ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท. (18)

scholarship

คนค้ำประกันซวยหรือเสียสละ

เห็นมีความพยาายามมากมายที่จะนิยามให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดี มีความคิดเห็นเสนอกันหลากหลายซึ่งก็ดีๆ ทั้งนั้นก็อยากจะสรุปเป็นหลักการเชิงปรัชญาไว้บ้าง กฎหมายคือ กติกาของสังคม เหมือนกติกาฟุตบอลมีไว้สำหรับให้การเล่นฟุตบอลเป็นการแสดงความสามารถของนักกีฬาและให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมความสามารถ หากกติกาเคร่งครัดหยุมหยิมมากเกินไป แม้จะสามารถแสดงความสามารถของผู้เล่นได้ชัดเจน แต่ก็ไม่เปิดช่องโหว่ให้ใช้ไหวพริบได้เลย ผู้ชมก็คงไม่รู้สึกสนุกสนานและบันเทิงเท่าที่ควร และถ้าเปิดช่องโหว่จนผู้เล่นรู้สึกคุ้มที่จะเล่นผิดกติกา ก็คงไม่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้แสดงฝีไม้ลายมือได้มากนักและตัดสินความเก่งได้ยาก เพราะผู้เล่นจะมุ่งแต่จะหาทางเอาเปรียบกันจากการเสี่ยงผิดกติกา

กฎหมายคือ กติกาการอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน ก็เช่นกัน หากมีช่องโหว่ให้เอาเปรียบกันได้จนน่าเกลียด คนไม่กลัวความน่าเกลียดก็จะจ้องใช้ช่องโหว่เพื่อการได้เปรียบแทนการสร้างสรรค์ด้วยฝีมือ และหากปิดช่องโหว่มากไปจนกระดิกตัวไม่ได้เลย สังคมนั้นจะขาดการสร้างสรรค์อย่างมหันต์ ทางสายกลางที่พอดิบพอดีเป็นสิ่งพึงปรารถนาอย่างยิ่ง

รัฐธรรมนูญเป็นเพียงนโยบายแห่งกติกา ไม่ควรยาวยืดยาดจนดูเหมือนทำหน้าที่เป็นกฎหมายเสียเอง รัฐธรรมนูญจึงควรยาวเท่าที่จำเป็น และสั้นเท่าที่ต้องการ คือไม่สั้นเกินไปจนไม่ครอบคลุม และไม่ยาวเกินไปจนไม่เป็นนโยบาย

กรณีอื้อฉาวเรื่องการค้ำประกันทุนการศึกษาและถูกเบี้ยว ทุนเป็นของรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐบาล รัฐบาลไทยก็คือประชาชนคนไทยส่วนหนึ่งที่ขันอาสาทุ่มเทความรู้ความสามารถและเวลาเพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนคนไทยทึ่เหลือทั้งหมด โดยมีงบประมาณและกฎหมายเป็นเครื่องมือ หากงบประมาณไม่พอก็ขอเพิ่มการเก็บภาษีอากรได้ หากกฎหมายไม่พอก็ออกกฎหมายเพิ่มเติมได้ หากนโยบายจากรัฐธรรมนูญไม่ครอบคลุมก็ขอขยายนโยบายได้ แล้วจะเอาอะไรอีก คำที่ว่า”ประชาชนเดือดร้อนเรื่องนี้ รัฐบาลไม่เกี่ยว ไปแก้ไขปัญหาเอาเอง” ไม่น่าจะหลุดออกจากปากของผู้ขันอาสาแก้ปัญหาของชาติ

ปัญหาเรื่องทันตแพทย์หนีทุนควรเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะเป็นส่วนได้ส่วนเสียของชาติใหญ่หลวงนัก น่าเป็นห่วงมากที่วงการรัฐบาลเองรับว่ากรณีเช่นนี้มีมาแล้วมากมายโดยไม่ได้รับการแก้ไขโดยคนของหน่วยงานรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ การให้ประชาชนมีส่วนรับผิดชอบด้วยการค้ำประกันนับว่าเป็นนโยบายที่ดีมากอยู่แล้ว เป็นไปตามนโยบายให้ส่วนรวมมีส่วนร่วมรับผิดชอบ เห็นว่าจะออกกฎให้ญาติใกล้ชิดเท่านั้นเป็นผู้ค้ำประกัน ผมกลัวว่าจะเกาไม่ถูกที่คัน จะกลายเป็นว่าลูกคนรวยเท่านั้นที่จะได้ทุน และพวกนี้ก็ไม่น่าจะยื่นขอทุนอยู่แล้ว ควรสงวนไว้ให้ลูกคนจนเสนอตัวรับทุน แล้วลูกคนจนก็หาญาติใกล้ชิดมาค้ำประกันไม่ได้อีก ลูกคนจนที่ได้รับทุนโดยคนรวยยอมค้ำประกันเรียนจนจบแล้วกลับมาช่วยชาติพัฒนาประเทศปีละมากๆเรือนพันนั้นจะเหือดหายไปในอนาคต ลูกคนรวยเรียนจบแล้วส่วนมากก็ไม่ค่อยชอบทำงานรับใช้ประชาชน จะออกกฎหมายอะไรออกมาควบคุมคุณสมบัติของผู้ค้ำประกันก็ขอให้ตระหนักถึงผลได้ผลเสียให้รอบคอบด้วยครับ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้านเดียวเสียหายด้านอื่นๆไม่รู้เท่าไร ขอเสนอความเห็นเพื่อรักษาความสุขของมหาประชาชนครับ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท. (17)

กฎหมายที่ไม่เข้าข่ายธรรมาภิบาล

กฎหมายตามกระบวนทรรศน์ที่ 1 ไม่เข้าข่ายธรรมาภิบาล กระบวนทรรศน์ที่ 1 เป็นกระบวนทรรศน์ของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งนอกจากเบื้องบน ดังนั้นเมื่อเชื่อว่าอะไรเป็นพระประสงค์ของเบื้องบนแล้วต้องยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข จึงมักเสี่ยงถูกผู้ฉลาดเหนือเมฆแอบอ้างว่าเป็นกระบอกเสียงของเบื้องบนโดยที่จริงๆแล้วไม่ใช่ ดังนั้นในปัจจุบันจึงใช้หลักทดสอบว่าถ้าเป็นน้ำพระทัยของเบื้องบนจริงต้องเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับโลกหน้าเท่านั้น หลังยุคดึกดำบรรพ์มาแล้วเราเชื่อว่าเบื้องบนต้องการให้มนุษย์คิดช่วยตนเองสุดความสามารถ โดยใช้หลักปรัชญาสอนกันและกันให้พัฒนาตัวเอง และรู้จักออกกฎหมายควบคุมกันเองอย่างมีเหตุผล ศาสนาควรเป็นส่วนเสริมด้วยศรัทธาต่อโลกหน้าและเพื่อโลกหน้าเท่านั้น

กฎหมายตามกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์นั้นคืออย่างไร คือกฎหมายที่อ้างว่าตัวบทกฎหมายปกครองประเทศทุกข้อได้รับมาจากเบื้องบน เช่น กฎหมายพระมนูของอินเดีย กฎหมายฮัมมูราบีที่อ้างว่ากษัตริย์ฮัมมูราบีของเมโสโปเตเมียได้ขึ้นไปบนภูเขาเพียงพระองค์เดียวเพื่อรับกฎหมายมาปกครองชาวเมโสโปเตเมียจากเทวราชทามัช (Tamash) กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชจึงอ้างอำนาจและหน้าที่ปกครองด้วยอำนาจเด็ดขาดเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามทุกตัวบทที่ได้รับมา กฎหมายโมเสส (Mosaic Law) ก็เช่นเดียวกันเชื่อว่าโมเสสขึ้นไปบนภูเขาซีไนคนเดียวเพื่อรับกฎหมายหลักมาจากพระยาห์เวห์ซึ่งเป็นพระเจ้าสูงสุดแต่องค์เดียวในความสำนึกของชาวยิวขณะนั้น การรับเพียงกฎหมายหลักมาเช่นนี้ย่อมสะดวกสำหรับโมเสสที่จะอ้างว่ามีสิทธิ์ออกกฎหมายเพิ่มเติมอย่างไรก็ได้เพื่อช่วยให้บังคับบัญชาได้ผลตามเป้าหมาย การปกครองที่ใช้กฎหมายอย่างนี้เป็นประมวลกฎหมายแห่งชาติเรียกว่าการปกครองในระบอบเทวาธิปไตย (Theocracy) และถ้าตัวบทกฎหมายนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าเบื้องบน แต่เป็นธรรมะที่นักปราชญ์ได้ค้นพบและถ่ายทอดไว้ ก็อาจเรียกได้ในเชิงเทียบเคียงกันว่าปกครองระบอบธรรมาธิปไตย (Dharmocracy) จุดดีของ 2 ระบอบนี้ก็คือศาสนาได้รับการดูและเทิดทูนสูงส่งตลอดเวลา แต่จุดอ่อนก็มีได้มาก เป็นต้นว่า หากออกกฎหมายใช้บังคับเฉพาะเท่าที่ระบุไว้ในข้อธรรมสำหรับโลกหน้าจริงๆ ก็จะมีกฎหมายไม่พอสำหรับการบริหารสังคมอย่างดี เช่น การเสียภาษีช่วยชาติหากระบุไว้ว่าให้เสียภาษีปีละ 2 เปอร์เซนต์ครึ่งของทรัพย์สินที่ไม่ใช้ประโยชน์ ก็คงจะน้อยไป รัฐบาลได้ไม่พอใช้จ่าย หากระบุ 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทุกเดือน (ผู้ฝ่าฝืนถูกลงโทษอย่างหนักโดยไม่มีข้อยกเว้น) ก็รู้สึกว่าจะหนักไปสำหรับบางคนที่อยากจะให้แต่ไม่สามารถให้ได้ หากแยกส่วนให้ชัดเจนว่าเรื่องใดเป็นธรรมะย่อมยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสมและสภาพแวดล้อมของแต่ละคน แต่หากเป็นกฎหมายแล้ว จะปล่อยให้ยืดหยุ่นไม่ได้ หากจะยกเว้นก็ต้องออกเป็นกฎหมายยกเว้นให้คนทั้งชาติ แม้ไม่ต้องการก็พลอยได้รับการยกเว้นตามกฎหมายไปด้วย

อนึ่งธรรมะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามสถานการณ์ไม่ได้ จะเสื่อมเสียความศักดิสิทธิ์ ผิดกับกฎหมายซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้เทิดทูน แต่เป็นเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมอย่างสันติ ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายขึ้นอยู่กับขีดขั้นของความจำเป็น คนในสังคมเห็นความจำเป็นมากก็ศักดิ์สิทธิ์มาก หากไม่มีใครเห็นความจำเป็นเลยก็ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์เลย พึงรีบแก้ไขหรือยกเลิกไปโดยเร็วที่สุด ส่วนธรรมะนั้นมีความสศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว ไม่ขึ้นกับสถิติความรู้สึก หากไม่รู้สึกต้องรีบอบรมให้รู้สึก

ด้วยเหตุผลต่างๆอีกมากมายเช่นนี้ ธรรมาภิบาลที่ดีจึงไม่ควรปนเปกัน ซึ่งจะทำให้ธรรมะไม่เป็นธรรมะและกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย จนทำให้สับสน ปกครองไม่ได้

กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์เป็นกรอบความคิดของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ล้าสมัยไปนานแล้ว ควรรู้ไว้เพื่อประกอบวิจารณญาณ ไม่ใช่ดันทุรังใช้ต่อไป

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสาร อปท. (16)

shouzho

ชาวซูโจวรู้จักทำดีมีสุข

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่แล้ว ปุ๊บปั๊บฉุกละหุก มีคนชวนไปทัวร์สุขภาพที่เซี่ยงไฮ้และซูโจว ประเทศจีน เขาว่ารับรองสนุกมากและอิ่ม 2 เมืองนี้ยังไม่เคยไปจึงอยากไป ประเดี๋ยวตายเสียก่อนจะได้ไป นี่เป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้อยากไป ส่วนเรื่องสุขภาพนั้นก็คิดวางแผนไว้ว่า จะฟังหูไว้หู เพราะสมัยนี้มีโครงการสุขภาพเยอะแยะ อยู่กับบ้านก็มีผู้นำมาเสนอจนต้องเลือกเฟ้นอย่างระมัดระวัง ที่จริงของจีนก็เรียนและปฏิบัติจี้กงอยู่แล้ว ก็รู้สึกว่าดี คิดว่าน่าจะพอแล้ว เกินกว่านั้นคิดว่าเป็นส่วนเกิน เช่น โสม ถั่งเช่า มิบังอาจ เพราะสูงเกินไป ก็คิดอยากจะหาข้อมูลเรื่องทำดีมีสุขมากกว่า แต่ไม่น่าจะมีวี่แววเรื่องนี้ในประเทศคอมมิวนิสต์ สรุปก็คืออยากได้เห็นเซี่ยงไฮ้ก่อนตายเท่านั้น อย่างอื่นไม่สนดีกว่า แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าจะรักษามารยาท เขาว่าอะไรก็ฟังไว้ประดับประสบการณ์ จะไม่ขัดคอใครไม่ว่าจะว่าอะไรดีๆ ไม่เชื่อก็ไม่ลบหลู่ ว่างั้นเถอะ แต่ไม่จำเป็นต้องถูกหลอก

ครั้นไปเห็นของจริงที่ซูโจวเข้า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ที่ดินขณะนี้กันไว้ประมาณ 7,000 ไร่ เพื่อพัฒนาการทำดีมีสุขในชั่วชีวิตของคนคนหนึ่ง จากความเชื่อของคนคนหนึ่งที่อยู่ใต้ระบอบเศรษฐกิจของลัทธิคอมมิวนิสม์มา 30 ปี ก็อยู่ดีมีสุขได้ด้วยคำสอนของเล่าจื๊อที่รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษว่า เกิดมาเป็นคนชั่วชีวิตหนึ่งต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุดโดยอนุโลมตามพลังธรรมชาติและกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นจริง ครั้นรัฐบาลคอมมิวนิสต์ปรับนโยบายเป็นทุนนิยม ตนเองได้เห็นเพื่อนๆดิ้นรนหาความสุขและผิดหวังในระบบเศรษฐกิจทั้ง 2 ระบบให้รู้สึกสงสารและอยากจะช่วยให้พวกเขามีความสุขอย่างยั่งยืนด้วยการมีสุขภาพดี มีรายได้พอเพียง และมีรายได้เหลือใช้บ้างเพื่อช่วยผู้อื่นได้อย่างสบายใจ คือช่วยเท่าไรๆก็ยังมีทุนดำเนินงานอย่างสบายใจและมีความสุข

เจอเข้าอย่างนี้ก็เลยผิดคาดอย่างสนิทใจ ความจริงนั้นมีความคิดอยากจะทำโครงการทำดีมีสุขมาแรมปีแล้ว เคยเขียนความคิดลงในหนังสือพิมพ์หลายฉบับแล้ว ตนเองมีความคิด มีทฤษฎี แต่ไม่มีงบประมาณจะใช้จ่าย ค่าเดินทางก็ต้องประหยัดด้วยการใช้บริการสาธารณะ จึงขยายโครงการไม่ออก ได้แต่ออกแรงแนะนำโดยต่างฝ่ายต่างช่วยตัวเอง ก็เลยได้แต่ฝันลมๆแล้งๆไปเรื่อยๆอย่างมีความสุขอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวเดียวดาย

ไปเจอโครงการนี้เข้าที่ซูโจว ทำดีมีสุข ต้องพร้อมรอบด้าน

1. มีสุขภาพดี ร่างกายและจิตใจของแต่ละคนมีพลังมากอยู่แล้วในตัว

2.ต้องขจัดอุปสรรคเพื่อ เปิดโอกาสให้ร่างกายและจิตใจได้ออกกำลังทำการตามธรรมชาติของมันอย่างเต็มที่ ตัวเองจะมีความสุข

3.ช่วยคนอื่นให้มีความสุขเหมือนอย่างที่เราพบความสุข เราจะมีความสุขมากขึ้นเป็นทวีคูณ

แต่ก่อนผมเองได้แต่คิดเป็นทฤษฎี แต่ไม่รู้ทำอย่างไร คนที่ผมไปดูที่ซูโจวเขามีเงินจ้างคนวิจัยจนได้รองเท้าสุขภาพตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่พื้นรองเท้าเขาวางแร่ธาตุผสมให้เลือดเดินคล่องมาถึงเท้าและวิ่งกลับเข้าหัวใจอย่างคล่องแคล่ว ทีแรกไม่อยากเชื่อ เพราะโดนมุขนี้หลอกมาเยอะ แต่นี่เขามีหลักฐานงานวิจัยในมหาวิทยาลัย ไหนๆเราก็จะซื้อรองเท้าใหม่อยู่แล้ว ราคามันก็พอๆกับรองเท้าแพงๆคู่หนึ่ง ทดลองดูจะเสียหายอะไร อย่างน้อยก็ได้ของดีๆใช้ สวมเข้าไปสักครู่เดียว รู้สึกทั่วร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอย่างรู้สึกได้ชัด มีกำลังวังชามากกว่าเดิม ขึ้นบันไดสูงๆก็ไม่เหนื่อยอย่างที่เคยเหนื่อย อาการปวดเมื่อยก็หายหมด ที่สำคัญคือต้องรับประทานยาลดความดันเป็นประจำเช้าเย็นมา 2 ปีแล้ว และต้องวัดความดันวันละหลายครั้งเพื่อทำสถิติให้แพทย์ดูทุก 2 เดือน สวมรองเท้าคู่ใหม่เพียง 3 วันความดันลดลงสู่ระดับปรกติจนต้องหยุดรับประทานยาอย่างถาวร  ไม่อยากเชื่อก็ไม่รู้จะปฏิเสธตัวเองอย่างไร มันเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่คิดว่าคนอื่นต้องเชื่อตาม แต่ส่วนตัวนั้นดีใจที่พบปมที่ต้องการแล้ว คือ ทำดีมีสุข จะทำดีได้อย่างยั่งยืนตัวเองต้องมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสุขภาพดีเป็นทุนเบื้องต้น และรู้วิธีที่จะแนะนำผู้อื่นได้อย่างมั่นใจจากประสบการณ์ โดยไม่ตั้งเงื่อนไขว่าอยากให้มีคนเชื่อ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เงื่อนไขว่าสุขภาพดีเป็นด่านแรกของการทำดีมีสุข ใครมีสุขภาพดีอยู่แล้วก็มีสิทธิ์ทำดีมีสุขได้ทันที ใครที่สุขภาพไม่ดีก็มีสิทธิ์จะแสวงหาวิธีได้สุขภาพแบบลางเนื้อชอบลางยา เพราะวิธีได้สุขภาพมีได้หลายวิธี ต้องแสวงหาจึงจะพบ พบแล้วก็พึงทำดีมีสุขได้อย่างยั่งยืน และช่วยแนะนำคนอื่นต่อไป ทุกอย่างผมรู้สึกลงตัวตามที่ไฝ่ฝัน คืออยากได้วิธีแนะนำให้ทำดีมีสุขอย่างเห็นผล แต่ไม่รู้จะอ้างอะไรให้เห็นผลกับตา เพียงได้สวมรองเท้าสุขภาพเพียงคู่เดียว ได้เห็นลู่ทางชัดเจนจากที่ไฝ่ฝันมาแรมปี

ครั้งหน้าจะชี้แจงต่อไปว่าทำดีมีสุขอย่างเป็นรูปธรรมต่อจากการมีสุขภาพดีนั้น เป็นอย่างไรต่อไป เพราะไฝ่ฝันมานานแล้ว อยากได้เพื่อนร่วมทีมที่มีวิธีสร้างสุขภาพดีอย่างทันตาเห็นแบบอื่นๆมาช่วยกันทำดีมีสุขแบบต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้ลางเนื้อชอบลางยาตามคติของกระบวนทรรศน์ที่ 5

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อปท. (15) สังคมธรรมาภิบาล

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท. (15)

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ

สังคมธรรมาภิบาล

รู้สึกซาบซึ้งใจมากที่เมื่อวันที่5พฤศจิกายน พ.ศ.2558 ท่านนายกรัฐมนตรีของเราได้ประกาศนโยบายธรรมาภิบาลครบวงจรเสียทีว่า เราจะแก้ปัญหาความทุจริตด้วยการปราบปรามด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่พอแล้ว เราจะต้องทำ 3 อย่างไปพร้อมๆกัน คือ ป้องกัน ปราบปรามและสร้างจิตสำนึกด้วยการอบรม ครับใช่แล้วครับ สร้างจิตสำนึกนั้นจะสอนและออกประกาศนียบัตรให้เท่านั้นก็ยังไม่พอด้วยเพราะโสเครติส เพลโทว์และแอเริสทาทเถิลพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Virtue is unteachable คุณธรรมนั้นสอนกันไม่ได้ คือไม่พอนั่นเอง แต่ต้องอบรม(educate)กันอย่างไม่หยุดหย่อน หยุดเมื่อไรคืนตัวกลับคืนสภาพเดิมเมื่อนั้น ขอให้เริ่มโครงการอบรมกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันจริงจังและต่อเนื่องกันเสียทีเถอะครับ

ต้องอบรมอะไรกันบ้างน่ะหรือครับ เพื่อให้ครบถ้วนตามกระบวนการของธรรมาภิบาล ก็ต้องอบรมให้ครบทั้ง 5 ด้านครับ คือ 1.ด้านกฎหมาย ต้องอบรมให้ผู้ออกกฎหมายตระหนักในหน้าที่ว่าต้องออกกฎหมายตามปรัชญาพอเพียงคือไม่ขาดที่จะปกป้องคนดีจากการเอาเปรียบจากคนฉวยโอกาส และไม่เกินจนประชาชนรู้สึกว่าไม่ต้องมีก็ได้ มีบทลงโทษที่หนักพอให้หลาบจำและนานพอให้ได้รับการอบรมบ่มนิสัย มีการตรวจจับผู้ละเมิดอย่างทั่วถึง มีระบบการสืบสวนสอบสวนที่เชื่อถือได้ มีการวินิจฉัยว่ามีผิดและกำหนดโทษอย่างยุติธรรมคือยุติการโต้แย้งได้ ในอีกด้านหนึ่งก็มีกลวิธีอบรมประชาชนให้รักและหวงแหนกฎหมายที่จำเป็นต้องมีเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบและสร้างสรรค์ 2.ด้านจริยธรรม ต้องมีนักปรัชญาอบรมด้วยเหตุผลให้ต่อมคุณธรรมแตก คือมีความสุขกับการได้ทำดีมากกว่าที่กฎหมายบังคับ 3.ด้านศีลธรรม อันเป็นการปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาในแต่ละศาสนา ก็ต้องจัดให้มีผู้สอนศาสนาตามเจตนาของศาสดาจริงๆและไม่ต่อต้านกฎหมายบ้านเมือง 4.ด้านอารยธรรม ให้มีการวิจัยให้ชัดเจนว่าในวัฒนธรรมไทยซึ่งเป็นพหุวัฒนธรรม มีอะไรบ้างที่ขึ้นทะเบียนเป็นอารยธรรมแห่งชาติได้ จัดให้มีการอบรมให้รักและหวงแหนอารยธรรมไทยอันเป็นสมบัติร่วมของพลเมืองไทยทุกคนไม่ว่าจะถือสัญชาติใด อยู่ภาคส่วนใดของประเทศ หรือมีรกรากมาจากแห่งหนตำบลใดในโลกก็ตาม เรามีสมบัติแห่งชาติร่วมกันที่จะต้องรัก หวงแหน และพัฒนาต่อไปเพื่อส่งต่อเป็นมรดกถึงลูกหลาน 5.จรรยาบรรณ อันเป็นจุดเด่นและจุดขายของแต่ละองค์การ โดยเลือกเฟ้นมาจากกฎหมาย จริยธรรม ศีลธรรม และอารยธรรมแห่งชาติ ไม่ควรมีมากกว่า10ข้อ แต่ทุกข้อจะต้องเป็นเครื่องหมายแห่งความภูมิใจของสมาชิกทุกคนขององค์กรที่จะอ้างอวดบุคคลภายนอกองค์กรได้ ทุกคนจึงเต็มใจปฏิบัติและดูแลหวงแหนไม่ยอมให้ใครละเมิดอย่างลอยนวล ใครบกพร่องด้านใดก็ควรส่งตัวไปรับการบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น

ต้องอบรมกันอย่างจริงจัง แบบนี้เท่านั้นจึงจะได้ผลตามปณิธานครับผม!

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสาร อปท. ตอนที่ 13

self

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อปท. (13)

กีรติ บุญเจือ

ความหมายของ Sufficiency

“พอ”ย่อมาจากพอแล้ว ไม่ยอมให้มีน้อยกว่านี้ ไม่ต้องการภาวะด้อยพัฒนา(under-development)ไม่ต้องการภาวะด้อยโอกาส  ไม่ต้องการความขาดแคลนต้องขอความช่วยเหลืออย่างไม่รู้จบสิ้น หากยังไม่พอตามพระราชปณิธานก็ต้องคิดอ่านช่วยกันจัดหาให้ทุกคนมีพอให้จงได้ส่วนคำว่า “เพียง”ย่อมาจากเพียงแค่นี้ ไม่ต้องการมากกว่านี้ ไม่ต้องการความเป็นเกินจริง(no hyper-reality)  ไม่ต้องการความสุขจากโลกมายาที่เกินจำเป็น เพราะมันไม่ใช่ความสุขแท้ตามความเป็นจริงของมนุษย์ผู้มีปัญญา หากรู้ตัวว่ามีเกินไปแล้วก็ต้องช่วยกันขจัดอย่างชอบธรรม มีความสุขแท้ได้ตาม๘๔พระบรมราโชวาทแหละดีที่สุด เพราะจะสามารถครองตน ครองคน ครองงานตามเป้าหมายเชิงปรัชญาที่ทรงพระราชทานไว้ณวันขึ้นครองราชสมบัติว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาประชาชนชาวสยาม” ดังนั้น “พอเพียง”รวมกันจึงหมายความว่า ไม่ขาดไม่เกิน พอดีๆ สมน้ำสมเนื้อสายกลางที่ไม่ใช่บวกกันหารสอง แต่เป็นการเอาเฉพาะส่วนดีจาก 2 สุดขั้วมารวมกันตรงกลางแล้วพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้นๆอย่างไม่รู้จบ  จึงต้องค้ำประกันทั้ง 2 ด้านให้ได้ คือไร้ความเป็นเกินจริง (no hyper-reality) และไร้ความไม่เป็นจริง(no sub-reality) ค้ำประกันได้สำเร็จก็จะเกิดภาวะพอเพียงขึ้นโดยอัตโนมัติ  ทรงบัญญัติศัพท์ขึ้นด้วยพระอัจฉริยภาพตั้งแต่พ.ศ.2517 ว่า self-sufficiency=ความพอเพียงเฉพาะตน 24ปีต่อมาทรงปรับยกพระราชปรัชญาขึ้นให้เป็นพระนโยบายระดับชาติ โดยทรงปรับศัพท์กุญแจ(key-word) โดยตรัสว่า “เศรษฐกิจพอเพียงนี้กว้างขวางกว่า self-sufficiency คือ self-sufficiency นั้นหมายความว่า ผลผลิตอะไรมีพอที่จะใช้ไม่ต้องไปขอซื้อคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง” (พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2541)ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่พึงจำกัดให้พอเพียงเฉพาะส่วนตนที่ระบุด้วยคำว่า “self” ให้กว้างเป็น Sufficiency ซึ่งในภาษาไทยยังคงใช้คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ต่อไปตามเดิม โดยให้มีขอบข่ายขยายวงกว้างเสมอกับพระปฐมบรมราชโองการ คือ มหาประชาชนชาวสยามทั้งชาติ

และเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542 คือ 1 ปีต่อมาทรงรับรองว่า “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ…เพื่อก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์”

ไม่มีอะไรจะสงสัยได้เลยว่าพระราชปรัชญาที่ทรงรับรองต้องเป็นปรัชญาทันสมัยระดับโลกเท่านั้นจึงจะสมกับพระปณิธานตามพระราชดำรัสในโอกาสต่างๆ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสาร อปท. ตอนที่ 12

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อปท. (12)

 กีรติ บุญเจือ

ราชปรัชญากำราบความเป็นเกินจริง

โบดริยาร์(Jean Baudrillar) เป็นนักปรัชญาทันสมัยคนหนึ่งของฝรั่งเศส เรียกโลกมายาที่ผู้ทรงอิทธิพลสร้างขึ้นหลอกชาวโลกปัจจุบันว่า “โลกแห่งความเกินจริง” (world of hyper-reality)  นักคิดทันสมัยคือผู้เห็นกลลวง จึงต้องช่วยกันปลดเปลื้องชาวโลกจากสภาพมายาดังกล่าว เพื่อมีสติยึดมั่นอยู่กับความเป็นจริง(reality)อย่างมีสติ โดยสร้างกรอบความคิดขึ้นมาใหม่ (the new paradigm) เป็นกรอบที่ 5 ล่าสุดของมนุษยชาติ ผมได้สำรวจพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่า พระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาทันสมัยที่เข้ากรอบกระบวนทรรศน์5และช่วยเสริมกระบวนทรรศน์5 ของโลกได้อย่างมีคุณค่า มีข้อสะดุดใจผมอยู่นิดเดียวว่า หลักการและกรอบของปรัชญาที่ทางตะวันตกถือว่าเพิ่งค้นพบนั้นความจริงมีสอนอยู่อย่างโจ่งแจ้งแล้วในพระไตรปิฎก คืออนาลีนะเป็นหลักการ และวิภัชชวาทหรือวิเคราะห์แยกคุณโทษเป็นวิธีดำเนินความคิด ส่วนว่า “๘๔พระบรมราโชวาทที่มีผู้รวบรวมและเข้ากรอบปรัชญาหลังนวยุคสายกลางอย่างเหมาะเจาะนั้น มีเพียงข้อเดียวที่อ้างถึงพระไตรปิฎก คือ พระดำรัสในวันวิสาขบูชาโลก ซึ่งทรงมีพระเจตนากล่าวกับชาวพุทธทั่วโลกโดยเฉพาะ  ครั้นมาคิดได้ว่า พระองค์ทรงเป็นองค์พระประมุขของพลเมืองไทยที่นับถือหลายศาสนา และทรงประกาศพระนโยบายเป็นองค์ศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา พระองค์ทรงพระวินิจฉัยเหมาะสมในการประทานพระบรมราโชวาทให้เป็นแนวปฏิบัติแก่ประชากรของพระองค์ทั่วหน้าและเสมอหน้า โดยไม่ทรงเลือกข้างหรือเดียดฉันท์ชาติพันธุ์และศาสนาลัทธิความเชื่อ ส่วนที่ว่าใครหรือกลุ่มใดจะนำไปขยายความหรือต่อยอดตามความเชื่อและ/หรือคำสอนของตนแต่ละคนอย่างไรก็พึงทำได้ตามอัธยาศัย ผมก็เลยโล่งใจและสบายใจอย่างยิ่งในการขยายผลพระราชปรัชญาต่อไปได้ตามความรู้ที่ได้เล่าเรียนและค้นคว้ามาตลอดชีวิตภายใต้พระมหากรุณาธิคุณและพระราชูปถัมภ์ซึ่งขอทูลไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมตลอดไป จึงขอถือโอกาสเชิญชวนทุกท่านทุกศาสนาและลัทธิ มาร่วมแรงร่วมใจร่วมความคิดศึกษาปรัชญาทันสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยวิธีทันสมัยแห่งสหวิทยาการจากพระดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คือศึกษาให้เข้าใจเสียก่อน แล้วจึงนำไปปฏิบัติกันเป็นทีมด้วยความมั่นใจในประสิทธิผล เริ่มด้วยการวิเคราะห์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปฐม

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสาร อปท. ตอนที่ 11

word115

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสาร อปท (11)

กีรติ บุญเจือ

ราชปรัชญาอยู่ในกรอบของปรัชญาที่ทันสมัยที่สุดระดับโลก

นักปรัชญาและนักคิดทั้งหลายระดับโลกเห็นพ้องต้องกันว่า ปรัชญาที่ทันสมัยที่สุดระดับโลกขณะนี้คือปรัชญาที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น (philosophy of detachment) ซึ่งในพระไตรปิฎกมีกล่าวไว้ในวิภัชชวาท(พระพรหมคุณาภรณ์, พุทธธรรม, 708พระไตรปิฎกเรียกความยึดมั่นถือมั่นว่า อลีนะ (ดู ทิฐิสูตร) ซึ่งนิยามไว้ว่าได้แก่การถือคติว่า “อิทเมวสจฺจํโมฆมํญญํ” นี้แลจริง อย่างอื่นโมฆะหมด อนาลีนะความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นคติที่ตรงกันข้ามกับอลีนะ จึงนับได้ว่าเป็นผลหรือเป้าหมายของปรัชญาวิภัชชวาท ซึ่งนักคิดตะวันตกเรียกเป็นหลายชื่อตามสถานการณ์ต่างๆ เช่น postmodern philosophy (และต้องสายกลางเท่านั้น), poststructuralism, postcolonialism, new pragmatism แต่ก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ความไม่ยึดถือมั่น โดยร่วมมือกันต่อต้านความคิดที่ว่า ความรู้มีเพียงด้านเดียวและระบบเดียวตายตัว ยังผลให้มีผู้อยากครอบครองทั้งระบบ พยายามโฆษณาชวนเชื่อและตะล่อมยัดเยียดให้ผู้คนทั้งหลายในสังคมเชื่อ เพราะในความเชื่อเช่นนี้ ใครทำได้สำเร็จมากเท่าใดก็จะมีอำนาจและอิทธิพลเหนือผู้เกียจคร้านแสวงหาความรู้มากเท่านั้น

ฟูโกต์ (Foucault)จึงได้กล่าวเชิงประชดไว้ว่า Knowledge is power ความรู้คือพลัง ซึ่งดูเหมือนกับว่าดี เพราะมีพลังมากก็สามารถช่วยชาติได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ก็สมควรประชดไว้ เพราะถ้าผู้มีความรู้มากนั้นคิดจะใช้ความรู้นั้นเพื่อหลอกใช้ผู้ด้อยความรู้และด้อยโอกาสกว่าตนและกอบโกยหาผลประโยชน์ใส่ตนโดยทุกวิถีทาง ก็จะกลายเป็นการทุจริตใหญ่โตอย่างเอาผิดไม่ได้ ผู้มีความรู้ มีอำนาจ และมีอิทธิพลพร้อมสรรพ หากตั้งใจจะทุจริตแล้ว ก็ยากที่เอาผิด ทางกฎหมายได้ จึงหวังว่าเขาจะมีจาคะ คือจิตอาสาเสียสละ แม้มีโอกาสทุจริตได้อย่างลอยนวลก็ไม่ยอมฉวยโอกาส คนอย่างนี้มีด้วยหรือ ทำอย่างไรจึงจะมีให้มหาประชาชนได้ชื่นใจและยกย่องสรรเสริญได้อย่างสนิทใจ ราชปรัชญามีคำตอบ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ทันสมัยล่าสุดระดับโลก ไม่ยึดมั่นถือมั่น เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการหาความสุขกับการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ แสวงหา ต้องช่วยกันหาวิธีอบรมผู้รับผิดชอบสังคมขณะนี้ ผู้จะรับผิดชอบสังคมในอนาคต และมหาประชาชนชาวสยามทุกคน ให้เลือกหาความสุขตามนโยบายสหวิทยาการของสมเด็จพระเทพรัตนสยามบรมราชกุมารี

 

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑