พิมพ์เขียว/น้ำเงินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ปรัชญาภิรมย์ (38) พิมพ์เขียว/น้ำเงินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   แฟนคลับ: ถ้าเช่นนั้นขออ่านพิมพ์เขียวพิมพ์น้ำเงินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสักหน่อยได้ไหมคะ ผม: ได้ซีครับ พิมพ์เขียว/น้ำเงินธรรมาภิบาลนั้นเป็นฉันใด พระปฐมบรมราชโองการเป็นพิมพ์เขียว พระพระดำรัสต่างๆหลังจากนั้นคือพิมพ์น้ำเงิน และทรงปฏิบัติอย่างจริงจัง ว่ากันอย่างนี้ผมว่าจะเข้าใจกันได้ง่ายที่สุดและปฏิบัติได้สะดวกที่สุดสำหรับพลเมืองไทยทุกคน เพื่อปฏิบัติได้จริง จำเป็นต้องขยายความตามความเหมาะสมของสถานการณ์จริงและสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงของแต่ละคน ขอให้นำไปปฏิบัติได้จริงและบรรลุเป้าหมายจริงแห่งพระปณิธานก็แล้วกัน ดีกว่านั้นก็คือแลกเปลี่ยนความคิดความเข้าใจและประสบการณ์แก่กัน เพื่อเสริมพลังและให้กำลังใจแก่กันและกัน ผมขอเริ่มเป็นตัวอย่าง สำหรับผมจุดแรกสุดแห่งแรงบันดาลใจได้มาจากพระปฐมบรมราชโองการ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ข้อความสั้นๆนี้กินความครบถ้วนกระบวนการแห่งการบริหารงานทุกระดับ คือ 1.กรอบหรือขอบข่ายบริหารได้แก่การบริหารตนเองเป็นปฐม ขยายผลจากพระปฐมบรมราชโองการ “ครองแผ่นดิน” ออกสู่การบริหารทุกผู้ทุกคนที่มีสายสัมพันธ์ต่อกันกับตน บริหารงานอันเกิดจากน้ำใจของตนที่ฝึกฝนมาดีแล้วและมีผู้ร่วมงานที่ฝึกฝนมาดีแล้ว มาร่วมแรงร่วมใจกันทำงานที่อาจจะเป็นบริษัทส่วนตัวขนาดเล็กจนถึงงานบริษัทหุ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดคือธรรมาภิบาลประเทศชาติ  2.วิถีทางที่เลือกแล้วอย่างหวังผล ขยายผลจากพระปฐมบรมราชโองการว่า “โดยธรรม” ซึ่งควรจะเข้าใจให้เต็มความหมายไม่พึงขาดอย่างใดสักอย่างแม้แต่อย่างเดียว อันต้องประกอบด้วยนิติธรรม จริยธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรม อารยธรรม และจรรยาบรรณธรรม อย่าให้ขาดได้แม้แต่สักอย่างอันจะกลายเป็นช่องโหว่ในงานทันทีและจะมีนางแอบแฝงกายมาถือโอกาสใช้ช่องโหว่จนได้ซีน่า ช่องโหว่นิดเดียวอาจทำให้เสียงานใหญ่อย่างน่าเสียดาย 3. เป้าหมายที่ปรากฏชัดเจนในพระปฐมบรมราชโองการว่า “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมย่อมใช้ได้ทั้งสิ้น แต่ขอให้เป็นความสุขแท้ตามความเป็นจริง (the authentic happiness according to reality)” ความสุขคือการมีความพอใจจากการได้ตอบสนองความอยากของสัญชาตญาณ มนุษย์โดยทั่วไปที่ยังไม่บรรลุโสดาบัน ย่อมมีสัญชาตญาณอยากมีความสุขได้ถึง 4 ระดับที่แข่งขันกันชิงดำเพื่อให้ระดับของตนเด่น ไม่ยอมลดลาวาศอกให้แก่กันจึงเกิดความสับสนวุ่นวายและว้าวุ่นในอารมณ์อย่างไม่มีใครจะช่วยได้ ต้องช่วยตัวเองด้วยการศึกษาให้รู้จักตัวเองให้ได้เท่านั้น มิฉะนั้นความสุขแท้ตามความเป็นจริงก็จะเป็นสิ่งแค่เอื้อมและสุดเอื้อมอยู่ร่ำไป … Continue reading พิมพ์เขียว/น้ำเงินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ดาวรุ่งแทนแอร์เริสทาทเถิล

ปรัชญาภิรมย์ (37) ดาวรุ่งแทนแอร์เริสทาทเถิล แฟนคลับ: เอาเป็นว่านักปรัชญาที่เป็นดาวรุ่งระดับโลกในปัจจุบันเป็นใคร แล้วเขาคิดอะไรอยู่ และทำไมจึงถูกใจนักคิดในปัจจุบันขณะนี้ ผม: เท่าที่ผมรู้ก็เห็นจะได้แก่ศาสตราจารย์อแลง บาดีอู (Alain Badiou) ชาวฝรั่งเศสครับ ผมเชื่อตามที่ Oliver Feltham ได้เขียนในบทนำหนังสือแปลจากบาดีอู: Infinite Thought, Truth and the Return to Philosophy: London, Continuum, 2004, p.1 ว่า” Alain Badiou is one of  France’s foremost living philosophers อแลง บาดีอูเป็นนักปรัชญาที่เด่นที่สุดคนหนึ่งของฝรั่งเศสที่ยังมีชีวิตอยู่” แฟนคลับ: ถ้างั้นก็ขอทราบเบื้องหลังเลยค่ะ  แล้วค่อยมาดูความคิดที่ทำให้เขาเป็นดาวรุ่งทางปรัชญา ทำไมชาวโลกจึงชอบ และสุดท้ายจะได้ช่วยกันดูว่านักคิดไทยควรสนใจรับรู้มากน้อยแค่ไหน ดีไหมคะ ผม: เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ ผมจะพยายามดูว่าจะทำได้แค่ไหน แฟนคลับ: เอาเลยครับ/ค่ะ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ดีกว่าไม่รู้เรื่องเลยว่าชาวโลกเขากำลังสนใจคิดอะไรกัน จะรู้แค่ความคิดเดิมๆ เก่าๆแก่ๆล้าสมัยแล้ว ไม่ทันรับประทานแล้วละครับ ผม: อย่างนั้นก็เอาเลย ผมจะได้สบายใจ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ว่ากันเท่าที่เต็มที่ก็แล้วกัน หนังสือหลักที่ผมอ่านอยู่ขณะนี้ก็คือ Ed Pluth. … Continue reading ดาวรุ่งแทนแอร์เริสทาทเถิล

ปรัชญาทำไมถึงต้องยากด้วย?

ปรัชญาภิรมย์ (36) ปรัชญาทำไมถึงต้องยากด้วย?          แฟนคลับ: เท่าที่ได้สนทนากับอาจารย์เมื่อเดือนที่แล้ว ก็ยังรู้สึกงงๆอยู่ ไม่รู้ว่าทำไมนิยามของปรัชญาจะตกลงกันให้ลงตัวเสียก่อนไม่ได้หรือแล้วค่อยมานิยามกันตามเนื้อหาที่ตกลงกันลงตัวแล้ว ทำไม่ได้หรือคะ มันจะได้ง่ายเหมือนวิชาอื่นๆไงล่ะคะ ผม: เออ! คำแนะนำน่าสนใจดี แต่ก็น่าคิดอยู่ว่า การทำเช่นนั้นมิเป็นการถอยหลังลงคลองหรือเปล่า และจะทำดีหรือว่าทำเสียให้แก่วิชาปรัชญาหรือเปล่า ที่ว่าถอยหลังลงคลองก็เพราะเมื่อก่อนก็คิดทำกันอย่างนั้น ไปๆแล้วกลับรู้สึกกันว่ามันหลงทาง แต่บางคนก็ยอมหลงทาง ปรัชญาก็เลยเหงาไปเลย เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง ไปแย่งงานเอางานของผู้อื่นมาทำซ้ำซ้อนกับงานของคนอื่น งานของปรัชญาจริงๆก็เลยค้างเติ่ง ไม่มีคนทำ กลายเป็นช่องโหว่ของสังคม คิดใหม่ทำใหม่กันดีกว่าไหม ให้สมกับที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เลี้ยวโค้งเข้ากระบวนทรรศน์หลังนวยุคแล้ว แฟนคลับ: แล้วเอายังไงกันดีล่ะคะ ผม: เอากันใหม่ตั้งแต่ฐานความคิด คือ พื้นฐานสุดของปรัชญากันเลยนะครับ แล้วค่อยดูกันต่อไปว่า โฉมหน้าใหม่ของปรัชญาควรจะเป็นอย่างไรและจะมีบทบาทอย่างไรในการเยียวยาชาติ เอาละครับ เอากันตั้งแต่นิยามปรัชญากันเลย ปรัชญาโฉมหน้าใหม่พึงนิยามได้อย่างง่ายๆ เว้ากันซื่อๆว่า “ปรัชญาคือความรู้ว่าด้วยปัญญา Knowledge about the Intellect” อะไรๆที่เกี่ยวกับปัญญาก็ขอให้โยนมาให้ปรัชญาเถอะ ปรัชญารับได้หมดและรับไว้หมด และไม่ต้องกลัวว่าจะก้าวก่ายกับวิชาใดที่กำหนดเป็นวิชาเรียนกันอยู่ เพราะวิชาต่างๆล้วนแต่กล่าวถึงผลิตผลของปัญญาทั้งสิ้น โดยแบ่งเนื้อหากันเป็นส่วนๆ แต่ไม่มีวิชาใดสนใจถามปัญหาเรื่องปัญญาตรงๆ แม้ตัวปรัชญาเองก็เถอะน่า อย่าว่าอื่นไกลที่ไหนเลย เพราะเรื่องของปัญญาไม่ใช่ผลผลิตของปัญญา แต่ถามปัญญาตรงๆและปัญญาต้องตอบเองพึ่งส่วนอื่นไม่ได้ ต้องเป็นจำเลยและเป็นทนายเอง วิชาอื่นๆต้องชิดซ้ายไปก่อน เพราะวิชาอื่นๆทั้งหมดเป็นผลผลิตทั้งหมดของปัญญาอีกต่อหนึ่ง บางคนจึงบอกว่าแท้ที่จริงแล้วปรัชญาไม่ใช่วิชา เพราะเนื้อหามิได้อยู่ในระดับเดียวกับวิชาทั้งหลาย แต่เป็นผลพลอยได้จากเนื้อหาทั้งหมดของปัญญารวมกัน กลั่นออกมาเป็นปรัชญา ปรัชญาจึงเป็นความรู้อีกระดับหนึ่งต่างหาก ต้องมีวิชาอื่นทั้งหลายเสียก่อนจึงมีปรัชญาขึ้นมาได้ เนื้อหาปรัชญาตามคติหลังนวยุคจึงมิใช่สักแต่เป็นผลของความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด … Continue reading ปรัชญาทำไมถึงต้องยากด้วย?

ปรัชญาภิรมย์ (35)

จะเริ่มกันตรงไหนดี             เซอร์ คาร์ล รายมุนด์ พาพเผอร์ (Sir Karl Raimund Popper 1902-94) ที่กรุงเวียนนาจากครอบครัวเชื้อสายยิวซึ่งต่อมาเปลี่ยนศรัทธามาสู่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ทำให้พาพเผอร์ใด้รับการกล่อมเกลาจิตใจทั้งแบบยูดาห์และแบบคริสต์ เป็นผู้บุกเบิกกรุยทางความคิดแบบหลังนวยุคที่สำคัญทั้งที่ยังไม่รู้จักคำหลังนวยุค แต่มีความรู้สึกอยู่ลึกๆว่าคิดอย่างนวยุคแบบชมรมเวียนนาไม่น่าจะถูกต้อง จึงกลายเป็นฝ่ายค้านของชมรมเวียนนาแม้จะอยู่มหาวิทยาลัยเวียนนาด้วยกันและแสดงตัวเป็นผู้สนใจกิจกรรมของชมรมเวียนนา(แต่ไม่ถึงกับสมัครเป็นสมาชิกชมรม) จนสงครามโลกครั้งที่2ระเบิดขึ้นและชมรมเวียนนาปิดไปโดยอัตโนมัติ สมาชิกแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง และบางคนก็ยังสืบทอดเจตนาในลักษณะต่างๆกัน พาพเพอร์เกิดวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.1902 เรียนและสอนที่มหาวิทยาลัยเวียนนา ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสกับชมรมเวียนนาและนักปรัชญาวิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ประยุคสาขาต่างๆที่สำคัญๆของสมัยนั้นเช่นโบร์, ไฮเสินแบร์ก, อายน์ชทายน์ เป็นต้น ได้เผยแพร่หนังสือที่สำคัญที่เป็นเหมือนแถลงการณ์แนวคิดใหม่ของตนชื่อ The Logic of Scientific Discovery, 1934 ด้วยข้อความหลักว่า “แท้จริงแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์อะไรสักอย่างว่าผิดอย่างชัดแจ้ง เพราะเป็นไปได้อยู่เสมอที่จะกล่าวว่า ความรู้วิทยาศาสตร์จริงตราบเท่าที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเท็จ (principle of fallability or principle of falsification ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน) ตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้นักปรัชญาที่ถือได้ว่ามีความคิดทันสมัย ก็มักจะเข้าข้างใดข้างหนึ่งระหว่าง ชมรมเวียนนา (modernism) กับพาพเผอร์ (postmodernism)           แฟนคลับ: เอาละค่ะ ก็รู้สึกจะมองเห็นพอสมควรแล้วละค่ะว่าสถานภาพของปรัชญาในปัจจุบันเป็นอย่างไร ไม่เหมือนสมัยไหนเลยใช่ไหมคะ สมัยใครสมัยมันใช่ไหมคะ ผม: แม่นแล้วครับ ณ บัดนี้ ณขณะนี้ … Continue reading ปรัชญาภิรมย์ (35)

ปรัชญาภิรมย์ (34)

ปรัชญาแอร์เริสทาทเถิลในคริสตศาสนา แฟนคลับ: ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลผ่านร้อนผ่านหนาวยุคกลางและยุคใหม่มาได้อย่างไรคะ เก่งจังเลยค่ะ ผม: มีทั้งความเก่งกับความโชคดีควบคู่กันครับ มีทั้งพรสวรรค์และพรแสวงช่วยกันลุ้นจนตัวโก่ง ว่างั้นก็ไม่ผิด เอ้า! โปรดตั้งใจอ่านต่อไปดีกว่าครับ เมื่อจักรพรรดิโรมันย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่เขินสแทนเถอโนว์เผิล (คืออิสตันบุล ประเทศตุรกีปัจจุบัน) เช่นนี้ ทำให้เขินสแทนเถอโนว์เผิลมีความสำคัญอันดับหนึ่งในมหาอาณาจักรโรมันขึ้นมาทันที และโรมลดขีดความสำคัญลงอยู่อันดับ 2 โดยปริยาย ชาวเขินสแทนเถอโนว์เผิลยังใช้ภาษากรีกอยู่ เพราะอิทธิพลการใช้ภาษาละตินยังไปไม่สู้ถึง และพวกเขาไม่สนใจจะรับภาษาละตินอันเป็นภาษาของเมืองอันดับรองเป็นอันขาด แต่ต้องการรักษาภาษากรีกไว้ในอันดับ 1 คู่กับนครหลวง ในด้านการศาสนานั้นชาวเอเชียไมเนอร์ (ตุรกีปัสจจุบัน) นับถือศาสนาคริสต์ของพระเยซูกันหมดแล้วอันเป็นผลจากการเผยแผ่ของเซนต์ปอลหรือเปาโล พวกเขามีผู้นำศาสนาที่ถ่ายทอดอำนาจกันมาตั้งแต่สมัยของเปาโลซึ่งเมื่อพระจักรพรรดิมาตั้งเมืองหลวงก็ทรงให้เกียรติโดยทรงรับรู้และรับรอง จึงเกิดปัญหาทางการปกครองคริสตจักรขึ้นมาว่า สันตะปาปาที่กรุงโรมกับสังฆบิดร (Patriarch) ที่กรุงเขินสแทนเถอโนว์เผิล ใครสูงอันดับ 1 บางครั้งก็ตกลงกันได้ บางครั้งก็ตกลงกันไม่ได้ คริสตชนสามัญก็พากันเลือกข้างหรือไม่เลือกข้างก็มี ที่สำคัญก็คือสันตะปาปาที่กรุงโรมยืนหยัดใช้ภาษาละตินเป็นทางการ และซีกยุโรปตะวันตกขานรับอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออนายรชนรุกรานเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำกินก็พลอยเห็นดีเห็นชอบรับเข้าผสมผสานกับภาษาเดิมของตนอย่างลงตัว ทำให้เกิดภาษาถิ่นต่างๆมากมายที่เป็นภาษาของยุโรปปัจจุบัน ส่วนสังฆบิดรแห่งเขินสแทนเถอโนว์เผิลยืนหยัดใช้ภาษากรีกเป็นทางการและซีกยุโรปตะวันออกขานรับอย่างเป็นล่ำเป็นสันจนกว่าภาษาอาหรับของชาวมุสลิมจะเข้ามาแทนที่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน แฟนคลับ: มองไม่ออกเลยค่ะว่าชะตากรรมของปรัชญาแอร์เริสทาทเถิลจะไปทางไหน เห็นทางรอดบ้างมั้ยเนี่ย? ผม: มืดมัวมากครับ แต่ก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ คืออย่างนี้ครับ มหาอาณาจักรโรมันภาคตะวันออกยึดมั่นกับการใช้ภาษากรีกอย่างเหนียวแน่นเพราะรู้สึกว่ากรุงโรมต้องขึ้นกับกรุงเขินสแทนเถอโนว์เผิลมากกว่า และคริสตจักรตะวันออกก็ใช้คัมภีร์ไบเบิลภาษากรีกเป็นทางการแต่ก็ไม่ชอบปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิล เพราะมองว่าเป็นวัตถุนิยมและอเทวนิยม สู้ของเพลโทว์ไม่ได้ที่เอื้อต่อการเชื่อในพระเจ้าและสร้างศรัทธาถึงขั้นเข้าฌานได้โดยง่าย ส่วนมหาอาณาจักรโรมันตะวันตกยังคงฝันค้างความยิ่งใหญ่ของกรุงโรมในอดีตอยู่ต่อไปไม่รู้วาย ยังคงหวังอย่างลมๆแล้งๆว่า เขินสแทนเถอโนว์เผิลจะเป็นศูนย์กลางของมหาอาณาจักรโรมันเพียงชั่วคราวเพราะความจำเป็นเฉพาะหน้า หมดความจำเป็นเมื่อใดก็หมดมนต์ขลัง โรมจะต้องกลับมามีบทบาทเดิมของมหาอาณาจักรโรมัน เพราะโรมคือนครนิรันดรและภาษาละตินจะต้องเป็นภาษากลางของมนุษยชาติ และนักปราชญ์โรมันก็พยายามปรับให้ภาษาละตินเป็นภาษาสะดวกใช้ที่สุดสำหรับอเนกประสงค์ และสำนักสันตะปาปาที่ได้รับอาคารสถานที่จากจักรพรรดิก็พอใจที่จะใช้ภาษาละตินเป็นภาษากลางของการปกครองทั้งในและนอกมหาอาณาจักรโรมัน จึงประกาศใช้คัมภีร์ไบเบิลที่เซนต์เยโรม (St. Jerome) แปลจากภาษากรีกเป็นภาษาละตินเป็นคัมภีร์ทางการ … Continue reading ปรัชญาภิรมย์ (34)

ปรัชญาภิรมย์ (33)

ปรัชญาแอร์เริสทาทเถิลในประวัติศาสตร์ตะวันตก             แฟนคลับ: เดือนที่แล้วอาจารย์บอกว่าปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิล (Aristotle) เป็นดาวค้างฟ้า แต่ไม่ได้บอกว่ายังค้างฟ้าอยู่จนถึงปัจจุบันนี้หรือเปล่า หรือว่าเป็นดาวตกไปแล้วตั้งแต่เมื่อไรคะ ผม: เอ้อ! ถามดีมาก ตั้งใจจะบอกอยู่ แต่ยังไม่ถึงเวลาอันควร จะบอกตอนนี้แหละครับ ในปัจจุบันนี้ใครอยากจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ปรัชญาก็ต้องรู้ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิล เพราะมิฉะนั้นจะพูดกับผู้รู้ปรัชญาอื่นๆไม่รู้เรื่อง แต่ทึ่รู้นั้นก็มีเป้าหมายต่างกันเป็น2นัย คือรู้เพื่อเชื่อตามและคิดตามต่อไป กับรู้เพื่อฟื้นฝอยหาตะเข็บจับผิดนำมาวิจารณ์ว่าใช้ไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว แฟนคลับ: เรื่องนี้ต้องขยายหนักๆหน่อยละค่ะ ผม: ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรับฟังอย่างใจเย็นๆหน่อยละครับ ผมจะค่อยๆวิเคราะห์ให้ฟังอย่างใจเย็นๆตามลำดับขั้นตอน คืออย่างนี้ครับ แอร์เริสทาทเถิลคิดระบบปรัชญาขึ้นมาตามรูปแบบภาษากรีกโบราณที่ตนใช้จนเคยชิน จนรู้สึกว่าทุกอย่างมาจากธรรมชาติและเป็นไปตามธรรมชาติ ด้วยคติพจน์ว่า “Nature does not fail.” (ธรรมชาติไม่ล้มเหลว) หรือพูดในมุมกลับได้ว่า สิ่งที่เรารู้ได้จากประสบการณ์ที่รู้เห็นย่อมเหมือนกับธรรามชาติเบื้องหลังที่มองไม่เห็น ภาษากรีกที่ตนใช้อยู่ก็เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ที่เกิดจากธรรมชาติ ทั้ง3ส่วนย่อมไม่ทรยศต่อกัน คือต้องล้อกันเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยเหมือนกระเดือกกับคอหอยและหลอดลม ว่างั้นเถอะ ด้วยความเชื่อว่า3สิ่งนี้ต้องตรงกันนี่แหละทำให้แอร์เริสทาทเถิลเชื่อว่าความเป็นจริงของโลกย่อมมีคุณสมบัติคงตัวในทุกสัดส่วนและกระบวนการ คือมีสสาร(matter)ที่มีคุณสมบัติทุกอย่างคงตัว คือ มีสาร(substance)รองรับที่คงตัว มีจรสมบัติ9ชนิดที่คงตัว การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายมิได้เข้าไปถึงเนื้อใน 10 ชนิดดังกล่าวนี้แต่ประการใด มันเป็นแต่เพียงการยักย้ายถ่ายเทกันไปมาระหว่างสิ่งคงตัว 10 ประเภทดังกล่าวนี้เท่านั้น ความรู้อันเป็นผลผลิตของสมรรถภาพคิดของมนุษย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติก็ย่อมจะไม่ล้มเหลวคือไม่ทรยศต่อกัน ความรู้ของมนุษย์ที่ได้จากการวิเคราะห์อย่างถูกต้องก็ย่อมให้ความจริงและนั้นคือญาณวิทยาที่เชื่อถือได้  โดยมีภาษากรีกเป็นตัวกลางค้ำประกันความน่าเชื่อทั้งหมด ดังนั้นตราบใดที่นักปราชญ์ยังใช้ภาษากรีกสำหรับสื่อความคิดความเข้าใจอยู่ ตราบนั้นระบบความคิดของแอร์เริสทาทเถิลก็มีฐานมั่นคงและค้ำประกันความน่าเชื่อโดยอัตโนมัติ เมื่อแอร์เริสทาทเถิลถึงแก่มรณกรรมในปีก.ค.ศ.322 นั้นเป็นเวลาที่ภาษากรีกและอารยธรรมกรีกที่แอลเลิกแซนเดอร์นำออกเผยแผ่ในมหาอาณาจักรของพระองค์ได้กว้างขวางที่สุดและได้ผลที่สุดมาได้ 1 ปี อารยธรรมใหม่อันเป็นผลจากการผสมผสานอารยธรรมกรีกแท้กับวัฒนธรรมพื้นเมืองของช่วงนี้ได้ชื่อว่าอารยธรรมกรีกใหม่(Hellenistic Civilization)ซึ่งจะมีอิทธิพลทั่วยุโรปอย่างยั่งยืนในระยะเวลาต่อมา แอลเลิกแซนเดอร์สิ้นพระชนม์ในค.ศ.323 (ก่อนแอร์เริสทาทเถิลเพียงปีเดียว) การสิ้นพระชนม์ของแอลเลิกแซนเดอร์ไม่มีผลต่อการฝังรากอารยธรรมกรีกใหม่มากนัก เพราะบรรดาแม่ทัพชั้นนำของแอลเลิกแซนเดอร์ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ในการปลูกฝังอารยธรรมกรีกใหม่ในเขตอิทธิพลของแต่ละคนต่อไปอย่างเอาจริงเอาจัง … Continue reading ปรัชญาภิรมย์ (33)

การค้างฟ้าของปรัชญาแอร์เริสทาทเถิล

ปรัชญาภิรมย์ (32) ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ   ผลจากการค้างฟ้าของปรัชญาแอร์เริสทาทเถิล แฟนคลับ: อยากรู้ค่ะว่าการเป็นดาวปรัชญาค้างฟ้าของแอร์เริสทาทเถิล มีผลดีหรือผลเสียอะไรบ้างคะ ผม: ผลดีมีมากครับ ผลเสียอาจจะมีมาจากคนนิสัยขี้บ่นจู้จี้มากกว่ากระมังครับ แฟนคลับ: งั้นผลดีว่าไปเลยค่ะ ผม:ขอทบทวนนะครับว่าปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลเป็นปรัชญาที่เดินตามโครงสร้างของภาษาอารยันอันเป็นภาษาที่เคร่งไวยากรณ์  จะพูดว่าอะไรต้องเป็นประโยคที่บอกให้รู้ว่าใครทำอะไร ใครกับอะไรจึงเป็นตัวตั้ง(noun,pronoun)ของความเป็นจริงทั้งหลายของเอกภพ  ความเป็นจริงของเอกภพมีพลังทำการ(action)หรือถูกทำการ(passion) ดังนั้นการทำและการถูกทำจึงเป็นส่วนขยายที่เป็นจล(dynamic) 2 ด้านเรียกว่ากริยา(verb) ตัวตั้งหรือคำนามยังมีส่วนขยายที่เป็นสถิต(static)อีก 7 ชนิดเรียกว่าคุณศัพท์และวิเศษณ์ได้แก่ quantity, quality, relation, place,time, position, status ซึ่งพอจะแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ปริมาณ มากน้อยแค่ไหน, คุณภาพ ดีเลวแค่ไหน, ความสัมพันธ์ เล็ก ใหญ่ ใกล้ หรือไกล, เทศะ อยู่ที่ไหน, กาล เวลาใด, ท่าไหน ยืน นอน เอน หรือตะแคง, สถานภาพของท่า มั่นคงแข็งแรง หรืออ่อนปวกเปียก แฟนคลับ: ความรู้ที่ได้ตามการใช้ภาษาอารยันเช่นนี้ จะกลายเป็นความรู้เชิงวิชาการได้ยังไงคะ ผม:ครับ!แอร์เริสทาทเถิลท่านใช้วิสัยทรรศน์เชิงปรัชญาครับ คือ วิเคราะห์ วิจักษ์ แล้วก็วิธานด้วยครบองค์3พอดีครับ ท่านวิเคราะห์จากจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ของมนุษย์โดยสังเกตจากประสบการณ์ของตัวเอง เบื้องต้นที่สุดท่านสังเกตว่าปัญญาของตัวท่านเองติดต่อกับโลกภายนอกได้โดยอาศัยประสาททั้ง5(5 senses) คือ ตา … Continue reading การค้างฟ้าของปรัชญาแอร์เริสทาทเถิล