Category: ปรัชญาภิรมย์

พิมพ์เขียว/น้ำเงินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ปรัชญาภิรมย์ (38)

พิมพ์เขียว/น้ำเงินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

แฟนคลับ: ถ้าเช่นนั้นขออ่านพิมพ์เขียวพิมพ์น้ำเงินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสักหน่อยได้ไหมคะ

ผม: ได้ซีครับ

พิมพ์เขียว/น้ำเงินธรรมาภิบาลนั้นเป็นฉันใด

พระปฐมบรมราชโองการเป็นพิมพ์เขียว พระพระดำรัสต่างๆหลังจากนั้นคือพิมพ์น้ำเงิน และทรงปฏิบัติอย่างจริงจัง ว่ากันอย่างนี้ผมว่าจะเข้าใจกันได้ง่ายที่สุดและปฏิบัติได้สะดวกที่สุดสำหรับพลเมืองไทยทุกคน เพื่อปฏิบัติได้จริง จำเป็นต้องขยายความตามความเหมาะสมของสถานการณ์จริงและสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงของแต่ละคน ขอให้นำไปปฏิบัติได้จริงและบรรลุเป้าหมายจริงแห่งพระปณิธานก็แล้วกัน ดีกว่านั้นก็คือแลกเปลี่ยนความคิดความเข้าใจและประสบการณ์แก่กัน เพื่อเสริมพลังและให้กำลังใจแก่กันและกัน ผมขอเริ่มเป็นตัวอย่าง

สำหรับผมจุดแรกสุดแห่งแรงบันดาลใจได้มาจากพระปฐมบรมราชโองการ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ข้อความสั้นๆนี้กินความครบถ้วนกระบวนการแห่งการบริหารงานทุกระดับ คือ 1.กรอบหรือขอบข่ายบริหารได้แก่การบริหารตนเองเป็นปฐม ขยายผลจากพระปฐมบรมราชโองการ “ครองแผ่นดิน” ออกสู่การบริหารทุกผู้ทุกคนที่มีสายสัมพันธ์ต่อกันกับตน บริหารงานอันเกิดจากน้ำใจของตนที่ฝึกฝนมาดีแล้วและมีผู้ร่วมงานที่ฝึกฝนมาดีแล้ว มาร่วมแรงร่วมใจกันทำงานที่อาจจะเป็นบริษัทส่วนตัวขนาดเล็กจนถึงงานบริษัทหุ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดคือธรรมาภิบาลประเทศชาติ  2.วิถีทางที่เลือกแล้วอย่างหวังผล ขยายผลจากพระปฐมบรมราชโองการว่า “โดยธรรม” ซึ่งควรจะเข้าใจให้เต็มความหมายไม่พึงขาดอย่างใดสักอย่างแม้แต่อย่างเดียว อันต้องประกอบด้วยนิติธรรม จริยธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรม อารยธรรม และจรรยาบรรณธรรม อย่าให้ขาดได้แม้แต่สักอย่างอันจะกลายเป็นช่องโหว่ในงานทันทีและจะมีนางแอบแฝงกายมาถือโอกาสใช้ช่องโหว่จนได้ซีน่า ช่องโหว่นิดเดียวอาจทำให้เสียงานใหญ่อย่างน่าเสียดาย 3. เป้าหมายที่ปรากฏชัดเจนในพระปฐมบรมราชโองการว่า “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมย่อมใช้ได้ทั้งสิ้น แต่ขอให้เป็นความสุขแท้ตามความเป็นจริง (the authentic happiness according to reality)” ความสุขคือการมีความพอใจจากการได้ตอบสนองความอยากของสัญชาตญาณ มนุษย์โดยทั่วไปที่ยังไม่บรรลุโสดาบัน ย่อมมีสัญชาตญาณอยากมีความสุขได้ถึง 4 ระดับที่แข่งขันกันชิงดำเพื่อให้ระดับของตนเด่น ไม่ยอมลดลาวาศอกให้แก่กันจึงเกิดความสับสนวุ่นวายและว้าวุ่นในอารมณ์อย่างไม่มีใครจะช่วยได้ ต้องช่วยตัวเองด้วยการศึกษาให้รู้จักตัวเองให้ได้เท่านั้น มิฉะนั้นความสุขแท้ตามความเป็นจริงก็จะเป็นสิ่งแค่เอื้อมและสุดเอื้อมอยู่ร่ำไป เรียนรู้สักนิด จิตจะแจ่มใสและมีความสุขแท้ตามความเป็นจริง เรื่องนี้ต้องขยายโดยจำเป็นครับ

ขอบอกใบ้ให้นิดๆว่า ต้องให้สัญชาตญาณปัญญาเป็นผู้จัดการมรดกในตัวเองเสียก่อน ปัญญามีเม็ดเด็ดนะครับ รู้ว่าต่อมคุณธรรมอยู่ตรงไหน ตีเปรี้ยงเดียวให้ต่อมคุณธรรมแตก ทีนี้ละฮอร์โมนคุณธรรมจะออกจากต่อมคุณธรรม ไปบังคับสัญชาตญาณก้อนหิน สัญชาตญาณพืช และสัญชาตญาณอารักขายีน ให้ทุกสัญชาตญาณหาความสุขอย่างพอดีและพอเพียงไม่ขาดไม่เกินตามพระราชทฤษฎีเศรษกิจพอเพียงอย่างพออกพอใจโดยมีต่อมคุณธรรมสนับสนุนอย่างออกหน้าออกตาและมีความสุข ใบหน้าสดชื่นแจ่มใสพอเพียง เรื่องนี้ต้องขยายเช่นกันครับ!

แฟนคลับ: ก็หมายความว่าพระปฐมบรมราชโองการเป็นพิมพ์เขียวใช่ไหมคะ แล้วพิมพ์น้ำเงินมีกำกับด้วยไหมคะ

ผม: ถูกต้องทีเดียวครับ พิมพ์น้ำเงินคือ พระดำรัสต่างๆที่ตรัสเพื่ออบรมโดยขยายความจากพระปฐมราชโองการอย่างสม่ำเสมอนับเป็นต้นแบบ เพื่อให้พสกนิกรดำเนินตามเพื่อขยายผลให้กว้างขวางออกไปทั่วแผ่นดิน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 ได้ทรงรับรองว่าพระดำรัสต่างๆของพระองค์เป็นปรัชญาชี้แนะการตะล่อมสู่การปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ครอบครัวจนถึงระดับรัฐ ก็นี่แหละที่ผมหมายถึงพิมพ์น้ำเงินละครับ และในเมื่อพระองค์ทรงชี้ว่าเป็นการดำรงและปฏิบัติ ก็หมายความว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องจัดโครงการสร้างจิตสำนึกด้วยการอบรมอย่างเป็นล่ำเป็นสัน พระองค์ตรัสน้อยแต่ปฏิบัติจริยวัตรมาก ทั้ง2รวมกันเป็นเนื้อหาอบรมมหาชนชาวสยามทั้งสิ้น ผมถือว่าเป็นพิมพ์น้ำเงินละครับ มองให้ออก ดูให้ดีซีครับ

แฟนคลับ: จะให้อบรมเรื่องอะไรบ้างล่ะคะ

ผม: ตรงนี้ ถ้ามองว่าพระปฐมบรมราชโองการเป็นวาทกรรมปรัชญา และก็เป็นจริงๆอย่างสมบูรณ์แบบและมีคุณค่ายิ่ง แล้วเราก็มาวิเคราะห์กันตามเทคนิคเชิงปรัชญา โครงการอบรมต่างๆก็จะปรากฏโฉมออกมาชัดเจน

แฟนคลับ: ไหนลองวิเคราะห์ให้ดูซิคะ

ผม: เราหมายถึงพระองค์ทรงกระทำเป็นต้นแบบ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้มีโอกาสฝึกฝนและเดินตามรอยพระยุคลบาท คำว่าจะตรงนี้ถ้าเข้าใจตามสำนวนอังกฤษว่า I will ก็เห็นความตั้งพระทัยหนักแน่นว่าจะทำจริงๆและพระองค์ก็ได้ทรงแสดงว่าได้ทรงปฏิบัติตามพระปณิธานมาตลอดเวลาถึง 70 พรรษาอย่างไม่เคยย่นย่อท้อพระทัย ครองหมายถึงทรงใช้พระอำนาจและศักยภาพทั้งหมดเท่าที่เอื้ออำนวยเพื่อดูแลบริหารทุกสิ่งในพันธกิจรับผิดชอบ แผ่นดินมิได้หมายถึงแค่ผิวหน้าดินตามโฉนดเท่านั้น แต่หมายถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในราชอาณาจักร รวมถึงทรัพยากรใต้ดิน ห้วงท้องนภากาศจนทะลุชั้นโอโซนออกไปถึงนอกอวกาศที่พลเมือบของพระองค์จะมีศักยภาพเอื้อมออกไปได้ ทั้งยังรวมถึงผู้คนทุกคน สัตว์ทุกชีวิตและพืชพันธุ์ธัญญาไม้ทุกต้นที่กำลังมีชีวิตอยู่ ที่เคยอยู่มีชีวิตอยู่ และที่จะเกิดใหม่ในอนาคต รวมถึงวัฒนธรรมและอารยธรรมอันเป็นสมบัติร่วมของคนในชาติทั้งหมด โดยธรรมซึ่งแตกแขนงออกได้อย่างน้อยก็คือนิติธรรม คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรม อารยธรรม และจรรยาบรรณธรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีการอบรมชนิด ปลูก ปลุก อบ รม  บ่ม เพาะ อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องจนเป็นนิสัยและเป็นคุณค่าของชาติ เพื่อประโยชน์สุขเป็นเป้าหมายของการทำดีทุกอย่างตามปณิธาน ตรงนี้ที่ทำให้พระปฐมบรมราชโองการเป็นปรัชญาเต็มรูปแบบ แห่งมหาชนชาวสยามโดยไม่มีการยกเว้นผิว สี เชื้อชาติ อุดมการณ์ และฐานะความเป็นอยู่จนถึงผู้ต้องโทษ ทุกคนต้องมีความสุขได้ตามอัตภาพอันควรมีควรได้

แฟนคลับ: ทำได้หรือคะ ให้ทุกคนมีความสุข

ผม: ทำได้ครับ ต้องให้ทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้ว่าความสุขคืออะไร ให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการฝึกฝนอบรมให้มีความสุข ให้ทุกคนได้มีโอกาสช่วยเหลือแก้ปัญหาความสุขและถูกแก้ปัญหาอย่างมีความสุข

แฟนคลับ: ต้องเรียนรู้อะไรบ้างคะ

ผม: ทุกคนต้องมีโอกาสได้เรียนรู้กระบวนทรรศน์ 5 เพื่อสามารถอ่านใจตนเองได้และอ่านใจกันและกันได้พอสมควร ทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ความสุขสามัญ4ระดับและความสุขสูงขึ้นไปจากการได้ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาของตน ทุกคนต้องได้เรียนรู้กระบวนการทำดีตามอัตภาพ

ประเด็นก็คือราชปรัชญาเป็นปรัชญาแห่งการบริหารครบวงจร คือ บริหารตน บริหารคน บริหารงาน อันเป็นการขยายผลจากปรัชญา Good Governance ที่เราเรียกกันว่าธรรมาภิบาล ซึ่งจะให้ครบวงวงจรก็ต้องเข้าใจตามพระปณิธานว่า “ปกครองโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน”  ขยายผลเป็นปรัชญาบริหารแห่งโลกก็คือ ต้องประกอบด้วย 4 ด้านแบบสหวิทยาการเหมือนกระยาสารท คือ ต่างก็ทำบทบาทของตนได้อย่างอิสระแต่ประสานกันด้วย Good Governance

            แฟนคลับ: อย่างที่เวลานี้มีการรณรงค์กันทั่วประเทศให้รื้อฟื้นโครงการพัฒนาตามพระราชดำขึ้นมาทำกันใหม่ทั่วประเทศอย่างคึกคัก ที่ใดที่ยังไม่มีก็พยายามกระตุ้นให้มีขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งนี้เพื่อถือโอกาสถวายเป็นการเทิดทูนในหลวงในโอกาสขึ้นครองราชย์ครบ 70 พรรษา อย่างนี้ใช่ไหมคะคือพิมพ์น้ำเงินที่อาจารย์อยากเห็น

ผม: ยังไม่ใช่พิมพ์ทั้งพิมพ์เขียวและพิมพ์น้ำเงินอยู่นั้นแหละครับ เพราะพิมพ์น้ำเงินคือการสร้างจิตสำนึกซึ่งจะขาดการฝึกและอบรมไปไม่ได้เด็ดขาดเลยแหละครับ

ขั้นการฝึกอบรมอย่างหวังผลนั่นแหละคือพิมพ์น้ำเงิน พิมพ์น้ำเงินต้องมีพิมพ์เขียวไว้นำร่องก่อนซึ่งจะต้องขยายผลจากพระราชดำริ พระราชดำริเองเป็นพิมพ์เขียวของพระเจ้าอยู่หัว ส่วนโครงการต่างๆที่ได้ทรงกระทำไว้เป็นตัวอย่างนั้นเป็นการย้ำพระปณิธานว่า อย่าเอาแต่พูด ต้องมีการกระทำตามที่พูด แล้วจึงพูดตามที่ได้ทำ

แฟนคลับ: ถ้าเช่นนั้นอาจารย์ลองสมมุติสร้างพิมพ์เขียวจำลองให้ดูเป็นตัวอย่างสักตัวอย่างหนึ่งดีไหมคะ

ผม: ก็ได้ครับ แต่ถือว่าเป็นเพียงพิมพ์เขียวจำลองเท่านั้นนะครับ จริงๆนั้นผมทำคนเดียวไม่ได้ดอกครับ เป็นเรืองใหญ่ ต้องทำกันเป็นทีมระดับชาติครับ เพราะเป็นปัญหาของชาติ ในเมื่อขอร้องให้ลองเสนอโรดแมพจำลองให้ดู ก็ขอเสนอให้มีนักวิจัยในเรื่องนี้สัก 10 คนที่จบปรัชญาปริญญาเอกที่ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้และเป็นอาจารย์สอนปริญญาเอกเรื่องนี้ให้ได้ดอกเตอร์สัก 100 คนที่แยกย้ายกันไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆเพื่อเปิดสอนระดับปริญญาโทให้ได้ผู้จบปริญญาโทสัก 10,000 คนเพื่อให้เพียงพอไปสอนวิชานี้ซึ่งเป็นวิชาบังคับนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีและอาชีวะทุกคนทั่วประเทศ ผู้ได้เรียนวิชานี้ในระดับปริญญาตรีสัก 1  ล้านคนจะเป็นวิทยากรอบรมในระดับชุมชนและนักเรียนทั่วประเทศและสม่ำเสมอ เพราะเรี่องนี้เป็นเรื่องของการอบรมบ่มเพาะ ไม่ใช่เรื่องสอนให้ความรู้ สอนเข้าใจครั้งหนึ่งก็พอแล้วตลอดชีวิต ไม่ใช่เช่นนั้น การอบรมต้องจ้ำจี้จ้ำไชพูดซ้ำๆซากๆโดยมีเคล็ดเปลี่ยนสำนวนโวหารหรือตัวอย่างไปเรื่อยๆ ศาสดาของศาสนาสำคัญๆตระหนักเรื่องนี้ดี จึงกำหนดให้เรียนข้อธรรมครั้งหนึ่งแล้วก็กำหนดให้มีการอบรมกันและกันซ้ำๆซากๆประมาณสัปดาห์ละครั้ง ในพระพุทธศาสนาพระภิกษุต้องท่องสวดปาฏิโมกข์ทุกวันพระและชาวพุทธทุกคนพึงเจียดเวลาไปฟังธรรมฟังเทศน์ทุกวันพระ ชาวมุสลิมทุกวันศุกร์ ชาวคริสต์ทุกวันอาทิตย์ เป็นต้น ทั้งนี้ขอเน้นว่าเพราะเป็นเรื่องของการอบรม หน่วยงานราชการทั้งหลายถ้าจัดเวลาอบรมข้าราชการในสังกัดทุกสัปดาห์ไม่ได้ก็ขอเป็นทุกเดือนก็ยังดี

แฟนคลับ: สมมุติว่าได้โรดแมพหรือพิมพ์เขียวแล้ว ทีนี้พิมพ์น้ำเงินเล่าคะ

ผม: สมมุติว่าได้วิทยากรครบถ้วนตามโรดแมพแล้ว หากบุคคลเหล่านี้ไม่เอาไปใช้ หรือไม่มีเวทีให้ปฏิบัติตามบทบาทที่ได้กำหนดให้ ก็เรียกว่าได้แต่พิมพ์เขียว และพิมพ์น้ำเงิน ประเทศชาติก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ผู้รับผิดชอบบริหารงานแผ่นดินต้องจัดเวทีให้พวกเขาได้ปฏิบัติจริงตามบทบาทของตนจึงจะได้การบริหารครบองค์ประกอบของธรรมาภิบาล คือ บริหารตน บริหารคน และบริหารงานครับ

แฟนคลับ: ทำอย่างไรคะ

ผม: พวกเขาจะต้องช่วยกันสร้างเนื้อหาและปรับให้ทันสมัยและทันเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา ทำตำราและอุปกรณ์การสอนให้พลิกแพลงถูกใจผู้เรียนอยู่เสมอ แล้วก็จัดให้มีการเรียนจริง กับการอบรมจริงอย่างสม่ำเสมอ

พิมพ์น้ำเงินของนิติธรรมศึกษาก็คือ

  1. อบรมกฎหมายที่ควรรู้ตามวัยและวุฒิ
  2. อบรมจิตารมณ์ของกฎหมาย คือกฎหมายมีไว้เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
  3. อบรมจิตตารมณ์พอเพียง คือ ไม่ขาดไม่เกิน ถ้าขาดจะเปิดช่องโหว่ให้คนฉลาดเอาเปรียบคนโง่ ถ้าเกินความจำเป็นก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้กฎหมายละเมิดสิทธิของผู้หวังพึ่งกฎหมาย

พิมพ์น้ำเงินของจริยธรรมก็คือ

  1. อบรมให้ตระหนักว่าทำดีมีสุขแท้และมากกว่าทำชั่ว
  2. อบรมให้ตระหนักว่าทำดีมีสุขแท้ได้ต้องมีจริยธรรมประจำตัว

3.อบรมให้ตระหนักว่าจริยธรรมคือชุดหนึ่งของคุณธรรมที่ทำให้คนคนหนึ่งหรือกลุ่มชนหนี่งได้ชื่อว่าเป็นคนดี

  1. อบรมให้ตระหนักว่า คุณธรรมคือการประพฤติดีจนเคยชินเป็นนิสัย
  2. อบรมให้ตระหนักว่าความประพฤติดีคือการตัดสินใจทำการตามเสียงชี้ขาดของมโนธรรม ตรงกันข้ามการตัดสินใจทำการฝืนมโนธรรมได้ชื่อว่าประพฤติชั่ว
  3. อบรมให้ตระหนักว่ามโนธรรมคือเสียงชี้ขาดจากปัญญาว่าต้องทำสิ่งที่รู้ว่าดีปราชญ์ยกย่อง และละเว้นสิ่งที่รู้ว่าไม่ดีปราชญ์ตำหนิ
  4. อบรมให้ตระหนักว่าจะทำดีมีสุขแท้ต้องเดินตามสัญชาตญาณปัญญาที่มีความสุขกับการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา
  5. อบรมให้ตระหนักว่าทำชั่วมีสุขไม่แท้เพราะเดินตามสัญชาตญาณก้อนหิน สัญชาตญาณพืช และสัญชาตญาณอารักขายีน โดยไม่มีสัญชาตญาณปัญญาควบคุม
  6. อบรมให้ตระหนักถึงกระบวนการทำงานของมโนธรรมเพื่อจับเคล็ดการปรับกิเลสหนาที่สุดสู่คุณธรรมละเอียดอ่อนสุด
  7. อบรมให้ตระหนักว่าคุณธรรมแม่บท 4 เป็นฐานของความดีพร้อมแบบบูรณาการ

พิมพ์น้ำเงินของศีลธรรมก็คือ

1.อบรมให้ซึ้งในเจตนาของศาสดา

  1. อบรมให้ตระหนักว่า ต้องมุ่งที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตไว้ก่อน อย่างไรเสียก็จะเป็นเจตนาของศาสดาไม่โดยตรงก็โดยอ้อม

พิมพ์น้ำเงินของวัฒนธรรมไทยคือ

1.วัฒนธรรมเป็นการแสดงออกภายนอกของอารยธรรม

  1. เรามีอารยธรรมสยามซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษทุกเชื้อชาติที่ได้อาศัยผืนแผ่นดินไทยสร้างคุณค่าไว้ร่วมและรวมกันซึ่งพลเมืองไทยทุกคนเป็นเจ้าของพึงรักและหวงแหน ตลอดจนเอาใจใส่ศึกษาและพัฒนาต่อเพื่อเชิดหน้าชูตาต่อชาวโลก

พิมพ์น้ำเงินของจรรยาบรรณธรรมคือ

1.แต่ละหน่วยงานพึงจัดให้มีจรรยาบรรณที่เจ้าของหรือผู้รับผิดชอบสูงสุดของหน่วยงานเลือกขึ้นมาเป็นจุดเด่นของหน่วยงานและเป็นความภูมิใจของสมาชิกที่มีจุดเด่นดังกล่าว

  1. จรรยาบรรณได้แก่ข้อกฎหมาย ข้อคุณธรรม ข้อศาสนธรรม ข้อวัฒนธรรมและอารยธรรมไทยที่หน่วยงานต้องการชูขึ้นเป็นจุดเด่นของหน่วยงาน

 

หมายเหตุ

              ตอนนี้เป็นตอนจบของเรื่องปรัชญาภิรมย์ ต่อไปทุกเรื่องจะจบในตัว จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ดาวรุ่งแทนแอร์เริสทาทเถิล

badiou

ปรัชญาภิรมย์ (37)

ดาวรุ่งแทนแอร์เริสทาทเถิล

แฟนคลับ: เอาเป็นว่านักปรัชญาที่เป็นดาวรุ่งระดับโลกในปัจจุบันเป็นใคร แล้วเขาคิดอะไรอยู่ และทำไมจึงถูกใจนักคิดในปัจจุบันขณะนี้

ผม: เท่าที่ผมรู้ก็เห็นจะได้แก่ศาสตราจารย์อแลง บาดีอู (Alain Badiou) ชาวฝรั่งเศสครับ ผมเชื่อตามที่ Oliver Feltham ได้เขียนในบทนำหนังสือแปลจากบาดีอู: Infinite Thought, Truth and the Return to Philosophy: London, Continuum, 2004, p.1 ว่า” Alain Badiou is one of  France’s foremost living philosophers อแลง บาดีอูเป็นนักปรัชญาที่เด่นที่สุดคนหนึ่งของฝรั่งเศสที่ยังมีชีวิตอยู่”

แฟนคลับ: ถ้างั้นก็ขอทราบเบื้องหลังเลยค่ะ  แล้วค่อยมาดูความคิดที่ทำให้เขาเป็นดาวรุ่งทางปรัชญา ทำไมชาวโลกจึงชอบ และสุดท้ายจะได้ช่วยกันดูว่านักคิดไทยควรสนใจรับรู้มากน้อยแค่ไหน ดีไหมคะ

ผม: เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ ผมจะพยายามดูว่าจะทำได้แค่ไหน

แฟนคลับ: เอาเลยครับ/ค่ะ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ดีกว่าไม่รู้เรื่องเลยว่าชาวโลกเขากำลังสนใจคิดอะไรกัน จะรู้แค่ความคิดเดิมๆ เก่าๆแก่ๆล้าสมัยแล้ว ไม่ทันรับประทานแล้วละครับ

ผม: อย่างนั้นก็เอาเลย ผมจะได้สบายใจ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ว่ากันเท่าที่เต็มที่ก็แล้วกัน หนังสือหลักที่ผมอ่านอยู่ขณะนี้ก็คือ Ed Pluth. Badiou: A Philosophy of the New. Cambridge: Polity Press, 2010, p.17. อแลง บาดีอู เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ.1937 หรือพ.ศ.2480 (ผมอายุได้ 8 ขวบแล้วครับ กำลังเรียนชั้นประถม 1) ที่จังหวัด Rabat ประเทศโมรอคโคซึ่งขณะนั้นเป็นประเทศในอารักขาของฝรั่งเศส บิดามารดาเป็นชาวฝรั่งเศส จบจากสถาบัน Ecole Normal Superieure แห่งปารีสด้วยกันทั้งคู่ บิดาได้ปริญญาคณิตศาสตร์ มารดาได้ปริญญาอักษรศาสตร์ ไม่รู้ไปทำอะไรที่โมรอคโค สงสัยจะได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่นั่น ระหว่างสงครามโลกบิดาเข้าขบวนการใต้ดินต่อต้านการยึดครองของนาซี เมื่ออแลงขึ้นชั้นมัธยมศึกษาครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ที่ตูลูส (Toulouse) บิดาสมัครเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมและได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีแห่งตูลูส ครั้นจบชั้นมัธยมศึกษาก็ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดิมของบิดามารดาที่กรุงปารีส คือ Ecole Normale Superieure ตั้งแต่ค.ศ.1956 โดยผสมผสานคณิตศาสตร์กับอักษรศาสตร์เป็นปรัชญา และสนใจปรัชญามากซีสม์เป็นพิเศษภายใต้การนำของอัลตูสเซร์ (Althusser) จบแล้วได้ตำแหน่งอาจารย์ปรัชญาที่มหาวิทยาลัยแรงส์ ค.ศ.1968 อายุ31ปีได้ตำแหน่งสอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยปารีสร่วมกับ  Deleuze  ก.ค.ศ.1998 ได้ตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาปรัชญาของสถาบัน Ecole Normale Superieure จนเกษียณอายุเมื่อค.ศ.2002 มีงานเขียนมากมายทางปรัชญา  นวนิยาย และวิจารณ์สังคม ภาพยนต์ ดนตรี ศิลปะ แนวคิดปรัชญาพัฒนาจาก มากซีสม์ เป็นมากซิสม์ใหม่ และหลังนวยุคสายกลางในที่สุด

ระหว่างที่เรียนปรัชญา (1956-1966) ได้เรียนมากซิสม์ใหม่ตามการตีความของอัลตุสเซร์ ได้เรียนลัทธิโครงสร้างนิยม(structuralism) ของเลวีสโตรส ลัทธิหลังโครงสร้างนิยม(poststructuralism) ของลากอง ลัทธิอัตถิภาวนิยมของซาตร์ บาดีอูเองสารภาพว่าติดใจซาตร์มากทั้งความคิดและบุคลิกภาพ มุ่งรู้ทุกอย่างของซาตร์อย่างคลั่งไคล้เป็นบ้าเป็นหลัง อาจารย์สอนปรัชญาชมว่ามีหัวปรัชญาก็เลยอยากเป็นนักปรัชญาอย่างซาตร์เพื่อเป็นขวัญใจของผู้อ่านเหมือนอย่างซาตร์ ค.ศ.1960 มีการนัดหยุดงานใหญ่ของกรรมกรในเบลเยียม เขาลองฝีมือทำหน้าที่นักข่าวเชิงวิจารณ์และได้ผล และคิดว่าจะทำอย่างซาตร์ได้จริงๆ เพราะในปีค.ศ.1964 สำนักพิมพ์ Editions du Seuil รับพิมพ์เผยแพร่หนังสือ Almagestes อันเป็นนวนิยายปรัชญาที่แสดงบรรยาศกระบวนทรรศน์ที่2ของชาวกรีกแห่งเมืองแอลเลิกแซนเดรียขณะกำลังเป็นศูนย์กลางโลกแห่งความรู้โดยเลียนสไตล์การเขียนของซาตร์

ระหว่างเป็นอาจารย์สอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยแรงส์ (ค.ศ.1966-7) ก็ได้พิมพ์เผยแพร่นวนิยายปรัชญาอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า Portulants กรรมกรท่าเรือที่แสดงบรรยากาศกระบวนทรรศน์ที่ 4 มาร์กซิสท์ของชาวฝรั่งเศสยุคอุตสาหกรรมรุ่ง ในขณะเดียวกันก็พยายามรวบรวมอาจารย์และนักศึกษาหัวรุนแรงฝ่ายซ้ายเรียกว่าชมรมญาณปรัชญา (Epistemoligy Circle) เลียนแบบชมรมเวียนนา เพื่อศึกษา พัฒนาและเผยแพร่อุดมการณ์ของคาร์ล มากซ์ให้เหมาะกับรสนิยมของชาวฝรั่งเศส มีวารสาร Les cahiers pour l’analyse สมุดวิเคราะห์ มีสมาชิกร่วมสนใจจากสาขาวิชาต่างๆเป็นอันมาก เช่น สายคณิตศาสตร์ ปรัชญาลัทธิโครงสร้าง ลัทธิมากซ์ สายจิตวิเคราะห์ สายภาษาศาสตร์ นักปรัชญาเด่นๆสนใจร่วมลงบทความเช่น Derrida, Foucault, Lacan, Althusser, Levi-Strauss, Canguilhem บาดิอูลง 2 บทความสำคัญคือ “Infinitesimal Subversion” และ  “Mark and Lack: On Zero ” ซึ่งแสดงแนวโน้มชอบประนีประนอมความขัดแย้งในรูปแบบ (Formal Dialectics)  ที่จะขยายผลเป็นหนังสือ The Concept of Model, 1969.

ค.ศ.1968 เริ่มเป็นอาจารย์สอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยปารีสเขต 8 แวงแซน (Vincennes) เหตุระทึก (Event ในความหมายที่บาดิอูต้องการ) แรก ณ ที่เข้ามาสอนที่แวงแซนก็คือ การนัดหยุดงานทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคม 1968 ซึ่งทำให้บาดิอูช็อคมากๆขนาดที่บาดิอูเปรียบได้กับเหตุการณ์บนถนนสู่ดามาสคัส (The Road to Damascus)   อะไรทำให้บาดิอูเปรียบเทียบเช่นนั้น เอ็ดพลุธพยายามรวบรวมเหตุผลไว้หลายประการด้วยกัน เช่น 1.กระแสความคิดโครงสร้างนิยมหักเหเข้าทิศทางของหลังนวยุคโดยเรียกตัวเองว่าหลังโครงสร้างนิยม ดังมีสำนวนพูดล้อเลียนสังคมฝรั่งเศสในช่วงนั้นว่า “La structure ne marche pas dans la rue. โครงสร้างไม่ออกมาเดินให้เห็นในถนนอีกแล้ว”  2.- บาดิอูหันมาให้ความสำคัญแก่ลัทธิเหมาในองค์การ UCFML หรือUNION OF COMMUNISM FRENCH-MARXIST-LENINIST ที่ตนเองเป็นหัวเรือใหญ่จัดตั้งขึ้นในปีค.ศ.1970 ซึ่งตนเองได้พยายามชักชวนให้เชื่อว่าเหมาอธิบายทฤษฎีปฏิพัฒนาการ (dialectical theory) ได้ดีที่สุด 3.ท่าทีของบาดิอูเปลี่ยนจากพยายามรับฟัง (passivist) เป็นนักปลุกระดม (activist) ดังคำสารภาพของบาดิอูเองในหนังสือThe Century ว่า “ข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์ชัดเจนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการรณรงค์กับการยอมจำนน มันเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในเหตุการณ์พฤษภาคม1968และหลายปีต่อมา มันถอนข้าพเจ้าออกจากความเป็นอยู่แบบก่อน คือรับรู้แล้วก็เลือกเอาไปใช้ตามอัธยาศัย มาเป็นพยายามหาทางแก้ไขและอยากจะเสนอให้คนทั้งโลกได้รับรู้เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา

ค.ศ.1980 เริ่มเผยแพร่ความคิดของตนเองแบบหลังนวยุคสายกลางเป็นภาษาฝรั่งเศษ ยังไม่มีใครสนใจแปลเป็นภาษาอังกฤษ ขณะนั้นนักคิดสหรัฐฯกำลังตื่นเต้นกับลัทธิหลังนวยุคจากฝรั่งเศสและเยอรมนี และกำลังจะหาสายกลางของตนเองที่ปรับเข้าได้กับลัทธิปฏิบัตินิยมเพื่อให้เป็นลัทธิปฏิบัตินิยมใหม่ เพิ่งจะเริ่มมีผู้แปลความคิดของบาดิอูเป็นภาษาอังกฤษเมื่อปีค.ศ.1999 ชื่อว่า Manifesto for Philosophy: State University of New York จากนั้นความคิดของบาดิอูก็พรั่งพรูเข้ามาในภาษาอังกฤษและนักคิดอเมริกันก็พบว่าปรัชญาหลังนวยุคสายกลางหรือลัทธิปฏิบัตินิยมใหม่ที่ตนต้องการและแสวงหาอยู่นั้นก็คือปรัชญาที่บาดิอูกำลังเสนออยู่นี่เอง เพียงแต่ต้องปรับบางอย่างที่ต้องปรับ (mutatis mutandis = to change what to be changed) ผมได้รู้จักความคิดของบาดีอูก็โดยผ่านทางหนังสือแปลเหล่านี้แหละ หนังสือที่ตั้งใจพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นสำคัญ เช่น Theory of Subject (2009), Being and Event(1988), Conditions (2008), Saint Paul (2003)  ที่เน้นความสุขแท้ตามความเป็นจริง เช่น Saint Paul (2003), Manifestation for the Philosophy, vol. 2 (2011), Aesthetics (1993), Gilles Deleuze (1997) ที่มุ่งสร้างบรรยากาศพหุภาวนิยม เช่น Transitory Ontology (1998), Manual of Inesthetics (1998), Metaphysics (1998) สรุปได้ว่าความคิดของบาดิอูนักปรัชญาดาวรุ่งล่าสุดที่รับรู้กันของมนุษยชาติ เน้น 3 ประเด็น คือ 1.พัฒนาคุณภาพชีวิต 2. เพื่อความสุขของมวลชน 3. สร้างกระบวนทรรศน์พหุนิยมไม่ยึดมั่นถือมั่นมีหลักยึดเหนี่ยวแต่ไม่ยึดติด จึงต้องหาอภิปรัชญาที่เหมาะสม

แฟนคลับ: ตรงนี้ใช่ไหมคะที่ถูกใจท่านอาจารย์

ผม: ใช่ แต่ไม่ทั้งหมด มีมากกว่านั้นเยอะ เมื่อ 77 ปีมาแล้ว พ.ศ.2482  ผมประสบเหตุระทึกใจ(Event ในความหมายของบาดิอูเป็นครั้งแรกเมื่ออายุได้ 10 ขวบ ขณะนั่งที่หัวบันไดบ้านมองดูพระจันทร์เต็มดวง นึกอยากมีปีกบินไปดูว่าบนดวงจันทร์มีอะไรกันแน่ แล้วก็บินต่อออกไปเรื่อยๆจนถึงดาวดวงสุดท้าย แล้วก็บินต่อไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ มันไม่น่าจะจบ ถ้าจบก็จะเอาค้อนติดตัวไปต่อยให้ทะลุแล้วก็บินต่อไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด ก็คงมีที่ให้บินต่อไปเรื่อยๆ ความไม่รู้จบมันคืออะไร รุ่งเช้าไปถามครู ครูบอกเพียงสั้นๆว่าไม่รู้ เขาเขียนเป็นเลขแปดนอน รู้เพียงแค่นั้น จึงได้ตั้งปณิธานให้กับตัวเองว่าโตขึ้นต้องเข้าใจให้ได้ เมื่อมีโอกาสได้เรียนปรัชญาจึงเอาฤกษ์ตั้งคำถามวิทยานิพนธ์ว่า Does Infinity Exist? ทำจบสอบผ่านได้ แต่ก็ยังรู้สึกว่าตีบทยังไม่แตก

เหตุระทึกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2541 อายุได้ 69 ปี ได้ทุนไปเรียนปรัชญาหลังนวยุคเป็นเวลา 6 เดือนที่วอชิงตันดีซี ตื่นเต้นที่ได้รู้ว่า ปรัชญาที่แล้วๆมาล้วนเป็นปรัชญายึดมั่นถือมั่น อันเป็นสาเหตุแห่งการแบ่งพวกตามความคิดที่ยึดมั่นถือมั่น อันเป็นสาเหตุให้แข่งขันกันหาคนมาเข้าพวกให้มีพวกเยอะๆไว้ อันเป็นสาเหตุแห่งการไม่ไว้ใจกัน อันลงท้ายด้วยการทำลายเขาก่อนที่เขาจะทำลายเรา ปัญหาตามมาเยอะ ต้องอบรมกันใหม่ให้ตรงข้ามคือไม่ยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือว่า 1.แบ่งกลุ่มกันรับผิดชอบแทนแบ่งพวก 2. ช่วยเหลือเกื้อกูลกันแทนแข่งขันกัน 3.ไว้ใจกันแทนไม่ไว้ใจกัน 4. สามัคคีธรรมแทนทำลายกัน ฝรั่งเขาดีใจกันว่าได้พบของใหม่มีคุณค่ายิ่งต่อมนุษยชาติ ผมเลยแสดงมุทิตาจิตร่วมยินดีกับผู้ประสบความสำเร็จที่น่ายกย่อง ครั้นกลับมาสอนบังเอิญอ่านพบทิฏฐิสูตรระบุไว้ตั้ง 2,500 ปีมาแล้วว่า อลีนะคือทรรศนะที่ว่าอิทเมวสจฺจํ โมฆมญฺญํ นำไปสู่วิวาทะ ไม่พึงยึดถือ เท่านั้นแหละเกิดเหตุระทึกเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต เรามีของดีมานาน “อลีนะ” พระะพุทธเจ้าพบ ชาวอินเดียเขาไม่เชิดชูเท่าที่ควร กลับไปยกให้เป็นเกียรติแด่มหาตมะ คานทีแต่เพียงผู้เดียว ก็ช่างเขาปะไร เราคนไทยมาช่วยกันเชิดชูดีไหม บอกให้ฝรั่งเขารู้กันเสียทีว่าที่ยูว่าค้นพบใหม่นั้นมันใหม่สำหรับยู แต่ไอเทิดทูนมานานแล้ว เก็บไว้อย่างดี ใส่ตู้ไว้กราบเช้ากราบเย็น  ตอนนี้จะนำออกแสดงให้โลกเห็นแล้วละนะ ชาวอินเดียเขาไม่สนใจหรอก อย่าไปถามเขาให้เสียเวลาเลย ผมระทึกใจจริงๆก็ตอนนี้แหละ เหตุระทึกที่ 3 เกิดขึ้นวันนี้เอง วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ.2559 อายุ 87 ปี เตรียมสอนปริญญาเอกปรัชญาสวนสุนันทาพยายามสรุปประเด็นจากหนังสือของ Ed Pluth เรื่อง Badiou: A Philosophy of the New, 1910 ได้เป็น3ประเด็นดังกล่าวข้างต้น ขณะเดินย่อยอาหารหน้าบ้านเวลา 20.00น. ขณะทบทวนความจำว่าวันที่ 5 พฤษภาคม จะต้องแต่งเต็มยศเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อถวายความจงรักภักดีในงานสโมสรสันนิบาต พลันนึกไปถึงพระปฐมบรมราชโองการเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เอ๊ะ! มันตรงกันนี่ ปิ๊ง!!! บาดิอูแถลงไว้เมื่อพ.ศ.2532 (ค.ศ.1989) ด้วยการเผยแพร่หนังสือ Manifesto for Philosophy พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสไว้ก่อนถึง 39 ปี เอาละซี จะทำอย่างไรดี จะเฉยอยู่ไย นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงศึกษาทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงรู้กระแสความคิดและความต้องการของกระแสความคิดปรัชญาระดับโลกอย่างแน่นอน พระปฐมบรมราชโองการของพระองค์มีลักษณะปรัชญาสมบูรณ์แบบสำหรับคนทั้งโลก ประองค์ตรัสตัดหน้าดาวรุ่งบาดิอูถึง 39 ปี เมื่อพระองค์ประกาศพระปฐมบรมราชโองการในปีพ.ศ.2493 (ค.ศ.1950) นั้น ปรัชญาของผมเองยังไม่เป็นลูกผีลูกคน (เพราะผมไปเริ่มเรียนปรัชญาในเดือนตุลาคม ค.ศ.1952) ในขณะที่บาดิอูมีอายุเพียง 13 ขวบ (ยังเรียนไม่ถึงมัธยมศึกษาด้วยมั้ง) เหตุระทึกใจล่าสุดของผมจึงอยู่ตรงนี้ ในขณะที่ผมส่งบทความ “ราชบัณฑิตเสวนา”ประจำเดือนเมษายนไปให้หนังสือพิมพ์เดลินิวส์เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2559 โดยวิเคราะห์ว่าพระดำรัสเป็นเหมือนพิมพ์เขียว เสริมด้วยพระจริยวัตรในฐานะพิมพ์น้ำเงิน ทั้ง 2 พิมพ์มุ่งที่ความสุขของมวลชน ด้วยสัญชาตญาณปัญญาคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือและแสวงหา เสร็จแล้วก็หันไปเตรียมสอนหลักสูตรปริญญาเอก-โทปรัชญาและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (รับนักศึกษาจบตรี-โทเพื่อเรียนโท-เอก) บังเอิญปิ๊งหนังสือเขียนโดย Ed Pluth เริ่มอ่านตั้งแต่คำนิยม คำนำ… อ่านแล้ววางไม่ลง รู้สึกเหมือนได้เห็นคนคนหนึ่งเดินตามรอยพระยุคลบาททิ้งช่วงเวลากัน 39 ปีและอยู่คนละทวีป พูดเรื่องเดียวกันแต่ในคนละบรรยากาศและด้วยสำนวนภาษาต่างกัน บาดิอูพูดด้วยสำนวนภาษาปรัชญาให้นักปรัชญาระดับโลกอ่าน ผมจึงต้องพยายามแปลงให้เป็นสำนวนภาษาที่คนไทยส่วนมากจะเข้าใจได้ตามนโยบายต่วยตูน ส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสด้วยภาษาราชการไทยให้พลเมืองไทยทุกคนเข้าใจได้และทรงเสริมด้วยพระจริยวัตรในกรอบของกฎมณเฑียรบาล ผมจึงต้องขยายความให้เป็นปรัชญาที่ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่ผมจะหยั่งเห็นได้และสาธยายให้ผู้รู้ปรัชญาในภาษาไทยจะวิจักษ์ได้ เพราะมาถึงพ.ศ.นี้คนไทยได้เรียนรู้ปรัชญาระดับโลกกันพอสมควรแล้ว เพียงยังปรับสำนวนภาษาและความเข้าใจร่วมกันยังไม่ดีนัก จึงต้องพยายามหาทางสายกลางเท่าที่เห็นว่าจะเข้าใจตรงกันได้มากที่สุด ต้องพูดจากันไปเรื่อยๆแล้วทุกอย่างจะค่อยๆเข้าที่เข้าทาง ถ้าไม่พูดอะไรกันบ้างเลยก็คงจะไม่มีอะไรดีขึ้นอย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้น ผมยังใฝ่ฝันจะปรับให้สำนวนเข้ากระแสปรัชญาทันสมัยระดับโลก เพื่อให้กระแสปรัชญาระดับโลกได้ตระหนักว่ามีราชปรัชญาไทยในยุคปัจจุบันที่ชาวโลกควรรับรู้

แฟนคลับ: ถ้าเช่นนั้นขออ่านพิมพ์เขียวพิมพ์น้ำเงินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสักหน่อยได้ไหมคะ

ผม: ได้ซีครับ ขอผลัดไว้ครั้งหน้านะครับ เพราะครั้งนี้ได้เพียงแค่นี้ครับ

ปรัชญาทำไมถึงต้องยากด้วย?

ปรัชญาภิรมย์ (36)

ปรัชญาทำไมถึงต้องยากด้วย?

         แฟนคลับ: เท่าที่ได้สนทนากับอาจารย์เมื่อเดือนที่แล้ว ก็ยังรู้สึกงงๆอยู่ ไม่รู้ว่าทำไมนิยามของปรัชญาจะตกลงกันให้ลงตัวเสียก่อนไม่ได้หรือแล้วค่อยมานิยามกันตามเนื้อหาที่ตกลงกันลงตัวแล้ว ทำไม่ได้หรือคะ มันจะได้ง่ายเหมือนวิชาอื่นๆไงล่ะคะ

ผม: เออ! คำแนะนำน่าสนใจดี แต่ก็น่าคิดอยู่ว่า การทำเช่นนั้นมิเป็นการถอยหลังลงคลองหรือเปล่า และจะทำดีหรือว่าทำเสียให้แก่วิชาปรัชญาหรือเปล่า ที่ว่าถอยหลังลงคลองก็เพราะเมื่อก่อนก็คิดทำกันอย่างนั้น ไปๆแล้วกลับรู้สึกกันว่ามันหลงทาง แต่บางคนก็ยอมหลงทาง ปรัชญาก็เลยเหงาไปเลย เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง ไปแย่งงานเอางานของผู้อื่นมาทำซ้ำซ้อนกับงานของคนอื่น งานของปรัชญาจริงๆก็เลยค้างเติ่ง ไม่มีคนทำ กลายเป็นช่องโหว่ของสังคม คิดใหม่ทำใหม่กันดีกว่าไหม ให้สมกับที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เลี้ยวโค้งเข้ากระบวนทรรศน์หลังนวยุคแล้ว

แฟนคลับ: แล้วเอายังไงกันดีล่ะคะ

ผม: เอากันใหม่ตั้งแต่ฐานความคิด คือ พื้นฐานสุดของปรัชญากันเลยนะครับ แล้วค่อยดูกันต่อไปว่า โฉมหน้าใหม่ของปรัชญาควรจะเป็นอย่างไรและจะมีบทบาทอย่างไรในการเยียวยาชาติ เอาละครับ เอากันตั้งแต่นิยามปรัชญากันเลย ปรัชญาโฉมหน้าใหม่พึงนิยามได้อย่างง่ายๆ เว้ากันซื่อๆว่า “ปรัชญาคือความรู้ว่าด้วยปัญญา Knowledge about the Intellect” อะไรๆที่เกี่ยวกับปัญญาก็ขอให้โยนมาให้ปรัชญาเถอะ ปรัชญารับได้หมดและรับไว้หมด และไม่ต้องกลัวว่าจะก้าวก่ายกับวิชาใดที่กำหนดเป็นวิชาเรียนกันอยู่ เพราะวิชาต่างๆล้วนแต่กล่าวถึงผลิตผลของปัญญาทั้งสิ้น โดยแบ่งเนื้อหากันเป็นส่วนๆ แต่ไม่มีวิชาใดสนใจถามปัญหาเรื่องปัญญาตรงๆ แม้ตัวปรัชญาเองก็เถอะน่า อย่าว่าอื่นไกลที่ไหนเลย เพราะเรื่องของปัญญาไม่ใช่ผลผลิตของปัญญา แต่ถามปัญญาตรงๆและปัญญาต้องตอบเองพึ่งส่วนอื่นไม่ได้ ต้องเป็นจำเลยและเป็นทนายเอง วิชาอื่นๆต้องชิดซ้ายไปก่อน เพราะวิชาอื่นๆทั้งหมดเป็นผลผลิตทั้งหมดของปัญญาอีกต่อหนึ่ง บางคนจึงบอกว่าแท้ที่จริงแล้วปรัชญาไม่ใช่วิชา เพราะเนื้อหามิได้อยู่ในระดับเดียวกับวิชาทั้งหลาย แต่เป็นผลพลอยได้จากเนื้อหาทั้งหมดของปัญญารวมกัน กลั่นออกมาเป็นปรัชญา ปรัชญาจึงเป็นความรู้อีกระดับหนึ่งต่างหาก ต้องมีวิชาอื่นทั้งหลายเสียก่อนจึงมีปรัชญาขึ้นมาได้ เนื้อหาปรัชญาตามคติหลังนวยุคจึงมิใช่สักแต่เป็นผลของความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด ตามนิยามเช่นว่านั้นอะไรๆก็เป็นปรัชญาได้ จะนิยามเช่นนั้นก็นับว่าถูกอยู่และก็ใช้ไปพลางๆก่อนได้ ในระหว่างที่ตัวปัญญาเองยังไม่รู้จักคิดหวนกลับหาตัวเองอย่างเชี่ยวชาญ ในเมื่อมีอะไรที่รู้มาและยังไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร จะให้สังกัดอะไรดี ก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบเนียนๆแก้เก้อไปก่อนว่า เป็นผลของความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด ก็พอกล้อมแกล้มแก้เก้อไปได้

แฟนคลับ: คิดตรงๆไม่ได้ปรัชญา ได้แต่วิชา ต้องคิดย้อนกลับหาตัวเอง จึงจะเป็นปรัชญา อย่างนั้นใช่ไหมคะ อย่างที่นักหลังนวยุคชอบพูดกันว่า “Reread all, reject none ย้อนอ่านหมด ไม่ลดละเลิก เสิกสานใส ในภวังค์” ใช่ไหมคะ

ผม: ก็อะไรๆในทำนองนั้นแหละ คือ ปัญญาต้องทบทวนผลงานของตัวเองทั้งหมดอย่างรวมๆ หวนกลับไปกลับมาจนตระหนักขึ้นได้เองเป็นทำนองรู้ตัวเองว่า ตนเองสนใจความจริง ถึงกับถามตัวเองว่าที่ตนเชื่อว่าอะไรจริงนั้นใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัดซึ่งวัดแล้วตัวเองเชื่อว่าต้องจริงแน่นอน คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา เพราะเขาไม่ใช่ฉัน  พอได้เกณฑ์ก็เอาไปใช้กำหนดความรู้ทั้งหลายว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังของสิ่งทั้งหลายที่ตนเชื่อว่ามีอยู่นั้นเป็นอะไรอย่างรวบรัดที่สุด เมื่อเอาเกณฑ์ความจริงผนวกกับความเป็นจริงที่ตัวเองเชื่อว่ามีจริงมารวมกันเข้าก็จะได้ปรัชญาบริสุทธิ์ของตนเองฐานอ้างอิงเฉพาะตัว (personal base of reference) ซึ่งจะให้คำตอบสุดท้ายแก่ทุกเรื่องที่ต้องการการตัดสินหรือตัดสินใจ ซึ่งอาจจะเป็นตัวเองถามเองตอบเองก็ดีหรือผู้อื่นอยากได้คำตอบก็ดี ฐานอ้างอิงนี้แหละที่ช่วยให้ความแน่ใจ ฐานอ้างอิงนี้เมื่อถูกใช้สำหรับตัดสินหรือตัดสินใจในเรื่องทำดีหนีชั่วก็จะได้ชื่อพิเศษว่าเป็นฐานมโนธรรม (conscience) ซึ่งจะช่วยให้มีความสุขเละสนุกกับการใช้มโนธรรมควบคุมสัญชาตญาณระดับต่างๆให้ประสานกันอย่างดี มีส่วนช่วยให้ผู้ไม่คิดจะนับถือศาสนาหันมาสนใจศาสนา และผู้ที่นับถือศาสนาอยู่แล้วรู้สึกได้ว่ามีความสุขมากขึ้นในการนับถือศาสนาอย่างมีเหตุผลของตนเอง

แฟนคลับ: ในเมื่อนิยามว่าปรัชญาได้แก่ความรู้เรื่องปัญญาและระดับปัญญาอย่างนี้แล้ว นิยามเดิมที่ว่าเป็นความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด ยังจะใช้ได้อยู่ต่อไปอีกไหมคะ

ผม: ก็ยังคงใช้ได้ต่อไปอยู่ด้วย 2 เหตุผลที่สำคัญคือ 1) เป็นนิยามตามรากศัพท์ครับ คือ  คำ “philosophia” ในภาษากรีกแปลว่า การรักความฉลาดซึ่งพูดเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่าความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด 2) ในประวัติศาสตร์ของความหมาย ในขณะที่ยังไม่มีกำหนดวิชาเรียนใดๆเกิดขึ้น อะไรที่ใครอยากรู้อยากเรียนก็เป็น philosophy ทั้งสิ้น จนกว่าจะมีการกำหนดวิชาเรียนวิชาแรกเกิดขึ้น เนื้อหาของวิชาที่แยกตัวออกไปก็จะไม่ใช่ปรัชญา นอกจากนั้นเป็นปรัชญาหมด จะสังเกตได้ว่ากระบวนการดังกล่าวยังป้วนเปี้ยนอยู่แค่ระดับผลงานของปัญญาเท่านั้น ยังไม่อาจเอื้อมไปถึงแดนปรัชญาแท้ตามมาตรฐานของหลังนวยุคนิยม มีเค้กอยู่ก้อนเดียวแบ่งกันกิน นักหลังนวยุคจะบอกว่า ไม่ต้องแบ่งให้ฉันแล้ว แบ่งกันไปเถิดไม่ต้องเผื่อให้ฉัน เพราะฉันมีอะไรที่ดีกว่าเค้ก มันเป็นอภิเค้กน่ะถ้าจะว่าไป ให้ฉันได้กินอภิเค้กตัวนี้เสียก่อนแล้วจึงค่อยคิดต่อว่าจะเอากันอย่างไรดีต่อไป

แฟนคลับ: การปรับนิยามปรัชญาจากนิยามเก่ามาใช้นิยามใหม่อย่างที่ท่านอาจารย์ว่ามาข้างต้นนี้ จะทำให้เกิดผลดีอะไรแก่วิชาปรัชญาบ้างหรือไม่คะ

ผม: มีมากเลยเชียวครับ เดิมเชื่อกันว่าเนื้อหาของวิชาปรัชญาอยู่ระดับเดียวกันกับวิชาต่างๆ หวนกลับไปในอดีตตั้งแต่มนุษย์เริ่มสำนึกว่าตัวเองสามารถหาความรู้และสะสมความรู้ได้ บางคนก็คิดว่าเป็นผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่และน่าพิศวงยิ่งของมนุษย์อย่างไร้เทียมทาน เรียกว่าปรีชาญาณคือความรู้วิเศษ จะสรรหาคำพูดใดมายกย่องก็หาสาสมไม่ คือ แต่แรกเริ่มเดิมทีที่ยังไม่มีชื่อวิชาใดปรากฏขึ้นมาบนโลก อะไรที่ถือว่าเป็นความรู้ได้ชาวกรีกก็พากันเรียกว่า philosophia แปลว่าผลของความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด และผู้รู้ได้ชื่อว่า philosophos แปลว่าผู้อยากรู้อยากเรียนอยากฉลาดนั่นแหละ ส่วนผู้รู้เทคนิคหาลาภยศสรรเสริญได้มากและเร็วและสอนคนอื่นให้ทำได้จริงด้วย ก็จะได้รับการยกย่องเป็น sophiste แปลว่าผู้รู้จริง ต่อมาความรู้ด้านใดได้รับความนิยมมีผู้สนใจขอเรียนกันมาก ก็จะมีสำนักจัดการเรียนการสอนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน หาชื่อเพราะๆมาเรียกหลักสูตรให้มีเสน่ห์จูงใจให้อยากเรียนและยอมเสียค่าเล่าเรียน วิชาเฉพาะจึงเกิดขึ้นวิชาแล้ววิชาเล่า เนื้อหาส่วนใดที่มีชื่อวิชาเรียกและมีการจัดหลักสูตรสอนเป็นล่ำเป็นสันอย่างนี้แล้วผู้รู้วิชาดังกล่าวไม่ยอมเรียกความรู้ของตนว่าปรัชญาอีกต่อไป สังคมก็พลอยไม่ถือเป็นเนื้อหาของปรัชญาด้วย ถือว่าแยกออกจากปรัชญาไปโดยปริยาย ในทำนองนี้เนื้อหาศาสนาแยกออกไป คณิตศาสตร์แยกออกไป วิทยาศาสตร์แยกออกไป สังคมศาสตร์แยกออกไป ตรรกวิทยาแยกออกไป จริยศาสตร์แยกออกไป แยกแล้วแยกเลย ส่วนที่ยังเหลืออยู่ให้เป็นเนื้อหาของปรัชญาก็เหลือน้อยลงหดหายไปเรื่อยๆ ที่สำคัญก็คือ ส่วนที่แยกออกไปนั้นล้วนแต่เป็นส่วนที่มหาชนสนใจ น่าเสียเงินเรียน เห็นผลประโยชน์ชัดๆ ทำให้รู้สึกว่าส่วนที่ยังตกค้างอยู่กับปรัชญานั้นเป็นส่วนที่ไม่น่าสนใจ เป็นความรู้ที่ไม่มีทางออก ไม่รู้จะเรียนรู้ไปทำอะไร ถ้ามีส่วนดีน่าสนใจอยู่บ้าง ก็คงมีใครจัดการแยกออกไปตั้งชื่อวิชาเฉพาะขึ้นมาแล้วเพื่อจะใช้หากินได้ แหละนี่คือชะตากรรมของปรัชญาในสถานเดิมที่ไม่คิดจะปรับตัวให้เป็นปรัชญาหลังนวยุค

              แฟนคลับ: และเมื่อปรับตัวเป็นปรัชญาหลังนวยุคแล้ว ก็แก้ปัญหาตก งั้นหรือคะ

              ผม: แน่นอนทีเดียวครับ ผมจะวิเคราะห์ให้ดูเป็นประเด็นๆ

  1. กู้ศักดิ์ศรีของวิชาปรัชญา จะว่ากู้หน้าก็คงไม่ผิด คือถ้าปล่อยให้วิชาปรัชญามีเนื้อหาเหลือเดนจากการเลือกแยกตัวของวิชาต่างๆที่ตัดเอาเนื้อหาที่น่าสนใจหรือพอจะมีผู้สนใจอยากจะเรียนรู้อยู่บ้างออกไปเสียหมดแล้ว ก็จะกลายเป็นว่าเนื้อหาที่เป็นของวิชาปรัชญาในปัจจุบันคือเนื้อหาที่ไม่มีใครเห็นคุณค่าแล้ว เพราะถ้ามีใครเล็งเห็นคุณค่าอยู่บ้าง ก็น่าจะมีใครขอเอาไปสร้างเป็นวิชาสอนลูกชาวบ้านหากินได้บ้าง ที่ยังคงทิ้งไว้ก็มีฐานะเทียบได้กับขยะที่ควรเอาไปเททิ้งในถังขยะหรือในกองขยะ วิชาปรัชญาก็มีฐานะเสมอถังขยะที่มีหน้าที่เก็บขยะไว้ให้มิดชิด มิให้รบกวนสร้างความรำคาญแก่ส่วนอื่นๆในสังคม ย่อมไม่เป็นมโนทัศน์ที่ให้เกียรติ จะเป็นหน้าเป็นตาแก่ผู้สนใจเล่าเรียนวิชาปรัชญาก็หาไม่
  2. ยกย่องวิชาปรัชญาในที่อันควรยกย่องอย่างสมจริง บทบาทอันแท้จริงของปรัชญาก็คือเป็นความรู้ที่ปัญญารู้ตัวเอง ปัญญาซึ่งควรได้รับการเทิดเกียรติว่าเป็นบ่อเกิดหรือผู้ให้กำเนิดแก่ความรู้ของวิชาทั้งหลายอันเป็นผลผลิตจากความสนใจของปัญญา ถ้าเปรียบปัญญาเป็นบิดาของวิชาทั้งหลาย ความสนใจก็เป็นเหมือนมารดาของวิชาทั้งหลาย ในทำนองนี้เมื่อปัญญาสนใจอะไร ก็อยากรู้เรื่องนั้นๆซึ่งไม่ใช่ตัวเอง จึงเมื่อรู้แล้วก็อยากรู้ว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากความรู้นั้นๆ หากเห็นว่ามีช่องทางจะหาผลประโยชน์ได้จริง ก็สนใจหาวิธีหาผลประโยชน์ องค์ความรู้จึงเป็นภาคทฤษฎี และวิธีหาผลประโยชน์จึงเป็นภาคประยุกต์ใช้ของมัน ปัญญาที่ชอบคิดลึกและมีเชาวน์ บางทีก็จะนึกขึ้นมาได้ว่า เอ๊ะ! เรารู้เรื่องนอกตัวมาเยอะแล้ว แล้วตัวเราเองล่ะ เป็นอะไรกันเนี่ย จะรู้ได้อย่างไรกันเนี่ย ปัญญาอยากรู้ตัวเองมันยากพอๆกันกับดวงตาอยากมองเห็นตัวเอง พระเยซูทรงตระหนักถึงเรื่องนี้จึงได้ปรารภเชิงตำหนิว่า “ผงเข้าตาคนอื่นท่านมองเห็นจะๆ แต่ในตาของท่าน แม้จะมีซุงอยู่ทั้งดุ้นก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดีแหละ” โดยนัยยะเดียวกันอาจจะพูดกับปัญญาได้ว่า “ต่อให้อะไรอยู่ไกลถึงสุดขอบฟ้า เจ้าก็ยังอาจเอื้อมไปรู้มาได้ แต่ตัวเจ้าเองเป็นอะไร รู้บ้างรึเปล่า?” จนด้วยเกล้า เพราะปัญญาที่ไม่กำลังคิดไม่ใช่ปัญญา เดการ์ตว่าไว้อย่างนั้น ปัญญารู้สึกตัวเองก็ในขณะคิด ปัญญาไม่สามารถรู้ตัวเองที่ไม่กำลังคิด เพราะคิดจึงรู้ตัวเองได้ ไม่คิดก็ไม่รู้ตัวเอง ในเมื่อรู้ตัวเองขณะคิดก็รู้ตัวเองในฐานะผู้คิด ไม่สามารถรู้ตัวเองเน็ตๆ เหมือนเราไม่สามรถรู้นกบินในขณะนกไม่กำลังบิน เราไม่สามารถรู้ปัญญาที่ไม่คิด รู้ได้ก็โดยคิดเรื่องอื่นๆเรื่องใดก็ได้ จึงรู้ตัวเองว่าเป็นตัวคิด ทำไมถึงคิด เพราะสนใจจะคิด ถ้าไม่สนใจก็ไม่รู้จะคิดไปทำไม ปัญญาจึงเป็นตัวการสนใจคิด สนใจรู้อย่างอื่นทั้งหมดเพื่อได้ประโยชน์และมีความสุข สนใจรู้ตัวเองเพื่อได้ตวามสุขแท้โดยใช้ปัญญาสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือและแสวงหาโลกหน้า แค่นี้ก็พอใจแล้ว เพราะสัญชาตญาณปัญญามีอยู่แค่นี้ เมื่อได้ตอบสนองความต้องการของสัญชาตญาณก็มีความสุข แต่ความสุขจะไม่แท้นอกจากปัญญาจะเป็นตัวประสานงานให้ทุกสัญชาตญาณอยู่ใต้การบัญชาของปัญญา ปัญญาไม่อ่อนข้อให้ใคร ใครให้ปัญญาชี้แนะก็มีความสุขแท้ ที่ไม่บรรลุความสุขแท้ก็เพราะไม่ให้ปัญญาเป็นผู้รับผิดชอบ แหละนี่คือประเด็นที่เป็นศักดิ์ศรีของปัญญาละ!

            แฟนคลับ: ถ้าอย่างนั้นขอสรุปว่า สำหรับกระแสหลังนวยุคนั้น ปรัชญาคือความรู้ที่ปัญญาสนใจรู้ตนเอง ส่วนวิชาอื่นๆก็คือความรู้ที่ปัญญาสนใจรู้สิ่งอื่นๆทั้งหมดที่ไม่ใช่ตนเอง ก็ชัดเจนดีนี่คะ และเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็จะต้องมีผลกระทบต่อการเรียนการสอนปรัชญามากซีคะ นับตั้งแต่นิยาม การแบ่งเนื้อหาปรัชญา การจัดหลักสูตร วิธีสอนปรัชญา การประเมินผลการศึกษาปรัชญา ตลอดจนประโยชน์และการประยุกต์ใช้ปรัชญา

ผม: แน่นอนเลยครับ แหละนี่คือความสับสนในวงการปรัชญาในประเทศของเรา เพราะคนไทยพอจะรู้ปรัชญากันบ้าง แต่ส่วนมากรู้กันแบบเดิม มีผู้กล่าวถึงปรัชญาหลังนวยุคกันบ้างอย่างกระท่อนกระแท่น ไม่ถึงกับรู้จริงอย่างตกผลึก จึงมักจะพูดแบบกลางเก่ากลางใหม่ ครูสอนปรัชญาของเราขณะนี้ส่วนมากจบในประเทศ และผู้จบจากต่างประเทศขณะนี้ก็ไปเรียนมาสมัยปรัชญาหลังนวยุคยังไม่เกิด จึงได้แต่เอาปรัชญาแบบก่อน-หลังนวยุคมาเผยแพร่และไม่สู้จะยอมรับหลังนวยุคโดยกล่าวหาว่าไม่ใช่ปรัชญาบ้าง เป็นความคิดนอกลู่ไม่มีประโยชน์บ้าง  ใช่ครับ มีปรัชญาหลังนวยุคแบบสุดขั้ว ชอบพูดอะไรเลยเถิดให้คนสนใจเล่น ใครรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปติดใจคารมเข้า ก็จะกลายเป็นคนชอบค้านเอามัน ไม่เข้าเรื่อง ไม่เดินสายกลางเป็นประโยชน์ มีหลังนวยุคสายกลางที่แนะนำอะไรดีๆมาก ซึ่งผมโชคดีได้รับทุนไปศึกษาเรื่องนี้มาโดยเฉพาะหลังจากเกษียณอายุราชการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว เอามาเปิดเป็นหลักสูตรป.เอกและโทปรัชญาและจริยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาอยู่ณขณะนี้ มีผู้จบหลักสูตรเป็น Doctor of Philosophy (Philosophy) ขนานแท้ คือเรียนปรัชญาจริงๆ และปรัชญาที่ทันสมัยระดับโลกขณะนี้ ไม่ใช่ Ph.D.แบบตอบไม่ได้ว่าปรัชญาคืออะไรที่มีอยู่เกลื่อนประเทศของเราอยู่ในขณะนี้

แฟนคลับ: เรื่องการแบ่งเนื้อหาปรัชญาเล่าคะ?

ผม: เป็นเรื่องสับสนโกลาหลหนักในประเทศไทยครับ เป็นเหตุให้เรามีท่านปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกันเกลื่อนเมืองโดยไม่รู้แม้แต่ว่าปรัชญาคืออะไร หรือรู้อย่างประหลาดๆว่า ปรัชญาคือพูดอะไรแล้วคนฟ้งไม่รู้เรื่อง ถ้าเราแบ่งเนื้อหาของปรัชญาเป็น 2 ระดับ ระดับปรัชญาบริสุทธิ์คือความรู้ที่ปัญญารู้ตัวเอง ระดับปรัชญาประยุกต์คือความรู้ที่เกิดจากการนำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปตีความผลสรุปของวิชาต่างๆ อะไรก็ได้ ก็จะได้ชื่อว่าปรัชญาของเรื่องนั้น ถ้ารู้อย่างนี้ได้ ท่านผู้จบปริญญาเอกทุกสาขาก็จะอ้างได้ว่าเป็น Doctor of Philosophy ได้อย่างเติมภาคภูมิ

ปรัชญาภิรมย์ (35)

จะเริ่มกันตรงไหนดี

            เซอร์ คาร์ล รายมุนด์ พาพเผอร์ (Sir Karl Raimund Popper 1902-94) ที่กรุงเวียนนาจากครอบครัวเชื้อสายยิวซึ่งต่อมาเปลี่ยนศรัทธามาสู่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ทำให้พาพเผอร์ใด้รับการกล่อมเกลาจิตใจทั้งแบบยูดาห์และแบบคริสต์ เป็นผู้บุกเบิกกรุยทางความคิดแบบหลังนวยุคที่สำคัญทั้งที่ยังไม่รู้จักคำหลังนวยุค แต่มีความรู้สึกอยู่ลึกๆว่าคิดอย่างนวยุคแบบชมรมเวียนนาไม่น่าจะถูกต้อง จึงกลายเป็นฝ่ายค้านของชมรมเวียนนาแม้จะอยู่มหาวิทยาลัยเวียนนาด้วยกันและแสดงตัวเป็นผู้สนใจกิจกรรมของชมรมเวียนนา(แต่ไม่ถึงกับสมัครเป็นสมาชิกชมรม) จนสงครามโลกครั้งที่2ระเบิดขึ้นและชมรมเวียนนาปิดไปโดยอัตโนมัติ สมาชิกแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง และบางคนก็ยังสืบทอดเจตนาในลักษณะต่างๆกัน

พาพเพอร์เกิดวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.1902 เรียนและสอนที่มหาวิทยาลัยเวียนนา ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสกับชมรมเวียนนาและนักปรัชญาวิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ประยุคสาขาต่างๆที่สำคัญๆของสมัยนั้นเช่นโบร์, ไฮเสินแบร์ก, อายน์ชทายน์ เป็นต้น ได้เผยแพร่หนังสือที่สำคัญที่เป็นเหมือนแถลงการณ์แนวคิดใหม่ของตนชื่อ The Logic of Scientific Discovery, 1934 ด้วยข้อความหลักว่า “แท้จริงแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์อะไรสักอย่างว่าผิดอย่างชัดแจ้ง เพราะเป็นไปได้อยู่เสมอที่จะกล่าวว่า ความรู้วิทยาศาสตร์จริงตราบเท่าที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเท็จ (principle of fallability or principle of falsification ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน) ตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้นักปรัชญาที่ถือได้ว่ามีความคิดทันสมัย ก็มักจะเข้าข้างใดข้างหนึ่งระหว่าง ชมรมเวียนนา (modernism) กับพาพเผอร์ (postmodernism)

          แฟนคลับ: เอาละค่ะ ก็รู้สึกจะมองเห็นพอสมควรแล้วละค่ะว่าสถานภาพของปรัชญาในปัจจุบันเป็นอย่างไร ไม่เหมือนสมัยไหนเลยใช่ไหมคะ สมัยใครสมัยมันใช่ไหมคะ

ผม: แม่นแล้วครับ ณ บัดนี้ ณขณะนี้ ถกเถียงกันเผ็ดร้อนยังไม่ตกฟากว่า ความเป็นจริง ความจริงและความรู้เป็นเรื่องตายตัวหรือพัฒนา(นั่นก็คือไม่ตายตัว) คนหัวเก่าว่าตายตัวก็วิเคราะห์หาแง่ใหม่ๆที่ยังไม่รู้เพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์เพิ่มเติมจากแง่ใหม่ที่พัฒนาไปอย่างไรคุณค่าของความเป็นมนุษย์ก็ยังคงเดิมต่อไปตามเดิม ส่วนคนหัวใหม่ว่าทุกอย่างพัฒนา ก็จับตาดูผลพวงของการพัฒนาแบบสายกลาง คือแสวงหาความสุขจากการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา  ซึ่งก็จะเก็บเกี่ยวความสุขตามสัญชาตญาณปัญญาไปเรื่อยๆ เราเลือกฝ่ายหัวใหม่ คือพัฒนาอย่างมีความสุข และก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงจุดที่ศาสนาของแต่ละคนบอกว่าถึงจุดสุดท้ายแล้ว ไม่ต้องไปต่ออีกแล้ว ก็ให้พออยู่ตรงนั้น ซึ่งแต่ละคนจะรู้ได้ด้วยตนเอง บอกกันไม่ได้ รู้แทนกันก็ไม่ได้

แฟนคลับ: ใครรู้ตัวว่าถึงจุดนั้นแล้วก็ไม่ต้องแสวงหาต่อแล้วใช่ไหมคะ

ผม: ใช่ครับ แล้วให้คอยพวกเราอยู่ตรงนั้น จะทำอะไรแทนเราคงไม่ได้ แต่ละคนต้องไปให้ถึงด้วยตนเอง เราที่ยังไปไม่ถึงช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป ใครไปถึงแล้วก็รออยู่ตรงนั้น ช่วยเป็นกำลังใจกันน่าจะได้

แฟนคลับ: ถ้าอย่างนั้น เราผู้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน มาทำความเข้าใจปรัชญาทันสมัยอย่างจริงจัง เพื่อให้เห็นว่าดีมีประโยชน์กว่าแบบเดิมอย่างไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลากับของที่ล้าสมัยอย่างน่าเสียดายเวลา ดีไหมครับ แต่ก็ยังอดอยากรู้ไม่ได้ว่า เทียบกันแล้วดีกว่าของเดิมอย่างไรบ้าง ขอส่วนนี้ด้วย ได้ไหมคะ

ผม: ได้ครับและดีครับ ถ้าเช่นนั้นเรามาเริ่มปูพื้นฐานทำความเข้าใจกันตั้งแต่นิยามกันเลยดีไหม เรื่องนิยามนี่ก็เป็นเรื่องโอละพ่อยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่งของวงการปรัชญาเลยเชียวละ Reese ในหนังสือ Dictionary of Philosophy ให้ไว้ 39 นิยามพอเป็นตัวอย่าง แสดงว่ายังมีอีกมาก ดูเหมือนว่าผู้นิยามแต่ละคนจะพยายามให้นิยามเพื่อโปรโมทความคิดหลักของตนเอง ผมก็เลยต้องหานิยามของผมเองเช่นกันเพื่อโปรโมทปรัชญาหลังนวยุคสายกลางตามที่ผมอยากจะโปรโมท และที่อยากโปรโมทก็เพราะเห็นว่ามันเป็นกลางดี ใครหรือฝ่ายใดจะรับเอาไปใช้ก็ได้โดยเอาไปเสริม ไม่ต้องเอาเข้าไปแทนหรือลบล้างนิยามทึ่เคยชอบอยู่

แฟนคลับ: ถ้าอย่างนั้นว่าไปเลยค่ะว่าปรัชญาคืออะไรในทรรศนะของชาวหลังนวยุคสายกลาง

ผม: ผมขอฟันธงลงไปเลยครับ “ปรัชญาคือวิชาว่าด้วยปัญญา” มีตนชอบถามต่อว่าเรื่องของปัญญานี่มันควรสังกัดหมวดวิชาวิทยาศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ หรือศิลปศาสตร์กันแน่ เพราะเห็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดให้อยู่กับคณะอักษรศาสตร์ซึ่งเป็นหมวดมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงจัดให้อยู่ในหมวดสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลจัดให้อยู่ในหมวดวิทยาศาสตร์ ส่วนวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง2แห่งจัดให้อยู่ในหมวดพุทธศาสตร์ ผมก็ต้องตอบไปตามความจริงว่าจะให้อยู่ในหมวดใดก็ได้เพราะผิดทั้งนั้น จริงๆแล้วมันอยู่เหนือทุกๆหมวด  มันสัมพันธ์กับทุกหมวดพอๆกัน จะให้มันไปสังกัดหมวดใดมันก็อึดอัดใจทั้งนั้น เพราะมันมีหน้าที่ต้องบริการทุกหมวดอย่างพอๆกัน ครั้นถูกจัดให้สังกัดหมวดใดก็ตาม หมวดนั้นก็จะได้รับบริการมากเกินไป ส่วนอีก2หมวดก็จะได้รับบริการน้อยไปหรืออาจจะไม่ได้บริการเอาเสียเลย ที่สำคัญก็คือความสัมพันธ์อันดีได้รับความกระทบกระเทือน ฝ่ายหนึ่งใกลิชิดเกินไปก็มีอุปสรรค อีก2ฝ่ายอยู่ห่างเกินก็มีอุปสรรคไปอีกอย่าง ทางที่ดีก็คือให้เป็นคณะอิสระอย่างที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเคยทำมา  แต่ก็มีปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ก็เลยให้ไปพึ่งคณะศึกษาศาสตร์ ก็ต้องแก้ปัญหากันไปเพื่อความอยู่รอด

แฟนคลับ: แล้วปัญหาจริงๆมันอยู่ตรงไหนกันครับ

ผม: เพื่อเข้าใจประเด็นปรัชญาอย่างลึกซึ้งและซาบซึ้ง ต้องใจเย็นๆครับ เหมือนรับประทานอาหารให้อร่อยต้องใจเย็นๆ  ต้องค่อยๆไล่เลียงไปตามขั้นตอน ใจร้อนจะเห็นอย่างผิวเผินและไม่สนุก ผมขอถอยหลังไปตั้งหลักที่ตา ดวงตานะครับ ปัญญาเปรียบได้กับดวงตา ดวงตาเป็นตาเนื้อ ปัญญาเป็นตาจิต พอเปรียบเทียบกันได้ เราใช้ตาเนื้อของเราเองมองเห็นสารพัดสิ่ง ตาของเราเองที่เราใช้มองทุกสิ่ง ตาของเราเห็นอะไรก็เป็นข้อมูลสำหรับหาความรู้เรื่องนั้นๆเป็นเรื่องๆไป เช่นเห็นท้องฟ้าก็เป็นข้อมูลหาความรู้เรื่องดาราศาสตร์ เห็นผิวของโลกก็เป็นข้อมูลหาความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ เห็นใต้ดินก็เป็นข้อมูลสำหรับศึกษาเรื่องธรณีวิทยา เห็นต้นไม้และสัตว์นานาชนิดก็เป็นข้อมูลสำหรับศึกษาเรื่องชีววิทยา เห็นตาของคนอื่นก็เป็นข้อมูลสำหรับศึกษาจักษุวิทยา แต่เคยคิดไหมครับว่า เราใช้ตาของเรามองตาของคนอื่นได้ แต่ถ้าท่านอยากจะมองตาของท่านเอง ท่านเคยคิดจะมองไหมและเคยมองให้เห็นตาของท่านเองบ้างไหม ท่านอาจจะใช้กระจกเงาส่องดู แต่นั่นเป็นเพียงภาพตาของท่าน ท่านมิได้เห็นตาจริงๆของท่านเลยจนตลอดชีวิต ตายเมื่อไรมันก็จะสลายตัวไปโดยไม่เป็ดโอกาสให้ท่านได้ยลโฉมของมันจนครั้งเดียว ท่านไม่เคยเห็นตาของท่าน แต่ท่านก็รู้ว่าตาของท่านมีอยู่จริง และรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับตาของท่านทางอ้อม คือ ส่องกระจกดูภาพของมันในกระจกเงา ฟังรายงานจากคนอื่นที่เห็นตาของท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งหมอตาของท่าน แล้วก็ประเมินเป็นความรู้เรื่องตาของท่าน

แฟนคลับ: เรากำลังศึกษาเรื่องปัญญาอยู่นะคะ ไม่ใช่เรื่องตา มันเกี่ยวข้องกันหรือคะ

            ผม: เกี่ยวซีครับ เพราะเทียบเคียงกันได้ในฐานะเป็นตาด้วยกัน คือตาเนื้อกับตาจิต “ตาเนื้อมองเห็นอะไรก็ใด้นอกจากตัวเอง เช่นเดียวกัน เราใช้ปัญญาของเราเองเพื่อรู้ทุกอย่างและต้องใช้ปัญญาเท่านั้น จะใช้อย่างอื่นแทนไม่ได้เป็นอันขาด ครั้นเราอยากจะรู้อะไรเกี่ยวกับปัญญาของเราเอง เราจะใช้ปัญญาของเราเพื่อรู้ปัญญาของเราเองตรงๆ ย่อมทำไม่ได้ โชคดีที่เรามีความจำที่สามารถจำผลงานของปัญญาของเราเองได้ดีพอสมควรนอกเหนือไปจากรู้และจำผลงานของคนอื่นที่อยากจะรู้และอยากจะจำ จากความจำนี่แหละปัญญาของเราพยายามรู้ตัวเองเท่าที่จะทำได้ และส่วนนี้แหละคือเนื้อหาของวิชาปรัชญาดังที่ได้นิยามไว้ว่า “ปรัชญาคือวิชาว่าด้วยปัญญาโดยตรงและไม่มีวิชาอื่นใดที่สนใจทำบทบาทด้านนี้ ” วิชาปรัชญาจึงเกี่ยวข้องกับทุกวิชาอย่างเสมอหน้ากัน แต่มีวิธีศึกษาเฉพาะของตน ไม่เหมือนวิชาใดทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยความสัมพันธ์กับวิชาใดทั้งสิ้น

แฟนคลับ: เอาละครับตกลงยอมรับว่าปัญญามีผลงานเก็บไว้ในความจำในฐานะเป็นเนื้อหาของวิชาต่างๆ และจากผลงานในความจำนี้เอง ปัญญาปรับเอาไปสรุปเป็นความรู้ตัวปัญญาเองซึ่งกำหนดว่าเป็นเนื้อหาของวิชาปรัชญาตามเกณฑ์ของปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง แล้วปัญญารู้ตัวเองอย่างไรบ้างล่ะครับ

ผม: เรื่องนี้ต้องชมเรอเน เดการ์ต (Rene Descartes 1596-1650) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่คิดเรื่องนี้ได้เป็นคนแรก โดยเขาเริ่มสังเกตข้อเท็จจริงที่ว่า ปัญญาไม่สามารถรู้ปัญญาตรงๆ เหมือนดวงตาไม่สามารถมองเห็นตัวเองได้ตรงๆ ตาต้องประเมินย้อนหลังจากความจำที่ตนได้เห็นสิ่งต่างๆ ปัญญาก็เช่นกัน รู้ตัวเองตรงๆไม่ได้ แต่จากความจำที่รู้เรื่องต่างๆแล้วประเมินย้อนหลังว่า cogito ฉันคิด เพราะฉะนั้นฉันแน่ใจได้ว่าฉันมีอยู่และต้องมีอยู่อย่างผู้ทำการคิด ไม่คิดก็ไม่มีอยู่ คิดก็คือจิต จิตก็คือผู้คิด เพราะจิตกับการคิดเป็นของคู่กัน แยกกันไม่ได้  เป็นจิตต้องคิด เพราะคิดเป็นการทำงานของจิตโดยเฉพาะ ถ้าไม่ใช่จิตก็คิดไม่เป็น จิตเท่านั้นที่คิดเป็น อะไรคิดก็ต้องเป็นจิต และเป็นจิตก็ต้องคิด ดังนั้นความคิดทั้งหลายที่เก็บไว้ในความจำนั้นคือผลงานของจิตแท้ๆ อะไรที่ไม่ใช่จิตคิดไม่ได้และจะมีความคิดเก็บไว้ในความจำก็ไม่ได้อยู่ดี นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ปัญญารู้ตัวเองว่าเป็นอะไร เป็นความรู้ด้านอภิปรัชญา คือรู้ว่ามีความเป็นจริงที่เป็นจิตเพราะคิด

ในบรรดาความจำทั้งหลายแหล่ ปัญญายังแยกออกได้ว่าตนรู้ว่ามีอีกส่วนหนึ่งที่ปัญญารู้ว่ามันไม่คิด มันจึงไม่ใช่จิต แต่มันมีความแผ่กว้าง (extension) มันเป็นความเป็นจริงอีกแบบหนึ่งที่ปัญญารู้ว่าไม่เป็นจิตเหมือนตน จึงต้องเรียกมันเป็นอีกสิ่งหนึ่งเพื่อแยกจากจิต มันไม่คิดแต่มีความแผ่กว้างแทน จะเรียกเป็นสสารตามความนิยมก็ตามใจ ปัญญารู้ตัวเองแล้วก็ตระหนักในความสูงส่งของตน ไม่คิดใช้หาผลประโยชน์อย่างไร้เกียรติ ผิดกับรู้เรื่องสสารว่าเป็นสิ่งแผ่กว้าง ไม่รู้สึกว่ามันมีศักดิ์ศรีในตัวของมัน จึงใช้มันหาผลประโยชน์อย่างไรก็ได้ไม่ต้องเกรงใจมัน ที่ต้องเกรงใจก็คือผู้อื่น (the Other) ที่อาจจะต้องการหาผลประโยชน์จากมันเช่นเดียวกับเรา จึงต้องเกรงใจกันและแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างเกรงใจกัน หากไม่มีใครมาแบ่งส่วนผลประโยชน์ก็ใช้หาประโยชน์ได้เต็มที่ แต่ก็ควรต้องเกรงใจตัวเองบ้างที่ว่าแสดงความโลภและการตามใจตนเองจนทำให้ธรรมชาติเสียความงามอันเป็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวชี้วัดจิตใจสูง/ต่ำของผู้ดูแลมัน สิ่งที่ปัญญารู้ในฐานะสิ่งอื่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของความรู้ที่อยู่นอกตัวปัญญา เป็นเนื้อหาของวิชาต่างๆที่ไม่ใช่ปรัชญา ปัญญาจึงรู้ว่าเป็นส่วนประดับและปัจจัย ผิดกับการรู้ตนเองเป็นความรู้เพื่อเพิ่มคุณค่าให้แก่ตนและปัญญาอื่นๆที่มีค่าในตัวเอง ผิดกับสิ่งอื่นทั้งหลายซึ่งจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมีส่วนเสริมคุณค่าให้แก่มนุษย์ ความคิดเหล่านี้เดการ์ตคิด แต่นักหลังนวยุคสายกลางเห็นคุณค่าในการพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ด้วยการรู้ ตระหนักคุณค่า และนำออกปฏิบัติให้เกิดคุณค่าแก่ตัวเองและเพื่อนมนุษย์ทุกคน

            แฟนคลับ: ยอมรับครับว่าเดการ์ตคิดสุขุมคัมภีรภาพลึกซึ้ง แต่จะเชื่ออย่างไรว่าน่าเชื่อว่าจริง ไม่ใช่เพียงการละเมอเพ้อพก เดการ์ตคิดถึงแง่นี้ด้วยหรือเปล่าครับ

ผม: คิดซีน่า และนั่นคือญาณปรัชญาของเดการ์ต ก็หมายความว่าปูพื้นฐานใหม่ให้แก่ปรัชญาไว้ครบถ้วนตามเกณฑ์ทั่วไป คือ ปรัชญาบริสุทธิ์ประกอบด้วยอภิปรัชญาที่สนใจสืบหาว่าความเป็นจริงคืออะไร (What is Reality?) และญาณปรัชญาที่สนใจสืบหาว่าความจริงคืออะไร(What is Truth?) 2อย่างรวมกันเรียกว่ากระบวนทรรศน์ของนักคิดคนหนึ่งหรือของนักคิดสมัยหนึ่ง เดการ์ตให้ไว้ครบถ้วน คือให้ความเป็นจริงไว้ว่ามีอยู่ 2 อย่างต่างกันได้แก่จิตมีอยู่ในฐานะผู้คิดและสสารมีอยู่ในฐานะสิ่งแผ่กว้าง มีอยู่2อย่างเท่านั้น ไม่มากไม่น้อยกว่า2อย่าง ซึ่งเดการ์ตรับรองว่ามีความน่าเชื่อ100% ด้วยหลักสามัญสำนึกว่า What is clear and distinct is true. อะไรที่คิดแล้วรู้สึกว่าแจ่มแจ้งและชัดเจนต้องจริงลูกเดียว “แจ่มแจ้ง”คือเข้าใจว่าเป็นอะไรครบถ้วนไม่มีแววแห่งความเคลือบแคลงสงสัยขนาดอยากจะสงสัยก็ยังไม่มีทางจะสงสัยได้ลงคอ “ชัดเจน”คือรู้ว่าต่างกับสิ่งอื่นๆทั้งหลายอย่างไร และเดการ์ตก็เชื่อว่าปรัชญาของตนทั้ง2เรื่องมีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน คือ 1.เมื่อเข้าใจความหมายของจิดและคิด ทันทีก็แน่ใจว่าจิตคือสิ่งคิด ในทำนองเดียวกัน พอเข้าใจความหมายของสสารและสิ่งแผ่กว้างก็แน่ใจว่าสสารเป็นสิ่งแผ่กว้าง ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น ดังนั้นWhat is clear and distinct is true  อะไรที่ปัญญาเห็นอย่างแจ่มเจ้งและชัดเจนต้องจริงเสมอ ข้อสรุปสุดท้ายนี้นักหลังนวยุคสายกลางไม่เห็นด้วย เพราะรีบสรุปเกินไป

สรุปว่านักหลังนวยุคสายกลางเอาการวิเคราะห์อันชาญฉลาดของเดการ์ตมาสรุปเป็นนิยามปรัชญาคืออะไรว่าคือวิชาว่าด้วยปัญญา ซึ่งแสดงผลงานออกเป็นปรัชญา ซึ่งพัฒนาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ถึงปัจจุบันเป็น5กระบวนทรรศน์คือ กระบวนทรรศน์ดึกกำบรรพ์ กระบวนทรรศน์โบราณ กระบวนทรรศน์ยุคกลาง กระบวนทรรศน์นวยุค และกระบวนทรรศน์หลังนวยุค

ปรัชญาภิรมย์ (34)

aristotle

ปรัชญาแอร์เริสทาทเถิลในคริสตศาสนา

แฟนคลับ: ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลผ่านร้อนผ่านหนาวยุคกลางและยุคใหม่มาได้อย่างไรคะ เก่งจังเลยค่ะ

ผม: มีทั้งความเก่งกับความโชคดีควบคู่กันครับ มีทั้งพรสวรรค์และพรแสวงช่วยกันลุ้นจนตัวโก่ง ว่างั้นก็ไม่ผิด เอ้า! โปรดตั้งใจอ่านต่อไปดีกว่าครับ เมื่อจักรพรรดิโรมันย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่เขินสแทนเถอโนว์เผิล (คืออิสตันบุล ประเทศตุรกีปัจจุบัน) เช่นนี้ ทำให้เขินสแทนเถอโนว์เผิลมีความสำคัญอันดับหนึ่งในมหาอาณาจักรโรมันขึ้นมาทันที และโรมลดขีดความสำคัญลงอยู่อันดับ 2 โดยปริยาย ชาวเขินสแทนเถอโนว์เผิลยังใช้ภาษากรีกอยู่ เพราะอิทธิพลการใช้ภาษาละตินยังไปไม่สู้ถึง และพวกเขาไม่สนใจจะรับภาษาละตินอันเป็นภาษาของเมืองอันดับรองเป็นอันขาด แต่ต้องการรักษาภาษากรีกไว้ในอันดับ 1 คู่กับนครหลวง ในด้านการศาสนานั้นชาวเอเชียไมเนอร์ (ตุรกีปัสจจุบัน) นับถือศาสนาคริสต์ของพระเยซูกันหมดแล้วอันเป็นผลจากการเผยแผ่ของเซนต์ปอลหรือเปาโล พวกเขามีผู้นำศาสนาที่ถ่ายทอดอำนาจกันมาตั้งแต่สมัยของเปาโลซึ่งเมื่อพระจักรพรรดิมาตั้งเมืองหลวงก็ทรงให้เกียรติโดยทรงรับรู้และรับรอง จึงเกิดปัญหาทางการปกครองคริสตจักรขึ้นมาว่า สันตะปาปาที่กรุงโรมกับสังฆบิดร (Patriarch) ที่กรุงเขินสแทนเถอโนว์เผิล ใครสูงอันดับ 1 บางครั้งก็ตกลงกันได้ บางครั้งก็ตกลงกันไม่ได้ คริสตชนสามัญก็พากันเลือกข้างหรือไม่เลือกข้างก็มี ที่สำคัญก็คือสันตะปาปาที่กรุงโรมยืนหยัดใช้ภาษาละตินเป็นทางการ และซีกยุโรปตะวันตกขานรับอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออนายรชนรุกรานเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำกินก็พลอยเห็นดีเห็นชอบรับเข้าผสมผสานกับภาษาเดิมของตนอย่างลงตัว ทำให้เกิดภาษาถิ่นต่างๆมากมายที่เป็นภาษาของยุโรปปัจจุบัน ส่วนสังฆบิดรแห่งเขินสแทนเถอโนว์เผิลยืนหยัดใช้ภาษากรีกเป็นทางการและซีกยุโรปตะวันออกขานรับอย่างเป็นล่ำเป็นสันจนกว่าภาษาอาหรับของชาวมุสลิมจะเข้ามาแทนที่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

แฟนคลับ: มองไม่ออกเลยค่ะว่าชะตากรรมของปรัชญาแอร์เริสทาทเถิลจะไปทางไหน เห็นทางรอดบ้างมั้ยเนี่ย?

ผม: มืดมัวมากครับ แต่ก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ คืออย่างนี้ครับ มหาอาณาจักรโรมันภาคตะวันออกยึดมั่นกับการใช้ภาษากรีกอย่างเหนียวแน่นเพราะรู้สึกว่ากรุงโรมต้องขึ้นกับกรุงเขินสแทนเถอโนว์เผิลมากกว่า และคริสตจักรตะวันออกก็ใช้คัมภีร์ไบเบิลภาษากรีกเป็นทางการแต่ก็ไม่ชอบปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิล เพราะมองว่าเป็นวัตถุนิยมและอเทวนิยม สู้ของเพลโทว์ไม่ได้ที่เอื้อต่อการเชื่อในพระเจ้าและสร้างศรัทธาถึงขั้นเข้าฌานได้โดยง่าย ส่วนมหาอาณาจักรโรมันตะวันตกยังคงฝันค้างความยิ่งใหญ่ของกรุงโรมในอดีตอยู่ต่อไปไม่รู้วาย ยังคงหวังอย่างลมๆแล้งๆว่า เขินสแทนเถอโนว์เผิลจะเป็นศูนย์กลางของมหาอาณาจักรโรมันเพียงชั่วคราวเพราะความจำเป็นเฉพาะหน้า หมดความจำเป็นเมื่อใดก็หมดมนต์ขลัง โรมจะต้องกลับมามีบทบาทเดิมของมหาอาณาจักรโรมัน เพราะโรมคือนครนิรันดรและภาษาละตินจะต้องเป็นภาษากลางของมนุษยชาติ และนักปราชญ์โรมันก็พยายามปรับให้ภาษาละตินเป็นภาษาสะดวกใช้ที่สุดสำหรับอเนกประสงค์ และสำนักสันตะปาปาที่ได้รับอาคารสถานที่จากจักรพรรดิก็พอใจที่จะใช้ภาษาละตินเป็นภาษากลางของการปกครองทั้งในและนอกมหาอาณาจักรโรมัน จึงประกาศใช้คัมภีร์ไบเบิลที่เซนต์เยโรม (St. Jerome) แปลจากภาษากรีกเป็นภาษาละตินเป็นคัมภีร์ทางการ ศาสนบุคคลทั้งหลายจึงต้องศึกษาภาษาละตินของกรุงโรมเพื่อประกอบพิธีกรรมได้อย่างถูกต้องและสอนคำสอนศาสนาได้ตรงเป้าหมายที่กำหนด ใครใช้ภาษาละตินของกรุงโรมอยู่แล้วก็ใช้เป็นทั้งภาษาชาวบ้านและภาษาวิชาการ ใครใช้ภาษาละตินแบบอื่นก็ใช้เป็นภาษาชาวบ้านและต้องเรียนภาษาละตินวิชาการเพื่อการศึกษาระดับสูง ครั้นอนารยชนเข้ามายึดพื้นที่ทำกินและตั้งหลักแหล่ง ภาษาของผู้เข้ามาอยู่ใหม่ก็เข้าผสมผสานเป็นภาษาชาวบ้านของแต่ละถิ่นและอนารยชนก็ต้องเรียนภาษาละตินวิชาการเพื่อสื่อวิชาการ ครั้นเกิดชาติรัฐขึ้น ภาษาถิ่นของที่ตั้งเมืองหลวงก็จะกลายเป็นภาษาราชการของแต่ละชาติโดยปริยายและค่อยๆปรับตัวเป็นภาษาวิชาการของชาตินั้นๆ โดยที่ภาษาละตินวิชาการยังทำหน้าที่เป็นภาษาศาสนาของสันตะสำนักและเป็นศัพท์บัญญัติทางวิชาการต่อมา ภาษาละตินไม่มีนักปรัชญาต้นคิดอย่างภาษากรีก จึงใช้ตำราแปลจากภาษากรีกเป็นละตินที่อ่านง่ายและเป็นระเบียบมากกว่าภาษากรีก ชาวคริสต์ที่ใช้ภาษาละติน ในชั้นแรกก็รู้สึกต่อแอร์เริสทาทเถิลเช่นเดียวกับชาวคริสต์ที่ใช้ภาษากรีก คือชอบปรัชญาของเพลโทว์มากกว่า  แต่ก็ไม่ถนัดทางเข้าฌานมากนัก แต่ถนัดทางใช้เหตุผลมากกว่า ในที่สุดก็หลงใหลปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลทั้งระบบซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกหรือเกือบทุกวิชาในปัจจุบัน ความคิด ความรู้และความเชื่อเป็นระบบตายตัวแบบกรีกอย่างแอร์เริสทาทเถิลจึงเป็นต้นแบบของชาวตะวันตกเรื่อยมาจนกว่าจะถูกตั้งข้อสงสัยอย่างจริงจังโดยชาวหลังนวยุคเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง

แฟนคลับ: แอร์เริสทาทเถิลมีชีวิตก่อนพระเยซูประมาณ 3 ศตวรรษ และพระเยซูก็ดูเหมือนจะไม่รู้จักแอร์เริสทาทเถิลเอาเสียเลย แอร์เริสทาทเถิลเข้าไปมีบทบาทในศาสนาคริสต์ได้ยังไงกันคะ

ผม: ดูผิวเผินเหมือนไม่น่าจะมีอะไรกัน ต้องดูเชิงลึกครับ จึงจะเห็น และเห็นลึกซึ้ง

แฟนคลับ: งั้นก็เชิญแถลงได้เลยค่ะ ตามอัธยาศัย

ผม: เคยเชื่อกันมาว่าพระเยซูรู้แต่ภาษาฮีบรูซึ่งไม่น่าจะจริง ภาษาถิ่นของพระเยซูคือภาษาอราเมก (Aramaic) สำเนียงกาลิลี ภาษาฮีบรูเป็นภาษาคัมภีร์เท่านั้นคือโบราณจนเลิกใช้ในชีวิตประจำวันกันแล้ว ภาษากรีกของแอลเลิกแซนเดอร์เป็นภาษาสังคมซึ่งพระเยซูน่าจะรู้ ส่วนภาษาละตินเป็นภาษาราชการของมหาอาณาจักรโรมันซึ่งพระเยซูก็น่าจะรู้ด้วยเช่นกัน อารยธรรมกรีกรวมทั้งปรัชญากรีกก็น่าจะเป็นความรู้รอบตัวในบริเวณทรงงานของพระเยซูไม่มากก็น้อย พระเยซูไม่ได้สอนด้วยศัพท์สำนวนปรัชญา แต่ก็แทรกประเด็นปรัชญาไว้ทั่วไป เมื่อสาวกเผยแผ่คำสอนของพระเยซูในมหาอาณาจักรโรมันย่อมต้องได้เผชิญหน้ากับผู้รู้ปรัชญากรีกดังที่เปาโลและยอห์นบันทึกไว้ ต่อมามีนักปรัชญารับนับถือศาสนาคริสต์มากขึ้นจึงได้มีผู้พยายามใช้ปรัชญาของเพลโทว์ขยายความเรื่องพระเจ้าและชีวิตพระเจ้า แต่ผู้ที่ปรามาสต้องใช้ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลปราบพยศ ซึ่งออกัสทีนทำได้ดีมากในด้านแรกและธัมเมิส อไควนัสทำได้ดีเยี่ยมในด้านหลัง

แฟนคลับ: แล้วในปัจจุบันเอายังไงกันคะ

ผม: ในปีค.ศ.1870 คริสตจักรคาทอลิกเรียกประชุมสังคายนนาวาติกันครั้งแรกเพื่อประณามลัทธินวยุคนิยม (modernism) ซึ่งใช้ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลสร้างระบบความคิดวิทยาศาสตร์ที่ไร้ศาสนาอย่างที่เซนต์ออเกิสทีนและนักปราชญ์คริสต์รุ่นแรกเกรงกลัว ทำให้เกิดการแตกแยกทางความคิดอย่างลึกและกว้าง จึงต้องแก้ปัญหาด้วยสังคายนาวาติกันที่ 2 ในปีค.ศ.1965 มีมติให้เสวนาผูกมิตรกับความคิดที่แตกต่างเพื่อรู้จักและแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์แก่กันและกัน ล่าสุดสมณสาสน์ Faith and Reason ค.ศ.1997 ชักชวนให้สร้างและปรับปรุงระบบปรัชญาให้ทันสมัยอยู่เสมออย่าให้ตกยุคได้

สำหรับชาวไทยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ได้ประทานคติไว้กว้างๆ ณ วันขี้นครองราชย์ที่ว่าเราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ซึ่งหมายความว่าสำหรับพลเมืองไทยทุกคนโดยไม่จำกัดเพศ วัย เชื้อชาติและศาสนา ต่อมาทรงระบุให้ชัดเจนมากขึ้นว่าเป็นนโยบายเชิงปรัชญาจริยศาสตร์คือปฏิบัติได้อย่างมีองค์ประกอบ 4 ครบถ้วนคือรอบรู้ มุ่งมั่น พอเพียงไม่เกินไม่ขาด และเสียสละด้วยจิตอาสา

 

ปรัชญาภิรมย์ (33)

ปรัชญาแอร์เริสทาทเถิลในประวัติศาสตร์ตะวันตก

            แฟนคลับ: เดือนที่แล้วอาจารย์บอกว่าปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิล (Aristotle) เป็นดาวค้างฟ้า แต่ไม่ได้บอกว่ายังค้างฟ้าอยู่จนถึงปัจจุบันนี้หรือเปล่า หรือว่าเป็นดาวตกไปแล้วตั้งแต่เมื่อไรคะ

ผม: เอ้อ! ถามดีมาก ตั้งใจจะบอกอยู่ แต่ยังไม่ถึงเวลาอันควร จะบอกตอนนี้แหละครับ ในปัจจุบันนี้ใครอยากจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ปรัชญาก็ต้องรู้ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิล เพราะมิฉะนั้นจะพูดกับผู้รู้ปรัชญาอื่นๆไม่รู้เรื่อง แต่ทึ่รู้นั้นก็มีเป้าหมายต่างกันเป็น2นัย คือรู้เพื่อเชื่อตามและคิดตามต่อไป กับรู้เพื่อฟื้นฝอยหาตะเข็บจับผิดนำมาวิจารณ์ว่าใช้ไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว

แฟนคลับ: เรื่องนี้ต้องขยายหนักๆหน่อยละค่ะ

ผม: ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรับฟังอย่างใจเย็นๆหน่อยละครับ ผมจะค่อยๆวิเคราะห์ให้ฟังอย่างใจเย็นๆตามลำดับขั้นตอน คืออย่างนี้ครับ แอร์เริสทาทเถิลคิดระบบปรัชญาขึ้นมาตามรูปแบบภาษากรีกโบราณที่ตนใช้จนเคยชิน จนรู้สึกว่าทุกอย่างมาจากธรรมชาติและเป็นไปตามธรรมชาติ ด้วยคติพจน์ว่า “Nature does not fail.” (ธรรมชาติไม่ล้มเหลว) หรือพูดในมุมกลับได้ว่า สิ่งที่เรารู้ได้จากประสบการณ์ที่รู้เห็นย่อมเหมือนกับธรรามชาติเบื้องหลังที่มองไม่เห็น ภาษากรีกที่ตนใช้อยู่ก็เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ที่เกิดจากธรรมชาติ ทั้ง3ส่วนย่อมไม่ทรยศต่อกัน คือต้องล้อกันเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยเหมือนกระเดือกกับคอหอยและหลอดลม ว่างั้นเถอะ ด้วยความเชื่อว่า3สิ่งนี้ต้องตรงกันนี่แหละทำให้แอร์เริสทาทเถิลเชื่อว่าความเป็นจริงของโลกย่อมมีคุณสมบัติคงตัวในทุกสัดส่วนและกระบวนการ คือมีสสาร(matter)ที่มีคุณสมบัติทุกอย่างคงตัว คือ มีสาร(substance)รองรับที่คงตัว มีจรสมบัติ9ชนิดที่คงตัว การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายมิได้เข้าไปถึงเนื้อใน 10 ชนิดดังกล่าวนี้แต่ประการใด มันเป็นแต่เพียงการยักย้ายถ่ายเทกันไปมาระหว่างสิ่งคงตัว 10 ประเภทดังกล่าวนี้เท่านั้น ความรู้อันเป็นผลผลิตของสมรรถภาพคิดของมนุษย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติก็ย่อมจะไม่ล้มเหลวคือไม่ทรยศต่อกัน ความรู้ของมนุษย์ที่ได้จากการวิเคราะห์อย่างถูกต้องก็ย่อมให้ความจริงและนั้นคือญาณวิทยาที่เชื่อถือได้  โดยมีภาษากรีกเป็นตัวกลางค้ำประกันความน่าเชื่อทั้งหมด ดังนั้นตราบใดที่นักปราชญ์ยังใช้ภาษากรีกสำหรับสื่อความคิดความเข้าใจอยู่ ตราบนั้นระบบความคิดของแอร์เริสทาทเถิลก็มีฐานมั่นคงและค้ำประกันความน่าเชื่อโดยอัตโนมัติ เมื่อแอร์เริสทาทเถิลถึงแก่มรณกรรมในปีก.ค.ศ.322 นั้นเป็นเวลาที่ภาษากรีกและอารยธรรมกรีกที่แอลเลิกแซนเดอร์นำออกเผยแผ่ในมหาอาณาจักรของพระองค์ได้กว้างขวางที่สุดและได้ผลที่สุดมาได้ 1 ปี อารยธรรมใหม่อันเป็นผลจากการผสมผสานอารยธรรมกรีกแท้กับวัฒนธรรมพื้นเมืองของช่วงนี้ได้ชื่อว่าอารยธรรมกรีกใหม่(Hellenistic Civilization)ซึ่งจะมีอิทธิพลทั่วยุโรปอย่างยั่งยืนในระยะเวลาต่อมา แอลเลิกแซนเดอร์สิ้นพระชนม์ในค.ศ.323 (ก่อนแอร์เริสทาทเถิลเพียงปีเดียว) การสิ้นพระชนม์ของแอลเลิกแซนเดอร์ไม่มีผลต่อการฝังรากอารยธรรมกรีกใหม่มากนัก เพราะบรรดาแม่ทัพชั้นนำของแอลเลิกแซนเดอร์ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ในการปลูกฝังอารยธรรมกรีกใหม่ในเขตอิทธิพลของแต่ละคนต่อไปอย่างเอาจริงเอาจัง จนกว่าจะถึงเวลาที่จูเลียส ซีเสอร์ (Julius Cassar) จะนำกองทัพโรมันเข้ามายึดอำนาจสวมรอย  ก็ปรากฎว่าอำนาจโรมันได้ดินแดนที่อิ่มตัวแล้วด้วยอารยธรรมกรีกใหม่ ซึ่งชาวโรมันก็พอใจรับเป็นสมบัติของตนและช่วยสืบทอดเจตนารมย์ของแอลเลิกแซนเดอร์ต่อไป

แฟนคลับ: ในเมื่อภาษากรีกของแอร์เริสทาทเถิลมีอิทธิพลไปถึงไหน ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลก็มีสิทธิ์ปักหลักมั่นคงไปถึงนั่นใช่ไหมคะ

ผม: แน่นอนครับ แต่ก็ต้องไม่ลืมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้วยว่า ในสมัยที่ชาวกรีกรุ่งโรจน์ทางวิชาการสูงสุดนั้น ใช่ว่าชาวกรีกทั่วแผ่นดินกรีซจะฉลาดเท่ากันหมดก็หาไม่ กรุงเอเธนส์ได้เปรียบเมืองอื่นๆ เพราะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของชาวกรีกทั้งหมดได้สดวก ประสบผลสำเร็จในการทำธุรกิจค้าขายทำให้มีงบประมาณจัดหาอุปกรณ์สาธารณูปโภคได้ก้าวหน้ากว่าเมืองอื่นๆ เอเธนส์กลายเป็นแหล่งชุมนุมของนักวิชาการซึ่งส่วนหนึ่งเป็นลูกหม้อของเอเธนส์เอง คือเกิดเติบโต เป็นปราชญ์จบเบ็ดเสร็จในกรุงเอเธนส์ อย่างเช่นซาคเขรอะถิสและเพลโทว์ ส่วนแอร์เริสทาทเถิลนั้น พื้นเพเป็นชาวภูธรจากแคว้นแมสเสอโดว์เนีย ชายแดนภาคเหนือสุด เป็นคนไฝ่รู้ไฝ่เรียนและครอบครัวมีฐานะดีพอที่จะส่งลูกไปเล่าเรียนหาความรู้ ณ กรุงเอเธนส์ได้ถึง 20 ปีและกลายเป็นผู้มีความรู้มากที่สุดของชาวกรีกสมัยนั้น แอลเลิกแซนเดอร์เป็นเจ้าชายแห่งแมสเสอร์โดว์เนีย เป็นผู้ไฝ่รู้ไฝ่เรียนและเรียนรู้ได้ดีและเร็วทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ แมสเสอ์โดว์เนียมีม้าดีเยี่ยมให้ใช้เป็นม้าศึกได้ดีเยี่ยม ณชายแดนตอนนั้นมีปัญหาให้ต้องตัดสินกันด้วยการศึกอยู่เนืองๆ ในเรื่องบริหารจัดการการเมืองการปกครองนั้นแมสเสอร์โดว์เนียมีกรณีศึกษาให้แอลเลิกแซนเดอร์ได้รู้ได้เรียนและได้ฝึกโดยตรงอย่างพอเพียง แต่ความรู้ด้านปรัชญานั้นแมสเสอร์โดว์เนียไม่มีอะไรจะให้ แต่โอกาสไม่อับเสียทีเดียว เพราะแอร์เริสทาทเถิลเป็นบุตรชายของแพทย์หลวงแห่งแมสเสอร์โดว์เนีย แอลเลิกแซนเดอร์จึงไม่ละโอกาสทองที่จะใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือเรียกแอร์เริสทาทเถิลเข้ามารับราชการในวังในตำแหน่งราชครูมีหน้าที่ถวายความรู้แด่เจ้าฟ้ายุพราชตามที่ทรงประสงค์จะอยากเรียนอยากรู้ อยากฉลาด ดังนั้นเมื่อแอลเลิกแซนเดอร์ขึ้นครองราชย์แมสเสอร์โดว์เนียด้วยพระชนมายุเพียง 16 ชันษาก็มีความรู้เพียบพร้อมทั้งด้านภาษากรีกและปรัชญาที่สืบเนื่องจากภาษากรีกตลอดจนยุทธศาสตร์พิชัยสงครามและกลยุทธ์การเมืองการปกครอง สามารถปรับเปลี่ยนสภาพของรัฐแมสเสอร์โดว์เนียที่อ่อนแอยอมเสียเปรียบรอบด้าน มากลายเป็นศูนย์กลางของมหาอาณาจักรกรีกใหม่อันเกรียงไกรที่ไม่มีเมืองขึ้น แต่ทุกเมืองที่ยอมแพ้กลับได้ศักดิ์ศรีเสมอกับเมืองที่ชนะ พลเมืองทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะเดินทางไปทั่วมหาอาณาจักรอย่างภาคภูมิใจในฐานะเจ้าของมหาอาณาจักรร่วมกัน ไม่ต้องหวั่นเกรงถูกทำร้ายปล้นจี้ฟรี เพราะอาชญากรรมทั้งหลายถูกสยบด้วยระบบการใช้กฎหมายที่น่าเชื่อถือ จึงไม่ปรากฏว่ากองทัพของแอลเลิกแซนเดอร์รบแพ้ ปรากฏเพียงแต่ว่าเหล่าทหารมีมติไม่รุกต่อ แอลเลิกแซนเดอร์ก็ทรงอนุโลมตามมติ อีกอย่างหนึ่งก็คือไม่ปรากฏว่าส่วนใดที่เป็นมหาอาณาจักรของพระองค์แล้วจะขอแยกตัวเป็นอิสระ ดูเหมือนคนในมหาอาณาจักรของพระองค์จะรู้สึกตรงกันว่า อยู่ในมหาอาณาจักรของพระเจ้าแอลเลิกแซนเดอร์จะมีความสุขมากกว่าอยู่นอกมหาอาณาจักร อันเป็นแบบอย่างให้มหาอาณาจักรโรมันนำเอาไปทำต่อ

แฟนคลับ: ชาวโรมันใช้ภาษาละติน ส่วนมหาอาณาจักรของแอลเลิกแซนเดอร์ใช้ภาษากรีกของแอร์เริสทาทเถิล มันจะเข้ากันได้อย่างไรคะ

ผม: มันจะยากอะไรนักหนาครับ ก็ใช้ความเป็นโรมันเสียอย่าง สภาการปกครองสูงสุดโรมันตระหนักเรื่องนี้ดี หากใช้นโยบายยอมล้มไม่ยอมงออย่างต้นสักทองก็คงล้มเหลวแต่แรกอย่างไม่เป็นท่า แต่สภาโรมัน (Roman Senate) มีมติใช้นโยบายไม้อ้อลู่ลมครับ แต่ก็อ่อนนอกแข็งในนะครับ สภาโรมันให้นโยบายทุกเหล่าทัพ รบไหนต้องชนะนั่น ชุมชนใดยอมแพ้แล้วให้ดำเนินชีวิตต่อไปตามเดิม ใช้ภาษากรีกต่อไปตามเดิม ให้นักปราชญ์กรีกเป็นครูบาอาจารย์ต่อไปตามเดิม เพราะรู้อยู่ว่าภาษาละตินเป็นภาษาทหาร กองทัพยังคงใช้ภาษาละตินต่อไปตามเดิม ไม่จำเป็นต้องหันไปใช้ภาษากรีก และภาษากรีกสำหรับบัญชาการรบสู้ภาษาละตินไม่ได้ แต่ภายในกรุงโรม ชาวโรมันวางแผนระยะยาว ให้นักภาษาศาสตร์ปรับปรุงภาษาละตินให้ดีพอและดีกว่าภาษากรีกในการถ่ายทอดความรู้ทุกอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านปรัชญา ศาสนา วาทศิลป์และกฎหมาย โดยพยายามปรับปรุงไวยากรณ์ให้รัดกุมมากกว่าภาษากรีก ทั้งปูทางให้สร้างคำศัพท์ใหม่ได้อย่างคล่องสะดวก และซีเซโร (Cicero) ก็ทำได้อย่างสมใจนึก มีการแปลวรรณกรรมต่างๆ พยายามจูงใจโดยทำให้น่าอ่านกว่าของเดิม พลเมืองโรมันค่อยๆหันมานิยมเรียนภาษาละตินและใช้ภาษาละตินกันมากยิ่งๆขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตามสำหรับชาวโรมรวมทั้งสภาโรมันและปริมณฑลนั้น คงใช้ภาษาละตินในชีวิตประจำวันเป็น้ล่ำเป็นสันตลอดเวลา จุดนี้ให้สังเกตดีๆ เพราะเมื่อศาสนาคริสต์ได้รับเสรีภาพตามกฎหมายโรมันและเมื่อจักรพรรดิคานสเถินทีนมอบหมายให้สันตะปาปาดูแลกรุงโรมและปริมณฑลต่างพระเนตรพระกรรณ ทำให้สันตะปาปามีตำแหน่งเป็นเจ้านครรัฐโรมและเป็นประมุขคริสตจักรสากล จึงใช้ภาษาละตินเป็นทั้งภาษาราชการและภาษาศาสนาคริสต์ ชาวคริสต์ที่เคยใช้ภาษาอื่นก็ยังคงใช้ต่อไปได้ แต่ผู้นำก็ต้องพยายามรู้ภาษาละตินเพื่อสื่อสารโดยตรงกับสันตะสำนัก ความนิยมใช้ภาษาละตินในยุโรปก็ค่อยๆทวีขึ้นด้วยปราการฉะนี้

การค้างฟ้าของปรัชญาแอร์เริสทาทเถิล

aris-1

ปรัชญาภิรมย์ (32)

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ

 

ผลจากการค้างฟ้าของปรัชญาแอร์เริสทาทเถิล

แฟนคลับ: อยากรู้ค่ะว่าการเป็นดาวปรัชญาค้างฟ้าของแอร์เริสทาทเถิล มีผลดีหรือผลเสียอะไรบ้างคะ

ผม: ผลดีมีมากครับ ผลเสียอาจจะมีมาจากคนนิสัยขี้บ่นจู้จี้มากกว่ากระมังครับ

แฟนคลับ: งั้นผลดีว่าไปเลยค่ะ

ผม:ขอทบทวนนะครับว่าปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลเป็นปรัชญาที่เดินตามโครงสร้างของภาษาอารยันอันเป็นภาษาที่เคร่งไวยากรณ์  จะพูดว่าอะไรต้องเป็นประโยคที่บอกให้รู้ว่าใครทำอะไร ใครกับอะไรจึงเป็นตัวตั้ง(noun,pronoun)ของความเป็นจริงทั้งหลายของเอกภพ  ความเป็นจริงของเอกภพมีพลังทำการ(action)หรือถูกทำการ(passion) ดังนั้นการทำและการถูกทำจึงเป็นส่วนขยายที่เป็นจล(dynamic) 2 ด้านเรียกว่ากริยา(verb) ตัวตั้งหรือคำนามยังมีส่วนขยายที่เป็นสถิต(static)อีก 7 ชนิดเรียกว่าคุณศัพท์และวิเศษณ์ได้แก่ quantity, quality, relation, place,time, position, status ซึ่งพอจะแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ปริมาณ มากน้อยแค่ไหน, คุณภาพ ดีเลวแค่ไหน, ความสัมพันธ์ เล็ก ใหญ่ ใกล้ หรือไกล, เทศะ อยู่ที่ไหน, กาล เวลาใด, ท่าไหน ยืน นอน เอน หรือตะแคง, สถานภาพของท่า มั่นคงแข็งแรง หรืออ่อนปวกเปียก

แฟนคลับ: ความรู้ที่ได้ตามการใช้ภาษาอารยันเช่นนี้ จะกลายเป็นความรู้เชิงวิชาการได้ยังไงคะ

ผม:ครับ!แอร์เริสทาทเถิลท่านใช้วิสัยทรรศน์เชิงปรัชญาครับ คือ วิเคราะห์ วิจักษ์ แล้วก็วิธานด้วยครบองค์3พอดีครับ ท่านวิเคราะห์จากจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ของมนุษย์โดยสังเกตจากประสบการณ์ของตัวเอง เบื้องต้นที่สุดท่านสังเกตว่าปัญญาของตัวท่านเองติดต่อกับโลกภายนอกได้โดยอาศัยประสาททั้ง5(5 senses) คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย ผลจากการรับรู้ของประสาทเรียกว่าผัสสะ(sensation) ผัสสะทั้ง 5 ทำการอย่างเป็นอิสระต่อกัน และปัญญาก็สำนึกรู้ว่าได้ข้อมูลจากโลกภายนอกเป็นแท่งๆอย่างเป็นอิสระต่อกันซึ่งก็ต้องนับว่ามีค่ายิ่ง เพราะลำพังปัญญาไม่อาจเข้าถึงโลกภายนอกด้วยปัญญาเองได้ จึงต้องรับรู้ไว้ตามนั้น แล้วก็หาทางใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป มิฉะนั้นก็จะได้ข้อมูลเป็นแท่งๆอย่างนั้นแหละเก็บไว้ในความจำสะสมไว้ เหมือนเก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางเยอะแยะโดยไม่มีโครงการจะนำเอาไปใช้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ ในไม่ช้าก็จะบูดเน่าเสียของ ปัญญามนุษย์จึงสร้างเครื่องมือ(หรือใครสอดใส่ไว้ให้แต่เกิดก็ไม่รู้) สร้างเครื่องมือขึ้นมาจัดการกับข้อมูลดิบที่ได้มาเป็นแท่งๆเหล่านี้ เราเรียกเครื่องมือนั้นว่า perception(สมมุติว่าเป็นสัญชานก็แล้วกัน มค. สํ+ชานะ=การหรือความรู้ร่วม) สัญชานจึงเป็นกลไกของปัญญาในการปรุงแต่งความรู้ขั้นต้นจากข้อมูลดิบที่ผ่านเข้ามาทางผัสสะทั้ง5 เช่นประสาทตามองเห็นรูปร่างม้าตัวหนึ่งที่มีสีน้ำตาลแบบหนึ่งส่งเข้าไปเก็บไว้ในความจำเป็นแห่งผัสสะจากตา หูได้ยินเสียงฮี้ๆๆๆส่งเข้าไปเก็บไว้ในความจำเป็นแท่งผัสสะจากหู จมูกได้กลิ่นสาบกลิ่นหนึ่งส่งเข้าไปเก็บไว้ในความจำเป็นแท่งผัสสะจากจมูก ลิ้นไม่มีผัสสะใหม่ส่งเข้าไปเก็บเพิ่ม แต่ความจำรายงานว่าเคยมีผัสสะจากลิ้นเก็บไว้ครั้งหนึ่งที่รับประทานอาหารป่าจานเด็ดที่เมนูระบุว่าเป็นเนื้อม้า ส่วนผิวกายอยากมีผัสสะส่งเข้าไปให้ความทรงจำจึงจัดการขอเช่าม้าไปขี่อย่างตื่นเต้นเป็นเวลา 1ชั่วโมง ครั้นเมื่อปัญญาต้องการรู้เรื่องม้าก็จะสั่งให้กลไกสัญชานทำงาน โดยค้นหาข้อมูลที่ความจำเก็บไว้เป็นแท่งๆนั้นด้วยการเลือกเอาข้อมูลเอามายำให้ได้ตัวม้าในจินตนาการ 1 ตัว นับได้ว่าเป็นการทำงานสำเร็จอย่างดีของเครื่องมือหรือกลไกคิดที่ได้ชื่อว่าสัญชาน 1 ครั้ง ความรู้ที่เกิดขึ้นด้วยวิธีนี้เรียกว่า 1 จินตภาพของม้า คือ ภาพม้าตัวหนึ่งในคลังจำ และความจำก็จะเก็บไว้เป็นข้อมูลในช่องจินตภาพจากจินตนาการซึ่งเป็นคนละช่องกับจินตภาพจากประสบการณ์ทางประสาททั้ง5

แฟนคลับ:โอ้โฮ! ยุ่งยากสลับซับซ้อนน่าดูนะคะ แต่ก็น่าทึ่งและน่าสนใจนะคะ ไม่รู้ว่าแอร์เริสทาทเถิลคิดขึ้นมาได้อย่างไรเนี่ย

ผม: ก็นั่นแหละครับ เราต้องพยายามเข้าใจวิธีคิดของนักปราชญ์ไปก่อนจนแตกฉานเป็นตัวอย่างแล้วก็จะคิดเองเป็น “คิดเป็นกับคิดได้”ต่างกันนะครับ คิดได้คือเข้าใจความคิดที่ผู้คิดคิดเป็นแล้วเสนอให้เราคิดจนเข้าใจ อย่างที่เรากำลังพยายามเข้าใจวิธีคิดของแอร์เริทาทเถิลลอยู่นี่แหละครับ เมื่อคิดได้แล้วเราก็จะสามารถคิดอะไรขึ้นมาใหม่ของเราเอง ถึงขั้นนี้จึงจะเรียกว่าคิดเป็นครับ

แฟนคลับ: โอ้โฮอยากคิดเป็นจังเลยค่ะ จะพยายามค่ะ จบหรือยังคะกระบวนการคิดในปัญญาของแอร์เริสทาทเถิล

ผม: ยังครับ เพิ่งผ่านเพียงกลไกสัญชานหน้าด่านเท่านั้นเองแหละครับ การปฏิบัติงานของสัญชานทำให้ปัญญาได้ความรู้เป็นหน่วยๆ คือได้จินตภาพม้าเป็นตัวๆ(image of a horse) ครั้นได้จินตภาพม้าหลายจินตภาพทั้งจากม้าตัวเดียวกันหรือหลายๆตัวในอิริยาบทต่างๆ ปัญญาอยากได้ความรู้สูงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง จึงใช้กลไกขั้นที่ 2 เรียกว่า abstraction(สมมุติว่าเป็นการถอดสิ่งสากลก็แล้วกัน) เมื่อปัญญาสั่งกลไกถอดสิ่งสากลก็จะเข้าสำรวจดูในคลังของความจำว่ามีข้อมูลจินตภาพม้าทั้งหมดเท่าที่มีสะสมอยู่ เอามาเทียบกันทั้งหมดแล้วจัดการคัดเอาส่วนต่างที่ไม่เหมือนกันออกทิ้งให้เหลือแต่ส่วนที่เหมือนกันในทุกจินตภาพเก็บไว้ในความจำในอีกคลังหนึ่งเรียกว่า concept (สมมุติว่าเป็นมโนภาพก็แล้วกัน แปลว่าภาวะในมโน(ไม่ใช่ภาพในมโน) บางคนใช้มโนทัศน์ซึ่งมีความหมายไม่ตรงกับความต้องการของแอร์เริสทาทเถิล จึงขอใช้คำมโนภาพดีกว่า) มโนภาพเป็นความรู้สากล (universal knowledge) ในกรณีนี้คือความเป็นม้า(horseness)หรือม้าสากล(universal horse) เป็นมโนภาพสาร(substantial concept) เพราะถอดออกมาจากส่วนที่เป็นแก่นสารของม้าและช่วยให้รู้ว่าม้าวิสามานยนาม(proper noun)คือม้าตัวนี้สมมุติว่าชื่อสายลม มีลักษณะอะไรบ้าง แต่ถ้าถอดมาจากส่วนเสริมของม้าหรือจรสมบัติ(accidental)ก็เรียกว่ามโนภาพจรสมบัติ(accidental concept) ซึ่งก็เป็นความรู้สากลด้วยเช่นอ้วน สีหมอก ขาเขยก กินจุซึ่งแอร์เริสทาทเถิลจำแนกไว้ 9ชนิด คือ Quantity, Quality, Relation, Action, Passion,Place, Time, Position, Status (ปริมาณ, คุณภาพ, สัมพันธภาพ, การทำ, การถูกทำ, เทศะ, กาละ, ท่าตั้ง, และ สถานภาพของท่าตั้ง รวมเป็น 10 ประเภทของความรู้สากล (10 predicaments or categories) ครั้นปัญญาได้ความรู้สากลมาใช้ก็ดีใจมาก เพราะประตูแห่งความคิดสร้างสรรค์ก็เปิดอ้าให้คิดต่อยอดต่อไปได้ถึงอนันต์ไม่รู้จบ

            แฟนคลับ: เอาละค่ะ ความรู้เฉพาะหน่วยเป็นหน่วยๆก็ได้แล้ว ความรู้สากลก็มีแล้ว แล้วอะไรต่อไปยังไงคะ

ผม: ยังไม่ครบวงจรของภาษาอารยันครับ ถ้าคิดตามมาตรฐานของภาษาอารยันแล้ว มาถึงตอนนี้แอร์เริสทาทเถิลเพิ่งได้แค่คำเท่านั้นเองครับ ต้องหาต่อไปให้ถึงประโยคทุกชนิดจึงจะจบเกมครับ  เฉพาะแค่นี้เราได้ความจำเฉพาะหน่วยที่แสดงออกเป็นวิสามานยนาม สามานยนามและสรรพนาม ได้ความรู้สากลที่แสดงออกเป็นสามานยนาม ได้พลังทำการที่แสดงออกเป็นกริยา ได้ส่วนขยาย9อย่างที่แสดงออกเป็นคุณศัพท์และวิเศษณ์ ปัญญาของมนุษย์ไม่ยอมจำนนอยู่แค่นี้ครับ ยังทำการต่อ

แฟนคลับ : ทำอะไรต่อคะ

            ผม:ขอนิยามศัพท์ที่จำเป็นต้องใช้เสียก่อนครับ ผลของสัญชานทำปฏิกริยากับผัสสะที่ผ่านมาทาง 5 อายตนะสู่ สมองเรียกว่าจินตภาพ(image)เก็บไว้ในคลังความจำเป็นหน่วยๆ เรียกว่าจินตภาพจากประสบการณ์ โปรดสังเกตว่าจินตภาพจากประสบการณ์ไม่ใช่จินตนาการนะครับ เพราะจินตนาการเป็นสิ่งที่สมองจินตนาสร้างขึ้นมาเองแล้วส่งไปเก็บไว้ในคลังความจำเป็นจินตภาพจากจินตนาการโดยไม่ปนกับจินตภาพจากประสบการณ์  หันมาดูมโนภาพอันเกิดจากการถอดสิ่งสากลเก็บไว้ในคลังจำในแผนกความรู้สากล เพื่อสะดวกในการใช้เราเรียกหน่วยต่างๆที่เก็บไว้ในคลังจำอย่างรวมๆว่าสังกัป(apprehension) ไม่ว่าจะอยู่ในคลังจำของจินตภาพจากประสบการณ์ จินตภาพจากจินตนาการ หรือมโนภาพสากล รวมเรียกว่าสังกัป ปัญญามีกลไกปรุงแต่งต่อยอดความรู้อย่างน่าทึ่งมาก คือสามารถจับเอา 2 สังกัป  มาเปรียบเทียบกันเพื่อดูว่าเข้ากันได้หรือไม่ได้ เรียกว่ามีการตัดสินเชิงตรรก(logical judgement) ซึ่งอาจจะจริงหรือเท็จก็ได้ ความจริง/เท็จเกิดขึ้นในตอนนี้ของกระบวนการคิด ก่อนหน้านี้ไม่สามารถรู้ได้ว่าจริงหรือเท็จ เพราะปัญญายังไม่ได้ทำการตัดสิน รู้แต่เพียงว่ามีเป็นจริงภายนอกหรือเป็นเพียงจินตนาการเมคอัปขึ้นมา

แฟนคลับ: จบกระบวนการหรือยังคะ

ผม: ยังครับ เมื่อปัญญามีการตัดสินเก็บไว้มากกว่า 1 ข้อตัดสิน(logical judgement)ปัญญาก็อาจจะเลือกเอามา2กรณีที่มีส่วนหนึ่งเหมือนกันเอามาเปรียบกันเพื่อดูว่าส่วนที่ไม่เหมือนกันนั้นเป็นส่วนของกันและกันหรือไม่ กลายเป็นการตัดสินใหม่ในปัญญาที่เรียกว่าข้อสรุป(logical conclusion) รวมกับข้อตัดสิน2ข้อเดิมเป็น3ข้อเรียกรวมกันว่าเป็นการอ้างเหตุผล 1 ครั้ง(1 argumentation) การใช้เหตุผลเกิดขึ้นก็ขั้นตอนนี้แหละ เช่น คนเป็นสัตว์โลก ชาวไทยเป็นคน เพราะฉะนั้นคนไทยเป็นสัตว์โลก ซึ่งตรงกับเหตวาเนกัตถประโยคของกลุ่มภาษาอารยัน

เมื่อคิดได้เช่นนี้แอร์เริสทาทเถิลก็สร้างเนื้อหาวิชาตรรกวิทยาว่าด้วยเทคนิคการใช้เหตุผลและเทคนิคจับผิดเหตุผลขึ้นเรียกว่าตำราว่าด้วยเหตุผลวิบัติ คือสอนผูกแล้วก็สอนแก้ควบไปด้วย จากการจัดระเบียบความคิดอย่างนี้ แอร์เริสทาทเถิลก็ค่อยๆสร้างองค์ความรู้ขึ้นตามลำดับ เริ่มจากสังเกตโครงสร้างภาษาอารยันของตนคือภาษากรีก ย้อนกลับไปดูกระบวนการคิดเพื่อจับเคล็ดการได้ความรู้ ต่อจากนั้นก็กำหนดระเบียบวิธีหาความรู้ ได้ความรู้มากพอก็เอามาแบ่งเป็นวิชาอย่างมีสัดส่วนเป็นตัวอย่างของสหวิทยาการบูรณาการสมบูรณ์ ตอนนี้ได้บ่อเกิดของสังกรประโยคเหตุผลเพียงอย่างเดียว แอเริสทาทเถิลคิดต่อไปถึงสังกรประโยคที่ทำหน้าที่คุณศัพท์อันมีสันธาน”ซึ่ง”นำหน้า และสังกรประโยคที่ทำหน้าที่วิเศษณ์อันมีสันธาน”เมื่อ แม้ เพราะ ฯลฯ” นำหน้า ท้ายสุดคิดถึงอเนกัตถประโยคคือหลายประโยคข้างต้นเชื่อมกันด้วยสันธาน”และ, แต่, ฯลฯ” ซึ่งอยู่ขั้นบอกความจริงที่ซับซ้อน แต่ไม่จำเป็นต้องถึงระดับเหตุผล ก็เป็นอันจบการวิเคราะห์ภาษาอารยันได้ครบถ้วนแล้วครับ