Wittgenstein on Grammar of Belief

wittgenstein01

Wittgenstein on Grammar of Belief  ไวยากรณ์ของความเชื่อของวีทเกินชายน์

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ไวยากรณ์ความเชื่อ (grammar of belief) เป็นกรอบความคิดที่ให้หลักการ  หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า ความจริงศาสนาอยู่ที่ความสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต  ไม่ให้ความสำคัญแก่หลักฐานและข้อพิสูจน์ ซึ่งวิชาการชอบใช้เป็นหลักค้ำประกันความจริง ความรู้ประเภทหลังนี้อยู่ในกรอบของไวยากรณ์ความคิด  (ดู grammar of concept)

พิธีกรรมไม่ใช่เกมความหมาย แต่เป็นการแสดงภาพของความเป็นจริงทางศาสนา  ยังผลทางอบรมให้เกิดเกมภาษาใหม่ ๆ ขึ้นในจิตใจของผู้มีศรัทธาได้ เพราะมีลักษณะเป็นเกมที่มีเสน่ห์ (charming game) ที่มีบรรยากาศผิดกับเกมของชีวิตประจำวัน (routine game) ซึ่งหากไม่ระวังดี ๆ พิธีกรรมอาจหันเหออกจากเป้าหมายแท้ของศาสนาไปเสียก็ได้

ขอให้เทียบบาทหลวงผู้รู้เรื่องภาษาศาสนาและแบบแผนของพิธีกรรมดีกว่าผู้ทำความสะอาดโบสถ์ทุก ๆ วันจนไม่มีเวลาอ่านพระคัมภีร์และร่วมพิธีกรรม  เธอมีจิตศรัทธา เสียสละ และสุภาพถ่อมตน  จนบาทหลวงออกปากว่าเธอมีชีวิตเพื่อพระเจ้าโดยแท้และคิดว่าตนยุ่งกับงานรับใช้มนุษย์จนไม่มีเวลาให้พระเจ้า  รู้เรื่องศาสนาปรุโปร่งและเป็นเจ้าพิธีกรรม ใช้ชีวิตเพื่อสร้างความพอใจให้กับมนุษย์ แต่ก็คิดเอาเองว่าทำเพื่อพระเจ้า  ซึ่งหมายความว่า  ผู้ทำหน้าที่ดูแลโบสถ์ เล่นเกมศาสนากับพระเจ้าโดยตรง แต่ปฏิบัติติดดิน ส่วนบาทหลวงเล่มเกมศาสนากับมนุษย์ แต่ปฏิบัติติดสวรรค์  ตามเกณฑ์ของวิทเกินชทายน์นั้น  หญิงทำความสะอาดโบสถ์เล่นถูกเกมกว่า เพราะพัฒนาคุณภาพชีวิตตามเจตนาของศาสนามากกว่า

วีทเกินชทายน์ เน้นว่าเกมศาสนามิได้หมายความว่าจะต้องตัดขาดจากเกมอื่น ๆ ของชีวิต แต่ทว่าต้องอาศัยเกมอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นฐาน ซึ่งหลายคนบ่นว่าเข้าใจยาก แต่ก็คงหมายความว่าอย่างนี้แหละ คือจิตใจอยู่กับความเป็นจริงของศาสนา แต่การปฏิบัติต้องติดดินดังคติว่า “ศาสนาต้องเอาจริงกับโลก” และ “ต้องเน้นความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางศาสนากับโลก” และ “ความเชื่อทางศาสนาไม่ใช่เกมภาษาแยกต่างหาก” แต่ทว่า “ความเชื่อทางศาสนาไม่อาจค้ำประกันข้อเท็จจริงทางวิชาการ  ทั้งไม่อาจอนุมานจากข้อเท็จจริง

syllogism

syllogism rule 2.jpg

syllogism รูปนิรนัย

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

 

รูปนิรนัย (Syllogism) คือ การแสดงออกของการอ้างเหตุผลอย่างตรงๆ

องค์ประกอบ ต้องมี 3 ประโยคตรรกวิทยา โดยมี 3 เทอม แต่ละเทอมใช้ 2 ครั้ง ตัวอย่าง

คนทุกคน              เป็น        มรรตัย    (ประโยคอ้างเอก)

นักศึกษาทุกคน     เป็น        คน          (ประโยคอ้างโท)

…นักศึกษาทุกคน  เป็น       มรรตัย      (ประโยคสรุป)

องค์จะมีมากหรือน้อยกว่านี้ไม่ได้ เพราะการอ้างเหตุผลครั้งหนึ่ง ๆ ในมนัส  จะต้องมีการตัดสินก่อน 2 ครั้ง ซึ่งในการตัดสินทั้ง 2 ครั้งนี้จะต้องมีสังกัป (comprehension) เดียวกันอยู่ส่วนหนึ่ง หมายความว่าในการตัดสินเดิม 2 ครั้งนั้นสังกัปอยู่ 3 หน่วย ไม่มากกว่านั้น ครั้นตัดสินครั้งที่ 3 ก็เอาสังกัปอีก 2 หน่วยที่เหลือมาตัดสิน มิได้มีสังกัปใหม่เพิ่มขึ้นเลย การอ้างเหตุผลในมนัส 1 ครั้ง จึงประกอบด้วยการตัดสิน 3 ครั้ง โดยใช้สังกัปรวมกันทั้งสิ้น 3 หน่วย ใช้หน่วยละ 2 ครั้ง เพราะฉะนั้น เมื่อแสดงออกตรง ๆ ก็จะ ต้องได้ 3 ประโยคตรรกวิทยา โดยมีเทอมวนเวียนใช้อยู่ 3 เทอม ใช้เทอมละ 2 ครั้ง นับเป็นรูปนิรนัย 1 รูป

สองประโยคแรกที่มาจากการตัดสิน 2 ครั้งดั้งเดิม เรียกว่า ประโยคอ้าง (premises) ส่วนประโยคที่สามที่มาจากการตัดสินสุดท้ายเรียกว่า ประโยคสรุป (conclusion)

ประโยคอ้าง 2 ประโยคนั้นยังอาจจะแยกให้เห็นลักษณะแตกต่างกันได้ คือ ถ้าเป็นการตัดสินกว้าง ๆ เป็นความจริงทั่วไป หรือเป็นความรู้กว้าง ๆ ประโยคที่แสดงออกมาเรียกว่า ประโยคอ้างเอก (major premise) ส่วนประโยคที่มาจาการตัดสินแรก หรือเป็นการอ้างเจาะจงเฉพาะเรื่องที่ต้องการรู้เรียกว่าประโยคอ้างโท (minor premise) ประโยคอ้างเอกและโทประโยคไหนจะมาก่อนมาหลังกันก็ได้ ไม่จำเป็นว่าประโยคอ้างเอกต้องมาก่อนเสมอไป ถ้าไม่ปรากฏชัดว่าประโยคใดกล้างกว่า ให้ถือว่าประโยคที่บรรจุภาคแสดของประโยคสรุปเป็นประโยคอ้างเอก และประโยคที่บรรจุประธานของประโยคสรุปเป็นประโยคอ้างโท เพราะถือว่าภาคแสดงในประโยคสรุปควรจะกว้างกว่าประธานของมัน และเพราะเหตุนี้เองภาคแสดงของประโยคจึงสรุปได้ชื่อว่า เทอมเอก (major term) และประธานของประโยคสรุปได้ชื่อว่า เทอมโท (minor term) ด้วย

อนึ่ง เทอมที่เหมือนกันในประโยคอ้างทั้ง 2 มีชื่อพิเศษเรียกว่า เทอมกลาง (middle term)

ชนิดของรูปนิรนัย รูปนิรนัยอาจจะสมเหตุสมผล (Valid) หรือไม่สมเหตุสมผล (invalid)       ก็ได้

รูปนิรนัยที่สมเหตุสมผล (Valid syllogism) ก็คือ รูปนิรนัยที่มีข้อสรุปอนุมานจากข้อเสนอโดยความจำเป็นที่ได้จากรูปแบบของการจัดเทอมในข้อเสนอ ความจำเป็นเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็โดยติดตามข้อบังคับทั้ง 5 ข้อข้างล่างนี้ ถ้าผิดข้อใดข้อหนึ่งเพียงข้อเดียวรูปนิรนัยนั้นจะไม่ได้ข้อสรุปที่อนุมานจากข้อเสนอโดยจำเป็น เรียกว่า รูปนิรนัยที่ไม่สมเหตุสมผล (invalid syllogism)

Stereotyping

stereotypes

Stereotyping อ้างพวก

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ภาษาที่ใช้กันโดยทั่วไปมักจะมีการอ้างพวกอยู่บ่อยๆ ผู้พูดและผู้ฟังมักจะเข้าใจกันคนละทาง คือ

  1. ผู้พูดมักจะเข้าใจว่าตนหมายถึงส่วนมาก หรือ หมายถึงว่าเป็นจุดเด่น
  2. แต่ผู้ฟังมักจะเข้าใจว่าทั้งหมดอยู่เสมอ

ถ้าเป็นเรื่องไม่เกี่ยวข้องกับผู้ฟังก็ไม่เป็นไร ถ้าเป็นเรื่องที่ผู้ฟังคิดว่าเกี่ยวข้องกับตน ก็มักจะมีเรื่อง เช่น เวลาเราพูด “พวกนิโกร” เราเข้าใจดีว่าเราหมายถึงบางคน ถ้ามีใครมาแย้งคำพูดของเรา เราก็มักจะแจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนว่าเราไม่ได้หมายถึงทุกคน

แต่เราได้ยินคนต่างชาติอ้างถึง “พวกคนไทย” จะแก้ตัวอย่างไร เราก็เข้าใจอยู่เสมอว่าหมายถึงทุกคนรวมทั้งเราด้วย ความเข้าใจไม่ตรงกันทำนองนี้แหละ ที่เป็นชนวนให้นักเรียนยกพวกตีกันหลายต่อหลายครั้งแล้ว ตัวอย่าง

“สาวเชียงใหม่งาม ๆ ทั้งนั้น” คนพูดเช่นนี้คงมิได้หมายความว่า สาวเชียงใหม่งามกันหมดทุกคน อาจจะไม่ได้หมายความว่างามกันเป็นส่วนมากเสียด้วยซ้ำ แต่หมายความเพียงแต่ว่ามีคนงามเป็นเปอร์เซ็นต์สูงกว่าที่อื่นเท่านั้น

“ไทยเล็ก เจ๊กดำ คบไม่ได้” ก่อนที่เราจะรู้จักฝรั่ง คนไทยเมื่อเปรียบเทียบกับชาวต่างประเทศใกล้เคียงก็นับว่ารูปร่างสูงใหญ่ ถ้าคนไทยคนใดแคระแกร็นก็ต้องนับว่าผิดสังเกต คนจีนตามปกติย่อมจะมีผิดขาวกว่าคนไทย ถ้าคนใดผิวดำกว่าคนไทยก็ต้องนับว่าผิดสังเกต คนที่ผิดปกติอย่างนี้ก่อนจะคบกันก็ต้องระวังให้มากสักหน่อย คนมิได้หมายความถึงกับว่าทุกคนคบไม่ได้

myth and philosophy

myth

myth and philosophy ปรัมปรากับปรัชญา

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

กระบวนทรรศน์โบราณ เริ่มกับศาสนาโบราณที่ปรากฏหลักฐานให้ศึกษาได้ตามข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษร เสริมด้วยหลักฐานอื่น ๆ ร่วมกับการสันนิษฐาน ก่อนหน้านี้มีแต่หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรเสริมด้วยการสันนิษฐาน

สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็คือ บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร การเขียนหนังสือจึงนับว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง เพราะจะเปลี่ยนโฉมหน้าชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนวัฒนธรรมของมนุษย์อย่างก้าวกระโดด

ในการศึกษาประวัติปรัชญา เราถกปัญหาถามกันว่าปรัชญาเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไร และเราก็ได้เสนอคำตอบไว้ว่า ปรัชญาในฐานะความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาดนั้นเริ่มมีมาพร้อมกับสภาวะเป็นมนุษย์นั่นเทียว

แต่ถ้าหมายถึงวิชาปรัชญาละก็ ขอเริ่มกันตั้งแต่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรให้ศึกษาค้นคว้าได้ก็แล้วกัน และเราก็มาพบในตอนนี้ว่าเมื่อความคิดปรัชญาเริ่มมีการบันทึกไว้นั้น เราสังเกตได้ว่ากระบวนทรรศน์ปรากฏให้เห็นเป็นกระบวนทรรศน์ที่สองแล้ว คือบันทึกเหล่านั้นแสดงความเชื่อว่ามีกฎเกณฑ์ในปรากฏการณ์ธรรมชาติให้สังเกตและศึกษาได้

แต่ทว่าส่วนมากจะแสดงกระบวนทรรศน์ที่สองช่วงแรก คือยังไม่มีศัพท์พร้อมให้แสดงกฎเกณฑ์ออกมาตรง ๆ จึงมักจะเล่าเรื่องในเชิงตำนานปรัมปราเป็นส่วนมาก ซึ่งอาจจะเข้าใจตามตัวอักษรเพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาดของผู้ถือกระบวนทรรศน์ที่หนึ่งก็ได้ หรือจะมองว่าตำนานปรัมปราเหล่านั้นเป็นสัญลักษณ์ ต้องมองให้ทะลุสัญลักษณ์ก็จะเข้าใจกฎเกณฑ์ของกระบวนทรรศน์ที่ 2 แฝงอยู่เบื้องหลัง

mystical language

mystic

mystical language ภาษารหัสยิก

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

คำสอนของนักฌานนิยมแม้จะเข้าใจได้ยากว่าหมายความอย่างไรแน่ แต่ก็ถูกใจประชาชนทั่วไปมากกว่าคำสอนของนักสร้างระบบปรัชญาเพราะการใช้ภาษาเชิงเปรียบเทียบของฌานนิยมมีโวหารน่าอ่าน ประทับใจ ใครจะเข้าใจอย่างไรก็ได้ตามระดับความรู้และประสบการณ์ของแต่ละคน งานเขียนของนักฌานนิยมจึงแพร่หลายมากกว่าระบบปรัชญา แม้จะถูกต่อต้านจากนักปรัชญาที่ไม่เข้าใจลักษณะภาษาธรรมก็ตาม นักฌานนิยมก็มีผู้นับถืออยู่เสมอ หลายท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นทางการจากคริสตจักรคาทอลิกให้เป็นนักบุญหรือบุญราศี แม้ท่านอื่น ๆ ที่ยังมิได้รับการรับรู้อย่างเป็นทางการก็มักจะมีกลุ่มคาริสตชนที่นับถือเป็นการส่วนตัว ในปัจจุบันเราจึงไม่อาจมองข้ามความสำคัญของนักเข้าฌานในวงการวัฒนธรรมได้ เพื่อจะเข้าใจคำสอนของขบวนการนี้จำเป็นต้องตระหนักถึง 4 ระดับของความหมายดังต่อไปนี้

ภาษาคนคือภาษาที่เราใช้ในชีวิตประจำวันและในวิชาการต่าง ๆ นอกจากในศาสนาและปรัชญา ภาษาคนมีความหมาย 2 ระดับ คือ ระดับผิวพื้น (surface meaning) กับระดับลึก (deep meaning) ความหมายระดับผิวพื้น ได้แก่ ความหมายที่เราเข้าใจกันในชีวิตประจำวัน เช่น คำว่า “งู” ผู้ฟังย่อมเข้าใจแตกต่างผิดเพี้ยนกันไปต่าง ๆ นานาตามประสบการณ์และอารมณ์ที่แต่ละคนมี เช่น คนชอบกินงูกับคนเกลียดและกลัวงูย่อมเข้าใจไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะเข้าใจระดับผิวพื้นต่างกันอย่างไร เราก็พูดกันรู้เรื่อง เพราะเรามีความเข้าใจในระดับลึกเหมือนกัน วิชาการต่าง ๆ พยายามสร้างความเข้าใจในระดับลึกให้ตรงกันมากที่สุด

ภาษาธรรมคือภาษาที่ใช้ในศาสนาและปรัชญา นอกจากจะมีความหมายในระดับผิวพื้น (ตามความเข้าใจของชาวบ้าน) และความหมายในระดับลึก (ตามความเข้าใจของนักวิชาการ) เหมือนภาษาคนแล้ว ยังมีความหมายระดับลึกที่สุด (deepest meaning) ซึ่งเป็นความเข้าใจของศาสดาและผู้ได้ฌานระดับสูง ท่านเข้าถึงแล้วไม่อาจจะอธิบายให้เข้าใจได้โดยตรง พระพุทธเจ้าตรัสว่านิพพานไม่เป็นทั้งอัตตาและอนัตตา พระเยซูทรงประกาศว่าไม่มีใครรู้จักพระบิดานอกจากพระบุตร เล่าจื้อสอนว่า เต๋าที่สอนกันนั้นหาใช่เต๋าที่แท้จริงไม่ เต๋าแท้นั้นสอนกันไม่ได้

แต่ศาสดาทุกองค์ทรงเพียรสอนอย่างไม่หยุดหย่อน ถ้าจะชี้แจงเชิงเปรียบเทียบก็จะกล่าวได้ว่า เปรียบเหมือนศาสดาทรงขึ้นไปถึงยอดเขาเดียวกัน จะตรัสเรียกพวกเราก็ไม่ได้ยิน ท่านจึงเสด็จลงมาองค์ละทางท่านเสด็จลงมาทางไหนท่านก็ทรงสอนตามภาษาสมมุติที่เหมาะสมกับกาละและเทศะพระพุทธเจ้าทรงสอนแบบอินเดีย พระเยซูทรงสอนแบบยิว เล่าจื๊อสอนแบบจีน แต่ทุกท่านก็เน้นให้รับคำสอนเป็นเพียงคำแนะนำแนวทาง แต่ละคนจะต้องแสวงหาธรรมะของตนเองจะต้องเดินทางไต่เขาจนถึงยอดเขาด้วยตนเองจึงจะรู้แจ้งเห็นจริง

ตราบใดที่เรายังไม่สัมผัสปรมัตถสัจโดยตรง เราไม่อาจจะเข้าใจความหมายลึกที่สุดได้โดยตรง เราพยายามศึกษาคำตอบอธิบายของศาสดาต่าง ๆ แล้วเปรียบเทียบโดยวิธีการทุกอย่างเท่าที่รู้จากสาขาต่าง ๆ และใช้ผลสรุปของวิชาการต่าง ๆ เป็นพื้นฐาน เราพยายามเข้าถึงความหมายอันแท้จริงที่ศาสดาต่าง ๆ และใช้ผลสรุปของวิชาการต่าง ๆ เข้าถึงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แม้เราจะไม่ได้ความหมายลึกที่สุดก็เชื่อว่าจะได้ความหมายที่ลึกกว่า (deeper) และลึกกว่าลงไปเรื่อย ๆ จนใกล้เคียงความหมายลึกที่สุดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

meaning from the text

meaning from the text ความหมายจากตัวบท

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

“แม้ภาษาเป็นเครื่องมือของเรา แต่ภาษาก็มิได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา”
ความไม่สมบูรณ์ของภาษาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ภาษาต้องเตือนตนเองอยู่เสมอ และพยายามหาทางที่จะลดปัญหาดังกล่าวให้มากที่สุด ด้วยการรู้เท่าทันในการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายในแต่ละครั้งด้วยความระมัดระวัง
มนุษย์ประดิษฐ์ภาษาขึ้นใช้เพื่อสื่อสารความคิดถึงกัน โดยคาดหวังว่าภาษาจะสามารถทำหน้าที่สื่อสารได้ตรง กับความคิดที่ต้องการสื่ออย่างซื่อสัตย์ ไม่บิดเบือน แต่ปรากฏว่าโดยความเป็นจริงแล้วภาษาย่อมมีขอบเขตจำกัดไม่สามารถสื่อได้ตรงกับความตั้งใจดังที่หวัง เพราะภาษาย่อมมีกรอบของมันซึ่งก็คือกรอบของโครงสร้างทางไวยากรณ์ของภาษาที่ภาษาต้องเดินตาม ดังนั้นความคิดที่ภาษาช่วยเก็บไว้หรือส่งต่อไปสู่ผู้รับสารจึงต้องถูกตะล่อมให้เข้ากรอบดังกล่าวอย่างเสียมิได้ ความคิดและความเป็นจริงที่ต้องการสื่อจึงถูกบังคับให้อยู่ในกรอบของภาษาเท่านั้น ความเป็นจริงที่อยู่นอกกรอบของภาษาจึงไม่สามารถถูกนำเสนอผ่านภาษาได้
นอกจากนั้นภาษายังมีชีวิตและสัญชาตญาณธรรมชาติของตนเองที่จะบิดเบือนความคิดที่รับมาเก็บไว้ได้ตลอดเวลา ดังนี้

1. ภาษาไม่เพียงแต่ตอบสนอง (reactive) แต่ชอบเติมสนอง (proactive) คือเลือกสร้างความจริงต่อตามความถนัดของตน
2. ภาษาไม่มีเหตุผลในตนเอง ส่วนมากกำหนดความหมายขึ้นตามใจชอบ (arbitrary) ความหมายของภาษาจึงดิ้นได้ไม่ตายตัว
3. ภาษามีมิติสังคม จึงมีความหมายมากกว่าที่ผู้ใช้ภาษาตั้งใจจะเก็บหรือสื่อถึงผู้อื่น
4. ภาษาเปิดช่องให้ผู้ใช้สร้างเสริม (constitute) จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ผู้ใช้แต่ละคนและแต่ละครั้งได้สร้างเสริมเสมอ คือเพิ่มความหมายให้หน่วยภาษาที่ใช้ไม่มากก็น้อย

ภาษานอกจากจะมีพลังบอกความหมายแล้วยังมีพลังทำการด้วย ภาษาจึงไม่มีความหมายตายตัว ไม่สามารถเป็นภาพจำลองความเป็นจริง (picture of reality) แต่มีความหมายตามกติกาที่มักจะไม่มีการตกลงกันอย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่ยอมรับกันในสังคมที่มีวัฒนธรรมเดียวกัน คำ ๆ เดียวกันหรือข้อความเดียวกันจึงอาจจะมีความหมายได้หลากหลายในวัฒนธรรมต่าง ๆ กัน ขึ้นกับการตีความของผู้รับสารว่าจะตีความอย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์ ประเมินค่าให้รู้ทั้งข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดต่าง ๆ ของภาษา แล้วเลือกที่จะตีความหมายให้เหมาะและเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นสำคัญ

meaning and context

meaning and context ความหมายกับบริบท

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

การตีความหมายของภาษาที่ประกอบเป็นตัวบทนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอในการตีความ เพื่อให้ได้ความหมายที่ถูกต้องสมบูรณ์และมีคุณค่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็คือ ความเข้าใจ “บริบท” ของตัวบทที่ได้รับการตีความนั้น ๆให้ได้มากที่สุด เพราะถ้าบริบทต่างกัน การตีความหมายย่อมต้องแตกต่างกันออกไป

บริบท (context) เป็นคำที่ใช้ในวิชาภาษาศาสตร์ (linguistics) หมายถึง วาทกรรมและสิ่งแวดล้อมวาทกรรมที่ช่วยให้เข้าใจความหมายของคำ ในการใช้ภาษา บางครั้งข้อความที่กล่าวจะไม่กระจ่างชัดเจน จึงต้องอาศัยข้อความข้างเคียง หรือในบางครั้งต้องอาศัยสถานการณ์แวดล้อม หรือความรู้เกี่ยวกับตัวผู้พูด ผู้ฟัง ซึ่งหมายรวมถึง ประวัติความเป็นมา สภาวะแวดล้อมของเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวบทนั้น ๆ ภูมิหลัง ตลอดจนมูลบทของผู้ส่งสารและ ผู้รับสาร ทำให้สามารถเข้าใจความหมายของตัวบทนั้น ๆ ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คำหรือข้อความแวดล้อม รวมทั้งสถานการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ดังกล่าว เหล่านี้ เรียกรวมกันว่า context หรือ context of situation

วิชา ความรู้แขนงต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นล้วนมีบริบทเฉพาะตน ทั้งด้านประวัติศาสตร์ความเป็นมา ขนบประเพณี ปรัชญา ความเชื่อ ตลอดจนมูลบทของผู้ศึกษาที่อาจมีต่าง ๆ กัน การตีความหมายของภาษาที่ใช้ในแต่ละสาขาวิชาความรู้จึงต้องตีความตามบริบทของสาขาวิชานั้น ๆ เอง ภาษาที่ใช้ในวรรณคดี ศาสนา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ย่อมใช้ภาษาที่มีบริบทที่ต่างกัน จึงไม่สามารถตีความแบบเหมารวม โดยใช้ภาษาใด ภาษาหนึ่งมาเป็นหลัก แล้วตีความแบบ เหมารวมไปทุกสาขาวิชาได้

การตีความตามบริบทของแต่ละสาขาวิชา ทำให้เข้าใจ เหตุ ผล ความเป็นมา ตลอดจนความจำเป็น และจุดมุ่งหมายที่อยู่เบื้องหลัง รู้ข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดของแต่ละสาขาวิชา ตามความเป็นจริงว่าจะมีคุณค่าใดและใช้ประโยชน์ในบริบทใด ๆ ได้บ้าง อันนำไปสู่การประเมินค่าตามบริบทของผู้ตีความที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการตีความหมายแบบหนึ่ง อาจมีคุณค่าในบริบทหรือสถานการณ์หนึ่ง ๆ ที่เหมาะสม แต่อาจไม่มีคุณค่าใด ๆ เลยในอีกบริบทหรืออีกสถานการณ์หนึ่ง และถึงแม้จะพบว่ามีคุณค่าแล้ว บริบทต่าง ๆ ในชีวิตจริงก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาได้อีก ตามเหตุและปัจจัยที่ไม่คงที่และตายตัว การประเมินค่าตามบริบทจึงทำให้มีความคล่องตัวและอิสระในการเลือกแต่ข้อที่เห็นว่าดีมีคุณค่า เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สนใจแต่ละคน แต่ละด้าน และในแต่ละบริบทได้อย่างเหมาะสม

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑