language, the role of

language, the role of บทบาทของภาษา

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญต่อมนุษย์ และเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เป็นหัวใจของการถ่ายทอดความรู้ ความเชื่อ คติธรรม และวัฒนธรรมของมนุษยชาติ อีกประการหนึ่ง เพราะภาษานั้นใช้เสียงสื่อความหมาย เป็นการพูดเพื่อสื่อความหมายอย่างมีระเบียบกฎเกณฑ์ที่เข้าใจกันได้ทั้งสองฝ่าย เหตุนี้ ภาษาจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารของมนุษย์ มนุษย์ติดต่อกันได้ เข้าใจกันได้ก็ด้วยอาศัยภาษาเป็นเครื่องช่วยที่ดีที่สุด ภาษานอกจากจะใช้แสดงอาการบอกเล่าและแสดงอารมณ์แล้ว เรายังใช้ภาษาแสดงไมตรีจิตต่อกัน เช่น การทักทายปราศรัยกัน ความสำคัญอีกประการหนึ่งของการใช้ภาษาก็คือ ภาษาใช้แสดงกฎเกณฑ์ของสังคมว่า คนในสังคมควรปฏิบัติตนอย่างไร ภาษาใช้แสดงความสัมพันธ์ของบุคคลแต่ละบุคคลว่า มีฐานะ บทบาทอย่างไร และภาษายังเป็นตัวบ่งชี้การแสดงความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นต่าง ๆ กันไป เพราะฉะนั้นการใช้ภาษาจึงเป็นการแสดงฐานะและบทบาทในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาษาช่วยให้มนุษย์พัฒนา มนุษย์อาศัยภาษาถ่ายทอดประสบการณ์ต่าง ๆ ต่อ ๆ กันมา พัฒนาค้นคว้าให้เจริญก้าวหน้า ทำให้ความรู้แพร่ขยายกว้างขวางออกไป แม้บางครั้งเมื่อมีความเห็นไม่ตรงกันก็จะใช้ภาษาอภิปรายโต้แย้งกัน ทำให้ความรู้ความคิดเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

แม้ว่า ภาษามีความสำคัญสำหรับมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอิทธิพลต่อมนุษย์ด้วย ทั้งนี้ เพราะมนุษย์ไม่ได้คิดว่าภาษาเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ใช้แทนเท่านั้น เช่น การตั้งชื่อก็จะหลีกเลี่ยงคำที่มีเสียงคล้ายคลึงกับสิ่งไม่ดี สิ่งที่น่ารังเกียจ หรือมีความหมายไม่เป็นมงคล หรือการถูกนินทาก็จะเสียใจ ได้รับคำชมก็ดีใจ ดังกล่าวนี้ในบางครั้งมนุษย์ก็ยึดมั่นกับตัวอักษรโดยไม่พิจารณาเหตุผล เหตุผล มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน หากคนในสังคมพูดจากันด้วยเหตุและผล คงช่วยลดปัญหาความขัดแย้งลงไปได้

การที่คนเราจะได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากผู้อื่นได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่มีความคิดและการกระทำที่มีเหตุผล มีคำตอบเป็นที่ยอมรับ เหตุผลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คนเราจะต้องพัฒนา ให้เกิดสมรรถภาพในการใช้หรือแสดงออกให้สูงขึ้น และเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการแสดงเหตุผลก็คือภาษานั่นเอง ดังนั้นเหตุผล คือ ความคิดสำคัญซึ่งจะเป็นหลัก เป็นเกณฑ์หรือเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งมีข้อสรุปรอรับอยู่ ความคิดหลักดังกล่าวนี้เอง จะทำให้ข้อสรุปนั้นหนักแน่น และน่าเชื่อถือ

language, meaning of

language, meaning of ความหมายของภาษา

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ธาเมิส คูห์น (Thomas Samuel Kuhn) อธิบายไว้ว่า “กระบวนทรรศน์ เป็นระบบคำอธิบายที่ใช้ภาษาระบบหนึ่ง ๆ เป็นสื่อ ภาษาแต่ละระบบก็จะเข้าใจได้ในระบบของตนเท่านั้น ข้ามระบบแล้วก็มีความหมายไปคนละเรื่อง” ทำให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการวิเคราะห์หาความหมายของภาษาที่ใช้ ซึ่งจะพบว่าแม้จะเป็นภาษาเดียวกันแต่ก็อาจอยู่ในกรอบกระบวนทรรศน์ที่แตกต่างกันได้ นั่นคือภาษาที่สื่อความออกมาแล้วดูเหมือนกัน แต่เมื่อมองผ่านกรอบกระบวนทรรศน์ที่แตกต่างกันแล้ว ความหมายที่ปรากฏก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ความรู้จึงมิใช่ภาพเหมือนของความเป็นจริง (copy of reality) แต่เป็นปฏิกิริยาต่อความเป็นจริง (reaction on reality) ผ่านทางภาษา ความคิดของมนุษย์จึงเป็นทั้งการเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงและเปลี่ยนแปลงตัวผู้คิดไปด้วยในเวลาเดียวกัน มนุษย์จึงไม่มีทางเข้าถึงความเป็นจริงได้ด้วยการคิด เพราะมนุษย์คิดได้ผ่านทางภาษา และภาษานั้นก็มิใช่สื่อที่ดีที่จะสะท้อนความเป็นจริงได้ตรง ๆ เนื่องจากภาษามักจะชอบบิดเบือนความเป็นจริงไม่มากก็น้อยและยังสามารถสร้างความเป็นจริงของความหมายใหม่ ๆ ต่อไปได้อย่างไม่รู้จบ จึงไม่ควรสนใจเรื่องความเป็นจริงวัตถุวิสัยของภาษาให้เสียเวลา ควรสนใจว่าผู้ใช้ภาษาต้องการหมายความอะไรดีกว่า ต่อจากนั้นค่อยสืบสาวไปว่ามีความสำคัญอย่างไรต่อชีวิตและสังคม ส่วนจะเชื่อว่ามีความเป็นจริงอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ถือเป็นเรื่องนอกประเด็น ไม่ควรให้ความสำคัญมาก ควรปล่อยให้เป็นความเชื่อของแต่ละคนแต่ละสำนักจะดีกว่า

ระบบภาษาในกระบวนทรรศน์ต่าง ๆ จึงมีทั้งคุณและโทษ ซึ่งมิได้อยู่ที่ตัวภาษาแต่อยู่ที่ผู้ใช้ภาษา การใช้ภาษาได้อย่างปลอดภัยและให้ก่อคุณมากที่สุดก็คือ การรู้และยอมรับว่าภาษาบ่งได้หลายอย่างและมีความหมายได้หลายระดับ พึงรับฟังและพิจารณาด้วยวิจารณญาณ พินิจพิเคราะห์ด้วยจิตเมตตาและพยายามเข้าใจในแง่ดีไว้ก่อนเสมอ และเมื่อจะใช้ภาษาในการสื่อสารให้ระวังความหมายที่แอบแฝงและการสื่อที่อาจจะทำให้เข้าใจผิด เมื่อพบว่าเราเองสื่อความหมายผิดไปจากที่ตั้งใจไว้ ให้รีบ ขออภัย ยอมรับความผิดพลาด และปรับความเข้าใจใหม่ทุกครั้ง การยอมรับความบกพร่องเสียบ้าง จะทำให้การใช้ภาษาปลอดภัยและเป็นคุณมากขึ้น

พระพุทธเจ้าทรงนำเสนอเรื่อง วาจาสุภาษิต (สุภาสิตา จ ยา วาจา) ไว้ในวาจาสูตร ว่า ประกอบด้วย องค์ประกอบ 5 ประการ ได้แก่

1. เป็นวาจาที่กล่าวถูกกาล

2.วาจาที่กล่าวเป็นความจริง

3.วาจาที่กล่าวอ่อนหวาน

4.วาจาที่กล่าวประกอบด้วยประโยชน์

5.วาจาที่กล่าวด้วยเมตตาจิต

หากทุกคนเข้าใจและนำไปใช้ก็เชื่อได้ว่าน่าจะลดปัญหาเรื่องการสื่อสารผ่านทางภาษาได้เป็นอย่างดี

language and network

language and network ภาษากับเครือข่าย

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ลัค (lock) เสนอให้กำจัดส่วนของภาษาที่สื่อความหมายอย่างไม่มีความหมายหรือสื่อความหมายอย่างผิด ๆ ออกไปเสียก่อน เพราะเป็นอุปสรรคที่ร้ายกาจที่สุดและกำจัดยากที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากผู้เคยชินไม่ยอมรับผิดง่าย ๆ

“ภาษาที่เลื่อนลอยและไร้ความหมาย การใช้ภาษาอย่างผิด ๆ เหล่านี้ แอบตัวแฝงอยู่ในวิชาการอย่างลึกลับมานานแล้ว ยิ่งกว่านั้น คำที่ใช้ผิด ๆ โดยมีความหมายตื้น ๆ หรือไม่มีความหมายใดเลย กลับมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณายึดถือว่าเป็นความคิดสูงส่งลึกซึ้ง จนยากที่จะชี้ให้ผู้กล่าวและผู้ฟังเรื่องเหล่านี้ให้ยอมรับว่าอันที่จริงเป็นแต่เรื่องเหลวไหล และเป็นอุปสรรคต่อความรู้…แหล่งพักพิงของความหลงตัวเองและอวิชชา…”

แหล่งดังกล่าวที่ลัคต้องการกำจัดได้แก่ระบบความคิดทั้งหลายที่ไม่เริ่มต้นจากประสบการณ์ สำหรับลัคซึ่งมีศรัทธาในศาสนาคริสต์จึงคิดว่า ศาสนาและเทววิทยาสามารถปรับวิธีการให้เข้าเกณฑ์ประสบการณ์นิยมที่ตนเสนอได้อย่างไม่มีปัญหา

ฮิวม์ (Hume) ซึ่งไม่เชื่อในพระเจ้า จึงนับเอาความเชื่อทางศาสนาของลัคเข้าในแหล่งพักพิงอันควรกำจัดด้วย และวางมาตรการสำหรับคัดเนื้อหาของอภิปรัชญาและเทววิทยาออกไปจากวิชาการว่า

“ให้ถามตัวเองว่า เนื้อหานั้น ๆ มีการใช้เหตุผลคิดคำนวณออกมาเป็นปริมาณหรือจำนวนได้หรือไม่ ไม่ได้ใช่ไหมให้ถามต่อไปว่า มีการใช้เหตุผลทำการทดสอบเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและความมีอยู่หรือไม่ ไม่มีใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นก็ให้โยนลงกองไฟเสียให้หมด เพราะมันไม่มีอะไรจะให้นอกจากการเล่นลิ้นและการลวงทั้งสิ้น” ทั้งนี้เพื่อจะเหลือไว้เฉพาะภาษาที่มีความหมาย

language analysis

language analysis

language analysis ลัทธิภาษาวิเคราะห์

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ลัทธินี้อ้างว่าภาษากับความคิดเป็นของคู่กัน ภาษาชัดเจนความคิดก็แจ่มใส ภาษากำกวมความคิดก็สับสน ดังนั้น หลักที่ควรยึดถือก็คือ การวิเคราะห์ความหมายของภาษาจนได้ความเข้าใจแจ่มแจ้งและชัดเจน สอดคล้องไม่ขัดแย้งกัน จึงน่าจะเชื่อได้ว่าเรื่องที่เข้าใจนั้นถูกต้อง

โดยนำเสนอภาษาแบบอุปนัย (inductive) ผ่านการใช้ตัวบท, สถานการณ์, งาน หรือบางครั้งก็เพียงแต่ขอให้ผู้เรียน “สังเกต” (notice) ระบบคำ (lexis) เท่านั้น อย่างไรก็ตามวิธีการแบบนิรนัย (deductive) ก็สามารถนำมาใช้ได้ หลังจากที่เรียนรู้กฎ และนำกฎต่างๆไปใช้

กรอบโครง (framework) ซึ่งนำมาใช้วิเคราะห์ภาษา ได้แก่

1. ฟอร์ม (form) หมายถึง รูปทรงของภาษา, กฎที่กำหนดภาษา, ความยุ่งยากต่างๆตอนใช้ภาษา

2. ระบบเสียง (phonology) หมายถึง เสียง, การเน้นคำ, ลักษณะของการพูดที่มีความต่อเนื่อง, การเน้นประโยค, ท่วงทำนองและจังหวะ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้เรียนของเร้าข้าใจภาษาพูด และทำให้การพูดของเขาเป็นธรรมชาติ, ง่ายต่อการเข้าใจ, และทรงความหมายมากขึ้น

3. หน้าที่ (function) หมายถึง จุดประสงค์ ในการใช้ภาษา, บริบท, ใครเป็นผู้ใช้ และใช้ในสถานการณ์อะไร

4. ความหมาย (meaning) หมายถึง สารที่ผู้พูดตั้งใจจะนำเสนอ ซึ่งแตกต่างไปตามบริบท โดยเฉพาะโครงสร้างที่สามารถใช้มากกว่า 1 หน้าที่

5. ความสุภาพและความถูกต้อง (register and appropriacy) เมื่อใดและกับใครที่จะใช้ภาษาเหล่านี้ได้

 

ทั้งนี้ ลัทธินี้ยังเชื่อว่า ตราบใดที่เรายังไม่รู้กลไกของสมอง ไม่มีหลักการอะไรจะยึดถือได้ดีกว่านี้ และวิธีการนี้เองจะเป็นทางช่วยให้เข้าใจกลไกของสมองได้ในที่สุด นับเป็นการเกริ่นลัทธิหลังนวยุคเป็นอย่างดี

interpretation

interpretation, importance ofความสำคัญของการตีความ

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ฟริดริช นีทเชอ (Friedrich Nietzscher, 1844-1900) กล้าที่จะฉีกกระชากแนวความคิดเดิม ๆ ของผู้ที่รักและพยายามแสวงหาความจริงทั้งหลายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่พากันค้นคว้า นำเสนอความจริงแล้วก็พากันยึดมั่นในความจริงของตน ว่าตรงกับความเป็นจริงที่สุด โดยกล่าวเตือนสติว่า “ที่เชื่อกันว่าเป็นความจริงก็ดีหรือความเป็นจริงก็ดี ล้วนแต่เป็นการตีความของผู้ตีความแต่ละคนทั้งนั้น/ อย่ามัวแต่เฝ้าค้นหาความจริงให้เสียเวลาเลย เพราะไม่มีความจริง มีแต่การตีความ” เป็นการดึงความสนใจของมนุษย์จากความเป็นจริงที่ต่างก็เชื่อว่ามีอยู่จริงทั้ง ๆ ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้สักทีว่ามีจริงหรือเป็นเพียงคำที่สร้างขึ้นมาจากความคิดเห็นแล้วก็เชื่อถือต่อ ๆ กันมา เช่น ความเป็นจริงที่เป็น ภวันต์ (entity) บ้าง ภู (the to-be) บ้าง มาสู่ความเป็นจริงของความหมายต่าง ๆ ที่เกิดจากการตีความของมนุษย์ทั้งหลายซึ่งเป็นความจริงที่มีอยู่และมีผลโดยตรงต่อชีวิตยิ่งกว่าความเป็นจริงใด ๆที่สร้างขึ้นมา

ความเป็นจริงคืออะไร จึงไม่สามารถตอบได้ง่ายนัก เพราะตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันก็มีการเสนอคำตอบออกมาต่าง ๆ นานา โดยต่างก็ว่าคำตอบของตนจริง จึงไม่รู้ว่าของใครจริงกันแน่ อาจจะผิดหมดก็ได้ ใครคิดหรือเชื่อว่าอะไรมีอยู่จริง สิ่งนั้นก็คือความเป็นจริงของผู้นั้น ความเป็นจริงจึงอิงอยู่กับความคิดและความเชื่อ เมื่อนำเสนอออกมาเป็นความรู้ ก็ยังไม่อาจแน่ใจได้อย่างเต็มที่เลยว่าจะตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ เพราะความคิดและความรู้ล้วนแต่เป็นความรู้แสวงวัตถุ (intentional truth) คือ มีความเป็นจริง (วัตถุวิสัย) เป็นหลักซึ่งแต่ละคนก็ต้องใช้ความสามารถเฉพาะของตน (อัตวิสัย) เข้าแสวงหาผ่านการตีความตามกรอบกระบวนทรรศน์ จึงไม่น่าแปลกใจที่มนุษย์จะสามารถตีความความเป็นจริงเดียวกันออกมานำเสนอได้หลายระบบความคิด

ทั้งนี้ตามความสนใจของแต่ละคน โดยไม่มีใครเท็จ เพราะต่างก็ตั้งความคิดของตนบนฐานของความเป็นจริง จึง น่าจะได้ภาพของความเป็นจริงอยู่บ้าง ซึ่งต้องมีการตีความกันต่อไปเพื่อให้ได้ความจริงอย่างใกล้เคียงที่สุด ซึ่งก็มักจะยังไม่ชัดเจนพอ จึงต้องร่วมกันศึกษาต่อไปว่าจะตีความกันอย่างไร ด้วยการแลกเปลี่ยนความคิด ยอมรับฟังกัน ช่วยกันแสวงหาความเข้าใจที่กว้างขวางและลึกซึ้งกว่าไปเรื่อย ๆ รู้มากก็ตีความได้มาก รู้ถึงไหนก็ตีความถึงนั่น แม้จะยังรู้ไม่สมบูรณ์ก็ขอให้พอใจเท่าที่รู้ แต่ก็ไม่หยุดที่จะร่วมมือ แสวงหาและตีความกันต่อไป

interpretation by paradigms

interpretation by paradigms การตีความด้วยกระบวนทรรศน์

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เรื่องการตีความนั้นมิใช่เรื่องใหม่แต่เป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์นับตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์มาแล้ว ตั้งแต่มนุษย์คนแรกที่เริ่มรู้จักคิด ก็ต้องคิดผ่านภาษา เมื่อเริ่มต้นมีภาษาใช้ ก็ต้องมีการตีความเพื่อความเข้าใจและสื่อสารกันรู้เรื่อง มนุษย์กับภาษาและการตีความจึงวิวัฒน์ด้วยกันมาตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ มนุษย์จะตีความปรากฏการณ์ต่าง ๆ ตามความเชื่อพื้นฐานของตน ได้เป็นความจริงที่แตกต่างกันออกไปแม้จะมีความเป็นจริงวัตถุวิสัยเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ Friedrich Nietzsche (1844-1900) จึงได้กล่าวไว้ว่า “There is no fact,only interpretation”

การตีความจึงมีความสำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ ที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่สามารถสื่อถึงกันจากทั่วทุกมุมโลกผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพราะจะสื่อสารอะไรย่อมใช้ภาษา ก็ต้องตีความภาษา ใช้ข้อมูลก็ต้องตีความข้อมูล ใช้ทฤษฎีก็ต้องตีความทฤษฎี ใช้คนก็ต้องตีความอุปนิสัยใจคอตลอดจนอุดมคติของคนที่ใช้ รวมความแล้วอะไร ๆ ก็ต้องตีความ ความหมายที่ได้จากการตีความคือความจริงที่ควรสนใจเพราะมีผลจริงต่อชีวิตมนุษย์ทั้งส่วนตัวและสังคม

  1. คนในยุคดึกดำบรรพ์มีความเชื่อพื้นฐานว่าโลกไม่มีกฎเกณฑ์ พวกเขาจึงพยายามตีความจากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ว่าแสดงน้ำพระทัยเบื้องบนอย่างไร
  2. คนในยุคโบราณมีความเชื่อพื้นฐานว่าทุกอย่างมีกฎเกณฑ์ของมัน พวกเขาจึงพยายามตีความจากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ว่ากฎเกณฑ์ของสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายนั้นเป็นอย่างไร และสามารถตีความหมายจากกฎเกณฑ์เท่าที่รู้ในปัจจุบันว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต
  3. คนในยุคกลางมีความเชื่อพื้นฐานว่าชีวิตนี้สั้นและเป็นทุกข์ ต้องสละความสุขในโลกนี้เพื่อความสุขในโลกหน้า พวกเขาสามารถบำเพ็ญพรตจนได้ฌานและหยั่งรู้เรื่องมากมายซึ่งต้องตีความออกมาเป็นภาษาสามัญ
  4. คนในยุคใหม่มีความเชื่อพื้นฐานว่า วิธีการวิทยาศาสตร์ช่วยมนุษย์ได้ดีกว่าอย่างอื่นทั้งหมด พวกเขาสามารถตีความกฎเกณฑ์ออกเป็นเทคโนโลยีมากมาย
  5. คนในยุคโลกาภิวัตน์ ยอมรับว่ามนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันในโลก เสมือนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน จึงมีความเชื่อพื้นฐานว่า เราต้องขจัดอคติต่อกันเพื่อรับฟังกันและกัน ต้องปกป้องศักดิ์ศรีมนุษย์ทุกคนเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละคนได้เต็มตามศักยภาพ สามารถมีความสุขบนความสุขของกันและกัน และอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ พวกเขาจึงตีความทุกเรื่องด้วยการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ประเมินค่าความหมายต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจเลือกนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหาให้ได้ความหมายที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นเรื่อยไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ได้ดีที่สุดเท่าที่สมรรถภาพปัญญาจะสามารถไปถึง

ineffable

ineffable, the อวจนีย์

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ พูดไม่ได้ กล่าวถึงไม่ได้

เป็นข้อจำกัดของภาษาในการสื่อสารประสบการณ์บางอย่างของมนุษย์ ว่า โดยแท้จริงแล้ว ภาษานั้นไม่ใช่เครื่องมือสื่อสารความเป็นจริงที่ดีสมบูรณ์แบบเลยเพราะไม่สามารถสื่อสารความเป็นจริงได้ตรงทั้งหมด ดังที่ วจนศูนย์นิยม (Logocentrism) เชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ทางศาสนาและความเป็นจริงสูงสุดทางศาสนา ที่มีผู้เข้าถึงแล้วแต่เมื่อต้องมาอธิบาย ก็ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นภาษาได้อย่างตรง ๆ จึงต้องใช้วิธีการปฏิเสธมาช่วย กล่าวคือ เมื่อต้องอธิบายถึงความเป็นจริงสูงสุดในศาสนาของตนทุกศาสนาล้วนประสบปัญหาในการใช้ภาษาเช่นเดียวกัน

ในพระไตรปิฎก กล่าวถึง พระนิพพาน ว่า “…ไม่มีดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีลม ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ ไม่ใช่วิญญาณัญจายตนะ ไม่ใช่อากิญจัญญายตนะ ไม่ใช่เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่โลกอื่น ไม่ใช่โลกทั้งสอง ไม่ใช่พระอาทิตย์ และพระจันทร์..”

ในขณะที่ คัมภีร์พฤหทารัณยอุปนิษัทของ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ก็กล่าวถึง ปรพรหม ไว้ว่า “สิ่งที่ไม่มีการเสื่อมสลาย ซึ่งผู้ฉลาดเคารพบูชานี้ เป็นสิ่งที่ไม่หยาบ ไม่ประณีต ไม่สั้นไม่ยาว ไม่มีเงา ไม่มีความมืด ไม่มีอากาศ ไม่มีช่องว่าง ไม่มีอุปาทาน ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ไม่มีรูป ไม่มีคำพูด ไม่มีจิต ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีลมหายใจ ไม่มีหู ไม่มีปาก ไม่มีข้างนอก ไม่มีข้างใน มันไม่กินอะไรและไม่มีอะไรกินมัน…”

ในเต๋าเต็กเก็งก็มีคำบรรยายในทำนองเดียวกันว่า “สิ่งหนึ่งเดียวนี้ ขึ้นบนไม่สว่าง ลงล่างไม่มืด ดำรงอยู่ตลอดโดยไม่อาจบรรยายรูปพรรณสันฐาน มิอาจบ่งชื่อว่าเป็นสิ่งใด หวนคืนสู่ความไม่มีอะไร คือรูปที่ไร้รูป คือสันฐานที่ไร้สันฐาน เหมือนดั่งมี เหมือนดั่งไม่มี เหมือนประจันหน้าก็ไม่เห็นส่วนหน้า เหมือนตามหลังก็ไม่เห็นส่วนหลัง…”

กระทั่งแนวคิดของ ดายเออนีเชียสเทียม (Pseudo-Dyonicious ?-500) ที่มีต่อการกล่าวถึงพระเจ้าในคริสต์ศาสนาผ่านทางภาษาว่า “จะเรียกพระเจ้าด้วยนามอะไรก็ผิดทั้งนั้น ที่พอจะใช้เรียกพระเจ้าได้ก็เห็นมีแต่สำนวนปฏิเสธเท่านั้น เช่น พระเจ้าไม่มีขอบเขต พระเจ้าไม่มีรูปร่าง พระเจ้าไม่ต้องการตรรกวิทยา เป็นต้น”

จะเห็นว่าเมื่อกล่าวถึงความเป็นจริงสูงสุดแล้ว ทุกศาสนาล้วนใช้วิธีปฏิเสธในการอธิบายความแทบทั้งสิ้น เนื่องเพราะไม่มีภาษาสามัญและภาษาอุดมคติใด ๆ ที่จะสามารถสื่อความหมายและอธิบายความอย่างตรง ๆได้ ทำให้เข้าใจได้ว่า ความเป็นจริงสูงสุดของแต่ละศาสนานั้นน่าจะมีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง เป็นความจริงที่ซ้อนทับกันหรือจริงร่วมกันอยู่บ้างหรือแม้กระทั่งอาจเป็นความจริงเดียวกันก็ยังเป็นไปได้ จึงควรร่วมมือ แลกเปลี่ยนกันศึกษา และเก็บส่วนที่เห็นว่าดีและเหมาะสมมาใช้ เป็นวิถี เพื่อให้สามารถเข้าถึงความเป็นจริงสูงสุดของแต่ละบุคคลในแต่ละศาสนา ที่แม้จะมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน แต่โดยสาระหรือแก่นแล้วอาจจะไม่แตกต่างกันเลย

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑