ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (160)

orpheus-and-eurydice

ปรัชญาศาสนาของออร์เฝิส

ออร์เฝิส (Orpheus) มีชีวิตอยู่ก่อนโฮเมอร์หลายศตวรรษและก่อนสงครามกรุงทรอยเล็กน้อย ในขณะที่ชาวกรีกเผ่าอเคียนเป็นใหญ่ในดินแดนกรีซและกำลังผสมผสานอารยธรรมอารยันกับอารยธรรมเผอแลสเจียนของชาวพื้นเมืองเดิมอยู่ ออร์เฝิสจึงน่าจะเป็นชนอเคียนคนหนึ่งที่ย้ายถิ่นไปอยู่ในแคว้นเธรส (Thrace) ตอนเหนือซึ่งชาวพื้นเมืองกำลังนับถือศาสนาของเจ้าแม่ธรณีและโอรสดายเออเนเฉิสของชาวเกาะครีทอย่างเข้มข้น ออร์เฝิสเป็นคนฉลาด เอาระบบศาสนาอารยันไปสอนตามความเข้าใจของตนอันเป็นปรัชญาลึกซึ้งที่ถูกใจลูกศิษย์เอาไปสอนและปฏิบัติต่อๆกันโดยอ้างว่าเป็นคำสอนของออร์เฝิสซึ่งต่อๆมาได้รับการยกย่องว่าเป็นโอรสเทพและเทวีบ้าง เป็นมนุษย์กึ่งเทพคือ มีบิดาเป็นเทพและมารดาเป็นมนุษย์บ้าง เป็นประกาศกผู้ได้รับคำสอนจากเทพโดยตรงมาเผยแผ่แก่มนุษย์บ้าง เป็นนักปรัชญ์ผู้หยั่งรู้ถึงความลึกลับของอดีตและความเป็นจริงของเอกภพและมวลมนุษย์บ้าง ผู้มีศรัทธาเหล่านี้ยกย่องท่านด้วยปาฏิหาริย์คำสรรเสริญเยินยอ จนเลยเถิดปะปนเข้าไปในเรื่องจริงจนยากที่จะแยกออกได้ว่าอะไรบ้างจริงนอกจากจะพยายามสันนิษฐานเอาจากความเป็นไปได้และความน่าจะเป็นในบรรยากาศของออร์เฝิสเอง

 ความสำคัญ

          ในศตวรรษแรกๆของศาสนาคริสต์ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากระหว่างนักปราชญ์คริสต์ที่พยายามอ้างปรัชญาศาสนาของออร์เฝิสสนับสนุนคัมภีร์ไบเบิล กับลูกศิษย์ของเพลโทว์ที่พยายามอ้างปรัชญาศาสนาของออร์เฝิสเพื่อสนับสนุนปรัชญาของเพลโทว์ ปรากฏว่าสามารถรวบรวมงานเขียนที่อ้างว่าเป็นของออร์เฝิสได้มากมาย ส่วนมากจากการรวบรวมของอานเนอมาคเขรอเถิส (Onomacritus) ตั้งแต่ศตวรรษที่6ก.ค.ศ.และมีผู้สนใจรวบรวมไว้เพื่อการศึกษาต่อมาเรื่อยๆอีกมากจนถึงประมาณคริสตศตวรรษที่ 4 ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วก็เหมือนกันบ้าง เพี้ยนกันบ้างตามอัธยาศัย แต่ก็มีผู้สนใจศึกษาเรื่องนี้โดยตรงด้วยหลักวิเคราะห์วิจักษ์และวิธานมาพอสมควรจนสรุปเป็นเนื้อหาวิชาการน่าเชื่อถือได้สมควรแก่อัตภาพ ดังต่อไปนี้

คำสอนเรื่องกำเนิดเทพ

            แรกเริ่มเดิมทีมีเวลา (Time) คู่กับชะตา (Fate) ครั้นเวลารวมตัวกับชะตาเกิดอากาศ(Aether), ความมืด (Erebus, Darkness), สารสับสน (Chaos)

ครั้นอากาศรวมตัวกับสารสับสนเกิดแสงสว่างรูปไข่

ครั้นแสงสว่างรวมตัวกับความมืดเกิดกลางคืน เกิดธรณี (Gaea) และท้องฟ้า (Uranus)

ครั้นธรณีรวมตัวกับท้องฟ้าเกิดอสูรและอสุรีจำนวนหนึ่ง

จากอสูรกับอสุรีเกิดเทพเทวีต่างๆ

ดายเออนายเสิส (Dionysus) เกิดจากเทวราชซูสกับเทวีเพอร์เซฟเฝอนิ (Persephone)

 

คำสอนเรื่องมนุษย์

ตัวตนของมนุษย์จริงๆอยู่ที่วิญญาณ (soul) ร่างกายเป็นสิ่งที่อสูรปั้นขึ้นมาสำหรับกักขังวิญญาณ เปรียบได้กับบ้าน หรือคุก หรือหลุมฝังศพ หรืออาภรณ์ หรือร่างแห หรือป้อมปราการ แล้วแต่จะเทียบ ส่วนวิญญาณนั้นเทพสร้างขึ้นมาให้เป็นบริวารและมีชีวิตอมตะอย่างเทพ แต่ได้ทำผิดบางประการจึงถูกโทษให้มาอยู่ในร่างกายชั่วคราว บางแห่งก็ว่าเพื่อให้มีโอกาสสร้างบารมี วิญญาณมีหน้าที่รักษากายให้สะอาดสะอ้านเรียบร้อยที่สุดอยู่เสมอเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นชี้บ่งถึงคุณภาพของวิญญาณ และไม่มีสิทธิทำลายร่างกายโดยฆ่าตัวตาย เพราะวิญญาณยังใช้กรรมไม่จบหรือสร้างบารมียังไม่พอ วิญญาณมีหน้าที่ควบคุมร่างกายให้อยู่ในโอวาทด้วยการฝึกกรรมฐาน ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ แม้ฆ่าเพื่อบูชายัญก็ไม่พึงกระทำ หากสิ้นชีวิตลงโดยใช้กรรมยังไม่จบก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดจนกว่าจะหมดกรรมหรือสร้างบารมีให้เพียงพอ เรื่องเวียนว่ายตายเกิดเป็นคำสอนของออร์เฝิสที่ไม่พบคำยืนยันจากออร์เฝิสโดยตรง มีแต่คำยืนยันของเพลโทว์, พินดาร์, เอิมเพดเดอขลิส, และเฮร์เรอโดว์เถิส มีการเกริ่นถึงการเข้าจารีตทำวิญญาณให้บริสุทธิ์ (purification of the soul) แต่ไม่มีเอกสารหลงเหลือมาให้ศึกษาได้ว่ามีขั้นตอนปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง มีระบุเพียงแต่ว่าผู้ทำให้วิญญาณบริสุทธิ์ก่อนตาย วิญญาณจะไปเกิดใหม่บนเกาะนักบุญ(Isles of the Blest) คนละแห่งกับสวรรค์ของเทพ จะมีความสุขทั้งกายและวิญญาณ

ผู้เข้าจารีตจะได้รับคำสอนให้รู้ขั้นตอนการเดินทางไปสู่เกาะนักบุญเพื่อกันมิให้หลงทาง มีการสลักขั้นตอนเดินทางดังกล่าวในหลุมฝังศพ บางทีก็สลักบนแผ่นโลหะคล้องคอศพ สันนิษฐานว่าเพื่อให้วิญญาณท่องจำให้แม่นยำก่อนจะจากร่างกายไป พบข้อความระบุว่า หน้าประตูเข้าห้องของเทวราช (Hall of Zeus) มีน้ำพุทางด้านซ้ายมือ ให้น้ำแห่งการลืม วิญญาณใดที่จิตใจยังไม่บริสุทธ์จะรู้สึกกระหายจนอดใจไม่อยู่ ครั้นดื่มน้ำจากบ่อน้ำพุนี้ผ่านลำคอก็จะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง วิญญาณจะกลับสู่โลกเพื่อหาที่เกิดใหม่ตามกรรมที่ยังมีอยู่ ทางขวามือเป็นบ่อน้ำพุแห่งความทรงจำ จะต้องจำสูตรผ่านด่านให้ได้ว่า “ข้าเป็นบุตร (ธิดา) ของเจ้าแม่ธรณี (Gaea) และเจ้าพ่อเวหา (Ouranos) ข้ามีเชื้อสายเทพ ข้าขอดื่มน้ำจากบ่อแห่งความจำ” ยามเฝ้าด่านจะตักน้ำแห่งความจำให้ดื่มจึงควรดื่ม ยามจะพาเข้าผ่านประตูสู่เกาะแห่งนักบุญ พอผ่านประตูด่านเท่านั้นวิญญาณจะรู้สึกกระชุ่มกระชวยเหมือนหนุ่มสาว จะรู้สึกจำได้ว่าได้กลับคืนถิ่นเดิมทึ่ต้องจากไปเพื่อชดใช้ความผิด ให้ตั้งปณิธานว่าจะไม่ทำผิดอีก

 

สรุป

ในสมัยของเธลิสและนักปรัชญากรีกรุ่นแรกๆนั้น น่าจะรู้จักออร์เฝิสกันอย่างชัดเจนค่อนข้างมากและนักคิดแรกๆเหล่านี้น่าจะรู้คำสอนของออร์เฝิสอย่างดีก่อนจะมีความคิดของตนเองแต่ละคนมากน้อยตามอัธยาศัย

 

เปรียบความเชื่อเรื่องวิญญาณกับโฮเมอร์

โฮเมอร์ปรับความเชื่อของชาวบ้านตามกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ให้เป็นกระบวนทรรศน์โบราณเท่าที่จะไม่ทำให้เสียลูกค้าว่าจ้างขับร้องมหากาพย์ ชาวบ้านเชื่อว่าวิญญาณมนุษย์คือลมหายใจ(breath-soul) การตายคือการที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายออกจากร่างแล้วไม่กลับเข้าร่างอีก ใครมีตาดีอาจจะเห็นเป็นเงารางๆเหมือนหมอก ควัน หรือไอน้ำ มีความจำเหลืออยู่เพียงนิดๆ จำได้ว่าร่างที่นอนนิ่งอยู่นั้นคือร่างที่ตนเคยอยู่มาอย่างมีความสุขดีกว่าไม่มีร่างให้อาศัย จึงอยากและพยายามจะเข้าไปอยู่ในร่างเดิมนั้นอีก แต่พยายามสักเท่าใดก็ทำไม่สำเร็จ เกิดความหงุดหงิด ทุรนทุราย เครียด และไม่มีปัญญาหลงเหลือพอจะเข้าใจได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำได้แต่เพียงพยายามทำต่อไปอย่างนั้นเรื่อยๆ ยิ่งไม่สำเร็จก็ยิ่งเครียดหนัก ทั้งนี้จนกว่าร่างกายนั้นจะสลายไปจนจำตัวเองไม่ได้แล้ว วิญญาณนั้นจึงยอมจากไปตามชะตากรรม ซึ่งก็คือเตร็ดเตร่เร่ร่อนไปตามยถากรรมอย่างไร้จุดหมายจนกว่าจะค่อยๆจางหายไปเหมือนหมอกควัน ซึ่งอาจจะกินเวลาเป็นปี ด้วยความเชื่อเช่นนี้ ชาวบ้านกรีกจึงถือเป็นหน้าที่แห่งความกตัญญูและเมตตาจิตอย่างแรงที่จะต้องรีบจัดการกับศพโดยเร็วที่สุดด้วยการฝังซึ่งใช้ทุนน้อย มีแรงขุดหลุมให้ลึกหน่อยอย่าให้สัตว์มาคุ้ยโผล่ขึ้นมาได้ อย่างดีที่สุดก็คือเผาไม่ให้เหลือซากซึ่งจะทำให้วิญญาณหมดหวังหาเจอแน่ๆ ลูกหลานที่ไม่คิดจัดการเรื่องนี้จึงถือว่าอกตัญญูร้ายแรงที่สุด คนอื่นแม้ไม่รู้จักกันเลยพบศพแล้วไม่คิดจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งก็นับว่าใจร้ายที่สุด และการแก้แค้นที่ถือว่าร้ายกาจที่สุดก็คือห้ามมิให้ใครจัดการกับศพ ปล่อยให้สลายไปเองอย่างนั้นแหละเพื่อทรมานความรู้สึกของวิญญาณนานๆ โฮเมอร์จัดการปรับให้เป็นกระบวนทรรศน์โบราณคือให้มีกฎเกณฑ์อ้างได้ในหลายๆแง่มุมว่า เมื่อคนคนหนึ่งตาย วิญญาณที่เป็นลมหายใจออกจากร่างและสาลวนกับการเข้าร่างเดิม จนกว่าร่างจะถูกทำลายหรือสลายตัว ครั้นหมดหวังจะเข้าร่างเดิมได้แล้ว ก็จะล่องลอยไปสู่ยมโลกใต้บาดาลโดยอัตโนมัติหรือสัญชาตญาณ พอไปถึงก็จะเผชิญหน้ากับผู้พิพากษาซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าได้ทำบาปอะไรมาบ้างและทำบุญอะไรไว้บ้าง ซึ่งผู้ตายจะสำนึกและตระหนักได้ชัดเจนว่ายุติธรรมที่สุดไม่มีอะไรจะทักท้วงได้ ต่อจากนั้นผู้พิพากษาก็จะกำหนดให้ไปใช้โทษในนรกขุมต่างๆตามชนิดของบาปจนหมดสิ้น ต่อจากนั้นก็จะออกจากขุมนรกสู่ดินแดนอิสรภาพภายในดินแดนใต้บาดาลนั้นแหละ เป็นดินแดนที่ไร้ความทุกข์ใดๆ มีความงามและมีความสุขพอสมควรตามความต้องการของวิญญาณซึ่งแต่ละดวงก็จะเสวยสุขอย่างนี้ไปนานจนกว่าจะหมดบุญที่ได้ทำไว้ แล้วก็จะค่อยๆจางหายเป็นเปล่าไป แหละนี่คือความหมายของคำความรู้ตายของมนุษย์ ต่างกับความไม่รู้ตายของเทพซึ่งสถิตบนสวรรค์เหนือเมฆขึ้นไป โฮเมอร์รู้จักออร์เฝิสเพียงแค่เป็นนักดนตรีดีดพิณมีเสน่ห์พาให้หลงใหลอยากติดตามฟัง โอรสของเทวีและเมื่อภรรยาตายวันแต่งงานก็ได้สิทธิพิเศษเดินทางไปพบภรรยาณใต้บาดาล ได้เป่าปี่กล่อมอารมณ์จนยมบาลยอมให้พาภรรยาออกจากแดนบาดาลได้โดยมีข้อแม้ว่าห้ามเหลียวหลังมาดูภรรยาที่เดินตามมาข้างหลังจนกว่าจะพ้นแดนบาดาล แต่ออร์เฝิสทนไม่ไหวหันขวับมาดูให้แน่ใจว่าภรรยาตามมาข้างหลังจริง ได้เห็นหน้าภรรยาแว่บเดียวพลันเธอก็หายวับไปในพริบตาอย่างไม่มีโอกาสได้กลับคืนมาตลอดกาลนิรันดร เชื่อได้ว่าโฮเมอร์คงมิได้รู้คำสอนเรื่องวิญญาณและสวรรค์ของออร์เฝิส

หากจะถือว่าออร์เฝิสเป็นศาสดาของศาสนาอารยันบนดินแดนกรีซ ก็เป็นศาสนาอารยันที่เอาความเชื่อของชาวพื้นเมืองเข้ามาเสริม เช่นเดียวกับศาสนาอารยันที่เกิดขึ้นในชมพูทวีป ส่วนศาสนาชาวบ้านกรีกที่โฮเมอร์บันทึกไว้นั้น เป็นศาสนาชาวบ้านเสริมด้วยความเชื่อของชาวอารยันที่พยายามแทรกเข้ามา วิญญาณในความเชื่อของออร์เฝิยสจึงไม่ใช่วิญญาณลมหายใจ แต่เป็นวิญญาณจิตสำนึก (consciousness-soul) หรือตามความหมายดั้งเดิมของภาษาบาลีว่าวิญญาณะ (consciousness) วิญญาณจึงไม่ใช่องค์ประกอบของชีวิตมนุษย์ที่เริ่มมีขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์แต่ละคนในฐานะเป็นชีวิตที่เห็นได้เป็นลมหายใจ ออร์เฝิสจึงเป็นคนแรกเท่าที่มีหลักฐานที่สอนว่าวิญญาณมนุษย์มีมาก่อนตัวมนุษย์ที่เกิดมา วิญญาณมีลักษณะเป็นเทพ คือเทพเป็นผู้สร้างจากส่วนที่เป็นปัญญา ไม่ใช่จากส่วนที่เป็นอารมณ์หรือเป็นสสาร ด้วยเหตุผลกลใดไม่มีหลักฐานให้สืบสาวได้ชัด วิญญาณต้องมาเกิดในร่างกายราวกับเป็นนักโทษในที่คุมขัง หากได้รับความรู้มาผิดๆทำให้รังเกียจร่างกายด้วยประการใด ปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่หรือถึงกับทำร้ายทำลายร่างกาย ก็เป็นการทำลายหรือตัดโอกาสได้ใช้โทษใช้กรรม ต้องมาเกิดใหม่และมีโทษมากกว่าเดิม จึงต้องศึกษาและเข้าใจให้ถูกต้องว่าร่างกายเป็นมหามิตรที่เปิดโอกาสให้ได้ใช้โทษใช้กรรม จึงควรปฏิบัติต่อร่างกายอย่างรู้บุญคุณไม่ใช่รังเกียจ ในเรื่องนี้รู้สึกว่าเพลโทว์จะขยายผลความคิดของออร์เฝิสได้ดีกว่าแอร์เริสทาทเถิลยกเว้นช่วงที่แอร์เริสทาทเถิลยังเป็นศิษย์ซื่อสัตย์ของเพลโทว์อยู่

เธลิสได้ชื่อว่าเป็นบิดาของปรัชญาตะวันตก ซึ่งก็คือเคยเชื่อกันมาว่าเธลิสเป็นนักปรัชญาคนแรกของตะวันตกซึ่งไม่น่าจะจริงอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยก็ในขณะนี้น่าจะยกตำแหน่งบิดาของปรัชญาตะวันตกให้แก่ออร์เฝิสมากกว่า ออร์เฝิสเป็นนักคิดยิ่งใหญ่(หากไม่มีหลักฐานว่าออร์เฝิสรับความคิดจากคนอื่นมาถ่ายทอด) เป็นศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาแบบอารยันสำหรับนักวิชาการของชาวกรีก(หากไม่มีหลักฐานว่าเป็นเพียงสาวกของอีกคนหนึ่ง) ไม่มีอะไรบ่งว่าเธลิสรู้ความคิดของออร์เฝิส เมื่อเธลีสต้องการตอบคำถามว่าอะไรคือตัวการแรก(first principle)ของสรรพสิ่ง ก็เสนอคำตอบว่า “น้ำ”  น้ำจึงเป็นต้นตอ ต้นกำเนิด ตัวการแรก และปฐมธาตุของสรรพสิ่ง น้ำเปลี่ยนทุกสิ่ง และทุกสิ่งเปลี่ยนเป็นน้ำ หมุนเวียนกันไม่รู้จบ ครั้นถูกถามว่า อะไรผลักดันให้เปลี่ยนแปลง สมมุติว่าแต่เดิมมีแต่น้ำ น้ำก็อยู่เป็นน้ำไปอย่างนั้นเรื่อยๆไปไม่ได้หรือ ทำไมจะต้องดิ้นรนเปลี่ยนเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรเป็นพลังกระตุ้น ถ้าไม่ถูกกระตุ้นจะทำไปทำไมให้เหนื่อยยาก   เธลิสตอบอย่างกำปั้นทุบดินเชิงปรัชญาว่า ก็ Theion ซี “Theion”เป็นคำภาษากรีก มาจาก Theos เพศชายซึ่งแปลว่าเทพเป็นองค์ๆ Thea เพศหญิงแปลว่าเทวีเป็นองค์ๆ (แต่ Theion อเพศคือไม่มีเพศ แปลว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอาจจะเป็นองค์ๆก็ได้หรือพลังฤทธิ์อำนาจเทพอย่างกว้างๆก็ได้ เธลิสจึงกล่าวได้ว่าทุกสิ่งมีเทพแทรก ทั้งโลกเต็มไปด้วยเทพ นักประวัติปรัชญาจึงถือว่าเธลิสเป็นนักสรรพเทวนิยมซึ่งหมายถึงความเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทพ ซึ่งก็คือไม่ใช่คำสอนของออร์เฝิส
บรรณานุกรม

Freeman, Kathleeen. The Pre-Socratic Philosophers. Oxford: Basil Blackwell, 1966.

Jaeger, Werner. The Theology of the Early Greek Philosophers. Oxford: University Press, 1967.

utilitarianist community as ideal state

utilitarism

Utilitarianist community as ideal state  รัฐในอุดมคติคือประชาคมประโยชน์สูงสุด

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

หากพลเมืองมั่นใจว่าผู้บริหารรัฐทุกคนมุ่งทำงานนี้เต็มที่เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่คนจำนวนมากที่สุด ย่อมมีความพอใจกันเป็นส่วนมาก หากรับรองว่าจะส่งเสริมความสุขในโลกหน้าด้วย ประโยชน์สูงสุดก็จะรอบด้าน ผู้ริเริ่มเสนออุดมการณ์เช่นนี้มี 2 ฝ่ายที่สำคัญคือ

  1. เจมเรอมี เบนเธิม (Jeremy Bentham 1748-1832) เนื่องจากเป็นทั้งนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย จึงใช้ความรู้ทั้ง 2 อย่างเป็นพื้นฐานสำหรับวางมาตรการรัฐในอุดมคติของตน โดยเสนอว่ารัฐในอุดมคติก็คือ รัฐที่ให้โอกาสพลเมืองทุกคนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถระงับการก้าวก่ายผลประโยชน์ของกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ การปกครองระบอบใดสามารถสร้างระบบกฏหมายและสร้างระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพในเรื่องดังกล่าว เป็นระบอบที่ดีที่สุดซึ่งเบนเธิมคิดว่าระบอบใดก็คงทำได้ไม่ดีเท่าระบอบประชาธิปไตย เพราะทุกคนมีสิทธิปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างเสมอหน้ากัน พลเมืองทุกคนในรัฐจะขยันแข่งขันกันทำงานเพื่อหาความสุขตามความพอใจของแต่ละคน และในเวลาเดียวกันก็ไม่กล้าก้าวก่ายสิทธิและผลประโยชน์ของผู้อื่น เพราะกลัวจะถูกลงโทษ และตัวเองเสียผลประโยชน์ รัฐที่มีลักษณะเช่นนี้จะดำเนินไปอย่างราบรื่นสงบสุข เหมือนเครื่องจักรที่ดำเนินได้เรียบร้อย โดยที่ทุกส่วนใช้พลังไปตามครรลองของตน ลัทธิของเบนเธิมได้ชื่อว่าลัทธิประโยชน์นิยม (utilitarianism) ด้วย เพราะสอนให้มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวกันทุกคน
  2. จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill 1806-1873) มีความเห็นขัดแย้งกับเบนเธิมว่า รัฐในอุดมคติควรเป็นรัฐที่สามารถอบรมให้พลเมืองทุกคนตัดสินใจทำอะไรลงไป เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของรัฐเป็นหลัก เพราะการมีจิตใจสูงเช่นนี้จะทำให้พลเมืองแต่ละคนได้ผลประโยชน์มากกว่าการมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยตรง คำสอนของมิลล์ก็ได้ชื่อลัทธิว่าประโยชน์นิยมเช่นกัน

utilitarianism

utilitarianism  ลัทธิประโยชน์นิยม

ผู้แต่ง : พระปรียะพงษ์  คุณปัญญา

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

นักปรัชญาลัทธิประสบการณ์นิยมมีเขอเพอร์นิเขิส และเบเขิน มีความเชื่อมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า มนุษย์ทุกคนน่าจะเข้าถึงความจริงได้โดยอาศัยประสบการณ์ตรง  โดยประสบการณ์ตรงนั้นจะหนุนนำให้มนุษย์ได้เกิดการเรียนรู้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง   และจะเป็นคำตอบของคำถามทุกปัญหา  โดยประสบการณ์จะเป็นตัวบ่งบอกว่า ควรที่จะกำหนดให้ คณิตศาสตร์และตรรกวิทยาควรเป็นไปเช่นไร  เมื่อได้สูตรแล้วก็จะทำการทดลองคำนวณดูว่า  สูตรนั้นสามารถคำนวณไปได้ถึงไหน  แล้วค่อยทำการทดลอง  ถ้าทดลองแล้วผลเป็นจริง  กฎนั้นก็ถือว่าเป็นกฎของเอกภพจริง  เพราะจะต้องตั้งหรือปรับปรุงแก้ไขให้ได้กฎจริงๆ  เพื่อจะได้ใช้เป็นสูตรคาดคะเนหาความรู้ใหม่ๆ ต่อไป ซึ่งจะแน่ใจได้ก็ต่อเมื่อได้ทดลองใช้อย่างจริงจังเท่านั้น

ที่ว่าลัทธิประสบการณ์นิยมนั้น ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ใช้เหตุผลเสียเลยเสียทีเดียว  แต่ว่าทั้งสองกลุ่มยังหาข้อมูล คำนวณ และเหตุผลด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าจิตตารมณ์ในการตีความแตกต่างกัน  โดยเฉพาะฝ่ายประสบการณ์นิยมถือว่า สัญชาน (perception)  เท่านั้น  ที่ให้ความจริงแก่เราได้อย่างมั่นใจ  ด้วยเหตุนี้เอง ลัทธิประสบการณ์นิยม จึงได้มีการส่งเสริมการสังเกต  ทดสอบ  ส่วนในเรื่องความคิดเลยขึ้นไปนั้นให้รับรู้ได้  แต่เป็นลักษณะของสมมติฐานเพื่อทดสอบต่อไป  จะยอมรับเอาเป็นความจริงแน่แท้เลยเสียทีเดียวยังไม่ได้เพราะขาดการทดลองเรื่องดังกล่าว

ดังนั้น ลัทธิประสบการณ์นิยม  จึงถือได้ว่าเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ โดยวิธีการผ่านประสบการณ์ตรงของมนุษย์ในรูปแบบของสัญชานโดยตรง    และให้ความมั่นใจในความรู้ที่ผ่านการทดลองแล้วเท่านั้น   ส่วนความรู้ที่เลยขึ้นไปหรือ   นอกเหนือจากสัญชานนั้น ให้ตั้งไว้เป็นสมมติฐานเท่านั้น จนกว่าจะได้มีการทดลองจากประสบการณ์ตรงเสียก่อน จึงจะยอมตามความเชื่อของประสบการณ์นิยม

ประโยชน์นิยม (utilitarianism) เป็นมาตรการหนึ่งสำหรับตัดสินความดีที่มองว่าเป้าหมายชีวิตของมนุษย์คือประชาคมที่เอื้อความสุขมากที่สุดซึ่งเชื่อว่าเป็นไปได้หากทุกคนในสังคมเดียวกันให้ความร่วมมือกันอย่างเต็มที่

หลักตัดสินความดี-ชั่วสำหรับมิลในกรอบนี้ก็คือก็คือผลของการกระทำถ้าให้ความพึงพอใจ การกระทำนั้นก็นับว่าดี ถ้าให้ความทุกข์ทรมานการกระทำนั้นก็ไม่ดี เป็นอันว่าเพียงตอนนี้มิลเห็นด้วยกับเบนเธิม (Bentham 1748-1832) และปฏิเสธความคิดของลัทธิอื่น ๆ ทั้งหมด เป็นต้นว่าGod’s Will (น้ำพระทัยพระเจ้า)ของพาร์ลีย์ (Parley 1743-1805)  และ Good Will (เจตนาดี) ของคานท์ (Kant 1724-1804) มิลยอมรับตรง ๆ ว่าเท่าที่ยกข้อเท็จจริงมาอ้างก็เพื่อวางพื้นฐานให้แก่จริยธรรมเช่นนี้ จะพิสูจน์กันจริง ๆ ด้วยเหตุผลสนับสนุนไม่ได้ สังเกตดูแล้วก็ยอมรับว่าเป็นจริงเช่นนี้ นับเป็นความรู้ที่ต้องยอมรับว่าจริงล่วงหน้าประเภทปฐมบท (assumption)

แต่มิลก็เห็นผิดกับเบนเธิมตรงที่ว่า ความดีอันแท้จริงนั้นมิใช่มุ่งหาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้งตรง ๆ  แต่ต้องมุ่งหาผลประโยชน์ส่วนรวมให้มากที่สุดเสียก่อน นี่แหละเคล็ดลับของความสุขหรือความพึงพอใจอันแท้จริง สูตรอันพึงจำติดสมองก็คือ The greatest happiness of the greatest number (ความสุขมากที่สุดสำหรับคนจำนวนมากที่สุด) มิลคิดว่าหลักการของท่านเช่นนี้มิได้ค้านความคิดของเบนเธิมเลย ความจริงใช้หลักการอันเดียวกัน หากแต่คิดให้ละเอียดสุขุมลงไปเท่านั้น

เหตุผลของมิลก็คือว่า การที่เราจะสอนให้แต่ละคนมุ่งหาผลประโยชน์ส่วนตัวแล้วคอยให้ผลประโยชน์ส่วนรวมเกิดขึ้นเองเป็นผลพลอยได้แบบปล่อยอิสระ(Laissez faire) นั้น ผลลัพธ์มักจะตรงกันข้าม คือผลประโยชน์ส่วนตัวก็มักจะพลอยสูญเสียไปเนื่องจากผลประโยชน์ส่วนตัวเกิดขัดกันขึ้น มิลล์จึงเห็นว่า การประกันผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่มีอะไรดีกว่าการสอนให้ทุกคนมุ่งหาแต่ผลประโยชน์ส่วนรวม แล้วให้ผลประโยชน์ส่วนตัวติดตามมาเป็นผลพลอยได้ ผลประโยชน์ส่วนตัวของแต่ละคนจะมั่นคง แน่นอนโดยอัตโนมัติ ดังแผนผังข้างล่างนี้

utilitarism

จะว่ากันไปแล้วทั้งสองฝ่ายก็มุ่งสิ่งเดียวกัน คือ ความพึงพอใจส่วนตัว แต่ผิดกันที่นโยบาย เบนเธิมสอนให้มุ่งหาโดยตรง มิลดำเนินอย่างมีแผนหวังผลในระยะยาว จึงสอนให้แต่ละคนมุ่งแต่ผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ต้องเป็นห่วงผลประโยชน์ส่วนตัวเลย เพราะการมุ่งหาผลประโยชน์ส่วนรวมนั่นเองเป็นหลักค้ำประกันผลประโยชน์ส่วนตัวให้แล้ว

ตัวอย่างเช่นทหารในสมรภูมิ ทุกคนต่างก็หวังจะได้รับสิ่งตอบแทนสมกับความเสียสละ สมมุติว่าทหารหมู่หนึ่งถูกลอบโจมตีโดยไม่รู้ตัว ถูกยิงกราดล้มตายกันหมด เหลืออยู่คนเดียวล้มลงไปโดยไม่ถูกยิง จึงนอนเฉยทำเป็นตายอยู่ ลืมตามองเห็นข้าศึกพากันดีใจอยู่ในระยะใกล้ เพราะลอบทำร้ายได้ผล กำลังขึ้นรถจะกลับฐานที่ตั้งอย่างชะล่าใจ เพราะคิดว่าฝ่ายของเราตายกันหมดแล้วทหารที่นอนนิ่งอยู่นี้เห็นเป็นโอกาสจะทำร้ายข้าศึกเป็นการตอบแทนได้เพราะมีลูกระเบิดอยู่ในมือ ถ้าเขาถือหลักของเบนเธิมก็จะคิดว่า ถ้าฉันนอนนิ่งอยู่เฉย ๆ ข้าศึกไปแล้วฉันก็จะรอดชีวิตไปได้ ถ้าหากฉันขว้างระเบิดใส่ศัตรูไม่แน่ว่าฉันจะรอดไปได้หรือไม่ และวีรกรรมของฉันนี้ก็ไม่มีใครรู้เห็น ฉันจะได้ประโยชน์อะไร สมมุติฉันทำงานได้ผล คือสังหารข้าศึกตายหมดด้วยน้ำมือของฉัน ฉันกลับไปรายงาน ใครจะเชื่อว่าฉันทำงานด้วยความเสียสละเสี่ยงภัย เพราะเพื่อนตายหมด ไม่มีใครรู้เห็นเป็นพยาน กองบัญชาการอาจคิดว่าฉันปล่อยให้เพื่อนสู้รบจนตายหมดแล้วฉันกลับมาเอาความดีความชอบเสียคนเดียว ในเมื่อความเสียสละไม่มีหวังแน่นอนว่าจะได้รับผลตอบแทน ความคิดแบบเบนเธิมคงไม่จูงใจให้เสียสละเป็นเหตุให้กองทัพเสียโอกาสอันงามในการแก้มือศัตรูอย่างสาสม

ตรงข้าม ถ้าทหารที่นอนอยู่ที่นั้นคิดแบบมิล เขาจะไม่แคร์ว่าความเสียสละของเขาจะได้รับการตอบสนองอย่างไร เขามุ่งทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม เขาจะไม่คิดมาก เขาเห็นทางก่อให้เกิดผลดีต่อการปราบศัตรูของประเทศชาติแล้ว เขาจะภูมิใจที่ได้เสียสละเพื่อส่วนรวมแม้ไม่มีใครเห็น เมื่อกองบัญชาการรู้ความจริงเข้า ก็จะสรรเสริญเขา และเขาควรได้รับคำชมเชยและตอบสนองความดีความชอบยิ่งกว่าคนที่คิดแบบเบนเธิมเป็นอันมาก ผลสุดท้าย การที่เขาไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนตัวนั่นเอง กลับสะท้อนตอบสนองให้เขาควรได้ประโยชน์ส่วนตัวมากขึ้น

แต่บางคนอาจจะค้านว่า ตามวิธีของมิลเช่นนี้ จะต้องมีบางคนที่เสียสละไปเปล่า ๆ โดยส่วนรวมไม่ทราบ หรือไม่ได้ผลตอบสนองในส่วนตัวเพียงพอ เช่น ทหารคนนั้นอาจจะทำการไม่สำเร็จ หรือสำเร็จไม่สมบูรณ์เขาอาจถูกยิงตายเสียก่อนขณะขยับตัว หรือ ขว้างระเบิดไปแล้ว ข้าศึกตายไม่หมด อาจจะหวนกลับมายิงเขาตาย ใครเล่าจะเห็นความดีของเขา

ulta- realism

ulta- realism  ลัทธิสัจนิยมแบบจัด

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

เพื่อป้องกันคำสอนเรื่องพระตรีเอกภาพ (trinity) และเรื่องบาปกำเนิด (original sin) นักปรัชญากลุ่มหนึ่งจึงรื้อฟื้นแนวทางของออเกิสทีน (St. Augustine) ขึ้นตอบโต้  เพราะเห็นว่าใช้ได้ดีมานานหลายศตวรรษแล้ว  หลายท่านเน้นมากเกินไปจนกลายเป็นลัทธิสรรพเทวนิยม (Pantheism) อย่างโจ่งแจ้ง

วีลเลียมแห่งชองโพ (William of Champeaux 1070-1120) เป็นลูกศิษย์ของราสเสอลายเนิส (Roscellinus; Roscelin of Compiègne 1050 – 1125) ภายหลังพบว่า คำสอนของอาจารย์ขัดต่อคำสอนของคริสต์ศาสนา  ตอบโต้ด้วยทฤษฎีอัตลักษณ์ (theory of identity) โดยสอนว่า ธรรมชาติของแต่ละสิ่ง เช่น ธรรมชาติของมนุษย์  ย่อมมีหนึ่งเดียวในคนทุกคนทั้งในด้านจำนวนและอัตลักษณ์ (numerically and identically) นั่นคือมนุษย์ทุกคนเป็นคนคนเดียวกันอย่างสมบูรณ์  การมีจำนวนมากในสิ่งเดียวกันเป็นเพียงมายา (accidentally)

เอเบอลาร์ด (Peter Abelard 1079-1142) ผู้เป็นลูกศิษย์โต้แย้งว่า  ถ้าเช่นนั้น  ซาเครอทิสย่อมอยู่ที่เอเธนส์ ที่โรม และทุก ๆ แห่งที่มีมนุษย์  เพราะเป็นคนคนเดียวกันกับมนุษย์ทุกคน  และถ้าซาเครอทิสถูกเฆี่ยน  มนุษย์ทุกคนก็จะพากันเจ็บตามไปด้วย  เมื่อถูกแย้งเข้าเช่นนี้วิลเลียมจึงแก้ไขให้อ่อนลงเป็นทฤษฎีไร้ความแตกต่าง (theory of indifference) โดย สอนว่า คนแต่ละคนมีจริงและเป็นเอกเทศจริง ๆ แต่ทว่าในแต่ละคนมีธรรมชาติของคนครบถ้วนบริบูรณ์อย่างไม่แตกต่างอะไรเลยจากคนอื่น ๆ (indifferently) นั่นคือมนุษย์แต่ละคนต่างก็มีจรสมบัติเป็นของตนเองโดยเฉพาะ  แต่ทว่าทุกคนมีสารัตถะที่ไม่แตกต่างกัน  สารัตถะนี้แหละคือสิ่งสากล

Abelard

ทฤษฎีหลังของวีลเลียมใช้คำพูดคลุมเครือ  ที่ว่าไม่แตกต่างกันนั้นกินความแค่ไหน  ถ้าไม่แตกต่างแม้กระทั่งอัตลักษณ์และจำนวน  ก็น่าจะเป็นสิ่งเดียวกันและก็ไม่น่าจะผิดอะไรกับทฤษฎีแรก  และถ้าไม่แตกต่างในความหมายว่ามีธรรมชาติเหมือนกันโดยที่ต่างคนต่างมี  ก็จะเป็นลัทธิสัจนิยมสายกลางซึ่งวีลเลียมน่าจะแถลงออกมาได้อย่างตรง ๆ และอย่างชัดเจน  ทำให้สันนิษฐานได้ว่า วีลเลียมเพียงแต่เปลี่ยนชื่อทฤษฎีแต่หาได้เปลี่ยนความคิดไม่

transcendental intuitionism

god

transcendental intuitionism ลัทธิญาณวิเศษ

ผู้แต่ง : ศุภชัย  ศรีศิริรุ่ง

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ลัทธิญาณวิเศษหรืออัชฌัตติกญาณนิยมถือว่าในเมื่อเราไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ จะพึ่งศาสนาก็ไม่ได้ เพราะมีหลายศาสนาโจมตีซึ่งกันและกัน จึงควรเชื่อผู้ที่มีญาณวิเศษ คือผู้ที่มีพรสวรรค์ทางด้านปัญญา และได้ฝึกสมองจนถึงขั้นญาณวิเศษ เขาจะเห็นและเข้าใจอะไรได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านกลไกของสมองเหมือนสามัญชนทั่วไป

ผู้ที่ยังไม่ถึงญาณวิเศษก็ให้เชื่อผู้ที่เข้าถึงไปพลาง ๆ ก่อน ถ้าอยากเข้าถึงก็ค่อย ๆ ฝึกสมองจนเข้าถึงได้ด้วยตนเอง เมื่อเข้าถึงแล้วจะเห็นความจริงตรงกัน ถ้าจะถามว่าใครเล่าเข้าถึงแล้ว พวกเราจะได้เชื่อตามและเดินตาม นักปรัชญาแต่ละคนในลัทธินี้จะอ้างว่าตนเป็นคนแรกที่เข้าถึง ในอดีตยังไม่เคยมีใครเข้าถึงเลย แม้พระพุทธเจ้าก็ยังเข้าไม่ถึงดี เกือบ ๆ ถึงเท่านั้น พวกฤาษีอินเดียและนักเข้าฌานทั้งหลายก็ล้วนแต่เกือบถึงแต่ยังไม่ถึงทั้งสิ้น

ใครอยากได้ความจริงหรือสัจธรรมก็ให้เชื่อเขาแต่ผู้เดียว แล้วหมั่นฝึกคิดไปจนเห็นแจ้งด้วยตนเอง นักปรัชญาที่สอนอย่างนี้ที่นับว่าสำคัญคือ เฮเกล นั่นเอง

Teilhard de Chardin and Theistic existentialism

chatdin

Teilhard  de Chatdin  and Theistic  existentialism 

เตยารด์  เดอ  ชาร์แดง กับ อัตถิภาวนิยมแบบเทวะ

ผู้แต่ง : กันต์สินี  สมิตพันธ์

ผู้ปรับแก้ : กีรติ  บุญเจือ

เตยารด์  เดอ  ชาร์แดง (1881-1955)  เป็นบาทหลวงคณะเยซูอิตของคริสตศาสนานิกายคาทอลิก  มีความรอบรู้ทั้งทางปรัชญา  ศาสนา  และวิทยาศาสตร์  นับเป็นคนแรกที่นำเอาทฤษฎีวิวัฒนาการของวิทยาศาสตร์ไปใช้อธิบายคริสตศาสนา  ในแง่นี้จึงได้ชื่อลักธิว่า  วิวัฒนาการนิยมแบบเทวะ (Theistic  evolutionism) วิธีการดังกล่าวนี้ได้เคยเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์ของคริสตศาสนา  ที่นับว่าสำคัญ  ก็คือ  เซนต์ออเกิสทีน  ใช้ปรัชญาของเพลโทว์อธิบายคริสตศาสนาจนได้ปรัชญาปิตาจารย์  แบบที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางที่สุดมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง  โทมัส  อไควเนิส  ใช้ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิล อธิบายคริสตศาสนาจนได้ปรัชญาอัสสมาจารย์แบบที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางที่สุดมาจนเกือบถึงปัจจุบัน

Continue reading “Teilhard de Chardin and Theistic existentialism”

Socrates

socrates

Socrates ซาคเขรอถิส

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ซาคเขรอถิสเป็นชาวเอเธนส์ และอยู่ในกรุงเอเธนส์ตั้งแต่เกิดจนตาย ในช่วงชีวิตของซาคเขรอถิส กรุงเอเธนส์กำลังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ประชาชนกำลังภูมิใจในการปกครองแบบประชาธิปไตยของตน และในขณะเดียวกันพรรคการเมืองต่างๆ กำลังแข่งขันชิงตำแหน่งหน้าที่กันอย่างสุดเหวี่ยง นักปรัชญาซาฟเฝิสท์ (sophist) กำลังได้รับการยกย่องว่าช่วยชาวเอเธนส์ให้พ้นจากความงมงาย บรรลุถึงวิจารณญาณ (critical mind) ผลที่ได้รับจากคำสอนของสำนักซาฟเฝิสท์ก็คือ ประชาชนพากันสงสัยทุกอย่าง นับตั้งแต่ความเชื่อถือทางศาสนา ศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี กฎหมาย ตลอดลงมาจนถึงการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

ปัญญาชนส่วนมากพอใจกับคำตอบของสำนักซาฟเฝิสท์ ที่ว่า ความรู้สึกชอบของแต่ละคนเป็นมาตรการสำหรับตนเอง เพราะเห็นว่าให้เสรีภาพทางความคิดเหมาะสมกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ซาคเขรอถิสกลับเห็นว่าเสรีภาพอย่างเลยเถิดเช่นนี้เป็นจุดบอดของประชาธิปไตย เพราะจะเปิดโอกาสให้คนเราเอารัดเอาเปรียบกันอย่างเสรีด้วย คนฉลาดจะใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเอาเปรียบคนโง่ได้อย่างเสรี  คนมีตำแหน่งหน้าที่จะใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงเพื่อเอาเปรียบประชาชนได้อย่างเสรี ในที่สุดความหายนะจะตามมา เพราะคนเอาเปรียบกัน จะแข่งขันกันเอาเปรียบจนลืมนึกถึงความปลอดภัยของสังคม คนถูกเอาเปรียบครั้นรู้ตัวเข้าก็จะรวมตัวกันฮึดสู้ ประชาธิปไตยจะถึงจุดจบ

ความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของนครรัฐเอเธนส์กระตุ้นให้ซาคเขรอถิสขบคิดว่าสังคมจะอยู่ได้อย่างไร ท่านตอบว่าสังคมจะอยู่ได้ต้องมีความยุติธรรม ถามต่อไปว่าความยุติธรรมจะมีได้อย่างไร ท่านตอบว่าความยุติธรรมจะมีได้ โดยมีมาตรการเดียวกันสำหรับตัดสินความจริง และความดีแต่เพราะคนเรามีกิเลสต่าง ๆ กัน ใครมีกิเลสแบบไหน กิเลสแบบนั้นจะจูงใจให้เห็นดีเห็นชอบไปทางนั้น หากตัดกิเลสเสียได้ คนเราจะคิดได้ตรงกันเพราะโครงสร้างสมองของมนุษย์เราเหมือนกันทุกคน  แต่กิเลสไม่เหมือนกัน ดังนั้น ถ้าตัดกิเลสแล้วตรึกตรองจะคิดได้ตรงกันทุกคน ความรู้ที่ได้จากการตรึกตรองในขณะไม่มีกิเลสนั่นแหละคือความจริงมาตรฐานและสากล จึงต้องฝึกสมาธิให้กิเลสเบาบางลงทุกวันจนหมดสิ้นและฝึกการเพ่งพินิจ (contemplation)  หลังฝึกสมาธิและเพ่งพินิจแต่ละขั้นตอน ให้หาโอกาสถกปัญหากับคนอื่นเพื่อขัดเกลาความเข้าใจของตนเอง จะได้ฝึกสมาธิและเพ่งพินิจในครั้งต่อ ๆ ไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้ที่มีสมาธิแน่วแน่จนหมดกิเลสแล้วควรเพ่งพินิจหาความจริงมาสอนผู้อื่น ใครก็ตามที่ไร้กิเลสและทำการเพ่งพินิจจะพบความจริงตรงกัน โดยไม่ต้องปรึกษาตกลงอะไรกันเลย ผู้ใดที่ยังไม่ถึงขั้นก็ให้เชื่อฟังผู้ที่ถึงขั้น และหมั่นฝึกฝนจนบรรลุถึงด้วยตนเอง จะได้เป็นที่พึ่งของผู้อื่นต่อไป  ความคิดเช่นนี้จะก่อให้เกิดลัทธิมโนคตินิยม(idealism) ของเพลโทว์ในอันดับต่อไป

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑