Category: วารสาร อปท

ปรัชญาพระราชาภาษาง่าย

pse

ปรัชญาอปท (34)

ปรัชญาพระราชาภาษาง่าย

            ปรัชญาที่เป็นตัวนำศาสตร์พระราชาเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม จะใช้แค่ปรัชญาบริสุทธิ์เท่านั้นก็พอ และอธิบายด้วยภาษาง่ายขนาดภาษาเด็กอมมือก็ได้ และจะให้ยากขนาดไหนก็ได้แล้วแต่การใช้ศัพท์ ส่วนปรัชญาประยุกต์ให้เป็นปรัชญาประยุกต์จริงๆ ค่อนข้างยากที่จะใช้ภาษาง่ายๆตลอดรายการ เพราะเป็นการนำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปตีความผลสรุปของวิชาต่างๆ การเอาวิชาใดวิชาหนึ่งมาสรุปจนเห็นปัญหาเชิงปรัชญานั้นเป็นเรื่องยากอยู่ในตัว และจำเป็นต้องเอาปรัชญาบริสุทธิ์ที่สรุปรวบยอดให้กระทัดรัดเช่นกัน จึงจะประกบกับผลสรุปจากวิชาที่ต้องการตีความได้ แต่จะเข้าใจปรัชญาบริสุทธิ์เพียงเพื่อทำดีมีสุขเองหรือเพื่ออบรมคนอื่น ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์หรือใช้เพียงเล็กน้อยก็พอ เช่น ความสุขคือการทำให้สัญชาตญาณสมหวัง เป็นต้น

 

ปรัชญาในวัยทารก

            ทารกที่เริ่มหัดพูดซึ่งเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าปัญญาเริ่มทำงานแล้ว ขณะเดียวกัน ปัญญาเริ่มหาความสุขจากสัญชาตญาณอยากรู้ทันที ให้สังเกตว่าทารกเริ่มใช้ปัญญาถามว่าอะไร เห็นอะไรก็ถามอะไรไว้ก่อน และเขามีความสุขทุกครั้งที่มีคนตอบว่ามันเป็นแมว เพราะมันตอบสนองสัญชาตญาณอยากรู้ว่าสิ่งที่เขาเห็นอยู่นั้นมีอยู่หรือไม่ เมื่อรู้ว่ามันเป็นแมว หรือไม่เป็นเสือ เขาก็มีความสุขทั้งนั้น เพราะเกิดความรู้ว่าแมวมีอยู่และเสือไม่มีอยูที่ตรงนั้น มันเป็นการศึกษาอภิปรัชญาของปัญญาน้อยๆนั้น ต้องการรู้ว่าอะไรมีอยู่และอะไรไม่มีอยู่ รู้แล้วก็มีความสุข และความรู้นี้ก็จะเป็นฐานข้อมูลให้หาความรู้เชิงอภิปรัชญาต่อไป เช่นไปเห็นแมวที่ไหนก็จะรีบบอกให้คนอื่นรับรู้ครามรู้ของเขาว่านั่นแมวเพื่อให้ผู้ฟังได้มีความสุขร่วมกับเขาด้วย

ครั้นปัญญาสามารถขึ้นไปถึงขั้นญาณปรัชญา เขาจะเริ่มปั้นคำถามใหม่โดยชี้ไปที่ข้อมูลของเขา เช่น ชี้ไปที่กรงเสือ พลางพูดเชิงขอความเห็นว่า “นั่นแมวตัวโต(ใช่ไหม)?” คือเขารู้แมวและโตแล้ว เขามีเกณฑ์แมวโต (ญาณปรัชญาในปัญญา และเขาต้องการทดสอบเกณฑ์ของเขา จึงอยากจะถามว่าสัตว์ในกรงนั้นเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่ เมื่อรู้ว่าไม่ใช่เขาก็มีความสุข และเมื่อรู้ว่ามันคือเสือเขาก็มีความสุขที่ได้ขยายความรู้เชิงอภิปรัชญาด้วย จึงอยากจะขอร้องว่าเมื่อเด็กตั้งคำถามอย่างนี้บ่อยๆโปรดอย่าอารมณ์เสีย โปรดเสียสละทนความเบื่อของตนเองเพื่อช่วยให้เด็กพัฒนาสัญชาตญาณปัญญาอย่างมีความสุขด้วยเถิด

ครั้นปัญญาพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง คือขั้นจริยศาสตร์ จะชอบถามว่ากินได้ไหม ดูได้ไหม ทำได้ไหม เมื่อรู้ว่าได้หรือไม่ได้เขาก็มีความสุข และเมื่อทำตามที่รู้ว่าได้หรือไม่ได้ก็มีความสุข เรียกว่ามีความสุขตามมโนธรรม หากได้ชินเป็นนิสัย ต่อไปจะประพฤติผิดยากมากๆ

ต่อไปจะถามว่าชอบไหม แสดงถึงอารมณ์สุนทรีว่าเรามีตรงกับเขาไหม หากเราบอกว่าชอบอย่างนั้นมากกว่า เขาก็จะพยายามปรับความรู้สึกซึ้งของเขาได้บ้าง

เมื่อเขาถามว่า ได้บุญไหม ได้บาปไหม ก็แสดงว่าปัญญาของเขาอยากมีความสุขแบบทุ่มเทแล้ว อันเป็นแดนศาสนาแห่งปรัชญาบริสุทธิ์ เมื่อเข้าถึงตั้งแต่อายุยังน้อยแล้วก็ยากที่จะจางหาย

จึงเห็นได้ว่าปรัชญาบริสุทธิ์อันเป็นฐานให้เกิดความสุขตามพระปฐมบรมราชโองการนั้น เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นสัญชาตญาณของปัญญา แต่ต้องการผู้รู้ช่วยอบรมและเตือนสติอยู่เสมอเป็นช่วงๆ ก็จะเป็นพลเมืองดี อยากทำดีมีสุขโดยอัตโนมัติหรือตามสัญชาตญาณปัญญา

ปรัชญาบริสุทธิ์ยากไหม

socrates

ปรัชญาอปท (33)

ปรัชญาบริสุทธิ์ยากไหม

วันนี้ วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าจะมีการซ้อมยกเสาเอกเมรุมาศ ผมก็ขอซ้อมยกเสาเอกศาสตร์พระราชาโดยร่างเรื่องนี้ขึ้นเป็น ปรัชญาบริสุทธิ์ (pure philosophy) ให้เป็นเสาเอกของศาสตร์พระราชา

Continue reading “ปรัชญาบริสุทธิ์ยากไหม”

ความสุขแท้จากปัญญารู้ตัวเอง

ปรัชญาอปท. (32)

ความสุขแท้จากปัญญารู้ตัวเอง

ปัญญาสนใจรู้ตัวเองและมีความสุขลึกซึ้งมากกว่ารู้สิ่งภายนอกตัวเอง แต่ประกบตัวเองไม่ได้เหมือนประกบสิ่งอื่น ได้แต่เดาเอาว่าปัญญายังสนใจแยกความรู้ออกเป็นความรู้ที่เชื่อ (believe) ได้ว่ามีจริง (exist) จากความรู้ที่เชื่อได้ว่าไม่มีจริง (not exist) และความรู้ที่ไม่อาจจะเชื่อได้ว่ามีจริงหรือไม่ (doubtful) สิ่งที่เชื่อได้ว่ามีจริงทั้งหมดคือความเป็นจริง (reality) และกระบวนการคิดของปัญญาที่ทำให้เกิดความเชื่อ (belief) หรือไม่เชื่อหรือไม่แน่ใจในระดับนี้เรียกว่าอภิปรัชญา และปัญญาก็มีความสุขกับความเชื่อของตน อภิปรัชญาจึงได้ชื่อว่าปรัชญาบริสุทธิ์เพราะเป็นความรู้การทำงานของปัญญา ในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา        ปัญญาไม่หยุดอยู่แค่นั้น ยังสนใจที่จะรู้ว่าอะไรที่ทำให้มั่นใจ (convinced) ในอภิปรัชญาของตนว่ามีจริงหรือไม่มีจริงตามนั้น ในเรื่องนี้แต่ละปัญญามีเกณฑ์ที่ทำให้มั่นใจได้เรียกว่าเกณฑ์ความจริง (criterium of truth) ของปัญญานั้น กระบวนการที่ทำให้ปัญญานั้นมั่นใจเรียกว่าญาณวิทยา(epistemology)ของปัญญานั้นๆและปัญญาก็มีความสุขกับความมั่นใจ (conviction) ของตน ณาณวิทยาจึงถือว่าเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ เพราะเป็นความรู้การทำงานของปัญญาในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา

ปัญญาไม่หยุดอยู่แค่นั้น ยังสนใจที่จะรู้ว่า ในบรรดาความจริงที่มั่นใจได้นั้น ส่วนใดพึงทุ่มเท (commit) ชีวิตจิตใจให้จนตลอดชีวิต กระบวนการที่ทำให้เกิดการทุ่มเท (commitment) เช่นนั้นเรียกว่าศรัทธา (faith) และปัญญาก็มีความสุขกับการทุ่มเทของตน ศาสนาในส่วนที่ทำให้เกิดกระบวนการศรัทธาในปัญญาจึงเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ เพราะเป็นการทำงานของปัญญา ในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา แต่ศาสนายังปรากฏออกภายนอก (phenomenology of religion) เป็นพันธกิจต่อสังคม (societal mission) ด้วย ปัญญาจึงสนใจสร้างความรู้เป็นวิชาศาสนาตามมาตรฐานของความรู้ภายนอกปัญญาเป็นศาสนศาสตร์ (religious studies) และเสริมด้วยการตีความเป็นปรัชญาศาสนา (philosophy of religion) ซึ่งมีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาประยุกต์สาขาหนึ่ง

goodGov

ในทำนองเดียวกัน ปัญญาสนใจรู้ว่ามีอะไรบ้างที่ปัญญารู้ในตัวเองว่าต้องทุ่มเทด้วยความภูมิใจ (pride) ที่ได้พัฒนาคุณภาพชีวิต (quality of life) สู่ชีวิตที่ดี (good life) ซึ่งปรับเปลี่ยนเรื่อยมาตามการพัฒนาของกระบวนทรรศน์ของปัญญา ล่าสุดในปัจจุบันคือการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือและแสวงหา ความภูมิใจทำให้เต็มใจทุ่มเทชีวิตจิตใจอย่างภูมิใจจนตลอดชีวิตอย่างมีความสุข กระบวนการที่ทำให้เกิดการทุ่มเทเช่นนี้เรียกว่ามโนธรรม (conscience) และปัญญามีความสุขกับการทุ่มเทของตน มโนธรรมในส่วนที่ทำให้เกิดความภูมใจในปัญญาจึงเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ เพราะเป็นการทำงานของปัญญา ในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา แต่มโนธรรมยังแสดงตัวออกเป็นพันธกิจต่อสังคมด้วย ปัญญาจึงสนใจสร้างความรู้เป็นวิชาจริยศาสตร์ตามมาตรฐานของวิชาที่สนใจเรื่องภายนอกและเสริมด้วยการตีความเป็นปรัชญาจริยะ (ethical philosophy) ซึ่งมีฐานะเป็นปรัชญาประยุกต์สาขาหนึ่ง แต่การซึ้งสุนทรีส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีบ่อเกิดมาจากปรากฏการณ์ภายนอก

ในทำนองเดียวกันปัญญาก็สนใจรู้ในตัวเองด้วยว่าชอบซึ้งสุนทรี (aesthetical empathy) จากความรู้ทุกระดับที่ปัญญารับรู้จากภายนอกหรือที่เกิดในปัญญาเองที่ระบุคุณภาพการรับรู้ได้ว่าเป็นความงาม (beauty) และ/หรือความแปลก (picturesqueness) และ/หรือความสูงส่ง (sublimity) ยังผลให้ปัญญาได้เสวยความสุขสงบ (tranquil happiness) ซึ่งควรแก่การแบ่งพลังการทุ่มเทให้อย่างเต็มใจประหนึ่งว่าเป็นสัญชาตญาณของปัญญาโดยเฉพาะโดยไม่ขึ้นกับเงื่อนไขใดๆ กระบวนการอันทำให้เกิดความซึ้งสุนทรีในปัญญาเช่นนี้จึงนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาบริสุทธิ์ เพราะเป็นการทำงานของปัญญา ในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา แต่การซึ้งสุนทรีส่วนใหญ่แสดงชัดเจนว่ามีบ่อเกิดมาจากภายนอกปัญญาซึ่งศึกษาได้เป็นวิชาในประเภทสหวิทยาการ แต่จะคิดอย่างไรๆปัญญาก็ไม่อาจเชื่อได้ว่าเป็นสาเหตุและมีเหตุผลพอเพียงให้เชื่อได้ว่าทำให้เกิดความซึ้งสุนทรีได้อย่างไร ดังที่อิมมานูเอลคานท์กล่าวไว้ว่า ความรู้ทุกอย่างมีสาเหตุมาจากนูเมนาภายนอก ไม่มีความรู้ใดเป็นอิสระจากการทำการของปัญญา แต่ก็มีความรู้บางอย่างที่เป็นผลของการทำงานของปัญญาอย่างบริสุทธิ์

สรุปได้ว่าสถาานภาพของปรัชญาในปัจจุบัน มีปรัชญาบริสุทธิ์ล้วนๆอยู่เพียง 2 วิชาคือ อภิปรัชญาและญาณวิทยา ที่เป็นทั้งปรัชญาบริสุทธิ์และปรัชญาประยุกต์รวมกัน 3 วิชาคือ ศาสนศาสตร์ จริยศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์ นอกนั้นเป็นปรัชญาประยุกต์ล้วนๆ ซึ่งต่างก็ให้ความสุขแท้ต่างกัน

ศาสตร์พระราชาคือปรัชญา (Philosophy)

ปรัชญาอปท (31)

ศาสตร์พระราชาคือปรัชญา (Philosophy)

ปรัชญามีความหมายที่พัฒนามาเรื่อยๆ ความหมายแรกสุดคือ ผลผลิตของปัญญาหรือความรู้ของปัญญาเรียกได้ว่าปรัชญานั่นเอง ปัญญารู้อะไรก็เป็นปรัชญาตามที่รู้ ในส่วนนี้ปรัชญาจึงตรงกับศาสตร์ที่ท่านนายกฯใช้เรียกศาสตร์พระราชาและภาษาอังกฤษแปลเป็น The King’s Philosophy นั่นก็คือความรู้ที่พระราชาของเราได้ทรงคิดค้นพบเองเป็นองค์ความรู้ในพระปัญญาของพระองค์ ส่วนความรู้ที่แบ่งเอามาสอนเป็นส่วนๆตามความต้องการเฉพาะกรณีเรียกว่าวิชชา หรือวิชา หรือวิทยา เมื่อเอาหลายวิชามาเรียนรวมกันเพื่อให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงได้สหวิทยาการ(interdisciplinary study)

ต่อมาความรู้ที่ปัญญารู้นั้นแยกตัวออกเป็นวิชาๆเพื่อสะดวกในการจัดการเรียนการสอน ที่ยังไม่แยกเรียกว่าวิชาปรัชญา มาถึงปัจจุบันความรู้ที่ปัญญารู้ภายนอกตัวปัญญาพากันแยกตัวเป็นวิชาอิสระไปหมดแล้ว เหลือแต่ความรู้ที่ปัญญารู้ตัวเองเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ ปัญญานี่ก็แปลก รู้อะไรภายนอกได้สารพัดจนแบ่งเนื้อหาเป็นวิชาต่างๆไม่รู้เท่าไร แต่ไม่สามารถรู้ตัวเองตรงๆ เหมือนตาที่มองอะไรก็เห็นได้หมดยกเว้นตัวเองที่มองเห็นไม่ได้ ต้องใช้วิธีเดาเอาจากการเห็นสิ่งต่างๆ ปัญญาก็เช่นกัน คิดอะไรก็ได้ความรู้ตามที่คิด แต่คิดตัวเองไม่ได้ความรู้ตามที่คิด ต้องอาศัยความรู้สิ่งต่างๆนอกตัวเพื่อเดาเอาว่าตัวปัญญาเองเป็นอะไร และเดาได้ว่าปัญญาเป็นที่ตั้งของความสนใจ(the interest) คือสนใจรู้สิ่งภายนอกตนและภายในตน รู้ได้ก็มีความสุข ทำให้เป็นสัญชาตญาณอยากรู้ เพราะรู้แล้วมีความสุข มีความสุขไปเพื่ออะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าชอบมีความสุข กำหนดเป็นข้อมูลอะไรไม่ได้ แต่รู้ว่ามีจริงและหวงแหน ไม่มีก็แสวงหา มิฉะนั้นก็หงุดหงิด เพราะขาดความสุขไม่ได้ อย่างน้อยก็จะคว้าที่ง่ายๆสะดวกๆใกล้ตัวไว้ก่อน แต่ถ้ามีความสุขหลายอย่างให้เลือก ก็ชอบที่จะเลือกความสุขหาง่ายใกล้ตัวไว้ก่อนเช่นกัน หากรู้สึกไม่คุ้มก็สนใจเปลี่ยนให้คุ้ม หากมีการอบรมบ่มนิสัยก็จะเห็นความคุ้มจากการเลือกความสุขไกลตัวได้ ที่เรียกว่าต่อมคุณธรรมแตก (breaking the gland of virtue) เรื่องของคุณธรรมจึงสอนหรือเรียนเท่านั้นไม่พอ ต้องรับการอบรมบ่มเพาะอย่างสม่ำเสมอตราบใดที่ยังมีลมหายใจ นี่คือความหมายที่ว่า Virtue cannot be taught

เพื่อความคุ้มค่า เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนสอนให้ตระหนักได้ว่า มนุษย์แต่ละคนมีปัญญาเหมือนมีทรัพย์และยิ่งกว่าทรัพย์ เพราะทำหน้าที่ดูแลและเป็นตัวการบัญชาการสูงสุดในตัวแต่ละคน หากไม่อบรมให้มีภาวะผู้นำก็จะตัดสินใจสะเปะสะปะ กลายเป็นปัญหาสังคม หากได้รับการอบรมอย่างถูกกาละและเทศะ ก็จะเป็นผู้ร่วมพัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคมแทนที่จะเป็นผู้ทำให้เกิดปัญหาสังคมให้ต้องตามแก้ ใช้หลักการป้องกันย่อมดีกว่าตามแก้ปัญหา หากต้องแก้ปัญหาก็พึงอบรมป้องกันควบกันไปด้วยจึงจะแก้ได้อย่างยั่งยืน

ปฏิญาณตนเป็นข้ารับใช้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตลอดชาติ

king9

ปรัชญาอปท (30)

ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนเป็นข้ารับใช้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตลอดชาติ

ชี้แจง

ขอปรับคำ “ตลอดทุกชาติไป” เป็น “ตลอดชาติ” หมายถึงตลอดชั่วชีวิตนี้โดยตั้งใจไม่ให้มีคำว่า “เท่านั้น” เหตุผลก็คือเพื่อใม่ให้เกิดความอึดอัดใจแก่ผู้นับถือศาสนาที่ไม่เชื่อว่ามีโลกหน้าและคนไม่อยากนับถือศาสนาใดเลย แต่มีน้ำใจดีอยากรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9เป็นศรัทธาส่วนตัว จึงให้ปฏิญาณแค่ชั่วชีวิตนี้ที่มีแน่ๆ หากผู้ใดจะตั้งจิตอธิษฐานไปถึงชาติหน้าอีกกี่ชาติหรือตลอดทุกชาติก็ขอให้เป็นการปวารณาส่วนตัวหรือเฉพาะกลุ่มก็แล้วกันนะครับ เพื่อให้โครงการที่กระผมกำลังนำเสนอนี้ใช้ได้กับประชาชนชาวสยามทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดหรือไม่ ซึ่งกระผมเชื่อว่าเป็นพระเจตนาของพระปฐมบรมราชโองการ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2593

อารัมภบท

            เนื่องจากทุกวันนี้ประชาชนชาวไทยทุกภาคส่วนมีความรู้สึกตรงกันว่า ประเทศชาติมีปัญหาการทุจริตทุกหย่อมหญ้า จึงได้ยอมให้คณะปฏิรูปสะสางปัญหาและวางนโยบายการบริหารงานประเทศชาติให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน (stable progress) ตอนแรกก็ยังงงกันอยู่ว่าคณะปฏิรูปจะเอายังไง หรือจะเหมือนทุกครั้งทึ่แล้วๆมาที่เป็นการเล่นละครสลับฉากระหว่างรัฐบาลเลือกตั้งกับรัฐบาลปฏิวัติ เหมือนกับว่ามีเวทีเดียวผลัดกันเล่น ผลัดกันสนุก และผลัดกันหาผลประโยชน์จากการบริหารภาษีอากรของประชาชน กระผมเป็นผู้สนใจปรัชญา (philosopher) ไม่กล้าเสนอตัวเป็นนักปรัชญา (sopher) ก็เลยทำใจได้ตามคติของทามเมิส ฮาบส์ (Thomas Hobbes 1588-1679) ที่บอกให้ยอมไปเสียดีๆดีกว่า เหตุผลก็คือ Homo homini lupus คนกับคนคือหมาป่าต่อกัน มันเป็นธรรมชาติของคน อยู่กันแค่ 2 คนก็ยังเอาเปรียบกันนอกจากจะมีแผนร่วมกันหวังเอาเปรียบฝ่ายที่3 คนในสังคมเดียวกันแม้ในครอบครัวเดียวกันหากไม่มีใครคอยห้ามเอาเปรียบอ ย่างได้ผล ก็จะเอาเปรียบกันอย่างชุลมุลชุลเก จึงต้องพร้อมใจกันยกใครคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ค้ำประกันการวิวาท ต้องให้เขามีอำนาจเหมือนเจ้าสมุทร (Leviathan) คือ เขาจะเอาอะไรก็รีบยกให้ ขอเพียงแต่ให้พวกเราพออยู่กันได้ในสังคมก็พอ

ครับใช่! ถ้าหวังอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ก็ควรสงบปากสงบอารมณ์พอใจรับสภาพ แต่ครั้นท่านนายกรัฐมนตรีประกาศนโยบาย 20 ปี โดยมีธรรมาภิบาล 6 ข้อเป็นเกณฑ์วัด (standard) คือ คุณธรรม นิติธรรม  ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และการคุ้มค่า

ทีแรกก็ยังมองไม่ออกว่า พระปฐมบรมราชโองการกับธรรมาภิบาลจะเชื่อมกันได้ตรงจุดไหน ก็พอดีได้ยินท่านสรุปว่าที่ท่านคิดไว้ทั้งหมดคือศาสตร์พระราชา แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า The King’ Philosophy ผมคิดว่าผมมองทะลุตีบทแตกในฐานะผู้สนใจปรัชญาคนหนึ่ง และสนใจ(เคยเขียน)ทั้งปรัชญาตะวันตกและปรัชญาตะวันออก ทั้งยังสนใจ(เคยเขียน)สหวิทยาการอันเป็นศาสตร์ ตามความหมายเดิมของภาษาสันสกฤต ที่แผลงไปเป็นคำ ศาสดา ผู้ก่อตั้งศาสนาหรืออย่างน้อยก็เป็นเจ้าสำนักที่มีความคิดของตนเองและมีศิษยานุศิษย์นำคำสอนไปขยายผล

ขอเทิดพระเกียรติพ่อหลวงด้านปรัชญา

ปรัชญาอปท. (28)

ขอเทิดพระเกียรติพ่อหลวงด้านปรัชญา

            ได้ยินได้อ่านได้เห็นการเยินยอพระเกียรติพ่อหลวงในด้านต่างๆมากมายในช่วงนี้ จนเกือบจะหาแง่ใดแทรกเข้าไปได้ยากยิ่ง แต่ก็ยังจับได้ว่ายังไม่เห็นใครยกพระอัจฉริยะด้านปรัชญาขึ้นมาเทิดทูนเลย บังเอิญกระผมได้รับเชิญให้ไปออกความเห็นเรื่อง “งานวิจัยสหวิทยาการที่ควรจะทำในประเทศไทย” เมื่อวันที่ 25-26 ตุลาคมที่แล้วมา ผมก็เลยได้โอกาสชี้แจงว่า งานวิจัยสหวิทยาการ (inter-disciplinary research) ทำได้ 3 แบบคือ 1. Multi-disciplinary ทำเหมือนขนมชั้น คือ ทำการศึกษาหลายวิชาอย่างแยกๆกันแล้วเอามาต่อกันหรือวางซ้อนกันโดยไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกัน ก็ได้ประโยชน์สำหรับแต่ละวิชาที่นำเอามาศึกษาอย่างอิสระต่อกัน จะเอามาซ้อนกันกี่วิชาก็ได้ และแต่ละวิชาก็จะได้ผลในขอบข่ายของตนอย่างอิสระต่อกัน โดยไม่ได้รับอานิสงค์จากการได้เข้ามาร่วมในการเป็นสหภาพต่อกันแต่ประการใด 2. Trans-disciplinary research ทำเหมือนตำน้ำพริก-เครื่องแกง คือ เลือกเอาส่วนประกอบตามสูตรที่ต้องการของน้ำพริก-เครื่องแกงแต่ละชนิด ครั้นโขลกจนเละแล้วก็แยกไม่ออกว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง แต่ก็รับประทานได้อร่อยดีตามวัตถุประสงค์ งานวิจัยอย่างนี้ไม่สนใจจะให้ประโยชน์อะไรแก่วิชาที่เอาเข้ามาร่วม แต่มุ่งที่ความสำเร็จขององค์รวมเป็นสำคัญ เหมือนการเอาทองแดงกับดีบุกมาหลอมรวมเป็นทองสัมฤทธิ์โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของทองแดง และดีบุก แต่คำนึงถึงประโยชน์ของทองสัมฤทธิ์เป็นสำคัญ 3. Integrated-disciplinary ทำเหมือนกวนกระยาสารท คือ ส่วนประกอบทุกอย่างยังปรากฏชัดเจน อันได้แก่ถั่ว งา ข้าวพอง ฯลฯ โดยมีน้ำตาลอย่างดีเป็นตัวเชื่อมโยงให้ส่วนประกอบจับตัวกัน เมื่อเคี้ยวกระยาสารท ผู้เคี้ยวยังแยกออกและรู้รสถั่วที่อร่อยกว่าเคี้ยวถั่วอย่างเดียว ในสหวิทยาการแบบนี้ แต่ละวิชาที่เข้ามาร่วมต่างก็ยังปรากฏและทำบทบาทของตนอย่างเต็มที่และมากกว่าที่ทำได้ขณะอยู่โดดเดี่ยว เพราะมีปรัชญาที่ดีทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงเพิ่มคุณค่าให้แก่ทุกสัดส่วน

ก็มีคำถามถามขึ้นทันทีว่าเราจะใช้สหวิทยาการแบบบูรณาการที่ว่านี้ในเรื่องใดที่ชาติต้องการ และใช้ปรัชญาใดจึงจะเหมาะกับพลเมืองไทย ผมมีคำตอบอยู่แล้วครับ จึงตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องนึกว่า เราควรช่วยคณะปฏิรูปแผ่นดินอย่างรีบด่วนด้วยการวิจัยเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินด้วยปรัชญาที่ยังไม่รู้ว่าให้สังกัดลัทธิใดได้ แต่เป็นปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่สรุปเป็นหลักการ (principle) สั้นๆกระทัดรัดว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่งผมถือว่าเป็นงานวิจัยที่ควรทำอย่างยิ่งในชาติของเรา ซึ่งควรสนับสนุนให้วิจัยตัวปรัชญาเป็นแม่บท เพื่อเป็นน้ำตาลที่จะต้องแทรกอยู่ในงานวิจัยทุกเรื่องของโครงการ โดยมีข้อสรุปต่อท้ายว่าเรื่องนั้นจะให้ความสุขแก่ผู้รู้ ผู้เผยแพร่ผลงาน และผู้นำเอาไปปฏิบัติอย่างไรบ้าง เท่านั้นก็จะเป็นงานวิจัยที่ควรทำอย่างยิ่งตามความต้องการของชาติในขณะนี้

ผมได้เสนองานวิจัยลูกของแม่บทนี้ประมาณ 50 เรื่อง ท่านที่สนใจโปรดไปสนทนากันได้ในหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตและมหาบัณฑิตได้ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา อาคาร 24 ชั้น 4 ห้อง 2443 เวลา 9.00น.- 16.00น. เพราะเราเน้นการสอนและการวิจัยเรื่องนี้โดยเฉพาะ ยินดีต้อนรับผู้สนใจเข้าร่วมฟังและออกความเห็นได้

ปรัชญาพ่อแผ่นดิน

king9

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสาร อปท (27)

ปรัชญาพ่อแผ่นดิน

            ฟันธงได้เลยว่า พ่อแผ่นดินของเราทรงมีปรัชญาและทรงใช้ปรัชญาทั้ง 7 ความหมาาย คือ คำคม ความคิดแปลกๆ เป้าหมาย วิธีการ ความคิดใหม่ ความคิดใหม่ในปรัชญาตะวันตก และ ปรัชญาบริสุทธ์ที่แสดงออกเป็นกระบวนทรรศน์  และทรงใช้ถึงระดับคุณภาพสูงสุดของแต่ละประเภท

            ถ้าเช่นนั้นก็ต้องมาวิเคราะห์เพื่อดูกันว่า ปรัชญาบริสุทธิ์ นั้นมีอะไรบ้าง และมีคุณภาพอย่างไรกันบ้าง

แม้ปรัชญาบริสุทธิ์จะเป็นผลผลิตของปัญญาของแต่ละคนโดยเฉพาะอย่างอิสระ แต่สิ่งแวดล้อมก็อดมีอิทธิพลไม่ได้ เพราะสัญชาติญาณปลอดภัยไว้ก่อน ย่อมสั่งให้เอาสิบเบี้ยใกล้มือไว้ก่อน ต่อไปเมื่อพบอะไรที่ดีกว่าแน่ๆก็อาจจะปรับเปลี่ยนได้ ดังนั้นแม้กระบวนทรรศน์จะเป็นไปอย่างนานาจิตตังอย่างไรก็ตาม ผู้มีปัญญาหลักแหลมก็พอจะวิเคราะห์แล้วก็สังเคราะห์จัดเข้ากลุ่มกันได้เป็น 5 กลุ่มเรียกว่า 5 กระบวนทรรศน์ของมนุษยชาติ คือ

  1. กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ เชื่อมั่นในน้ำพระทัยเบื้องบนเป็นเกณฑ์ความจริงภายใน และผลผลิตเป็นความเชื่อมั่นว่ามีความเป็นจริงภายนอก อันได้แก่ตัวผู้คิดเอง มีเบื้องบน และทุกสิ่งในประสบการณ์
  2. กระบวนทรรศน์โบราณ เชื่อมั่นในกฎเกณฑ์ตามที่เจ้าสำนักและผู้น่าเชื่อถือกำหนด ยกขึ้นเป็นเกณฑ์ความจริงของตน ส่วนผลิตผลจากความจริงภายในจะเป็นความเชื่อมั่นว่ามีความเป็นจริงภายนอกที่มีกฎเกณฑ์กำกับทุกกระเบียดนิ้ว
  3. กระบวนทรรศน์ยุคกลาง เชื่อมั่นในศรัทธาของตนเป็นเกณฑ์ความจริงและเป็นศรัทธาที่ระบุว่าความสุขในโลกหน้าเท่านั้นที่มีค่า นอกนั้นควรเสียสละหมด อันตรายมากหากเชื่อว่าต้องทำลายผู้อื่นทั้งหมดที่ไม่เห็นด้วยกับศรัทธาของตนด้วยความเสียสละดังกล่าว มิฉะนั้นก็ไม่เป็นอันตรายแก่ใคร ปล่อยให้เป็นเรื่องส่วนตัวได้
  4. กระบวนทรรศน์นวยุค เชื่อมั่นในวิธีการวิทยาศาสตร์ว่าให้ความจริงภายใน ซึ่งใช้ตัดสินความเป็นจริงภายนอกทั้งหมดว่ามีจริงหรือไม่
  5. กระบวนทรรศน์หลังนวยุค เชื่อมั่นในการพัฒนาคุณภาพ (ในตัวมนุษย์เรียกว่าพัฒนาคุณภาพชีวิต) อันเป็นเกณฑ์ความจริงภายในปัญญา และเป็นเกณฑ์ภายนอกตั้งแต่ความเป็นจริงที่พัฒนา การตัดสินคุณค่าต่างๆ เช่น ความดี ความงาม

 

หมายเหตุ ความเป็นจริง (reality) หมายถึงทุกสิ่งที่มีจริงภายนอกปัญญา ที่วิชาอภิปรัชญา (metaphysics) ศึกษาว่าเป็นอะไรอย่างรวมๆ ส่วนความจริง (truth) คือ คุณสมบัติของความรู้ภายในปัญญาที่เชื่อว่าตรงกับความเป็นจริงภายนอกด้วยเกณฑ์ที่ปัญญาของแต่ละคนรับเป็นเกณฑ์ของตน ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ก็ตัดสินว่าไม่จริง ถ้าไม่แน่ว่าจริงหรือไม่ก็ไม่ตัดสิน แม้ผู้บอกว่าตนสงสัยทุกเรื่องก็ย่อมมีเกณฑ์ของตน มิฉะนั้นจะตัดสินไม่ได้ว่าสงสัย วิชาญาณปรัชญา (epistemology) สนใจศึกษาประเด็นนี้ เมื่อเอา 2 สาขานี้รวมกันเข้าก็เรียกว่าวิชาปรัชญาบริสุทธิ์ (pure philosophy) ซึ่งแสดงออกเป็นกระบวนทรรศน์ 5  เมื่อเอาปรัชญาบริสุทธิ์หรือกระบวนทรรศน์ใดกระบวนทรรศน์หนึ่งไปตัดสินเรื่องใดของความรู้อื่นๆ ก็จะได้ ปรัชญาประยุกต์ (applied philosophy) ของวิชานั้นๆ