Category of Immanuel Kant

ศ.กีรติ บุญเจือ

Immanuel Kant เป็นชาวเยอรมัน และภาษาเยอรมันเป็นภาษาอารยันที่มีความใกล้เคียงดั้งเดิม Kant มีความคิดที่ไม่เหมือนกับ Aristotle ที่คิดว่ากระบวนการทำงานในสมองซึ่งมีความคิดและขั้นตอนต่างๆ ต้องตรงกับความเป็นจริงที่อยู่ภายนอกด้วย โดยใช้สูตรว่าธรรมชาติไม่ล้มเหลว (nature does not fail) ซึ่ง Kant จะคิดคัดค้านตรงนี้ ที่บอกว่าธรรมชาติไม่ล้มเหลว คือเราคิดอย่างไร ข้างนอกก็ต้องมีจริงอย่างนั้น Kant บอกว่าไม่จริง เพราะตัวคิดมันเป็นโรงงาน สมองของมนุษย์เป็นโรงงาน เรารู้ว่าสัตว์เดรัจฉานก็รู้อะไรต่างๆ เช่นสุนัข แต่เมื่อเราผ่าสมองของคนและสัตว์ประเภทต่างๆ พบว่ามันก็จะไม่เหมือนกัน ดังนั้น จึงมีความรู้ที่ไม่เหมือนกัน

Continue reading “Category of Immanuel Kant”

postmodern

ศ.กีรติ บุญเจือ โพสท์โมเดิร์น หรือ หลังนวยุคนิยม เป็นกระบวนทรรศน์ที่เป็นกระแสรสนิยมทางความคิดล่าสุดของมนุษยชาติ มนุษย์เราเปลี่ยนรสนิยมมาหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดที่กระแสรสนิยมใหม่ได้แผ่ขยายออกไปรวดเร็วและกว้างขวางเท่าครั้งนี้ ทั้งนี้ก็ด้วยเทคโนโลยีสื่อสารที่ก้าวหน้าที่เป็นผลผลิตของกระบวนทรรศน์นวยุค (modern) คนในสังคมที่รับกระแสหลังนวยุคแล้ว ย่อมมีคนที่ทำอะไรแปลกๆ แหวกแนว รวมถึง การกระทำที่บ้าๆ บอๆ (weird) และการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างถึงพริกถึงขิง แต่แกงแล้วยังไม่อร่อยลิ้น วัฒนธรรมชาวบ้านนั้นสามารถกระโดดจากกระบวนทรรศน์ที่ 1 ดึกดำบรรพ์ เชื่อว่าทุกสิ่งขึ้นกับเบื้องบน มาสู่กระบวนทรรศน์ที่ 5 เชื่อในการไม่ยึดมั่นถือมั่นได้ในทันที แต่กระบวนทรรศน์ที่ 5 อย่างชาวบ้านนั้นต่างกับกระบวนทรรศน์ที่ 5 ของนักปรัชญาตรงที่ว่า “ชาวบ้านอธิบายไม่เป็น” ผลสำเร็จในกระบวนทรรศน์ที่ 5 ไม่ใช่อยู่ที่ทำอะไรแล้วได้อะไร แต่อยู่ที่คิดจะทำอะไรต่อไปให้โลกดีขึ้นสักนิดนึงก็ยังดี และอยู่ที่ความพยายามในการชักชวนให้ใครอีกสักคนหนึ่งมาร่วมมือกันทำให้โลกดีขึ้นอีกสักนิดหนึ่ง การเดินไปเรื่อยๆ นี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ถ้าหยุดลงก็หมายถึงความล้มเหลว กระบวนทรรศน์หลังนวยุคจึงต้องเดินต่อไปเรื่อยๆ (always onward)   Continue reading postmodern

word, the role of … in philosophy

word, the role of … in philosophy บทบาทของคำในปรัชญา ผู้แต่ง :   สุดารัตน์  น้อยแรม ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์ในแต่ละสังคมกำหนดขึ้น เพื่อทำความเข้าใจตกลงกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ดังนั้นการใช้ภาษาจึงต้องใช้ได้ตรงตามกำหนดของสังคม ไม่ว่าเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน สัญลักษณ์ หรือ ภาษาสัญญาณ หากสิ่งใดผิดแปลกไปจากข้อตกลง การสื่อสารก็จะหยุดชะงักล่าช้าลง ไม่เป็นไปตามเจตนาหรือไม่สามารถสื่อสารได้ ภาษา คือ เครื่องหมายที่มนุษย์และกลุ่มชนกำหนดขึ้นอย่างมีระบบ กฎเกณฑ์ มนุษย์สร้างภาษาขึ้นมาเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน และสื่อที่สำคัญที่สุด ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด คือ ภาษาพูด ภาษาของมนุษย์ไม่ว่าชนชาติใด ภาษาใด จะต้องมีลักษณะสำคัญที่เป็นของคู่กัน คือ มีหน่วยเสียง (Phoneme) และหน่วยคำ (Morpheme) โดยหน่วยเสียงเป็นหน่วยที่ย่อยที่สุดของภาษาและเมื่อนำหน่วยเสียงมารวมกันเป็นกลุ่มจะเรียกว่า “พยางค์” และกลุ่มของหน่วยเสียงที่เล็กที่สุดที่มีความหมายเรียกว่า “หน่วยคำ” การกำหนดเสียงเป็นสัญลักษณ์ใช้สื่อความหมายนี้เป็นสิ่งสมมติของแต่ละภาษา การที่เสียงหนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่งเป็นเรื่องของการตกลงยอมรับกันของแต่ละกลุ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่า ผู้ใช้ภาษาต่างกลุ่มต่างความคิด จึงได้สมมติเสียงใช้แทนความหมายต่างกัน ความแตกต่างกันดังกล่าว เป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม เช่นเดียวกับการทำความเคารพ ความเชื่อปรัชญา ในคำภาษาไทยมีคำอยู่จำนวนมากที่เสียงกับความหมายเป็นสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลกัน คือ เสียง ๆ หนึ่ง มักจะใช้สื่อความหมายได้ในลักษณะหนึ่ง หรืออาจกล่าวได้ว่า เพื่อจะสื่อความหมายในลักษณะหนึ่ง … Continue reading word, the role of … in philosophy

Wittgenstein on Grammar of the Word God

Wittgenstein on Grammar of the Word God  ไวยากรณ์ของคำพระเจ้าของวีทเกินชทายน์ ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ ทฤษฎีภาพ (picture theory) ของ วิทเกินชทายน์ (Ludwig Wittgenstein 1889-1951) เมื่อประยุกต์ใช้ในการศึกษาศาสนา จะทำให้เปลี่ยนท่าทีของผู้เชื่อโดยไม่เปลี่ยนความเชื่อ นั่นคือต้องไม่เปลี่ยนคำสอนแต่เปลี่ยนความเข้าใจคำสอนอย่างมีเหตุผล เช่น แทนที่จะเข้าใจภาษาศาสนาตามตัวอักษรเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเกมภาษาอย่างหนึ่ง แล้วเสริมด้วยศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใหม่ให้เป็นวิชาการด้วยภาษาอุดมการณ์ ก็ให้รับรู้ว่าภาษาศาสนามีเป้าหมายต่างจากวิชาการ จึงต้องใช้ไวยากรณ์ความคิด(gramma of concept)ต่างกัน คือ พยายามหาแรงบันดาลใจให้พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยภาษาสามัญที่ใช้เป็นสื่อในศาสนาถ้าเชื่อตามวิทเกินชทายน์ แล้วก็หมายความว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คัมภีร์ศาสนากล่าวถึงก็จะเป็นเพียงภาพของความเป็นจริง (picture of reality) ซึ่งก็หมายความว่า เรารู้ได้เพียงครึ่ง ๆ ของความเป็นจริง ไม่รู้เต็ม ๆ ส่วนความจริง (truth) เมื่อก่อนที่เชื่อกันตามตัวอักษรในระดับชาวบ้าน และตามภาษาอุดมการณ์ของนักปรัชญา ก็ไม่เคยมีใครบอกว่ารู้ได้เต็มหรือแค่ไหน แต่ผู้เข้าถึงฌานกลับบอกว่า ภาษาทั้ง 2 ระดับที่ใช้เป็นภาษาศาสนานั้นเข้าไม่ถึงความเป็นจริง ซึ่งรู้แล้วพูดไม่ถูก ถ้าอย่างนั้นแล้วเราเดินทางสายกลางว่า ที่รู้นั้นรู้อยู่บ้าง ไม่เต็มและไม่ผิดหมด ตามทฤษฎีภาพขอวิทเกินชทายน์จะมิดีกว่าหรือ จะได้ไม่สำคัญผิด และไม่สิ้นหวังที่จะรู้ เมื่อตระหนักได้อย่างนี้จะทำให้เป็นคนใจกว้าง … Continue reading Wittgenstein on Grammar of the Word God

Wittgenstein on Grammar of Belief

Wittgenstein on Grammar of Belief  ไวยากรณ์ของความเชื่อของวีทเกินชายน์ ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ ไวยากรณ์ความเชื่อ (grammar of belief) เป็นกรอบความคิดที่ให้หลักการ  หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า ความจริงศาสนาอยู่ที่ความสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต  ไม่ให้ความสำคัญแก่หลักฐานและข้อพิสูจน์ ซึ่งวิชาการชอบใช้เป็นหลักค้ำประกันความจริง ความรู้ประเภทหลังนี้อยู่ในกรอบของไวยากรณ์ความคิด  (ดู grammar of concept) พิธีกรรมไม่ใช่เกมความหมาย แต่เป็นการแสดงภาพของความเป็นจริงทางศาสนา  ยังผลทางอบรมให้เกิดเกมภาษาใหม่ ๆ ขึ้นในจิตใจของผู้มีศรัทธาได้ เพราะมีลักษณะเป็นเกมที่มีเสน่ห์ (charming game) ที่มีบรรยากาศผิดกับเกมของชีวิตประจำวัน (routine game) ซึ่งหากไม่ระวังดี ๆ พิธีกรรมอาจหันเหออกจากเป้าหมายแท้ของศาสนาไปเสียก็ได้ ขอให้เทียบบาทหลวงผู้รู้เรื่องภาษาศาสนาและแบบแผนของพิธีกรรมดีกว่าผู้ทำความสะอาดโบสถ์ทุก ๆ วันจนไม่มีเวลาอ่านพระคัมภีร์และร่วมพิธีกรรม  เธอมีจิตศรัทธา เสียสละ และสุภาพถ่อมตน  จนบาทหลวงออกปากว่าเธอมีชีวิตเพื่อพระเจ้าโดยแท้และคิดว่าตนยุ่งกับงานรับใช้มนุษย์จนไม่มีเวลาให้พระเจ้า  รู้เรื่องศาสนาปรุโปร่งและเป็นเจ้าพิธีกรรม ใช้ชีวิตเพื่อสร้างความพอใจให้กับมนุษย์ แต่ก็คิดเอาเองว่าทำเพื่อพระเจ้า  ซึ่งหมายความว่า  ผู้ทำหน้าที่ดูแลโบสถ์ เล่นเกมศาสนากับพระเจ้าโดยตรง แต่ปฏิบัติติดดิน ส่วนบาทหลวงเล่มเกมศาสนากับมนุษย์ แต่ปฏิบัติติดสวรรค์  ตามเกณฑ์ของวิทเกินชทายน์นั้น  หญิงทำความสะอาดโบสถ์เล่นถูกเกมกว่า เพราะพัฒนาคุณภาพชีวิตตามเจตนาของศาสนามากกว่า วีทเกินชทายน์ เน้นว่าเกมศาสนามิได้หมายความว่าจะต้องตัดขาดจากเกมอื่น ๆ ของชีวิต … Continue reading Wittgenstein on Grammar of Belief

William of Ockham

William of Ockham วิลเลียมแห่งอากเคิม ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ วิลเลียมแห่งอากเคิม 1295-1360 เป็นชาวอังกฤษ เกิดที่อากเคิม (Ockham or Occam) ในจังหวัดเซอร์เรย์ (Surrey) เข้าถือพรตในคณะแฟรงเสิสเคิน เรียนที่ออกซ์ฟอร์ด ปี ค.ศ. 1324 ถูกเรียกตัวไปสอบสวนที่อาวิญองในข้อหาสอนนอกรีต ดีวเรินด์ซึ่งอยู่ในคณะกรรมการได้พยายามช่วยไว้ ปี ค.ศ. 1327 คณะแฟรงเสิสเคินถูกสันตะปาปาจอห์นที่ 22 กล่าวหาว่าปฏิบัติความยากจนไม่ถูกต้อง (ดูข้อ 22) มหาธิการพร้อมกับอากเคิมและผู้ร่วมใจพากันหนีไปพึ่งจักรพรรดิลุดวิกแห่งบาวาเวีย  เพื่อต่อต้านการแทรกแซงของสันตะปาปาและคว่ำบาตรด้วยกันในปีต่อมา  อาเคิมยึดเอามีวนิกเป็นศูนย์กลางเผยแผ่ความคิดของตนจนถึงมรณกรรม  ปรากฏว่ามีผู้สนับสนุนและถ่ายทอดเจตนารมณ์ต่อ ๆ มาจนกลายเป็นขบวนการอากเคิมซึ่งมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในยุโรปอยู่ระยะหนึ่ง  ซึ่งเราจะพิจารณากันในตอนต่อไป ปฏิบัติการของอากเคิมนับว่าเป็นตัวอย่างและการกรุยทางให้การปฏิรูปศาสนาคริสต์ในเวลาต่อมา อากเคิมมีความเห็นว่า  ปรัชญาอัสสมาจารย์ในขณะนั้นผิดพลาดขั้นพื้นฐานในการพยายามเอาปรัชญาของเอเริสทาเทิลมาสร้างระบบความคิดของคริสตศาสนาในลักษณะของลัทธิสัจนิยม  ความผิดพลาดดังกล่าวจำแนกได้เป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรกก็คือ ความคิดของเอเริสทาเทิลมิได้เป็นแบบสัจนิยมและเอเริสทาเทิลเองมิได้คิดจะสร้างระบบความคิดแต่ประการใด  ส่วนประเด็นหลังก็คือการสร้างระบบความคิดไม่ใช่ลักษณะของคริสต์ศาสนา  จึงนับได้ว่า อากเคิมเป็นนักวิจารณ์เต็มตัว  และวิจารณ์ถึงรากถึงโคนทีเดียว ผลก็คือ ทำให้ระบบปรัชญาที่ชาวคริสต์ได้พยายามสร้างกันขึ้นมาเป็นเวลาหลายศตวรรษสั่นคลอนไปทั้งระบบและทุกระบบ  นับเป็นผู้จุดไฟให้เกิดขบวนการปรัชญาต่อมามากมายในทุกแง่ทุกมุมแห่งความคิดของมนุษย์มาจนทุกวันนี้  เราจะพิจารณาแง่วิจารณ์ของอากเคิมก่อนในตอนนี้  แล้วจะศึกษาขบวนการที่จะค่อย ๆ เกิดขึ้นและลุกลามใหญ่โตขึ้นราวกับดอกเห็ดต่อไป Continue reading William of Ockham