ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสารอปท. ตอนที่ 10

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อปท(10) 

กีรติ บุญเจือ

ราชปรัชญาเป็นปรัชญาไทยทันสมัยระดับโลก

เมื่อวันที่ 3 มิถุนยน พ.ศ.2558 เวลา 15.30 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี องค์ปฐมรัตนสหวิทยบัณฑิต ได้เสด็จไปเป็นประธานประชุมสหวิชาการนานาชาติของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ณศูนย์ประชุมเมืองทองธานี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับเครือข่ายสหวิทยาการสำนักงานราชบัณฑิตยสภาไว้ในพระราชูปภัมภ์ พระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร และพระปรีชาสามารถของพระองค์สะท้อนถึงความเป็นสหวิทยบัณฑิต โดยมีโครงการจัดการตั้งสถาบันสหวิทยาการต่อไป กระผมเองรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญเป็นวิทยากรคนหนึ่งของโครงการนี้ และได้เสนอ Keynote Speech ในงานนี้ โดยเสนอให้ใช้ปรัชญาเป็นกาวประสานเนื้อหาจากหลายวิชาให้มีเป้าหมายเดียวกัน คือความสุขของมหาประชาชนชาวสยามและชนทุกชาติทุกภาษาทั่วโลก ปรัชญาที่กระผมหมายถึงในที่นี้ไม่ใช่ปรัชญาอะไรก็ได้ แต่จะต้องเป็นปรัชญาที่ทันสมัยที่สุดและมีประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิตสูงสุดซึ่งกระผมหมายรวมถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย เพราะกระผมได้พิสูจน์มานักหนาแล้วว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านนั้นทันสมัยที่สุดและเข้ากันได้อย่างดีกับทุกปรัชญาที่พัฒนาคุณภาพชีวิต ไปในทิศทางเดียวกันและเสริมกันได้เป็นอย่างดีที่สุด เมื่อเอามาเสริมด้วยบทบาทเป็นกาวประสานในโครงการสหวิทยาการของสมเด็จพระเทพฯได้อย่างชัดเจนเช่นนี้ ต่อไปนี้กระผมก็จะขอเสนอรวมกันไปในนามของราชปรัชญาไทยเสียเลยก็แล้วกันโดยกระผมขอปวารณาตัวรับใช้เป็นข้ารองพระบาทด้วยการวิจัย ค้นคว้าหาความเข้าใจ และนำออกประชาสัมพันธ์อย่างสุดความรู้ความสามารถ และขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมทีมงานกับกระผม เพื่อมีส่วนร่วมบ้างสักเล็กน้อยในการพัฒนามหาประชาชนชาวสยามให้มีความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นตามพระราชประสงค์

งานสหวิทยาการนั้นเสนอได้หลายวิธี แล้วแต่จะตั้งชื่อให้เหมาะสม  ชื่อนั้นไม่สำคัญ สำคัญจริงๆอยู่ที่วิธีผสมผสานเนื้อหาจากหลากวิชา เหมือนทำขนมซึ่งอาจจะออกมาเป็นขนมชั้นถ้าหลายวิชานั้นต่างวิชาต่างก็มีผู้สอนเป็นอิสระต่อกัน ผู้เรียนก็ได้ความรู้แยกกันอย่างกินขนมทีละชั้น หรือออกมาเป็นปาท่องโก๋ คือรู้ว่าเชื่อมต่อกันตรงไหนเท่านั้น นอกจากนั้นก็ตัวใครตัวมัน หรือออกมาเป็นกระยาสารท คือยังเห็นถั่ว เห็นงา เห็นข้าวพอง และมีน้ำตาลเชื่อมโยงอย่างมีรสชาติ ในเรื่องของสหวิทยาการนั้น หากได้แทรกปรัชญาเข้าไปช่วยชี้แนะว่าเรื่องที่ศึกษานั้นจะไปปรับอย่างไรให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามราชปณิธานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะเข้าข่ายของราชปรัชญาอย่างสมบูรณ์แบบ และถ้าหากเป็นกรณีที่ได้ความรู้แต่ส่อว่าจะมีผลทางลบต่อการพัฒนาไปสู่ความสุขก็จะได้ช่วยกันคิดหาทางออกอย่างไรให้วิกฤติเป็นโอกาสเสีย ก็จะไม่มีอะไรเสียหายจริงๆเกิดขึ้นให้เห็นจนต้องมาคิดหาทางแก้กันต่อภายหลัง

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสารอปท. ตอนที่ 9

lotus

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท. (9)

กีรติ บุญเจือ

บัว 5 เหล่ากับราชปรัชญา

ราชปรัชญาดังได้สาธยายมาแล้วข้างต้น เมื่อได้มีโอกาสนำมาเสนอต่อมวลประชาชนชาวสยามตามพระเจตนาของพระบรมราชโองการโดยอาศัยอปทนิวส์มาตามลำดับแล้วและจะเสนอต่อไปตามลำดับนั้น ก็เชื่อว่าได้มีผู้อ่านและนำเอาไปเล่าขานกันต่อๆไปพอสมควร แต่จะได้ผลสักแค่ไหน ก็ต้องทำใจตามคำเตือนสติให้กำลังใจผู้เผยแผ่การทำดีมีสุขทั้งหลาย รวมทั้งผู้ตั้งใจเผยแผ่การทำดีมีสุขตามพระปฐมบรมราชโองการตลอดจนถึงปรัชญาเศรษฐกิจของพระองค์ท่านด้วย แม้พระโอวาทของตถาคตเองก็สนับสนุนคตินี้ จึงได้เกิดทฤษฎีบัวขึ้นมาว่า

1.บัวเหนือน้ำ ได้แก่ ผู้ที่ปฏิบัติตามพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงและมีความสุขตามพระราชปณิธานในพระปฐมบรมราชโองการอยู่แล้วเป็นปรกติ เพียงแต่อาจจะยังไม่เคยได้ยินได้ฟังคำชักชวนและชี้แจง ครั้นได้มีโอกาสรับฟังเข้า ก็รู้สึกปลื้มปีติยินดีชื่นชมในพระบารมีและพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อตอบสนองพระนโยบายอย่างเต็มใจ เต็มกำลัง และเต็มความสุข พร้อมที่จะหาโอกาสชักชวนให้ทุกคนได้เห็นคุณค่าแห่งพระปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน มีความสุขกับการได้ทำบุญด้วยวิธีนี้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมีใครบอก ไม่ต้องมีใครแนะนำชักชวน มันเป็นไปเองตามครรลองของกุศลจิต อย่างนี้แหละเรียกว่าบัวเหนือน้ำ เขาทำอะไรก็เป็นกุศลและมีความสุขกับมัน เหมือนคนมีบุญจับอะไรก็กลายเป็นทองไปหมด

2.บัวปริ่มน้ำ ได้แก่ ผู้พร้อมและอยากที่จะทำดีมีสุขตามพระปณิธานแห่งพระปฐมบรมราชโองการ แต่ยังไม่เคยทำ ยังเขินๆอายๆ ตะขิดตะขวงใจ กลัวชาวบ้านจะนินทากาเลว่าทำบุญเอาหน้าภาวนาโกหก ตัดสินใจเองไม่ได้ว่าจะเริ่มอย่างไรดี คนบัวปลิ่มน้ำอย่างนี้ต้องการให้มีใครสักคนมากระตุ้นให้กำลังใจ หรือต้องการให้มีการจัดอบรมสักครั้ง2ครั้ง เขาจะกลายเป็นบัวเหนือน้ำและมีความสุขในการทำดีมีสุขตามพระราชปรัชญาเช่นเดียวกับบัวเหนือน้ำอื่นๆ เขาจะเป็นกำลังสำคัญในการชักชวนบัวอื่นๆที่ยังไม่โผล่ขึ้นเหนือน้ำต่อไป จึงเป็นกุศลอย่างแรงสำหรับผู้จัดการอบรมหลักสูตรทำดีมีสุขตามพระราชปรัชญาเป็นอย่างยิ่ง

3.บัวกลางน้ำ เป็นพวกไม่อนาทรร้อนใจใยดีกับอุดมการณ์ใดๆ ก้มหน้าก้มตาหากินอบ่างสุจริต ชั่วไม่มีดีไม่ทำ ตั้งใจจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจแต่เกิดจนตาย เกิดมาไม่รกโลกแต่ก็หนักโลกเพราะใช้ทรัพยากรของโลกไปเยอะโดยไม่ได้ตอบแทนอะไรและไม่คิดจะตอบแทนด้วย กลุ่มนี้ต้องการจิตอาสาช่วยเกลี้ยกล่อมนานหน่อยก็จะสำเร็จ หนักกว่านั้นก็คือบัวปลิ่มตม และแย่ที่สุดคือบัวใต้ตม ต้องการความเสียสละมากๆจากบัวเหนือน้ำทั้งหลาย

4.บัวปริ่มตม เป็นพวกที่เริ่มจะสำนึกดีชั่วและอยากจะทำดีหนีชั่ว แต่ยังไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะไปทางไหนดี หากทิ้งไว้เช่นนี้ ในไม่ช้าก็จะสูญเสียความสำนึกและจะคุดลงไปใต้ตมอีกตามเดิม แต่หากมีผู้เข้าใจสถานการณ์และยอมเสียสละเวลาไปช่วยดูแลแนะนำและให้กำลังใจ เขาจะกล้าพยุงตัวโผล่สูงขึ้นเหนือตมตามลำดับจนถึงจุดกลางน้ำและปริ่มน้ำจนถึงเหนือน้ำได้ในที่สุด

5.บัวใต้ตม พวกนี้สาหัสสากรรจ์มาก ทำผิดโดยไม่รู้ว่าผิด จมอยู่ในกองแห่งความชั่วร้ายโดยไม่รู้ว่าเลวร้าย หากไม่มีใครไปช่วยสะกิดเขา เขาจะไม่รู้ตัวเลยว่าเขาจมปรักอยู่ในความชั่วเขาต้องการเจ้าพวกบัวเหนือตมเสียสละเวลาไปชักชวนเขาให้ใจอ่อนยอมทำกุศลกรรมสักครั้งหนึ่ง ให้เขาได้มีประสบการณ์ลิ้มรสทำดีมีสุขแล้วจะทำดีต่อไป ผู้แนะนำจะได้กุศลแรงมากทีเดียว

philosophy, origin of

sophist

philosophy, origin of  กำเนิดของปรัชญา

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

เนื่องจากปรัชญาคือ philosophy ซึ่งแปลว่า ความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด  เรียกสั้นๆ ได้ว่าความสนใจรู้  ความสนใจรู้ย่อมเริ่มจากการมีคำถาม  และโดยสัญชาตญาณแห่งมนุษย์  เมื่อมีคำถามขึ้นในใจก็อยากหาคำตอบ  มนุษย์คนแรกมีคำถามแรกเมื่อใดก็เมื่อนั้นแหละคือจุดเริ่มต้นของปรัชญา  ปรัชญามีมาตั้งแต่ขณะนั้น  ปรัชญาอุบัติขึ้น ณ ขณะนั้นพอดี มนุษย์คนนั้นเป็นมนุษย์คนแรกก็เพราะมีคำถามแรกเกิดขึ้นในใจของเขา  ใจของเขานั้นคือปัญญาแรกของมนุษยชาติ  เขาผู้นั้นกลายเป็นมนุษย์คนแรก  และเป็นผู้คิดปรัชญาแรกของมนุษยชาติ  พูดง่าย ๆ ได้ว่าปรัชญาเริ่มมีมาพร้อมกับเริ่มมีมนุษย์คนแรก  เพราะจะมีคำถามแรกโดยยังไม่มีมนุษย์เลยไม่ได้  และจะมีมนุษย์คนแรกโดยยังไม่มีคำถามใด ๆ เลยบนโลกย่อมไม่ได้เช่นกัน  ดังนั้นคำถามแรกย่อมเกิดขึ้นกับมนุษย์คนแรก และ ณ จุดนั้นสัตว์ตัวนั้นกลายเป็นนักปรัชญาคนแรก ณ บัดนั้น

คำถาม (question) ที่เป็นจุดก่อตัวของปรัชญานั้น  ย่อมไม่เป็นเพียงปัญหา (problem) จะเห็นเพียงปัญหาแรกเท่านั้นไม่พอให้นับเป็นปรัชญา  เพราะสัตว์เดรัจฉานก็มีปัญหาได้  ปัญหาจากสัญชาตญาณ (problem from instinct) ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอโดยไม่ต้องอาศัยปัญญา  เฉพาะปัญหาที่เกิดจากการตรึกตรอง (problem from reflection) เท่านั้นจึงจะเป็นคำถามและเป็นจุดเริ่มต้นของปรัชญาเพราะมันสร้างความสนใจให้แสวงหาคำตอบซึ่งไม่จำเป็นต้องตอบสนองความต้องการของสัญชาตญาณ

ปัญหามี 2 ระดับ คือ

  1. ระดับสัญชาตญาณ ตอบสนองด้วยสัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอด
  2. ระดับปัญญา เกิดจากการตรึกตรองจนเห็นคำถาม  ตอบสนองด้วยคำตอบที่มาจากปัญญาเช่นกัน  อาจจะมีสัญชาตญาณทำการควบคู่มาด้วยก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้าหากถูกครอบงำโดยสัญชาตญาณละก็จะอยู่แค่ระดับสัญชาตญาณ  เพราะปัญญายอมแพ้สละสิทธิ์ให้สัญชาตญาณ  จะยังไม่เรียกว่าคำถาม

สรุปได้ว่า  ปรัชญามีมาพร้อมกับมนุษย์  เมื่อไรก็เมื่อนั้น  ที่ไหนก็ที่นั้น  มนุษย์คนแรกคือนักปรัชญาคนแรกของมนุษชาติด้วย

                กำเนิดของปรัชญาปรัชญาเริ่มต้นฟักตัวมาตั้งแต่เมื่อไรเป็นเรื่องเหลือเดา  แต่เราได้เห็นมาแล้วว่า  แต่แรกเริ่มเดิมทีวิชาการทุกอย่างเป็นปรัชญาทั้งนั้น  ค่อย ๆ มาแยกตัวออกไปภายหลังปรัชญาจึงเป็นแม่บังเกิดเกล้าของวิชาการทุกอย่างก็ว่าได้  นั่นคือปรัชญาเกิดก่อนวิชาอื่นทั้งหมด  เราไม่รู้วันเดือนปีเกิด  แต่ก็อาจจะพูดได้ไม่เกินความจริงว่าปรัชญาเกิดพร้อมกับความคิดแรกของมนุษย์ ถ้าเราเชื่อทฤษฎีวิวัฒนาการของชาลส์ดาร์วินว่ามมนุษย์วิวัฒน์มาจากลิง ก็คุณจ๋อตนแรกที่เริ่มสำนึกขึ้นในใจว่า  “เอ๊ะ นี่มันอะไร” ณ บัดนั้นปรัชญาอุบัติขึ้นแล้วพร้อมกับความเป็นมนุษย์ในตัวของคุณจ๋อตนนั้น ข้าพเจ้าใช้คำว่า“คุณจ๋อ”ไม่ใช่“นายจ๋อ” เพราะไม่แน่ใจว่านักปรัชญาแรกของโลกผู้นี้จะเป็นเพศใดแน่  ถ้าท่านได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “พิชิตจักรวาล 2001” ท่านจะสังเกตเห็นบรรพบุรุษสมมุติของเราตนหนึ่งเล่นกระดูกสัตว์ใหญ่อยู่  บังเอิญจับได้กระดูกท่อนหนึ่งตีลงบนกระดูกซี่โครงซากสัตว์ตัวนั้นซี่โครงก็หักลง  บัดดลดนตรีบันเลงกระหึ่มขึ้นประหนึ่งว่าเป็นมหาฤกษ์  เพราะบัดดลนั้นเองคุณจ๋อคิดตกว่าเครื่องมือกระดูกสัตว์  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแรง  มันกลายเป็นมนุษย์และเป็นนักปรัชญาแรกของโลกตั้งแต่บัดนั้น  เราพูดตามภาษาวิชาการว่า  มนุษย์เริ่มคิดปรัชญาตั้งแต่เริ่มทำ reflection (การคิดทบทวน)  ท่านผู้อ่านทุกท่านได้ผ่านขั้นนี้มาแล้ว  เวลานี้ท่านเป็นนักปรัชญาแล้ว ทุกคน เป็นมากหรือน้อยเท่านั้น  ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเป็นมาก ๆ และเป็นจริง ๆ ด้วยเทคนิคทันสมัย

เป็นอันว่าปรัชญามีกำเนิดมาตั้งแต่มนุษย์ยังไม่รู้จักใช้ภาษา  ตำหรับปรัชญาที่ไม่มีการขีดเขียนลงเป็นหนังสือจึงศูนย์หายไปเสียเป็นก่ายเป็นกองอย่างน่าเสียดายยิ่ง  แทบจะหมดหวังที่จะสืบได้ว่ามนุษย์เราเริ่มต้นคิดอย่างไรมาแต่ต้น  และวิวัฒน์มาอย่างไรจนคิดค้นภาษาขึ้นมาใช้นับวันแต่จะกว้างขวางซับซ้อนขึ้นทุกที  จนกว่าจะมีคนคิดตัวหนังสือและวางระเบียบไวยากรณ์ขึ้น  จึงได้เริ่มบันทึกหลังจากมีความคิดปรัชญาสะสมไว้นาน  สูญหายไปในประวัติศาสตร์ก็มาก  เราไม่สามารถสืบสาวดูให้รู้แน่นอนว่าความเชื่อถือต่าง ๆ และนิยายปรัมปราต่าง ๆ ก่อตัวและวิวัฒน์มาอย่างไรในระยะก่อนวรรณกรรม  เป็นเรื่องที่ต้องเปลืองแรงค้นคว้าและในที่สุดก็ต้องสันนิษฐานเอาเสียเป็นส่วนมาก  แต่สันนิษฐานด้วยยุทธวิธีตามหลักวิชาการย่อมได้เปรียบกว่าเดาสุ่ม  ความคิดแบบปรัชญาจึงช่วยได้มาก  อย่างน้อยช่วยปั้นปัญญาให้มีวิจารณญาณ (critical thinking)

ปรัชญาก้าวหน้าขึ้นอย่างมหาศาล  เมื่อมีมนุษย์เจ้าความคิดยอดเยี่ยมในสมัยนั้นคนหนึ่งเกิดฉงนขึ้นมาว่า  อำนาจในธรรมชาตินี้มาจากไหน  เพราะมีประสบการณ์กันมานานนักหนาแล้วว่ามนุษย์เราหนีภัยธรรมชาติกันด้วยความหวาดกลัว  เหมือนกระต่ายตื่นตูม  เพราะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุและไม่มีใครคิด  เพราะต่างคนสักแต่หนีเอาตัวรอดไปได้เป็นครั้ง ๆ ไม่ผิดกับกระต่ายตื่นตูม แต่มนุษย์คนที่ว่านี้สมควรได้รับการยกย่องเป็นนักปรัชญายิ่งใหญ่แห่งยุค  เพราะเมื่ออยากรู้ว่าอำนาจในธรรมชาติมาจากไหน  ก็หมายความว่าเขาเกิดมีความเข้าใจเรื่องเหตุผลขึ้นมาแล้ว  ในเมื่อมีผลต้องมีเหตุ  ถ้าหากเรารู้สาเหตุ  เราก็สามารถแก้ที่สาเหตุ  ผลมันก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไปเองโดยจำเป็น เป็นอันว่าถ้าเราล่วงรู้ได้ว่าภัยธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟไหม้ สัตว์ร้าย ฯลฯ  มีอะไรเป็นสาเหตุ  เราก็หาทางแก้ที่สาเหตุเสีย ภัยก็จะหมดไปได้ ถ้าแก้ไม่ไหวก็อาจจะหาทางเลี่ยงให้ผ่อนหนักเป็นเบาไป  ท่านไม่คิดหรือว่าคนที่คิดได้แค่นี้  (แม้จะไม่ได้พูดออกมาเป็นวิชาการในยุคที่คนยังไม่รู้ว่า “เรียน” คืออะไร “เหตุผล” คืออะไร มิต้องนับว่าเป็นนักปรัชญายอดเยี่ยมแห่งยุคหรือ ?

นักคิดเช่นว่านี้อาจจะเริ่มขึ้นคนเดียว  แล้วมีคนเข้าใจและเห็นด้วยต่อ ๆ มา หรืออาจจะปรึกษากันหลายคน เราไม่ทราบ แต่เราทราบว่า ในยุคที่ยังไม่รู้จักวิธีทดลองวิทยาศาสตร์ ไม่รู้ว่าเครื่องมือทดสอบเป็นอย่างไร  ได้แต่คิดเอาด้วยสมองว่ามีผลต้องมีเหตุ  ถ้าแก้เหตุได้ผลก็จะเปลี่ยนไปก็เลยสรุปเอาด้วยปัญญาอันสุขุมตามอัตภาพว่า  ต้องมีเหตุที่อยู่เหนือธรรมชาติ  เรามองไม่เห็น  แต่ต้องมีฤทธิ์มากจนควบคุมพลังธรรมชาติทั้งหลายไว้ได้ตามใจ  ผู้นั้นคือ พระผู้ทรงฤทธิ์ ผู้ควบคุมความเป็นไปทั้งหลายในโลก เป็นจ้าวโลก ถ้าเช่นนั้นเราลองบวงสรวงดูให้ท่านพอใจ  ท่านจะได้เข้าข้างเรา  คนอื่นเห็นดีด้วย  จึงเกิดพิธีกรรมและหลักปฏิบัติทางศาสนาขึ้น  ต้องนับว่าศาสนาดั้งเดิมของมนุษย์เป็นนิมิตอันดีแสดงให้เห็นความก้าวหน้ามหาศาลทางปัญญา  คือการได้ประลองการใช้เหตุผลอันเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งปัญญามนุษย์  แต่ก็อย่างว่า การค้นพบทุกอย่างถ้าหากไม่มีการปรับปรุงจนตกยุคไปแล้ว  ก็กลายเป็นสิ่งกีดขวางความเจริญได้  ปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมครั้งหนึ่งเคยเป็นพระเอกในสนามรบ  ถ้าใครอุตริลากออกไปยิงถล่มภูขี้เถ้า  ผู้ก่อการร้ายอาจหัวเราะจนสำลักตายก็ได้

วงการศาสนาที่เจริญขึ้นจนจัดเป็นสถาบันสังคมนี่เองที่ให้กำเนิดแก่วิจิตรศิลป์ ดนตรี คณิตศาสตร์  และที่สำคัญที่สุดในแง่ปรัชญาก็คือ เก็บหนังสือไว้  เพราะต่อมาเราจะมีหนังสือบันทึกความคิดของมนุษย์เอาไว้เป็นหลักฐาน  สามารถรวบรวมเป็นวิชาการขึ้นมาได้  ความคิดที่บันทึกไว้ในระยะแรก ๆ นี้จึงเกี่ยวกับเรื่องของศาสนาเป็นธรรมดา จีน อินเดีย อียิปต์ ต่างก็มีบันทึกมาแต่ดึกดำบรรพ์ไม่ต่ำกว่ายี่สิบศตวรรษก่อน ค.ศ. อาจจะมีก่อนนั้นแล้วสูญหายไปหมด  เราไม่ทราบชาวกรีกเพิ่งจะเริ่มมีหนังสือเป็นหลักฐานก็ในสมัยโฮเมอร์ (Homer) และเฮเสียด (Hesiod) ซึ่งจะว่าดึกดำบรรพ์ก็ไม่เกินศตวรรษที่เก้าก่อน ค.ศ. เนื้อเรื่องเกี่ยวกับศาสนาและประวัติของเทพเจ้าเหมือนวรรณกรรมแรก ๆ ของชาติโบราณอื่น ๆ

ชาวกรีกได้รับเกียรติเป็นปัญญาชนชาติแรกของยุโรป  แต่เราก็เห็นว่าวรรณกรรมของชาวกรีกซึ่งเป็นวรรณกรรมแรกของยุโรปด้วย  เริ่มมีภายหลังวรรณกรรมเอเชียและแอฟริกาไม่ต่ำกว่าพันปี  เริ่มต้นมาในทำนองเดียวกันแต่ต่อเวลาให้ถึงพันกว่าปีแต่ชาวกรีกก็ฮึดสู้จนขึ้นหน้าชาติอื่นในด้านปัญญา ยุโรปได้รับมรดกมาดำเนินกิจการต่อ  จนกลายเป็นครูของโลกอยู่ทุกวันนี้  แม้ปรัชญาและศาสนาตะวันออกจะศึกษาอย่างวิชาการทุกวันนี้  ก็ต้องอาศัยตำราของชาวตะวันตกเป็นหลัก

induction’s validity

paradigm

induction’s validity ความสมเหตุสมผลของอุปนัย

ผู้แต่ง : สุดารัตน์ น้อยแรม
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

อุปนัย (induction) คือ การพิสูจน์โดยอ้างประสบการณ์เฉพาะหน่วยสนับสนุนข้อความทั่วไปที่เรายังไม่แน่ใจ เช่น เราเคยเห็นต้นมะพร้าวมาจำนวนมากแล้ว ปรากฏว่าไม่แตกกิ่งก้านเหมืนต้นไม้อื่น ๆ เราก็อนุมานเป็นกฎทั่วไปว่า “ต้นมะพร้าวทุกต้นไม่แตกกิ่งก้าน”

Continue reading “induction’s validity”

ขยายผลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เรียนรู้ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ตามรอยพระยุคลบาท

“ดี เก่ง และมีความสุข” คงไม่มีใครไม่อยากเป็นคนดี คนเก่งและมีความสุข โดยเฉพาะความสุขนี้สําคัญ คนส่วนมากไม่ค่อยนึกถึงความสุข นึกถึงแต่ความสนุกเป็นที่ตั้ง ความจริงความสุขเป็นความรู้สึกของเรา

เศรษฐกิจพอเพียงที่พระราชทาน เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดํารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดําเนินไปในทางสายกลาง

ที่มา: ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล. เศรษฐกิจพอเพียง…นําสู่ความสุขของชีวิตอย่างยั่งยืน. มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง, 2555

……………………

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ จึงได้ขยายความต่อว่า เจตนาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ต้องการให้เข้าใจในทำนองปรัชญา และนำมาปฏิบัติในทำนองจริยศาสตร์ ชัดเจนว่าต้องเข้าใจให้ถึงระดับปรัชญาจึงจะหมดเปลือก และต้องประยุกต์สู่การปฏิบัติด้วยคุณธรรมแห่งความสุข

ความสุขที่เป็นไปตามธรรมชาติอย่างเต็มที่เป็นความสุขแท้ตามความเป็นจริง

ความสุขที่เป็นไปตามธรรมชาติไม่เต็มที่เป็นความสุขแท้ไม่เต็มที่ของความเป็นจริง

ความสุขที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติเป็นความสุขไม่แท้ ไม่เต็มที่ ไม่สงบ ต้องไขว่คว้าหาอยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวความทุกข์จะเข้ามาแทนที่ เนื่องจากไม่มีความเป็นจริงค้ำประกัน

สังคมที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ย่อมต้องมีกฎระเบียบที่ดีเป็นหลักในการปกครองเพื่อให้ความยุติธรรม การกำกับสิทธิ เสรีภาพ ความรับผิด อำนาจและหน้าที่ของพลเมืองแต่ละคน กฎระเบียบที่จะควบคุมสังคมได้ก็คือกฎหมายที่ได้มีวิวัฒนาการมาจากความรู้และความคิดของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงเน้นการทำดีด้วยองค์ประกอบคุณธรรม4

มนุษย์เรามีส่วนเหมือนสัตว์เดียรัจฉานทั้งหลาย ตรงที่ว่า “ทำอะไรมีเป้าหมายที่มาจากสัญชาตญาณ” คือไม่ได้คิดเอง แต่ธรรมชาติผลักดันให้ทำเพราะมีเป้าหมายตามสัญชาตญาณ เพื่อเอาตัวรอดและดำรงอยู่ของมนุษยชาติ

สัญชาตญาณปัญญา ทำให้มนุษย์มีเป้าหมายอยู่ที่ความสุขจากการพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยพลังแห่งกระบวนทรรศน์หลังนวยุค 4 ประการ คือ
1. สร้างสรรค์ (creativity) การคิดหรือทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นการเพิ่มความก้าวหน้าแก่มนุษยชาติ เปิดโอกาสให้มีการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์โดยทั่วไป แต่ถ้าเกิดโทษก็ต้องการการปรับตัว
2. การปรับตัว (adaptivity) การดัดแปลงการประยุกต์ใช้ให้เป็นคุณปราศจากโทษ หรือดัดแปลงโทษให้เป็นคุณ
3. การแสวงหา (requisitivitiy) ปัญญาของมนุษย์มีศักยภาพที่จะคิดเข้าใจถึงโลก จึงต้องการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ
4. การร่วมมือ (collaboration) การร่วมมือทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมายต่างๆ และเป็นความปรองดองสามัคคีกันของกลุ่มชนนั้นๆ

นอกเหนือไปจากนั้นมนุษย์ยังมีเป้าหมายจากปัญญา ของตนเองที่เข้าใจตนเองซึ่งจะแตกต่างกันไปตามบุคคล เมื่อมนุษย์รู้เป้าหมายแล้วไม่ว่าจะมาจากสัญชาตญาณหรือจากใจของตนเอง มนุษย์เรามีเสรีภาพตัดสินใจเลือกว่าจะเดินตามหรือไม่ก็ได้ ซึ่งสัตว์เดียรัจฉานไม่สามารถกระทำได้อย่างมนุษย์ ความสำนึกอย่างนี้เรียกว่ามี “มโนธรรม”

พระปณิธานของในหลวงคือทำให้ประชาชนมีความสุข นี่คือสิ่งที่ในหลวงเน้นในทุกพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท

ทำดี มีสุข จึงเป็นการเทิดพระเกียรติตามพระราชประสงค์ของในหลวงในปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

และนโยบายอย่างสำคัญ คือ ราษฎรมีความสุขในการประกอบอาชีพ จึงเป็นที่มาของโครงการพระราชดำริต่างๆ มากกว่า 4,000 โครงการก็เพื่อทดลองหาแนวทางแห่งการมีความสุขอย่างพอเพียงแก่ประชาชนชาวไทย

 

 

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

pse

เมื่อเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา อย่างที่เรียกได้ว่า “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จะเข้าใจให้ลึกซึ้งได้ก็ต้องวิเคราะห์วิจักษ์และวิธานกันอย่างปรัชญาและด้วยปรัชญาสายกลางที่ทันสมัย ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย เป็นหลักยึดเหนี่ยวที่ไม่ยึดติด ยึดเหนี่ยวแล้วได้พัฒนาคุณภาพชีวิตไปเรื่อย ๆ พัฒนาไปปรับตัวไปเรื่อย ๆ เลยขั้นหนึ่งแล้วก็แสวงหาขั้นต่อไปโดยไม่ยึดติดแต่ยึดเหนี่ยวเพื่อเป็นขั้นกลางให้พัฒนาสู่ขั้นที่สูงขึ้น ได้ขั้นสูงขึ้นแล้วก็ปล่อยวางจากทุกขั้นที่ผ่านมาแล้ว และใช้ขั้นปัจจุบันเพื่อเป็นทางผ่านสู่ขั้นต่อไปตามลำดับ

นี่คืออุบายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นทั้งปรัชญาสายกลางและเป็นวิถีพัฒนาคุณภาพชีวิตตามขั้นตอนของคุณธรรมเศรษฐกิจพอเพียง

@ กีรติ บุญเจือ

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑