การจบชีวิต สิทธิหรือศีลธรรม

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

การจบชีวิตถือเป็นฆ่าตัวตาย ปัญหาที่ถกเถียงกันคือฆ่าตัวตายนี้เป็นสิทธิตามมนุษยนิยมที่รัฐต้องค้ำประกันสิทธินี่หรือไม่ หรือเป็นเรื่องศีลธรรม ในด้านศีลธรรมนั้น พระพุทธศาสนาถือว่าการฆ่าเป็นบาป ย่อมต้องรับผลกรรม คนทั่วไปเชื่อว่า นั่นคือการตกนรก แล้วในศาสนาอื่น การฆ่าตัวตายตกนรกหรือไม่ จะได้ไปสวรรค์หรือเปล่า?

ในทางศาสนาคริสต์ จริงๆเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาก และไม่ค่อยอยากจะมีคนพูดกันเพราะมันยืนอยู่บนทางอันตรายสองแพร่ง ระหว่างลัทธิชวนคนไปฆ่าตัวตาย กับการทำร้ายคนอื่นซึ่งผิดเป้าหมายที่พระเจ้าอยากให้มนุษย์ทำ

Continue reading “การจบชีวิต สิทธิหรือศีลธรรม”

Hermeneutics on Text

Hermeneutic cycle

การตีความคัมภีร์

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ

ในปรัชญาตะวันตก  การตีความคัมภีร์เพื่อให้เข้าใจเรียกว่า Interpretation  (ขั้นตีความ)  และ Exegesis (ขั้นอธิบาย) ได้แก่ การทำความเข้าใจกับธรรมะ (พุทธ)  หรือ การทำความเข้าใจกับความเชื่อ (คริสต์)

FAITH = Belief + Commitment (ความเชื่อบวกความทุ่มเท)

โลกหน้าไม่สามารถเชื่อโดยสามัญสำนึกได้ แม้เรารู้ก็ไม่สามารถเอามาพิสูจน์ในห้องทดลองไม่ได้

เป้าหมายของการตีความ คือ

1.เพื่อเข้าใจ (Understanding)

2.วางแผนปฏิบัติ (Planning) ซึ่งนำไปสู่ Practiceขยายผล (Explanation) จากประสบการณ์

Belief  แม้สงสัยได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเชื่อเพื่อการดำรงชีวิต  Belief  มีหลายอย่างทำให้เป็น Factได้ อยู่ที่การกำหนดเงื่อนไข เช่น การตรัสรู้เป็น Fact สำหรับพระพุทธเจ้า แต่ทำไมเราจึงเชื่อ ก็เพราะเรามีศรัทธาในสิ่งที่เราเชื่อดีกว่าไม่เชื่อ

หากไม่ใช่เรื่องของศาสนาเราอาจจะเลิกเชื่อได้ เราอาจจะเชื่อในช่วงแรก แต่อีกสักพักเราอาจจะไม่เชื่อก็ได้ แต่เรื่องศาสนานั้น มีเงื่อนไขของการปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติ เราอาจจะรู้สึกผิด จึงต้องมีการทุ่มเทเกิดขึ้น

การตีความ

whole-parts

การเรียนปรัชญานั้นไม่ใช่การสนทนาไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็จับประเด็นอะไรไม่ได้ แต่เราต้องตั้งประเด็นเป็นเรื่องๆเป็นหัวข้อไป เช่นเรื่องการนับถือศาสนาเดียวกันแต่ทำไมความเข้าใจในการประพฤติ ปฏิบัติไม่เหมือนกันในแต่ละวัด เช่น นโยบายไม่เหมือนกัน เช่นการนั่งสมาธิ  คนเข้าใจไม่เหมือนกัน

ทำไมต้องตีความ ? เพื่อให้เข้าถึงเจตนารมณ์ของผู้แต่ง เข้าถึงแก่น เข้าใจและสามารถนำไปปฏิบัติได้ แต่กลับมาทะเลาะกัน แทนที่จะมาปฏิบัติ การที่เขาบอกไม่ตีความนั้น ก็เป็นการตีความอย่างหนึ่ง  การยึดติดเพียงสำนักเดียว มีปัญหาคือเราจะทราบได้อย่างไรว่าสำนักนี้สอนตรงตามเจตนารมย์ของศาสดามากที่สุด  แต่ถ้าเป็นนักปรัชญา จะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดต่อไปโดยไม่ได้ยึดติดแต่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น

การตีความพระไตรปิฏก การตีความคัมภีร์ เป็นทฤษฏีที่ใช้ได้กับทุกศาสนา  ศาสนาอื่นๆก็น่าจะใช้วิธีการเดียวกันนี้ ถึงแม้จะศึกษาคนละคัมภีร์  เราตีความเพื่อเกิดความเข้าใจ นำไปปฏิบัติเพื่อไปสู่เป้าหมายคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ศาสดามาเปิดเผยให้เรารู้ สิ่งที่สูงสุดของศาสดาคือ หาได้จากในพระไตรปิฏก ทุกศาสนามีศาสนบุคคลมาอธิบายคัมภีร์

ยกตัวอย่างเช่น การฟังอธิบายนั้น ฟัง 10 ท่านก็อธิบายไม่เหมือนกัน  การฟังสำนักเดียวนั้นเราจะได้มั่นใจอย่างไรว่าสอนตามเจตนาของศาสดาดีที่สุด ถามว่าทำไมต้องสงสัย ก็เพราะไม่ได้มีสำนักเดียว ถ้ามีสำนักเดียวก็คงไม่ต้องคิดอะไรมาก เหมือนทางศาสนาคริสต์ มีคริสต์คาทอลิค ไม่ต้องคิดอะไรมีโป๊ป โป๊ปว่าอย่างไร ว่าอย่างนั้นเลย แต่ถ้าเป็นโปรแตสแตนท์ ไม่ได้ ไปแต่ละโบสถ์ก็ว่าไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนคาทอลิคมีโบสถ์มากมายแต่ไปในทิศทางเดียวกันหมดเพราะพวกเขามีโป๊ป

การตีความเพื่อเข้าใจ ปฏิบัติและขยายความจากประสบการณ์ในการปฏิบัติและประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆ ต่อไปคือ เคล็ดลับในการตีความเพื่อเพิ่มความเข้าใจและนำไปปฏิบัติ

กระบวนการวิเคราะห์ 3 ขั้นตอนในการตีความ

1.ทำความเข้าใจในคำสอนของศาสดาให้รู้เพื่อปฏิบัติ โดยมีความเข้าใจในพื้นฐานของคัมภีร์-การขยายความ   เพราะการเข้าใจเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ถือว่าบรรลุเป้าหมายสูงสุดของศาสนา แต่ในขณะเดียวกันการรู้และเข้าใจก็เป็นพื้นฐานในการต่อยอดของการปฏิบัติต่อไป ถือว่าเกื้อกูล ซึ่งกันและกัน และต้องทำควบคู่ด้วยกันไป

2.เลือกทางปฏิบัติ-วางแผนการปฏิบัติและขยายความว่าปฏิบัติได้ผลอย่างไร มีรายละเอียดอย่างไรที่จะให้การปฏิบัติของเรานั้นมีการพัฒนาต่อไป

3.ขยายความจากพระไตรปิฏกและเมื่อนักปฏิบัติที่มีประสบการณ์ก็จะทราบได้ว่ามีข้อดี-ข้อเสีย-อุปสรรค หรือวิธีการอื่นๆอย่างไร

หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน

paolo

ซอกแซกหามาเล่า (276)

หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน

            ก่อนที่เปาโลอายุได้ 26 ปี  เปาโลย่อมคิดตามโมเสสในฐานะที่เป็นศาสนิกที่ดีของศาสนายูดาห์ว่าใครไม่นับถือพระเจ้าที่มีนามว่ายาห์เวห์ ก็ถือว่าเป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์และเพราะฉะนั้นเป็นศัตรูกับผู้จงรักภักดีต่อพระยาห์เวห์ ไม่มีสิทธิ์ได้อะไรจากพระยาห์เวห์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มนุษย์ยุคหินทั้งหลายไม่มีใครรู้จักพระยาห์เวห์ จึงไม่มีสิทธิได้รับการดูแลจากพระยาห์เวห์ องค์ครรภะที่พวกเขานับถือนั้นก็คือสิ่งยอดเยี่ยมที่พระยาห์เวห์ทรงสร้างมา แต่แข็งข้อและแข่งบารมีกับพระยาห์เวห์ ผู้นับถือองค์ครรภะก็อาจจะได้ประโยชน์อยู่บ้างในวงจำกัด เมื่อ ตายไปแล้วก็ไม่มีอนาคต เพราะพระยาห์เวห์ไม่เคยรับรองว่าวิญญาณจะเป็นอมตะ อาจจะมีชีวิตในโลกของวิญญาณอยู่ต่อไปสักชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็สูญหายไป เพราะองค์ครรภะพระยาห์เวห์สร้างให้เป็นจิตอมตะก็จริง แต่ไม่มีอำนาจให้ความเป็นอมตะแก่ผู้อื่น

ตั้งแต่อายุ 26ปีเป็นต้นมา ได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซูให้เป็นผู้ประกาศข่าวดีของพระองค์ โดยได้รับการเปิดเผยตรงว่า พระเยซูมิได้แอบอ้างเป็นนคู่แข่งกับพระยาหเวห์ แต่ทรงเป็นผู้ร่วมธรรมชาติผู้สร้างสรรพสิ่งกับพระบิดา ทรงใช้เจตจำนงอิสระตอบสนองพระทัยดีของพระบิดาด้วยการถ่อมองค์ลงรับร่างกายมนุษย์เพื่อสร้างความชอบธรรมสากลกอบกู้ย้อนหลังทั้งมนุษยชาติที่เดินตามมโนธรรมณวาระสุดท้าย ทรงฟื้นคืนชีพเพื่อค้ำประกันการฟื้นคืนชีพของร่างกายของมนุษย์ทุกคนที่อยากมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพนิรันดร ส่วนผู้ตัดสินใจฝืนมโนธรรมตลอดเวลาโดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง(metanoia)ก็ย่อมไม่อยู่ในข่ายที่เปาโลรับรอง และไม่อยู่ในพันธกิจของเปาโลที่จะฟันธงลงไปว่าจะเป็นอย่างไร ก็คงคิดว่าตามยถากรรมก็แล้วกัน เรื่องของ  Limbo, Eternal Hell, Temporary Purgatory เป็นเรื่องที่กำหนดกันภายหลัง เปาโลใช้ความมั่นใจจาการได้รับการเปิดเผยอันประเสริฐสุดนี้เพื่อปลอบใจศิษยานุศิษย์ที่อยากรู้และอยากมั่นใจในโลกหน้าของตนเองและของบรรพบุรุษทุกคนที่สืบสาวไปจนถึงบรรพบุรุษคนแรกสุดซึ่งจะต้องมี มิฉะนั้นแต่ละคนจะเป็นคนอยู่ในขณะของตนไม่ได้

ดังนั้นเมื่อมีลูกศิษย์คนใดที่คิดมากคิดไกลเป็นห่วงบรรพบุรุษของตนที่ตายไปในช่วงที่ยังเป็นมนุษย์ยุคหินว่าจะมีชะตากรรมโลกหน้าอย่างไรบ้าง เปาโลก็น่าจะปลอบใจได้อย่างฉะฉานมั่นใจว่า องค์ครรภะที่มนุษย์ยุคหินนับถือนั้นหาใช่พระเจ้าอีกองค์หนึ่งที่เป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์อย่างที่อ้างว่าเป็นคำสอนของโมเสสไม่ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าทั่วทั้งจักรวาลและผู้สร้างสรรพสิ่งมีได้แต่องค์เดียวเท่านั้น จะเรียกว่าอย่างไรนั้นไม่สำคัญ จะเข้าใจถูกบ้างผิดบ้างเพี้ยนไปอย่างไรนั้นไม่สำคัญ ขอให้นับถือในฐานะสิ่งสูงสุดตามที่สติปัญญาของตนเองเข้าใจก็เป็นพอ และขอให้มีมโนธรรมอย่างกว้างๆว่าเกรงใจท่านผู้นั้น สำนึกได้ว่าทำดีคือถูกใจท่านผู้นั้น ทำผิดใจท่านผู้นั้นแล้วไม่สบายใจ อยากจะขอโทษยกผิดและแก้ความผิด แค่นี้เปาโลก็ถือว่านับถือพระเจ้าแล้ว ไม่ว่าจะเรียกเป็นชื่อใดก็ตาม ขนาดเปาโลเองซึ่งถือว่าได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าในนามของพระเยซูโดยตรง ก็ยังรู้สึกว่ายังรู้เรื่องพระเจ้าอย่างรางๆเหมือนในกระจกเงาที่มัวๆ เพราะฉะนั้นรู้แค่ไหนและรู้สึกว่าพึงปฏิบัติอย่างไรก็ทำไปตามนั้นเถิด ถือว่าได้ทำตามมโนธรรมในขณะที่ทำ ถือว่าใช้ได้แล้ว เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์มามีดีวิเศษสุดก็ตรงนี้แหละ คือ มีมโนธรรมเป็นตัวชี้บอกที่พระผู้สร้างทรงรับรอง ใครที่เดินตามมโนธรรมจนถึงขั้นสุดท้าย ก็อยู่ในข่ายของแผนการกอบกู้สากล มีสิทธิ์เสมอหน้ากันที่จะได้ฟื้นคืนชีพและมีความสุขตลอดนิรันดร แม้ขณะที่ตายจะไม่รู้ว่ามีการฟื้นคืนชีพก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่ประการใด ส่วนผู้ที่ไม่ยอมฝืนมโนธรรมมาตลอดเล่า จะมีชะตากรรมอะไรตามมาหรือไม่ เรื่องนี้เป็นรหัสธรรมลึกลับระหว่างเขากับพระเจ้า เชื่อว่าพระองค์มีวิธีการที่เหมาะสมที่จะจัดการอย่างนุ่มนวลไม่มีอะไรจะตำหนิติเตียนได้จากแง่มุมของพระเมตตา เปาโลจึงแนะนำและปลอบใจให้ความสบายใจแก่ทุกฝ่าย

 

โลกหน้าของชาวอียิปต์โบราณเปาโลว่าไง

ชาวอียิปต์โบราณสืบเชื้อสายจากมนุษย์ยุคหินสายฮามีติ (ไบเบิลระบุว่าสืบเชื้อสายจากฮามบุตรชายคนหนึ่งของโนอาห์) มีหลักฐานทางโบราณคดีว่ามีมนุษย์ยุคหินจากที่ราบสูงทางใต้เข้ามาตั้งหลักแหล่งทำกินตามลุ่มแม่นำไนล์ตั้งแต่ในราว ก.ค.ศ. 10,000 พบเครื่องใช้ทองแดงในราวก.ค.ศ.4200 เริ่มจับกลุ่มกันเป็นนครรัฐ 3 ประเภท คือ 1.นครรัฐแบบพ่อเมืองของเกษตรกรปกครองแทนเทพฮอร์เริส (Horus) ซึ่งได้สอนชาวบ้านให้รู้จักใช้คันไถและเครื่องมือเกษตรตลอดจนเทคนิคการเกษตร ทั้งยังแนะนำให้รู้เงื่อนไขที่ทำให้เป็นอมตะทั้งกายและวิญญาณในโลกหน้า 2.นครรัฐแบบพ่อเมืองของนักล่าสัตว์แทนเทพเซธ (Seth) ซึ่งได้สอนชาวบ้านให้รู้จักเลี้ยงสัตว์ การตายคือวิญญาณออกจากร่างกลายเป็นสัมพเวสีดีและร้ายจนกว่าจะได้เกิดใหม่หรือมีเทพรับไว้เป็นบริวาร 3.นครรัฐของชาวเซมีติคที่เป็นนักรบซึ่งปกครองโดยสุริยเทพอวตาร พวกนี้นำการเขียนหนังสือและระบบกฎหมายจากเมโสโพเทเมียมาให้รู้จักใช้และพัฒนา สุริยเทพไม่สนพระทัยใช้มนุษย์เป็นบริวารอย่างอื่นนอกจากเป็นนักรบ รางวัลจากเทพคือการได้ความสุขในโลกหน้า

 

ศาสนภาวะของชาวอียิปต์

            Herodotus นักประวัติศาสตร์ศาสนาชาวกรีกโบราณที่ได้ศึกษาศาสนาของชาวอียิปต์โบราณอย่างดีได้สรุปคุณสมบัติทางศาสนาของชาวอียิปต์โบราณไว้ว่า ชาวอียิปต์เอาจริงกับโลกหน้ายิ่งกว่าชนชาติใดในโลก ดังปรากฏหลักฐานว่าพวกเขาตั้งชื่อสถานที่ต่างๆให้เเกี่ยวข้องกับเทพไว้มากมายเป็นพิเศษ ทิ้งอนุสรณ์ความเสียสละทุ่มเทเพื่อแสดงศรัทธาต่อศาสนาไว้อย่างมากมายมโหฬาร และ3. มีคัมภีร์แสดงความมั่นใจว่าเทพจะดูแลและช่วยให้พวกเขามีชีวิตอมตะและมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

 

ความเชื่อเรื่องโลกหน้า

  1. สวรรค์ของสุริยเทพ อยู่บนท้องฟ้า วิญญาณของฟาโรห์เมื่อออกจากร่างจะลอยขึ้นท้องฟ้ามุ่งหน้าสู่สุริยนาวาเพื่อรวมตัวกับสุริยเทพเร (Re) ส่วนวิญญาณของประชาชนผู้จงรักภักดีต่อฟาโรห์ก็จะมุ่งขึ้นไปสู่ดาวดวงใดดวงหนึ่งเพื่อทำหน้าที่เป็นบริวารของสุริยเทพต่อไปโดยการรวมตัวกับแสงของดาวดวงนั้น จะเป็นดาวดวงไหนแล้วแต่องค์สุริยเทพจะทรงกำหนด
  2. สวรรค์ของเทพอซายเริส (Osiris) อยู่ใต้ดินหรือเมืองบาดาลซึ่งเทพอซายเริสดูแลให้ความสุขตอบแทนผู้จงรักภักดีและปฏิบัติตามข้อกำหนดของพระองค์อย่างครบถ้วนตามที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้ในคัมภีร์คู่มือผู้ตาย (The Book of the Dead) ซึ่งผู้ประสงค์จะเข้าสวรรรค์ของพระองค์จะต้องท่องให้จำได้ทุกตัวอักษร เพราะไม่แน่ใจได้ว่าแม้จะใส่ในหีบศพให้ วิญญาณจะสามารถเอาติดตัวไปได้หรือไม่

คู่มือกำชับว่า พอวิญญาณ (ka) ออกจากร่างและตั้งตัวติด ให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตกให้ได้เสียก่อน แล้วจึงมุ่งหน้าเดินทางตรงไปทางนั้นจนกว่าจะพบทางลงสู่โลกใต้บาดาล พอผ่านพ้นประตูเมืองบาดาลก็จะพบเทพอซายเริสประทับปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงนั้น เพื่อคัดวิญญาณที่มีคุณภาพให้เข้าเสวยสุขเป็นรางวัลในสวรรค์ใต้บาดาลของพระองค์ วิญญาณที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะหายวับเป็นความเปล่าหรือถูกอสูรกินไปซึ่งชาวอียิปต์กลัวกันมาก ส่วนวิญญาณที่ผ่านเกณฑ์ได้ชื่อว่า ma-a kheru (justified soul = วิญญาณผ่านการตัดสินว่าชอบธรรม, วิญญาณชอบธรรรม) วิญญาณชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่ตราบเท่าที่ศพยังไม่สลายตัวจนวิญญาณจำไม่ได้ ดังนั้นในช่วงกลางวันวิญญาณจะกลับมาเฝ้าดูแลศพและทำอะไรแทนศพได้ ชาวอียิปต์จึงเป็นชาติที่กลัวผีมาก พอตะวันตกดินจะรีบเดินทางลงสู่โลกใต้บาดาลเพื่อต้อนรับสุริยเทพเรซึ่งเสร็จธุระบริการประชาชนทั้งวันก็ชอบที่จะพักผ่อนกับวิญญาณของผู้ชอบธรรมในสวรรค์ใต้บาดาลตลอดคืน วิญญาณชอบธรรมทั้งหลายจึงรีบไปขอพรและร่วมความสุขกับพระองค์และผู้ชอบธรรมทั้งหลาย ในคู่มือผู้ตายมีคาถาแก้ไขอุปสรรคการเดินทางไปและกลับระหว่างโลกบนดินกับโลกใต้บาดาลเผื่อไว้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าดังกล่าวซึ่งต้องท่องจำไว้เสมอ เชื่อกันว่าศพสลายตัวเมื่อใดวิญญาณจะสลายตัวเช่นเดียวกัน เพื่อค้ำประกันความไม่รู้ตายนิรันดร เทพอซายเริสได้ประทานคาถาไว้ให้ในคู่มือผู้ตายเพื่อใช้แก้ลำได้เช่นกัน จึงต้องพยายามจำไว้ใช้เมื่อถึงคราววิกฤต มีบางตำราว่าวิญญาณที่ไม่มีศพเทพอซายเรินช่วยได้ก็แค่วิญญาณไม่ต้องตาย แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าสู่สวรรค์ใต้บาดาล มีสิทธิ์ไปอยู่ในสวรรค์ต้นอ้อ ซึ่งให้ความสุขน้อยกว่าสวรรค์ใต้บาดาล ทั้งนี้ก็คงเพราะต้องการเน้นความสำคัญของการทำมัมมี่

 

ประมวลเทพของอียิปต์

.           1. ชุดอซายเริส มีเทพอซายเริสเป็นผู้รับผิดชอบให้มีการนับถือเทพทั้งหลายอย่างถูกต้องด้วยการร่วมพิธีกรรมและการดำเนินชีวิตประจำวันชองชาวบ้านทั่วไป รายละเอียดได้จากหนังสือของพลูทาร์ค (Plutarch) เรื่อง De Iside ซึ่งได้ไปศึกษาหาข้อมูลโดยตรงจากอียิปต์สมัยนั้น อซายเริสเป็นโอรสของเจ้าพ่อฟ้าเกบ (Geb) กับเจ้าแม่ธรณี ได้น้องสาวอายเสิส (Isis) เป็นชายา มีโอรสนามว่าฮอร์เริส (Horus) เสด็จจากสวรรค์ลงมาปกครองอียิปต์เป็นแบบอย่าง ทรงสอนให้รู้จักชีวิตสังคมอยู่กันเป็นเมือง ทรงสอนอาชีพเกษตรกรรม ทรงสอนให้รู้จักนับถือศาสนา พิธีกรรมศาสนาและการปฏิบัติในชีวิตเพื่อได้ชีวิตอมตะในโลกหน้า สอนเรื่องโลกหน้าและการเดินทางของวิญญาณไปสู่สวรรค์ เมื่อได้ปกครองอย่างร่มเย็นเป็นสุขได้ 28 พรรษาก็เกิดเรื่องใหญ่ในวันเฉลิมฉลองนั้นเอง เทพเซธ (Seth พลูทาร์คเรียก Typhon) ซึ่งในความรู้สึกของชาวกรีกทั่วไปเป็นอสูรที่น่าเกลียดน่ากลัวและร้ายกาจที่ปรากฏตัวในหลายรูปแบบ แต่คัมภีร์ไบเบิลกลับยกให้เป็นบุตรชายคนที่ 3 ของอาดัมกับเอวาและได้รับพระพรจากพระยาห์เวห์อย่างเต็มที่) เซธเป็นพระอนุชานำสมุนมาด้วย 72 นายโดยอ้างว่านำของขวัญมาร่วมงานแสดงความยินดี ครั้นได้ฤกษ์ก็ประกาศหาผู้อาสาทดลองเข้าไปนอนในหีบสลักสวยงามที่แบกมาเป็นของขวัญในงาน ใครเข้าไปนอนได้พอดีที่สุดจะยกให้เป็นของขวัญ พอดีเทพกษัตริย์อซายเริสดำเนินผ่านมาชมการแสดงด้วย เซธจึงเชิญให้พระองค์ลองเข้าไปนอนวัดดวงเป็นเชิงร่วมสนุก เผื่อพอดีตัวจะได้มอบเป็นของขวัญพิเศษประจำงานเสียเลย พออซายเริสเสด็จเข้าไปลองนอนดูเพื่อความสนุกของงาน บรรดาสมุน 72 คนที่รู้งานเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ก็รีบปิดฝาหีบและช่วยกันรีบแบกหีบออกไปจากวังมุ่งไปยังฝั่งแม่น้ำไนล์ เพื่อโยนลงแม่น้ำให้ไหลออกสู่ทะเลแดง จะได้หายสาปสูญไปเลย เมืองหลวงแทนเนิส (Tanis) ตั้งอยู่บนเดลต้าของแม่น้ำไนล์ไม่ไกลจากปากอ่าวเท่าไรนัก  จึงไหลไปไม่นานก็ออกปากอ่าวเข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนโดยไม่มีใครได้พบเห็น ลอยเท้งเต้งออกกลางทะเลลึกได้ลมพัดเข้าเกยตื้นที่ชายหาดของเมืองบีโบลส (Byblos ปัจจจุบันคือเมือง Jubayl ของเลบานอน อยู่เหนือเมืองหลวงไบรุตขึ้นไปประมาณ 32 กิโลเมตร ปาปิรุสของเมืองนี้ใช้ทำกระดาษและหนังสื่อได้ดีมาก นับเป็นสินค้าออกที่สำคุญที่สุด ทำให้ชื่อเมืองนี้แปลว่าหนังสือในภาษากรีก กลายมาเป็นคำ bible และ Bible) พระมเหสีอายเสิสตามหาจนเอาพระศพของอซายเริสคืนมาได้ เอาไปซ่อนไว้ในป่าละเมาะ เซธก็พบและสับเป็นชิ้นๆโยนลงแม่น้ำไนล์ให้ปลากิน พระนางอายเสิสก็เพียรเก็บรวบรวมมาได้ทั้งหมดและทำพิธีปลุกเสกจนฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ อซายเริสจึงเป็นบุคคลแรกที่มีร่างกายฟื้นคืนชีพเป็นอมตะร่วมกับวิญญาณ  ได้มอบราชสมบัติให้ฮอร์เริสโอรสเป็นกษัตริย์ปกครองอียิปต์ ให้พระมเหสีอยู่สอนมนุษยืให้มีสิทธิ์เป็นอมตะทั้งวิญญาณและกาย พระองค์ทรงนิพนธ์คู่มือผู้ตายเพื่อแนะนำเคล็ดต่างๆเพื่อให้ผู้มีสิทธิ์ในโลกหน้าจะได้ไม่พลาดโอกาส แล้วพระองค์ก็เสด็จไปบริหารสวรรค์ใต้บาดาลให้เป็นไปตามกำหนด

2.ชุดสุริยเทพ มีสุริยเทพเป็นผู้รับผิดชอบที่จะให้ผู้บริหารการเมืองและการศาสนาได้รู้ถึงปรัชญา กฎหมายและการเมือง เพื่อยังความสุขแก่ชาวอียิปต์ทุกคน นครรัฐต่างๆถวายพระนามและเล่าประวัติต่างๆกันตามที่คณะปุโรหิตของแต่ละนครรัฐสอน

 

ปรัชญาศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ

            อาจจะแบ่งออกได้เป็น 6 กระแส คือ

            1.กระแสชาวบ้าน ผู้ถือกระบวนทรรศน์ที่ 1 จะนับถือเทพหลายองค์ตามกรณีต่างๆตามที่เชื่อว่าเป็นผู้มีอำนาจฟันธง เรียกว่าถือลัทธิพหุเทวนิยมอย่างเต็มตัว ส่วนผู้เริ่มจะถือกระบวนทรรศน์ที่ 2 จะมีแนวโน้มเชื่อตามลัทธิพหุเทวนิยมแบบอติเทวนิยมว่ามีเทพพื้นดินเป็นใหญ่ มีเทวีนุท (Nut) แห่งท้องฟ้าเป็นชายา ให้กำเนิดแก่โอรสธิดkมากมายแสดงบทบาทเป็นพลังต่างๆทั้งดีและร้ายในเอกภพ เพราะเกิดมาตามยถากรรมและใช้พลังตามที่มีอย่างมีเป้าหมายเฉพาะตัว จึงมีกฎเกณฑ์ที่อาจจะสังเกตได้

2.ระบบสุริยเทพอาตุม-เร สอนว่าเดิมมีแต่ห้วงมหรรณพเต็มด้วยน้ำนุน (Nun) จากน้ำมหรรณพเกิดสุริยเทพอาตุม-เร ซึ่งพยายามว่ายน้ำขึ้นฝั่งและปีนเขาเฮลเลออาพเผอลิส (Heliopolis) ทรงสร้างเทพชู (Shu เทพแห่งอากาศ) และเทวีเทฟนุท (Tefnut เทวีแห่งหมอก) ทั้งคู่ให้กำเนิดแก่เกบ และนุท ซึ่งให้กำเนิดแก่อซายเริส อายเสิส เซธ

  1. ระบบสุริยเทพแอมมัน พญานาคแห่งธีบส์นามว่าเคมอาเตฟ (Kem-atef) ได้รับการยกย่องเป็นสิริยเทพอามอนแห่งคาร์นัค ให้กำเนิดแก่พญานาคอีร์เถอ (Irta) ได้รับการยกย่องเป็นสุริยเทพอามอนแห่งลักเสอร์(Luxor) ให้กำเนิดแก่พญานาคออกโดอัด (Ogdoad) ซึ่งให้กำเนิดแก่ฮอร์เริสซึ่งได้เป็นกษัตริย์แห่งเฮลเลออัพเผอเลิส สำนักแอมมันแห่งธีบส์สามารถคุมอำนาจเหนือราชวงศ์ที่ 18 จนเกิดการปฏิรูปโดยฟาโรว์แอมเมินโฮว์เถพ (Amenhotep) ด้วยลัทธิเอกเทวนิยมสุดขั้วของเทพแอทถั้น (Aton)
  2. ระบบสุริยเทพพทาห์ เกิดในสำนักเมมเฝิส (Memphis) ตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 1 สุริยเทพทาห์ทรงสร้างสรรพสิ่งจากพระทัย (ที่ตั้งของปัญญา) และด้วยพระชิวหา (ที่ตั้งของคำพูด) ทรงสร้างเทพเทวีทั้งหลายก่อนแล้วจึงสร้าง ka (วิญญาณมนุษย์)และร่างกายให้วิญญาณมนุษย์ได้อาศัยเป็น hemsut (พลังชีวิต) ต่อจากนั้นจึงสร้างเมืองและหมู่บ้านล้อมรอบเมือง
  3. ระบบสุริยเทพเร กาเริ่มนับบถือสุริยเทพเรเชื่อได้ว่า เป็นการนับถือของชาวเผ่าเร่ร่อนก่อนตั้งหลักแหล่งในย่านเกษตรกรตามลุ่มแม่น้ำในล์ คือ ตั้งแต่ยังยืดอาชีพเป็นนักล่าสัตว์เร่ร่อนโดยแยกกันเป็นหลายกลุ่มและหลายภาษาคือ ต่างก็นับถือพระอาทิตย์โดยมึชื่อเรียกต่างๆกัน ความคิดความเข้าใจคงไม่ต่างกันมากนัก แต่การแสดงออกด้วยพิธีกรรม บทสวดมนต์ และการปฏิบัติกิจศรัทธาคงจะต่างกันค่อนข้างมาก ครั้นเกิดการรวมกลุ่มกันและได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเข้าใจและการปฏิบัติเพื่อแสดงศรัทธากันมากพอสมควร ก็ค่อยๆซึมซับของกันและกันโดยไม่รู้ตัว จนถึงจุดหนึ่งที่จะมีใครฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “แท้จริงแล้วเรานับถือเทพองค์เดียวกันภายใต้หลายพระนาม” และต่างฝ่ายต่างก็เสียดายไม่ยอมทิ้งพระนามที่ตนเคยใช้อยู่จนชินและกลายเป็นศรัทธาไปแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดก็คือเก็บไว้ทั้ง 2 นาม จึงเกิดพระนามอย่างเช่น Amon-Re, Re-Atum ใช้เรียกสุริยเทพปางซ่อนองค์เวลากลางคืน, Khep-Re สุริยเทพอัสดงคต, Re-Horus สุริยเทพผู้ครองราชย์, Re-Akhte สุริยเทพรุ่งอรุณ, Khnum-Re, Min-Re สุริยเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์, Sobek-Re ฟาโรห์ได้สมญาว่า Sa-Re โอรสเทพ และมีอย่างน้อย 3 องค์ที่มีประวัติว่าเกิดจากปุโรหิตากับสุริยเทพ

6.ระบบแอทถั้นเอกเทวนิยม ฟาโรว์แอมเมินโฮว์เถพที่ 4 (Amen-hotep IV ครองอำนาจ1379-62) นักปฏิรูปศาสนายิ่งใหญ่ ทรงเห็นว่าคณะปุโรหิตสุริยเทพแอมมันแห่งธีบส์ล่วงเกินราชอำนาจมากเกินไปที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของสุริยเทพและฟาโรว์เป็นเพียงเสนาบดีของสุริยเทพและผู้รับใช้คณะปุโรหิต  จึงตัดสินพระทัยปฏิรูปศาสนาเป็นการใหญ่ โดยประกาศยกเลิกการนับถือสุริยเทพทุกรูปแบบและประกาศก่อตั้งศาสนาพระแอทถั้นโดยตนเองเป็นผู้แทนในตำแหน่งแอคเขินแนทถั้น(Akhenaton) ถอดคณะปุโรหิตสุริยเทพออกทั้งชุดและแต่งตั้งคณะปุโรหิตของพระแอทถั้นโดยตนเองเป็นมหาปุโรหิต จัดให้นิพนธ์คัมภีร์ขึ้นใหม่ ทรงย้ายเมือยหลวงจากธีบส์ไปสร้างเมืองหลวงใหม่ไกลไปทางทิศเหนือประมาณ 500 กิโลเมตร ให้ชื่อว่าแอคเขอแททถั้น (Akhetaton) นครของพระแอทถั้น ทรงกำหนดพิธีกรรมและการปฏิบัติศาสนกิจขึ้นใหม่ ทรงจัดสร้างวิหารพระแอทถั้นขึ้นให้พอเพียง นับเป็นการปรับเปลี่ยนการนับถือศาสนาจากพหุเทวนิยมแบบอติเทวะมาเป็นเอกเทวนิยมอย่างเต็มตัว เน้นคำสอนว่ามีองค์สุริยเทพแอทถั้นเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว ไม่มีเทพองค์อื่นใดอีก น่าเสียดายที่ว่าทรงมีเวลาปฏิรูปน้อยเกินไปอย่างมาก ทรงควบคุมได้เฉพาะในวังและในวิหารใหญ่ นอกเมืองและที่ไกลพระเนตรพระกรรณ ประชาชนยังยกย่องปุโรหิตที่ถูกถอดอย่างเดิมและปุโรหิตก็ทำหน้าที่อย่างเดิม ฟาโรว์องค์ต่อไปทูทเถินแคมมัน (Tutankhamon) ทรงประกาศให้การนับถือสุริยเทพดำเนินใหม่ได้เหมือนเดิมทุกประการ ทำให้การปฏิรูปศาสนาของแอมเมินโฮว์เถิพล้มเหลวในอียิปต์ทั้งหมด ผลก็คือ  มหาอาณาจักรอ่อนแอ ประเทศราชทั้งหลายพากันแข็งข้อ ภายในประเทศแตกแยก ถูกรุกรานจากภายนอกทั้งด้วยกำลังทหารและด้วยการแทรกซึมเข้าตั้งหลักแหล่งทำกิน มีความจำเป็นต้องใช้ชาวฮีบรูในงานต่างๆทั้งในภาครัฐและเอกชนในฐานะที่ยังเป็นเผ่าเร่ร่อนไม่มีพิษไม่มีภัยจนเกิดตำนานเรื่องโมเสสชาววังออกไปเป็นผู้นำสร้างชาติและศาสนาใหม่ให้ชาวฮีบรูเป็นชนชาติอิสราเอลนับถือศาสนายูดาห์

 

เปาโลจะว่าอย่างไร

            ชนชาวอียิปต์โบราณทั้งชาติตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 1 จนถึงราชวงศ์ที่ 30 และต่อๆมา มีจำนวนตั้งเท่าไร ทุกคนมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพไหม และมีสิทธิ์อยู่ในกลุ่มผู้ต้อนรับพระเยซูเสด็จมาครั้งที่ 2 บนก้อนเมฆหรือไม่ ตามเจตนาของเปาโลต้องตอบว่ามีสิทธิ์ทุกคนที่ไม่หันหลังให้เงื่อนไขของพระเยซู คือได้ทำตามมโนธรรมของตนเอง (โนยา) และรู้จักกลับใจ (เมตาโนยา) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพระดำรัสของพระเยซูเองที่ยอห์นได้บันทึกไว้ว่า “เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร” ซึ่งหมายความว่าทำตามที่รู้ในขณะทำ เรียกว่าทำตามมโนธรรม หากผิดพลาดประการใดบ้าง แม้จะหนักๆถึงขั้นทำร้ายพระเยซูเองก็ยังได้รับการอภัย ภายใต้เงื่อนไขว่าเต็มใจรับการอภัย เปาโลน่าจะรู้เงื่อนไขนี้อยู่ในใจ จึงได้กล้ารับรองได้อย่างเต็มปากเต็มใจและเต็มที่

พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ

god

ซอกแซกหามาเล่า (275)

พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ

ความนำ

ด้วยความสนใจเชิงวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชิงปรัชญาที่ผมบังเอิญโชคดีได้ไปเรียนรู้มาระดับโลกและยังดูแลการสอนปรัชญาระดับสูงสุดของชาติมิให้ตกยุค ก็ได้ติดตามกระแสความคิดปรัชญาระดับโลกอยู่ตลอดเวลา และได้รับรู้กระแสหนึ่งที่ยกย่องว่าความคิดปรัชญาของเปาโลในด้านปรัชญาศาสนา ยังทันสมัยและยังน่าศึกษาอยู่ไม่ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์หรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่นับถือศาสนาก็ตัดศรัทธาออกไปคงเหลือแต่การพิจารณาเนื้อหาปรัชญา หากมีศรัทธาก็เติมเต็มศรัทธาเข้าไปตามความพอใจว่าอยากจะคิดแบบคริสตจักรคาทอลิก หรือคริสตจักรโปรเตสแตนต์ หรือคริสตจักรออร์โทดอกซ์ ก็เท่านั้นเอง เราก็จะมีเรื่องคุยเรื่องปรัชญาที่ทันสมัยระดับโลกกันอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ต้องกังวลถึงความขัดแย้งที่ทำให้เสียมู้ด

เราได้เห็นมาแล้วถึงความกังวลของลูกศิษย์ของเปาโลที่เธสะโลนิกาเรื่องโลกหน้า (ซึ่งมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาทุกยุคทุกสมัยมีความห่วงใยถึงกังวลเพราะเป็นประเด็นของปรัชญาศาสนาสากลที่ยังไม่ตกยุค) และเปาโลก็ได้ตอบไปตามปรัชญาของท่านซึ่งปรัชญาสากลถือว่ายังเป็นคำตอบที่ทันสมัยอยู่ในระดับหนึ่งในปัจจุบัน ส่วนว่าใครจะพอใจแล้วหรือยังเป็นเรื่องต้องพิจารณาลงไปถึงระดับกระบวนทรรศน์ต่อไป

ชาวเธสะโลนิกาที่ถามปัญหาเรื่องโลกหน้าแก่เปาโลนั้นมีทั้งชาวยิวซึ่งมีบรรพบุรุษร่วมกับเปาโลไล่ไปได้ถึงอับราฮัม พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเปาโลจึงได้แก่พระเจ้าที่มีนามว่ายาห์เวห์ และบรรพบุรุษของอับราฮัมคือชาวเมโสโพเทเมีย ดังนั้นพระเจ้าของชาวเมโสโพเทเมียก็คือพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษของเปาโลนั่นเอง ชาวเธสะโลนิกาที่กังวลใจถามเรื่องนี้จากเปาโล นอกจากจะอยากรู้ว่าบรรพบุรุษชาวยิวของพวกเขาจะมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพหรือไม่แล้ว ก็คงอยากรู้ด้วยว่าบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษของพวกเขาที่นับถือศาสนาเมโสโพเทเมียจนตายไปแล้วนั้น จะมีโอกาสได้ฟื้นคืนชีพด้วยหรือไม่ คำถามนี้แม้สำหรับคนช่างคิดในปัจจุบันก็ยังเป็นปัญหาโลกแตกอยู่ดี เปาโลได้เขียนแถลงการณ์ตามเจตนาของพระเยซูว่าทุกคนมีสิทธิ์อย่างน้อยอาศัยพระเมตตาของพระองค์ซึ่งต้องมีความชอบธรรมสนับสนุนด้วย แหละนี่คือปรัชญาที่นักปรัชญาปัจจุบันมองว่าเปาโลมีปรัชญาที่ทันสมัยแม้ระดับกระบวนทรรศน์ปัจจุบันด้วย

ยังอีกพวกหนึ่งก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน คือผู้ที่เชื่อในพระเยซูตามคติของเปาโล แต่พวกเขาเป็นชาวเมโสโพเทเมีย บรรพบุรุษของพวกเขานับถือพระเจ้าของชาวเมโสโพเทเมียที่ไม่มีชื่อว่ายาห์เวห์ แต่มีชื่อว่าอานุ (Anu) และของชาวอียิปต์โบราณที่มีชื่อว่าเรหรือรา (Re or Ra) ซึ่งตามคติของโมเสสที่เปาโลเคยเชื่อมาก่อนหน้านั้นก็คือศัตรูกับพระยาห์เวห์ บรรพบุรุษของพวกเขาจะมีสิทธิ์ได้ฟื้นคืนชีพด้วยไม้เนี่ย เป็นประเด็นคอขาดบาดตายเชียวนะ แถลงการณ์ของเปาโลมีนัยยะว่า ไม่มีปัญหา พวกนี้เป็นกลุ่มเดียวกันกับบรรพบุรุษซึ่งพระเยซูได้เตรียมแผนการแห่งความรอดไว้เรียบร้อยแล้ว

ปัญหาที่จะต้องตีบทให้แตกอันทำให้ความคิดของเปาโลเข้าข่ายปรัชญาที่ทันทันสมัยของนักคิดปัจจุบันคืออะไร ทันสมัยตรงไหน คิดว่าเป็นเรื่องน่าสนใจควรซอกแซกหามาเล่า

 

เทวนิยมก่อนเมโสโพเทเมีย

            หากพิจารณาจากคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเปาโลรู้เรื่องเป็นอย่างดี ก็ต้องนับว่าบรรพบุรุษสายอับราฮัมทุกคนนับถือพระยาห์เวห์และอยู่ในเกณฑ์ซื่อสัตย์ต่อพระยาห์เวห์ตามเกณฑ์ของโมเสส มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพในฐานะบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษแน่นอน 100 % อย่างไม่มีข้อกังขา ลูกหลานสบายใจได้ หลักฐานยืนยันจากไบเบิลปฐมกาล บทที่ 11 ข้อ 10-26 ว่า “เชมเป็นบุตรของโนอาห์ เมื่อมีอายุหนึ่งร้อยปีเขามีบุตรชื่ออารปัคซาด ซึ่งเมื่ออายุ 35 ปีมีบุตรชื่อเชลาห์ ซึ่งเมื่อมีอายุ 30 ปีมีบุตรชื่อเอเบอร์ ซึ่งเมื่ออายุได้ 34 ปีก็มีบุตรชื่อเปเลก ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 30 ปีก็มีบุตรชื่อเรอุล ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 32 ปีก็มีบุตรชื่อเสรุก ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 30 ปีก็มีบุตรชื่อนาโฮร์ ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 29 ปีก็มีบุตรชื่อเทราห์ และเมื่อเทราร์อายุได้ 70 ปีก็มีบุตรนามว่าอับาราฮัม  นาโฮร์และฮารานตามลำดับ

ก็ยังอดมีกังวลไม่ได้ว่า แล้วบรรพบุรุษทั้งหลายที่เป็นบรรพบุรุษของโนอาห์เล่า นับถือพระยาห์เวห์ตามเกณฑ์ของโมเสสด้วยหรือเปล่า คัมภีร์ไบเบิลบทที่5 ก็ยังรับรองว่าตามเกณฑ์ไล่จากโนอาห์ขึ้นไปจนถึงอาดัมเอวาซึ่งเป็นมนุษย์คู่แรก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็รับรองได้ตามเกณฑ์ของโมเสสว่าไม่เป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์แน่นอน

แต่เปาโลไม่คิดเช่นนั้น เพราะตั้งแต่อาายุ 26 ปีเป็นต้นมา ไม่รับเกณฑ์ของโมเสสยกเว้นพระเยซูจะรับรู้ด้วย

ยิ่งกว่านั้น เปาโลยังมีความรู้เรื่องเมโสโพเทเมียอีกมากมายที่ไม่มีระบุในไบเบิลหรือขัดข้อเท็จจริงกับไบเบิลที่เป็นฐานคำสอนของโมเสส เปาโลจำเป็นต้องปรับฐานคำสอนของไบเบิลเพื่อรับการตีความใหม่ของพระเยซู และก็แน่นอนว่าเมื่อมีชนชาวอื่นที่บรรพบุรุษไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นบรรพบุรุษของอับราฮัม ก็ยิ่งจะมีความกังวลยิ่งกว่าบรรพบุรุษของชาวเมโสโพเทเมีย ก็ยิ่งต้องการคำยืนยันจากเปาโลให้กระชับยิ่งขึ้นว่าหวังเหมือนบรรพบุรุษของชาวเมโสโพเทเมียด้วยไหม เช่น ชาวกรีกและโรมันซึ่งเป็นเชื้อสายอารยันและชาวกาลาเทียซึ่งเป็นเชื้อสายอนารยชน เปาโลก็เลยรับรองในนามของพระเยซูอย่างเหวี่ยงแหคลุมหมดเลย ซึ่งในแง่ของปรัชญายังมีผลครอบคลุมได้หมดครอบจักรตามความต้องการของสังคมปัจจุบันอยู่ เช่น “สรรพสิ่งมีความหวังว่า จะได้รับการปลดปล่อยจากความเป็นทาสของความเสื่อมสลายเพื่อไปรับอิสรภาพอันรุ่งเรืองของบรรดาบุตรของพระเจ้า” (จดหมายถึงชาวโรม บทที่ 8:22) และ “การเข้าสุหนัตหรือการไม่เข้าสุหนัตจึงไม่มีความสำคัญแต่ประการใด สิ่งสำคัญก็คือการเป็นสิ่งสร้างใหม่” (จดหมายถึงชาวกาลาเทีย บทที่ :15) ปัญหาก็คือ แล้ว “สิ่งสร้างใหม่” หมายความว่าอย่างไร ไม่ทราบได้ว่าเปาโลได้บันทึกคำตอบไว้ที่ไหนหรือไม่ แต่มัทธิวได้บันทึกไว้ตรงประเด็นและชัดเจนในเวลาต่อมาว่า “เมื่อพระบุตรจะเสด็จมาในความรุ่งโรจน์ พระองค์จะประทับเหนือพระบัลลังก์อันรุ่งโรจน์ บรรดาประชาชาติจะมาชุมนุมกันเฉพาะพระพักตร์ พระองค์จะทรงแยกเขาออกเป็น 2 พวก แล้วตรัสแก่คนเบื้องขวาว่า เชิญมาเถิด เชิญมารับอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นมรดก ที่เตรียมไว้ตั้งแต่สร้างโลก เพราะว่าเมื่อเราหิวท่านให้เรากิน เมื่อเรากระหายท่านให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้าท่านก็ต้อนรับเรา เราไม่มีเสื้อผ้าท่านก็ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราเจ็บป่วยท่านก็มาเยี่ยม เราอยู่ในคุกท่านก็มาหา   บรรดาผู้ชอบธรรมจะทูลถามว่า พระเจ้าข้าเมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงหิวแล้วถวายพระกระยาหาร หรือทรงกระหายแล้วถวายให้ทรงดื่ม เมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์เป็นแขกแปลกหน้าแล้วต้อนรับ หรือทรงไม่มีเสื้อผ้าแล้วถวายเครื่องนุ่งห่มให้  เมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ประชวรหรือทรงอยู่ในคุกแล้วไปเยี่ยม พระมหากษัตริย์จะตรัสตอบว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนี่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา” (มัทธิว 25:31-40) ก็หมายความว่าการปะยี่ห้อพระยาห์เวห์หรือพระเยซูและการเข้าพิธีไม่ใช่แก่นแท้ของการนับถือสิ่งสูงสุด แต่ความตั้งใจน้อมจิตใจทำตามมโนธรรมอย่างจริงใจเป็นแก่นแท้ การเป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์ไม่สำคัญเท่าการละเมิดเกณฑ์ของสิ่งที่เชื่อว่าสูงสุด ก็ยังอดมีผู้แคลงใจไม่ได้อยู่ดี สันตะปาปาในปัจจุบันก็ยังต้องย้ำเจตนาซ้ำๆให้แน่ใจยิ่งๆขึ้นถึงหลักการดั้งเดิมของเปาโล เช่น สันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 เมื่อค.ศ.1968 แถลงเป็นข้อสรุปสังคายนาว่า “พระศาสนจักรคาทอลิกไม่ปัดทิ้งสิ่งใดที่จริงและศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาต่างๆ พระศาสนจักรพิจารณาด้วยความเคารพอย่างจริงใจซึ่งวิธีปฏิบัติและดำรงชีวิต ตลอดจนกฎและพระธรรมคำสอนเหล่านี้ ถึงแม้จะผิดกับที่ตนเองเชื่อและสอนหลายประการ แต่บ่อยครั้งก็นำแสงจากองค์ความจริงมาให้ ซึ่งฉายส่องความสว่างแก่มนุษย์ทุกคน” (Nostra Aetate) ซึ่งชัดเจนว่าครอบคลุมถึงทุกศาสนาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ โบราณ ฯลฯ เรื่อยมา ดังข้อความของสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ที่ขยายความเข้าใจของเปาโลไปถึงการนับถือศาสนาดึกดำบรรรพ์ว่า “ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่สุดจนถึงทุกวันนี้ เราเห็นว่าในชนชาติต่างๆมีความรู้สึกอย่างหนึ่งถึงพละกำลังอันเร้นลับ ซึ่งอยู่ในกระแสสิ่งของและเหตุการณ์ของชีวิตมนุษย์ บางครั้งก็มีกระทั่งการยอมรับนับถือพระเจ้าสูงสุดหรือพระบิดา ความรู้สึกและการรับรู้เช่นนี้ทำให้ชีวิตซาบซ่านไปด้วยความสำนึกในเรื่องศาสนาอย่างลึกซึ้ง” และขยายผลสู่ศาสนาที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยโบราณว่า “ส่วนบรรดาศาสนาที่เกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมที่เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ก็พยายามจะตอบปัญหาเหล่านั้นด้วยความรู้ที่ละเอียดกว่าและภาษาที่กล่อมเกลาดีกว่า” นอกจากนั้นยังรับรองผลแห่งการนับถือศาสนาตามมโนธรรรมทุกรูปแบบว่าได้ผลตามที่เปาโลได้แถลงไว้ เพราะมโนธรรมก็คือปัญญาที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมาเป็นแสงสว่างนำทางแก่มนุษย์แต่ละคน มนุษย์คนใดก็ตามที่มีปัญญาและตัดสินใจทำอะไรก็ตาม ตามเสียงมโนธรรมอย่างบริสุทธิ์ใจ พระเจ้าย่อมรับรองความดีของเขา ดังที่พระเยซูได้ประทานเกณฑ์ไว้ในมัทธิว 25:31-40 ดังข้อความของสังคายนาว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งก็คือการขยายผลคำสอนของเปาโลและของพระเยซูนั่นเองว่า “มนุษย์ทุกคนเนื่องจากมีศักดิ์ศรีเพราะเป็นตัวบุคคล ซึ่งหมายความว่ารู้จักคิดหาเหตุผลและมีเจตจำนงเป็นอิสระ และดังนั้นความรับผิดชอบเป็นส่วนตัวด้วย จึงถูกธรรมชาติของตนเองเร่งเร้าและผูกพันทางศีลธรรมบังคับให้แสวงหาความจริงซึ่งก่อนอื่นได้แก่ความจริงเกี่ยวกับศาสนา แต่พอรู้ความจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนจำต้องยึดถือความจริงนั้น และกำกับชีวิตของตนตามแต่ความจริงนั้นจะเรียกร้องให้ทำ”

 

ข้อสังเกตเกี่ยวกับศาสนายุคหิน

            หากศิษย์ของเปาโลมีความห่วงใยว่าตนเองก็มีบรรพบุรุษไล่ไปได้จนถึงมนุษย์ยุคหินและไล่ต่อไปจนถึงมนุษย์คู่แรก ไม่ว่าจะมีชื่อว่าอาดัมกับเอวาหรือมีชื่ออื่นใดก็ตาม ก็ต้องไล่ไปถึงจนได้ หากเปาโลและพระเยซูยืนยันว่าบรรพบุรุษทุกระดับชั้น จะได้ฟื้นคืนชีพด้วยอย่างแน่นอนการันตี ก็ย่อมการันตีได้ถึงผู้นับถือครรภะแบบยุคหินด้วย เพราะเราทุกคนย่อมมีบรรพบุรุษยุคหินกันทุกคน หากมีใครถามเปาโลอย่างนี้จริง ซึ่งก็อาจจะมีจริงแต่ไม่มีบันทึกไว้ เพราะไม่ได้ตั้งใจบันทึกไว้ให้หมด เปาโลก็คงตอบว่าใช่ และคงชี้ให้ดูไม้กางเขนซึ่งเป็นคำตอบรวบยอดว่า พระบุตรได้ทรงลงทุนถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมทรงต้องการให้ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างครอบคลุม all creation สิ่งสร้างทั้งมวล

ที่น่าสังเกตสำหรับปรัชญาศาสนาในปัจจุบันก็คือ1. มนุษย์ดึกดำบรรพ์จริงๆรู้สึกโดดเดี่ยว (lonely) มากๆ อยู่กับธรรมชาติที่เปรียบเหมือนแม่(ไม่มีพ่อ)ที่ดูเหมือนว่าใจดีคือเอื้ออาทรให้ชีวิต ให้มีพ่อแม่บังเกิดเกล้าที่ดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมและห่วงใยในนามขององค์ครรภะจนช่วยตัวเองได้ แยกตัวไปอยู่อย่างอิสระและมีลูกซึ่งองค์ครรภะฝากมาให้เลี้ยงดูจนกว่าจะช่วยตัวเองได้ แต่บางเวลาองค์ครรภะก็ดูจะใจร้ายกราดเกรี้ยว เอาชีวิตผู้คน บาดเจ็บล้มตาย ซึ่งพวกเขาก็พยายามมองในแง่ดีว่า องค์ครรภะเก็บไปให้ตั้งหลักใหม่ ให้แก้ไขในสิ่งผิด ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ เตรียมให้มาเกิดใหมเข้มแข็งกว่าเดิม เพื่อจะมีความสุขมากขึ้น รวมความว่าศาสนาของมนุษย์ดึกดำบรรพ์เกิดจากความสำนึกที่มองโลกและชีวิตในแง่ดี มีองค์ครรภะซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในเอกภพคอยดูแลด้วยความหวังดีต่อมวลมนุษย์แต่ละคนๆซึ่งมีฐานะเป็นลูกในอุทร เป็นชีวิตพิเศษที่ออกจากครรภะไปอยู่ในร่างกายเพื่อเสวยสุขเป็นอิสระ ครั้นปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมไม่ได้ก็กลับเข้าครรภะเพื่อเตรียมพร้อมครั้งใหม่ ไม่ปรากฏว่ามนุษย์ดึกดำบรรพ์มีความสำนึกเรื่องสวรรค์หรือนรก ทำดีก็คือทำแล้วองค์ครรภะพอพระทัย ทำชั่วก็คือทำผิดกับที่องค์ครรภะพอพระทัยซึ่งจะต้องสำนึกผิดขอโทษตามที่มโนธรรมเห็นว่าควร  อย่างไรก็ตามเนื่องจากมนุษย์ดึกดำบรรพ์ยังไม่รู้จักเขียนหนังสือ จึงต้องสันนิษฐานจากหลักฐานอื่นเท่านั้น

 

การนับถือศาสนาแบบเมโสโพเทเมีย

            ไม่มีชาวเมโสโพเทเมีย มีแต่แผ่นดินเมโสโพเทเมียให้ชนหลายชาติพันธุ์ผลัดกันมาใช้ดินแดนนี้เป็นเวทีสร้างอารยธรรมเมโสโพเทเมียและสร้างศาสนาเมโสโพเทเมียไว้ให้เราศึกษา เป็นต้นแบบของศาสนากลุ่มแคนเนินไนท์ (Canaanite Religions)

ตั้งแต่ประมาณ ก.ค.ศ.5000 ปรากฏหลักฐานมนุษย์หินใหม่มาตั้งหลักแหล่งตามเชิงเขาต้นแม่น้ำทั้งสองตั้งแต่ก.ค.ศ.4000 ที่พัฒนากันเองจนสามารถใช้สัมฤทธิ์และถูกชนหลายเผ่าเข้ามากลืน ไม่มีหลักฐานอื่นจึงสันนิษฐานว่านับถือองค์ครรภะเหมือนมนุษย์ยุคหินทั่วไป และตามเกณฑ์ของเปาโลพวกเขาอยู่ในกลุ่มบรรพบุรุษที่มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพหากได้เดินตามมโนธรรมทำดีตามยุคสมัยของตนแต่ละคน ภายหลังก็ถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนของกลุ่มชาติพันธุ์ที่รุกรานเข้ามาจากที่อื่นและร่วมสร้างความสำนึกศาสนาโบราณของบรรพบุรุษชาวเมโสโพเทเมีย ซึ่งจะอยู่ในข่ายบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษที่มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพตามเกณฑ์ที่เปาโลให้ไว้แก่ชาวเธสะโลนิกา เช่น ในราวก.ค.ศ.3500 มีหลักฐานว่านครรัฐเอริดู (Eridu) ของชาวสุเมเรียน ตั้งอยู่ที่ก้นอ่าวอันเป็นปากน้ำของแม่น้ำยุเฟรติสและไตกริสในสมัยนั้น

ไม่มีหลักฐานว่าเดิมพวกเขาเป็นมนุษย์ยุคหินจากที่ไหนมาก่อน ที่สันนิษฐานกันก็คือพวกเขาน่าจะเป็นมนุษย์ยุคหินร่วมกับเผ่าฮั่นณที่อื่นมาก่อน เพราะปรากฏว่าพวกเขารู้จักเขียนหนังสือภาพแบบจีนโบราณ แต่ที่เมโสโพเทเมียไม่มีพู่กันใช้ จึงดัดแปลงใช้ไม้อ้อเขียนบนแผ่นดินเผาออกมาเป็นอักษรรูปลิ่ม พวกเขามาตั้งหลายนครรัฐเป็นอิสระต่อกันและช่วยดูแลกันแบบพันธมิตร นับถือศาสนาลัทธิเทวนิยมแบบอติเทวคือมีมหาเทพองค์เดียวเป็นผู้มีอำนาจาสูงสุดและมีพลังสร้างโอรสธิดาแบ่งหน้าที่กันดูแลพลังต่างๆของเอกภพ  เทพเทวีองค์ใดต้องการมีบริวาร ก็จะสร้างมนุษย์ขึ้นมาใช้สอย สร้างเมืองให้อยู่ และดูแลปกครองเอง ตลอดจนปูนบำเหน็จและลงโทษเองตามน้ำพระทัย ซึ่งตามคติของชาวสุเมเรียนนั้น เทพสูงสุดคือท้องฟ้าและชายาคือแผ่นดินนั่นเอง ซึ่งรู้ตัวเองว่ามีที่จำกัด สร้างเสริมได้ก็ในวงจำกัด คือสร้างพระโอรสธิดาให้มีร่างกายและวิญญาณอมตะเหมือนตน ต้องรับประทานอาหารทิพย์และดื่มน้ำทิพย์และอาศัยสวรรค์ดิลมุมอยู่ได้อย่างมีความสุข มีพื้นดินไม่กว้างใหญ่นักสำหรับให้มนุษย์อาศัยอยู่ได้ มนุษย์ต้องกินต้องดื่มเพื่อมีชีวิตรับใช้เทพ โดยให้รู้จักเตรียมเครื่องเซ่นถวายเทพโดยเฉพาะและมีอาหารที่เหมาะสำหรับมนุษย์โดยเฉพาะ ห้ามสร้างมนุษย์ให้เป็นอมตะเพราะจะควบคุมยาก รางวัลอย่างมากก็คือเมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วให้เสวยสุขต่อไปชั่วระยะหนึ่งแล้วก็ให้จางหายไปก็เป็นบำเหน็จเพียงพอแล้ว ส่วนจะลงโทษกันอย่างไรก็เป็นเรื่องของบริวารใครก็บริวารมัน ว่ากันไปเอง จะได้คุมกันได้ตามใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องแปลกใจว่ามาตรการใหม่ที่เปาโลเสนอย้อนหลังไปถึงทุกยุคทุกสมัยย่อมให้ความอุ่นใจแก่ลูกหลานและคนรุ่นหลัง แต่สำหรับคนรุ่นนั้นๆเองย่อมอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบมาก ก็คงได้มีผู้ยกปัญหานี้ขึ้นมาปรารภจนเปาโลต้องตอบเป็นลายลักษณ์อักษรในจดหมายถึงชาวเอเฟซัสว่า ไม่ต้องกลัวการได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะพระเยซูได้ทรงวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วทุกอย่างตั้งแต่ก่อนการสร้างโลก เรียกว่ารหัสธรรมแห่งเศรษฐกิจการช่วยให้รอด (the Mystery of Salvation) “พระองค์จะทรงกระทำตามแผนการนี้เมื่อถึงเวลากำหนด โดยทรงนำทุกสิ่ง ทั้งที่อยู่บนสวรรค์และบนแผ่นดิน ให้มารวมกันอยู่ใต้ปกครองของพระคริสตเจ้าพระประมุขแต่เพียงพระองค์เดียว” (เอเฟซัส 1:10) ซึ่งมีนัยยะชัดเจนว่าจะไม่มีความเหลื่อมล้ำได้เปรียบเสียเปรียบกันแต่ประการใดให้ตำหนิได้เลย ชนิดที่เปาโลล้างมือหมดห่วงในประเด็นนี้ได้เลย

ชาวสุเมเรียนเริ่มสร้างอารยธรรมเมโสโพเทเมียด้วยการปกครองกันแบบพ่อเมือง(en)

อย่างไรก็ตามนักปรัชญาศาสนาพยายามทำความเข้าใจว่าชาวพื้นเมืองเดิมคือเกษตรกรที่พัฒนาการนับถือองค์ครรภะที่พัฒนามาเป็นเจ้าแม่ธรณีที่โอบอ้อมอารีต่อมนุษย์ ส่วนชาวสุเมเรียนเป็นนักล่าสัตว์เร่ร่อนที่ ระหว่างนั้นมีชาวเซมีติกสายเอิกแคดเดียนแทรกซึมมาทางตะวันตกอยู่เรื่อยๆ พวกนี้เป็นนักรบ บางพวกก็ตั้งนครรัฐขึ้นแข่ง ทำให้ชาวสุเมเรียนต้องปรับการปครองเป็นแบบกษัตริย์ (lugal) ที่สุดก็เสียอำนาจแก่ชาวเอิกแคดเดียน

ก.ค.ศ.2800 ชาวเอิกแคดเดียนเป็นใหญ่ที่บาบิโลน สืบทอดอารยธรรมเมโสโพเทเมียจากชาวสุเมเรียน

ก.ค.ศ.1728-1686 ฮัมมูราบีชาวเอิคแคดเดียนเป็นใหญ่ที่บาบิโลน

ก.ค.ศ. 1550-1530 ชาวฮิทไทท์เป็นใหญ่

ก.ค.ศ. 1531-1150 ชาวแคสไซท์เป็นใหญ่

ก.ค.ศ. 1748 ชาวแอสซีเรียเป็นใหญ่ที่นีนีเวห์ (Niniveh)

ก.ค.ศ. 626 ชาวแคลเดียนเป็นใหญ่ที่บาบิโลนใหม่

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่สืบทอดการนับถือศาสนาแบบเมโสโพเทเมียซึ่งนักประวัติศาสตร์นิยมยกให้เป็นแบบบาบิโลนใหม่ เพราะภาษาบาบิโลเนียนบันทึกโดยสรุปศาสนาทั้งหมดของเมโสโพเทเมียไว้อย่างละเอียดที่สุด

เปโตรในประวัติศาสตร์

 

petro01

ซอกแซกหามาเล่า (269)

เปโตรในประวัติศาสตร์

            ในปัจจุบันเปโตรมีความสำคัญมากๆในประวัติศาสตร์ ในฐานะที่เป็นสันตะปาปาองค์แรกของคริสตจักรสากลโดยเชื่อกันทั่วไปว่าได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซูโดยตรงและมอบหมายให้ถ่ายทอดตำแหน่งนี้เรื่อยมาจนถึงสันตะปาปาปัจจุบันที่มีนามว่าสันตะปาปาแฟรงซิสที่ 1 ซึ่งนับเป็นอันดับที่266 มีรัฐวาติกันของตนเองอย่างเป็นอิสระจากทุกรัฐบาลและได้รับการคุ้มครองจากองค์การสหประชาชาติ มีสถานทูตของตนตั้งอยู่ในเมืองสำคัญทั่วโลกเพื่อเป็นตัวแทนเจรจากับรัฐบาลและประชาชนในประเทศต่างๆ เหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นกับสันตะปาปาเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์โดยอัตโนมัติ  ผิดกับเปโตรสันตะปาปาอันดับแรกที่ได้รับตำแหน่งจากพระเยซูอย่างเงียบๆไร้การรับรองทางประวัติศาสตร์ ถึงเวลาดำรงตำแหน่งจริงเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้วก็ไม่มีสำนักงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างสง่างาม ต้องอาศัยบ้านผู้มีจิตศรัทธาให้ใช้ห้องเป็นที่พักและปฏิบัติหน้าที่ดูแลการเผยแผ่ข่าวดีของพระเยซูทั่วโลก แต่ก็ไม่มีวิธีติดต่อประสานงานกันเลยนอกจากบังเอิญเดินทางพบปะกันก็รายงานหรือสั่งเสียกันเสียทีหนึ่ง ทั้งหมดนี้ไม่มีการบันทึกเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ มีการจดจำและบันทึกจากศรัทธาซึ่งภายหลังมีการรวบรวมและตีความสันนิษฐานให้เป็นประวัติศาสตร์ได้บ้าง แต่ตลอดชั่วชีวิตดำรงตำแหน่งสันตะปาปาของเปโตรนั้น มีนักประวัติศาสตร์โรมันร่วมสมัยแทสเสอเถิส (Tacitus 55-117) สนใจบันทึกไว้เพียงประโยคเดียวสั้นๆว่า “เมื่อพระเยซูถูกโทษประหารไปแล้ว ไสยศาสตร์ที่พระเยซูโปรยปรายหว่านล้อมเอาไว้ ก็สิ้นมนต์ขลังไปภายในเวลาอันสั้น” มันหมายความตรงๆว่าเปโตรไร้ผลงาน หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า การเผยแผ่คำสอนของพระเยซูเป็นเวลาประมาณ 37 ปีภายใต้การนำของเปโตรทั้งชีวิตไม่มีอะไรเข้าเกณฑ์ประวัติศาสตร์เอาเสียเลย หากไม่มีเปาโลแจมเข้ามาหลังจากที่เปโตรและคณะบริหารงานนอกประวัติศาสตร์มาแล้ว10ปีและก็น่าจะทำการนอกประวัติศาสตร์กันเช่นเดิมต่อไปไม่รู้จนถึงเมื่อใด

เปาโลอายุอ่อนกว่าพระเยซูราว 15 ปี หากสมมุติว่าเปโตรน่าจะมีอายุอ่อนกว่าพระเยซูสัก 10 ปี ก็โมเมเหมาเอาว่าเปโตรน่าจะเป็นพี่ของเปาโลราว 5 ปี ก็พอดีร่วมงานและช่วยงานกันได้พอดิบพอดี เปาโลเกิดในครอบครัวชาวยิวโพ้นทะเลที่เคร่งครัดและรักชาติรักศาสนาและรักแผ่นดิน เติบโตในเมืองใหญ่อันดับ 3 ของมหาอาณาจักรโรมัน คือ ทาร์เสิสในเอเชียไมเนอร์ เป็นเมืองท่าใหญ่ จึงได้สัมผัสวัฒนธรรมต่างๆ ทำให้มีทรรศนะกว้างไกล เปาโลชอบเรียนและหัวดีเรียนเก่ง จึงมีความรู้ดีรอบตัวทั้งทางโลกและทางธรรม เมื่ออายุได้ ประมาณ 34 ปีก็ขอเข้าพบเปโตรที่กรุงเยรูซาเลมเพื่อรายงานว่าได้พบพระเยซูฟื้นคืนชีพและได้รับบัญชาให้เผยแผ่ข่าวดีแก่คนต่างด้าวโดยต้องขออนุมัติจากเปโตรซึ่งเปโตรไม่ขัดข้องที่จะอนุมัติเพราะเชื่อว่าได้รับคำสั่งจากพระเยซูอย่างที่ตนเองได้รับมา เปาโลเป็นนักวิชาการทันสมัย เมื่อเผยแผ่ที่ใดได้ผลก็จัดการตั้งคริสตจักรเป็นกลุ่มชุมชนพิเศษที่ต้องรับผิดชอบการดำรงชีวิตร่วมกันตามเจตนาของพระเยซู โดยต้องประชุมกันทุกวันอาทิตย์เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อจากไปแล้วก็ยังเขียนจดหมายมาดูแลด้วยความเป็นห่วง จดหมายที่ทรงคุณวุฒิเหล่านี้แหละที่เป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้นักประวัติศาสตร์รับรู้ว่าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ มีการขุดค้นหาหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับรู้เหตุการณ์และข้อมูลประวัติศาสตร์ตามที่จดหมายกล่าวถึงหรือพาดพิงถึง ข้อมูลประวติศาสตร์ของเปาโลพาดพิงถึงเหตุการณ์ศรัทธาเรื่องใดที่มีบันทึกไว้ในความจำหรือในเหตุการณ์แห่งศรัทธา ก็ได้มีการศึกษาสันนิษฐานเป็นข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์หรือเป็นความสำนึกของบุคคลในประวัติศาสตร์ หากสันนิษฐานไม่ได้ก็จะได้รู้ว่าเป็นความสำนึกด้วยศรัทธาตามวิสัยของผู้นับถือศาสนา ผลงานนอกประวัติศาสตร์ของเปโตรและคณะจึงเป็นเรื่องน่าสนใจเชิงวิชาการมากยิ่งๆขึ้นตามลำดับ เราจะศึกษากันในลักษณะดังกล่าวนี้เป็นสำคัญ

ฟรีดริช โกนทาร์ด(Friedrich Gontard). นักประวัติศาสตร์เยอรมันใช้เกณฑ์นี้สันนิษฐานผลงานของปีเตอร์ออกมาได้ความเชิงประวัติศาสตร์ดังต่อไปนี้ (ดู The Chair of Peter, p. 31.)

เมื่อพระเยซูถูกตัดสินลงโทษให้ประหารชีวิตด้วยวิธีตรึงให้ตายบนไม้กางเขนตามกระบวนการของกฎหมายโรมันสำหรับผู้ถูกกล่าวหาว่าก่อความวุ่นวายในมหาอาณาจักรโรมัน พระศพมีผู้มาขออนุญาตพิเศษให้ปลดลงจากกางเขนนำไปฝังในอุโมงค์ขุดเป็นซอกหน้าผาของภูเขาหัวกะโหลก มีทหารโรมันตอกตราประทับหินปิดปากถ้ำเพื่อแสดงว่ามิดชิดไม่มีอะไรน่าอุจาดและมีทหารเฝ้ายามรักษาตราประทับมิให้ใครมาทำลายจนแน่ใจว่าศพเปื่อยเน่าแล้วเพื่อป้องกันมิให้ใครมาลักศพไปเพื่อผลทางโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบการปกครองของข้าราชการโรมัน ในกรุงเยรูซาเลมและบริเวณรอบทะเลสาบกาลิลี มีการโจษจรรกันในหมู่ผู้รู้จักพระเยซูอยู่พักหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นนักทำปาฏิหาริย์ นักรักษาโรคฉับพลัน นักปลุกคนตายให้ฟื้นคืนชีพ นักเพิ่มขนมปังเป็นกระบุงๆ และผู้เสนอระเบียบสังคมใหม่ ก็เลยรู้สึกเสียดาย เพราะต่อไปนี้จะไม่ได้เห็นของดีๆอย่างนี้อีกแล้ว ข่าวลือกลางเมือง (the talk of the town) มักจะอยู่ไม่นาน เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับหายไป เป็นสัจธรรมแห่งข่าวลือ แทสเสอเถิสนักเฝ้าระวังเหตุการณ์แห่งมหาอาณาจักรโรมันคงได้ข้อมูลจากเยรูซาเลมในช่วงนี้แล้วก็ใช้กฎปรกติสรุปได้ง่ายๆว่าไม่นานต่อมาปรากฏการณ์คุณไสยทั้งหมดก็จะค่อยๆจางหายไปในกลีบเมฆ เพราะแทสเสอเถิสไม่เชื่อว่าพระเยซูทำได้จริง จึงนำเอาไปบันทึกเป็นปรากฏการณ์คุณไสย์ซึ่งก็ถูกต้องตามหลักวิชาประวัติศาสตร์ คือไม่รับรองมากกว่านั้น  โกนทาร์ดเล่าด้วยสำนวนนักประวัติศาสตร์เช่นเดียวกันโดยยืดเวลาไปอีกหน่อยตามข้อมูลที่รู้ได้มากกว่า โกนทาร์ดว่า เป็นเวลานานพอสมควรทีเดียวหลังจากพระเยซูถูกประหารด้วยการตรึงตายบนไม้กางเขนไปแล้ว ที่ในกรุงเยรูซาเลมไม่มีเสียงจับข่าวอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับพระเยซู เพราะผู้ผูกพันกับพระเยซูส่วนใหญ่มีนิวาสถานอยู่ในแคว้นกาลิลี ก็คงได้แอบกลับคืนถิ่นอย่างเงียบๆกับกองคาราวานที่มีเดินทางเป็นประจำ

อาจจะมีบางคนที่ไม่รู้จะไปแอบซ่อนอยู่ที่ไหน ก็คงปรากฏตัวให้คนเห็นบ้างแบบซุกซุนหลบสายตา จึงไม่มีใครสนใจเอาเรื่องไปทำให้เป็นข่าว คงพอใจปล่อยให้เป็นเหตุการณ์ที่ค่อยๆจางหายไปตามครรลองของข่าวดังทั้งหลาย เพราะผู้เคยรู้กิตติศัพท์ส่วนใหญ่น่าจะรู้สึกผิดหวัง เพราะอะไรๆที่เคยคาดเคยหวังไว้ก็น่าจะเป็นความผิดหวัง คงคิดปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรมต่อไป ไม่อยากเอามือไปซุกหีบ หากยังฝืนแสดงความคาดหวังอะไรออกไปอาจจะถูกทางการเพ่งเล็ง ดีไม่ไม่ดีอาจจะถูกเรียกตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม อาจจะเสียอนาคตไปเปล่าๆ ปล่อยให้เรื่องทั้งหลายหายเข้ากลีบเมฆไปเลยแหละปลอดภัยที่สุด

แต่แล้ววันดีคืนดี ก็มีคนกลุ่มเล็กๆเปิดเผยตัวในพระวิหารแห่งกรุงเยรูซาเลม อันเป็นสถานที่สาธารณะให้ชาวยิวเข้าออกได้ตามอัธยาศัยเพื่อประกอบศาสนกิจตามบทบัญญัติของ
โมเสสผู้เป็นศาสดาของศาสนายูดาห์ พวกเขาก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาที่เข้ามาสวดมนต์และร่วมพิธีกรรมศาสนายูดาห์เป็นประจำนั่นแหละ แต่ถือโอกาสที่มีผู้ร่วมศาสนามาชุมนุมพอดีนั่นแหละประกาศอย่างหน้าเฉยตาเฉยว่าพวกตนได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพและได้เห็นพระองค์เสด็จขึ้นสวรรค์กับตาจะๆแจ้งๆกลางวันแสกๆ พระองค์ทรงกำชับให้พวกเขาเอาข่าวดีไปประกาศแก่คนทั้งโลกว่าพระองค์เป็นพระเมสสิสยาห์ที่ลงมาจากสวรรค์ ใครดำเนินชีวิตตามคำสอนง่ายๆของพระองค์ คือ ทำดีเสียสละแก่เพื่อนมนุษย์จะได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกในอาณาจักรแห่งพระเมสสิยาห์ จะได้ฟื้นคืนชีพและมีความสุขตลอดนิรันดร ใครช่วยประกาศข่าวดีจะมีฐานะพิเศษในอาณาจักรดังกล่าว

ครั้งหนึ่งเปโตรแสดงตัวเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้ในห้องโถงซาโลมอนในบริเวณพระวิหาร เขาเป็นคนร่างเตี้ย บึกบึน อกผายไหล่ผึ่ง มะขามข้อเดียว ว่องไวผลุนผลัน ตาซื่อ จริงจังกับชีวิต สมกับที่เคยเป็นนักลงอวนตัวยงในทะเลสาบกาลิลีมาก่อน พระเยซูเคยให้ฉายาว่า “เจ้าแท่งศิลาชายหาด “the Rock” ไม่ใช่ the stone หรือ the pebble

เปโตรเล่าให้ผู้มาห้อมล้อมฟังว่า เดือนกว่ามานี้พวกตนมิได้หายไปไหน แต่ติดตามรับการอบรมจากพระเยซูผู้ฟื้นคืนชีพตามพระสัญญา พบกันในกรุงเยรูซาเลมบ้าง ที่กาลิลีบ้าง เพื่อรับพินัยกรรมหลังตาย(postmortem testimony) คือมอบหมายให้พวกเราจัดการดูแลอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ในโลกนี้ โดยมีความรักเมตตาช่วยเหลือกันเป็นนโยบาย และมีพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพลัง พระองค์ได้จากไปแล้วสู่โลกหน้าและจะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อสิ้นมนุษยชาติเพื่อให้พลเมืองแห่งอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ได้กลับฟื้นคืนชีพเสียก่อน แล้วจะนำหน้าทุกคนเข้าอาณาจักรสวรรค์นิรันดร พระองค์ทรงนัดพบเราเป็นครั้งสุดท้ายที่ภูเขามะกอกนอกกำแพงกรุงเยรูซาเลมทางด้านเหนือนี่เอง พระองค์ทรงอำลาจากพวกเราเพื่อให้พวกเราได้เริ่มทำงาน ทรงกำชับเรากลุ่มผู้นำให้ปฏิบัติจิตภาวนา 10 วันก่อนรับพลังพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เสียก่อน จะรู้ทิศทางทำงาน พวกเราปฏิบัติตามรู้สึกได้ผล รุ่งเช้าวันเทศกาล 50 ที่เป็นธรรมเนียมนำพืชผลแรกมาถวายพระยาห์เวห์ เราตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวมาเข้าพระวิหารรอบแรก แต่ไม่ทันได้ออกจากที่พักก็มีพายุใหญ่พัดรุนแรง เราไม่กล้าออกจากบ้าน รอให้พายุซา แต่สิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นก็คือ เรารู้สึกชีวิตสดชื่นมีพลังอยากสร้างอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ เราเห็นเหนือศีรษะของกันและกันมีเปลวไฟ เราจึงเข้าใจตรงกันว่า พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์มาแล้ว เราอยากออกไปหาฝูงชนเพื่อเล่าความมหัศจรรย์แห่งพระอาณาจักรพระเมสสิยาห์ให้ทุกคนได้รู้และมีโอกาสทองเข้าเป็นสมาชิก พอเปิดประตูออกไปก็พบฝูงชนมากมายมาห้อมล้อมรอบบ้านที่พัก ถามกันเซ็งแซ่ว่าอะไรเกิดขึ้น ทำไมลมพัดแรงเฉพาะรอบบ้าน ที่อื่นไม่มีลม พวกเราทุกคนมีพลังเล่าเรื่องตอบปัญหาทุกอย่างอย่างมันปาก ใครถามอะไรตอบได้หมดอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เราแยกย้ายกันสร้างความพอใจให้มวลชนเป็นการออกโหมโรงครั้งแรกก็ว่าได้ ทุกอย่างลงท้ายด้วยดี มีผู้สนใจสมัครเป็นสมาชิกมากมาย สักสามพันคนเห็นจะได้ ผู้ฟังเปโตรเล่าแย่งกันสมัครเป็นสมาชิกอีกเป็นพัน ทุกคนให้เกียรติยกย่องเปโตรเป็นประมุขของอาณาจักรพระเมสสิยาห์อย่างเต็มใจ ร้องเพลงสดุดีพระยาห์เวห์กันเซงแซ่ เปโตรชักชวนให้พบกันตอนค่ำทุกวันที่บ้านใครบ้านหนึ่งในแต่ละละแวก ตนเองจะแวะเวียนไปบ้านใดบ้านหนึ่งทุกวันเพื่อระลึกถึงพระเยซูด้วยการบิขนมปังแบ่งกันรับประทานตามที่พระเยซูได้กระทำเมื่อมื้อสุดท้ายก่อนถูกจับไปประหารชีวิต เปโตรเน้นให้รักเมตตาต่อกัน ดูแลกัน และแบ่งปันกันตามเจตนาของพระเยซู

ผู้ได้ฟังเปโตรสาธยาย ก็คงจะมีคณะปุโรหิตและคนของมหาปุโรหิตที่เป็นเจ้ากี้เจ้าการจัดการประหารพระเยซูเป็นผลสำเร็จปะปนอยู่ด้วย มหาปุโรหิตย่อมเงี่ยหูฟังอยู่ตลอดเวลาเป็นแม่นมั่น ยิ่งฟังมากก็ยิ่งหงุดหงิดมาก ก็คงได้มีการปรึกษาหารือทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งเป็นกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ที่น่ากังวลหนักก็ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1.ไม่รู้ชัดว่าเปโตรเป็นใครมาจากไหน สำเนียงบ่งบอกว่าเป็นชาวกาลิลีแน่นอน แต่ทำไมถึงมาป้วนเปี้ยนอยู่ในกรุงเยรูซาเลมไม่รู้จักกลับบ้าน เป็นสาวกของพระเยซูจริงหรือเปล่า แล้วทำไมวันตรึงกางเขนไม่เห็นแม้แต่เงา หรือจะเป็นนักปลุกปั่นฉวยโอกาส 2.ศพพระเยซูก็หาไม่เจอ แม้จะตั้งสินบนหาศพเท่าไรก็ยังไม่มีเบาะแสแม้แต่เงา ข้าหลวงโรมันก็ยังไล่บี้จึ้หลังอยู่ ก็ยังพูดอะไรไม่ออกบอกไม่ถูก 3.เปโตรและคณะอ้างเป็นตุเป็นตะว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ ที่ต้องตายก็เพราะมีพยากรณ์ไว้ในพระคัมภีร์ และต้องฟื้นคึนชีพ ออกมายืนยันเป็นเรื่องเป็นราวในที่สาธารณะอย่างนี้ปิดปากไม่ได้ก็จะบานปลาย จะจัดการอะไรรุนแรงอีกก็กลัวข้าหลวงโรมันจะไม่ให้ความร่วมมือ ก็ยิ่งจะเสียหน้า 4.ส่งนักสอดแนมไปสังเกตการณ์ตามบ้านเวลาค่ำที่มีการชุมนุมระลึกถึงพระเยซูก็หาเรื่องจับผิดฟ้องร้องไม่ได้ เพราะมีแต่ชักชวนให้รักกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เตรียมตัวตายเพื่อไปพบพระเยซูในโลกหน้า ยกย่องเปโตรกันในฐานะมีอำนาจอนุมัติแต่งตั้งหัวหน้าชุมชนเพื่อนัดชุมนุมเวลาค่ำเป็นวันๆ ไม่มีวี่แววว่าจะแข็งข้อก่อจลาจลแต่อย่างใด ประเด็นที่น่าเป็นห่วงก็คือโจษจรรกันว่าเปโตรทำปาฏิหาริย์ได้ไม่แพ้พระเยซูซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวลือยกย่องกันเองเพื่อให้เกิดศรัทธาหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงมายากลที่จับเคล็ดกันไม่ได้ แม้พระเยซูก็ยังน่าเชื่อว่าเป็นเพียงนักมายากลที่เอาจริงเข้าก็เอาตัวรอดไม่ได้ อย่างที่โจรคนหนึ่งที่ถูกตรึงกางเขนพร้อมกับพระเยซูในวันนั้นยังกล้าตะโกนท้าทายขึ้นมาว่า ถ้าท่านมีฤทธิ์เดชจริงอย่างที่เล่าลือกัน ก็ให้ช่วยตัวเองให้รอดและช่วยพวกเราด้วย แต่พระเยซูก็มิได้ปริปาก ยอมจำนนต่อการประหารชีวิตแต่โดยดี แล้วจะเชื่อข่าวลือได้อย่างไรกัน มหาปุโรหิตมีหนามยอกอกอึดอั้นตันใจเป็นหนูติดจั่น ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครหาทางออก ผูกปมแล้วหมดทางแก้ แต่แล้วกระแสข่าวทำให้สติแตก

ประมาณบ่าย 3 โมง ได้เวลา เปโตรเดินทางจากที่พัก(น่าจะเป็นบ้านของแม่ม่ายมารีย์มารดาของมาระโก ภรรยาเพอร์เพททัว Perpetua  ของเปโตรมาอยู่ด้วย) ไปสวดมนต์ในพระวิหาร เข้าทางประตูสวย(Beautiful Gate) มียอห์นติดตามมาด้วย  ที่ริมประตูด้านในเป็นที่ประจำขอทานของบุรุษง่อยคนหนึ่งซึ่งทุกวันเปโตรก็หยอดให้ 1 เหรียญ แต่วันนี้บังเอิญไม่มีเงินติดตัวมาเลย นึกได้จึงบอกไปตรงๆว่า พี่ชาย วันนี้เสียใจ เราทั้ง 2 คนไม่มีเงินติดตัวเลย แต่อะไรมีก็จะให้ มา! ลุกขึ้น พลางก็เข้าไปพยุงให้คนง่อยลุกขึ้น เขาลุกขึ้นตามแรงพยุงอย่างงงๆ เอ้า! ออกเดิน เขาเดินได้ ดีใจร้องลั่น วิ่งพลางร้องพลาง ข้าเดินได้! ข้าเดินได้!! ทุกคนหันมาดูเขาวิ่งอย่างประหลาดใจ ทำไมถึงวิ่งได้ เขาชี้ไปที่เปโตร คนนั้นสั่งให้วิ่ง ก็เลยวิ่งได้ พอดีเปโตรเดินมาถึงห้องโถงซาโลมอน เห็นคนหันมาที่ตนเป็นเป้าสายตา จึงพูดแก้เก้อว่า ท่านทั้งหลาย โปรดอย่าเข้าใจผิด ข้าพเจ้าไม่มีฤทธิ์อำนาจอะไรหรอก เพียงแต่พระเยซูทรงสั่งให้ทำ เพื่อให้ท่านทั้งหลายรู้ว่าพระเมสสิยาห์มาโปรดแล้วและถูกตรีงกางเขนไปแล้วตามคำพยากรณ์ของศาสดาประกาศก ขอให้ท่านรับรู้และสมัครเข้าอาณาจักรของพระองค์เพื่อโลกหน้ากันเถิด ต้องทำอะไรบ้างเล่า ให้รับศึลล้างบาปและถือบทบัญญัติ ก็เท่านั้นเอง มีคนแสดงความจำนงถึง 5,000 คน เปโตรแฮปปี้มาก

วันรุ่งขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน มีคนมาคอยพบเปโตรณห้องประชุมซาโลมอนเต็มห้อง พอเปโตรและยอห์นมาถึงก็ถูกตำรวจพระวิหารจับและนำตัวไปส่งให้มหาปุโรหิตและคณะที่ปรึกษาสอบสวน แต่ก็ไม่รู้จะเอาผิดอะไร จึงได้แต่กำชับว่า มิให้อ้างถึงพระเยซูอีกเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะสั่งให้เฆี่ยน แต่เปโตรก็ยังปากแข็งว่า ต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์ แล้วก็ลาจากไป ยังความอึดอัดใจให้แก่มหาปุโรหิตและคณะที่ปรึกษาทุกคน แต่เปโตรยิ่งแฮปปี้ มีคนสมัครเข้าเป็นสมาชิกอาณาจักรพระเมสสิยาห์มากขึ้นทุกวัน ทั้งคนในกรุงเยรูซาเลมเอง คนมาจากต่างจังหวัด และจากต่างประเทศ นอกจากชาวยิวแท้ๆแล้ว ก็ยังมีลูกครึ่งยิว และคนต่างชาติที่นับถือพระยาห์เวห์ที่ได้ชื่อว่าผู้เกรงกลัวพระเจ้า (God’s fearers)

เปโตรอยู่กับพวกเขาจนถึงค.ศ.50 และทำหน้าที่ประธานในการประชุมสังคายนาแห่งกรุงเยรูซาเลม ต่อจากนั้นก็จากไปหาที่ทำงานที่เหมาะสมกว่า ค.ศ.64 ถูกจักรพรรดิเนร์โรว์ประหารชีวิต เพราะหตุไฟไหม้กรุงโรม ค.ศ.70ทีเถิส (Titus) เผากรุงเยรูซาเลม คริสตชนอพยพข้ามไปปักหลักที่เพลเลอ (Pella) ฟากโน้นของแม่น้ำจอร์แดน ซึ่งก็คือประเทศจอร์แดนในปัจจุบัน ซีโมนบาร์คอคบา (Simon bar Kochba) ก่อกบฏครั้งสุดท้าย ชาวยิวทั้งหมดถูกขับไล่ออกจากปาเลสไตน์ ชาวคริสต์เชื้อสายยิวก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้ หากจะอยู่ได้ต่อต้องไม่มีเชื้อสายยิว ผู้เขียนได้เคยไปทัศนศึกษาปาเลสไตน์ พบกลุ่มชาวคริสต์ที่อ้างว่าเป็นคริสต์รุ่นของเปโตร แต่เนื่องจากไม่มีเชื้อสายยิว จึงไม่ถูกขับไล่ในสมัยกบฏคอคบา และผ่านวิกฤติสงครามครูเสดเพราะอยู่นอกเส้นทางนักรบ จับกลุ่มกันเป็นชุมชนอิสระในมหาอาณาจักรไบแซนไทน์ มหาอาณาจักรออกโตมาน และมหาอำนาจอังกฤษ ครั้นมีการประกาศทั้งรัฐเอกราชอิสราเอลในปีค.ศ.1948 พวกตนถูกจัดเป็นพลเมืองประเภท 2 เพราะไม่มีเชื้อสายยิว มีหน้าที่เสียภาษี ไม่ต้องเป็นทหาร และไม่มีสิทธิ์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ดินที่เคยทำกินอยู่ถูกริบและต้องเช่าที่ซึ่งเคยเป็นของตนเองทำกิน พวกตนมีปัญหามากทั้งๆที่เป็นเจ้าของดินแดนมาแต่ดั้งเดิมที่สุด แต่สถานภาพในปัจจุบัน จะเป็นชาวปาเลสไตน์ก็ไม่ใช่ ชาวอิสราเองก็ไม่เชิง เป็นชนกลุ่มน้อยที่ชาวโลกไม่รู้จัก ก็แปลกดีเหมือนกัน

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑