Category: ราชบัณฑิตเสวนา

ธรรมาภิบาลต้องมีทั้งพิมพ์เขียวและพิมพ์น้ำเงิน

goodGov.gif

 

ราชบัณฑิตเสวนา (95)

ธรรมาภิบาลต้องมีทั้งพิมพ์เขียวและพิมพ์น้ำเงิน

จะสร้างอาคารใหญ่ราคาแพงต้องมีพิมพ์เขียว (blue print) จะปฏิรูปประเทศต้องมีทั้งพิมพ์เขียวและพิมพ์น้ำเงิน (blue print) ฝรั่งใช้ blue print คำเดียวแต่แปลเป็นภาษาไทยได้ 2 คำ

พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ ได้เผยแพร่แล้วเผยแพร่อีก หลักธรรมาภิบาล 6 ประการของท่านอันประกอบด้วย 1.หลักคุณธรรม (Principle of Morality) 2.หลักนิติธรรม (Principle of Law)  3.หลักความโปร่งใส (Principle of Accountability)  4.หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน  (Principle of Participation) 5.หลักความรับผิดชอบ (Principle of Responsibility) 6.หลักความคุ้มค่า (Principle of Cost-effectiveness) นี่คือตัวอย่างของพิมพ์เขียวที่ผมกล่าวถึงข้างต้น และเป็นพิมพ์เขียวที่ดีมากสำหรับใช้เป็นประเด็นตรวจสอบผู้บริหารงานทุกอย่างของหน่วยงานต่างๆของรัฐและเอกชนเพื่อขจัดความทุจริตที่เราตั้งเป้าไว้ว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งหลายจะสูญพันธุ์ไปจากผืนแผ่นดินไทย แต่พลเมืองไทยไม่ใช่อาคาร ไม่ใช่วัตถุครับ ถ้าเป็นอาคารมีพิมพ์เขียวดีเหมือนมีบล๊อกดีๆ หล่อออกมากี่แท่งๆก็ดีเหมือนกันหมด แต่คนมิเป็นเช่นนั้น พิมพ์เขียวไม่สำคัญเท่าพิมพ์น้ำเงิน เชื่อซี! ต่อให้พิมพ์เขียวดีสมบูรณ์แบบสักปานใด ต่อให้ออกกฎหมายมาควบคุมและลงโทษเอาจริงจังสักปานใด หากประชาชนไม่ชอบ ไม่ให้การสนับสนุน ก็ไม่อาจบรรลุความสำเร็จ ดีไม่ดีจะมีผู้ฉลาดเหนือเมฆ กลับกำกฎหมายคอร์รัปชั่นไว้ในมือเพื่อใช้เป็นเครื่องมือคอร์รัปชั่นได้อย่างเหนือเมฆก็ยังมีตัวอย่างให้ศึกษา มีพิมพ์เขียวดีๆนั้นวิเศษแล้ว ในเมื่อต้องใช้กับมนุษย์ก็ต้องมีพิมพ์น้ำเงินกำกับและประกบ

พิมพ์น้ำเงินนั้นเป็นฉันใด ต่างกับพิมพ์เขียวอย่างไร พิมพ์น้ำเงินนั้นได้แก่อุบายให้ยอมรับพิมพ์เขียว ยอมรับอย่างไม่ต่อต้านนั้นก็ระดับหนึ่ง จะให้ดีเยี่ยมต้องหาวิธีให้อยากปฏิบัติตามด้วยยิ่งจะเยี่ยมที่สุด มีกี่วิธีให้ระดมกำลังมาใช้ให้หมด จึงจะได้ชื่อว่าบริหารงานยอดเยี่ยม ควรแก่การยกย่องว่าเป็นมหาบุรุษ(hero) พิมพ์น้ำเงินในกรณีของเรานี้จึงประกอบด้วยการอบรม 5 ด้านด้วยกันที่จะรวมพลังกันสร้างจิตสำนึกให้อยากทำดีอย่างมีความสุข แม้ไม่บังคับก็ยังอยากจะทำดีอยู่ดี คือ

  1. นิติธรรม (legality) เน้นการอบรมโดยให้เหตุผลว่า กฎหมายที่เป็นกฎหมายจริงๆเป็นปัจจัยสำคัญและจำเป็นให้อยู่กันในสังคมได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข
  2. จริยธรรม (ethic) เน้นการอบรมคุณธรรมต้นแบบ4(the 4 cardinal virtues) อันเป็นปัจจัยจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคนที่จะมีความสุขแท้ตามความเป็นจริงไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดหรือไม่
  3. ศีลธรรม (morality) เน้นการอบรมการปฏิบัติตนตามเจตนาของศาสดาของแต่ละศาสนาซึ่งล้วนแต่ต่อยอดจากคุณธรรมต้นแบบ4 ให้มีความสุขแท้ตามอุดมการณ์ของแต่ละศาสนา
  4. วัฒนธรรม (culture) เน้นการอบรมอารยธรรมแห่งชาติ (the Thai Civilization) อันเป็นมรดกที่บรรพบุรุษทุกคนที่อาศัยผืนแผ่นดินไทยได้ปฏิบัติจนตกผลึกเป็นอารยธรรมสยามที่พลเมืองไทยปัจจุบันพึงร่วมใจกันรักและหวงแหนทั้งตั้งใจพัฒนาเพื่อส่งต่อให้อนุชนในอนาคตต่อไป อันเป็น”ความสุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ตามพระปฐมบรมราชโองการ
  5. จรรยาบรรณ (code of conduct) เน้นการอบรมให้ภูมิใจในสถาบันอันเป็นฐานแห่งอาชีพของตนที่มีเอกลักษณ์ไว้ชูหน้าชูตา ซึ่งสมาชิกทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสีย จึงต้องช่วยกันปฏิบัติตามและดูแลให้สมาชิกทุกคนรักและหวงแหน

หากธรรมาภิบาลหมายความว่าอย่างนี้ โดยบริหารจัดการให้มีการอบรมครบทุกด้านอย่างนี้จริงๆ ทั้งใช้ตัวชี้วัด 6 ประการของพลเอกกิตติศักดิ์อย่างจริงจัง ผมว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะได้ผลและหวังผลได้ในระยะยาวครับ ไม่เชื่อก็ลองดู

ราชบัณฑิตเสวนา (94)

confession

ปลงอาบัติกับศีลอภัยบาป

          ในช่วงนี้ไปทางไหนมีคนชอบถามให้ชี้แจงอยู่บ่อยๆว่าปลงอาบัติของพระพุทธศาสนากับศีลอภัยบาปของศาสนาคริสต์ เหมือนและต่างกันอย่างไร อึกหลายท่านคงอยากถามและไม่มีโอกาสถามและไม่มีโอกาสฟังคำตอบ ก็เลยขออนุญาตและขอถือโอกาสเขียนให้อ่านกันไปทีเดียวพร้อมๆกันบนเวทีเสวนานี้ก็แล้วกัน อ่านได้ความรู้พื้นฐานแล้ว จะถือวิสาสะถามต่อก็ไม่ว่ากัน

ปลงอาบัติ ขอนำคำอธิบายของพระธรรมกิตติวงศ์ ราชบัณฑิตมาทำความเข้าใจเบื้องต้นไว้เป็นทุนก่อนดังนี้ ท่านชี้แจงไว้ในหนังสือ คำวัดที่ชาวพุทธควรรู้ ว่า “หมายถึงการแสดงความผิดของตนเพื่อเปลื้องโทษทางพระวินัย” ซึ่งก็น่าจะเข้าใจกันด้วยสามัญสำนึกได้ว่าเป็นเรื่องของพระวินัยของสงฆ์และผู้เปลื้องโทษก็คือสงฆ์หรือพระภิกษุอย่างน้อย4รูปที่รับฟังการปลงอาบัติณขณะนั้นเท่านั้น จะเปลื้องหรือไม่เปลื้องโทษก็จบลงณเวลานั้น ไม่น่าจะมีอุธรณ์ฎีกาอะไรได้อีก ท่านจึงได้ให้นิยามอาบัติที่เปลื้องได้ไว้ด้วยว่า “อาบัติที่เปลื้องได้โดยการปลงอาบัติคืออาบัติที่เกิดจากการละเมิดพระวินัยเล็กน้อย ส่วนอาบัติที่หนักมากไม่อาจเปลื้องได้ด้วยการปลงอาบัติ” ปัญหาที่มีตามมาก็คือแค่ไหนจึงจะถือว่าหนักเปลื้องไม่ได้ เห็นว่ามีผู้รู้เฉพาะทางชี้แจงไว้มากแล้ว ส่วนที่ผมถูกถามและเป็นความรับผิดชอบของผมโดยตรงในสภาราชบัณฑิตในฐานะประธานจัดทำสารานุกรมปรัชญาและกรรมการสารานุกรมนามานุกรมศาสนาสากลรับผิดชอบด้านศาสนาตะวันตกและยังไม่มีใครชี้แจงให้คำตอบว่า “การปลงอาบัติของพระภิกษุเหมือนกับการสารภาพบาปของชาวคาทอลิกหรือไม่” ขอฟันธงได้เลยว่าตามความรู้ความเข้าใจของผมที่มีอยู่ในขณะนี้ (แทบ)ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ความต่างที่สำคัญก็คือ

  1. การปลงอาบัติจำกัดเฉพาะเรื่องวินัย ไม่กินความถึงบาปที่ไม่กำหนดในพระวินัย ส่วนการสารภาพบาปจำกัดเฉพาะบาป เรื่องผิดวินัยที่ไม่เป็นบาปไม่อยู่ในข่าย
  2. ที่ต้องสารภาพคือบาปหนักทุกข้อที่ยังไม่เคยรับการอภัย ส่วนบาปเบาหรือเรื่องเล็กน้อยจะสารภาพก็ได้แต่ไม่บังคับ
  3. การสารภาพบาปในศีลอภัยบาปนั้นต้องกระทำกันตัวต่อตัวระหว่างบาทหลวงระดับใดก็ได้ตั้งแต่บาทหลวงธรรมดาจนถึงสันตะปาปาเป็นผู้รับฟังและวินิจฉัยตัดสิน กับผู้สารภาพบาปซึ่งต้องเป็นคาทอลิกที่มีบาปจะสารภาพ และทุกคำพูดที่พูดกันตั้งแต่สารภาพจนตัดสินต้องเป็นเรื่องลับเฉพาะ2คนที่ปฏิบัติการนี้เท่านั้นจะเปิดเผยให้บุคคลที่ 3 รู้ระแคะระคายไม่ได้เป็นอันขาด
  4. ผู้สารภาพบาปไปหาบาทหลวงในฐานะผู้แทนของพระเป็นเจ้าในฐานที่สำนึกผิดที่ได้ละเมิดน้ำพระทัยของพระองค์จึงมาขออภัยให้พระองค์ทรงพิจารณาอภัยโทษหรือไม่ก็ได้แล้วแต่การตัดสินของบาทหลวงซึ่งก็มีเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ อย่างไรก็ตามผู้สารภาพบาปถือเกณฑ์ได้ว่าหากบาทหลวงท่านหนึ่งอภัยบาปให้แล้วก็ถือว่าสิ้นสุด เพราะพระเยซูได้ทรงสัญญาไว้ แต่ถ้าบาทหลวงท่านหนึ่งไม่อภัยบาปให้ ก็ไปหาอีกท่านหนึ่งได้
  5. การอภัยบาปของบาทหลวงมีขอบเขตอยู่เพียงแค่การคืนดีกับพระเป็นเจ้าเท่านั้น คือ กลับสู่การเป็นบุตร/ธิดาที่รักของพระเป็นเจ้าดังเดิมเหมือนก่อนมีบาปหนัก

ส่วนโทษบาปหรือการชดใช้บาปที่เป็นผลจากการทำบาปนั้นบาทหลวงไม่มีอำนาจยกให้ไม่ว่าในนามของใครทั้งสิ้น ผู้พ้นบาปต้องรับผิดชอบติดตามชดใช้ต่อไปจนครบถ้วน อันได้แก่

  1. ชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากการทำบาป
  2. ตัวอย่างเลวที่สะดุดใจผู้คนในสังคม ต้องชดใช้ด้วยการทำตัวอย่างดีจนลบล้างจุดสะดุดนั้นๆเสียได้
  3. ตัวเองคุณภาพชีวิตตกต่ำลง จึงต้องชดใช้ด้วยการพัฒนาชีวิตขึ้นมาใหม่จนได้ระดับก่อนทำบาปหนักนั้นเป็นอย่างน้อย

ก็เป็นหน้าที่ของท่านผู้อ่านเองแล้วละครับที่จะฟันธงลงได้เองว่าการปลงอาบัติกับการสารภาพบาปยังจะมีอะไรเหมือนกันอยู่อีก จะได้ไม่ต้องพยายามเปรียบเทียบกันอีกให้เสียเวลา แต่ที่แน่ๆก็คือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวัคซีนป้องกันได้เป็นอย่างดีทั้งไม่ต้องปลงอาบัติและไม่ต้องสารภาพบาป แต่เดินหน้าในคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างองอาจ

ราชบัณฑิตเสวนา (93)

tiger.jpg

อย่าหนีเสือปะจระเข้

เห็นมีความพยาายามมากมายที่จะนิยามให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดี มีความคิดเห็นเสนอกันหลากหลายซึ่งก็ดีๆทั้งนั้นก็อยากจะสรุปเป็นหลักการเชิงปรัชญาไว้บ้าง กฎหมายคือกติกาของสังคม เหมือนกติกาฟุตบอลมีไว้สำหรับให้การเล่นฟุตบอลเป็นการแสดงความสามารถของนักกีฬาและให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมความสามารถ หากกติกาเคร่งครัดหยุมหยิมมากเกินไป แม้จะสามารถแสดงความสามารถของผู้เล่นได้ชัดเจน แต่ก็ไม่เปิดช่องโหว่ให้ใช้ไหวพริบได้เลย ผู้ชมก็คงไม่รู้สึกสนุกสนานและบันเทิงเท่าที่ควร และถ้าเปิดช่องโหว่จนผู้เล่นรู้สึกคุ้มที่จะเล่นผิดกติกา ก็คงไม่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้แสดงฝีไม้ลายมือได้มากนักและตัดสินความเก่งได้ยาก เพราะผู้เล่นจะมุ่งแต่จะหาทางเอาเปรียบกันจากการเสี่ยงผิดกติกา

กฎหมายคือกติกาการอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกันก็เช่นกัน หากมีช่องโหว่ให้เอาเปรียบกันได้จนน่าเกลียด คนไม่กลัวความน่าเกลียดก็จะจ้องใช้ช่องโหว่เพื่อการได้เปรียบแทนการสร้างสรรค์ด้วยฝีมือ และหากปิดช่องโหว่มากไปจนกระดิกตัวไม่ได้เลย สังคมนั้นจะขาดการสร้างสรรค์อย่างมหันต์ ทางสายกลางที่พอดิบพอดีเป็นสิ่งพึงปรารถนาอย่างยิ่ง

รัฐธรรมนูญเป็นเพียงนโยบายแห่งกติกา ไม่ควรยาวยืดยาดจนดูเหมือนทำหน้าที่เป็นกฎหมายเสียเอง รัฐธรรมนูญจึงควรยาวเท่าที่จำเป็น และสั้นเท่าที่ต้องการ คือไม่สั้นเกินไปจนไม่ครอบคลุม และไม่ยาวเกินไปจนไม่เป็นนโยบาย

กรณีอื้อฉาวเรื่องการค้ำประกันทุนการศึกษาและถูกเบี้ยว ทุนเป็นของรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐบาล รัฐบาลไทยก็คือประชาชนคนไทยส่วนหนึ่งที่ขันอาสาทุ่มเทความรู้ความสามารถและเวลาเพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนคนไทยที่เหลือทั้งหมด โดยมีงบประมาณและกฎหมายเป็นเครื่องมือ หากงบประมาณไม่พอก็ขอเพิ่มการเก็บภาษีอากรได้ หากกฎหมายไม่พอก็ออกกฎหมายเพิ่มเติมได้ หากนโยบายจากรัฐธรรมนูญไม่ครอบคลุมก็ขอขยายนโยบายได้ แล้วจะเอาอะไรอีก คำที่ว่า”ประชาชนเดือดร้อนเรื่องนี้ รัฐบาลไม่เกี่ยว ไปแก้ไขปัญหาเอาเอง” ไม่น่าจะหลุดออกจากปากของผู้ขันอาสาแก้ปัญหาของชาติ

ปัญหาเรื่องทันตแพทย์หนีทุนควรเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะเป็นส่วนได้ส่วนเสียของชาติใหญ่หลวงนัก น่าเป็นห่วงมากที่วงการรัฐบาลเองรับว่ากรณีเช่นนี้มีมาแล้วมากมายโดยไม่ได้รับการแก้ไขโดยคนของหน่วยงานรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ การให้ประชาชนมีส่วนรับผิดชอบด้วยการค้ำประกันนับว่าเป็นนโยบายที่ดีมากอยู่แล้ว เป็นไปตามนโยบายให้ส่วนรวมมีส่วนร่วมรับผิดชอบ เห็นว่าจะออกกฎให้ญาติใกล้ชิดเท่านั้นเป็นผู้ค้ำประกัน ผมกลัวว่าจะเกาไม่ถูกที่คัน จะกลายเป็นว่าลูกคนรวยเท่านั้นที่จะได้ทุน และพวกนี้ก็ไม่น่าจะยื่นขอทุนอยู่แล้ว ควรสงวนไว้ให้ลูกคนจนเสนอตัวรับทุน แล้วลูกคนจนก็หาญาติใกล้ชิดมาค้ำประกันไม่ได้อีก ลูกคนจนที่ได้รับทุนโดยคนรวยยอมค้ำประกันเรียนจนจบแล้วกลับมาช่วยชาติพัฒนาประเทศปีละมากๆเรือนพันนั้นจะเหือดหายไปในอนาคต ลูกคนรวยเรียนจบแล้วส่วนมากก็ไม่ค่อยชอบทำงานรับใช้ประชาชน จะออกกฎหมายอะไรออกมาควบคุมคุณสมบัติของผู้ค้ำประกันก็ขอให้ตระหนักถึงผลได้ผลเสียให้รอบคอบด้วยครับ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้านเดียวเสียหายด้านอื่นๆไม่รู้เท่าไร ขอเสนอความเห็นเพื่อรักษาความสุขของมหาประชาชนครับ

ราชบัณฑิตเสวนา (92)

tao

ตามไปสังเกตการณ์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบเล่าจื๊อ

           เมื่อวันที่ 1-5 ธันวาคม ที่ผ่านมาพรรคพวกชวนไปทัศนศึกษาดูงานเศรษฐกิจพอเพียงในประเทศคอมมูนิสต์โดยรับรองว่าไม่ใช่บังคับตามระบอบคอมมูนิสต์ แต่ใช้วิถีชีวิตแบบเล่าจื๊อเป็นต้นแบบและเป็นทุนนิยมเต็มตัว

Continue reading “ราชบัณฑิตเสวนา (92)”

ราชบัณฑิตเสวนา (91)

integration

ราชบัณฑิตเสวนา (91)

กีรติ บุญเจือ

วิจัยบูรณาการสมบูรณ์

ห้วงนี้ผมออกต่างจังหวัดบ่อย ในนามของคณะทำงานของสถาบันสหวิทยการในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งราชบัณฑิตยสภารับสนองพระนโยบาย ปัญหาที่ต้องไปชี้แจงก็คือ วิจัยอย่างไรให้เป็นสหวิทยการแบบบูรณาการสมบูรณ์

ต้องเริ่มด้วยปรัชญาครับก็จะเห็นชัด เป็นธรรมชาติของมนุษย์เหมือนกันทุกคนว่าทำอะไรต้องการความสุขแท้ ความสุขแท้ของมนุษย์คือการได้ตอบสนองสัญชาตญาณของปัญญาคือ การสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือและแสวงหา สัญชาตญาณอื่นจะตอบสนองได้อย่างมีความสุขแท้ก็โดยตอบสนองนโยบายของปัญญาเท่านั้น มันเป็นสัจธรรมความจริงที่ไม่เข้าใครออกใคร เพราะมันอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ ใครทำใครได้ ไม่ทำก็ไม่ได้ มันเป็นสัจธรรมที่ไม่รับฟังข้อแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น การศึกษาวิจัยทั้งหลายจึงต้องทำเพื่อความสุขของตนเองและ/หรือผู้อื่น มิฉะนั้นก็ไม่รู้จะหาความชอบธรรมได้จากไหน แต่อาจจะไม่บูรณาการ หากต้องการให้บูรณาการสมบูรณ์ก็ต้องเข้าข่ายดังต่อไปนี้

1.ต้องสร้างสรรค์ แน่นอนผู้สร้างสรรค์ย่อมมีความสุขแท้ตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่หากการสร้างสรรค์นั้นมีผลกระทบต่อรายได้หรือความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อม ก็ต้องมีการวิจัยถึงผลกระทบและวิจัยการป้องกันความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดผลกระทบเหล่านี้ด้วย

2.ต้องปรับตัวในกรณีที่มีผลกระทบหรือผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ โดย ก) เปลี่ยนเรื่องวิจัยไม่ให้มีผลกระทบซึ่งอาจจะหาไม่ได้  ข)วิจัยการป้องกันและการเยียวยาที่ประเมินได้ว่าให้ความชอบธรรมแก่ทุกฝ่าย

3.ต้องวิจัยหาทางให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรู้สึกว่าให้ความร่วมมือได้อย่างมีความสุข

ผลกระทบที่บูรณาการสมบูรณ์

            ผลกระทบที่วิเคราะห์ผ่านสหวิทยาการแบบบูรณาการสมบูรณ์นั้น ต้องพิจารณาให้ครบด้านต่อไปนี้

1.ด้านกฎหมาย ต้องส่งเสริมกฎหมายให้เป็นกฎหมายจริงๆ  การประเมินค่างานวิจัยต้องประเมินจากการสมมุติว่ากฎหมายเป็นกฎหมายจริงๆ ไม่ขาดไม่เกิน มีการบังคับใช้ได้ผล มีการลงโทษอย่างมีคุณภาพ และกฎหมายไม่ก้าวก่ายมิติอื่นๆของสังคม

2.ด้านจริยธรรม ต้องส่งเสริมให้มีการอบรมจริยธรรมอย่างครบวงจร การประเมินค่างานวิจัยต้องประเมินจากการสมมุติว่าสังคมมีการอบรมจริยธรรมอย่างถูกต้องและพอเพียง ไม่ขาดไม่เกิน ไม่ปีนเกรียวหรือก้าวก่ายมิติอื่นๆ

3.ด้านศีลธรรม ต้องส่งเสริมให้ผู้อยากนับถือศาสนาตามเจตนารมณ์ของศาสดาสามารถทำได้ การประเมินค่างานวิจัยให้ประเมินบนสมมุติฐานว่ามีการอบรมศีลธรรมอย่างถูกต้องตามเจตนาของศาสดา ไม่ถูกแทรกแซงจากอิทธิพลอื่นและไม่แสวงหาอิทธิพลนอกขอบข่ายของศาสนา

4.ด้านวัฒนธรรม ต้องส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์และศึกษาวัฒนธรรมไทยอย่างเหมาะสม การประเมินค่างานวิจัยให้ประเมินบนสมมุติฐานว่ามีการอนุรักษ์และอบรมสั่งสอนวัฒนธรรมไทยอย่างได้ผล

ราชบัณฑิตเสวนา ตอนที่ 87

ราชบัณฑิตเสวนา (87)

กีรติ บุญเจือ ราชบัณฑิต

good faith/bad faith ในศาสนาและปรัชญา

มีคำถามมาว่า 2 คำนี้มีความหมายอะไรมากกว่า ศรัทธาถูก/ผิดหรือไม่ คำ2 คำนี้ไม่ใช่ศัพท์ศาสนาไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษในวิชาศาสนาถ้านำเอาไปใช้ในศาสนาก็มีความหมายธรรมดาๆ ตามสำนวนภาษา แต่ถ้าใช้ในปรัชญามีความสำคัญเป็นพิเศษ

good faith, bonne foi, buonafede แปลมาจากภาษาละตินว่า bona fide ซึ่งน่าจะแปลเป็นภาษาของเราได้ว่า “ด้วยความสำคัญผิดที่ดี” คือสำคัญผิดแต่ไม่ให้ผลร้ายหรืออาจจะให้ผลดีกว่าสำคัญถูกเสียด้วยก็ยังมีให้เห็น

ส่วน bad faith, mauvaise foi, mala fede ก็แปลมาจากคำละตินตรงข้ามว่า mala fide ซึ่งก็น่าจะมีความหมายในทางตรงข้ามว่า”ด้วยความสำคัญผิดที่เลว”คือความสำคัญผิดที่ปล่อยให้สำคัญผิดอยู่อย่างนั้น ไม่ได้เด็ดขาดต้องช่วยกันแก้ความเข้าใจให้ถูกให้ได้ โดยทุกวิถีทาง

ตัวอย่างเรามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ไม่สุงสิงกับใคร นอกจากเราคนเดียว เขาไม่มีลูกเพราะเป็นหมัน แต่อยากมีลูกและบังเอืญขอเด็กมาเลี้ยงแต่เกิดได้คนหนึ่งเอาไปจดทะเบียนเป็นลูกแท้ของตนกับสามีที่จดทะเบียนสมรสเรียบร้อย  ทุกคนเชื่อหมดว่าเป็นลูกแท้เว้นแต่เราคนเดียวที่รู้เบื้องหลังว่าเป็นลูกเอามาเลี้ยง สังคมล้วนแต่สำคัญผิดว่าเป็นลูกแท้เราควรเสือกปากบอนไปบอกชาวบ้านไหมว่าเขาเป็นเพียงลูกเลี้ยง ปล่อยให้สำคัญผิดกันอย่างนั้นต่อไปดีกว่ากระมัง

สมมุติอีกตัวอย่างหนึ่งเพื่อนสนิทคู่นั้นมีลูกแฝดและวันหนึ่งประสบอุบัติเหตุตายทั้งสามีและภรรยา  ส่วนฝาแฝดยังเล็กรอดตายอย่างปาฏิหาริย์แต่ก็มีปานเห็นได้เด่นชัดทั้งคู่ มีเศรษฐีเชียงใหม่เอาเด็กชายไปเลี้ยงเป็นลูกแท้และทายาทแต่ผู้เดียวของมรดกกองโต ฝ่ายเด็กหญิงไปเป็นลูกแท้และทายาทมรดกองโตของเศรษฐีภูเก็ต เราเป็นอาจารย์สอนปรัชญาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันหนึ่งเราพบว่ามีหนุ่มลูกเศรษฐีจากเชียงใหม่มาเข้าชั้นเรียนของเรา สาวลูกเศรษฐีภูเก็ตก็มาเข้าชั้นเดียวกัน เราเห็นปานก็แน่ใจได้ว่าทั้งสองเป็นลูกฝาแฝดของเพื่อนผู้วายชนม์ เราทำไม่รู้ไม่ชี้เพื่อรักษามารยาทอย่างดีและเห็นว่าเป็นเพียงความสำคัญผิดที่ดี ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ผู้ใด แต่ต่อมาไม่นานเหตุการณ์กลับพลิกผันอย่างไม่น่าเชื่อทายาท 2 เศรษฐีเหนือใต้เกิดเป็นคู่รักกัน ความสำคัญผิดปรับตัวเป็นไม่ดีแล้วปล่อยไว้เช่นนั้นไม่ได้อีกต่อไป เพราะจะเป็นบาปทางศาสนา ส่วนซาตร์บอกว่าสำคัญผิดที่เลวจริงๆ ของมนุษย์ก็คือ ตามก้นคนอื่นแหละสบายดีทำให้มนุษยชาติป่วยต้องรีบแก้ไขด้วยหลัก 3 กล้า ก่อนจะสายเกินแก้เรื่องนี้ต้องขยายครั้งหน้า

ราชบัณฑิตเสวนา ตอนที่ 90

idol

ราชบัณฑิตเสวนา (90)

กีรติ บุญเจือ ราชบัณฑิต

Idol กับ Icon

คำ “idol” มาจากภาษากรีก eidolon  แปลว่าภาพ มาจาก eidos มโนคติ เช่น โลกแห่งมโนคติของเพลโทว์ แปลงเป็นละตินว่า idea อังกฤษทับศัพท์ละตินว่า idea ส่วน eidolon แปลงเป็นละตินว่า idola กลายเป็นอังกฤษว่า idol  คำ “icon” มาจากภาษากรีกว่า eicon ความเหมือน, ภาพเหมือน แปลงเป็นละตินว่า icona กลายเป็นอังกฤษว่า icon

ทั้ง 2 คำเมื่อนำเอามาใช้ในศาสนากรีกมีความหมายเหมือนกันว่า รูปและ/หรือภาพเทพเจ้าที่ผู้มีศรัทธาสร้างขึ้นไว้เคารพบูชาและประกอบพิธีกรรมตามศรัทธา

ศาสนาคริสต์นำเอาไปใช้โดยให้ความหมายต่างกัน คือ Idola หรือ Idol หมายถึงเทวรูปของศาสนาอื่นที่ตนไม่เคารพ ส่วน Icona หมายถึงรูปและภาพศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาของตนอันได้แก่รูปและภาพที่สร้างขึ้นเคารพในฐานะแทนพระบิดา พระบุตร พระจิต พระแม่มารีย์ และนักบุญทั้งหลาย ซึ่งจะไม่ยอมเรียกว่าเป็น Idol นักท่องเที่ยวผจญภัยจากยุโรปมาเอเชียรุ่นแรกๆกลับไปเผยแพร่บันทึกว่ามี Idol ของศาสนาต่างๆที่พวกเขาไม่เคารพอยู่เต็มเมือง ไม่เหมือนในยุโรปที่มีรูปเคารพของพวกเขาอยู่เต็มเมืองที่เป็น Icon

ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นก็มีชาวมุสลิมจากตะวันออกกลางที่ท่องเที่ยวผจญภัยในยุโรปกลับไปเผยแพร่บันทึกว่าในยุโรปมี Idol อยู่เต็มเมืองซึ่งพวกเขาไม่เคารพ เพราะในศาสนาอิสลามไม่มีแม้แต่ Icon  ดังนั้นสำหรับชาวคริสต์(คาทอลิกและออร์โทดอกซ์) Idol และ Icon มีความหมายต่างกันชัดเจน ในห้วงหนึ่งที่มีชาวคริสต์หัวรุนแรงกลุ่มหนึ่งออกล่าทำลายรูปเคารพในศาสนาของตนเอง พวกเขาถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นพวก Iconoclasts  แปลว่า ผู้ทำลาย Icon ไม่ใช่ผู้ทำลาย Idols

ต้องไปทำลายรูปเคารพของศาสนาอื่นจึงได้ชื่อว่า ผู้ทำลาย Idol (Idoloclast) และคำ iconoclast นักประวัติศาสตร์ฝ่ายเคารพรูปพระเยซูเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นใช้แล้วติดตลาดผู้เขียน ก็เลยได้เป็นคำกุญแจ หากฝ่ายไม่เคารพรูปเป็นผู้ประดิษฐ์ก็คงเลือกคำ Idoloclast ซึ่งค้ำประกันความชอบธรรมให้แก่การกระทำของตนมากกว่าคำ Iconoclast

แฟรงสิส เบขัน (Francis Bacon -ขัน- ใช้อักษรสูงทับศัพท์เพื่อให้อ่านสั้นเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเสียงจัตวา) แยกความหมายของ 2 คำนี้ตามประเพณียุโรป จึงใช้คำ Idol เป็นภาพพจน์หมายถึงอคติ(prejudice)ในปรัชญาของตนคือหมายถึงข้อความเชื่อที่มีคนเชื่อแต่ผู้คิดเองไม่เชื่อ ถ้าตนเองเชื่อก็จะต้องเรียกว่า Icon แต่ก็ต้องเป็นคำภาพพจน์ถึงสัจธรรมไม่ใช่อคติ

เบขันแบ่งอคติออกเป็น 4 ภาพพจน์ เรียกเป็นภาษาละตินว่า IdolaTribus, IdolaAntri, IdolaFori, IdolaTheatri

Idol of the Tribe อคติในสายเลือด คือความโน้มเอียงที่จะเชื่อหรือปฏิบัติ ตามกันในเผ่าในตระกูลของตน เช่นชาวสุพรรณเลือดร้อนกว่าชาวพายัพตามสายเลือด

Idol of the Cave  อคติแห่งจากการศึกษา เช่นผู้จบการศึกษาในประเทศรู้สึกว่าปรัชญาเป็นเรื่องไร้ประโยชน์เสียเวลาเรียน

Idol of the Market-place อคติจากภาษาที่ใช้ประจำ เช่นผู้ใช้แต่ภาษาไทยรู้สึกว่าพหูพจน์ไม่ต่างจากเอกพจน์

Idol of the Theater อคติจากประเพณีและศาสนา เช่น ป่าช้าของชาวพุทธน่ากลัว แต่ฮวงจุ้ยของชาวขงจื๊อเป็นศูนย์รวมใจของญาติ

ตามความหมายดั้งเดิมเช่นนี้ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นไอค่อนจึงน่าภูมิใจใสสะอาดกว่าได้รับการยกย่องว่าเป็นไอด้อลด้วยประการฉะนี้