Category: ปรัชญาภาษา

Brahmacariya in postmodern hermeneutics

Brahmacariya in postmodern hermeneutics

ดร.อุบาสิกา ณัฐสุดา เชี่ยวเวช

การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลางนั้นมิใช่เพียงการตีความ แต่เป็นการวิเคราะห์ด้วยปัญญา วิจักษ์ในคุณค่าความดีและวิธานไปปฏิบัติด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือและการแสวงหา ซึ่งจะทำให้ระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์นั้นดีมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อความสุขแท้ในโลกนี้ โดยใช้หลักอรรถปริวรรต ดังนั้น จึงย่อมสามารถนำมาตีความพุทธปรัชญาและหลักธรรมด้วยหลักการ “ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่ลดอะไรเลย” เพื่อเก็บข้อมูลที่สำคัญแท้จริงให้เห็นว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบันอันเป็นประโยชน์สุขในการพัฒนาคุณภาพชีวิตบนสัญชาตญาณปัญญา Continue reading “Brahmacariya in postmodern hermeneutics”

การตีความด้วยครอบฟ้าวัฒนธรรม

การตีความด้วยครอบฟ้าวัฒนธรรม

อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

การตีความ “คำ” ด้วยข้อมูลเชิงวัฒนธรรมนำไปสู่การสรุปตามความเข้าใจของผู้ตีความ เป็นครอบฟ้าความรู้ของผู้ตีความ  ถ้าการตีความคลาดเคลื่อนก็จะนำไปสู่การสรุปเพื่อเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปด้วย ข้อมูลส่วนย่อยที่นำใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานทางความคิดจึงต้องตระหนักถึงความสำคัญในการสืบค้นข้อมูลที่สอดคล้องกับทรรศนะของเกิทช์ (Clifford J Geertz, 1926-2006) ที่กล่าวว่า วัฒนธรรมเป็นสัญญะชุดหนึ่งที่กำหนดกรอบชีวิตที่สังคมนั้นพอใจร่วมกัน ดังนั้น การตีความใดๆ จึงเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรม จึงเป็นการตีความสัญญะที่ถูกสื่อความหมายไว้กับสิ่งนั้น ดังนั้น ข้อมูลส่วนย่อยของวัฒนธรรมที่นำมากล่าวไว้จึงเป็นเสมือนครรลองทางความคิดที่นำไปสู่กรอบความคิดที่อยู่เบื้องหลังของความคิดดังกล่าว เพราะภาษาไม่จำเป็นต้องแสดงเหตุผลเสมอไป ซึ่งความคิดและความเข้าใจไม่จำเป็นต้องอยู่ในขอบข่ายของเหตุผลทุกครั้งเช่นกัน Continue reading “การตีความด้วยครอบฟ้าวัฒนธรรม”

ปรัชญาภาษา

ปรัชญาภาษา

อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

….

ปรัชญาภาษาเป็นปรัชญาประยุกต์สาขาหนึ่งที่นำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปตีความผลสรุปของวิชาภาษาศาสตร์ (linguistics)

เนื้อหาของภาษาศาสตร์และปรัชญาภาษามีมานานแล้ว แต่เนื่องจากก่อนนี้ยังไม่มีวิชาภาษาศาสตร์และยังไม่มีการศึกษาปรัชญาแบบปรัชญาประยุกต์ เนื้อหาจึงแฝงอยู่ในวิชาตรรกวิทยาและญาณปรัชญา เมื่อมีการแบ่งปรัชญาออกเป็นปรัชญาบริสุทธิ์และปรัชญาประยุกต์ ความคลุมเครือระหว่างปรัชญาภาษากับภาษาศาสตร์จึงกระจ่างมากขึ้น Continue reading “ปรัชญาภาษา”

อรรถปริวรรต

ravich01
ดร.รวิช ตาแก้ว

อรรถปริวรรต คำสันกฤต อรฺถ คำมคธ อตฺถ แปลว่า เนื้อความ รวมกับคำสันสกฤต ปริวรรต และมคธ ปริวัตฺต แปลว่า หมุนเวียน เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนไป แปรไป รวมกันเป็นอรรถปริวรรต จึงแปลได้ว่า การแปรเนื้อหาจากความหมายตามตัวอักษร เป็นความหมายตามความต้องการของผู้ใช้ร่วมกัน

Continue reading “อรรถปริวรรต”

Dialogue

dialogue

สานเสวนา: เครื่องมือของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

สานเสวนาเป็นปรัชญาตามแนวคิด philosophy of dialogue แนวคิดนี้เป็นของนักปรัชญาชาวยิวสัญชาติออสเตรียชื่อ มาร์ติน บูเบอร์ (Martin Buber) ซึ่งได้เขียนไว้ในหนังสือ I and Thou (1923) โดยมีมโนคติหลักว่า พื้นฐานสารัตถะความเป็นมนุษย์นั้นถูกมองด้วยลัทธิเหตุผลนิยมเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific rationalism) แต่กรอบความคิดเชิงปรัชญาระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ (man with man) นั้นจะต้องใช้การสานเสวนาเพื่อสร้างให้เกิดพื้นที่ระหว่างมนุษย์ด้วยกันได้ (sphere of between)

สานเสวนาเป็นบทสนทนาซึ่งกันและกันระหว่างสิ่งเป็นอยู่ (entity) สองสิ่ง คนสองคนหรือมากกว่า   เป็นรูปแบบของการสื่อสารที่มีความหมายแฝงทางวาจา ในขณะที่การติดต่อสื่อสารสามารถแลกเปลี่ยนความคิดและข้อมูลโดยสัญญะที่ไม่ใช่คำพูด หรือพฤติกรรม

ในฐานะเป็นนิรุกติศาสตร์ สานเสวนายังเป็นการใช้ภาษา แต่ก็ถูกแยกออกจากวิธีการสื่อสารอื่น ๆ เช่น การอภิปรายและการโต้วาที การอภิปรายถือว่าเป็นการเผชิญหน้า แต่สานเสวนากลับเน้นการฟังและทำความเข้าใจ เป็นลักษณะธรรมชาติในการสนทนาที่แท้จริงของมนุษย์และเกี่ยวข้องกับสำนึกทางศาสนา ความทันสมัย มโนทรรศน์ จริยธรรม การศึกษา จิตวิญญาณและการตีความ เนื่องจากสานเสวนาคือ รูปแบบพื้นฐานของการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ของข้อความจำนวนมาก ยุคโบราณได้ใช้โครงสร้างของสานเสวนาในเป็นรูปแบบของการเรียนรู้ ตำราทางศาสนาเช่น พระคัมภีร์ พระสูตรในพระพุทธศาสนา ตำราขงจื้อ และวรรณคดีร่วมสมัยต่างนำเสนอบทสนทยาในรูปแบบการสานเสวนา ในปรัชญา งานเขียนของเพลโตก็เป็นการใช้บทสนทนาในรูปแบบนี้เช่นกัน และเป็นรูปแบบของการเรียนรู้ที่พบได้ในทุกๆ วัฒนธรรม

บทสนทนานั้นเป็นความพยายามที่จะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้ให้และผู้รับของแต่ละคน. ในขณะเดียวกันก็เพื่อให้เกิดการสนทนา (conversation) ที่ชาญฉลาดและเพิ่มพูนปัญญา ทั้งนี้จะเกิดส่วนของการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทั้งสิ่งที่ชัดแจ้ง (explicit) และ ส่วนที่อยู่ภายในใจ (implicit)

ทั้งนี้การสนทนาด้วยหลักสานเสวนาจะนำไปสู่การแก้ไขความไม่เห็นด้วย (disagreement) โดยการชี้แจงให้เห็นข้อเชื่อของอีกฝ่ายและทำให้ข้อขัดแย้งนั้นไม่อาจถูกใช้เป็นสมมติฐานในฐานความคิดได้อีกต่อไป และการสนทนาจะนำไปสู่สมมติฐานใหม่ที่น่าจะช่วยให้การคิดดำเนินต่อไปได้

มาร์ติน บูเบอร์ ได้กำหนดให้สานเสวนาเป็นจุดศูนย์กลางของปรัชญาด้วยเห็นว่าสานเสวนาเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแต่เป็นความพยายามที่จะนำไปสู่ข้อสรุปของบางมุมมองเท่านั้น

บูเบอร์จึงได้เสนอไว้ว่าสารัตถะของมนุษย์นั้นมี 2 อย่างคือ ฉันต่อมัน  (I toward  IT) และ ฉันต่อสิ่งนั้น (I toward THOU) นั่นคือ เรามีประสบการณ์อย่างไรต่อวัตถุ (object) และชีวิตของมนุษย์มุ่งค้นหาความหมายในความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ซึ่งนำมนุษย์ไปสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้เป็นสิ่งนั้นที่นิรันดร์ (Eternal Thou)

บูเบอร์ชี้ว่าความสัมพันธ์แบบฉันต่อมัน (I-It) เป็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งอื่นเป็นสิ่งๆ ไป เป็นคนๆ หรือชิ้นๆ ไป (discrete object) ซึ่งมนุษย์แต่ละคนก็มีแตกต่างกัน และมนุษย์คนหนึ่งๆ เองก็มีต่อสิ่งต่างๆ แตกต่างกันด้วย ในขณะที่ความสัมพันธ์แบบฉันต่อสิ่งนั้น (I-Thou) นั้น ไม่ใช่ฉันเดียวกันกับฉันใน (I-It) แต่เป็นฉันที่เป็นจิตวิญญาณ (spirit) และจิตคิด (mind) ที่เกิดเป็นความรู้สึกหรือมโนทรรศน์ต่อความสัมพันธ์กับสิ่งที่รับรู้ผ่านผัสสะ สิ่งที่รับรู้นั้นมีผลโดยกึ่งอัตโนมัติต่อความคิดหรือจิตใจของมนุษย์ และนำไปสู่ความรู้สึกเชิงบวกหรือลบต่อสิ่งนั้น เช่น ความรัก เป็นความสัมพันธ์ใน I-Thou ไม่ใช่ I-It เพราะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง subject-subject ไม่ใช่ subject-object ซึ่งเรามีต่อวัตถุอื่น

 

word, the role of … in philosophy

language analysis

word, the role of … in philosophy บทบาทของคำในปรัชญา

ผู้แต่ง :   สุดารัตน์  น้อยแรม

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์ในแต่ละสังคมกำหนดขึ้น เพื่อทำความเข้าใจตกลงกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ดังนั้นการใช้ภาษาจึงต้องใช้ได้ตรงตามกำหนดของสังคม ไม่ว่าเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน สัญลักษณ์ หรือ ภาษาสัญญาณ หากสิ่งใดผิดแปลกไปจากข้อตกลง การสื่อสารก็จะหยุดชะงักล่าช้าลง ไม่เป็นไปตามเจตนาหรือไม่สามารถสื่อสารได้ ภาษา คือ เครื่องหมายที่มนุษย์และกลุ่มชนกำหนดขึ้นอย่างมีระบบ กฎเกณฑ์ มนุษย์สร้างภาษาขึ้นมาเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน และสื่อที่สำคัญที่สุด ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด คือ ภาษาพูด

ภาษาของมนุษย์ไม่ว่าชนชาติใด ภาษาใด จะต้องมีลักษณะสำคัญที่เป็นของคู่กัน คือ มีหน่วยเสียง (Phoneme) และหน่วยคำ (Morpheme) โดยหน่วยเสียงเป็นหน่วยที่ย่อยที่สุดของภาษาและเมื่อนำหน่วยเสียงมารวมกันเป็นกลุ่มจะเรียกว่า “พยางค์” และกลุ่มของหน่วยเสียงที่เล็กที่สุดที่มีความหมายเรียกว่า “หน่วยคำ” การกำหนดเสียงเป็นสัญลักษณ์ใช้สื่อความหมายนี้เป็นสิ่งสมมติของแต่ละภาษา การที่เสียงหนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่งเป็นเรื่องของการตกลงยอมรับกันของแต่ละกลุ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่า ผู้ใช้ภาษาต่างกลุ่มต่างความคิด จึงได้สมมติเสียงใช้แทนความหมายต่างกัน ความแตกต่างกันดังกล่าว เป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม เช่นเดียวกับการทำความเคารพ ความเชื่อปรัชญา

ในคำภาษาไทยมีคำอยู่จำนวนมากที่เสียงกับความหมายเป็นสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลกัน คือ เสียง ๆ หนึ่ง มักจะใช้สื่อความหมายได้ในลักษณะหนึ่ง หรืออาจกล่าวได้ว่า เพื่อจะสื่อความหมายในลักษณะหนึ่ง ผู้ใช้ภาษามักจะเลือกใช้คำที่มีเสียงอย่างหนึ่ง เมื่อจะสื่อความหมายในอีกลักษณะหนึ่ง ก็จะเลือกใช้เสียงอีกเสียงหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เสียงพยัญชนะนาสิก น, ม มักสื่อความหมายที่บ่งบอกความรู้สึกนุ่มนวล ละมุนละไม ค่อยเป็นค่อยไป เช่น คำว่า นุ่ม นุ่น แนบ ละไม ละม้าย ฯลฯ แต่เสียงพยัญชนะระเบิด บ, ป, พ มักให้ความรู้สึกแข็งกระด้างหรือสัมผัสที่เกิดจากการปะทะที่หนักและเกิดเสียงดัง เช่นคำว่า สะบัด ปุบปับ พึ่บพั่บ เพียะ ฯลฯ ส่วนเสียงพยัญชนะเสียดแทรก มักใช้ในคำที่บ่งบอกความหมายถึงการเคลื่อนไหวอย่างมีการเสียดสีหรือซึมแทรก เช่น ซัด ซ่า กระเซ็น เป็นต้น เสียงที่ประกอบขึ้นเป็นกลุ่มที่เรียกว่า คำ จะมีความหมายมากน้อยต่างกัน บางคำสำคัญอยู่ที่พยัญชนะต้น   บางคำก็ต้องพิจารณาเสียงสระ เสียงพยัญชนะท้าย และเสียงวรรณยุกต์ประกอบด้วย

นอกจากเสียงพยัญชนะแล้ว เสียงสระสั้นหรือยาว ก็อาจมีผลต่อการสร้างความรู้สึกได้เช่นกัน โดยที่เสียงสระสั้นจะให้ความรู้สึก เร่งเร้า ฉับไว ทำให้นึกถึงการเคลื่อนไหว เลื่อนลอย ในช่วงสั้นถี่ เช่น ลิ่ว ขวับ ระริก ฯลฯ ส่วนเสียงสระยาวให้ความรู้สึก ยืดยาด เนิบนาบ หรือหนักหน่วง เยิ่นเย้อ แช่มช้า เช่น เคว้งคว้าง เยื้อง ย่าง ฯลฯ ซึ่งตามปรากฏการณ์ทางภาษาดังกล่าว ไม่สามารถนำมาสรุปเป็นทฤษฎีแน่นอนตายตัวได้เหมือนกับสูตรคณิตศาสตร์ หรือสูตรปฏิกิริยาทางเคมีเป็นเพียงแต่ข้อสังเกตเท่านั้น แต่ถ้ากล่าวว่า เสียงกับความหมายไม่มีความสัมพันธ์กันเลย หากพิจารณาในแง่ของวรรณศิลป์ จะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้ผู้ประพันธ์เลือกเฟ้นพิจารณาชนิดของคำประพันธ์ ซึ่งแตกต่างกันที่ฉันทลักษณ์ เพื่อนำมาแต่งให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์เพราะคำประพันธ์แต่ละประเภท  ถูกกำหนดขึ้นมาให้เอื้อต่อผลสำเร็จของการสื่อสารที่แตกต่างกัน

การเลือกใช้คำให้ตรงกับความคิดในการสื่อสาร ทุกระบบจำเป็นต้องใช้ “ถ้อยคำ” ถ้าผู้สื่อสารมีความสามารถในการใช้ถ้อยคำ เช่น รู้จักความหมายของคำ รู้จักเลือกใช้ถ้อยคำ ก็จะทำให้การสื่อสารไม่เกิดปัญหาหรือไม่มีอุปสรรค ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้สื่อสารไม่เข้าใจความหมายของคำอย่างถ่องแท้ หรือไม่รู้จักเลือกสรรถ้อยคำให้เหมาะสมกับบุคคล กาลเทศะ การสื่อสารย่อมมีอุปสรรค การสื่อสารในชีวิตประจำวันต้องใช้คำ กลุ่มคำหรือประโยค เพื่อถ่ายทอดความรู้ความคิด ความรู้สึกให้ผู้อื่นทราบ คำไทยมีความหมายตรงตามตัวอักษรเรียกว่าความหมายนัยตรง แต่คำไทยคำเดียวนั้นมีหลายความหมาย คำจะมีความหมายอย่างไรขึ้นกับคำนั้นอยู่ในตำแหน่งใดของประโยคด้วย และบริบทหรือข้อความที่แวดล้อมเป็นตัวกำหนดความหมาย ซึ่งอาจจะเป็นความหมายโดยนัย หรือความหมายแฝง ที่ปรากฏในรูปของสำนวนโวหาร นอกจากนี้คำไทยยังมีคำที่มีเสียงหรือความหมายใกล้เคียงกันหรือคล้ายคลึงกัน ดังนั้น จะต้องรู้ความหมายของคำและรู้จักเลือกใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับบุคคลและกาลเทศะด้วย การสื่อสารจึงจะสัมฤทธิ์ผล

Wittgenstein on Grammar of the Word God

Wittgenstein on Grammar of the Word God

wittgenstein

Wittgenstein on Grammar of the Word God  ไวยากรณ์ของคำพระเจ้าของวีทเกินชทายน์

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ทฤษฎีภาพ (picture theory) ของ วิทเกินชทายน์ (Ludwig Wittgenstein 1889-1951) เมื่อประยุกต์ใช้ในการศึกษาศาสนา จะทำให้เปลี่ยนท่าทีของผู้เชื่อโดยไม่เปลี่ยนความเชื่อ นั่นคือต้องไม่เปลี่ยนคำสอนแต่เปลี่ยนความเข้าใจคำสอนอย่างมีเหตุผล เช่น แทนที่จะเข้าใจภาษาศาสนาตามตัวอักษรเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเกมภาษาอย่างหนึ่ง แล้วเสริมด้วยศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใหม่ให้เป็นวิชาการด้วยภาษาอุดมการณ์ ก็ให้รับรู้ว่าภาษาศาสนามีเป้าหมายต่างจากวิชาการ จึงต้องใช้ไวยากรณ์ความคิด(gramma of concept)ต่างกัน คือ พยายามหาแรงบันดาลใจให้พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยภาษาสามัญที่ใช้เป็นสื่อในศาสนาถ้าเชื่อตามวิทเกินชทายน์ แล้วก็หมายความว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คัมภีร์ศาสนากล่าวถึงก็จะเป็นเพียงภาพของความเป็นจริง (picture of reality) ซึ่งก็หมายความว่า เรารู้ได้เพียงครึ่ง ๆ ของความเป็นจริง ไม่รู้เต็ม ๆ

ส่วนความจริง (truth) เมื่อก่อนที่เชื่อกันตามตัวอักษรในระดับชาวบ้าน และตามภาษาอุดมการณ์ของนักปรัชญา ก็ไม่เคยมีใครบอกว่ารู้ได้เต็มหรือแค่ไหน แต่ผู้เข้าถึงฌานกลับบอกว่า ภาษาทั้ง 2 ระดับที่ใช้เป็นภาษาศาสนานั้นเข้าไม่ถึงความเป็นจริง ซึ่งรู้แล้วพูดไม่ถูก ถ้าอย่างนั้นแล้วเราเดินทางสายกลางว่า ที่รู้นั้นรู้อยู่บ้าง ไม่เต็มและไม่ผิดหมด ตามทฤษฎีภาพขอวิทเกินชทายน์จะมิดีกว่าหรือ จะได้ไม่สำคัญผิด และไม่สิ้นหวังที่จะรู้ เมื่อตระหนักได้อย่างนี้จะทำให้เป็นคนใจกว้าง คือเมื่อ ก.รู้ว่าตนรู้ได้ส่วนหนึ่ง ข. ก็รู้ว่าตนรู้ได้ส่วนหนึ่ง ก. กับ ข. ก็ยินดีแลกเปลี่ยนความคิดกัน ทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่จำเป็นต้องคิดว่าตนมีศรัทธาต่อสิ่งสูงสุดกันคนละองค์ แต่อาจจะศรัทธาต่อสิ่งสูงสุดองค์เดียวกันก็ได้ เพียงแต่รู้คนละส่วน จึงช่วยกันรู้ให้มากขึ้น ดังนี้เมื่อเล่นเกมเดียวกัน แต่ใช้ไวยากรณ์กันคนละระบบก็ไม่น่าจะมีปัญหาอยู่แล้ว เรียกได้ว่าไวยากรณ์ของคำพระเจ้า (the grammar of the word God)

ถ้าอย่างนั้นแล้ว ใครที่เชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติก็เป็นเพียงหลงใหลเชื่อว่ามีทั้ง ๆ ที่ไม่มีอย่างนั้นหรือจะเชื่อได้อย่างไรว่าที่เชื่อตามไวยากรณ์ของเรา ซึ่งก็คือภาพของสิ่งที่เชื่อรู้อย่างไรว่าเบื้องหลังภาพนั้นมีของจริงตามที่ภาพนั้นแสดง วิทเกินชทายน์คงจะให้คำตอบว่า ถ้าไม่มีของจริงก็ไม่มีภาพ วิทเกินชทายน์เชื่อว่ามีภาพก็ต้องมีของจริงที่ภาพนั้นแสดง วิทเกินชทายน์เพียงแต่ไม่อยากให้เชื่อว่าภาพนั้นเป็นรูปถ่าย รูปถ่ายมีความเหมือนมากกว่ารูปภาพ รูปภาพแสดงเฉพาะส่วนสำคัญและความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสำคัญ จึงไม่รู้รายละเอียดเท่ากับเห็นรูปถ่าย ฟิลลิปส์(Phillips) ชี้แจงว่า “วิทเกินชทายน์ ในฐานะที่เป็นนักอสัจนิยม (non-realist) เห็นว่าความเชื่อทางศาสนาเป็นท่าทีแสดงให้เห็นได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เชื่อ ภาพนี่แหละที่ให้เข้าใจได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เราเข้าใจกับสิ่งที่เชื่อ

คนเชื่อกับไม่เชื่อย่อมเล่นเกมต่างกันลิบลับ ต่างคนต่างเล่นเกมของตน เล่นกันคนละเกม คนเชื่อแต่เชื่อต่างกันก็เล่นคนละเกม มีส่วนคล้ายกัน พูดกันรู้เรื่องบางส่วน คนที่เชื่อเหมือนกันและมุ่งมั่นเหมือนกันจึงรู้เรื่องกันดีที่สุด อย่างที่ชาวพุทธเชื่อว่า ผู้บรรลุอรหัตผลด้วยกันจึงรู้การบรรลุของกันและกัน ฟิลลิปส์กล่าวว่า คนที่เชื่อพระเจ้าและไม่เชื่อพระเจ้า เขาแย้งกันหรือไม่ วิทเกินชทายน์ บอกว่าไม่ ผิดกับคนที่เชื่อว่ามีมังกรกับเชื่อว่าไม่มี อย่างนี้แย้งกัน พระเจ้าไม่เหมือนสิ่งอื่น ๆ จึงตัดสินตามเกมของสิ่งอื่น ๆ ไม่ได้

วิทเกินชทายน์ ต้องการจะบอก และเตือนนักเทววิทยาที่ชอบพิสูจน์ข้อเชื่อทุกข้อด้วยเหตุผล แต่ก็เตือนว่าบางเรื่องก็แฝงตัวมาในคราบของศาสนา แต่ไม่ใช่เรื่องศาสนา เช่น พิสูจน์ว่าพระธาตุเป็นของแท้หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา ทั้ง ๆ ที่พระธาตุเป็นศาสนวัตถุ ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าเป็นเรื่องศาสนาแล้ว น้ำหนักทั้งหมดอาจจะอยู่ที่รูปภาพวิทเกินชทายน์ ยกตัวอย่างรูปพระเจ้าสร้างโลกของไมเคิลแอนเจโลว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของความหมายที่ไมเคิลแอนเจโล (Michelangelo) ได้จากภาษาศาสนา ก็ต้องเข้าใจว่านั่นไม่ใช่ภาพถ่ายของการสร้างโลก ยิ่งเราได้หลาย ๆ ภาพมาประกอบ จะได้ภาพความเป็นจริงของเราเองมากขึ้นตามลำดับ