ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท. (17)

กฎหมายที่ไม่เข้าข่ายธรรมาภิบาล

กฎหมายตามกระบวนทรรศน์ที่ 1 ไม่เข้าข่ายธรรมาภิบาล กระบวนทรรศน์ที่ 1 เป็นกระบวนทรรศน์ของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งนอกจากเบื้องบน ดังนั้นเมื่อเชื่อว่าอะไรเป็นพระประสงค์ของเบื้องบนแล้วต้องยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข จึงมักเสี่ยงถูกผู้ฉลาดเหนือเมฆแอบอ้างว่าเป็นกระบอกเสียงของเบื้องบนโดยที่จริงๆแล้วไม่ใช่ ดังนั้นในปัจจุบันจึงใช้หลักทดสอบว่าถ้าเป็นน้ำพระทัยของเบื้องบนจริงต้องเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับโลกหน้าเท่านั้น หลังยุคดึกดำบรรพ์มาแล้วเราเชื่อว่าเบื้องบนต้องการให้มนุษย์คิดช่วยตนเองสุดความสามารถ โดยใช้หลักปรัชญาสอนกันและกันให้พัฒนาตัวเอง และรู้จักออกกฎหมายควบคุมกันเองอย่างมีเหตุผล ศาสนาควรเป็นส่วนเสริมด้วยศรัทธาต่อโลกหน้าและเพื่อโลกหน้าเท่านั้น

กฎหมายตามกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์นั้นคืออย่างไร คือกฎหมายที่อ้างว่าตัวบทกฎหมายปกครองประเทศทุกข้อได้รับมาจากเบื้องบน เช่น กฎหมายพระมนูของอินเดีย กฎหมายฮัมมูราบีที่อ้างว่ากษัตริย์ฮัมมูราบีของเมโสโปเตเมียได้ขึ้นไปบนภูเขาเพียงพระองค์เดียวเพื่อรับกฎหมายมาปกครองชาวเมโสโปเตเมียจากเทวราชทามัช (Tamash) กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชจึงอ้างอำนาจและหน้าที่ปกครองด้วยอำนาจเด็ดขาดเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามทุกตัวบทที่ได้รับมา กฎหมายโมเสส (Mosaic Law) ก็เช่นเดียวกันเชื่อว่าโมเสสขึ้นไปบนภูเขาซีไนคนเดียวเพื่อรับกฎหมายหลักมาจากพระยาห์เวห์ซึ่งเป็นพระเจ้าสูงสุดแต่องค์เดียวในความสำนึกของชาวยิวขณะนั้น การรับเพียงกฎหมายหลักมาเช่นนี้ย่อมสะดวกสำหรับโมเสสที่จะอ้างว่ามีสิทธิ์ออกกฎหมายเพิ่มเติมอย่างไรก็ได้เพื่อช่วยให้บังคับบัญชาได้ผลตามเป้าหมาย การปกครองที่ใช้กฎหมายอย่างนี้เป็นประมวลกฎหมายแห่งชาติเรียกว่าการปกครองในระบอบเทวาธิปไตย (Theocracy) และถ้าตัวบทกฎหมายนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าเบื้องบน แต่เป็นธรรมะที่นักปราชญ์ได้ค้นพบและถ่ายทอดไว้ ก็อาจเรียกได้ในเชิงเทียบเคียงกันว่าปกครองระบอบธรรมาธิปไตย (Dharmocracy) จุดดีของ 2 ระบอบนี้ก็คือศาสนาได้รับการดูและเทิดทูนสูงส่งตลอดเวลา แต่จุดอ่อนก็มีได้มาก เป็นต้นว่า หากออกกฎหมายใช้บังคับเฉพาะเท่าที่ระบุไว้ในข้อธรรมสำหรับโลกหน้าจริงๆ ก็จะมีกฎหมายไม่พอสำหรับการบริหารสังคมอย่างดี เช่น การเสียภาษีช่วยชาติหากระบุไว้ว่าให้เสียภาษีปีละ 2 เปอร์เซนต์ครึ่งของทรัพย์สินที่ไม่ใช้ประโยชน์ ก็คงจะน้อยไป รัฐบาลได้ไม่พอใช้จ่าย หากระบุ 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทุกเดือน (ผู้ฝ่าฝืนถูกลงโทษอย่างหนักโดยไม่มีข้อยกเว้น) ก็รู้สึกว่าจะหนักไปสำหรับบางคนที่อยากจะให้แต่ไม่สามารถให้ได้ หากแยกส่วนให้ชัดเจนว่าเรื่องใดเป็นธรรมะย่อมยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสมและสภาพแวดล้อมของแต่ละคน แต่หากเป็นกฎหมายแล้ว จะปล่อยให้ยืดหยุ่นไม่ได้ หากจะยกเว้นก็ต้องออกเป็นกฎหมายยกเว้นให้คนทั้งชาติ แม้ไม่ต้องการก็พลอยได้รับการยกเว้นตามกฎหมายไปด้วย

อนึ่งธรรมะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามสถานการณ์ไม่ได้ จะเสื่อมเสียความศักดิสิทธิ์ ผิดกับกฎหมายซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้เทิดทูน แต่เป็นเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมอย่างสันติ ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายขึ้นอยู่กับขีดขั้นของความจำเป็น คนในสังคมเห็นความจำเป็นมากก็ศักดิ์สิทธิ์มาก หากไม่มีใครเห็นความจำเป็นเลยก็ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์เลย พึงรีบแก้ไขหรือยกเลิกไปโดยเร็วที่สุด ส่วนธรรมะนั้นมีความสศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว ไม่ขึ้นกับสถิติความรู้สึก หากไม่รู้สึกต้องรีบอบรมให้รู้สึก

ด้วยเหตุผลต่างๆอีกมากมายเช่นนี้ ธรรมาภิบาลที่ดีจึงไม่ควรปนเปกัน ซึ่งจะทำให้ธรรมะไม่เป็นธรรมะและกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย จนทำให้สับสน ปกครองไม่ได้

กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์เป็นกรอบความคิดของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ล้าสมัยไปนานแล้ว ควรรู้ไว้เพื่อประกอบวิจารณญาณ ไม่ใช่ดันทุรังใช้ต่อไป

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสาร อปท. (16)

shouzho

ชาวซูโจวรู้จักทำดีมีสุข

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่แล้ว ปุ๊บปั๊บฉุกละหุก มีคนชวนไปทัวร์สุขภาพที่เซี่ยงไฮ้และซูโจว ประเทศจีน เขาว่ารับรองสนุกมากและอิ่ม 2 เมืองนี้ยังไม่เคยไปจึงอยากไป ประเดี๋ยวตายเสียก่อนจะได้ไป นี่เป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้อยากไป ส่วนเรื่องสุขภาพนั้นก็คิดวางแผนไว้ว่า จะฟังหูไว้หู เพราะสมัยนี้มีโครงการสุขภาพเยอะแยะ อยู่กับบ้านก็มีผู้นำมาเสนอจนต้องเลือกเฟ้นอย่างระมัดระวัง ที่จริงของจีนก็เรียนและปฏิบัติจี้กงอยู่แล้ว ก็รู้สึกว่าดี คิดว่าน่าจะพอแล้ว เกินกว่านั้นคิดว่าเป็นส่วนเกิน เช่น โสม ถั่งเช่า มิบังอาจ เพราะสูงเกินไป ก็คิดอยากจะหาข้อมูลเรื่องทำดีมีสุขมากกว่า แต่ไม่น่าจะมีวี่แววเรื่องนี้ในประเทศคอมมิวนิสต์ สรุปก็คืออยากได้เห็นเซี่ยงไฮ้ก่อนตายเท่านั้น อย่างอื่นไม่สนดีกว่า แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าจะรักษามารยาท เขาว่าอะไรก็ฟังไว้ประดับประสบการณ์ จะไม่ขัดคอใครไม่ว่าจะว่าอะไรดีๆ ไม่เชื่อก็ไม่ลบหลู่ ว่างั้นเถอะ แต่ไม่จำเป็นต้องถูกหลอก

ครั้นไปเห็นของจริงที่ซูโจวเข้า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ที่ดินขณะนี้กันไว้ประมาณ 7,000 ไร่ เพื่อพัฒนาการทำดีมีสุขในชั่วชีวิตของคนคนหนึ่ง จากความเชื่อของคนคนหนึ่งที่อยู่ใต้ระบอบเศรษฐกิจของลัทธิคอมมิวนิสม์มา 30 ปี ก็อยู่ดีมีสุขได้ด้วยคำสอนของเล่าจื๊อที่รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษว่า เกิดมาเป็นคนชั่วชีวิตหนึ่งต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุดโดยอนุโลมตามพลังธรรมชาติและกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นจริง ครั้นรัฐบาลคอมมิวนิสต์ปรับนโยบายเป็นทุนนิยม ตนเองได้เห็นเพื่อนๆดิ้นรนหาความสุขและผิดหวังในระบบเศรษฐกิจทั้ง 2 ระบบให้รู้สึกสงสารและอยากจะช่วยให้พวกเขามีความสุขอย่างยั่งยืนด้วยการมีสุขภาพดี มีรายได้พอเพียง และมีรายได้เหลือใช้บ้างเพื่อช่วยผู้อื่นได้อย่างสบายใจ คือช่วยเท่าไรๆก็ยังมีทุนดำเนินงานอย่างสบายใจและมีความสุข

เจอเข้าอย่างนี้ก็เลยผิดคาดอย่างสนิทใจ ความจริงนั้นมีความคิดอยากจะทำโครงการทำดีมีสุขมาแรมปีแล้ว เคยเขียนความคิดลงในหนังสือพิมพ์หลายฉบับแล้ว ตนเองมีความคิด มีทฤษฎี แต่ไม่มีงบประมาณจะใช้จ่าย ค่าเดินทางก็ต้องประหยัดด้วยการใช้บริการสาธารณะ จึงขยายโครงการไม่ออก ได้แต่ออกแรงแนะนำโดยต่างฝ่ายต่างช่วยตัวเอง ก็เลยได้แต่ฝันลมๆแล้งๆไปเรื่อยๆอย่างมีความสุขอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวเดียวดาย

ไปเจอโครงการนี้เข้าที่ซูโจว ทำดีมีสุข ต้องพร้อมรอบด้าน

1. มีสุขภาพดี ร่างกายและจิตใจของแต่ละคนมีพลังมากอยู่แล้วในตัว

2.ต้องขจัดอุปสรรคเพื่อ เปิดโอกาสให้ร่างกายและจิตใจได้ออกกำลังทำการตามธรรมชาติของมันอย่างเต็มที่ ตัวเองจะมีความสุข

3.ช่วยคนอื่นให้มีความสุขเหมือนอย่างที่เราพบความสุข เราจะมีความสุขมากขึ้นเป็นทวีคูณ

แต่ก่อนผมเองได้แต่คิดเป็นทฤษฎี แต่ไม่รู้ทำอย่างไร คนที่ผมไปดูที่ซูโจวเขามีเงินจ้างคนวิจัยจนได้รองเท้าสุขภาพตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่พื้นรองเท้าเขาวางแร่ธาตุผสมให้เลือดเดินคล่องมาถึงเท้าและวิ่งกลับเข้าหัวใจอย่างคล่องแคล่ว ทีแรกไม่อยากเชื่อ เพราะโดนมุขนี้หลอกมาเยอะ แต่นี่เขามีหลักฐานงานวิจัยในมหาวิทยาลัย ไหนๆเราก็จะซื้อรองเท้าใหม่อยู่แล้ว ราคามันก็พอๆกับรองเท้าแพงๆคู่หนึ่ง ทดลองดูจะเสียหายอะไร อย่างน้อยก็ได้ของดีๆใช้ สวมเข้าไปสักครู่เดียว รู้สึกทั่วร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอย่างรู้สึกได้ชัด มีกำลังวังชามากกว่าเดิม ขึ้นบันไดสูงๆก็ไม่เหนื่อยอย่างที่เคยเหนื่อย อาการปวดเมื่อยก็หายหมด ที่สำคัญคือต้องรับประทานยาลดความดันเป็นประจำเช้าเย็นมา 2 ปีแล้ว และต้องวัดความดันวันละหลายครั้งเพื่อทำสถิติให้แพทย์ดูทุก 2 เดือน สวมรองเท้าคู่ใหม่เพียง 3 วันความดันลดลงสู่ระดับปรกติจนต้องหยุดรับประทานยาอย่างถาวร  ไม่อยากเชื่อก็ไม่รู้จะปฏิเสธตัวเองอย่างไร มันเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่คิดว่าคนอื่นต้องเชื่อตาม แต่ส่วนตัวนั้นดีใจที่พบปมที่ต้องการแล้ว คือ ทำดีมีสุข จะทำดีได้อย่างยั่งยืนตัวเองต้องมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสุขภาพดีเป็นทุนเบื้องต้น และรู้วิธีที่จะแนะนำผู้อื่นได้อย่างมั่นใจจากประสบการณ์ โดยไม่ตั้งเงื่อนไขว่าอยากให้มีคนเชื่อ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เงื่อนไขว่าสุขภาพดีเป็นด่านแรกของการทำดีมีสุข ใครมีสุขภาพดีอยู่แล้วก็มีสิทธิ์ทำดีมีสุขได้ทันที ใครที่สุขภาพไม่ดีก็มีสิทธิ์จะแสวงหาวิธีได้สุขภาพแบบลางเนื้อชอบลางยา เพราะวิธีได้สุขภาพมีได้หลายวิธี ต้องแสวงหาจึงจะพบ พบแล้วก็พึงทำดีมีสุขได้อย่างยั่งยืน และช่วยแนะนำคนอื่นต่อไป ทุกอย่างผมรู้สึกลงตัวตามที่ไฝ่ฝัน คืออยากได้วิธีแนะนำให้ทำดีมีสุขอย่างเห็นผล แต่ไม่รู้จะอ้างอะไรให้เห็นผลกับตา เพียงได้สวมรองเท้าสุขภาพเพียงคู่เดียว ได้เห็นลู่ทางชัดเจนจากที่ไฝ่ฝันมาแรมปี

ครั้งหน้าจะชี้แจงต่อไปว่าทำดีมีสุขอย่างเป็นรูปธรรมต่อจากการมีสุขภาพดีนั้น เป็นอย่างไรต่อไป เพราะไฝ่ฝันมานานแล้ว อยากได้เพื่อนร่วมทีมที่มีวิธีสร้างสุขภาพดีอย่างทันตาเห็นแบบอื่นๆมาช่วยกันทำดีมีสุขแบบต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้ลางเนื้อชอบลางยาตามคติของกระบวนทรรศน์ที่ 5

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสาร อปท. (14)

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท. (14)

กีรติ บุญเจือ

ความสุขแท้นั้นเป็นฉันใด

เราได้นิยามกันไว้ว่า ความสุขคือการได้ทำตามสัญชาตญาณ ปราชญ์แอร์เริสทาทเถิล(Aristotle) ได้จำแนกสัญชาตญาณของมนุษย์(human instinct,appetitus)ออกไว้เป็น 4 ระดับ คือ ระดับสสารเช่นก้อนหิน ระดับพืช ระดับอารักขายีน และระดับปัญญา

มนุษย์มีส่วนหนึ่งเป็นสสารและอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของสสารอย่างเต็มที่ จึงบางครั้งอยากจะหาความสุขอย่างก้อนหิน คืออยู่เฉยๆเงียบๆไม่ต้องการให้ใครรบกวน หากเป็นก้อนหินเสียก็แล้วไปไม่มีใครว่า มันเป็นความสุขแท้ของก้อนหินและก้อนสสารทั้งหลาย แต่นี่คุณเป็นคน มันกลายเป็นความเกียจคร้านน่ารำคาญ มันไม่ใช่ความสุขแท้ของคุณและของใครทั้งนั้น มันไม่ใช่ความสุขที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปรารถนาให้คุณแสวงหา

มนุษย์มีส่วนหนึ่งเป็นพืช จึงมีสัญชาตญาณอยากมีความสุขอย่างพืช คือไชชอนรากไปดูดสิ่งพึงประสงค์จากทุกแหล่งอย่างไม่รู้จักพอ ยิ่งได้ยิ่งมีความสุขและอยากได้มากขึ้นไปอีก หากคุณเป็นพืชเราไม่ว่ากระไร มันเป็นความสุขแท้ของคุณและคุณมีสิทธิ์เต็มที่ เราเชียร์คุณและชื่นชมกับความอวบเขียวขจีของคุณ แต่สำหรับมนุษย์มันคือความโลภชัดๆ มันไม่ใช่ความสุขแท้ตามความเป็นจริง (Authentic happiness according to reality) พืชถ้าคิดได้ก็น่าจะอิจฉาเราที่มีโอกาสดีกว่ามันในการเลือกเอาความสุขที่น่าเลือกกว่าที่พืชต้องเลือกอยู่ในวงจำกัดจำเจ

มนุษย์เท่านั้นมีสัญชาตญาณปัญญา สัญชาตญาณปัญญาให้ค่าความสุขที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและเป็นความสุขแท้ ถ้าใครได้เข้าใจและลงมือปฏิบัติ ต่อมคุณธรรมของเขาจะแตก เขาจะอยากทำดีด้วยตัวของเขาเอง เพราะเขาเข้าใจดีว่ามันเป็นหนทางแห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นทางแห่งความสุข ไม่ต้องรอให้พัฒนาเสร็จ แม้ขณะกำลังทำการพัฒนานั้นเอง ก็มีความสุขอยู่ตลอดเวลาแล้ว แหละนี้คือความสุขในความหมายที่ได้ตรัสประทานไว้ว่า “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาประชาชนชาวสยาม”

ทำอย่างไรรึ?  ต้องศึกษาให้เข้าใจ  และสมัครเข้ารับการอบรมบ่มเพาะจนเป็นนิสัย

ไม่มีวิธีอื่นบ้างเลยรึ? ไม่มี!

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสาร อปท. ตอนที่ 13

self

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อปท. (13)

กีรติ บุญเจือ

ความหมายของ Sufficiency

“พอ”ย่อมาจากพอแล้ว ไม่ยอมให้มีน้อยกว่านี้ ไม่ต้องการภาวะด้อยพัฒนา(under-development)ไม่ต้องการภาวะด้อยโอกาส  ไม่ต้องการความขาดแคลนต้องขอความช่วยเหลืออย่างไม่รู้จบสิ้น หากยังไม่พอตามพระราชปณิธานก็ต้องคิดอ่านช่วยกันจัดหาให้ทุกคนมีพอให้จงได้ส่วนคำว่า “เพียง”ย่อมาจากเพียงแค่นี้ ไม่ต้องการมากกว่านี้ ไม่ต้องการความเป็นเกินจริง(no hyper-reality)  ไม่ต้องการความสุขจากโลกมายาที่เกินจำเป็น เพราะมันไม่ใช่ความสุขแท้ตามความเป็นจริงของมนุษย์ผู้มีปัญญา หากรู้ตัวว่ามีเกินไปแล้วก็ต้องช่วยกันขจัดอย่างชอบธรรม มีความสุขแท้ได้ตาม๘๔พระบรมราโชวาทแหละดีที่สุด เพราะจะสามารถครองตน ครองคน ครองงานตามเป้าหมายเชิงปรัชญาที่ทรงพระราชทานไว้ณวันขึ้นครองราชสมบัติว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาประชาชนชาวสยาม” ดังนั้น “พอเพียง”รวมกันจึงหมายความว่า ไม่ขาดไม่เกิน พอดีๆ สมน้ำสมเนื้อสายกลางที่ไม่ใช่บวกกันหารสอง แต่เป็นการเอาเฉพาะส่วนดีจาก 2 สุดขั้วมารวมกันตรงกลางแล้วพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้นๆอย่างไม่รู้จบ  จึงต้องค้ำประกันทั้ง 2 ด้านให้ได้ คือไร้ความเป็นเกินจริง (no hyper-reality) และไร้ความไม่เป็นจริง(no sub-reality) ค้ำประกันได้สำเร็จก็จะเกิดภาวะพอเพียงขึ้นโดยอัตโนมัติ  ทรงบัญญัติศัพท์ขึ้นด้วยพระอัจฉริยภาพตั้งแต่พ.ศ.2517 ว่า self-sufficiency=ความพอเพียงเฉพาะตน 24ปีต่อมาทรงปรับยกพระราชปรัชญาขึ้นให้เป็นพระนโยบายระดับชาติ โดยทรงปรับศัพท์กุญแจ(key-word) โดยตรัสว่า “เศรษฐกิจพอเพียงนี้กว้างขวางกว่า self-sufficiency คือ self-sufficiency นั้นหมายความว่า ผลผลิตอะไรมีพอที่จะใช้ไม่ต้องไปขอซื้อคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง” (พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2541)ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่พึงจำกัดให้พอเพียงเฉพาะส่วนตนที่ระบุด้วยคำว่า “self” ให้กว้างเป็น Sufficiency ซึ่งในภาษาไทยยังคงใช้คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ต่อไปตามเดิม โดยให้มีขอบข่ายขยายวงกว้างเสมอกับพระปฐมบรมราชโองการ คือ มหาประชาชนชาวสยามทั้งชาติ

และเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542 คือ 1 ปีต่อมาทรงรับรองว่า “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ…เพื่อก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์”

ไม่มีอะไรจะสงสัยได้เลยว่าพระราชปรัชญาที่ทรงรับรองต้องเป็นปรัชญาทันสมัยระดับโลกเท่านั้นจึงจะสมกับพระปณิธานตามพระราชดำรัสในโอกาสต่างๆ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสาร อปท. ตอนที่ 12

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อปท. (12)

 กีรติ บุญเจือ

ราชปรัชญากำราบความเป็นเกินจริง

โบดริยาร์(Jean Baudrillar) เป็นนักปรัชญาทันสมัยคนหนึ่งของฝรั่งเศส เรียกโลกมายาที่ผู้ทรงอิทธิพลสร้างขึ้นหลอกชาวโลกปัจจุบันว่า “โลกแห่งความเกินจริง” (world of hyper-reality)  นักคิดทันสมัยคือผู้เห็นกลลวง จึงต้องช่วยกันปลดเปลื้องชาวโลกจากสภาพมายาดังกล่าว เพื่อมีสติยึดมั่นอยู่กับความเป็นจริง(reality)อย่างมีสติ โดยสร้างกรอบความคิดขึ้นมาใหม่ (the new paradigm) เป็นกรอบที่ 5 ล่าสุดของมนุษยชาติ ผมได้สำรวจพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่า พระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาทันสมัยที่เข้ากรอบกระบวนทรรศน์5และช่วยเสริมกระบวนทรรศน์5 ของโลกได้อย่างมีคุณค่า มีข้อสะดุดใจผมอยู่นิดเดียวว่า หลักการและกรอบของปรัชญาที่ทางตะวันตกถือว่าเพิ่งค้นพบนั้นความจริงมีสอนอยู่อย่างโจ่งแจ้งแล้วในพระไตรปิฎก คืออนาลีนะเป็นหลักการ และวิภัชชวาทหรือวิเคราะห์แยกคุณโทษเป็นวิธีดำเนินความคิด ส่วนว่า “๘๔พระบรมราโชวาทที่มีผู้รวบรวมและเข้ากรอบปรัชญาหลังนวยุคสายกลางอย่างเหมาะเจาะนั้น มีเพียงข้อเดียวที่อ้างถึงพระไตรปิฎก คือ พระดำรัสในวันวิสาขบูชาโลก ซึ่งทรงมีพระเจตนากล่าวกับชาวพุทธทั่วโลกโดยเฉพาะ  ครั้นมาคิดได้ว่า พระองค์ทรงเป็นองค์พระประมุขของพลเมืองไทยที่นับถือหลายศาสนา และทรงประกาศพระนโยบายเป็นองค์ศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา พระองค์ทรงพระวินิจฉัยเหมาะสมในการประทานพระบรมราโชวาทให้เป็นแนวปฏิบัติแก่ประชากรของพระองค์ทั่วหน้าและเสมอหน้า โดยไม่ทรงเลือกข้างหรือเดียดฉันท์ชาติพันธุ์และศาสนาลัทธิความเชื่อ ส่วนที่ว่าใครหรือกลุ่มใดจะนำไปขยายความหรือต่อยอดตามความเชื่อและ/หรือคำสอนของตนแต่ละคนอย่างไรก็พึงทำได้ตามอัธยาศัย ผมก็เลยโล่งใจและสบายใจอย่างยิ่งในการขยายผลพระราชปรัชญาต่อไปได้ตามความรู้ที่ได้เล่าเรียนและค้นคว้ามาตลอดชีวิตภายใต้พระมหากรุณาธิคุณและพระราชูปถัมภ์ซึ่งขอทูลไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมตลอดไป จึงขอถือโอกาสเชิญชวนทุกท่านทุกศาสนาและลัทธิ มาร่วมแรงร่วมใจร่วมความคิดศึกษาปรัชญาทันสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยวิธีทันสมัยแห่งสหวิทยาการจากพระดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คือศึกษาให้เข้าใจเสียก่อน แล้วจึงนำไปปฏิบัติกันเป็นทีมด้วยความมั่นใจในประสิทธิผล เริ่มด้วยการวิเคราะห์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปฐม

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสาร อปท. ตอนที่ 11

word115

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสาร อปท (11)

กีรติ บุญเจือ

ราชปรัชญาอยู่ในกรอบของปรัชญาที่ทันสมัยที่สุดระดับโลก

นักปรัชญาและนักคิดทั้งหลายระดับโลกเห็นพ้องต้องกันว่า ปรัชญาที่ทันสมัยที่สุดระดับโลกขณะนี้คือปรัชญาที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น (philosophy of detachment) ซึ่งในพระไตรปิฎกมีกล่าวไว้ในวิภัชชวาท(พระพรหมคุณาภรณ์, พุทธธรรม, 708พระไตรปิฎกเรียกความยึดมั่นถือมั่นว่า อลีนะ (ดู ทิฐิสูตร) ซึ่งนิยามไว้ว่าได้แก่การถือคติว่า “อิทเมวสจฺจํโมฆมํญญํ” นี้แลจริง อย่างอื่นโมฆะหมด อนาลีนะความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นคติที่ตรงกันข้ามกับอลีนะ จึงนับได้ว่าเป็นผลหรือเป้าหมายของปรัชญาวิภัชชวาท ซึ่งนักคิดตะวันตกเรียกเป็นหลายชื่อตามสถานการณ์ต่างๆ เช่น postmodern philosophy (และต้องสายกลางเท่านั้น), poststructuralism, postcolonialism, new pragmatism แต่ก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ความไม่ยึดถือมั่น โดยร่วมมือกันต่อต้านความคิดที่ว่า ความรู้มีเพียงด้านเดียวและระบบเดียวตายตัว ยังผลให้มีผู้อยากครอบครองทั้งระบบ พยายามโฆษณาชวนเชื่อและตะล่อมยัดเยียดให้ผู้คนทั้งหลายในสังคมเชื่อ เพราะในความเชื่อเช่นนี้ ใครทำได้สำเร็จมากเท่าใดก็จะมีอำนาจและอิทธิพลเหนือผู้เกียจคร้านแสวงหาความรู้มากเท่านั้น

ฟูโกต์ (Foucault)จึงได้กล่าวเชิงประชดไว้ว่า Knowledge is power ความรู้คือพลัง ซึ่งดูเหมือนกับว่าดี เพราะมีพลังมากก็สามารถช่วยชาติได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ก็สมควรประชดไว้ เพราะถ้าผู้มีความรู้มากนั้นคิดจะใช้ความรู้นั้นเพื่อหลอกใช้ผู้ด้อยความรู้และด้อยโอกาสกว่าตนและกอบโกยหาผลประโยชน์ใส่ตนโดยทุกวิถีทาง ก็จะกลายเป็นการทุจริตใหญ่โตอย่างเอาผิดไม่ได้ ผู้มีความรู้ มีอำนาจ และมีอิทธิพลพร้อมสรรพ หากตั้งใจจะทุจริตแล้ว ก็ยากที่เอาผิด ทางกฎหมายได้ จึงหวังว่าเขาจะมีจาคะ คือจิตอาสาเสียสละ แม้มีโอกาสทุจริตได้อย่างลอยนวลก็ไม่ยอมฉวยโอกาส คนอย่างนี้มีด้วยหรือ ทำอย่างไรจึงจะมีให้มหาประชาชนได้ชื่นใจและยกย่องสรรเสริญได้อย่างสนิทใจ ราชปรัชญามีคำตอบ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ทันสมัยล่าสุดระดับโลก ไม่ยึดมั่นถือมั่น เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการหาความสุขกับการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ แสวงหา ต้องช่วยกันหาวิธีอบรมผู้รับผิดชอบสังคมขณะนี้ ผู้จะรับผิดชอบสังคมในอนาคต และมหาประชาชนชาวสยามทุกคน ให้เลือกหาความสุขตามนโยบายสหวิทยาการของสมเด็จพระเทพรัตนสยามบรมราชกุมารี

 

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสารอปท. ตอนที่ 9

lotus

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท. (9)

กีรติ บุญเจือ

บัว 5 เหล่ากับราชปรัชญา

ราชปรัชญาดังได้สาธยายมาแล้วข้างต้น เมื่อได้มีโอกาสนำมาเสนอต่อมวลประชาชนชาวสยามตามพระเจตนาของพระบรมราชโองการโดยอาศัยอปทนิวส์มาตามลำดับแล้วและจะเสนอต่อไปตามลำดับนั้น ก็เชื่อว่าได้มีผู้อ่านและนำเอาไปเล่าขานกันต่อๆไปพอสมควร แต่จะได้ผลสักแค่ไหน ก็ต้องทำใจตามคำเตือนสติให้กำลังใจผู้เผยแผ่การทำดีมีสุขทั้งหลาย รวมทั้งผู้ตั้งใจเผยแผ่การทำดีมีสุขตามพระปฐมบรมราชโองการตลอดจนถึงปรัชญาเศรษฐกิจของพระองค์ท่านด้วย แม้พระโอวาทของตถาคตเองก็สนับสนุนคตินี้ จึงได้เกิดทฤษฎีบัวขึ้นมาว่า

1.บัวเหนือน้ำ ได้แก่ ผู้ที่ปฏิบัติตามพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงและมีความสุขตามพระราชปณิธานในพระปฐมบรมราชโองการอยู่แล้วเป็นปรกติ เพียงแต่อาจจะยังไม่เคยได้ยินได้ฟังคำชักชวนและชี้แจง ครั้นได้มีโอกาสรับฟังเข้า ก็รู้สึกปลื้มปีติยินดีชื่นชมในพระบารมีและพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อตอบสนองพระนโยบายอย่างเต็มใจ เต็มกำลัง และเต็มความสุข พร้อมที่จะหาโอกาสชักชวนให้ทุกคนได้เห็นคุณค่าแห่งพระปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน มีความสุขกับการได้ทำบุญด้วยวิธีนี้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมีใครบอก ไม่ต้องมีใครแนะนำชักชวน มันเป็นไปเองตามครรลองของกุศลจิต อย่างนี้แหละเรียกว่าบัวเหนือน้ำ เขาทำอะไรก็เป็นกุศลและมีความสุขกับมัน เหมือนคนมีบุญจับอะไรก็กลายเป็นทองไปหมด

2.บัวปริ่มน้ำ ได้แก่ ผู้พร้อมและอยากที่จะทำดีมีสุขตามพระปณิธานแห่งพระปฐมบรมราชโองการ แต่ยังไม่เคยทำ ยังเขินๆอายๆ ตะขิดตะขวงใจ กลัวชาวบ้านจะนินทากาเลว่าทำบุญเอาหน้าภาวนาโกหก ตัดสินใจเองไม่ได้ว่าจะเริ่มอย่างไรดี คนบัวปลิ่มน้ำอย่างนี้ต้องการให้มีใครสักคนมากระตุ้นให้กำลังใจ หรือต้องการให้มีการจัดอบรมสักครั้ง2ครั้ง เขาจะกลายเป็นบัวเหนือน้ำและมีความสุขในการทำดีมีสุขตามพระราชปรัชญาเช่นเดียวกับบัวเหนือน้ำอื่นๆ เขาจะเป็นกำลังสำคัญในการชักชวนบัวอื่นๆที่ยังไม่โผล่ขึ้นเหนือน้ำต่อไป จึงเป็นกุศลอย่างแรงสำหรับผู้จัดการอบรมหลักสูตรทำดีมีสุขตามพระราชปรัชญาเป็นอย่างยิ่ง

3.บัวกลางน้ำ เป็นพวกไม่อนาทรร้อนใจใยดีกับอุดมการณ์ใดๆ ก้มหน้าก้มตาหากินอบ่างสุจริต ชั่วไม่มีดีไม่ทำ ตั้งใจจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจแต่เกิดจนตาย เกิดมาไม่รกโลกแต่ก็หนักโลกเพราะใช้ทรัพยากรของโลกไปเยอะโดยไม่ได้ตอบแทนอะไรและไม่คิดจะตอบแทนด้วย กลุ่มนี้ต้องการจิตอาสาช่วยเกลี้ยกล่อมนานหน่อยก็จะสำเร็จ หนักกว่านั้นก็คือบัวปลิ่มตม และแย่ที่สุดคือบัวใต้ตม ต้องการความเสียสละมากๆจากบัวเหนือน้ำทั้งหลาย

4.บัวปริ่มตม เป็นพวกที่เริ่มจะสำนึกดีชั่วและอยากจะทำดีหนีชั่ว แต่ยังไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะไปทางไหนดี หากทิ้งไว้เช่นนี้ ในไม่ช้าก็จะสูญเสียความสำนึกและจะคุดลงไปใต้ตมอีกตามเดิม แต่หากมีผู้เข้าใจสถานการณ์และยอมเสียสละเวลาไปช่วยดูแลแนะนำและให้กำลังใจ เขาจะกล้าพยุงตัวโผล่สูงขึ้นเหนือตมตามลำดับจนถึงจุดกลางน้ำและปริ่มน้ำจนถึงเหนือน้ำได้ในที่สุด

5.บัวใต้ตม พวกนี้สาหัสสากรรจ์มาก ทำผิดโดยไม่รู้ว่าผิด จมอยู่ในกองแห่งความชั่วร้ายโดยไม่รู้ว่าเลวร้าย หากไม่มีใครไปช่วยสะกิดเขา เขาจะไม่รู้ตัวเลยว่าเขาจมปรักอยู่ในความชั่วเขาต้องการเจ้าพวกบัวเหนือตมเสียสละเวลาไปชักชวนเขาให้ใจอ่อนยอมทำกุศลกรรมสักครั้งหนึ่ง ให้เขาได้มีประสบการณ์ลิ้มรสทำดีมีสุขแล้วจะทำดีต่อไป ผู้แนะนำจะได้กุศลแรงมากทีเดียว

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑