Brahmacariya in postmodern hermeneutics

ดร.อุบาสิกา ณัฐสุดา เชี่ยวเวช

การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลางนั้นมิใช่เพียงการตีความ แต่เป็นการวิเคราะห์ด้วยปัญญา วิจักษ์ในคุณค่าความดีและวิธานไปปฏิบัติด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือและการแสวงหา ซึ่งจะทำให้ระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์นั้นดีมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อความสุขแท้ในโลกนี้ โดยใช้หลักอรรถปริวรรต ดังนั้น จึงย่อมสามารถนำมาตีความพุทธปรัชญาและหลักธรรมด้วยหลักการ “ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่ลดอะไรเลย” เพื่อเก็บข้อมูลที่สำคัญแท้จริงให้เห็นว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบันอันเป็นประโยชน์สุขในการพัฒนาคุณภาพชีวิตบนสัญชาตญาณปัญญา Continue reading “Brahmacariya in postmodern hermeneutics”

การตีความด้วยครอบฟ้าวัฒนธรรม

อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

การตีความ “คำ” ด้วยข้อมูลเชิงวัฒนธรรมนำไปสู่การสรุปตามความเข้าใจของผู้ตีความ เป็นครอบฟ้าความรู้ของผู้ตีความ  ถ้าการตีความคลาดเคลื่อนก็จะนำไปสู่การสรุปเพื่อเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปด้วย ข้อมูลส่วนย่อยที่นำใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานทางความคิดจึงต้องตระหนักถึงความสำคัญในการสืบค้นข้อมูลที่สอดคล้องกับทรรศนะของเกิทช์ (Clifford J Geertz, 1926-2006) ที่กล่าวว่า วัฒนธรรมเป็นสัญญะชุดหนึ่งที่กำหนดกรอบชีวิตที่สังคมนั้นพอใจร่วมกัน ดังนั้น การตีความใดๆ จึงเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรม จึงเป็นการตีความสัญญะที่ถูกสื่อความหมายไว้กับสิ่งนั้น ดังนั้น ข้อมูลส่วนย่อยของวัฒนธรรมที่นำมากล่าวไว้จึงเป็นเสมือนครรลองทางความคิดที่นำไปสู่กรอบความคิดที่อยู่เบื้องหลังของความคิดดังกล่าว เพราะภาษาไม่จำเป็นต้องแสดงเหตุผลเสมอไป ซึ่งความคิดและความเข้าใจไม่จำเป็นต้องอยู่ในขอบข่ายของเหตุผลทุกครั้งเช่นกัน Continue reading “การตีความด้วยครอบฟ้าวัฒนธรรม”

ปรัชญาภาษา

อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

….

ปรัชญาภาษาเป็นปรัชญาประยุกต์สาขาหนึ่งที่นำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปตีความผลสรุปของวิชาภาษาศาสตร์ (linguistics)

เนื้อหาของภาษาศาสตร์และปรัชญาภาษามีมานานแล้ว แต่เนื่องจากก่อนนี้ยังไม่มีวิชาภาษาศาสตร์และยังไม่มีการศึกษาปรัชญาแบบปรัชญาประยุกต์ เนื้อหาจึงแฝงอยู่ในวิชาตรรกวิทยาและญาณปรัชญา เมื่อมีการแบ่งปรัชญาออกเป็นปรัชญาบริสุทธิ์และปรัชญาประยุกต์ ความคลุมเครือระหว่างปรัชญาภาษากับภาษาศาสตร์จึงกระจ่างมากขึ้น Continue reading “ปรัชญาภาษา”

อรรถปริวรรต

ravich01
ดร.รวิช ตาแก้ว

อรรถปริวรรต คำสันกฤต อรฺถ คำมคธ อตฺถ แปลว่า เนื้อความ รวมกับคำสันสกฤต ปริวรรต และมคธ ปริวัตฺต แปลว่า หมุนเวียน เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนไป แปรไป รวมกันเป็นอรรถปริวรรต จึงแปลได้ว่า การแปรเนื้อหาจากความหมายตามตัวอักษร เป็นความหมายตามความต้องการของผู้ใช้ร่วมกัน

Continue reading “อรรถปริวรรต”

Dialogue

สานเสวนา: เครื่องมือของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต สานเสวนาเป็นปรัชญาตามแนวคิด philosophy of dialogue แนวคิดนี้เป็นของนักปรัชญาชาวยิวสัญชาติออสเตรียชื่อ มาร์ติน บูเบอร์ (Martin Buber) ซึ่งได้เขียนไว้ในหนังสือ I and Thou (1923) โดยมีมโนคติหลักว่า พื้นฐานสารัตถะความเป็นมนุษย์นั้นถูกมองด้วยลัทธิเหตุผลนิยมเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific rationalism) แต่กรอบความคิดเชิงปรัชญาระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ (man with man) นั้นจะต้องใช้การสานเสวนาเพื่อสร้างให้เกิดพื้นที่ระหว่างมนุษย์ด้วยกันได้ (sphere of between) สานเสวนาเป็นบทสนทนาซึ่งกันและกันระหว่างสิ่งเป็นอยู่ (entity) สองสิ่ง คนสองคนหรือมากกว่า   เป็นรูปแบบของการสื่อสารที่มีความหมายแฝงทางวาจา ในขณะที่การติดต่อสื่อสารสามารถแลกเปลี่ยนความคิดและข้อมูลโดยสัญญะที่ไม่ใช่คำพูด หรือพฤติกรรม ในฐานะเป็นนิรุกติศาสตร์ สานเสวนายังเป็นการใช้ภาษา แต่ก็ถูกแยกออกจากวิธีการสื่อสารอื่น ๆ เช่น การอภิปรายและการโต้วาที การอภิปรายถือว่าเป็นการเผชิญหน้า แต่สานเสวนากลับเน้นการฟังและทำความเข้าใจ เป็นลักษณะธรรมชาติในการสนทนาที่แท้จริงของมนุษย์และเกี่ยวข้องกับสำนึกทางศาสนา ความทันสมัย มโนทรรศน์ จริยธรรม การศึกษา จิตวิญญาณและการตีความ เนื่องจากสานเสวนาคือ รูปแบบพื้นฐานของการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ของข้อความจำนวนมาก ยุคโบราณได้ใช้โครงสร้างของสานเสวนาในเป็นรูปแบบของการเรียนรู้ ตำราทางศาสนาเช่น พระคัมภีร์ พระสูตรในพระพุทธศาสนา ตำราขงจื้อ และวรรณคดีร่วมสมัยต่างนำเสนอบทสนทยาในรูปแบบการสานเสวนา ในปรัชญา งานเขียนของเพลโตก็เป็นการใช้บทสนทนาในรูปแบบนี้เช่นกัน และเป็นรูปแบบของการเรียนรู้ที่พบได้ในทุกๆ วัฒนธรรม บทสนทนานั้นเป็นความพยายามที่จะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้ให้และผู้รับของแต่ละคน. … Continue reading Dialogue

word, the role of … in philosophy

word, the role of … in philosophy บทบาทของคำในปรัชญา ผู้แต่ง :   สุดารัตน์  น้อยแรม ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์ในแต่ละสังคมกำหนดขึ้น เพื่อทำความเข้าใจตกลงกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ดังนั้นการใช้ภาษาจึงต้องใช้ได้ตรงตามกำหนดของสังคม ไม่ว่าเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน สัญลักษณ์ หรือ ภาษาสัญญาณ หากสิ่งใดผิดแปลกไปจากข้อตกลง การสื่อสารก็จะหยุดชะงักล่าช้าลง ไม่เป็นไปตามเจตนาหรือไม่สามารถสื่อสารได้ ภาษา คือ เครื่องหมายที่มนุษย์และกลุ่มชนกำหนดขึ้นอย่างมีระบบ กฎเกณฑ์ มนุษย์สร้างภาษาขึ้นมาเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน และสื่อที่สำคัญที่สุด ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด คือ ภาษาพูด ภาษาของมนุษย์ไม่ว่าชนชาติใด ภาษาใด จะต้องมีลักษณะสำคัญที่เป็นของคู่กัน คือ มีหน่วยเสียง (Phoneme) และหน่วยคำ (Morpheme) โดยหน่วยเสียงเป็นหน่วยที่ย่อยที่สุดของภาษาและเมื่อนำหน่วยเสียงมารวมกันเป็นกลุ่มจะเรียกว่า “พยางค์” และกลุ่มของหน่วยเสียงที่เล็กที่สุดที่มีความหมายเรียกว่า “หน่วยคำ” การกำหนดเสียงเป็นสัญลักษณ์ใช้สื่อความหมายนี้เป็นสิ่งสมมติของแต่ละภาษา การที่เสียงหนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่งเป็นเรื่องของการตกลงยอมรับกันของแต่ละกลุ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่า ผู้ใช้ภาษาต่างกลุ่มต่างความคิด จึงได้สมมติเสียงใช้แทนความหมายต่างกัน ความแตกต่างกันดังกล่าว เป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม เช่นเดียวกับการทำความเคารพ ความเชื่อปรัชญา ในคำภาษาไทยมีคำอยู่จำนวนมากที่เสียงกับความหมายเป็นสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลกัน คือ เสียง ๆ หนึ่ง มักจะใช้สื่อความหมายได้ในลักษณะหนึ่ง หรืออาจกล่าวได้ว่า เพื่อจะสื่อความหมายในลักษณะหนึ่ง … Continue reading word, the role of … in philosophy

Wittgenstein on Grammar of the Word God

Wittgenstein on Grammar of the Word God  ไวยากรณ์ของคำพระเจ้าของวีทเกินชทายน์ ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ ทฤษฎีภาพ (picture theory) ของ วิทเกินชทายน์ (Ludwig Wittgenstein 1889-1951) เมื่อประยุกต์ใช้ในการศึกษาศาสนา จะทำให้เปลี่ยนท่าทีของผู้เชื่อโดยไม่เปลี่ยนความเชื่อ นั่นคือต้องไม่เปลี่ยนคำสอนแต่เปลี่ยนความเข้าใจคำสอนอย่างมีเหตุผล เช่น แทนที่จะเข้าใจภาษาศาสนาตามตัวอักษรเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเกมภาษาอย่างหนึ่ง แล้วเสริมด้วยศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใหม่ให้เป็นวิชาการด้วยภาษาอุดมการณ์ ก็ให้รับรู้ว่าภาษาศาสนามีเป้าหมายต่างจากวิชาการ จึงต้องใช้ไวยากรณ์ความคิด(gramma of concept)ต่างกัน คือ พยายามหาแรงบันดาลใจให้พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยภาษาสามัญที่ใช้เป็นสื่อในศาสนาถ้าเชื่อตามวิทเกินชทายน์ แล้วก็หมายความว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คัมภีร์ศาสนากล่าวถึงก็จะเป็นเพียงภาพของความเป็นจริง (picture of reality) ซึ่งก็หมายความว่า เรารู้ได้เพียงครึ่ง ๆ ของความเป็นจริง ไม่รู้เต็ม ๆ ส่วนความจริง (truth) เมื่อก่อนที่เชื่อกันตามตัวอักษรในระดับชาวบ้าน และตามภาษาอุดมการณ์ของนักปรัชญา ก็ไม่เคยมีใครบอกว่ารู้ได้เต็มหรือแค่ไหน แต่ผู้เข้าถึงฌานกลับบอกว่า ภาษาทั้ง 2 ระดับที่ใช้เป็นภาษาศาสนานั้นเข้าไม่ถึงความเป็นจริง ซึ่งรู้แล้วพูดไม่ถูก ถ้าอย่างนั้นแล้วเราเดินทางสายกลางว่า ที่รู้นั้นรู้อยู่บ้าง ไม่เต็มและไม่ผิดหมด ตามทฤษฎีภาพขอวิทเกินชทายน์จะมิดีกว่าหรือ จะได้ไม่สำคัญผิด และไม่สิ้นหวังที่จะรู้ เมื่อตระหนักได้อย่างนี้จะทำให้เป็นคนใจกว้าง … Continue reading Wittgenstein on Grammar of the Word God