ณ เวลานั้น…

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท (26)

ณ เวลานั้น

วันศุกร์ที่11 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 เวลา 13.31  น. ผมลงจากรถไฟฟ้าสายBTS สถานีสีลม เพื่อเข้าโรงพยาบาลจุฬาฯตามหมอนัด ขณะเดินบนสถานีรถไฟลอยฟ้าอยู่นั้น สายตาทอดไปบนโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ของธนาคารไทยพาณิชย์…สะดุดตา…สะดุดใจ…สะดุดความคิด

“สืบพระราชปณิธาน   สานศรัทธา

ตามรอยแห่งปรัชญา   พ่อแผ่นดิน”

 

สืบพระราชปณิธาน สานศรัทธา

ปุจฉา:      ทำอย่างไรพระปณิธานของพ่อหลวงจะขยายผลและผลิตผลต่อไปอย่างมิรู้วาย

วิสัชนา: ต้องวิจัย เผยแพร่ ทำให้ดู อบรม ประเมินผล

 

ปรัชญา

           ในภาษาไทยเข้าใจกันอย่างนานาจิตตัง ดังต่อไปนี้

  1. คำคม เช่น “ผู้ที่รู้ว่าไม่รู้นั่นแหละรู้”
  2. ความคิดแปลกๆ เช่น 1 + 1 = 1 ก็ทราย 1 กองรวมกับทรายอีก 1 กอง ได้ทราย 1 กอง
  3. เป้าหมาย เช่น ปรัชญาของโรงเรียนนี้คือ รู้จริงทำจริง
  4. วิธีการ เช่น เรียนรู้จากการลองทำ
  5. ความคิดใหม่ เช่น ปรัชญาของไอน์สไตน์
  6. ความคิดใหม่ที่ไม่สังกัดวิชาอื่นๆ เช่น ประวัติปรัชญาตะวันตก
  7. ปรัชญาบริสุทธ์ (pure philosophy) อันได้แก่ความเชื่อมั่นที่ปัญญาของแต่ละคนให้แก่ความรู้ภายนอกปัญญาอย่างรวมๆ (=reality ความเป็นจริง) รวมกับเกณฑ์ความจริง (= criterium of truth) อย่างรวมๆภายในปัญญาเอง ซึ่งก็มีคุณภาพต่างกันในแต่ละคนที่ยอมรับเป็นเกณฑ์อย่างอิสระในฐานะเป็นมโนธรรมของปัญญา (intellectual conscience) บางคนจึงเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณของปัญญา เพราะมีมาควบคู่กับปัญญาและทำการทุกครั้งที่ปัญญาทำการ เมื่อทำสำเร็จก็มีความสุข และหากไม่สำเร็จก็อึดอัดมีปฏิกริยาเรียกร้อง นอกจากจะถูกระงับด้วยพลังที่เหนือกว่า

ปรัชญาบริสุทธ์ เป็นสมบัติส่วนตัวของแต่ละเปัญญา เมื่อแสดงออกนอกปัญญาให้ผู้อื่นรับรู้ได้ก็เรียกว่ากระบวนทรรศน์ (paradigm) และเมื่อนำไปใช้ในบริบทต่างๆก็เป็นการประยุกต์ หากประยุกต์ออกมาเป็นคำบรรยายเชื่อมโยงกับปรัชญาบริสุทธิ์ก็เรียกว่าปรัชญาประยุกต์ (applied philosophy) หากไม่แสดงความเกี่ยวข้องกับปรัชญาบริสุทธิ์เลยก็ถือว่าเป็นวิชาอิสระเรียกชื่อวิชาตามเนื้อหาที่สนใจรู้      เนื่องจากกระบวนทรรศน์ปรัชญาดังกล่าวข้างต้น มีการพัฒนามาเป็น 5 ระดับในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ โดยมีคุณภาพต่างกันเป็นกระบวนทรรศน์ที่ 1-5 ซึ่งแต่ละคนมีสิทธิ์และเสรีภาพที่จะพอใจในกระบวนทรรศน์ใดกระบวนทรรศน์หนึ่ง หากไม่พอใจก็แสวงหากระบวนทรรศน์อื่นหรือกระบวนทรรศน์ใหม่จนกว่าจะพอใจ และเนื่องจากปรัชญาบริสิทธิ์เป็นสัญชาตญาณของปัญญา จึงต้องใช้กระบวนทรรศน์ใดกระบวนทรรศน์หนึ่งในการคิดและ/หรือตัดสินใจในแต่ละครั้ง  จะคิด/ตัดสินใจโดยไม่มีกระบวนทรรศน์เป็นกรอบไม่ได้เลย ฌองปอลซาตร์จึงได้ฟันธงไว้ว่า “มนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพในการตัดสินและตัดสินใจ” ก็ด้วยประการฉะนี้

สรุปได้ว่ากระบวนทรรศน์เป็นการแสดงออกภายนอกของปรัชญาบริสุทธ์ซึ่งเป็นผลจากการเลือกเชื่อของปัญญามนุษย์ตามความสนใจของ แต่ละคน ทั้งปรัชญาบริสุทธิ์และกระบวนทรรศน์จึงเป็นฐานหรือบ่อเกิดให้เกิดความเชื่อมั่นในเรื่องอื่นๆต่อไปอย่างไม่รู้จบ

ความสุขในปรัชญาธรรมาภิบาล

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท. (24)

ความสุขในปรัชญาธรรมาภิบาล

สามชั่วโมงแรกแห่งการอบรมให้เริ่มด้วยประโยชน์อันนำความสุขสู่มหาชนชาวสยามและคนทั้งโลก เริ่มจากความเป็นจริงแห่งชีวิต คือ ทุกชีวิตจะทำอะไรย่อมมุ่งหาความสุขเป็นเป้าหมายสุดท้าย

ความสุขในความหมายกว้างที่สุดของปรัชญาคือการได้ตอบสนองสัญชาตญาณ จึงมีความหมายได้หลายอย่างตามชนิดของสัญชาตญาณ หากสสารมีความสุขได้มันก็ต้องมีสัญชาตญาณในระดับสสาร สสารพูดไม่ได้ว่าเมื่อไรสสารมีความสุข แต่เราใช้ปัญญาของเราสังเกตได้ว่าสสารทุกก้อนที่เรียกว่า 1 เทห์มีพลังเฉื่อย คือมีสภาพอย่างไรก็อยากคงสภาพอย่างนั้น เช่น อยู่นิ่งก็อยากอยู่นิ่งเรื่อยไป หากวิ่งก็อยากวิ่งเรื่อยไป หากไม่มีพลังอื่นมาบังคับ มันจะไม่เปลี่ยนแปลงและมันแสดงอาการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในตัวมันอยู่ตลอดเวลา จึงสรุปได้ว่ามันมีสัญชาตญาณต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและมีความสุขกับการได้ใช้พลังเฉื่อยของมันตามสบาย ไม่ต้องถูกรบกวนให้ต้องเปลี่ยนแปลงใดๆในตัวเอง ภายนอกตัวมันจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นสักเท่าใด อย่างไร หากไม่กระทบถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวมัน มันไม่มีปฏิกริยาใดๆต่อต้าน ต้องกระทบถึงตัวมัน มันจึงแสดงว่าไม่ชอบ

ในทำนองเดียวกันเราสังเกตได้ว่าพืชทุกชีวิตมีสัญชาตญาณหาอาหารซึ่งรวมถึงน้ำ อากาศ แสงแดด และสิ่งแวดล้อม มันมีความสุขตามประสาพืชที่ได้ตอบสนองสัญชาตญาณพืช แต่ขณะเดียวกันพืชก็มีส่วนหนี่งเป็นสสารและมีสัญชาตญาณสสาร จึงมีความสุขได้ 2 ระดับคือระดับสสารและระดับพืช ในทำนองเดียวกันสัตว์สามารถมีความสุขได้3ระดับ คือ สสาร พืช และอารักขายีนของสัตว์ มนุษย์เราสุดยอดจริงๆ มีถึง 4 สัญชาตญาณจึงมึความสุขได้ 4 ระดับ คือ สสาร พืช อารักขายีน และปัญญาอันได้แก่การสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา มนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาชนชาวสยามเรา จึงต้องรู้จักบริหารพลังจากสัญชาตญาณทั้ง 4 ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ไม่ขาดไม่เกิน จึงจะมีความสุขได้ตามพระปณิธาน

มนุษย์เรามีร่างกายซึ่งเป็นสสาร มันจึงมีสัญชาตญาณสสารคือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง การอยู่นิ่งเฉยวางเฉย ไม่ยอมเหนื่อย ไม่ยอมบริการ ไม่ยอมปรับตัว ไม่ยอมปรับคุณภาพชีวิต มันเป็นสัญชาตญาณที่ให้ความสุขแก่มวลสารยิ่งมากเท่าใดยิ่งดี สสารไม่มีทางเลือก มันเป็นความชอบธรรมของสสารที่จะหาความสุขอย่างนั้นได้เพียงอย่างเดียว แต่มนุษย์มีทางเลือกที่จะให้ความสุขแก่สัญชาตญาณอื่นอีกถึง 3 สัญชาตญาณ จึงต้องใช้วิจารณญาณหาค่าเฉลี่ยตามพระนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง เราต้องการหยุดทำการเพื่อพักผ่อนและรับการบริการจากผู้อื่นให้พอเพียง มิฉะนั้นจะขาดและเสื่อมเสียสุขภาพ หากพักผ่อนมากเกินไปและไม่ทำหน้าที่บริการแก่ผู้อื่นทั้งในและนอกหน้าที่ ก็จะเข้าข่ายความเกียจคร้านซึ่งเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง และถ้าหากเรียกร้องบริการมากเกินสิทธิอันพึงมีพึงได้อย่างชอบธรรมก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว เราต้องศึกษาและใช้ปัญญาตามมโนธรรมเพื่อหาความพอดีตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

เราจะดูความสุขพอเพียงตามสัญชาตญาณอื่นของมนุษย์ในตอนต่อไป เราถกปัญหาเหล่านี้กันอย่างละเอียดยิบที่ ม.ราชภัฏสวนสุนันทาทุกวันอาทิตย์ 9-16 น. ไม่มีค่าลงทะเบียน จองที่นั่งได้ที่ 086-0455299 ศ.กีรติ บุญเจือ นำการสานเสวนา ต้อนรับสุภาพชนทุกท่าน

ยุทธศาสตร์20ปีหลังรัฐธรรมนูญ59

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท (23)

ยุทธศาสตร์20ปีหลังรัฐธรรมนูญ59

            เราได้รัฐธรรมนูญแล้วเรียบร้อย เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามพระปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม ตลอดเวลา 70 ปีถึงปีนี้ และต่อๆไปคู่กับผืนแผ่นดินไทย ก็ไม่พ้นที่จะต้องถือเอาปรัชญาธรรมภิบาลของพระองค์ทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม จะได้ไม่รู้ลืมเลือน ด้องทำโครงการปฏิบัติเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่าง คือปฏิบัติไปปรับปรุงให้มีคุณภาพดีขึ้นๆเรื่อยไปด้วยการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา เพื่อค้ำประกันความกระตือรือร้นแห่งการปฏิบัติก็ต้องมีหน่วยประเมินผลด้วยตัวชี้วัด 6 ข้อแห่งธรรมาภิบาล คือ จริยธรรม นิติธรรม  ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วมของมวลชน และความคุ้มค่า

สุดท้ายเพื่อให้ผู้ปฏิบัติทุกคนมีความสุขกับการปฏิบัติจะได้ไม่เบื่อหน่ายในการทำดี ก็ต้องมีผู้รู้ช่วยอบรมให้ตื่นตัวอยู่เสมอ ต้องอบ รม บ่ม เพาะ ปลูก ฝัง จนเป็นนิสัยและมีความสุข ผู้อบรมในเรื่องนี้มิใช่สักแต่มีงบประมาณก็ตั้งอัตรารับใครก็ได้เข้าประจำการ สักแต่เล่นละครตบตาแล้วรายงานสักแต่เป็นตัวอักษรให้วัดผลและเป็นหลักฐานว่าได้ทำตามเป้าหมายแล้ว ก็คงจะเป็นอีกฉากหนี่งแห่งการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำกันอย่างมโหฬารฉากหนึ่งฝากไว้ในประวัติศาสตร์เท่านั้น

กระผมได้รับฉันทานุมัติจากท่านอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาให้เปิดหลักสูตรปรัชญาและจริยศาสตร์มหาบัณฑิต (รับนักศึกษาจบปริญญาตรีจากทุกสาขามาสอนปรัชญาตั้งแต่ก.ไก่ข.ไข่จนทำวิจัยเนื้อหาปรัชญาธรรมาภิบาลได้) และหลักสูตรปรัชญาและจริยศาสตร์ดุษฏีบัณฑิต (รับนักศึกษาปริญญาโทจากทุกสาขามาสอนปรัชญาตั้งแต่ก.ไก่ข.ไข่จนสามารถมองวิทยานิพนธ์ที่ทำในปริญญาโทของตนเองให้เป็นปรัชญาธรรมาภิบาลตามพระราชปณิธาน)

ว่างๆก็นั่งฝัน ไม่ใช่เพ้อฝัน ว่าอยากให้ชาติของเรามีใครสัก 10คนที่ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการวิจัยปรัชญาธรรมาภิบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ และช่วยกันเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต เพื่อให้มีผู้จบปรัชญาดุษฎีบัณฑิตตามหลักสูตรนี้สัก 100 คนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆเปิดสอนและสร้างดุษฎีบัณทิตธรรมาภิบาลให้ได้สัก 1,000 คนที่สามารถเปิดสอนและสร้างปรัชญามหาบัณฑิตสัก 10,000 คนที่สามารถสอนวิชาปรัชญาธรรมาภิบาลอันจะถูกกำหนดให้เป็นวิชาบังคับอย่างน้อย 1 วิชาในทุกหลักสูตรปริญญาตรีทั่วราชอาณาจักรไทย เพื่อว่าผู้ผ่านหลักสูตรปริญญาตรีไม่ว่าหลักสูตรใดที่รัฐบาลไทยรับรอง จะสามารถอบรมประชาชนได้ทั่วประเทศไม่ว่าจะมีการจัดอบรมหลักสูตรใดในทุกระดับตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด จนถึงระดับชาติและนานาชาติที่จัดบนผืนแผ่นดินไทย จะต้องให้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงอบรมเรื่องปรัชญาธรรมาภิบาล “… เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” สาธุ! สาธุ!! สาธุ!!!

ต้องเริ่มจากการสร้างวิทยากรเพื่อพร้อมอบรมทันทีที่ชาติต้องการ ใช่แล้ว! ใช่แล้ว!! ใช่แล้ว!!!

สนใจช่วยสืบสานฝันได้ที่ ศ.กีรติ บุญเจือ 0860455299 ไม่รับบริจาค รับแต่ความคิดเห็นและกำลังใจ ออกรายการวิทยุศึกษาทุกวันจันทร์แรกของเดือน ร่วมออกความเห็นได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย

ยุทธศาสตร์ 20 ปี

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท (22)

ยุทธศาสตร์ 20 ปี

ได้ยินด้วยความตื่นเต้นว่าจะมีการวางแผนการบริหารประเทศชาติระยะยาวถึง 20 ปี ก็อย่าลืมให้เป็นธรรมาภิบาลจริงๆครบวงจร อย่าให้เสียของและเสียเวลาอย่างที่แล้วๆมา แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ ก็อยากให้ตั้งสติกันสักหน่อยว่า มองไกลแล้วให้ดูใกล้บ้าง ก็เรากำลังเฉลิมฉลอง 70 ปีการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราใช่ไหมล่ะ ซึ่งประชาชนคนไทยผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ท่านพร้อมใจกันสนับสนุนและให้ความร่วมมืออย่างดีอยู่แล้ว เพื่อแสดงความกตัญญูต่อพระองค์และเชิดชูพระบารมีของพระองค์ ก็คงจะไม่มีอะไรดีเท่าหวนกลับไปสำรวจดูพระปณิธานที่ทรงประทานไว้เมื่อประทับบนบัลลังก์เป็นพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวแห่งรัชสมัยของพระองค์ พระองค์ได้ประทานพิมพ์น้ำเงินกำกับลงมาเป็นระยะๆด้วยพระดำรัสต่างๆไม่ขาดสาย ทั้งยังได้ทรงปฏิบัติเป็นตัวอย่างอย่างครบถ้วนกระบวนการ ก็หมายความว่าพระองค์ได้ประทานการบริหารเชิงธรรมาภิบาลด้วยองค์ประกอบ 3 อย่างครบถ้วน คือ พิมพ์เขียว (โครงการหรือโรดแมพ) พิมพ์น้ำเงิน (การอบรมเป็นช่วงๆไม่ขาดสาย) และปฏิบัติจนเป็นโครงการหลวงในประวัติศาสตร์ชาติไทยไม่ต่ำกว่า 4,000 โครงการซึ่งส่วนมากร่วงโรยไปกับกาลเวลา

ปีนี้เป็นปีมหามงคลครบ 70 ปีทรงครองราชย์ เอาฤกษ์ด้วยการปัดฝุ่นโครงการพระราชดำริที่ยังเป็นที่ต้องการอยู่ ก็น่าจะมีความหมายและเป็นมงคลแก่ผู้คิดชอบดำริชอบ จะคิดโครงการใหม่เพื่อเสริมความต้องการใหม่ๆก็ชอบธรรมอยู่ ประเด็นสำคัญไม่อยู่ที่ปรับโครงการเก่าหรือสร้างโครงการใหม่ และไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนโครงการที่จะทำ ประเด็นสำคัญจริงๆอยู่ที่ว่าได้ตอบสนองพระราชปรัชญาธรรมาภิบาลให้ครบ 3 องค์ประกอบให้ได้ คือ 1.มีพิมพ์เขียว(กำหนดโครงการให้ชัดเจนและพร้อมปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่เสมอเมื่อพบว่ายังไม่ดีพอ โดยมีโครงการตามพระราชดำรินำร่อง) 2.มีพิมพ์น้ำเงินกำกับครบทุกด้านของราชธรรมาภิบาล อันได้แก่นิติธรรม คุณธรรมจริยธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรมอารยธรรม และจรรยาบรรณธรรม โดยจัดให้มีวิทยากรอบรมสม่ำเสมอเป็นระยะๆไม่เบื่อหน่ายและแหนงหน่าย ทั้งนี้โดยอ้างและอ้างอิงพระดำรัสในโอกาสต่างๆเป็นหลักและแนวทางอบรม 3. มีการปฏิบัติจริงและติดตามผลตามเกณฑ์วัดมาตรฐานสากล 6 ข้อซึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้เคยประกาศรับรองไว้ คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า (Rule of Law, Morality, Accountability, Participation, Responsibility, Cost-effectiveness)

โดยอาศัยราชปรัชญาธรรมาภิบาลเป็นกรอบแห่งยุทธศาสตร์ ก็รับรองได้ว่ายุทธศาสตร์ 20 ปีคราวนี้จะไม่เป็นไฟไหม้ฟางหายไปกับกาลเวลา ดังเช่นโครงการดีๆมากมายในอดีต ที่ต้องใช้งบประมาณไปแล้วมากมายมหาศาล

ความล้ำยุคของพระปฐมบรมราชโองการ

first word

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท (21)

ความล้ำยุคของพระปฐมบรมราชโองการ

            5 พฤษภาคม 2559 ตอนค่ำ ผมและภริยาได้รับเชิญไปร่วมงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวันฉัตรมงคลครบรอบ 66 ปีแห่งการขึ้นครองราชย์ ผมไปเพื่อแสดงความภักดีต่อบัลลังก์ เพื่อแสดงกตัญญุตาที่ได้ดำรงตำแหน่งราชบัณฑิตและศาสตราจารย์มาจนทุกวันนี้ และที่สำคัญที่สุดก็คือหวังพระบารมีส่องปัญญาให้เข้าใจปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เพื่อนำไปสอนให้เป็น้ราชปรัชญาไทยให้ลึกซึ้งยิ่งๆขึ้นเท่าที่จะมีปัญญาทำได้ ก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้เช่นนั้นก่อนออกจากบ้าน ระหว่างทางก็ทบทวนที่เห็นแล้วว่าเป็นปรัชญาที่เหมาะกับสังคมไทยในขณะนี้อย่างยิ่ง คือ 1.เป็นปรัชญาอภิบาลปกครองตน ปกครองคน และปกครองงานที่ทันสมัยอย่างยิ่ง 2.เป็นปรัชญาธรรมาภิบาลแบบสหวิทยาการครบวงจรอันประกอบด้วยนิติธรรม จริยธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรม อารยธรรม และจรรยาบรรณธรรม 3.เป็นปรัชญาสุขธรรมาภิบาลแท้ตามความเป็นจริงของชาวสยาม แล้วจะเอาอะไรมากกว่านี้ สาธุ!

รุ่งขึ้นเตรียมสอนหลักสูตรปรัชญาและจริยศาสตร์บัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เพื่อถวายเกียรติแด่พระนางเจ้าสุนันทาเทวีผู้เป็นเจ้าของสถานที่ (ท่านกรณ์ ทัพรังสี นายกสภาฯได้ให้นโยบายไว้ว่า ให้วิจัยและเผยแพร่จุดเด่นของราชปรัชญา รับนักศึกษาจบปริญญาตรีและ/หรือโทจากทุกสาขามาเข้าเรียนต่อได้หากมีความสนใจพอ)

คิดว่าจะอภิปรายเรื่องปรัชญาหลังนวยุคที่ทันสมัยระดับโลกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดของบาดีอูดาวรุ่งล่าสุด หยิบได้หนังสือของ Ed Pluth: Alain Abidou (2010)  อ่านตั้งแต่คำนิยมและคำนำเลย จับประเด็นได้ว่า บาดิอูเก่งคณิตศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ รัฐศาสตร์ เอามารวมกันเป็นปรัชญาเฉพาะตัว

คุณเอดพลุธสรุปรวบยอดความคิดของบาดิอูก่อนจะขยายความว่าเป็นปรัชญาเพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติโดย 1.ใช้ความสามารถเชิงคณิตศาสตร์นำเอาทฤษฎีอนันตภาพมาสร้างอภิปรัชญาให้เป็นที่พอใจแก่นักหลังนวยุคสายกลางและมีความสุขที่จะขยายผลปรัชญาที่ชาวโลกต้องการต่อไป อันเป็นปรัชญาที่เดินสายกลางพัฒนาคุณภาพชีวิต 2.ใช้ความสามารถทางการเมืองตามอุดมการณ์มากซิสต์ใหม่ปรับให้เป็นการเมืองแบบพหุนิยมเดินสายกลางไม่ยึดมั่นถือมั่นเพื่อให้ชาวโลกทุกคนมีความสุข 3. ใช้ความสามารถทางสุนทรียภาพเขียนนวนิยาย บทวิจารณ์ภาพยนต์ บทวิจารณ์ดนตรี ที่พัฒนคุณภาพชีวิตด้วยการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่ามมือ และแสวงหา ด้วยใจรัก (love) ผูกพันจากเหตุระทึก (event) ที่ตกผลึกในชีวิตของแต่ละคนที่อยากให้เป็นหลักธรรมสากล (universality) เอ็ดพลุธเองบ่นว่าภาษาของบาดิอูเข้าใจยาก ต้องตีความหลายตลบ และใช้ศัพท์ค่อนข้างจะเลื่อนลอย เรื่องเดียวกันบางทีก็เปลี่ยนคำไปหลายครั้ง บางทีก็ใช้คำเก่าให้มีความหมายใหม่ตามต้องการ บางทีก็ใช้คำแปลกใหม่ที่ยังไม่เคยใช้ในวิชาปรัชญา แต่อย่างไรก็ตามตัวบทของบาดิอู มีเสน่ห์ เขียนอะไรออกมาก็ดีไปหมดมีแฟนคลับจำนวนมากจ้องรออ่านหรือแปลให้ผู้อื่นได้อ่าน

ผมได้เห็นคำบ่นเช่นนี้จากหลายคนที่พยายามตีความตัวบทของบาดิอู ทีแรกก็รู้สึกท้อใจ แต่ครั้นมานึกได้ว่าพระราชปรัชญาจะเข้าใจลึกซึ้งได้ต้องเฝ้าดูพระจริยวัตรของพระองค์ (พิมพ์น้ำเงิน) แล้วหวนกลับมาตีความพระราชดำรัส (พิมพ์เขียว) จึงจะตีบทแตก ในเมื่อตัวบทของบาดิอูยากแต่ชาวโลกก็คอยอ่านแม้จะเข้าใจอะไรได้แค่ไหนก็พอใจเพราะรักมั่นใจว่ามีความลึกซึ้งซ่อนอยู่ ผมจึงลองเอาพระราชดำรัสที่ผมตีบทแตกแล้วตามที่ได้แถลงไว้ข้างต้น วางเป็นพิมพ์น้ำเงินให้บาดิอู และผมก็รู้สึกว่าผมเข้าใจบาดิอูชัดเจนดี และอยากจะชักชวนให้ชาวตะวันตกที่บ่นว่าเข้าใจยากนั้นมาลองทำอย่างผมบ้าง แล้วมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันดู จะดีไหม

ธรรมาภิบาลต้องมีทั้งพิมพ์เขียวและพิมพ์น้ำเงิน

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท (20)

ธรรมาภิบาลต้องมีทั้งพิมพ์เขียวและพิมพ์น้ำเงิน

จะสร้างอาคารใหญ่ราคาแพงต้องมีพิมพ์เขียว (blue print) จะปฏิรูปประเทศต้องมีทั้งพิมพ์เขียวและพิมพ์น้ำเงิน (blue print) ฝรั่งใช้blue print คำเดียวแต่แปลเป็นภาษาไทยได้ 2 คำ

พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ ได้เผยแพร่แล้วเผยแพร่อีก หลักธรรมาภิบาล 6 ประการของท่านอันประกอบด้วย 1.หลักคุณธรรม (Principle of Morality) 2.หลักนิติธรรม (Principle of Law)  3.หลักความโปร่งใส (Principle of Accountability)  4.หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน (Principle of Participation) 5.หลักความรับผิดชอบ (Principle of Responsibility) 6.หลักความคุ้มค่า (Principle of Cost-effectiveness) นี่คือตัวอย่างของพิมพ์เขียวที่ผมกล่าวถึงข้างต้น และเป็นพิมพ์เขียวที่ดีมากสำหรับใช้เป็นประเด็นตรวจสอบผู้บริหารงานทุกอย่างของหน่วยงานต่างๆของรัฐและเอกชนรวมทั้งหน่วยงานต่างๆของอปทด้วย เพื่อขจัดความทุจริตที่เราตั้งเป้าไว้ว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งหลายจะสูญพันธุ์ไปจากผืนแผ่นดินไทย แต่พลเมืองไทยไม่ใช่อาคาร ไม่ใช่วัตถุครับ ถ้าเป็นอาคารมีพิมพ์เขียวดีเหมือนมีบล๊อกดีๆ หล่อออกมากี่แท่งๆก็ดีเหมือนกันหมด แต่คนมิเป็นเช่นนั้น พิมพ์เขียวไม่สำคัญเท่าพิมพ์น้ำเงิน เชื่อเถอะ! ต่อให้พิมพ์เขียวดีสมบูรณ์แบบสักปานใด ต่อให้ออกกฎหมายมาควบคุมและลงโทษเอาจริงจังสักปานใด หากประชาชนไม่ชอบ ไม่ให้การสนับสนุน ก็ไม่อาจบรรลุความสำเร็จ ดีไม่ดีจะมีผู้ฉลาดเหนือเมฆ กลับถือกฎหมายคอร์รัปชั่นไว้ในมือเพื่อใช้เป็นเครื่องมือคอร์รัปชั่นได้อย่างเหนือเมฆก็ยังมีตัวอย่างให้ศึกษา มีพิมพ์เขียวดีๆนั้นวิเศษแล้ว ในเมื่อต้องใช้กับมนุษย์ก็ต้องมีพิมพ์น้ำเงินกำกับและประกบ

พิมพ์น้ำเงินนั้นเป็นฉันใด ต่างกับพิมพ์เขียวอย่างไร พิมพ์น้ำเงินนั้นได้แก่อุบายให้ยอมรับพิมพ์เขียว ยอมรับอย่างไม่ต่อต้านนั้นก็ระดับหนึ่ง จะให้ดีเยี่ยมต้องหาวิธีให้อยากปฏิบัติตามด้วยยิ่งจะเยี่ยมที่สุด มีกี่วิธีให้ระดมกำลังมาใช้ให้หมด จึงจะได้ชื่อว่าบริหารงานยอดเยี่ยม ควรแก่การยกย่องว่าเป็นมหาบุรุษ (hero) พิมพ์น้ำเงินในกรณีของเรานี้จึงประกอบด้วยการอบรม 5 ด้านด้วยกันที่จะรวมพลังกันสร้างจิตสำนึกให้อยากทำดีอย่างมีความสุข แม้ไม่บังคับก็ยังอยากจะทำดีอยู่ดี คือ

  1. นิติธรรม (legality) เน้นการอบรมโดยให้เหตุผลว่า กฎหมายที่เป็นกฎหมายจริงๆเป็นปัจจัยสำคัญและจำเป็นให้อยู่กันในสังคมได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข
  2. จริยธรรม (ethic) เน้นการอบรมคุณธรรมต้นแบบ 4 (the 4 cardinal virtues) อันเป็นปัจจัยจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคนที่จะมีความสุขแท้ตามความเป็นจริงไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดหรือไม่
  3. ศีลธรรม (morality) เน้นการอบรมการปฏิบัติตนตามเจตนาของศาสดาของแต่ละศาสนาซึ่งล้วนแต่ต่อยอดจากคุณธรรมต้นแบบ4 ให้มีความสุขแท้ตามอุดมการณ์ของแต่ละศาสนา
  4. วัฒนธรรม (culture) เน้นการอบรมอารยธรรมแห่งชาติ (the Thai Civilization) อันเป็นมรดกที่บรรพบุรุษทุกคนที่อาศัยผืนแผ่นดินไทยได้ปฏิบัติจนตกผลึกเป็นอารยธรรมสยามที่พลเมืองไทยปัจจุบันพึงร่วมใจกันรักและหวงแหนทั้งตั้งใจพัฒนาเพื่อส่งต่อให้อนุชนในอนาคตต่อไป อันเป็น”ความสุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ตามพระปฐมบรมราชโองการ
  5. จรรยาบรรณ (code of conduct) เน้นการอบรมให้ภูมิใจในสถาบันอันเป็นฐานแห่งอาชีพของตนที่มีเอกลักษณ์ไว้เชิดหน้าชูตา ซึ่งสมาชิกทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสีย จึงต้องช่วยกันปฏิบัติตามและดูแลให้สมาชิกทุกคนรักและหวงแหน

หากธรรมาภิบาลหมายความว่าอย่างนี้ โดยบริหารจัดการให้มีการอบรมครบทุกด้านอย่างนี้จริงๆ ทั้งใช้ตัวชี้วัด 6 ประการของพลเอกกิตติศักดิ์อย่างจริงจัง ผมว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะได้ผลและหวังผลได้ในระยะยาวครับ ไม่เชื่อก็ลองดู

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท. (18)

scholarship

คนค้ำประกันซวยหรือเสียสละ

เห็นมีความพยาายามมากมายที่จะนิยามให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดี มีความคิดเห็นเสนอกันหลากหลายซึ่งก็ดีๆ ทั้งนั้นก็อยากจะสรุปเป็นหลักการเชิงปรัชญาไว้บ้าง กฎหมายคือ กติกาของสังคม เหมือนกติกาฟุตบอลมีไว้สำหรับให้การเล่นฟุตบอลเป็นการแสดงความสามารถของนักกีฬาและให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมความสามารถ หากกติกาเคร่งครัดหยุมหยิมมากเกินไป แม้จะสามารถแสดงความสามารถของผู้เล่นได้ชัดเจน แต่ก็ไม่เปิดช่องโหว่ให้ใช้ไหวพริบได้เลย ผู้ชมก็คงไม่รู้สึกสนุกสนานและบันเทิงเท่าที่ควร และถ้าเปิดช่องโหว่จนผู้เล่นรู้สึกคุ้มที่จะเล่นผิดกติกา ก็คงไม่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้แสดงฝีไม้ลายมือได้มากนักและตัดสินความเก่งได้ยาก เพราะผู้เล่นจะมุ่งแต่จะหาทางเอาเปรียบกันจากการเสี่ยงผิดกติกา

กฎหมายคือ กติกาการอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน ก็เช่นกัน หากมีช่องโหว่ให้เอาเปรียบกันได้จนน่าเกลียด คนไม่กลัวความน่าเกลียดก็จะจ้องใช้ช่องโหว่เพื่อการได้เปรียบแทนการสร้างสรรค์ด้วยฝีมือ และหากปิดช่องโหว่มากไปจนกระดิกตัวไม่ได้เลย สังคมนั้นจะขาดการสร้างสรรค์อย่างมหันต์ ทางสายกลางที่พอดิบพอดีเป็นสิ่งพึงปรารถนาอย่างยิ่ง

รัฐธรรมนูญเป็นเพียงนโยบายแห่งกติกา ไม่ควรยาวยืดยาดจนดูเหมือนทำหน้าที่เป็นกฎหมายเสียเอง รัฐธรรมนูญจึงควรยาวเท่าที่จำเป็น และสั้นเท่าที่ต้องการ คือไม่สั้นเกินไปจนไม่ครอบคลุม และไม่ยาวเกินไปจนไม่เป็นนโยบาย

กรณีอื้อฉาวเรื่องการค้ำประกันทุนการศึกษาและถูกเบี้ยว ทุนเป็นของรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐบาล รัฐบาลไทยก็คือประชาชนคนไทยส่วนหนึ่งที่ขันอาสาทุ่มเทความรู้ความสามารถและเวลาเพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนคนไทยทึ่เหลือทั้งหมด โดยมีงบประมาณและกฎหมายเป็นเครื่องมือ หากงบประมาณไม่พอก็ขอเพิ่มการเก็บภาษีอากรได้ หากกฎหมายไม่พอก็ออกกฎหมายเพิ่มเติมได้ หากนโยบายจากรัฐธรรมนูญไม่ครอบคลุมก็ขอขยายนโยบายได้ แล้วจะเอาอะไรอีก คำที่ว่า”ประชาชนเดือดร้อนเรื่องนี้ รัฐบาลไม่เกี่ยว ไปแก้ไขปัญหาเอาเอง” ไม่น่าจะหลุดออกจากปากของผู้ขันอาสาแก้ปัญหาของชาติ

ปัญหาเรื่องทันตแพทย์หนีทุนควรเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะเป็นส่วนได้ส่วนเสียของชาติใหญ่หลวงนัก น่าเป็นห่วงมากที่วงการรัฐบาลเองรับว่ากรณีเช่นนี้มีมาแล้วมากมายโดยไม่ได้รับการแก้ไขโดยคนของหน่วยงานรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ การให้ประชาชนมีส่วนรับผิดชอบด้วยการค้ำประกันนับว่าเป็นนโยบายที่ดีมากอยู่แล้ว เป็นไปตามนโยบายให้ส่วนรวมมีส่วนร่วมรับผิดชอบ เห็นว่าจะออกกฎให้ญาติใกล้ชิดเท่านั้นเป็นผู้ค้ำประกัน ผมกลัวว่าจะเกาไม่ถูกที่คัน จะกลายเป็นว่าลูกคนรวยเท่านั้นที่จะได้ทุน และพวกนี้ก็ไม่น่าจะยื่นขอทุนอยู่แล้ว ควรสงวนไว้ให้ลูกคนจนเสนอตัวรับทุน แล้วลูกคนจนก็หาญาติใกล้ชิดมาค้ำประกันไม่ได้อีก ลูกคนจนที่ได้รับทุนโดยคนรวยยอมค้ำประกันเรียนจนจบแล้วกลับมาช่วยชาติพัฒนาประเทศปีละมากๆเรือนพันนั้นจะเหือดหายไปในอนาคต ลูกคนรวยเรียนจบแล้วส่วนมากก็ไม่ค่อยชอบทำงานรับใช้ประชาชน จะออกกฎหมายอะไรออกมาควบคุมคุณสมบัติของผู้ค้ำประกันก็ขอให้ตระหนักถึงผลได้ผลเสียให้รอบคอบด้วยครับ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้านเดียวเสียหายด้านอื่นๆไม่รู้เท่าไร ขอเสนอความเห็นเพื่อรักษาความสุขของมหาประชาชนครับ

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑