ราชบัณฑิตเสวนา ตอนที่ 89

ราชบัณฑิตเสวนา (89)

กีรติ บุญเจือ ราชบัณฑิต

สหวิทยาการ/ราชปรัชญา

สหวิทยาการในสมเด็จพระเทพฯสืบสาวประวัติได้ว่าเริ่มก่อหวอดณวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2547 อันเป็นวันระลึกครบ 70 ปีแห่งการสถาปนาราชบัณฑิตยสถาน ในที่ประชุมราชบัณฑิตได้มีผู้เสนอให้ทำอะไรสักอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและเป็นมงคลแก่สถาบัน นายแพทย์ยงยุทธ์วัชรดุลย์ได้เสนอโครงการสหวิทยาการ ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยและให้ดำเนินงานได้  3 ปีต่อมาคือวันที่31 มีนาคม พ.ศ.2550 นายแพทย์ยงยุทธ์ได้นำคณะกรรมการเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเพื่อถวายรายงานเนื่องจากทรงสนพระราชหฤทัยในโครงการ และณวันนั้นเองทรงรับเป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์ งานจึงได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมโครงการจนครอบคลุมทุกภาคของประเทศ ตัวผมเองเพิ่งได้รับเชิญเข้ามาเป็นวิทยากรในวันฉัตรมงคลปีนี้(วันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2558)และได้รับเชิญให้ทำหน้าที่ครั้งแรกเป็นวิทยากรหลัก (keynote speaker)ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ วันที่ 3 มิถุนายน 2558 ณอาคารอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5รอบ

ผมได้เสนอให้ใช้ปรัชญาเป็นกาวประสานเนื้อหาวิชาการเข้าด้วยกันแบบน้ำตาลในกระยาสารทที่ยังรักษาสภาพของส่วนผสมแต่ละอย่าง แต่เมื่อเคี้ยวแล้วก็ได้รสกระยาสารท จึงได้ชื่อว่าเป็น interdisciplinary knowledge มิฉะนั้นก็จะเป็นแค่ multidisciplinary (ขนมชั้น) หรือ transdisciplinary(ปาท่องโก๋)  อนึ่งปรัชญาที่จะนำเข้ามาใช้ในสหวิทยาการนั้น มิใช่ว่าปรัชญาใดก็ใช้ได้เหมือนกัน ไม่เหมือนกันครับ เพราะมีปรัชญาที่มุ่งแต่จะรื้อทำลาย (deconstructionism) มีปรัชญาที่มุ่งอนุรักษ์อย่างเถรตรงจนขยับเขยื้อนตัวไม่ได้เลย(logocentrism)เพราะมีโครงสร้างกำกับทุกกระเบียดนิ้ว จึงต้องใช้ทางสายกลางเลือกเฟ้นเฉพาะปรัชญาที่นำไปสู่เป้าหมายที่เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมมนุษย์โดยทั่วไป(utilitarianism) ถ้าเดินตามนโยบายนี้ประโยชน์สูงสุดก็ยังถกเถียงกันไม่ตกฟากว่าจะถือประโยชน์สูงสุดของคนกลุ่มไหนเป็นหลัก จึงต้องเลือกกันต่อไป ขออนุญาตตะล่อมเข้าประโยชน์สูงสุดตามพระเจตนาของพระเทพฯอันได้แก่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่บันดาลความสุขแก่มหาประชาชนชาวสยาม เป็นการบูรณาการนโยบายสหวิทยาการของสมเด็จพระเทพฯกับพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกมาเป็นเป้าหมายของชีวิตอันพึงประสงค์ตามพระราชปณิธาน ในการหาความสุขจากการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา จะเป็นมงคลให้ได้ความสุขจนสามารถแบ่งปันความสุขแก่ผู้อื่นได้

สหวิทยาการคือบูรณาการความรู้ทั้งหมดเพื่อความสุขของมนุษย์ ส่วนราชปรัชญาไทย(the Thai Royal Philosophy) คือบูรณาการปรัชญาของมหาธีรราชไทย2พระองค์เป็นสหวิทยาการต้นแบบเพื่อยังความสุขตามพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาประชาชนชาวสยาม”

ราชบัณฑิตเสวนา ตอนที่ 88

ราชบัณฑิตเสวนา(88)

กีรติ บุญเจือ ราชบัณฑิต

88 สหวิทยาการ ถวายพระเทพฯ  

            เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2558 เวลา 15.30 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จไปที่อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานีเพื่อทรงเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติ จัดโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา    เรื่องสหวิทยาการเพื่อการวิจัยและพัฒนาที่ยั่งยืน ในงานนี้ที่ประชุมได้พร้อมใจกันถวายพระเกียรติแด่พระองค์เป็น “องค์ปฐมรัตนสหวิทยบัณฑิตด้วยเหตุผลตามประกาศราชสดุดีว่า “ทรงสนพระราชหฤทัยใฝ่รู้และทรงสั่งสมวิทยาการต่างๆมากมาย ทรงสร้างสรรค์ผลงานหลากหลายรูปแบบที่มีคุณค่ายิ่ง  แสดงถึงพระปรีชาสามารถที่เป็นเลิศหลายด้าน เช่นวรรณศิลป์ สังคีตศิลป์ ทัศนศิลป์ ทรงเป็นเมธีแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดี ทรงบริหารจัดการด้านการศึกษาด้วยพระปัญญาอันล้ำเลิศที่สร้างคุณูปการต่อเด็กและเยาวชนไทยและต่างชาติโดยมิได้ทรงย่อท้อ   ทรงอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้สมุนไพรไทยเพื่อการพึ่งตนเอง ทรงเป็นเจ้าฟ้านักไอทีที่ทันสมัยด้วยทรงเข้าถึงวิทยาการเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างถ่องแท้ นอกจากทรงเป็นนักวิชาการที่รอบรู้หลายศาสตร์อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งแล้ว ยังทรงเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติสาขาสหวิทยาการ (พ.ศ.๒๕๔๕)อีกด้วย เพราะทรงผลิตผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องและหลากหลายสาขา ล้วนแต่เป็นประโยชน์แก่มหาชนตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับสากล……ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับเครือข่ายสหวิทยาการ สำนักงานราชบัณฑิตยสภาไว้ในพระราชูปถัมภ์ พระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร และพระปรีชาสามารถของพระองค์สะท้อนถึงความเป็นสหวิทยบัณฑิต …..ขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญ องค์ปฐมรัตนสหวิทยบัณฑิต และกำหนดโครงการจัดการตั้ง สถาบันสหวิทยาการ เพื่อดำเนินการประสานงานทางด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ เป็นการเฉลิมพระเกียรติคุณเผยแพร่พระปรีชาสามารถเชิงสหวิทยาการอันเลิศล้ำของพระองค์ให้ปรากฏแผ่ไพศาลเป็นเกียรติคุณแห่งแผ่นดินไทยอย่างยั่งยืนสืบไป

ในโอกาสนี้ผมได้รับเกียรติให้เสนอบทความหลัก เรื่อง “The Role of Philosophy in the Interdisciplinary Study.”  หรือ “บทบาทของปรัชญาในสหวิทยาการ” ซึ่งผมเสนอว่าปรัชญาทำหน้าที่เป็นกาว เป็นสายสัมพันธ์ระหว่างวิชาการสาขาต่างๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ปรัชญาเป็นแม่ของวิชาต่างๆ เพราะเมื่อแรกเริ่มที่มนุษย์รู้จักสร้างเนื้อหาวิชาการขึ้นมานั้น มนุษย์เราเรียกผู้รู้อย่างรวมๆว่า “ปราชญ์” และเนื้อหาที่ปราชญ์รู้และนำออกสอนว่า “ปรัชญา” ครั้นความรู้ด้านใดมีความรู้มากจนต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จึงคิดตั้งชื่อเรียกเนื้อหาเฉพาะด้านนั้นขึ้นเพื่อสะดวกในการประชาสัมพันธ์หาผู้สนใจอยากรู้ ด้วยวิธีนี้ วิชาต่างๆจึงค่อยๆแยกตัวออกไป แยกแล้วก็ยังแยกย่อยต่อไปได้อีก มาถึงปัจจุบันยังเหลืออยู่เรื่องเดียวไว้ปลอบใจนักปรัชญา คือเรื่องความมีอยู่ ถ้ามีอยู่จริงก็เรียกว่าความเป็นจริง ถ้าไม่มีอยู่จริงก็เป็นความเพ้อฝัน ความเป็นจริงมีมานานโดยไม่มีมนุษย์คนใดไปตอแยมัน ก็มีแต่ความเป็นอยู่เพียงอย่างเดียว ไม่มีความเพ้อฝัน ไม่มีความรู้ ไม่มีความจริง ไม่มีความเท็จ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะมีมนุษย์อุบัติขึ้นแล้วไปตอแยกับความเป็นจริง วุ่นวายถึงขั้นสร้างองค์ความรู้ แบ่งความรู้ออกเป็นวิชาๆ แยกออกจากปรัชญาซึ่งเป็นปฐมวิชาหรือวิชาแม่ แยกแล้วนักปรัชญาไม่ยอมให้แยกไปอย่างลอยนวล แต่ยังคงติดตามต่อไปในฐานะปรัชญาประยุกต์ เช่น ปรัชญาวิทยาศาสตร์ได้แก่การนำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปตีความผลสรุปของวิชาวิทยาศาสตร์ที่แยกตัวออกไปจากปรัชญาก่อนหน้านี้ วิชาวิทยาศาสตร์เมื่อแยกตัวออกไปแล้วก็แยกย่อยออกไปเป็นวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และยังแตกลูกแตกหลานต่อไปอีกเรื่อยๆอย่างไม่หยุดหย่อน เช่น ดาราศาสตร์ ธรณีวิทยา พฤกษศาสตร์ สมุทรศาสตร์ ชีวเคมี แพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งนักปรัชญาก็ยังคงติดตามไปสร้างปรัชญาประยุกต์ให้อย่างไม่ละลด สาขาอื่นๆที่แยกตัวออกไปจากปรัชญาก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน ปรัชญาจึงทำหน้าที่เชื่อมโยงและประสานวิชาต่างๆให้สัมพันธ์กันอยู่ได้แน่นแฟ้นด้วยการเสนอเนื้อหาร่วมว่า มนุษย์รู้อย่างไร มนุษย์รู้อะไร และมนุษย์อยากได้อะไร

ราชบัณฑิตเสวนา (86)

Vocation เป็นอาชีพระดับใด
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน 2558 ผมได้รับเชิญไปร่วมสังเกตการณ์การประชุมระดับทวีปเอเชียของนักธุรกิจ โดยกลุ่มนักธุรกิจคาทอลิกเป็นเจ้าภาพ ณ โรงแรมอโนมา มีตัวแทนจากชาติต่างๆมากมายจากชาติต่างๆของทวีปเอเชีย และผู้สังเกตการณ์จากทวีปอื่นๆพอสมควร มีทั้งโปรเตสแตนต์พุทธ มุสลิม มาช่วยกันรุมกินโต๊ะคอร์รัปชั่นกันอย่างพร้อมเพรียงดีจริง อย่างนี้จะเหลือโต๊ะที่ไหนให้พวกทุจริตคอร์รัปชั่นได้ใช้กินส่วนล่างของมันได้อีก ท่านเกริกไกร จิรแพทย์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจแห่งชาติเป็นผู้กล่าวเปิดงาน ท่านชี้ให้เห็นว่าโรคร้ายของเศรษฐกิจของโลกและของประเทศไทยคือการทุจริตของข้าราชการที่มีหน้าที่พัฒนาเศรษฐกิจร่วมมือกับนักธุรกิจขี้ฉ้อด้วยเส้นทางใต้โต๊ะเป็นสำคัญ ขอให้ช่วยกันคิดหาทางแก้ไข มีผู้แทนจากอินโดนีเซียให้ข้อมูลต่อมาด้วยโวหารขบขันว่าประเทศของเขาหมดปัญหาเรื่องใต้โต๊ะแล้ว เพราะไม่มีใครไปทำเรื่องนี้กันที่โต๊ะทำงาน เออ! เขาช่างปราบเงินใต้โต๊ะกันเก่งจริง แต่ปราบคอร์รัปชั่นไม่เอาไหนเลย จริงไหม?
หัวข้อสัมมนาว่า “Vocation of the Business Leader” น่าจะมีปัญหาในภาษาไทยว่าจะแปลว่าอย่างไรดี เพราะ Vocational School เราแปลกันว่าโรงเรียนอาชีวะซึ่งแปลไทยเป็นไทยได้ว่าโรงเรียนฝึกอาชีพซึ่งในสมัยหนึ่งหมายถึงฑัณฑสถานเยาวชนที่เคยตั้งอยู่ที่ที่เป็นศูนย์ศิลปาชีพบางไทรขณะนี้ ปัญหาที่ตามมาก็คือว่า คำว่าอาชีพกินความถึงว่าต้องมีคุณธรรมครบถ้วนที่จะเป็นคนดีในสังคมที่ตนสังกัดด้วยหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นแล้วอาชีพที่มุ่งกอบโกยรายได้เท่านั้นโดยไม่คำนึงถึงว่าจะสุจริตยุติธรรมด้วยหรือไม่ ถ้าไม่เรียกว่าอาชีพแล้วให้เรียกว่ากระไรดี
ถ้าใช้คำอังกฤษ แต่ละคำก็จะมีความหมายเฉพาะของตนโดยไม่ก้าวก่ายความหมายของกันและกัน จริงอยู่หากใช้ในชีวิตประจำวันก็อาจจะก้าวก่ายกันเพราะเผอเรอหรือเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากใช้อย่างเป็นวิชาการหรือเชิงวิชาการก็มีความระมัดระวังที่จะใช้ให้ถูกต้องตามความหมายที่กำหนด ในบรรยากาศของการสัมมนานานาชาติข้างต้น ก็ย่อมสมมุติได้ว่าใช้ในความหมายที่กำหนด คือ
1. earning (หาเงิน) มุ่งอยู่ที่หารายได้ จะเป็นเงินหรือสิ่งพึงประสงค์อื่นใดก็ได้มาเป็นของตนไม่ว่าจะทำงานแลกเปลี่ยนหรือไม่ อาจจะใช้กี่วิธีก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจำเจอยู่กับวิธีใดวิธีหนึ่ง
2. career (อาชีพ) ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งหรือบางอย่างเพื่อมีรายได้ ไม่ว่าจะสุจริตหรือไม่ก็ได้
3. profession (อาชีพสุจริต) มีความซื่อสัตย์ยุติธรรมและคุณธรรมที่ต้องการครบถ้วน ซึ่งก็คาดหวังว่าเป็นผู้ทำงานที่ไม่จับจด หากน่าเชื่อว่าจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วย จึงได้ชื่อว่ามือโปร ทั้งนี้โดยไม่เรียกร้องว่าจะต้องเป็นผู้มีจิตอาสาเสียสละมากกว่าที่จรรยาบรรณอาชีพนั้นๆเรียกร้อง
4. vocation (กระแสเรียก) ถ้าเป็นผู้นับถือพระเจ้าก็หมายความว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ดำรงชีพด้วยงานประจำแบบนั้น ถ้าเป็นชาวพุทธก็ถือได้ว่าเมตตาธรรมเรียกร้องให้ทำความดีด้วยด้วยวิถีชีวิตแบบนั้น ชาวคริสต์ควรถือได้ว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ทำธุรกิจเพื่อรับใช้พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ชาวพุทธอาจจะถือได้ว่าเสียงธรรมะเรียกร้องให้ทำธุรกิจเพื่อปฏิบัติฆราวาสธรรมทั้ง4 ฯลฯ
สาธุ! ขอให้ vocational schools ทั้งหลายมุ่งสอนและอบรมผู้มาลงทะเบียนทั้งหลายให้มีจิตอาสาดังกล่าวอย่างทั่วหน้า และขอให้ผู้นำธุรกิจทั้งหลายในประเทศไทยได้เห็นคุณค่าแห่งการทำธุรกิจอย่างมีความสุขแท้ตามศรัทธาในศาสนาและ/หรือตามปรัชญาแห่งการทำดีมีสุข สาธุ!

ราชบัณฑิตเสวนา (85)

1234.jpg

สมัชชาคุณธรรมอย่าทำซ้ำผิด

ดีใจที่ได้ยินว่าเราจะมีสมัชชาคุณธรรมตามรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จำได้ว่าสนช.รุ่น พ.ศ.2550 ก็ได้ดำริแต่ทำไม่สำเร็จ เพราะสมัยนั้นคณะกรรมาธิการที่ทำเรื่องนี้คิดกันว่าคุณธรรมคือคุณธรรม ต้องทำแยกจากกฎหมาย รัฐธรรมนูญเพียงแต่รับรู้เป็นนโยบายก็พอแล้ว เรื่องของคุณธรรมควรเป็นเรื่องชักชวนให้คนทำดีนอกเหนือไปกว่าที่กฎหมายบังคับ หากข้อใดคิดว่าจำเป็นและมีเหตุผลพอที่จะออกเป็นกฎหมายก็ออกเป็นกฎหมายและมีบทลงโทษกำหนดชัดเจนและให้ฝ่ายกฎหมายรับผิดชอบทุกขั้นตอน ฝ่ายคุณธรรมอาจจะช่วยอบรมด้วยเหตุผลด้วยก็ได้แต่การลงโทษต้องดำเนินการโดยฝ่ายกฎหมายเท่านั้น ส่วนเรื่องคุณธรรมให้แยกทำต่างหากจากกฎหมาย เพราะเป็นเรื่องต้องอบรมให้ทำด้วยใจรัก น่าเสียดายที่นโยบายคุณธรรมรุ่น 50 ไม่ได้คลอดตามความต้องการของ สนช. เพราะฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญต้องการให้กฎหมายดูแลเรื่องคุณธรรมเสียเอง โดยกำหนดให้ทุกหน่วยงานสร้างชุดจริยธรรมขึ้นมาควบคุมดูแลผู้คนในความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้นๆ และบังคับให้หน่วยงานทุกหน่วยที่มีชุดคุณธรรมประกาศออกใช้กำหนดมาตรการลงโทษผู้ฝ่าฝืนให้ได้ผล และจริงๆก็คือไม่ได้ผลอย่างที่รู้ๆกันอยู่

อันที่จริงที่รัฐธรรมนูญเรียกว่า “ประมวลจริยธรรม” นั้นที่จริงควรเรียกว่า “จรรยาบรรณ” (Code of Conduct) ประจำหน่วยงานมากกว่า ซึ่งประกอบด้วยบางข้อจากประมวลกฎหมาย บางข้อจากจริยธรรม บางข้อจากศีลธรรมศาสนา และบางข้อจากวัฒนธรรมประจำชาติ ที่หน่วยงานนั้นพร้อมใจกันเน้นให้เป็นอุดมคติและเอกลักษณ์ของหน่วยงานหรือสถาบัน หัวหน้าหน่วยงานต้องมีมาตรการที่จะย้ำเน้นให้เข้าในจิตไร้สำนึกระดับSuperegoให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องทำความเข้าใจให้แก่สมาชิกทุกคนตระหนักชัดเจนว่าแต่ละข้อมีความสำคัญต่างกัน คือ

1.ข้อที่เป็นกฎหมายทุกข้อบังคับพลเมืองไทยทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน และถ้ามีการฝ่าฝืน สถาบันจะให้ความร่วมมือกับทางการเพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมาย และสถาบันอาจมีการลงโทษเพิ่มเติมตามที่จะเห็นว่าเป็นคุณแก่สถาบัน

2. ข้อที่อยู่นอกเหนือกฎหมายแต่สถาบันคิดว่าจำเป็นต้องบังคับ ก็จะชี้แจงว่าเป็นระเบียบข้อบังคับ มีฐานะเหมือนกฎหมายแต่บังคับใช้เฉพาะกับสมาชิกของสถาบัน มีกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนโดยสถาบันมีผู้รับผิดชอบเอาจริงกับการไต่สวนและพิจารณาความผิดตลอดจนลงโทษตามมาตรการของกฎหมายเพื่อมิให้ระเบียบการเป็นหมัน หากบังคับไม่ได้ก็อย่าประกาศเป็นระเบียบการจะดีกว่า

3.บางข้อเป็นคุณธรรมที่ไม่มีกฎบังคับและสถาบันไม่เห็นความจำเป็นที่จะบังคับให้ปฏิบัติ แต่ก็อยากจะสนับสนุนให้มีการปฏิบัติด้วยความสมัครใจ เพราะจะเป็นคุณเพิ่มเติมแก่สถาบัน สถาบันจึงจัดอบรมโดยเชิญผู้รู้มาอบรมด้วยการเกลี้ยกล่อมด้วยเหตุผล ให้ชักชวนให้ทำดีมากกว่าที่กฎหมายบังคับ เป็นการทำดีที่น่าสรรเสริญยิ่ง มีการยกย่องให้รางวัลเป็นกำลังใจก็ยิ่งดี เพราะทำด้วยความสำนึกว่าเป็นกิจจิตอาสาควรยกย่องสรรเสริญ ให้ความสุขชื่นใจทั้งแก่ผู้ได้รับบริการและผู้ให้บริการ ที่ไม่ออกคำสั่งเป็นกฎหมายหรือระเบียบการก็เพราะไม่ควรออกกฎมากเกินจำเป็น และเมื่อออกเป็นกฎเมื่อใดก็ลดคุณค่าผู้อยากทำดีเพราะเป็นความดี ทั้งยังลดศักดิ์ศรีของสถาบันในฐานที่ต้องออกกฎบังคับเกินจำเป็น ดูแล้วเหมือนกับไม่ให้เกียรติมวลสมาชิก

4. บางข้อเป็นศีลธรรม คือคำสอนของศาสนาที่พัฒนาคุณภาพชีวิตของมวลสมาชิกของศาสนาอันยังผลถึงโลกหน้า เป็นคุณค่าที่สูงส่งและเป็นศักดิ์ศรีของคนทั้งชาติ จึงควรให้เกียรติและโอกาสแก่ทุกศาสนาที่ได้รับเชิญมาทำการแพร่ธรรมทั้งในรูปขององค์การศาสนาหรือในรูปของมูลนิธิการกุศลก็ตาม 5.บางข้อมาจากวัฒนธรรมอันดีงามของชาติซึ่งควรจะช่วยกันอนุรักษ์ให้เป็นมรดกอันมีค่าและเพิ่มคุณค่าให้แก่คนทั้งชาติ
แต่ละเรื่องควรมีการสอนในหลักสูตรให้รู้ ตามหลักวิชาการ แต่เรื่องจริยธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรมต้องมีการอบรมเป็นประจำให้ทำจนเคยชินด้วยความสนใจและมีความสุขที่จะทำ จึงต้องมีนักปรัชญาอบรมจริยธรรม นักการศาสนาอบรมศีลธรรม มีนักอนุรักษ์อบรมวัฒนธรรม

อยากเห็นสมัชชา(จะเรียกชื่ออย่างไรไม่สำคัญ) ตระหนักความสำคัญดังกล่าว และจัดให้มีผู้รู้แต่ละเรื่องทำแต่ละเรื่อง ไม่ใช่คนคนเดียวหรือกลุ่มเดียวทำทุกอย่าง ยิ่งสมัชชาลงไปทำทุกเรื่องเสียเอง ก็ยิ่งหมดหวัง

ราชบัณฑิตเสวนา (84)

พระภิกษุอยากช่วยปฏิรูปการศึกษาทำอย่างไร
อังคารที่10กุมภาพันธ์2558 ผมได้รับเชิญไปตอบคำถามว่า การศึกษาของชาติมีอะไรที่ต้องปฏิรูปแต่ยังไม่มีใครพูดถึงและพระพุทธศาสนาจะมีส่วนช่วยอะไรได้บ้าง ผู้เชิญคือมหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบุรีรัมย์ ตั้งอยู่ที่วัดพระพุทธบาทเขากระโดง ซึ่งอยู่หลังวัดเป็นภูเขาไฟดับแล้ว หลักฐานยังมีให้เห็น เดินขึ้นไปดูได้ บนยอดเขามีปล่องภูเขาไฟซึ่งบัดนี้แปรสภาพกลายเป็นสระน้ำขนาดใหญ่มีน้ำขัง วิทยาเขตแห่งนี้มีดร.พระธรรมโมลีเป็นอธิการบดี ดร.พระครูวินัยธรอำนาจ พลปัญโญเป็นประธานหลักสูตรพุทธศาสตร์มหาบัณฑิต ทั้ง 2 ท่านเคยเป็นศิษย์ฟังวิชาปรัชญาหลังนวยุคที่ผมไปบรรยายในหลักสูตรของมจร.และมมร.ส่วนกลาง หัวข้อบรรยายครั้งนี้คือ “พระพุทธศาสนากับการศึกษาไทย”
วิเคราะห์คำถาม 1.ในฐานะพลเมืองไทยที่อยู่ในช่วงเวลาของการปฏิรูปทุกๆอย่าง ก็คิดว่าตนควรมีส่วนร่วมบ้างตามฐานะที่อยู่ในสังคมไทยขณะนี้ 2.ในฐานะกำลังเรียน-สอนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของประเทศไทย ก็พึงสนใจด้านการศึกษาเป็นพิเศษ หากมีช่องว่างจะเติมเต็มตรงไหนได้ ก็ใคร่จะทำหน้าที่พลเมืองดีเสนอแนะให้คณะปฏิรูปและคณะทำงานด้านนี้รับไปปรับการปฏิรูป3.ในฐานะเป็นสงฆ์ของพระพุทธศาสนาไทย ก็เห็นสมควรที่จะช่วยกันคิดดูว่าศาสนาพุทธในองค์รวมควรจะมีส่วนในการปฏิรูปครั้งนี้อย่างไรจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์โดยเฉพาะอย่างไรในด้านการศึกษา
คำตอบด้านการศึกษา ดูเหมือนว่าคณะผู้รับผิดชอบปฏิรูปการศึกษาของเราจะกำลังทำผิดหน้าที่ คือ หน้าที่วางแผนปฏิรูปอันเป็นหน้าที่โดยตรงของท่าน ท่านกลับไม่ยอมแตะกันเลย ท่านมัวแต่เสียเวลากับการจับผิดหยุมหยิมเรื่องเนื้อหาของหลักสูตร จับผิดเรื่องความประพฤติของผู้สอน จับผิดเรื่องความประพฤติของผู้เรียน จับผิดเรื่องการวางตัวไม่เหมาะสมของผู้บริหารการศึกษาและวิธีบริหารการศึกษา หน้าที่เหล่านี้ควรเป็นงานที่ต้องทำประจำของผู้เชี่ยวชาญที่ต้องคร่ำหวอดดูแลในสถาบันต่างๆทุกระดับซึ่งมีอยู่แล้วแต่เวลานี้ต้องระงับทำการชั่วคราวเพราะท่านไปแย่งงานเขาทำเสียหมดและไม่แน่ว่าท่านจะทำได้ดีกว่าพวกเขา ส่วนบทบาทที่เป็นของท่านโดยตรงเพราะคนอื่นทำไม่ได้ ท่านกลับไม่ทำกันให้เห็นว่ามีการปฏิรูปถูกจุด คือสำรวจที่กึ๋นของการศึกษา การศึกษาต้องประกอบด้วย 2 ด้าน คือ เรียนรู้(study) กับอบรมบ่มเพาะนิสัย(education) วิชาสายอาชีพให้เรียนรู้ครบขั้นต่ำเริ่มทำงานได้ถือว่าพอ ออกใบรับรองให้ทำงานได้ ทำไปก็จะยิ่งช่ำชองมากขึ้นตามลำดับ ส่วนวิชาพัฒนาคุณภาพชีวิต คือ กฎหมายชาวบ้าน จริยธรรมและปรัชญา ศีลธรรมและศาสนา วัฒนธรรม จรรยาบรรณ รวม5วิชานี้ต้องมีทั้งการเรียนให้รู้ระดับต่ำสุดและต้องมีโครงการอบรมบ่มเพาะนิสัยตลอดชีวิตโดยไม่มีการรับรองว่าจบแล้ว การปฏิรูปด้านอื่นๆทุกด้านจะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับการปฏิรูปด้านนี้เป็นปฐม
ด้านบทบาทของพระพุทธศาสนา ด้านการอบรมบ่มเพาะนิสัยไม่มีใครทำได้ดีเท่าพระสงฆ์และนักบวชนักพรตของทุกศาสนา แต่ต้องมีการอบรมวิทยากรให้เข้าประเด็นเสียก่อน วิทยาลัยสงฆ์และสำนักสอนศาสนศาสตร์ของทุกศาสนาควรร่วมกับวิทยาลัยสงฆ์ให้เข้าทีมกันก็ยิ่งดี ขอให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ชักชวนพระและนักบวชทั้งหลายรวมแม่ชีด้วย หากไม่คิดจะบวชเพื่อลาภยศสรรเสริญแล้ว ขอนิมนต์และเชิญมาร่วมโครงการและเข้าศึกษาในโครงการดังกล่าวโดยช่วยกันหาทุนไว้สนับสนุนผู้ตั้งใจแต่ขาดค่าเล่าเรียน
ครับ! ถ้าการปฏิรูปครั้งนี้มีความพยายามทำเรื่องข้างต้นนี้ด้วย ก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะบกพร่อง เพราะมันจะปรับตัวต่อไปได้ด้วยตัวเองเรื่อยๆไม่รู้จบ วางแผนปฏิรูปทีเดียวให้ถูกจุดก็จะไม่ต้องปฏิรูปกันอีก เกาให้ถูกที่คันเสียทีก็หักไม้เกาหลังทิ้งได้

ราชบัณฑิตเสวนา (83)

วิชาศาสนเสวนา
ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ให้โอวาทที่สวนโมกข์เมื่อวันที่17พฤศจิกายน พ.ศ.2516ว่า “ใครจะเรียกว่าพระเจ้า ใครจะเรียกว่าพระธรรม หรือใครจะเรียกว่าเต๋า หรือใครจะเรียกว่ากฎของธรรมชาติ หรือใครจะเรียกว่าอย่างอื่นต่อไปอีก มันก็หมายถึงสิ่งเดียวกันโดยแท้ เป็นสิ่งที่สูงสุดในทุกๆแง่ทุกๆมุม เป็นสิ่งเดียวกันหมด แล้วแต่ใครจะเรียกอย่างไร (หรือจะไม่ยอมให้เรียกว่าอย่างไร–ผมเติมเองครับ) จุดสูงสุดเป็นจุดเดียวกัน และศาสดาทั้งหลายก็เป็นเพียงปากพูดถึงสิ่งสูงสุดเดียวกัน” ให้สังเกตการใช้คำ”กฎของธรรมชาติ” ไม่ใช้”กฎธรรมชาติ” ต่างกันอย่างไร?
กฎของธรรมชาติแปลจากlaw of Nature คือกฎฟิสิกส์ เคมี ชีวะ รวมกันทำให้เอกภพเป็นอย่างที่มันเป็น(ตถตา=มันเป็นอยู่เช่นนั้น ไม่มีใครอื่นไปเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากมันจะเปลี่ยนของมันเอง) ส่วนกฎธรรมชาติแปลจากnatural law คือเกณฑ์ความประพฤติดีที่นักปรัชญาสำนักปัญญานิยม(intellectualism)คิดว่าใครที่ใช้ปัญญาอย่างไม่ลำเอียงจะต้องเห็นตรงกัน เป็นเหตุให้กฎหมายของหลายประเทศระบุว่า หากอ้างพระราชบัญญัติมาตัดสินไม่ได้ ก็ให้ใช้กฎธรรมชาติเป็นหลัก แต่นักหลังนวยุคก็สังเกตว่า natural law ที่อ้างๆกันอยู่นั้นก็หาตรงกันไม่ มันไม่พ้นเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้อ้างไปได้ พุทธทาสท่านละเอียดพอในเรื่องนี้ครับ สังเกตได้จากการเลือกใช้คำในโวหารของท่าน
คำพูดของท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นพหุนิยม (pluralism)ใช่หรือไม่ คงต้องตอบว่าตามคำพูดแล้วไม่ใช่ “มันหมายถึงสิ่งเดียวกันโดยแท้ สูงสุดในทุกแง่ทุกมุม เป็นสิ่งเดียวกันหมด” นิยามนี้เป็นนิยามของ inclusivism(ลัทธิรวมศาสนา ที่ถือว่าทุกศาสนาดีเหมือนกันหมด สอนเรื่องเดียวกันหมด รวมเป็นศาสนาเดียวกันก็ยิ่งดี) แต่ในพฤติกรรมแล้วไม่ใช่ ท่านไม่เคยมีนโยบายรวมศาสนา แต่ต้องการให้ศาสนาต่างๆเคารพข้อเชื่อของกันและกันและร่วมมือกันบนฐานของเอกภาพในความหลากหลาย ท่านไม่ได้ตั้งใจนิยามแต่แสดงเทศนาโวหารชักชวนให้สามัคคีกันเท่านั้น เมื่อเอาเจตนาของท่านมาจับตามทฤษฎีปรัชญาภาษาศาสนาก็คือให้ดูเจตนาเป็นหลัก วาทศิลป์ต้องคล้อยตามเจตนา เราขณะนี้จึงควรมาดูกันว่าพหุนิยมคือย่างไรกันแน่
พหุนิยม(pluralism) เป็นท่าทีการนับถือศาสนาที่เดินสายกลางระหว่าง inclusivism(ลัทธิรวมศาสนา)กับ exclusivism (ลัทธิเหยียดศาสนา) พหุนิยมเริ่มจากข้อเท็จจริงว่าทุกศาสนาพิสูจน์ตัวเองได้ว่าสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกของตน มิฉะนั้นสังคมจะไม่ยอมรับรู้ว่าเป็นศาสนา ในเมื่อสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้เช่นนี้ จึงต้องถือว่ามีความสำคัญในสังคม จึงควรยกย่องและให้ความสะดวก ทุกศาสนาที่ได้มาตรฐานดังกล่าวต่างก็มีศรัทธาต่อสิ่งสูงสุดของตนที่มีนิยามต่างกัน ดังนั้นศาสนาต่างๆจึงถือได้ว่าดีแต่ดีต่างกันตามสิ่งสูงสุดที่เชื่อและตามศรัทธาที่สมาชิกทุ่มเทให้ สิ่งสูงสุดที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวให้ทำดีได้ไม่ว่าในลักษณะใด นักพหุนิยมถือว่าไม่น่าจะไร้สาระและไร้คุณค่า แต่ใครที่ไม่รู้สึกมีศรัทธาก็ไม่จำเป็นต้องนับถือโดยฝืนมโนธรรมสำนึกเฉพาะบุคคล เพราะการต้องทำอะไรฝืนมโนธรรมย่อมไม่จริงใจไร้คุณค่าในตัว
สิ่งสูงสุดย่อมเป็นสิ่งสูงสุดในศาสนาของตน ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กันอย่างฝืนมโนธรรม หากมโนธรรมของใครจะตระหนักถึงความสัมพันธ์อันใดก็พึงถือเป็นการหยั่งรู้เฉพาะตัว และมีเสรีภาพที่จะตัดสินใจปฏิบัติการตามมโนธรรมที่พัฒนาคุณภาพชีวิตเฉพาะตัว เขาไม่ควรถูกกีดกันในการปฏิบัติตามมโนธรรมอย่างมีความสุข และเขาเองก็ไม่พึงบังคับขู่เข็ญผู้อื่นให้ต้องคิดและทำเหมือนเขา และหากใครจะเต็มใจที่จะดำเนินชีวิตเหมือนเขาก็พึงมีเสภาพที่จะกระทำได้เช่นกัน นี่คือท่าทีของนักพหุนิยมซึ่งมีทั้งนโยบาย แนวคิดและวิถีดำเนินชีวิต
อาจมีผู้ตั้งประเด็นถามว่าหากศาสนาของเราใช้วิธีพหุนิยม สมมุติมีอีกศาสนาหนึ่งใช้วิธีเหยียดศาสนาและใช้ทุกวิถีทางทั้งล่อทั้งชนเพื่อแย่งสมาชิก เราควรทำอย่างไร?ผมขอตอบในเบื้องต้นว่า นโยบายของคำถามเป็นวิธีปฏิบัติของคนกระบวนทรรศน์ที่3ยุคกลาง หากเราตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกัน ผลก็คือสงครามศาสนาที่เคยมีมาแล้วและไม่ใช่วิธีดีที่สุด เรามาวิเคราะห์กันดูก่อนว่ามีทั้งหมดกี่วิธี 1.คนกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ ปล่อยให้เบื้องบนจัดการตามแต่จะเห็นควร เรามีหน้าที่แค่เชียร์พระองค์ (รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ว่างั้นเถอะ) 2.คนกระบวนทรรศน์โบราณ เปิดดูคัมภีร์แล้วปฏิบัติตามตัวอักษร เช่น ตาต่อตา จงยื่นแก้มอีกข้างให้ตบด้วย จงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดชีวิตของเจ้าจงอภัยเสมอ ชอบข้อใดอ้างข้อนั้นมาปฏิบัติ พระคัมภีร์มักมีหลายข้อให้ผู้รู้คัมภีร์เลือก(ตามใจชอบใช่ไหม?) 3.คนกระบวนทรรศน์ยุคกลาง ทำอะไรก็ได้ที่มีคนรับรองว่าได้ไปสวรรค์แน่ๆ(โดยตนเองไม่เคยคิดจะศึกษาให้ถ่องแท้ว่าสวรรค์จริงๆเป็นอย่างไร(ให้ผู้อื่นรับผิดชอบแทนตนรู้สึกว่าง่ายดี) 4. คนกระบวนทรรศน์ยุคใหม่คิดตามหลักวิชาการที่ตนรู้ นักกฎหมายย่อมคิดถึงความเป็นธรรมตามกฎหมายโดยให้มีการร้องเรียนให้สหประชาชาติออกระเบียบการบังคับคู่กรณีให้ปฏิบัติการนำเอาผู้ทำผิดมาลงโทษให้หลาบจำ นักรัฐศาสตร์แนะให้ทำการถ่วงดุลอำนาจ หากจำเป็นก็ต้องใช้กำลังทหารบังคับ นักเศรษฐศาสตร์วางแผนบอยคอตเศรษฐกิจ หากวิธีไหนก็ไม่ได้ผลพึงพอใจ ก็ให้ลองก่อม็อบดูว่าจะมีพลังกดดันเพียงพอไหม ถ้าเห็นสู้ไม่ไหวก็สลายม็อบยอมจำนนชั่วคราว มีโอกาสดีกว่าค่อยแก้ตัวใหม่ 5. คนกระบวนทรรศน์หลังนวยุคและพหุนิยม แก้ปัญหาด้วยระบบการศึกษา ต้องปรับทั้งระบบให้ระบบการศึกษาทั้งระบบทั่วโลกมุ่งสู่การสร้างคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักรู้ปัญหาของมนุษยชาติในปัจจุบัน รู้ทางแก้ที่ตรงประเด็น(รู้ที่คัน) แก้ให้ตรงประเด็น(เกาให้ถูกที่คัน) แก้ทั้งระบบหมายความว่าผู้สอนทุกวิชาต้องตระหนักทั้ง 3 ข้อตรงกันในวิชาของตนและเต็มใจให้ความร่วมมือ พฤติกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้โดยอาศัยทั้งพิมพ์เขียวและพิมพ์น้ำเงินร่วมกันดังได้เคยชี้แจงไว้แล้ว

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑