scientific method and progress

war

scientific method and progress วิธีการวิทยาศาสตร์กับความก้าวหน้า

ผู้แต่ง : ศุภชัย  ศรีศิริรุ่ง

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ในเมื่อวิธีใหม่รับรองผลความรู้ใหม่น่าตื่นเต้นและช่วยให้เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างทันตาเห็น ก็เกิดคลื่นความอยากรู้ด้วยวิธีใหม่กันอย่างกว้างขวาง  ทำให้เรื่องดอนฮวนของโมซาร์ท (Mozart’s Don Juan) และเรื่องเฟาสท์ของเกอเต (Goethe’s Faust) ถูกรสนิยมเพราะแสดงความในใจของคนยุคใหม่อย่างดี ดอนฮวนเป็นคนเจ้าชู้แต่ความเจ้าชู้ของเขานั้นเป็นวิธีแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิตของเขา ซึ่งเขาไม่แคร์ว่าจะผิดประเพณีที่เคยถือกันมา ส่วนเฟาสท์ก็เช่นกัน เขาต้องการมีอำนาจเพื่อแสวงหาความรู้และสร้างสรรค์ เพื่อบรรลุเป้าหมายเขาไม่แคร์ที่จะขายวิญญาณให้ซาตานและจะต้องไปนรกเพราะเขาถือว่าแม้ที่นั่นก็มีโอกาสศึกษาจากประสบการณ์ที่ชาวสวรรค์ไม่มีโอกาสจะศึกษา แต่เขากลับเสียใจที่การสร้างสรรค์ของเขาต้องเบียดเบียนความสุขของคนยากจนที่ไม่มีกำลังป้องกันตัวเอง อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าแม้เสียใจก็ต้องทำเพื่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติ ผู้แต่งคือเกอเท คงมิได้ส่งเสริมให้ทำเช่นนั้น  แต่คงต้องการชี้เหตุผลที่น่าเศร้าอย่างหนึ่งของวิธีใหม่ที่ทำให้เทคโนโลยีก้าวหน้า

อุตสาหกรรมทำให้คนจนไร้ที่พึ่ง  ในระบบศักดินา  นายก็มักจะสนใจดูแลลูกน้องเพื่อช่วยเสริมบารมีให้กับตน  ลูกน้องก็ต้องพึ่งนายเพื่อเอาชีวิตรอดและมีความปลอดภัย  มีการพึ่งพาและโอบอุ้มจงรักภักดีต่อกันไม่มากก็น้อย  ในระบบอุตสาหกรรมอันเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นายจ้างไม่ง้อลูกจ้าง เพราะนายทุนต้องคำนึงถึงกำไรสุทธิสูงสุดเพื่อแข่งขันกับนายทุนอื่น ๆ  ลูกจ้างก็ต้องแข่งขันกันและกันในด้านผลผลิตและค่าจ้าง  จนถึงตั้งเป็นนโยบายการบริหารเพื่อผลกำไรสูงสุดว่า ถ้าลาลากรถถ่านหินตายไปตัวหนึ่ง ต้องเสียเงินซื้อตัวใหม่มาแทน แต่ถ้าเด็กลากรถถ่านหินตายลง ก็หาเด็กคนใหม่มาแทนได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มแต่ประการใด  บ่อยครั้งผู้ถูกเอาเปรียบรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิและป้องกันสิทธิอันพึงมี

เกิดการแข่งขันระหว่างชาติและสงครามโลก  อุตสาหกรรมทำให้เกิดความต้องการแหล่งวัตถุดิบและตลาดระบายสินค้าทางออกก็คือ ส่งทหารไปยึดดินแดนเป็นอาณานิคมการค้า ยิ่งยึดได้มากก็ยิ่งร่ำรวยมากและมีพลังต่อรองระดับนานาชาติเพื่อเป็นมหาอำนาจ  อย่างเช่น สเปน โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ตามลำดับได้เคยทำมาแล้ว  ชาติเหล่านี้ต้องทำสงครามเพื่อแย่งอาณานิคมเป็นครั้งคราวและต้องส่งกองกำลังไปคุ้มครองผลประโยชน์ให้เพียงพออยู่เสมอ มิฉะนั้น ก็จะถูกแย่งชิงหลุดลอยไป เพราะไม่มีใครตัดสินกรณีพิพาท เยอรมันตั้งตัวได้ช้า ไม่มีที่เหลือให้ยึดเป็นอาณานิคม จึงต้องเตรียมทำสงคราม อิตาลีและญี่ปุ่นเร็วกว่าเยอมรมันเพียงนิดเดียว รู้สึกช้าไปเช่นกัน ต้องการอาณานิคมเพิ่ม จึงพร้อมใจร่วมเยอรมนีทำสงครามด้วย สงครามโลกเกิดขึ้นเป็นเวลา 31 ปี (ค.ศ.1914-1945) เพื่อตัดสินปัญหาการแบ่งสันอาณานิคมด้วยพลังรบ

เกิดลัทธิทางการเมืองแบบต่าง ๆ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน  ลัทธิประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศแข่งขันกันอย่างเสรี โดยหวังว่าด้วยกฎหมายที่มีเหตุผลตามเกณฑ์วิชาการ ที่จะทำหน้าที่ทั้งกระตุ้นการแข่งขันและควบคุมมิให้ก้าวก่ายกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนทั้งหมดเป็นทรัพยากรที่ให้พลังสูงสุดแก่ประเทศในการแข่งขันกับประเทศอื่น

ลัทธิคอมมิวนิสต์ เห็นว่าการกระตุ้นให้แข่งขันกัน ทำให้เสียพลังไปในการวางแผนเอาเปรียบกัน เกิดการแตกแยกได้ง่าย อย่างเช่น สงครามสหรัฐฯ แยกตัวออกจากอังกฤษ สงครามกลางเมืองสหรัฐฯ เป็นต้น สู้สร้างอุดมคติให้ชนชั้นกรรมาชีพตื่นตัวและยอมให้เผด็จการเพื่อล้มชนชั้นนายทุนไม่ได้ สร้างเอกภาพและรวมพลังได้ดีกว่า

ลัทธิเบ็ดเสร็จนิยม (totalitarianism) ในประเทศที่พัฒนาจนไม่มีปัญหาความขัดแย้งรุนแรงกับนายจ้างแล้ว และมีการศึกษากันดีทั่วถึง ก็ย่อมตระหนักได้ง่ายถึงความเสียเปรียบในด้านการค้า  หากไม่มีอาณานิคม จึงพร้อมใจกันสนับสนุนผู้นำที่สัญญาจะพัฒนาชาติให้เหนือกว่าชาติอื่น เพื่อเป็นผู้นำโลก ลัทธินาซี ฟาสซิสต์ และชาตินิยมจึงเกิดขึ้นง่ายภายในประเทศเยอรมนี อิตาลีญี่ปุ่น และอาจจะเกิดลัทธิคล้ายคลึงกันนี้ขึ้น ณ ที่ใดก็ได้ที่มีปัญหาคล้ายคลึงกัน

scientific method

scienctific

scientific method วิธีการวิทยาศาสตร์

ผู้แต่ง : ศุภชัย  ศรีศิริรุ่ง

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นมาในโลกแห่งปัญญาระยะนี้ก็คือ วิทยาศาสตร์  วิทยาศาสตร์เริ่มไหวตัวขนานใหญ่และเริ่มก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากพบวิธีการอันถูกต้องซึ่งเรียกว่าวิธีการวิทยาศาสตร์ (scientific method)  วิธีการวิทยาศาสตร์อาศัยท่าทีสองอย่างที่ต่างกันมาก คือท่าทีประจักษ์ (empirical attitude) และท่าทีคำนึง (speculative attitude)  ท่าทีประจักษ์ใช้วิธีการอุปนัย (induction)  ส่วนท่าทีคำนึงใช้วิธีการนิรนัย(deduction)  วิทยาศาสตร์ส่วนรวมก้าวหน้าขึ้นมาได้ก็โดยอาศัยท่าทีทั้งสองร่วมกัน  แต่นักปราชญ์แต่ละท่านอาจจะเน้นหนักไปในทางใดทางหนึ่งจนถึงขนาดละเลยอีกทางหนึ่งก็ได้  การเน้นหนักและการละเลยดังกล่าวนี้มีระดับต่าง ๆ กัน   จึงเกิดมีความคิดปรัชญาออกมาหลายทำนองตามจิตตารมณ์ของแต่ละท่านว่า  จะให้ความสำคัญแก่ท่าทีไหนมากน้อยเพียงไร  ก่อนที่เราจะศึกษาความคิดของนักปรัชญาแต่ละท่าน เห็นควรทำความเข้าใจเรื่องอุปนัยและนิรนัยให้แจ่มแจ้งสักเล็กน้อยก่อน

วิธีการอุปนัย(Induction) คือวิธีพิสูจน์ข้อความทั่วไปจากประสบการณ์หน่วยย่อยหลายหน่วย เช่น เราเคยเห็นต้นมะพร้าวมาจำนวนมาก ไม่เคยเห็นแตกกิ่งเลย เราก็สรุปได้ว่าต้นมะพร้าวทุกต้นไม่แตกกิ่ง

อย่าลืมว่าวิธีการนี้กว่าจะเป็นหลักเกณฑ์ดังที่เราเข้าใจกันทุกวันนี้ได้  ก็ต้องผ่านการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมมาหลายซับหลายซ้อน ทั้งนี้อาศัยนักคิดที่มีท่าทีประจักษ์  แสดงความคิดต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

ท่าทีนี้  เริ่มจากนักประพันธ์ที่ชอบสังเกตธรรมชาติแล้วระบายออกมาเป็นความรู้สึกต่าง ๆ  ส่วนพวกนักปรัชญายุคโบราณจนสิ้นยุคกลางชอบคิดออกมาจากปัญญามากกว่าสังเกตธรรมชาติ  ทั้งนี้ต้องยกเว้นบางท่าน  เช่น แอเริสทาเทิล  เซนต์แอลเบิรท์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นต้น ที่ใช้ทั้ง  2  วิธีช่วยกัน

ตัวอย่างพวกที่มีท่าทีประจักษ์ เช่น โชเซอร์ (Chaucer 1342?-1400) บรรยายลักษณะแท้จริงของนักแสวงบุญแต่ละคนตามความเป็นจริง  แสดงความงามของฤดูใบไม้ผลิด้วย สี  กลิ่น  เสียง  ตามที่ได้สังเกตมาจริง ๆ  ศิลปินศตวรรษที่ 15 ที่พยายามจะวาดภาพมนุษย์ตามความเป็นจริงและพยายามทดลองใช้ทิวทัศน์ (perspective) ในภาพเขียน  เหล่านี้นับว่าเป็นพวกมีท่าทีประจักษ์ทั้งสิ้น  ท่าทีของพวกนี้ต่างกับท่าทีมนุษยนิยมสมัยฟื้นฟู(renaissant humanism)  เพราะชาวมนุษยนิยมสมัยฟื้นฟูสนใจเดินตามจิตตารมณ์กรีกเพื่อแทนจิตตารมณ์ศาสนาคริสต์ยุคกลางเป็นประเด็นสำคัญ

กระไรก็ดี  ท่าทีประจักษ์ดังกล่าวข้างต้นยังไม่เป็นวิทยาศาสตร์  พวกที่เริ่มมีท่าทีประจักษ์แบบวิทยาศาสตร์เห็นจะได้แก่พวกศึกษาแพทยศาสตร์ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทางเหนือของอิตาลี  พวกนี้เริ่มค้นคว้าจากตำรากรีกและอาหรับ  แล้วค่อย ๆ สนใจสังเกตอาการโรคและทดลองการบำบัดด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามธรรมชาติ   มีการผ่าศพคนตายเพื่อความรู้ทางสรีระวิทยา เป็นต้น  พวกนี้จึงนับว่ามีท่าทีและจิตตารมณ์ต่างกับพวกนักปราชญ์ยุคกลางเป็นอันมาก  ซึ่งชอบเชื่อคำสอนของคนโบราณและคิดเข้าใจเอาด้วยปัญญาหยั่งรู้  นักปราชญ์ที่มีท่าทีหนักไปในทางนี้ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น

วิธีนิรนัย(Deduction) คือการพิสูจน์ข้อความทั่วไปที่ยากกว่าโดยอ้างข้อความที่ง่ายกว่ามาสนับสนุน เช่น เราพิสูจน์ว่าลุงดำเป็นผู้ชายโดยอ้างว่า เพราะลุงทุกคนเป็นผู้ชาย

วิธีนิรนัยนี้ใช้อย่างได้ผลเด่นชัดที่สุดในวิชาคณิตศาสตร์ เช่น วัว 2 ตัว กับควาย 3 ตัว รวมเป็นสัตว์ 5 ตัว ก็เพราะเราแน่ใจกฎทั่วไปว่า 2 + 3 = 5 เสมอ

นักปรัชญาในช่วงแรกที่เน้นการใช้วิธีการนี้ได้แก่ เคอเพอร์นิเคิส (Copernicus 1473 – 1543) ; เคพเลอร์ (Kepler 1571-1630) ; กาลิเลโอ (Galileo 1564-1642) ;  เดการ์ต (Descartes 1596-1650) ; ฯลฯ

scholasticism

scholastics

scholasticism ปรัชญาอัสสมาจารย์

ผู้แต่ง : กันต์สินี  สมิตพันธ์

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ในการศึกษาปรัชญาอัสสมาจารย์ ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่งว่า ไม่มีนักปรัชญาคนใดในยุคกลางคิดปรัชญาเพื่อรู้พิศวงอย่างเพลโทว์หรือเอเริสทาเทิล แต่พวกเขาคิดปรัชญาเพื่อเข้าใจศาสนาและกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ได้ชีวิตพระเป็นเจ้า

การแยกเนื้อหาปรัชญาออกพิจารณาอย่างอิสระจากภูมิหลัง จึงมักจะทำให้เข้าใจไขว้เขว และชักนำให้ประเมินค่าปรัชญาอัสสมาจารย์ผิดพลาดไปจากลักษณะที่ควรจะเป็นอย่างมาก อย่างเช่นปัญหาเรื่องสิ่งสากล หากแยกพิจารณาโดยไม่คิดถึงภูมิหลัง อันได้แก่ความต้องการอธิบายข้อเชื่อ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างกับสิ่งสร้างแล้ว จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ ไม่น่าจะเสียเวลามาถกเถียงกันเป็นเรื่องใหญ่โต ดังนี้เป็นต้น

ในทำนองเดียวกันผู้ที่ศึกษาปัญหาเรื่องสิ่งสากลให้สัมพันธ์กับเรื่องการสร้างโลกโดยไม่พิจารณาถึงเป้าหมายว่า นักปราชญ์อัสสมาจารย์ขบคิดเรื่องดังกล่าวเพื่อสรุปหาแนวทางปฏิบัติให้ได้ชีวิตพระเป็นเจ้า ก็ยังมิได้มีมโนภาพถึงปรัชญาอัสสมาจารย์ดีขึ้นมากนัก เพราะคงจะสรุปในทำนองคล้ายกันว่าเสียเวลาถกเถียงกันในเรื่องไร้สาระอันไม่เกี่ยวกับการดับทุกข์ ดังที่เคยปรากฏเป็นข้อสรุปจากการศึกษาปรัชญาอัสสมาจารย์เช่นนี้อยู่บ่อย ๆ แม้จากนักเขียนปรัชญาชาวตะวันตกเองด้วย ผู้ที่สรุปเช่นนี้แสดงให้เห็นว่ายังมิได้ศึกษาปรัชญาอัสสมาจารย์ให้ถ่องแท้พอ แต่ก็น่าเห็นใจ เพราะยากที่จะศึกษาให้ถ่องแท้ได้ด้วยเวลาอันจำกัด และโดยทั่วไปก็มักจะให้เวลาสำหรับศึกษาปรัชญาอัสมาจารย์กันน้อยเหลือเกิน

ผู้สอนเองก็ไม่อาจจะให้เวลามากนักสำหรับเตรียมสอนปรัชญาอัสสมาจารย์ให้ดีพอ และที่สำคัญก็คิดกันว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญใคร ๆ ก็สอนได้ และก็สอนกันพอเป็นพิธีเป็นส่วนมาก ตำราปรัชญายุคกลางส่วนมากก็ดูเหมือนว่าเขียนขึ้นอย่างเสียไม่ได้ ที่มีเขียนขึ้นอย่างสมบูรณ์อยู่บ้างก็ไม่สู้นิยมใช้เป็นคู่มือ เพราะต้องเสียเวลาอ่านและขบคิดมาก สู้ใช้ตำราที่เขียนขึ้นอย่างลวก ๆ ไม่ได้นี่คือชะตากรรมของปรัชญาอัสสมาจารย์ในโลกปัจจุบัน จึงต้องยอมทนถูกตีความอย่างผิด ๆ อยู่มากแม้จากฝ่ายคริสตชนเองด้วย

scholastic philosophy

scholastic philosophy ปรัชญาอัสสมาจารย์

ผู้แต่ง : กันต์สินี  สมิตพันธ์

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

“อัสสมาจารย์” มาจากศัพท์บาลี อัสสะมะ (สก. อาศรฺมะ = ที่อยู่ของนักพรต + ศัพท์สันสกฤต อาตาระยะ (มค. อาจาริย) = อาจารย์ หมายความตามนิรุกติว่า อาจารย์ที่อยู่ตามอาศรม  เป็นศัพท์บัญญัติขึ้นเพื่อให้แปลศัพท์ภาษาอังกฤษว่า scholastic philosphersหรือ schoolmen หมายถึง นักปรัชญาตามสำนักต่างๆ ในครึ่งหลังของยุคกลาง  ซึ่งมีฐานะเป็นบาทหลวงในคริสตศาสนาที่อยู่ตามสำนักนักปรัชญา เพราะการสอนปรัชญาในสมัยดังกล่าวนี้มีการจัดระบบการศึกษาเป็นหลักสูตรระดับมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทุกแห่งเป็นขององค์การศาสนาคริสต์  หรือบริหารโดยองค์การศาสนาคริสต์ อาจารย์ที่สอนและนักปรัชญามีชื่อจึงเป็นนักบวชทั้งสิ้นและส่วนมากเป็นนักพรตของคณะต่างๆ ปรัชญาอัสสมาจารย์จึงหมายถึงปรัชญาของนักปรัชญาเหล่านี้ ซึ่งมีอยู่หลายสำนักด้วยกัน

การแบ่งปรัชญาอัสสมาจารย์  แบ่งตามระยะเวลาได้  5 ระยะ คือ

1)  ระยะฟื้นฟูโดยกษัตริย์ชาร์ลมาญ (ค.ศ. 800-1100)

2) ระยะสร้างปัญหา (ค.ศ. 1100-1200)

3) ระยะสร้างระบบ (ค.ศ. 1200-1274)

4)  ระยะเลือกระบบ (ค.ศ. 1275-1300)

5)  ระยะเสื่อมศรัทธาต่อระบบ (ค.ศ. 1300-1500)

ลักษณะทั่วไป

แยกเทววิทยาออกจากปรัชญา  โดยถือว่าการศึกษากันคนละระดับปรัชญาศึกษาด้วยเหตุผลตามธรรมชาติ  คือ ถือเอาสามัญสำนึกเป็นมูลบท  ส่วนเทววิทยาศึกษาด้วยเหตุผลเหนือธรรมชาติ  คือ ถือเอาวิวรณ์  (revelation) เป็นมูลบทของเหตุผล  ปรัชญากับเทววิทยาอาจจะศึกษาเนื้อหาเดียวกันในบางเรื่อง  แต่วิธีอ้างเหตุผลต่างกัน  อย่างไรก็ตาม  เทววิทยาต้องช้ปรัชญาเป็นพื้นฐาน แต่หาความรู้เหนือปรัชญาขึ้นไป ปรัชญาจึงเป็นสาวใช้ของเทววิทยา (Philosophy is the handmaid of Theology) ด้วยประการฉะนี้

ภาษา  ใช้ภาษาละตินเป็นภาษากลางสำหรับนักศึกษาทั่วยุโรปความคิดจึงเดินตามหลักภาษาของภาษาละติน

วิธีเสนอปรัชญา  เสนอในรูปนิรนัยอย่างหลวมๆ คือ ประโยคไม่จำเป็นต้องแปลงเป็นประโยคตรรกวิทยาเสมอไป  เวลาคัดตค้านก็อ้างชื่อประโยค  เช่น ขอคัดค้านประโยคอ้างเอก  ขอยอมรับประโยคอ้างโท  หรือขอแยกประโยคสรุป  เป็นต้น  วิธีการนี้เรียกว่าวิภาษวิธีแบบอัสสมาจารย์ (scholastic dialectic)

นิยมการสร้างระบบ  อาจารย์ผู้สอนปรัชญาสมัยนั้นจะพยายามสร้างระบบความคิดของตนขึ้นโดยรวบรวมเนื้อหาเท่าที่สนใจกันอยู่ในขณะนั้น  ใครสร้างระบบได้แนบเนียนดีจะมีลูกศิษย์ลูกหามาก

แนวโน้ม  ปรัชญาปิตาจารย์เน้นหนักทางผสมผสานคริสต์ศาสนากับปรัชญากรีก  ปรัชญาอัสสมาจารย์จะหันมาเน้นทางใช้ปรัชญากรีกอธิบายคริสตศาสนามากกว่าที่จะหวังผลเพียงแค่การผสมผสาน

reason in philosophy

reason in philosophy เหตุผลในปรัชญา

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ปรัชญาสมัยเหตุผล (1600-1750) เป็นระยะกึ่งทางของปรัชญายุคใหม่ คืออยู่หลังปรัชญาสมัยฟื้นฟูและอยู่ก่อนหน้าปรัชญาสมัยพุทธิปัญญา สมัยเหตุผลจึงเป็นสมัยที่การฟื้นฟูวัฒนธรรมกรีกอิ่มตัวแล้ว  ไม่รู้จะฟื้นฟูอะไรขึ้นมาอีกแล้ว  และที่ฟื้นฟูขึ้นมาใช้แล้วก็ได้ผลไม่ถึงขั้นน่าพอใจ  แต่กลับทิ้งปัญหาไว้ให้แก้ไขมากมาย ทั้งในด้านศาสนา  การเมือง  ปรัชญา  และวัฒนธรรม  ปัญหาที่ร้ายแรงและรุนแรงในทุกด้านคือการแตกแยก มีการแตกแยกกันอย่างรุนแรง  ทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ คนจำนวนมากถือโอกาสปฏิบัติการรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา  แต่ก็ยิ่งเพิ่มปัญหามากขึ้น นักปราชญ์โดยทั่วไปในสมัยเหตุผลจึงเห็นเป็นปัญหาต้องแก้ไขอย่างรีบด่วน  โดยแสวงหาวิถีทางที่ทุกคนจะยอมรับได้ร่วมกัน  โดยไม่ต้องคำนึงถึงเชื้อชาติ  ศาสนา  และวัฒนธรรม  เพื่อแก้ไขความแตกแยกดังกล่าว

Continue reading “reason in philosophy”

rationalism

rationalism

rationalism เหตุผลนิยม

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ลัทธินี้เชื่อว่าข้อความใดจะเชื่อได้ว่าจริงนั้นต้องพิสูจน์ได้ด้วยวิธีนิรนัย การวางรากฐานปรัชญาแนวเหตุผลนิยม คือถือว่าเหตุผลเป็นมาตรการค้ำประกันความจริงแต่อย่างเดียว แม้งานของท่านเหล่านี้จะได้ผลไม่น่าพึงพอใจ แต่ความคิดของท่านนับว่ามีอิทธิพลต่อการศึกษาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

สมัยนี้ใครจะฟังอะไรก็อยากจะฟังว่ามีเหตุผลอย่างไร ใครจะพูดอะไรก็อ้างว่าพูดด้วยเหตุผล แม้เด็ก ๆ ก็ใช้เหตุผลมากกว่าแต่ก่อนจะสั่งให้เด็กทำอะไรมักจะถูกย้อนว่า ทำไปทำไม

ถ้าเราบอกเด็กว่าวันหลังพบกันใหม่นะ เด็กอาจจะย้อนว่า วันหลังพบกันไม่ได้แล้ว มีแต่วันหน้าเป็นต้น เราชินกับความต้องการเหตุผลยิ่งขึ้นทุกทีโดยไม่รู้ตัว

อันที่จริงความต้องการเหตุผล ต้องการพิสูจน์ความรู้หรือความจริงที่เรายอมรับด้วยเหตุผลก็เป็นความต้องการของบรรดานักปราชญ์ยุคกลางอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักปรัชญาอัสสมาจารย์ (ดู scholasticism) แต่สมัยนั้นมุ่งสร้างระบบความรู้ คือพยายามเรียบเรียงความรู้ทุกอย่าง ทั้งทางโลกและทางธรรม ให้มีเหตุผลอ้างอิงถึงกันเป็นระบบเดียวและระบบเดียวทีแต่ละคนเชื่อนั้นก็มีหลายระบบ แล้วแต่ว่าจะใช้วิธีใดสร้างระบบให้เชื่อถือได้ เช่นใช้วิธีสหนัย (ดู coherence theory) ทฤษฎีมูลฐาน (ดู foundation theory) ทฤษฎีสมนัย (ดู correspondence theory)

เราต้องชมและขอบคุณนักคิดฝ่ายเหตุผลนิยมที่ได้ค้นหาวิธีการอันมีประโยชน์ให้แก่โลกมนุษย์ วิธีพิสูจน์ด้วยเหตุผลของท่านได้ผลักดันให้วิชาการต่าง ๆ ก้าวหน้ามาอย่างรวดเร็วและจะก้าวหน้าต่อไป ปัญญาของมนุษย์เราวิวัฒน์มาอย่างใหญ่หลวงในระยะสองสามร้อยปีให้หลังนี้ก็ต้องนับว่าเป็นหนี้บุญคุณแนวความคิดที่นักปรัชญากลุ่มนี้ได้วางไว้เป็นมรดก

problem of faith and reason

good_and_evil

problem of faith and reason ศรัทธากับเหตุผล

ผู้แต่ง : สุดารัตน์ น้อยแรม

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ปัญหานี้เคยมีมาแล้วในระยะแรกของสมัยปิตาจารย์ โดยฝ่ายประนีประนอมปรัชญาของเพลโทว์กับศาสนาคริสต์มีชัย  แต่แล้วความแตกแยกเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนมหาอาณาจักรโรมันสั่นสะเทือน ลงเอยด้วยการใช้สังคายนาเป็นเครื่องมือบังคับเอกภาพ  ผลก็คือคริสตจักรคงอยู่

Continue reading “problem of faith and reason”

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑