แนวคิดจากพระพุทธศาสนา

แนวคิดจากพระพุทธศาสนา

สาโรจ บัวศรี (กิติมา ปรีดาดิลก,ม.ป.ป.) ได้สรุปแนวคิดของพระพุทธศาสนาเปรียบเทียบไว้กับระบบปรัชญาไว้ดังนี้ 1) อภิปรัชญา (Metaphysics) ถือว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตหรือโลก หรือปรากฏการณ์ทางพุทธศาสนาเรียกว่า ไตรลักษณ์ ชีวิตและโลกล้วนไม่มีตัวตน 2) ญาณวิทยา (Epistemology) ถือว่ามนุษย์เกิดความรู้จากผัสสะ ด้วยสัญญา ทิฏฐิ และญาณ 3) คุณวิทยา (Axiology) ความดี ความงามและความเป็นจริงนั้นอยู่ที่วินัยบัญญัติ ธรรมวิภาค และ คิหิปฏิบัติ เป็นต้น

Continue reading “แนวคิดจากพระพุทธศาสนา”

Avicenna

ปรัชญากระบวนทรรศน์ยุคกลาง (Medieval Philosophy) จำแนกตามพื้นฐานความเชื่อเรื่อง “โลกหน้า” อันเป็นคำสอนทางศาสนาของศาสนาที่นับถือพระเจ้า และศาสนาที่เชื่อว่ามีเทวะ การแบ่งขอบเขตยุคจึงยุ่งยากในแต่ละศาสนา แต่หากพิจารณาเป็นกระบวนทรรศน์ก็แบ่งย่อยไปตามศาสนา

  1. กระบวนทรรศน์ยุคกลางของตะวันตก นับจากปี ค.ศ.529 ซึ่งศาสนาคริสต์ได้รับการยกเป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมัน และมีการห้ามนับถือศาสนาอื่น ทำให้อิทธิพลของศาสนาคริสต์เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางกว่า 1,000 ปี
  2. กระบวนทรรศน์ยุคกลางในศาสนาอิสลามนับเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.622 ซึ่งเป็นปีที่ 1 แห่งฮิจเราะห์ศักราช
  3. กระบวนทรรศน์ยุคกลางในศาสนาพุทธ นับเริ่มตั้งแต่ปี ก.ค.ศ.543 ซึ่งเป็นปีที่ 1 แห่งพุทธศักราช

กฎหมายโรมันให้อิสระในการนับถือและเผยแผ่ศาสนา ลัทธิเพลโทว์ใหม่ (Neo-Platonism) เพื่อการประนีประนอมระหว่างปรัชญากับศาสนา World of Idea นำไปสู่ Idea of the Good ซึ่งก็คือ God นั่นเอง

Continue reading “Avicenna”

อุเบกขากับการปฏิบัติ

img_1408
อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

นานมากแล้วที่ผมเคยคิดเกี่ยวกับคำว่า อุเบกขาในพรหมวิหาร4 ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขา
Continue reading “อุเบกขากับการปฏิบัติ”

Alain Badiou and religious

badiou

ท่าทีของบาดียูต่อศาสนา

ศ.กีรติ บุญเจือ

Alain Badiou (1937- ปัจจุบัน) ชอบ St. Paolo เพราะว่ามีคำสอนที่ตรงกับหลังนวยุค (postmodern philosophy) ซึ่งตรงกับสิ่งที่ได้นำมาใช้ คือ การแก้ปัญหาของคนในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เชื่อที่ Paolo เล่าว่าได้พบกับพระเยซู และทำให้มาเสียสละทุ่มเท เผยแผ่คำสอน แล้วก็มีอีกสองคน เป็นชาวคริสต์โดยคนหนึ่งเป็นคาทอลิกกับอีกคนหนึ่งเป็นโปรแตสแตนท์ที่เชื่อว่า Paoloได้พบกับพระเยซูจริงๆ แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่า สามคนนี้มีความคิดเห็นตรงกันว่า ต้องช่วยกันสอนให้คนยุคปัจจุบัน เป็นคนหลังนวยุค

Badiou เกิดมาในครอบครัวที่ไม่นับถือศาสนาใดๆโดยเกิดในประเทศ Morocco เมื่อยังเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส โดยเป็นประเทศมุสลิม เป็นลูกข้าราชการ เรียนหนังสือโดยที่ไม่ได้เรียนศาสนาใดๆ ต่อมาได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยประเทศฝรั่งเศส ในตอนนั้น คนฝรั่งเศสนิยมอ่านหนังสือของ Jean-Paul Sartre

ช่วงที่เป็นนักศึกษา กระแสของ Marxism   กำลังมาแรง ปัญญาชนของฝรั่งเศสเมื่อคิดว่าความคิดของ Sartre  วู่วาม มีข้อดีสำหรับตอนที่มีความเดือดร้อน ในฐานะที่ถูกครอบงำโดยลัทธินาซี ก็พยายามเติบโตขึ้นมาเพื่อปลดแอกตรงนี้ให้ได้ แต่เมื่อประเทศเรียบร้อยแล้ว ก็มีปัญหาที่จะต้องพัฒนาประเทศชาติขึ้นมา ลัทธิ Marxism จึงมาแรงในฐานะที่ว่ามีคำสอนที่ช่วยให้เข้าใจถึงความเดือดร้อนของผู้ด้อยโอกาส จึงต้องพยายามที่จะสร้างความทัดเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม

ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้นำในการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน โดยการปฏิวัติฝรั่งเศส (ค.ศ.1789) ทำลายความไม่เสมอภาค โดยใช้  slogan 3 อย่างคือ

1) เสรีภาพ 2) ความเสมอภาค และ 3) ภราดรภาพ

เมื่อฝรั่งเศสปฏิวัติขึ้นมาแล้ว ก็เห็นว่ามีผู้ที่ยึดอำนาจในภายหลังต่อมา ไม่ได้ให้ความเสมอภาค แล้วยังมีการคอร์รัปชั่น ข่มเหงประชาชน ต่อมาเมื่อสลัดแอกออกจากนาซีสำเร็จแล้ว พวกปัญญาชน มองเห็นว่า ศาสนาคริสต์ ไม่สามารถที่จะมาแก้ปัญหาได้ เพราะมาเล่นการเมืองบ้าง และในท้ายที่สุดก็ไปเข้ากับกลุ่มพวกนายทุน ทำให้พวกฝรั่งเศสต้องสลัดแอกออกจากศาสนาคริสต์ด้วย

ยุคต่อมาในสังคมรู้สึกว่า Karl Heinrich Marx   เป็น  Hero เพราะว่า เข้าใจผู้ที่ด้อยโอกาส พวกที่ถูกรังแก จึงต้องให้ผู้คนเหล่านี้ได้มีสิทธิเสรีภาพเหมือนกับคนอื่น แต่ในขณะเดียวกันก็มีลัทธิคอมมิวนิสต์ของประเทศทางยุโรปตะวันออก เช่น รัสเซีย โปแลนด์ ที่อ้าง Karl  Marx  ในลักษณะของลัทธิคอมมิวนิสต์ขึ้นมา แต่พวกฝรั่งเศสมองว่าพวกนี้อ้างขึ้นมาสำหรับหาเสียงเท่านั้น แต่เมื่อเสร็จแล้วก็กลับเป็นนายทุนรังแก ข่มเหงและเอาเปรียบผู้อื่นในที่สุด จึงไม่ได้เป็นไปตามหลักของมาร์กจริงๆ

พวกนี้จึงอยากจะเอาความคิดของมาร์กที่แท้จริง ต้องการที่จะรื้อฟื้นลัทธิมาร์กขึ้นมา โดยฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างมีกระบวนการที่จะรื้อฟื้น ลัทธิมาร์กขึ้นมา จนกระทั่งมีวัน ดี เดย์ (D Day)

ในยุคต่อมาเมื่อสงครามได้สงบลง เป็นเวลาทั้งหมด 23 ปี โดยในระหว่างเวลานั้น เป็นเวลาที่เพาะบ่มลัทธิมาร์กที่บริสุทธิ์จริงๆ ตามเจตนาของมาร์กโดยไม่ใช่ที่เป็นเครื่องมือของการเมืองการปกครอง แล้วก็เป็นแบบคอมมิวนิสต์ซึ่งไม่เอา จึงต้องสร้างลัทธิมาร์กขึ้นมาให้เป็นมาร์กซิสม์ใหม่

ถ้าเป็นคอมมิวนิสต์ก็ต้องเป็นคอมมิวนิสต์แบบฝรั่งเศส ไม่ใช่ไปเอาแบบอย่างมาจากประเทศอื่นๆ แล้วก็มีการดีเดย์ เดินขบวนกันทั่วประเทศ ทั้งกรรมกร นักศึกษา แต่เสร็จแล้ว ก็ต้องผิดหวัง เพราะพวกที่มีอำนาจต่างๆ ที่ต้องมาช่วยกันเพื่อสนับสนุนล้มรัฐบาลในขณะนั้น เพื่อให้ยอมเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นสังคมนิยมหรือมาร์กซิสต์แบบฝรั่งเศส ได้ปรากฏว่าผู้ที่มีอำนาจซึ่งปกติอ้างว่าเป็นฝ่ายซ้าย เพื่อจะได้แรงสนับสนุนจากกรรมกร และพวกกลุ่มต่างๆ ที่มีการประชาสัมพันธ์กัน กลุ่มพวกนี้กลับมีการลงมติให้มีการใช้กำลังทางทหารมาปราบปรามการเดินขบวน

ประเทศฝรั่งเศสก็ไม่เป็นคอมมิวนิสต์และไม่เป็นมาร์กซิสต์ โดยช่วงนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทำให้พวกปัญญาชนที่เข้าใจว่า ลักธิมาร์กที่บริสุทธิ์จะมาแก้ปัญหาได้ ก็มีความรู้สึกว่าจริงๆ จะแก้ไม่ได้ เพราะ ว่าคำสอนของมาร์กยังมีจุดอ่อนหลายๆ อย่างที่ทำให้คำสอนนั้นดีแต่เพียงกลายเป็นเครื่องมือ ของผู้ที่ต้องการจะมีอำนาจทางการเมือง

เมื่อมีอำนาจทางการเมืองแล้ว ก็ลืมอุดมการณ์ ไม่มีอะไรที่จะมีมนต์ขลังพอที่จะทำให้คนเมื่อมีอำนาจแล้ว เปลี่ยนใจที่จะใช้อำนาจการเมืองมาดูแลคนด้อยโอกาส จึงมาเปรียบกันว่า ถึงแม้คำสอนลัทธิมาร์กจริงๆ จะบริสุทธิ์อย่างไร ก็ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาของโลก

จึงทำให้นักคิด ซึ่งตอนนั้น ในมหาวิทยาลัย ทั้งอาจารย์และนักศึกษา ที่เป็นฝ่ายซ้ายคิดที่จะสร้างลัทธิ มาร์กซิสต์ในฝรั่งเศสแบบจริงๆ ขึ้นมา จนในที่สุดเลยมาคิดและได้ข้อสรุปใหม่ว่า เลิกที่จะให้ฝรั่งเศสเป็นมาร์กซิสต์

มีการนำคำสอนของ Karl Marx ผสมผสานกับคำสั่งสอนของ Sartre ในเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคล เอาของมาร์กในเรื่องการดูแลคนยากจน แล้วก็กลับมาสร้างบรรยากาศความคิดใหม่ ซึ่งฝรั่งเศสเรียกว่าเป็น Post structuralist  เพราะมองว่าลัทธิมาร์ก ยังเป็นแบบกระบวนทรรศน์ที่ 4 คือเป็น structuralist  ซึ่งมีโครงสร้างที่แน่นแฟ้น ในที่สุดเมื่อทำตามระบบโครงสร้างนี้ คนไหนได้อำนาจ ก็ลืมตัว โดยอดไม่ได้ที่จะใช้อำนาจ โดยลืมไปว่าการที่ตัวเองได้อำนาจมานั้น ก็เพราะมาจากการสนับสนุนของคนเบื้องล่าง เมื่อวิธีแบบนี้ใช้ไม่สำเร็จ ก็ต้องเอาแบบ Post structuralist

การวิเคราะห์สังคมนั้น เอาของมาร์กที่จะสามารถวิเคราะห์ความเดือดร้อน ความต้องการของคนชั้นล่างได้อย่างดี  ส่วนของ Jean-Paul Sartre  ก็ได้วิเคราะห์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของ Individual ในแต่ละบุคคลเป็นอย่างดี  และมีการเอาแนวความคิดของหลังนวยุค คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นเป้าหมาย

กลุ่มพวกนี้บอกว่าเป็นของใหม่ เพราะว่ามาร์กเองไม่ได้คิดถึงตรงนี้ มาร์กคิดที่จะแก้ปัญหา เรื่องการเอาเปรียบในสังคมเท่านั้น แต่ไม่ได้คิดถึงการสร้างพัฒนาคุณภาพชีวิต

Jean-Paul Sartre  ก็เพียงแต่ชักชวน ให้คนรู้จักเป็นตัวของตัวเอง ใช้เสรีภาพเพื่อให้ตัวเองมีเสรีภาพ ความสุขอยู่ที่การมีเสรีภาพ แต่ก็ไม่ได้เน้นเรื่องคุณภาพชีวิต

ซึ่งคนรุ่นใหม่อย่าง Badiou ก็เป็นหนึ่งในนั้นซึ่งได้มาดูและคิดว่า แทนที่จะวางตัวเป็นศัตรูกับพวกศาสนาคริสต์หรือผู้ที่นับถือศาสนาต่างๆ เพื่อจะสร้างบรรยากาศที่ไม่มีศาสนา ซึ่งในสมัยก่อนเคยคิดว่าศาสนานั้นเป็นตัวขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของมนุษยชาติ ในฐานะที่ใช้งบประมาณมากและไม่พัฒนาสังคม ไม่พัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่ควรไปงมงายหรือยึดติดกับหลักการต่างๆ คนรุ่นใหม่จึงบอกว่าเลิกเป็นศัตรูกันเสียที

Badiou  ก็เป็นตัวอย่าง โดยคบกับผู้ที่นับถือศาสนาคาทอลิกและโปรแตสแตนท์เพื่อมาช่วยกันสร้างบรรยากาศใหม่หลังนวยุค โดยไม่ต้องสนใจว่า ใครจะนับถือศาสนาไหนหรือไม่นับถือศาสนาใดๆ แต่ขอให้มา มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต

good and devil in 5 paradigms of thought

ศ.กีรติ บุญเจือ

Kirti Bunchua

 

การวิเคราะห์ความดีและความชั่วตามหลักกระบวนทรรศน์ 5

หลักสูตรของเราเน้นให้วิเคราะห์โดยใช้กระบวนทรรศน์ 5 และเมื่อมีใครเอาปัญหาอะไรให้เรา เราก็ต้องนำมาประกบกับทรัพย์สินที่เรามีอยู่ก็คือ กระบวนทรรศน์ทั้ง 5 สัญชาตญาณ 4 และอะไรต่างๆ มาประยุกต์ใช้ และสิ่งเหล่านี้นี่เอง คือ จุดยืนที่สำคัญของเรา

เมื่อลองวิเคราะห์การทำงานตามหลักในศาสนา ยกตัวอย่างเช่น ในศาสนาคริสต์นั้น สามารถได้ทั้งบุญและบาปเมื่อถามว่าทำอะไรแล้วถึงได้บุญและเมื่อทำอะไรแล้วถึงได้บาป เราทดลองวิเคราะห์ ก็จะพบว่า

กระบวนทรรศน์ที่ 1 Abraham (อับราฮัม) ได้อยู่จนชราภาพและไม่มีลูก จนอายุ 80 แล้ว พระยาห์เวห์ (Yahweh)ได้มาบอกว่า ไม่ต้องเสียใจโดยจะให้ลูก และลูกคนนี้โดยในภายหลังจะได้เป็นต้นตระกูลของชาติที่ยิ่งใหญ่และจะมีลูกหลานมากมาย ซึ่งในปัจจุบันถือว่าชาติยิวกับชาติอาหรับเป็นลูกหลานของ Abraham  โดยลูกหัวปลีเป็นต้นตระกูลของชาติอาหรับ และลูกคนรองมาเป็นเชื้อสายของชาวยิว

ในคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ Abraham (อับราฮัม)ได้พา Isaac (อิสอัค) ซึ่งเป็นลูกชายแห่งพันธสัญญาไปฆ่าเป็นยันต์บูชาถวายแด่พระยาห์เวห์  เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งล่าสุดโดยเมื่อ Isaac เป็นวัยรุ่น ก็ได้มีพระมาบอกว่าให้นำไปฆ่าบูชายัญ และAbraham  ได้นำไปทันที ย่อมคิดได้ว่า Abraham   ไม่รู้หรือว่าการฆ่าคนมันเป็นบาป และไม่ทราบเลยหรือว่าถ้าเมื่อลูกคนนี้โตแล้วจะเป็นต้นตระกูลของชาติที่ยิ่งใหญ่ ถ้าไปฆ่าแล้วจะเป็นอย่างไร และทำไมAbraham   ไม่ได้คิดถึงในจุดนี้เลย?

จึงได้ตีความว่า Abrahamในคัมภีร์สมมุติว่าเป็นคนกระบวนทรรศน์ที่ 1 จึงอยู่ที่น้ำพระทัยของพระเจ้าถ้าไม่ทำตามก็จะเป็นบาป แต่ถ้าทำตามก็จะเป็นบุญ

 

กระบวนทรรศน์ที่ 2 ยึดเอากฎเกณฑ์ตายตัวเป็นมาตรฐานความประพฤติ ยกตัวอย่างเช่น ในศาสนาคริสต์ ตั้งแต่ Moses (โมเสส) ได้รับกฎของพระเจ้า และต่อไปนี้พระเจ้าก็ให้ค่อยๆ บอกกฎทีละกฎโดยต้องให้จำและนำเอาไปใช้ ต่อไปนี้พระยาห์เวห์  จะไม่ได้มาบอกเป็นครั้งๆแล้ว แต่จะมาบอกเป็นกฏเลยทีเดียว ดังนั้นถ้าอะไรตามกฏก็เป็นบุญ นี้คือ กระบวนทรรศน์ที่ 2

 

กระบวนทรรศน์ที่ 3 เกิดขึ้นเฉพาะในบริเวณที่มีศาสดามารับรองว่าในโลกหน้าเท่านั้นที่มีความสุขแท้ คือ ความสุขที่ไม่มีความทุกข์เจือปนและคงอยู่นิรันดรไม่มีที่สิ้นสุด

วิธีที่ได้ความสุขดังกล่าวมีอยู่ทางเดียวก็คือสละความสุขไม่แท้ในโลกนี้เพื่อแลกกับความสุขแท้ในโลกหน้า เพื่อค้ำประกันความความแน่นอนในโลกหน้า พึงสละชีวิตในโลกนี้ด้วยการถือพรต ปฏิบัติตนตลอดชีวิต รับใช้ศาสนา ตามแต่ผู้นำศาสนาจะมอบให้ทำการบวชและระบบชีวิตนักบวชจึงได้เกิดขึ้นในศาสนาต่างๆ

ในยุคกลาง มีนักบวชเกิดขึ้นมากมายในศาสนาคริสต์และทุกศาสนาในยุคกลาง เพราะถือกระบวนทรรศน์ที่ 3  ในต่อมาการบวชและระบบชีวิตนักบวชจึงได้เกิดขึ้นในศาสนาต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องของมวลสมาชิกในแต่ละศาสนา ทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยดีตามเจตนาของศาสดา ถ้านักการเมืองไม่ฉวยโอกาสเข้ามาหาผลประโยชน์จากการเสียสละของการแสวงหาความสุขในโลกหน้าของผู้ตั้งใจทำดีเหล่านั้น

โดยขยายผลชี้ชวนว่า ถ้าหากสมัครออกรบและตายในสงครามระหว่างศาสนา ใครที่สมัครออกรบก็จะได้ความสุขนิรันดร์ทันที แต่ไม่น่าจะมีศาสดาองค์ใดสอนว่าการฆ่าคนเป็นเงื่อนไขของการได้ขึ้นสวรรค์

นอกจากทำการแอบอ้างและบิดเบือนเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าของผู้ชักชวนแล้ว อย่างไรก็ตามกระบวนทรรศน์ที่ 3 ก็ผ่านมาได้อย่างดีทั้งในแง่สร้างสรรค์และในแง่ทำลายที่ไม่ควรจะเกิด ด้วยหลักการว่าไม่มีบุญใดยิ่งใหญ่เท่าบุญอันเกิดจากการเสียสละชีวิตเพื่อศาสนาของตนและไม่มีบาปใดหนักหนาเท่าบาปจากการทรยศต่อศาสนาของตน

 

กระบวนทรรศน์ที่ 4 เป็นผลจากการค้นพบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยคนในกระบวนทรรศน์นี้ได้มีทรรศนคติต่อศาสนาต่างๆหลากหลาย เช่น

1) ศาสนาทุกรูปแบบเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดของมนุษยชาติ

เพราะดูดทรัพย์สินในรูปแบบของการทำบุญเป็นจำนวนมากนำไปทำในเรื่องของศาสนาเช่นสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ทำการต่างๆในศาสนาซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของสังคม เอาคนฉลาดๆไปบวชแทนที่จะไปค้นคว้าวิธีการทางวิทยาศาสตร์ จึงมีกลุ่มบางคนที่เป็นหัวรุนแรง ได้คิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องทำลายศาสนาเพื่อที่จะได้ให้สังคมมีความเจริญขึ้น

2) ศาสนามิได้เลวร้ายอย่างที่กลุ่มแรกคิด

เพราะผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ มีส่วนทำดีมากมายให้แก่มนุษยชาติ แต่ทุกศาสนาก็ล้วนแต่งมงาย

3) ศาสนาของฉันมีเหตุผลอยู่ศาสนาเดียว ศาสนาอื่นๆล้วนงมงาย

การที่คิดแบบนี้จึงทำให้ศาสนาเริ่มตั้งป้อมที่จะสู้กัน

 

กระบวนทรรศน์ที่ 5ไม่สนใจว่าใครเชื่อปรัชญาลัทธิใดหรือนับถือศาสนาใดหรือไม่  แต่ขอให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้

การแพทย์ตามกระบวนทรรศน์ยุคโบราณ

wises

อ.ดร.วิเศษ แสงกาญจนวนิช

ตามกระบวนทรรศน์โบราณ มนุษย์ในยุคนี้เชื่อในหลักการว่าโลกมีกฎเกณฑ์และมนุษย์ควรรู้กฎเกณฑ์เพื่อใช้แสวงหาความสุขบนโลก  รูปแบบการดำเนินชีวิตคือการแสวงหากฎเกณฑ์ และยึดเอากฎของโลกเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าความสำเร็จอยู่ที่การกระทำตามกฎของโลกเป็นสำคัญ จึงต้องพยายามค้นคว้าให้รู้กฎของโลกและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

การแพทย์ตามกระบวนทรรศน์ยุคโบราณจึงเน้นทำการวางระบบระเบียบที่ชัดเจน ถ้าทำแล้วได้ผลก็ให้ปฏิบัติตามนั้น ปลายยุคโบราณมีปัญหาน่าสนใจว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงมีความสุขที่สุด กลุ่มหาความสุขในโลกนี้เชื่อว่าความกลัวเป็นสาเหตุของความทุกข์

โลก จักรวาล และชีวิตมนุษย์เป็นระบบกลไก ไม่มีโลกหน้า ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ชีวิตนี้สำคัญที่สุด จึงแสวงหาความสุขให้มากและรอบคอบที่สุด พวกเขาจึงใช้ชีวิตแสวงหาความเพลิดเพลินในการกินอยู่หลับนอน เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ

กลุ่มศาสนาที่มีอยู่ร่วมสมัยโบราณเชื่อว่าจุดหมายของชีวิตไม่ได้อยู่ที่โลกปัจจุบันหรือชาตินี้  แต่อยู่ที่โลกหน้าหรือชาติหน้าหรือโลกของเทพเจ้า/พระเจ้า การใช้ชีวิตในโลกนี้เป็นเพียงการเตรียมตัว  ปฏิบัติตนในทางที่ดี เพื่อเข้าสู่ความสุขที่แท้ในโลกหน้า กลุ่มนี้จึงมุ่งทำความดีและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเพื่อรอการไปสู่โลกหน้า

ตัวอย่างสำคัญของการแพทย์ในยุคโบราณได้แก่ เช่น

เพลโต ถือว่ามนุษย์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ กาย และ จิตวิญญาณ ซึ่งจะต้องสมบูรณ์ทั้ง 2 ส่วน จึงถือว่ามีสุขภาพดี บุคคลจะมีสุขภาพสมบูรณ์ถ้าจิตดำเนินไปด้วยกันอย่างประสานกลมกลืน (harmoniously) เหตุผล (rational element) ควรอยู่เหนือความปรารถนา (appetitive element) และควรใช้ความกล้าหาญ (spirited element) ส่งเสริมเหตุผล เพื่อทำให้มั่นใจว่าความปรารถนาอยู่ภายใต้การควบคุม ความปรารถนานี้ไม่ควรถูกปิดกั้นโดยสมบูรณ์ แต่ควรได้รับการตอบสนองบ้างตามที่เหตุผลเห็นสมควร เพราะการถูกปิดกั้นมากเกินไปจะทำให้ความรู้สึกตายด้าน ไม่มีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บชนิดใดที่จะให้ผลดีเลิศเท่ากับการรักษากายและใจควบคู่กันไป โดยเฉพาะจิตใจ ความคิดคำนึง เป็นเสมือนพลังและยารักษาโรคที่สำคัญในการต่อสู้โรคร้ายต่างๆได้อย่างดี ไม่ควรมุ่งเน้นการรักษาที่กายอย่างเดียว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าภาวะการมีสุขภาพดีทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ

อริสโตเติลมีแนวคิดตามเพลโต และสนับสนุนความดีทางร่างกาย ได้แก่ ร่างกายสมส่วน แข็งแรง มีสุขภาพดี มนุษย์มีใจเสรีที่จะเลือกทำดีเพื่อให้มีสุขหรือทำเลวมีสุขน้อยกว่าทุกข์ก็ได้  ปัจจัยสำคัญที่ค้ำประกันความสุขได้แก่ “ตระกูลดี มีเพื่อนดีมาก ๆ มีทรัพย์สมบัติ มีสุขภาพดี มีลูกดีมาก ๆ อายุยืนอย่างแข็งแรง ความหล่อ/งาม ร่างกายสมส่วน แข็งแรง มีชื่อเสียง เกียรติยศ โชคดี และคุณธรรม” (1360 b 20)

ฮิปโปเครติส ราว 400 ปีก่อนคริสตกาล เน้นให้แพทย์ทำการวินิจฉัยโรคตามสมมติฐาน และเชื่อในองค์ประกอบของร่างกายและจิต ต่อมา กาเลนัสเน้นว่าอารมณ์ของมนุษย์เป็นผลมาจากความไม่สมดุลของร่างกาย ซึ่งแสดงความเกี่ยวเนื่องระหว่างมนุษย์กับจักรวาลโดยมีความเชื่อมโยงระหว่างจักรวาลภายใน (microcosmos) กับจักรวาลภายนอก (macrocosmos) ซึ่งแพทย์จะมีมุมมองต่อโรคในลักษณะทฤษฎีองค์รวม (holistic theory) ความเจ็บป่วยมีลักษณะเป็นเชิงสัมพัทธ์ (relativistic view) โดยจะมีอวัยวะและของเหลวเป็นสิ่งแสดงออก เช่น  เลือด น้ำดีสีเหลือง น้ำดีสีดำ น้ำเหลือง ถ้ามีความสมดุลของทั้ง 4 ของเหลวก็จะเป็นคนสุขภาพดี

การแพทย์อินเดียเน้นความสมดุลของธาตุทั้ง 5 ตามคัมภีร์อายุรเวท   ธาตุ 5 เรียกว่า ปัญจมหาภูตะ ได้แก่ วายุ เตโช อาโป ปฐวี อากาศ ครรภ์ของสิ่งพื้นฐานทั้ง 5 จึงมีอยู่ในสรรพสิ่งในเอกภาพนี้ และเป็นปฐมกำเนิดจากจิตสำนึกแห่งเอกภาพ การรักษาพยาบาลจึงเน้นการปรับสมดุลและการใช้สมุนไพรและแร่ธาตุในการรักษาโรคเพื่อสมดุลในองค์รวม มีตำรายาหลักที่เขียนขึ้นราว พ.ศ. 600 ได้แก่ ตำรายาของจรกะ (Charaka) เรื่อง Samhita และตำรายาของสุสรุตะ (Susruta) เป็นต้น

การแพทย์แผนไทย เชื่อว่า ร่างกายของเราประกอบด้วย ธาตุทั้ง 4 คือ  ดิน น้ำ ลม และไฟ การเสียสมดุลของธาตุเกิดได้ตามการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา ฤดูกาล ภูมิประเทศ และพฤติกรรม จะทำให้เกิดโรค  ธาตุทั้ง 4 ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดย่อมไม่ได้ ซึ่งหากธาตุใดธาตุหนึ่งแปรปรวนไม่ปกติทำให้เกิดการเสียความสมดุล ร่างกายจะเกิดอาการป่วยไข้ขึ้นมาทันที ดังนั้น การรักษาโรคจึงเน้นความสมดุลของธาตุทั้ง 4   การแพทย์แผนไทยเชื่อว่า สาเหตุของการเจ็บป่วยนั้นมี 6 ประการ คือ มูลเหตุเกิดจากธาตุทั้ง 4 จากอิทธิพลของฤดูกาล เกิดจากธาตุที่เปลี่ยนไปตามวัย จากดินที่อยู่อาศัยและจากอิทธิพลของกาลเวลาและสุริยจักรวาล ประการสุดท้ายเกิดจากพฤติกรรมส่วนตัว การรักษาโรคอันเกิดแก่การเปลี่ยนแปลงของธาตุทั้ง 4 เน้นการวินิจฉัยโรคและรักษาด้วยยาเพื่อเป้าหมาย คือ ยาที่สามารถปรับธาตุทั้ง 4 ให้เกิดความสมดุลและร่างกายเป็นปกติเช่นเดิม

ปรัชญาคือปรัชญา

problem

ศ.กีรติ บุญเจือ

ปรัชญาคืออะไร มีคนเข้าใจไปต่างๆ กันและก็ต่างพากันนิยามไว้ตามที่ตนเข้าใจ ซึ่งก็ไม่ผิด หากแต่ที่ควรแถลงไขก็คือ คนที่คิดว่าปรัชญาไม่มีอะไร นอกจากเรียนเทคนิคเล่นคำปลิ้นปล้อน เอาชนะคู่โต้ วิธีการเหล่านี้เป็นเพียงวิธีการของพวกโซฟิสต์ (Sophist) ที่อ้างตนเป็นผู้รู้ เอาชื่อปรัชญาไปหากิน นักปรัชญา (philosopher) ที่แท้จริงอย่างโสเครติส (Socrates) หาเป็นเช่นนี้ไม่ Continue reading “ปรัชญาคือปรัชญา”

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑