upekha

kalama

upekha อุเบกขา

ผู้แต่ง : สุดารัตน์  น้อยแรม

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากใจของเราทั้งนั้น ปัญหาความทุกข์จะเล็กหรือใหญ่ มักจะมีทางออกของมันเสมอ ตามหลักความเป็นจริง เรื่องใหญ่อาจจะต้องใช้เวลาในการแก้นานสักหน่อย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่ก่อประสานกันอยู่เยอะมาก ส่วนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ย่อมจะแก้ได้เร็วกว่าปัญหาเรื่องใหญ่ ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะพยายามฝึกการคิดไตร่ตรองแก้ปัญหานั้น ๆ หรือจะเอาปัญหานั้นมาขยายให้กว้างขึ้น คิดในทางที่ผิดเพื่อทำให้ตนเองไม่มีความสุข ปัญหาต่าง ๆ ที่เราต้องพบเจอ ถ้าหากเราไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหา แต่ค่อย ๆ คิดพิจารณาใคร่ครวญอย่างมีเหตุผลก็จะสามารถผ่านพ้นปัญหาไปได้

Continue reading “upekha”

unrepresentative generalization

generalization

unrepresentative generalization ไม่ใช่ตัวแทนให้สรุป

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

 

ข้อนี้ก็เรื่องอุปนัยเหมือนประสบการณ์ที่ได้มาจากนั้นไม่เพียงแต่ไม่เพียงพอเท่านั้น   แต่เป็นประสบการณ์ที่ใช้ไม่ได้สำหรับข้อสรุปเข้าข่ายเนื้อหาไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นจะไม่ได้ประสบการณ์มาจำนวนมากสักเพียงไรก็ไม่สามารถทำให้การอนุมานสมเหตุสมผลไปได้ เช่น

2.1 “พอขึ้นท่าเรือคลองเท่านั้นก็ถูกแท็กซี่ต้มเสียแล้วจะไปไว้ใจอะไรกับคนไทย” ย่อมจะเห็นได้ทันทีว่า ชาวต่างประเทศที่พูดเช่นนี้ถือเอาคนขับรถแท็กซี่เป็นตัวแทนของคนไทยทั้งชาติ      ซึ่งตามปกติแล้ว คนขับแท็กซี่ตามท่าเรือไม่ว่าท่าเรือไหนของโลกมักจะเป็นคนฉวยโอกาส ไว้ใจไม่สู้ได้เพราะคนโดยสารเป็นคนจรและไม่ค่อยจะรู้ราคาค่าโดยสาร จะเอาลักษณะของคนประเภทพิเศษจำนวนน้อยนี้มาเป็นลักษณะของคนไทยรวมได้อย่างไร ถ้าสมมติไม่ใช่คนขับแท็กซี่ แต่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นคนต้มชาวต่างประเทศคนนั้น แน่นอนว่าเขามีสิทธิเพียงพอตามนัยตรรกวิทยาจะสรุปได้ว่า “ขนาดอาจารย์มหาวิทยาลัยยังไว้ใจไม่ได้เช่นนี้ สาอะไรกับคนอื่น เพราะฉะนั้นจะให้ไว้ใจคนไทยได้อย่างไร” ทั้งนี้ก็เพราะเป็นที่ยอมรับกันอยู่ว่า อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต้องเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกมาอย่างดี เพื่อเป็นแบบอย่างของความสุจริต การอ้างเหตุผลทำนองดังกล่าวนี้ ตรรกวิทยาเรียกว่า a fortiori argument อ่านว่า อาฟอร์ติออริ อาร์กิวเมนต์ (การอ้างเหตุผลที่หนักแน่นขึ้น) กล่าวคือ ขนาดอาจารย์มหาวิทยาลัยยังไว้ใจไม่ได้อย่างนี้ ก็มีเหตุผลหนักแน่นยิ่งขึ้นที่จะสรุปได้ว่า คนทั่วไปจะต้องยิ่งไว้ใจไม่ได้มากกว่านี้

2.2 “คนไทยเห็นจะพูดภาษาอังกฤษเก่งกันมาก เพราะโรงแรมโอเรียนเตลที่ผมไปพักอยู่นั้นบ๋อยพูดภาษาอังกฤษเก่งกันทุกคน”  กรณีนี้เช่นเดียวกัน บ๋อยที่มาเป็นบริกรในโรงแรม ซึ่งมี่ชาวอเมริกันมาพักเป็นส่วนมากอย่างโรงแรมโอเรียนเตล ซึ่งได้ชื่อว่ามีบริการดีเยี่ยม ย่อมได้รับการคัดเลือกทดสอบภาษาอังกฤษมาก่อน จึงเป็นคนประเภทพิเศษในเรื่องพูดภาษาอังกฤษ จะถือเป็นตัวแทนของคนไทยทั่วไปเรื่องนี้ไม่ได้

University of Paris

university-of-paris

University of Paris มหาวิทยาลัยปารีส

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

การเกิดของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในยุโรป เริ่มจากระบอบนครรัฐได้ค่อย ๆ คืบคลานเข้าครอบครองยุโรปพร้อมกับความร่ำรวยของพ่อค้า และความยากจนของชนชั้นขุนนาง เมืองใหญ่ ๆ ค่อย ๆ ตกอยู่ในอำนาจของคหบดีทีละเมือง ๆ และภายในเมืองดังกล่าวผู้มีอาชีพแต่ละอาชีพก็จะพยายามจับกลุ่มกันเป็นสมาคม (guild) เพื่อช่วยกันรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของบุคคลในอาชีพเดียวกัน

สำนักอาสนวิหารซึ่งก้าวหน้าในด้านวิชาการมากขึ้น ก็ย่อมจะมีนักศึกษามากขึ้นและจะมีอาจารย์มากขึ้นตามลำดับ บรรดาอาจารย์ทั้งหลายสำนึกได้ว่า การสอนก็เป็นอาชีพอย่างหนึ่ง จึงรวมกันตั้งกลุ่มเป็นสมาคมอาจารย์ขึ้น แล้วก็เรียกร้องและก็วางระเบียบเพื่อรักษา ผลประโยชน์ของอาชีพของอาจารย์ขึ้นตามลำดับ จนที่สุดได้รับอนุมัติให้ปกครองกันเอง กำหนดหลักสูตรกันเอง กำหนดมาตรฐานการศึกษากันเอง กำหนดวิธีสอบและกำหนดให้ปริญญาบัตรกันเองและผู้ประทานปริญญาบัตรก็คืออธิการบดี (หัวหน้าคณาจารย์) แทนที่จะเป็นผู้อำนวยการดังเช่นแต่ก่อน ผู้อำนวยการยังมีต่อไปซึ่งก็ได้แก่ พระสมณราชหรือตัวแทนที่สมณราชแต่งตั้ง มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินและควบคุมการใช้สถานที่ตลอดจนเก็บค่าบำรุง

มหาวิทยาลัยปารีสนับว่าสำคัญที่สุดในขณะนั้น เพราะเมื่อสำนักอาสนวิหารโนตร์ดามแห่งปารีส(Notre dame de paris) ได้รับอนุมัติเป็นมหาวิทยาลัยจากสันตะปาปาโดยผ่านสมณทูตประจำฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1215 แล้ว สำนักอื่น ๆ ก็ขอรวมในฐานะเป็นวิทยาเขตด้วย เช่น สำนักอารามเซนต์วีกเทอร์และสำนักอารามบนเนินแซงต์เจอเนอวีแอฟ (Mont Ste. Genevieve) เป็นต้น ต่อมาสำนักศึกษาของคณะเดอมีนิเคินและคณะแฟรงเลิสเคินก็ขอเข้าร่วมด้วย มีอาจารย์และนักศึกษาจากแว่นแคว้นต่าง ๆ มาศึกษากันเป็นจำนวนมาก เมื่อศึกษาจบแล้วก็จะออกไปเป็นอาจารย์ของสำนักต่าง ๆ ทั่วยุโรป

มหาวิทยาลัยปารีสจึงได้รับการสนใจจากสำนักสันตะปาปาเป็นพิเศษ มหาวิทยาลัยปารีสแบ่งอาจารย์ออกเป็น 4 คณะ คือคณะศิลปศาสตร์ (Faculty of Arts) มีหน้าที่สอนหลักสูตรพื้นฐานเหมือนวิชาการศึกษาทั่วไปในปัจจุบัน สำหรับเตรียมนักศึกษาเข้าเรียนต่อในคณะอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งมีด้วยกัน 3 คณะ คือ คณะกฎหมาย คณะแพทยศาสตร์ และคณะเทววิทยา ในการศึกษาแต่ละหลักสูตร นักศึกษาลงทะเบียนเรียนแล้วก็มีสิทธิเลือกอาจารย์ได้ตามใจชอบ อาจารย์จึงต้องปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะไม่มีลูกศิษย์

ครั้นเรียนจบหลักสูตรจะได้รับใบรับรอง (ลต. Licentia) ให้เป็นอาจารย์ (ลต.Magister) ได้ โดยจะต้องผ่านการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ของตนต่อหน้าคณาจารย์ของคณะและผู้สนใจฟัง ทั้งอาจารย์และผู้ร่วมฟังมีสิทธิจะซักถามได้อย่างเสรีจนเป็นที่พอใจของคณาจารย์ส่วนมากของคณะจึงจะถือว่าสอบได้ การสอบวิทยานิพนธ์แต่ละครั้งจึงกินเวลาเป็นวัน ๆ และมีผู้เข้าฟังและซักถามมาก ทุกคนในมหาวิทยาลัยทุกแห่งใช้ภาษาละตินเป็นภาษากลางและใช้กันได้คล่องแคล่วทั้งในการเรียนการสอนและในชีวิตประจำวัน

ผู้จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจะต้องรู้ภาษาละตินมาแล้วอย่างคล่องแคล่วโดยรู้วรรณคดีละตินมาพอสมควรด้วย เรียนตามหลักสูตรศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยประมาณ 4-7 ปีก็จะมีสิทธิสอบวิทยานิพนธ์ หากผ่านก็จะมีสิทธิสอนในฐานะอาจารย์ผู้ช่วยสอน (Tutor)  และมีสิทธิเรียนในคณะที่สูงขึ้นไปในเวลาเดียวกัน จะเป็นอาจารย์ประจำได้ต้องมีตำแหน่งว่างและผ่านการคัดเลือก ส่วนมากจะต้องได้ปริญญาเอกเสียก่อน เว้นแต่ในกรณีพิเศษ

สำหรับคณะเทววิทยา (ซึ่งศึกษาปรัชญาควบคู่ไปด้วย) จะต้องศึกษาพระคัมภีร์ 4 ปี วิเคราะห์และวิจารณ์จตุรบรรพแห่งทรรศนะของพีเทอร์ ลัมบาร์ดและถกปัญหาในชั้นอีก 2 ปี จึงจะได้รับปริญญาตรี (ลต. Baccalaureates) ต่อจากนั้นก็เขียนวิทยานิพนธ์และเสนอตัวป้องกันต่อหน้าสาธารณชน หากผ่านก็จะได้ปริญญาโท (ลต.Licentiates) ต่อจากนั้นก็เป็นอาจารย์ช่วยสอน (ลต.Tutor) ของอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ระหว่างนั้นต้องหาโอกาสนัดเสนอความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งจะมีทั้งอาจารย์และนักศึกษาชอบเข้าร่วมฟังและทุกคนมีสิทธิซักถาม ต้องทำเช่นนี้บ่อย ๆ จนคณาจารย์ของคณะพอใจเป็นเอกฉันท์ จึงจะได้รับปริญญาเอก (ลต. Laureates) บางคนจึงเป็นอาจารย์ช่วยสอนจนแก่เฒ่าก็ยังไม่ได้ปริญญาเอกสักทีก็มี

และเพราะเหตุนี้เอง ปริญญาเอกจึงเป็นยอดปรารถนาของนักวิชาการ อาจารย์ที่ได้ปริญญาเอกแล้วก็ยังนัดถกปัญหาเช่นนี้เป็นครั้งคราวเพื่อแสดงความสามารถของตนให้ประจักษ์ เพราะอาจารย์ดี ๆ เป็นที่ใฝ่ฝันของนักศึกษา

  • ปัญหาที่ถกกันในห้องเรียนเรียกว่า ปัญหาฝึกอภิปราย (ลต.QuaestioDisputata = Disputed Question) เช่น สังเขปเทววิทยา(ลต. Summa Theologiac) ของอไควเนิส
  • ปัญหาที่นัดถกกันในที่สาธารณะเรียกว่า นานาปัญหา (ลต.QuaestioQuotlibetalis = Quotlibetal Question) เช่น สังเขปตอบโต้คนต่างศาสนา (ลต.Summa Contra Gentes)

วิธีการถกปัญหาเช่นนี้แหละเรียกว่า วิธีการของสำนัก (scholastic method) นักปรัชญาเหล่านี้จึงได้ชื่อว่า ลต.Scholasticus หรือ Schoolman (อัสสมาจารย์หรืออาจารย์แห่งสำนัก) และลัทธิของนักปรัชญาเหล่านี้เรียกว่า scholasticism (ลัทธิอัสสมาจารย์นิยม)

Universal

metha

Universal สิ่งสากล

ผู้แต่ง : เมธา  หริมเทพาธิป

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ปัญหานี้เริ่มมีขึ้นตั้งแต่สมัยกรีกรุ่งเรือง  ซึ่งให้คำตอบไว้เป็น 3 แนว คือ

–  ชาวซาฟีสท์ตอบว่า สิ่งสากลไม่มีจริง เป็นเพียงความเข้าใจของแต่ละคน

–  เพลโทว์ตอบว่า  ส่งสากลมีจริงในโลกแห่งมโนคติ

– เอเริสทาทเถิลตอบว่า สิ่งสากลมีจริงในโลกนี้  คือได้แก่ส่วนที่เหมือนกันในสิ่งเฉพาะหน่วย

ปัญหานี้คุขึ้นมาใหม่ในตอนปลายศตวรรษที่ 11 เนื่องจากได้ต้นฉบับปรัชญามาศึกษากันมากขึ้น เช่น ต้นฉบับของเบออีเธียส (Boethius 780?-524) ผู้แปลงานของเพอร์ฟีเรียสเป็นภาษาละติน เพอร์ฟีริกกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

“เรื่องประเภทกว้างและประเภทแคบจะมีจริงหรือไม่ หรือว่ามีเพียงแต่ในความคิด ข้าพเจ้าจะไม่ขอกล่าวถึง เนื่องจากเป็นเรื่องลึกลับและต้องการเวลาวิจัยมาก”

(อรรถกถากรอบความคิดเอเริสทาเทิล) เบออีเธียสผู้แปลเป็นภาษาละตินวิจารณ์ว่า เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับตัดสินปัญหาเรื่องสมรรถภาพของปัญญาของเรา  ข้อคิดนี้สะดุดใจนักคิดในระยะนั้น  เพราะเห็นว่ามีความสัมพันธ์กับข้อเชื่อของคริสตศาสนาหลายเรื่อง ความคิดเห็นแบ่งออกเป็น 3 ลัทธิ แล้วแต่ว่าจะยึดถือคำตอบใดของสมัยกรีกรุ่งเรื่องเป็นหลัก คือ

–  ลัทธินามนิยม (nominalism) เดินตามคำตอบของชาวซาฟิสท์

–  ลัทธิสัจนิยมแบบจัด (ultra-realism) เดินตามคำตอบของเพลโทว์

– ลัทธิสัจนิยมสายกลาง (moderate realism) เดินตามคำตอบของเอเริสทาทเถิล

ulta- realism

ulta- realism  ลัทธิสัจนิยมแบบจัด

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

เพื่อป้องกันคำสอนเรื่องพระตรีเอกภาพ (trinity) และเรื่องบาปกำเนิด (original sin) นักปรัชญากลุ่มหนึ่งจึงรื้อฟื้นแนวทางของออเกิสทีน (St. Augustine) ขึ้นตอบโต้  เพราะเห็นว่าใช้ได้ดีมานานหลายศตวรรษแล้ว  หลายท่านเน้นมากเกินไปจนกลายเป็นลัทธิสรรพเทวนิยม (Pantheism) อย่างโจ่งแจ้ง

วีลเลียมแห่งชองโพ (William of Champeaux 1070-1120) เป็นลูกศิษย์ของราสเสอลายเนิส (Roscellinus; Roscelin of Compiègne 1050 – 1125) ภายหลังพบว่า คำสอนของอาจารย์ขัดต่อคำสอนของคริสต์ศาสนา  ตอบโต้ด้วยทฤษฎีอัตลักษณ์ (theory of identity) โดยสอนว่า ธรรมชาติของแต่ละสิ่ง เช่น ธรรมชาติของมนุษย์  ย่อมมีหนึ่งเดียวในคนทุกคนทั้งในด้านจำนวนและอัตลักษณ์ (numerically and identically) นั่นคือมนุษย์ทุกคนเป็นคนคนเดียวกันอย่างสมบูรณ์  การมีจำนวนมากในสิ่งเดียวกันเป็นเพียงมายา (accidentally)

เอเบอลาร์ด (Peter Abelard 1079-1142) ผู้เป็นลูกศิษย์โต้แย้งว่า  ถ้าเช่นนั้น  ซาเครอทิสย่อมอยู่ที่เอเธนส์ ที่โรม และทุก ๆ แห่งที่มีมนุษย์  เพราะเป็นคนคนเดียวกันกับมนุษย์ทุกคน  และถ้าซาเครอทิสถูกเฆี่ยน  มนุษย์ทุกคนก็จะพากันเจ็บตามไปด้วย  เมื่อถูกแย้งเข้าเช่นนี้วิลเลียมจึงแก้ไขให้อ่อนลงเป็นทฤษฎีไร้ความแตกต่าง (theory of indifference) โดย สอนว่า คนแต่ละคนมีจริงและเป็นเอกเทศจริง ๆ แต่ทว่าในแต่ละคนมีธรรมชาติของคนครบถ้วนบริบูรณ์อย่างไม่แตกต่างอะไรเลยจากคนอื่น ๆ (indifferently) นั่นคือมนุษย์แต่ละคนต่างก็มีจรสมบัติเป็นของตนเองโดยเฉพาะ  แต่ทว่าทุกคนมีสารัตถะที่ไม่แตกต่างกัน  สารัตถะนี้แหละคือสิ่งสากล

Abelard

ทฤษฎีหลังของวีลเลียมใช้คำพูดคลุมเครือ  ที่ว่าไม่แตกต่างกันนั้นกินความแค่ไหน  ถ้าไม่แตกต่างแม้กระทั่งอัตลักษณ์และจำนวน  ก็น่าจะเป็นสิ่งเดียวกันและก็ไม่น่าจะผิดอะไรกับทฤษฎีแรก  และถ้าไม่แตกต่างในความหมายว่ามีธรรมชาติเหมือนกันโดยที่ต่างคนต่างมี  ก็จะเป็นลัทธิสัจนิยมสายกลางซึ่งวีลเลียมน่าจะแถลงออกมาได้อย่างตรง ๆ และอย่างชัดเจน  ทำให้สันนิษฐานได้ว่า วีลเลียมเพียงแต่เปลี่ยนชื่อทฤษฎีแต่หาได้เปลี่ยนความคิดไม่

truth

truth  

ความจริง

ผู้แต่ง : ศุภชัย  ศรีศิริรุ่ง

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

มนุษย์พยายามแสวงหาความจริงมาตลอด และสะสมเป็นความรู้ต่าง ๆ มากมาย โดยเชื่อว่าความจริงคือความรู้ที่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งความจริงเช่นนี้ถ้าจะมีได้ก็คือความจริงวัตถุวิสัย (objective truth) เพราะเชื่อว่ามีความตรงกันระหว่างความเป็นจริงวัตถุวิสัยที่อยู่ภายนอกผู้สังเกต/ผู้รู้ กับเครือข่ายตรรกะที่อยู่ในความคิดของผู้สังเกต/ผู้รู้  เขาเข้าใจโลกว่าอย่างไรโลกก็เป็นเช่นนั้น  และมุ่งแต่ที่จะหาความเป็นจริงที่อยู่นอกตัว

ปัญหาต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นจากนิยามดังกล่าว เพราะกลับพบว่าบนความเป็นจริงเดียวกัน มนุษย์สามารถสร้างอภิปรัชญา ซึ่งเป็นการตีความความเป็นจริงเดียวกันนั้นได้หลายระบบความคิด ทั้งนี้ย่อมเป็นไปตามความสนใจ ความถนัด เครื่องมือที่ใช้หาความรู้ ตลอดจนบริบทและกรอบความคิด   จึงพบว่ามีการนำเสนอความรู้/ความจริงที่แตกต่างหลากหลายกันไป และต่างฝ่ายต่างก็ยึดมั่นว่า ความรู้/ความจริงของตนเท่านั้นที่จริง และตรง ในขณะที่ความรู้/ความจริงของคนอื่นเป็นเท็จคือไม่ตรงกับความเป็นจริงภายนอก

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ความรู้ของมนุษย์นั้นมีทั้งส่วนวัตถุวิสัยที่เป็นความเป็นจริงภายนอก และอีกส่วนหนึ่งเป็นอัตวิสัย (subjective truth) ที่เป็นการปรุงแต่งของสมอง ความรู้ของมนุษย์จึงไม่มีวัตถุวิสัยล้วน ๆ และไม่มีอัตวิสัยล้วน ๆ แต่มีส่วนวัตถุวิสัยและอัตวิสัยปนกัน  ความจริงจึงไม่เป็นวัตถุวิสัยล้วน ๆ หรือ อัตวิสัยล้วน ๆ เช่นเดียวกัน  ถ้าต้องการเข้าถึงความเป็นจริงที่ครบถ้วนสมบูรณ์จึงต้องให้ความสนใจในตัวผู้รู้ด้วย มิใช่สนใจแต่สิ่งที่ถูกรู้ที่อยู่ภายนอก เพราะความเป็นจริงอัตวิสัยในตัวผู้รู้ที่ย้อมสีความเป็นจริงวัตถุวิสัยอย่างแยกไม่ออกอยู่นั้นก็คือความเป็นจริงหนึ่งที่มีอยู่จริงในเอกภพที่สำคัญและควรให้ความสนใจแต่ก็มักถูกมองข้ามไปโดยนักปรัชญาตะวันตก มาตลอด ได้แก่ ความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์นั่นเองที่เป็นทั้งผู้รู้ ผู้สังเกตและผู้กระทำการหลักต่อธรรมชาติ

การศึกษาความเป็นจริงของตัวมนุษย์นั้นทำให้เราทราบถึงความเป็นจริงต่าง ๆ ครบถ้วน ทั้งด้านรูปธรรมที่มีอยู่ให้ศึกษาได้เช่นเดียวกับความเป็นจริงวัตถุวิสัยที่อยู่ภายนอกตัวผู้รู้ กับทางด้านนามธรรมภายในจิตใจมนุษย์ที่เป็นเจตจำนงอยู่เบื้องหลังการกระทำการต่าง ๆ มีลักษณะ เป็นอัตวิสัยที่ผันแปรไปตามสิ่งที่มาปรุงแต่งเจตจำนง ซึ่งมีผลอย่างมากในการปรุงแต่ง สร้างสรรค์หรือแม้กระทั่งทำลายธรรมชาติต่อไป การหันมาศึกษาความเป็นจริงในตัวมนุษย์เองจึงเป็นทางลัดที่จะทำให้มนุษย์เข้าถึงความเป็นจริงของเอกภพได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์แบบ อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ อย่างเป็นองค์รวมที่สมบูรณ์แบบเช่นเดียวกัน

truth, theory of

truth01

truth, theory of ทฤษฎีความจริง

ผู้แต่ง : ศุภชัย  ศรีศิริรุ่ง

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

วิชาอภิปรัชญา ตั้งคำถามว่าความเป็นจริง (reality) มีอยู่จริงไหม ถ้ามีก็จะเป็นอะไร คำถามต่อจากนั้นเราต้องการทราบว่า เรารู้ความเป็นจริงได้อย่างไร  และวิธีรู้ของเราเชื่อถือได้แค่ไหน หรือว่าปัญญาของเราหลงใหลอยู่ในความหลงผิดอยู่ตลอดเวลาเหมือนถูกขังอยู่ในเมืองมายา  ถ้าเรารู้ความเป็นจริงได้อย่างน่าเชื่อถือ เรารู้ได้อย่างไรว่าน่าเชื่อถือ  รู้ได้แน่นอนแค่ไหน นี่คือคำถามหลักของวิชาญาณปรัชญา ขอบข่ายยังคลุมไปถึงคำถามว่าความรู้ของเราเกิดขึ้นได้อย่างไรและดำเนินไปอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิทยาและปรัชญาจิต เราจะไม่กล่าวถึงกฎเกณฑ์ของการใช้เหตุผลว่าคิดอย่างไรจึงจะถูกต้องตามหลักเหตุผล เพราะนั่นเป็นเรื่องของตรรกวิทยา (logic) โดยเฉพาะ ญาณปรัชญาหรือทฤษฎีความรู้จึงเป็นวิชากว้าง ครอบคลุมทุกเรื่องเกี่ยวกับความรู้และการค้ำประกันความจริง (justification of truth) และเฉพาะส่วนสุดท้ายนี้ที่เป็นปรัชญาบริสุทธิ์คู่กันกับอภิปรัชญา จึงได้ชื่อพิเศษว่าญาณเกณฑวิทยา(criteriology)

ปัญหาหลักของญาณปรัชญาก็คือ ความรู้ทางใดบ้างเชื่อได้ว่ารู้ความเป็นจริง เพื่อจะยืนยันได้ว่าเป็นความจริง(truth) ถ้าไม่มีเกณฑ์ใดเลยก็ต้องชี้แจงได้ว่าทำไมจึงไม่มี

ในฐานะที่เป็นปรัชญาบริสุทธิ์ก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับเป็นปฐมบท (assumption) ก่อนการพิสูจน์ จำเป็นต้องรับเชื่อด้วยศรัทธา ถ้าไม่ใช่ศรัทธาต่อศาสนาก็เป็นศรัทธาต่อปัญญาของตนเอง

มีปัญหาขั้นต่อมาว่า เราเชื่ออภิปรัชญาก่อนแล้วจึงเลือกญาณปรัชญาให้สอดคล้องกัน หรือว่าเชื่อญาณปรัชญาก่อนแล้วจึงเลือกอภิปรัชญาให้สอดคล้องกัน คำตอบก็คืออย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 อย่าง ซึ่งก็เป็นศรัทธาพื้นฐานเฉพาะตัวที่ต้องเลือกอย่างใดก่อนอย่างใดหลัง

เป็นสัญชาตญาณของปัญญาก็ว่าได้ที่มนุษย์เราต้องการมั่นใจว่าความรู้บางอย่างมีความจริงแน่นอน ไม่หลวมตัว ไม่หลงผิด เพราะเป็นส่วนได้ส่วนเสียของชีวิต ควรจะมีศรัทธาและเสียสละให้หรือไม่ จะต้องเลือกอย่างหนึ่งและเสียอย่างอื่นโดยไม่มีทางเลือกหรือไม่ แม้จะคิดว่าไม่มีทางรู้ความเป็นจริงก็ยังเลือกเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งอยู่หรือไม่ ทั้งนี้โดยมอบความวางใจไว้กับหลักฐานและ/หรือพยานหลักฐาน ความเชื่ออย่างนี้เชื่อได้อย่างไรและแค่ไหน ปัญหาความแน่ใจหลอกหลอนนักญาณปรัชญาอยู่เสมอมา ไม่มีทางเลี่ยง

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑