Will as ideal state,

 

Will as ideal state, the  รัฐในอุดมคติคือเจตจำนง

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ฌองฌากส์ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau 1712-1778)  ถืออภิปรัชญาว่า มนุษย์ทุกคนดีโดยธรรมชาติ นิสัยเลวทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นมานั้นเป็นผลลัพธ์จากการเมืองที่ไม่ถูกต้อง การเมืองที่ไม่ถูกต้อง คือ การเมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้พัฒนาธรรมชาติอันดีงามของตนเองโดยเสรี รัฐในอุดมคติสำหรับรุสโซได้แก่รัฐที่ปกครองตามเจตจำนงส่วนรวม (genaral will) ของพลเมืองทั้งหมดในรัฐดังกล่าว ทุกคนมีโอกาสพัฒนาสมรรถภาพและความรู้สึกนึกคิดทุกด้านอย่างเสรี ซึ่งตามอภิปรัชญาของรุสโซแล้ว จะได้มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบเป็นส่วนมาก

rousseau

โชเพนฮาวเออร์(1788-1860)  ถืออภิปรัชญาว่า ความต้องการและการดิ้นรนทั้งหลายของมนุษย์ เกิดจากเจตจำนงที่จะมีชีวิต (the Will-to-live) ซึ่งเป็นความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย ดังนั้น ความต้องการและการดิ้นรนของมนุษย์จึงเป็นสัญชาตญาณไร้เหตุผล ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งวุ่นวาย รัฐในอุดมคติจึงได้แก่รัฐที่หาวิธีให้พลเมืองดับการดิ้นรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีที่โชเพนฮาวเออร์คิดว่าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ ส่งเสริมการบำเพ็ญพรตและการซาบซึ้งในศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรี

schopenhauer

ฟรีดริช นีทเฉอ (Friedrich Nietzsche 1844-1900)  ถืออภิปรัชญาว่า ความต้องการและการดิ้นรนทั้งหลายของมนุษย์ เกิดจากเจตจำนงที่จะมีอำนาจ (the Will-to-power) ไม่เห็นด้วยกับโชเพนฮาวเออร์ที่ว่า รัฐในอุดมคติได้แก่รัฐที่ส่งเสริมการดับพลังดิ้นรน แต่เห็นตรงกันข้ามว่า รัฐในอุดมคติจะต้องส่งเสริมให้พลังดิ้นรนนี้แสดงออกได้อย่างเสรี สนับสนุนให้มนุษย์ดิ้นรนไปสู่การเป็นอภิมนุษย์ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ รัฐในอุดมคติจึงจำเป็นจะต้องมีผู้นำที่เข้มแข็ง สามารถบริหารได้อย่างเด็ดขาด และพลเมืองทุกคนเต็มใจสนับสนุนผู้นำให้สามารถผลักดันอารยธรรมของมนุษย์ให้ก้าวหน้าไปสู่ความเป็นอภิมนุษย์ รัฐในอุดมคติของนิทแฉอ จึงนับได้ว่าเป็นต้นตำรับของลัทธิฟาสซิสม (fascism)

nietzsche

Westermarck on goodness

westermarck

Westermarck on goodness ความดีของเวสเทอร์มาร์ค

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

                เวสเทอร์มาร์ค (Edward Westermarck 1862-1939) เป็นชาวอังกฤษ ถือลัทธิสัมพัทธ์นิยมทางวัฒนธรรม (cultural relativism) คือ จากการศึกษาเปรียบเทียบวัฒนธรรมต่าง ๆ ของมนุษยชาติ เวสเทอร์มาร์คลงความเห็นว่ามาตรการความประพฤติไม่เป็นปรนัย แต่เป็นอัตนัยโดยขึ้นอยู่กับความเป็นมาของแต่ละวัฒนธรรม

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดขนบธรรมเนียมประเพณีและจริยธรรมขึ้นในแต่ละวัฒนธรรมก็คือ อารมณ์สะเทือนใจของคนจำนวนมากในวัฒนธรรมนั้น ๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจกันรุนแรงและทั่วไปเช่นนี้ ก็จะเป็นที่ยอมรับกันโดยปริยายว่าไม่ควรปล่อยให้มีเหตุการณ์เช่นเดียวกันนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก จึงพร้อมใจกันถือกฎบางอย่างด้วยความพร้อมเพรียงกัน กฎนั้นจะถ่ายทอดสู่อนุชนเรื่อยไป แม้ต่อไปนาน ๆ จะจำเหตุการณ์นั้นไม่ได้แล้วก็ไม่สำคัญ เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของกฎอยู่ที่การถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ

เหตุการณ์วันมหาวิปโยคของไทย (14 ตุลาคม พ.ศ. 2516) อาจจะถือได้ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งของเรื่องนี้ ดังนั้น มาตรการทำดีจึงมิใช่อยู่ที่การยึดติดอยู่กับวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง แต่ควรเลือกส่วนดีจากทุกวัฒนธรรมมาเป็นหลักยึดเหนี่ยวเพื่อพัฒนาตนและสังคม

               

Weigel, Valentin

weigel

Weigel,  Valentin วาเลนทิน วายเกล

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

                ValentinWeigelวาเลนทิน วายเกล เป็นชาวเยอรมันเช่นกัน เกิดในแคว้นแซกโซนี สนใจปรัชญา  ศาสนา  และวิทยาศาสตร์ปนไสยศาสตร์มาโดยตลอด  สนใจคำสอนและวิธีเข้าฌานเป็นพิเศษ  ความคิดของท่านจึงเป็นการผสมผสานระหว่างสิ่งเหล่านี้  แม้จะสังกัดนิกายโปรเตสแตนต์ลัทธิลูเธอร์  แต่ก็ขัดแย้งกับนักศาสนศาสตร์ฝ่ายลูเธอร์อยู่เสมอ  นิกายคาทอลิกก็ไม่ชอบ  จึงแสวงหาความเข้าใจศาสนาด้วยตนเอง และพยายามแผยแผ่ในหมู่ชาวเยอรมัน

งานนิพนธ์ที่สำคัญได้แก่ หนังสือว่าด้วยชีวิตแสนสุข (ลต. Libellus de Vita Beata ,1609= A Booklet of a Happy Life) ;จงรู้จักตัวเรา(ยร. ErkennedichSelbst, 1615 = Know Thyself) ;โหราศาสตร์ที่กลายเป็นเทววิทยา (ลต. AstrologiaTheologizata, 1618 = Theologized Astrology) ;ปรัชญาที่เป็นเทววิทยา(ลต.PhilosophiaTheologica, 1618 = Theological Philosophy) ;  การศึกษาทั่วไป(ลต.StudiumUniversale , 1618 = Universal Study)

วายเกลสอนว่า โดยอาศัยการเข้าฌาน เราจึงจะรู้ความจริง  จะเข้าใจได้ว่าความเป็นจริงมีแต่หน่วยเดียว คือพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นองค์นิรวจนีย์ คืออธิบายไม่ได้(ineffable)  ไม่มีขอบเขตและไม่จำกัด  พระองค์จึงเป็นทั้งหนึ่งและหลาย  ทรงเป็นหนึ่งในตัวพระองค์ แต่ทรงเป็นหลายในสิ่งอื่นทั้งหมด  การสร้างมิได้หมายความว่าทรงกระทำอะไรให้มีขึ้น  หากแต่ทรงสำนึกรวมทุกประเภทไว้ในตัว  จนได้ชื่อว่าอนุจักรวาล  ที่เรียกว่าสิ่งสร้างทั้งหลายนั้นก็คือพระเจ้าปนกับความเปล่า  และเพราะมีความเปล่าปนจึงปรากฏเป็นหน่วย ๆ มากมายหลายหลาก  แต่เมื่อพระเจ้าทรงสำนึกในตัวมนุษย์  ก็จะตระหนักได้ทุกอย่างในตัวมนุษย์  วายเกลไม่เห็นด้วยกับลูเธอร์ที่ว่าให้มีศรัทธาไว้แล้ว จะดีเอง  แต่เชื่อว่ามนุษย์ต้องพยายามเข้าใจตัวเองเพื่อสำนึกได้ถึงธาตุแท้ในตัวคือพระเจ้า  วายเกลใช้คำว่า อหังภาพหรือความเป็นฉัน (ยร.Ichheit The I-ness)  เพื่อใช้เรียกธาตุพระเจ้าในตัวมนุษย์ซึ่งมนุษย์จะสำนึกโดยการเข้าฌาน  เรื่องนี้ฟิกเทจะนำไปใช้เป็นพื้นฐานปรัชญามโนคตินิยมแบบอัชฌัตติกญาณของตน แต่เบิร์ม จะพัฒนาต่อไปในแนวทางของฌานนิยม ซึ่งเราจะพิจารณากันต่อไปข้างหน้า  จึงเห็นได้ว่าลักษณะความคิดของวายเกลเป็นลัทธิสรรพเทวนิยมและฌานนิยมจึงถูกต่อต้านทั้งจากฝ่ายคาทอลิกและโปรเตสแตนต์

Vives, Juan Luis

ivivesj001p1

Vives, Juan Luis ฮวน ลุยส์ วีเวส

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

Juan Luis Vivesฮวน ลุยส์ วีเวส (Juan Luis Vives 1492-1540) เป็นชาวสเปน เกิดที่วาเลนเชีย (Valencia) เรียนที่กรุงปารีส สอนที่ลูแวง, ออกซ์ฟอร์ด และในพระราชวังอังกฤษ ตั้งแต่ปีค.ศ.1529 ปักหลักที่เมืองบรูชส์ (Brugges) จนถึงแก่มรณกรรม เป็นนักมนุษยนิยมที่สนใจและคิดกว้างขวาง มีความรู้รอบตัวมาก ไม่เห็นด้วยกับขบวนการฟื้นฟูด้านใดด้านหนึ่งของวัฒนธรรมกรีก และไม่เห็นด้วยกับการฟื้นฟูเพื่อฟื้นฟู แต่คิดว่าควรจะฟื้นฟูเพื่อใช้เป็นตัวอย่างและข้อมูลเพื่อการพัฒนาต่อไป ในทางปรัชญาวีเวสจึงมีความเห็นว่าไม่ควรฟื้นฟูลัทธิใดลัทธิหนึ่งโดยเฉพาะแล้วยึดมั่นถือมั่นกับลัทธินั้นเสียจนไม่ลืมหูลืมตา แต่ควรสนใจสำรวจทุกลัทธิของปรัชญากรีก โดยเข้าถึงตัวบทของปรัชญาเหล่านั้น ไม่ใช่ยึดเอาอรรถกถาเป็นหลักจนกลายเป็นการยึดมั่นถือมั่น แต่ควรมองให้รอบตัวเพื่อจะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและการค้นพบใหม่ ๆ เพื่อเอาทุกอย่างมาพิจารณาร่วมกันสร้างแนวทางที่เหมาะสมกับสมัย สิ่งใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้นซึ่งวีเวสคิดว่าไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง ก็คือการสังเกตและทดลอง ซึ่งนักเล่นแร่แปรธาตุใช้มานานและกำลังเป็นที่นิยมกันในหมู่นักวิชาการสมัยนั้น

การที่วีเวสไม่สนับสนุนการฟื้นฟูปรัชญากรีกก็เพราะสังเกตเห็นว่า เป็นเหตุให้ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นถือมั่นคำพูด ทำให้พูดกันไม่รู้เรื่อง ตกลงอะไรกันไม่ได้ ส่วนวิธีการพิสูจน์ของอัสสมาจารย์ที่ยังมีขบวนการปกป้องอยู่ก็ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับแบบแผนมากเกินไป โดยไม่คำนึงถึงจิตวิทยาของมนุษย์เสียบ้างเลย ความบกพร่องเหล่านี้ทำให้เสียเจตนารมณ์ของนักวิชาการ ซึ่งควรจะมุ่งแสวงหาความเข้าใจ กลับมุ่งยึดมั่นถือมั่นและเอาชนะกันโดยการถกเถียง เป็นการเสียเวลาเปล่าโดยใช่เหตุ วีเวสคิดว่าจำเป็นต้องหาทางสายกลางที่เหมาะสมให้ได้

มาตรการความจริงเพื่อให้เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย วีเวสจึงวางพื้นฐานปรัชญาของตนบนมูลบทว่า “มนุษย์เกิดมาสมองว่างเปล่า ไม่มีสหัชมโนคติหรือมโนคติแต่เกิด (innate ideas)” แต่ทว่ามนุษย์มีประสาทสัมผัสประเภทเดียวกันและจำนวนเดียวกัน มีความสามารถคิดต่อโดยเอาข้อเท็จจริงทางผัสสะมาตัดสิน และเอาข้อตัดสินทั้งหลายมาประมวลเข้าเป็นระบบความคิด เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อเท็จจริงทางผัสสะของมนุษย์จึงไม่แตกต่างกันมากนัก จะต่างกันก็ที่มีข้อเท็จจริงมากน้อยกว่ากันเท่านั้น ความรู้ทางผัสสะจึงไม่อาจจะผิดพลาด เพราะเราเห็นอย่างไร ก็เป็นข้อมูลอย่างนั้น ความผิดพลาดอาจจะเกิดขึ้นจากการตีความข้อมูล เพราะบางคนอาจจะมีประสาทรับรู้บกพร่องหรืออาจจะมีฐานจิตวิทยาผิดจากผู้อื่นทำให้ตีความผิดพลาดไป วีเวสคิดล่วงหน้าคานท์ไว้แล้วว่า ในการตัดสินข้อมูล มนุษย์เราก็มีแนวโน้มเหมือนกันที่จะตะล่อมเข้าเป็นประเภท ๆ แต่ฐานจิตวิทยาอาจจะบิดเบือนไปได้ เราจึงควรเช็คการตัดสินของเรากับคนส่วนมากด้วย หรืออย่างน้อยก็สังเกตความคิดของคนทั่วไปด้วย ไม่ใช่ยึดเอาความคิดของเราเป็นหลักอยู่เพียงคนเดียว

ศาสนาในด้านปรัชญาศาสนา วีเวสคิดว่ามนุษย์ต้องการวิวรณ์เพื่อมั่นใจได้ถึงสิ่งเหนือธรรมชาติ เพราะสิ่งเหนือธรรมชาติไม่อยู่ในข่ายที่จะรู้ได้จากข้อมูลทางผัสสะ เราอาจจะพิสูจน์ได้บางเรื่อง จากความต้องการของจิตใจของเราร่วมกัน ที่ต้องการความสุขแท้และสมบูรณ์แบบ เช่น เรื่องความมีอยู่ของพระเจ้า เรื่องอมตภาพของวิญญาณ ฯลฯ เพราะคำสอนเหล่านี้ของศาสนาค้ำประกันความต้องการดังกล่าวได้ดีที่สุด แต่ก็เป็นเพียงข้อพิสูจน์เสริมวิวรณ์ โดยสรุปว่ามีความเหมาะสมเท่านั้น หาใช่ข้อสรุปที่ให้ความจริงเด็ดขาดในตัวไม่

หลักความประพฤติในด้านจริยศาสตร์และกฎหมายก็เช่นเดียวกัน เหตุผลที่เหมาะสมสำหรับอ้างก็คือความเหมาะสมที่จะนำมนุษย์ไปสู่ความสุขที่สมบูรณ์แบบ และวีเวสเชื่อว่าใครทำทุกอย่างเพื่อสิ่งนี้ย่อมได้ชื่อว่ามีปรีชาญาณ และคำสอนที่ตอบสนองความต้องการดังกล่าวนี้แหละคือปรีชาญาณ
วีเวสได้ชื่อว่าเป็นนักมนุษยนิยมยิ่งใหญ่คนหนึ่งของสเปนในสมัยฟื้นฟู

verfication by the indirect method

truthtable

verfication by the indirect method การทดสอบชุดการอ้างเหตุผล โดยวิธีตลบหลัง

ผู้แต่ง : พระปรียะพงษ์  คุณปัญญา

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

การทดสอบด้วยวิธีการตลบหลังนี้  เป็นวิธีการที่ใช้ทดสอบความสมเหตุสมผลและความไม่สมเหตุสมผลของชุดการอ้างเหตุผล  ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า  วิธีการนี้ใช้ทดสอบความสมเหตุสมผลและไม่สมเหตุสมผลนั้นทำให้ได้ผลเร็ว  โดยการสังเกตตารางความจริงเพียงบรรทัดเดียวสำหรับตารางของแบบทดสอบ  นั่นก็หมายความว่า เฉพาะบรรทัดที่มีชุดของการอ้างเหตุผลที่ไม่สนับสนุนหรือขัดแย้งนั้นเอง ซึ่งเมื่อเราสังเกตเห็นได้อย่างนี้แล้ว เราก็จะสามารถอธิบายได้ถึงความไม่สมเหตุสมผลของชุดการอ้างเหตุผลดังกล่าวว่า  ซึ่งเหตุผลดังกล่าวหรือบรรทัดดังกล่าวนั้นได้

ในชุดของการอ้างเหตุผลนั้น เราจะสังเกตเห็นได้ว่า  ทุกๆ ชุดของการอ้างเหตุผลนั้นจะเป็นจริงหรือเป็นเท็จได้ก็ต่อเมื่อ ชุดของการอ้างเหตุผลนั้นเป็นจริงทั้งหมด  เมื่อชุดของการอ้างเหตุผลเป็นจริงทั้งหมดแล้วก็จะส่งผลต่อข้อสรุปให้เป็นจริงไปด้วย   นั้นก็แสดงว่าชุดของการอ้างเหตุผลนั้นสมเหตุสมผล  แต่ถ้าในกรณีที่ชุดของการอ้างเหตุผลเป็นจริงทุกกรณี  แต่ข้อสรุปกลับกลายเป็นเท็จ  ก็ต้องตัดสินว่าข้อสรุปของการอ้างเหตุผลดังกล่าวนั้นเป็นจริง  สมเหตุสมผล ทุกประการ

การทดสอบโดยวิธีตลบหลัง ( Verification  by  the Indirect Method ) เริ่มจากการแทนค่าของชุดการอ้างเหตุผลด้วย  F  โดยหาความจริงของชุดการอ้างเหตุผลเลียงไปตามลำดับ  โดยข้อสรุปของชุดการอ้างเหตุผลดังกล่าวนั้น เป็น  F  ของชุดการอ้างเหตุผล เช่น  T    F = F  F v F = F  T ´ F  หรือ F ´ T หรือ  F ´ F = F

ลำดับต่อมาหลังแทนค่าของชุดการอ้างเหตุผลด้วยสัญลักษณ์แล้ว  ก็ต้องผิสุจน์ชุดการอ้างเหตุผลเพื่อหาความจริงของความสมเหตุสมผลในชุดการอ้างเหตุผลดังกล่าว  โดยข้ออ้างของชุดการอ้างเหตุผลที่เป็นจริงนั้นจะต้องแทนค่าด้วย  T   ถ้าชุดการอ้างเหตุผลนั้นไม่เป็นจริงก็จะแทนค่าด้วย  F

ตัวอย่างที่  1.  ถ้าข้าพเจ้าจบปริญญาเอก  ข้าพเจ้าจะต้องมีงานทำ  แต่ทว่าข้าพเจ้าไม่จบปริญญาเอก  ข้าพเจ้าก็จะไม่มีงานทำ (สมมติ ก   ข )

ขั้นที่  1. ตั้งโจทย์โดยแทนค่าชุดการอ้างเหตุผลด้วยสัญลักษณ์ตรรกวิทยา

ขั้นที่ 2.  ตั้งค่าให้   ´  เป็น  F   แล้วหาค่าความจริงของ  ข

ขั้นที่ 3.   ตั้งค่าให้ ( 1)  และ  (2)  เป็น  T  ( เป็นจริงทั้งคู่ ) เสร็จแล้วค่อยหาค่าความจริงของ  ก

จากขั้นตอนที่ 3 จะสังเกตเห็นได้ว่า  เมื่อแทนค่าให้  ( 2 ) ผลลัพท์จะมีค่าเป็น  F  ทันที ซึ่งถ้าแทนค่าในช่องที่ ( 1 )  ก็จะมีผลลัพท์เป็น  T  (ถูกต้อง)  ซึ่งทำให้ชุดของการอ้างเหตุผลดังกล่าวนี้ไม่สมเหตุสมผล  เพราะเป็นกรณีที่ชุดการอ้างเหตุผลที่เป็นจริงแล้วแต่ข้อสรุปเป็นเป็นเท็จ คือ ข้ออ้างไม่สนับสนุนข้อสรุปนั้นเอง  จึงตอบได้ว่า ไม่สมเหตุสมผล

ดังนั้น จากหลักการดังกล่าวมาแล้วนั้นพอสรุปได้ว่า

1.  ในชุดของการอ้างเหตุผลชุดหนึ่งๆ นั้นจะต้องพิจารณา ก็คือ  กรณีที่ชุดของการอ้างเหตุที่เป็นจริงด้วยกันทั้งหมดเท่านั้น

2. ในกรณีที่ ข้อสรุปเป็นเท็จเพียงกรณีเดียวก็ถือได้ว่าเป็นชุดข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผล ถ้าหาข้อสรุปเป็นเท็จแล้วก็ต้องตัดสินได้ว่าสมเหตุสมผล

ส่วนกรณีที่ต้องการก็คือ  กรณีที่ข้อสรุปเป็น  F  ( เท็จ )  และข้ออ้างทุกข้ออ้างเป็น   T   ( จริง )  ถ้าเป็นกรณีดังกล่าวนี้ก็นับได้ว่าไม่สมเหตุสมผล  ถ้าไม่มีก็นับว่าสมเหตุสมผล

utilitarianist community as ideal state

utilitarism

Utilitarianist community as ideal state  รัฐในอุดมคติคือประชาคมประโยชน์สูงสุด

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

หากพลเมืองมั่นใจว่าผู้บริหารรัฐทุกคนมุ่งทำงานนี้เต็มที่เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่คนจำนวนมากที่สุด ย่อมมีความพอใจกันเป็นส่วนมาก หากรับรองว่าจะส่งเสริมความสุขในโลกหน้าด้วย ประโยชน์สูงสุดก็จะรอบด้าน ผู้ริเริ่มเสนออุดมการณ์เช่นนี้มี 2 ฝ่ายที่สำคัญคือ

  1. เจมเรอมี เบนเธิม (Jeremy Bentham 1748-1832) เนื่องจากเป็นทั้งนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย จึงใช้ความรู้ทั้ง 2 อย่างเป็นพื้นฐานสำหรับวางมาตรการรัฐในอุดมคติของตน โดยเสนอว่ารัฐในอุดมคติก็คือ รัฐที่ให้โอกาสพลเมืองทุกคนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถระงับการก้าวก่ายผลประโยชน์ของกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ การปกครองระบอบใดสามารถสร้างระบบกฏหมายและสร้างระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพในเรื่องดังกล่าว เป็นระบอบที่ดีที่สุดซึ่งเบนเธิมคิดว่าระบอบใดก็คงทำได้ไม่ดีเท่าระบอบประชาธิปไตย เพราะทุกคนมีสิทธิปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างเสมอหน้ากัน พลเมืองทุกคนในรัฐจะขยันแข่งขันกันทำงานเพื่อหาความสุขตามความพอใจของแต่ละคน และในเวลาเดียวกันก็ไม่กล้าก้าวก่ายสิทธิและผลประโยชน์ของผู้อื่น เพราะกลัวจะถูกลงโทษ และตัวเองเสียผลประโยชน์ รัฐที่มีลักษณะเช่นนี้จะดำเนินไปอย่างราบรื่นสงบสุข เหมือนเครื่องจักรที่ดำเนินได้เรียบร้อย โดยที่ทุกส่วนใช้พลังไปตามครรลองของตน ลัทธิของเบนเธิมได้ชื่อว่าลัทธิประโยชน์นิยม (utilitarianism) ด้วย เพราะสอนให้มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวกันทุกคน
  2. จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill 1806-1873) มีความเห็นขัดแย้งกับเบนเธิมว่า รัฐในอุดมคติควรเป็นรัฐที่สามารถอบรมให้พลเมืองทุกคนตัดสินใจทำอะไรลงไป เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของรัฐเป็นหลัก เพราะการมีจิตใจสูงเช่นนี้จะทำให้พลเมืองแต่ละคนได้ผลประโยชน์มากกว่าการมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยตรง คำสอนของมิลล์ก็ได้ชื่อลัทธิว่าประโยชน์นิยมเช่นกัน

Utilitarianism on ethic

bentham

Utilitarianism on ethic จริยธรรมของลัทธิประโยชน์นิยม

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

 ในทางปฏิบัติเราไม่แน่ใจว่าจะชักชวนให้ทุกคนเลิกการยึดมั่นถือมั่นได้อย่างเด็ดขาดเมื่อใด ในขณะนี้เราแน่ใจว่าคนส่วนมากในสังคมยังยึดถือกันต่าง ๆ นานา หาจุดร่วมกันยังไม่ได้ ดังนั้นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในขณะนี้ก็คือ ใช้หลักการดี ๆ ทุกอย่างมาช่วยกันในด้านต่าง ๆ เช่น ในการให้การศึกษาอบรมเด็กจนถึงหนุ่มสาวให้ใช้หลักการของ มิล ในการจูงใจคนสูงอายุที่มีประสบการณ์ในชีวิตมามากให้ใช้หลักการของคานท์ ในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมาย การสอบสวน การตัดสินคดีความ ให้ใช้หลักการของเบนเธิม ในเวลาเดียวกันก็ให้ความสำคัญแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามประจำถิ่น ยกย่องให้เห็นความศักดิ์สิทธิ์   และชักชวนให้ผู้มาใหม่เลื่อมใสเพื่อความเป็นปึกแผ่น ส่งเสริมทุกศาสนาให้มีบทบาทอย่างอิสระจากการเมือง ดังนี้ เป็นต้น

ส่วนอภิจริยศาสตร์ก็ให้ใช้รูปของนักปราชญ์วิเคราะห์เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความเข้าใจอันดีต่อกัน แต่พัฒนากลายเป็นวิธีคิดแบบอรรถปริวรรต (hermeneutics) ได้ความคิดใหม่ออกมาเป็นปรัชญาหลังนวยุค (postmodernism)   ซึ่งแบบออกเป็น 2 สาย คือ สายสุดขั้ว (extreme) ซึ่งชักชวนให้รื้อถอนของเก่าทั้งหมด (deconstruction) และสายมัชฌิมาสายกลาง (moderate) ซึ่งชักชวนให้ย้อนอ่านและไม่ค้านสิ่งใดเลย (Reread all, reject none) กล่าวคือ ไม่ควรจะละเลยหรือมองข้ามคุณค่าทางจริยธรรมและศีลธรรมไม่ว่าในรูปแบบใด ที่ยังทำให้ชีวิตมีความหมาย แต่เสวนากัน (dialogue) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพื่อหาสิ่งที่ดีกว่าหรือเข้าใจของเดิมให้ลึกซึ้งกว่าเดิมยิ่ง ๆ ขึ้นไป

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑