Chakri Dynasty

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ในทางปรัชญา สิ่งหนึ่งที่เราจะศึกษาเพื่อเรียนรู้ความคิดของบุคคลสำคัญได้นั้น เราเรียนรู้ได้จากคำพูดของคนๆ นั้น คำพูด (word) เป็นสิ่งที่น่าจะวิเคราะห์เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีไว้ใช้นำทางชีวิตของเราได้ สำหรับประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า พระปฐมบรมราชโองการและพระดำรัสต่างๆ ของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเป็นส่วนที่น่าสนใจที่จะใฝ่รู้และตรึกตรองอย่างมีวิจารณญาณเพื่อเล็งให้เห็นคุณประโยชน์ในการที่เราจะประพฤติตนเป็นคนดีได้ อย่างไรก็ตาม การเข้าใจอย่างลึกซึ้งจะเป็นต้องตีความอย่างเหมาะสม มิใช่ตีความตามตัวอักษรแต่อย่างเดียว  ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างการตีความเพื่อให้เห็นคุณค่าทางปรัชญาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่ ได้แก่

พระราชพงศาวดารใน รัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ รัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ จดไว้ว่า ทั้ง ๔ รัชกาลทรงมีพระปฐมบรมราชโองการเหมือนกัน คือทรงมีพระราชดำรัสว่า

อันพรรณพฤกษชลธี แลสิ่งของในแผ่นดินทั่วทั้งพระราชอาณาเขต ซึ่งหาผู้หวงแหนมิได้นั้น ตามแต่สมณชีพราหมณ์จารย์ราษฎรจะปรารถนาเถิด

จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๖ นั้น ก็มิได้จดรายงานถึงพระปฐมบรมราชโองการ 

จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๗ จดพระบรมราชโองการ อันเป็นปฐมบรมราชโองการไว้ว่า 

ดูกรพราหมณ์ บัดนี้เราทรงราชภาระ ครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาเหนือท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติ เป็นที่พึ่งจัดการปกครองป้องกันอันเป็นธรรมสืบไป ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบายเทอญ

รัชกาลที ๘ ยังไม่ได้ทรงประกอบการพระราชพิธิบรมราชาภิเษก ตามโบราณราชประเพณี

พระปฐมบรมราชโองการของรัชกาลที่ ๙ คือ 

เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม 

 

บททดลองตีความ

เมื่อพิจารณาจากพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๑-๒, ๔-๕ ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการเช่นเดียวกัน ย่อมแสดงบริบทว่า พระปฐมบรมราชโองการนี้ เป็นคำพูดตามธรรมเนียมแต่โบราณ มีลักษณะเป็นจารีต และแสดงซึ่งพระราชอำนาจเหนืออาณาจักรและเขตแดนพระราชอาณาเขต ความทรงสิทธินี้เป็นของพระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว หากแต่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในอันที่จะละไว้ซึ่งสิทธิเหล่านั้น เพื่อให้ราษฎรทุกหมู่เหล่าสามารถเข้าครอบครองได้ แต่ในส่วนใดที่มีผู้ถือครองสิทธิอยู่แล้วนั้น พระองค์ก็ทรงพิทักษ์สิทธิของเขาผู้นั้นไว้ มิได้ริดรอนสิทธิผู้ใด การปกครองย่อมเป็นไปโดยธรรม

ส่วนพระปฐมบรมราชโองการในรัชกาลที ๗ นั้น ย่อมตีความได้ว่า พระมหากษัตริย์มีหน้าที่ในการครองแผ่นดินโดยธรรม ทรงมีอำนาจเหนือดินแดนและทรัพย์ทั้งปวง แต่จะทรงปกครองโดยธรรม และเป็นที่พึ่งพา ป้องกันจากภัยต่างๆ อย่างเป็นธรรม และมีพระทัยเมตตาให้ราษฎรได้อาศัยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข

พระปฐมบรมราชโองการในรัชกาลที่ ๙ นั้น ย่อมตีความได้ว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่จะครองแผ่นดินโดยธรรม และจะทรงทำสิ่งต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรทุกหมู่เหล่า

จากการตีความนี้ จะเห็นบทบาทอย่างสำคัญของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ในฐานะผู้นำ ผู้ปกครอง ที่เน้นการปกครองที่เป็นธรรม มีความกรุณาต่อราษฎร เป็นที่พึงพา เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองภัย และเป็นผู้ที่ทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้ราษฎรมีความสุข

ผู้นำเช่นนี้ย่อมเป็นผู้นำคุณธรรม moral leadership เป็นผู้นำที่ดีที่สุดในการปกครอง เพราะเป็นผู้นำที่ใส่ใจผู้อยู่ใต้การปกครอง เป็นผู้ที่กระทำเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง (being for the other)

เมื่อเราตีความเชิงปรัชญาได้เช่นนี้ เราก็จะเห็นคุณค่าของคำหรือข้อความที่เราได้ตีความนั้น และเราสามารถที่จะวิธานไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณค่า เราทุกคนมีฐานะเป็นผู้นำไม่ว่าในทางใดก็ทางหนึ่ง ในระดับใดก็ระดับหนึ่ง อาจเป็นผู้นำครอบครัว ชุมชน สังคม หรือระดับประเทศ ระดับนานาประเทศก็ได้ แต่จุดสำคัญที่จะเห็นได้ชัด ก็คือ การทำเพื่อผู้อื่น

เมื่อผู้นำมีนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการทำเพื่อผู้อื่น ผลที่เกิดขึ้นย่อมเป็นความสุขของทุกๆ คน อันเป็นความสุขแท้ตามความเป็นจริง (authentic happiness according to reality) นั่นเอง

 

 

อรรถปริวรรต

dilthey

อ.ดร.วิบูลย์ แสงกาญจนวนิช

อรรถปริวรรตศาสตร์ หรือ การตีความ นั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำจำกัดความว่า อรรถปริวรรตศาสตร์ ซึ่งหมายถึง ศาสตร์แห่งการตีความ โดยมีประวัติศาสตร์สำคัญคือ แดนออเออร์ (J. C. Dannhauer, 1603-66) นำเอาคำว่า   Hermeneutics มาใช้เป็นคนแรกในกลางศตวรรษที่ 17 เพื่อใช้ตีความคัมภีร์ทางศาสนา กฎหมายและวรรณคดีโดยมีเป้าหมายเพื่อหาความถูกต้องทางภาษาและประวัติศาสตร์

ต่อมา ชไลเออมาเคอร์ (Friedrich Schleiermacher 1768-2838) บิดาแห่งการตีความสมัยใหม่ได้พัฒนาการตีความต่อไปเพื่อให้ทราบเจตนารมณ์ของผู้แต่งตำรานั้นโดยถือว่าผู้แต่งตำรากับผู้ตีความวิจารณ์ตำรานั้นมีจินตนาการต่างกัน ผู้ตีความตำรานั้นน่าจะเข้าถึงความรู้สึกของผู้อ่านตำรานั้นได้ดีกว่าผู้แต่งตำรา การตีความจึงถูกนำมาใช้ตีความตำราทั่วไปโดยไม่จำกัดแต่เฉพาะตำราทางศาสนา กฎหมายและวรรณคดีอีกต่อไป

ดรอยเสน (J.G Droysen 1808-84) ได้นำเอาการตีความมาใช้กับตำราทางประวัติศาสตร์ และสรุปว่าความรู้ที่ได้จากการตีความแตกต่างจากความรู้ที่ได้จากการสังเกตทดลอง คือ แยกความรู้ทางสังคมศาสตร์ออกจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ในลักษณะที่ว่าการตีความให้ความรู้มากกว่าการทดลอง

ดิลเทย์ (Wilhelm Dilthey 1833-1911) จึงได้พัฒนาศาสตร์แห่งการตีความ โดยสรุปว่า การตีความไม่ควรจำกัดให้ใช้เฉพาะกับตำราแต่ควรนำมาใช้ตีความพฤติกรรมมนุษย์ รวมถึงวัฒนธรรมและสังคมด้วย

แนวทางการตีความ ได้แก่

  • ตีความคำ เพื่อให้รู้ว่าคำนั้นเกี่ยวกับอะไร เรื่องอะไร (นิรุตศาสตร์ และภาษาศาสตร์)
  • ตีความประโยค เพื่อให้รู้ว่าประโยคนั้นอยู่ในสถานการณ์อะไร เกิดอะไรขึ้น ( ตรรกวิทยาและปรัชญาภาษาอุดมคติ)
  • ตีความข้อความ เพื่อให้เข้าใจว่าข้อความมีคุณค่าทางใดและอย่างไร(สัญวิทยา)
  • ตีความเรื่องเล่า เพื่อเข้าใจความหมายเบื้องหลังของเรื่องเล่า (Narrative) นั้น (ปรัชญาภาษาสามัญ)
  • ตีความเพื่อขจัดความไม่รู้ ความสงสัย ความระแวงและความเข้าใจผิด จึงควรตีความดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนเกิดความเสียหาย (ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง)
  • ตีความเพื่อตอบสนองความอยากรู้ความหมายของมนุษย์ เป็นการตีความเพื่อแสวงหาความหมายใหม่