แนวคิดจากพระพุทธศาสนา

แนวคิดจากพระพุทธศาสนา

สาโรจ บัวศรี (กิติมา ปรีดาดิลก,ม.ป.ป.) ได้สรุปแนวคิดของพระพุทธศาสนาเปรียบเทียบไว้กับระบบปรัชญาไว้ดังนี้ 1) อภิปรัชญา (Metaphysics) ถือว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตหรือโลก หรือปรากฏการณ์ทางพุทธศาสนาเรียกว่า ไตรลักษณ์ ชีวิตและโลกล้วนไม่มีตัวตน 2) ญาณวิทยา (Epistemology) ถือว่ามนุษย์เกิดความรู้จากผัสสะ ด้วยสัญญา ทิฏฐิ และญาณ 3) คุณวิทยา (Axiology) ความดี ความงามและความเป็นจริงนั้นอยู่ที่วินัยบัญญัติ ธรรมวิภาค และ คิหิปฏิบัติ เป็นต้น

Continue reading “แนวคิดจากพระพุทธศาสนา”

การจบชีวิต สิทธิหรือศีลธรรม

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

การจบชีวิตถือเป็นฆ่าตัวตาย ปัญหาที่ถกเถียงกันคือฆ่าตัวตายนี้เป็นสิทธิตามมนุษยนิยมที่รัฐต้องค้ำประกันสิทธินี่หรือไม่ หรือเป็นเรื่องศีลธรรม ในด้านศีลธรรมนั้น พระพุทธศาสนาถือว่าการฆ่าเป็นบาป ย่อมต้องรับผลกรรม คนทั่วไปเชื่อว่า นั่นคือการตกนรก แล้วในศาสนาอื่น การฆ่าตัวตายตกนรกหรือไม่ จะได้ไปสวรรค์หรือเปล่า?

ในทางศาสนาคริสต์ จริงๆเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาก และไม่ค่อยอยากจะมีคนพูดกันเพราะมันยืนอยู่บนทางอันตรายสองแพร่ง ระหว่างลัทธิชวนคนไปฆ่าตัวตาย กับการทำร้ายคนอื่นซึ่งผิดเป้าหมายที่พระเจ้าอยากให้มนุษย์ทำ

Continue reading “การจบชีวิต สิทธิหรือศีลธรรม”

ความสุขแท้จากปัญญารู้ตัวเอง

ปรัชญาอปท. (32)

ความสุขแท้จากปัญญารู้ตัวเอง

ปัญญาสนใจรู้ตัวเองและมีความสุขลึกซึ้งมากกว่ารู้สิ่งภายนอกตัวเอง แต่ประกบตัวเองไม่ได้เหมือนประกบสิ่งอื่น ได้แต่เดาเอาว่าปัญญายังสนใจแยกความรู้ออกเป็นความรู้ที่เชื่อ (believe) ได้ว่ามีจริง (exist) จากความรู้ที่เชื่อได้ว่าไม่มีจริง (not exist) และความรู้ที่ไม่อาจจะเชื่อได้ว่ามีจริงหรือไม่ (doubtful) สิ่งที่เชื่อได้ว่ามีจริงทั้งหมดคือความเป็นจริง (reality) และกระบวนการคิดของปัญญาที่ทำให้เกิดความเชื่อ (belief) หรือไม่เชื่อหรือไม่แน่ใจในระดับนี้เรียกว่าอภิปรัชญา และปัญญาก็มีความสุขกับความเชื่อของตน อภิปรัชญาจึงได้ชื่อว่าปรัชญาบริสุทธิ์เพราะเป็นความรู้การทำงานของปัญญา ในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา        ปัญญาไม่หยุดอยู่แค่นั้น ยังสนใจที่จะรู้ว่าอะไรที่ทำให้มั่นใจ (convinced) ในอภิปรัชญาของตนว่ามีจริงหรือไม่มีจริงตามนั้น ในเรื่องนี้แต่ละปัญญามีเกณฑ์ที่ทำให้มั่นใจได้เรียกว่าเกณฑ์ความจริง (criterium of truth) ของปัญญานั้น กระบวนการที่ทำให้ปัญญานั้นมั่นใจเรียกว่าญาณวิทยา(epistemology)ของปัญญานั้นๆและปัญญาก็มีความสุขกับความมั่นใจ (conviction) ของตน ณาณวิทยาจึงถือว่าเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ เพราะเป็นความรู้การทำงานของปัญญาในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา

ปัญญาไม่หยุดอยู่แค่นั้น ยังสนใจที่จะรู้ว่า ในบรรดาความจริงที่มั่นใจได้นั้น ส่วนใดพึงทุ่มเท (commit) ชีวิตจิตใจให้จนตลอดชีวิต กระบวนการที่ทำให้เกิดการทุ่มเท (commitment) เช่นนั้นเรียกว่าศรัทธา (faith) และปัญญาก็มีความสุขกับการทุ่มเทของตน ศาสนาในส่วนที่ทำให้เกิดกระบวนการศรัทธาในปัญญาจึงเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ เพราะเป็นการทำงานของปัญญา ในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา แต่ศาสนายังปรากฏออกภายนอก (phenomenology of religion) เป็นพันธกิจต่อสังคม (societal mission) ด้วย ปัญญาจึงสนใจสร้างความรู้เป็นวิชาศาสนาตามมาตรฐานของความรู้ภายนอกปัญญาเป็นศาสนศาสตร์ (religious studies) และเสริมด้วยการตีความเป็นปรัชญาศาสนา (philosophy of religion) ซึ่งมีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาประยุกต์สาขาหนึ่ง

goodGov

ในทำนองเดียวกัน ปัญญาสนใจรู้ว่ามีอะไรบ้างที่ปัญญารู้ในตัวเองว่าต้องทุ่มเทด้วยความภูมิใจ (pride) ที่ได้พัฒนาคุณภาพชีวิต (quality of life) สู่ชีวิตที่ดี (good life) ซึ่งปรับเปลี่ยนเรื่อยมาตามการพัฒนาของกระบวนทรรศน์ของปัญญา ล่าสุดในปัจจุบันคือการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือและแสวงหา ความภูมิใจทำให้เต็มใจทุ่มเทชีวิตจิตใจอย่างภูมิใจจนตลอดชีวิตอย่างมีความสุข กระบวนการที่ทำให้เกิดการทุ่มเทเช่นนี้เรียกว่ามโนธรรม (conscience) และปัญญามีความสุขกับการทุ่มเทของตน มโนธรรมในส่วนที่ทำให้เกิดความภูมใจในปัญญาจึงเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ เพราะเป็นการทำงานของปัญญา ในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา แต่มโนธรรมยังแสดงตัวออกเป็นพันธกิจต่อสังคมด้วย ปัญญาจึงสนใจสร้างความรู้เป็นวิชาจริยศาสตร์ตามมาตรฐานของวิชาที่สนใจเรื่องภายนอกและเสริมด้วยการตีความเป็นปรัชญาจริยะ (ethical philosophy) ซึ่งมีฐานะเป็นปรัชญาประยุกต์สาขาหนึ่ง แต่การซึ้งสุนทรีส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีบ่อเกิดมาจากปรากฏการณ์ภายนอก

ในทำนองเดียวกันปัญญาก็สนใจรู้ในตัวเองด้วยว่าชอบซึ้งสุนทรี (aesthetical empathy) จากความรู้ทุกระดับที่ปัญญารับรู้จากภายนอกหรือที่เกิดในปัญญาเองที่ระบุคุณภาพการรับรู้ได้ว่าเป็นความงาม (beauty) และ/หรือความแปลก (picturesqueness) และ/หรือความสูงส่ง (sublimity) ยังผลให้ปัญญาได้เสวยความสุขสงบ (tranquil happiness) ซึ่งควรแก่การแบ่งพลังการทุ่มเทให้อย่างเต็มใจประหนึ่งว่าเป็นสัญชาตญาณของปัญญาโดยเฉพาะโดยไม่ขึ้นกับเงื่อนไขใดๆ กระบวนการอันทำให้เกิดความซึ้งสุนทรีในปัญญาเช่นนี้จึงนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาบริสุทธิ์ เพราะเป็นการทำงานของปัญญา ในปัญญา โดยปัญญาและเพื่อปัญญา แต่การซึ้งสุนทรีส่วนใหญ่แสดงชัดเจนว่ามีบ่อเกิดมาจากภายนอกปัญญาซึ่งศึกษาได้เป็นวิชาในประเภทสหวิทยาการ แต่จะคิดอย่างไรๆปัญญาก็ไม่อาจเชื่อได้ว่าเป็นสาเหตุและมีเหตุผลพอเพียงให้เชื่อได้ว่าทำให้เกิดความซึ้งสุนทรีได้อย่างไร ดังที่อิมมานูเอลคานท์กล่าวไว้ว่า ความรู้ทุกอย่างมีสาเหตุมาจากนูเมนาภายนอก ไม่มีความรู้ใดเป็นอิสระจากการทำการของปัญญา แต่ก็มีความรู้บางอย่างที่เป็นผลของการทำงานของปัญญาอย่างบริสุทธิ์

สรุปได้ว่าสถาานภาพของปรัชญาในปัจจุบัน มีปรัชญาบริสุทธิ์ล้วนๆอยู่เพียง 2 วิชาคือ อภิปรัชญาและญาณวิทยา ที่เป็นทั้งปรัชญาบริสุทธิ์และปรัชญาประยุกต์รวมกัน 3 วิชาคือ ศาสนศาสตร์ จริยศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์ นอกนั้นเป็นปรัชญาประยุกต์ล้วนๆ ซึ่งต่างก็ให้ความสุขแท้ต่างกัน

ราชบัณฑิตเสวนา (94)

confession

ปลงอาบัติกับศีลอภัยบาป

          ในช่วงนี้ไปทางไหนมีคนชอบถามให้ชี้แจงอยู่บ่อยๆว่าปลงอาบัติของพระพุทธศาสนากับศีลอภัยบาปของศาสนาคริสต์ เหมือนและต่างกันอย่างไร อึกหลายท่านคงอยากถามและไม่มีโอกาสถามและไม่มีโอกาสฟังคำตอบ ก็เลยขออนุญาตและขอถือโอกาสเขียนให้อ่านกันไปทีเดียวพร้อมๆกันบนเวทีเสวนานี้ก็แล้วกัน อ่านได้ความรู้พื้นฐานแล้ว จะถือวิสาสะถามต่อก็ไม่ว่ากัน

ปลงอาบัติ ขอนำคำอธิบายของพระธรรมกิตติวงศ์ ราชบัณฑิตมาทำความเข้าใจเบื้องต้นไว้เป็นทุนก่อนดังนี้ ท่านชี้แจงไว้ในหนังสือ คำวัดที่ชาวพุทธควรรู้ ว่า “หมายถึงการแสดงความผิดของตนเพื่อเปลื้องโทษทางพระวินัย” ซึ่งก็น่าจะเข้าใจกันด้วยสามัญสำนึกได้ว่าเป็นเรื่องของพระวินัยของสงฆ์และผู้เปลื้องโทษก็คือสงฆ์หรือพระภิกษุอย่างน้อย4รูปที่รับฟังการปลงอาบัติณขณะนั้นเท่านั้น จะเปลื้องหรือไม่เปลื้องโทษก็จบลงณเวลานั้น ไม่น่าจะมีอุธรณ์ฎีกาอะไรได้อีก ท่านจึงได้ให้นิยามอาบัติที่เปลื้องได้ไว้ด้วยว่า “อาบัติที่เปลื้องได้โดยการปลงอาบัติคืออาบัติที่เกิดจากการละเมิดพระวินัยเล็กน้อย ส่วนอาบัติที่หนักมากไม่อาจเปลื้องได้ด้วยการปลงอาบัติ” ปัญหาที่มีตามมาก็คือแค่ไหนจึงจะถือว่าหนักเปลื้องไม่ได้ เห็นว่ามีผู้รู้เฉพาะทางชี้แจงไว้มากแล้ว ส่วนที่ผมถูกถามและเป็นความรับผิดชอบของผมโดยตรงในสภาราชบัณฑิตในฐานะประธานจัดทำสารานุกรมปรัชญาและกรรมการสารานุกรมนามานุกรมศาสนาสากลรับผิดชอบด้านศาสนาตะวันตกและยังไม่มีใครชี้แจงให้คำตอบว่า “การปลงอาบัติของพระภิกษุเหมือนกับการสารภาพบาปของชาวคาทอลิกหรือไม่” ขอฟันธงได้เลยว่าตามความรู้ความเข้าใจของผมที่มีอยู่ในขณะนี้ (แทบ)ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ความต่างที่สำคัญก็คือ

  1. การปลงอาบัติจำกัดเฉพาะเรื่องวินัย ไม่กินความถึงบาปที่ไม่กำหนดในพระวินัย ส่วนการสารภาพบาปจำกัดเฉพาะบาป เรื่องผิดวินัยที่ไม่เป็นบาปไม่อยู่ในข่าย
  2. ที่ต้องสารภาพคือบาปหนักทุกข้อที่ยังไม่เคยรับการอภัย ส่วนบาปเบาหรือเรื่องเล็กน้อยจะสารภาพก็ได้แต่ไม่บังคับ
  3. การสารภาพบาปในศีลอภัยบาปนั้นต้องกระทำกันตัวต่อตัวระหว่างบาทหลวงระดับใดก็ได้ตั้งแต่บาทหลวงธรรมดาจนถึงสันตะปาปาเป็นผู้รับฟังและวินิจฉัยตัดสิน กับผู้สารภาพบาปซึ่งต้องเป็นคาทอลิกที่มีบาปจะสารภาพ และทุกคำพูดที่พูดกันตั้งแต่สารภาพจนตัดสินต้องเป็นเรื่องลับเฉพาะ2คนที่ปฏิบัติการนี้เท่านั้นจะเปิดเผยให้บุคคลที่ 3 รู้ระแคะระคายไม่ได้เป็นอันขาด
  4. ผู้สารภาพบาปไปหาบาทหลวงในฐานะผู้แทนของพระเป็นเจ้าในฐานที่สำนึกผิดที่ได้ละเมิดน้ำพระทัยของพระองค์จึงมาขออภัยให้พระองค์ทรงพิจารณาอภัยโทษหรือไม่ก็ได้แล้วแต่การตัดสินของบาทหลวงซึ่งก็มีเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ อย่างไรก็ตามผู้สารภาพบาปถือเกณฑ์ได้ว่าหากบาทหลวงท่านหนึ่งอภัยบาปให้แล้วก็ถือว่าสิ้นสุด เพราะพระเยซูได้ทรงสัญญาไว้ แต่ถ้าบาทหลวงท่านหนึ่งไม่อภัยบาปให้ ก็ไปหาอีกท่านหนึ่งได้
  5. การอภัยบาปของบาทหลวงมีขอบเขตอยู่เพียงแค่การคืนดีกับพระเป็นเจ้าเท่านั้น คือ กลับสู่การเป็นบุตร/ธิดาที่รักของพระเป็นเจ้าดังเดิมเหมือนก่อนมีบาปหนัก

ส่วนโทษบาปหรือการชดใช้บาปที่เป็นผลจากการทำบาปนั้นบาทหลวงไม่มีอำนาจยกให้ไม่ว่าในนามของใครทั้งสิ้น ผู้พ้นบาปต้องรับผิดชอบติดตามชดใช้ต่อไปจนครบถ้วน อันได้แก่

  1. ชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากการทำบาป
  2. ตัวอย่างเลวที่สะดุดใจผู้คนในสังคม ต้องชดใช้ด้วยการทำตัวอย่างดีจนลบล้างจุดสะดุดนั้นๆเสียได้
  3. ตัวเองคุณภาพชีวิตตกต่ำลง จึงต้องชดใช้ด้วยการพัฒนาชีวิตขึ้นมาใหม่จนได้ระดับก่อนทำบาปหนักนั้นเป็นอย่างน้อย

ก็เป็นหน้าที่ของท่านผู้อ่านเองแล้วละครับที่จะฟันธงลงได้เองว่าการปลงอาบัติกับการสารภาพบาปยังจะมีอะไรเหมือนกันอยู่อีก จะได้ไม่ต้องพยายามเปรียบเทียบกันอีกให้เสียเวลา แต่ที่แน่ๆก็คือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวัคซีนป้องกันได้เป็นอย่างดีทั้งไม่ต้องปลงอาบัติและไม่ต้องสารภาพบาป แต่เดินหน้าในคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างองอาจ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วารสารอปท. ตอนที่ 9

lotus

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท. (9)

กีรติ บุญเจือ

บัว 5 เหล่ากับราชปรัชญา

ราชปรัชญาดังได้สาธยายมาแล้วข้างต้น เมื่อได้มีโอกาสนำมาเสนอต่อมวลประชาชนชาวสยามตามพระเจตนาของพระบรมราชโองการโดยอาศัยอปทนิวส์มาตามลำดับแล้วและจะเสนอต่อไปตามลำดับนั้น ก็เชื่อว่าได้มีผู้อ่านและนำเอาไปเล่าขานกันต่อๆไปพอสมควร แต่จะได้ผลสักแค่ไหน ก็ต้องทำใจตามคำเตือนสติให้กำลังใจผู้เผยแผ่การทำดีมีสุขทั้งหลาย รวมทั้งผู้ตั้งใจเผยแผ่การทำดีมีสุขตามพระปฐมบรมราชโองการตลอดจนถึงปรัชญาเศรษฐกิจของพระองค์ท่านด้วย แม้พระโอวาทของตถาคตเองก็สนับสนุนคตินี้ จึงได้เกิดทฤษฎีบัวขึ้นมาว่า

1.บัวเหนือน้ำ ได้แก่ ผู้ที่ปฏิบัติตามพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงและมีความสุขตามพระราชปณิธานในพระปฐมบรมราชโองการอยู่แล้วเป็นปรกติ เพียงแต่อาจจะยังไม่เคยได้ยินได้ฟังคำชักชวนและชี้แจง ครั้นได้มีโอกาสรับฟังเข้า ก็รู้สึกปลื้มปีติยินดีชื่นชมในพระบารมีและพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อตอบสนองพระนโยบายอย่างเต็มใจ เต็มกำลัง และเต็มความสุข พร้อมที่จะหาโอกาสชักชวนให้ทุกคนได้เห็นคุณค่าแห่งพระปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน มีความสุขกับการได้ทำบุญด้วยวิธีนี้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมีใครบอก ไม่ต้องมีใครแนะนำชักชวน มันเป็นไปเองตามครรลองของกุศลจิต อย่างนี้แหละเรียกว่าบัวเหนือน้ำ เขาทำอะไรก็เป็นกุศลและมีความสุขกับมัน เหมือนคนมีบุญจับอะไรก็กลายเป็นทองไปหมด

2.บัวปริ่มน้ำ ได้แก่ ผู้พร้อมและอยากที่จะทำดีมีสุขตามพระปณิธานแห่งพระปฐมบรมราชโองการ แต่ยังไม่เคยทำ ยังเขินๆอายๆ ตะขิดตะขวงใจ กลัวชาวบ้านจะนินทากาเลว่าทำบุญเอาหน้าภาวนาโกหก ตัดสินใจเองไม่ได้ว่าจะเริ่มอย่างไรดี คนบัวปลิ่มน้ำอย่างนี้ต้องการให้มีใครสักคนมากระตุ้นให้กำลังใจ หรือต้องการให้มีการจัดอบรมสักครั้ง2ครั้ง เขาจะกลายเป็นบัวเหนือน้ำและมีความสุขในการทำดีมีสุขตามพระราชปรัชญาเช่นเดียวกับบัวเหนือน้ำอื่นๆ เขาจะเป็นกำลังสำคัญในการชักชวนบัวอื่นๆที่ยังไม่โผล่ขึ้นเหนือน้ำต่อไป จึงเป็นกุศลอย่างแรงสำหรับผู้จัดการอบรมหลักสูตรทำดีมีสุขตามพระราชปรัชญาเป็นอย่างยิ่ง

3.บัวกลางน้ำ เป็นพวกไม่อนาทรร้อนใจใยดีกับอุดมการณ์ใดๆ ก้มหน้าก้มตาหากินอบ่างสุจริต ชั่วไม่มีดีไม่ทำ ตั้งใจจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจแต่เกิดจนตาย เกิดมาไม่รกโลกแต่ก็หนักโลกเพราะใช้ทรัพยากรของโลกไปเยอะโดยไม่ได้ตอบแทนอะไรและไม่คิดจะตอบแทนด้วย กลุ่มนี้ต้องการจิตอาสาช่วยเกลี้ยกล่อมนานหน่อยก็จะสำเร็จ หนักกว่านั้นก็คือบัวปลิ่มตม และแย่ที่สุดคือบัวใต้ตม ต้องการความเสียสละมากๆจากบัวเหนือน้ำทั้งหลาย

4.บัวปริ่มตม เป็นพวกที่เริ่มจะสำนึกดีชั่วและอยากจะทำดีหนีชั่ว แต่ยังไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะไปทางไหนดี หากทิ้งไว้เช่นนี้ ในไม่ช้าก็จะสูญเสียความสำนึกและจะคุดลงไปใต้ตมอีกตามเดิม แต่หากมีผู้เข้าใจสถานการณ์และยอมเสียสละเวลาไปช่วยดูแลแนะนำและให้กำลังใจ เขาจะกล้าพยุงตัวโผล่สูงขึ้นเหนือตมตามลำดับจนถึงจุดกลางน้ำและปริ่มน้ำจนถึงเหนือน้ำได้ในที่สุด

5.บัวใต้ตม พวกนี้สาหัสสากรรจ์มาก ทำผิดโดยไม่รู้ว่าผิด จมอยู่ในกองแห่งความชั่วร้ายโดยไม่รู้ว่าเลวร้าย หากไม่มีใครไปช่วยสะกิดเขา เขาจะไม่รู้ตัวเลยว่าเขาจมปรักอยู่ในความชั่วเขาต้องการเจ้าพวกบัวเหนือตมเสียสละเวลาไปชักชวนเขาให้ใจอ่อนยอมทำกุศลกรรมสักครั้งหนึ่ง ให้เขาได้มีประสบการณ์ลิ้มรสทำดีมีสุขแล้วจะทำดีต่อไป ผู้แนะนำจะได้กุศลแรงมากทีเดียว

upekha

kalama

upekha อุเบกขา

ผู้แต่ง : สุดารัตน์  น้อยแรม

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากใจของเราทั้งนั้น ปัญหาความทุกข์จะเล็กหรือใหญ่ มักจะมีทางออกของมันเสมอ ตามหลักความเป็นจริง เรื่องใหญ่อาจจะต้องใช้เวลาในการแก้นานสักหน่อย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่ก่อประสานกันอยู่เยอะมาก ส่วนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ย่อมจะแก้ได้เร็วกว่าปัญหาเรื่องใหญ่ ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะพยายามฝึกการคิดไตร่ตรองแก้ปัญหานั้น ๆ หรือจะเอาปัญหานั้นมาขยายให้กว้างขึ้น คิดในทางที่ผิดเพื่อทำให้ตนเองไม่มีความสุข ปัญหาต่าง ๆ ที่เราต้องพบเจอ ถ้าหากเราไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหา แต่ค่อย ๆ คิดพิจารณาใคร่ครวญอย่างมีเหตุผลก็จะสามารถผ่านพ้นปัญหาไปได้

Continue reading “upekha”

Pradulai knowledge

pradu

Pradulai knowledge  ความรู้ประดู่ลาย

ผู้แต่ง : ศุภชัย  ศรีศิริรุ่ง

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

“ความรู้ตามระบบเครือข่ายสร้างความเจริญก้าวหน้าในสังคม แต่ไม่ให้ความสุขแก่มนุษย์ เพราะยิ่งรู้มากยิ่งเห็นแก่ตัว รู้จักกอบโกยได้แนบเนียนมากขึ้น สร้างความทุกข์ให้ทั้งตัวเองและผู้อื่น”

ระบบความรู้ของมนุษยชาตินอกจากการประเมินค่าทางญาณปรัชญาว่าจริงหรือไม่จริงแล้วยังจะต้องได้รับการประเมินค่าทางจริยศาสตร์ร่วมด้วยเสมอว่าเป็นความรู้ที่ควรหรือไม่ควร ดีหรือไม่ดี ก่อให้เกิดประโยชน์สุขหรือทุกข์โทษกันแน่ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้มีทิศทางให้มนุษย์ใช้ในการแสวงหาความรู้ได้ถูกต้อง ถูกทิศทางมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการหาความรู้ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อมวลมนุษยชาติเป็นสำคัญ

ระบบความรู้ในพระพุทธศาสนาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่ให้ความสำคัญต่อการแสวงหาความรู้อย่างมีทิศทาง ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ใน  สีสปาสูตรในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงถือใบประดู่ลาย 2-3 ใบด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา ตรัสถามว่า ใบประดู่ลาย 2-3 ใบที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่บนต้น ไหนจะมากกว่ากัน?  ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย 2-3 ใบที่พระผู้มีพระภาคทรงถือด้วยฝ่าพระหัตถ์มีประมาณน้อย ที่บนต้นมากกว่า พระเจ้าข้า. พระพุทธองค์ตรัสตอบกลับว่า“ อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลายสิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมากก็เพราะเหตุไรเราจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้นย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้นิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก”

ระบบความรู้ในพระพุทธศาสนาจึงมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือเพื่อประโยชน์และความสุขโดยเน้นความรู้ที่ดับทุกข์ได้เป็นสำคัญ ดังนั้น พระพุทธองค์จึงไม่ทรงสนใจที่จะตอบคำถามทางอภิปรัชญาใด ๆ ที่ ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการดับทุกข์ได้จริง

ระบบเครือข่ายความรู้ในยุคสมัยปัจจุบันนั้นมีอยู่หลากหลายแตกต่างกันไปในศาสตร์แต่ละด้านที่ค้นคว้าลงลึกเฉพาะแต่ในสาขาของตนจนเกิดเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่าง ๆ ขึ้นอย่างมากมายบนโลกใบนี้ แต่กลับเป็นที่น่าแปลกใจว่า แม้จะผ่านการพัฒนามาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานแล้วก็ตาม มนุษย์ก็ยังคงจมติดอยู่ในกับดักความทุกข์ ความบีบคั้น ติดขัด คับข้องอยู่นั่นเอง มนุษย์จึงไม่ควรละเลยที่จะประเมินค่าในองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่ตนได้เรียนรู้มาอย่างลึกซึ้งในแต่ละสาขาให้เป็นไปเฉพาะเพื่อประโยชน์สุขต่อมวลมนุษยชาติเท่านั้น โลกจึงจะประสบสันติสุขได้อย่างแท้จริง

ปรัชญาหลังนวยุคที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงน่าจะอยู่ในข่ายความรู้ที่พระพุทธเจ้าทรงกำชับให้แสวงหา