Category: ปรัชญาประวัติศาสตร์

การรู้ประวัติศาสตร์ทำให้รู้ปรัชญายิ่งขึ้น

การรู้ประวัติศาสตร์ทำให้รู้ปรัชญายิ่งขึ้น

ศ.กีรติ บุญเจือ

การเรียนปรัชญาโดยทั่วๆ ไป มักไม่ลงลึกในประวัติศาสตร์ แต่การรู้ประวัติศาสตร์จะทำให้รู้ปรัชญายิ่งขึ้น การเรียนปรัชญาจึงมักควบคู่กับการศึกษาประวัติศาสตร์ในระดับความรู้รอบตัว

Continue reading “การรู้ประวัติศาสตร์ทำให้รู้ปรัชญายิ่งขึ้น”

ฐานประวัติศาสตร์สำหรับจริยศาสตร์ยุคใหม่

ฐานประวัติศาสตร์สำหรับจริยศาสตร์ยุคใหม่

การสนใจด้านจริยศาสตร์นั้น ต้องตระหนักว่าจะศึกษาอะไรต้องดูความเป็นมาเสียก่อน จริยศาสตร์จึงไม่ใช่เพียงเรียนรู้ตามหลักการ แต่ต้องดูไปถึงประวัติศาสตร์ของแต่ละหลักการด้วย ผ่านฐานประวัติศาสตร์

ฐานประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์เป็นส่วนของการศึกษากระแสคิดในแต่ละยุคและแนวทางปฏิบัติในทางจริยธรรมของยุคสมัยนั้นๆ ในกลุ่มคน ชนชาติ ประเทศและดินแดนนั้นๆ

Continue reading “ฐานประวัติศาสตร์สำหรับจริยศาสตร์ยุคใหม่”

postmodern history

postmodernism-and-history

postmodern history ประวัติศาสตร์หลังนวยุค

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

Nietzsche (1844-1900) เปิดเผยมุมมองอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจของ ประวัติศาสตร์ว่า “ความเป็นจริงเบื้องหลังประวัติศาสตร์คือเจตจำนงที่จะมีอำนาจ”

ประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นล้วนเป็นการบิดเบือนความเป็นจริงของสังคมและการเมือง เพราะขึ้นกับว่าใครเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์นั้น ๆ  และเลือกที่จะนำเสนอซีกส่วนใดของข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ต่อสังคม ผู้มีอำนาจย่อมมีสิทธิ์ที่จะนำเสนอประวัติศาสตร์เท่าที่จะเป็นประโยชน์ในการเสริม เพิ่มพลังอำนาจของตนในการครอบงำผู้อยู่ใต้อำนาจไว้ให้ยอมรับอำนาจของตน ว่าเป็นสิ่งที่ชอบธรรมแล้ว ประวัติศาสตร์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจกระแสหลัก ประวัติศาสตร์ของชนกลุ่มน้อย ผู้ด้อยโอกาส คนชายขอบ ย่อมไม่มีโอกาสได้ถูกบันทึกหรือนำเสนอไว้ เพราะไม่มีโอกาสใด ๆจะนำเสนอได้ เนื่องจากถูกเก็บกดปิดกั้นไว้จากผู้มีอำนาจ

มิเชล ฟูโกลต์ (Michel Foucault 1928-1984) จึงเขียนอดีตของมนุษย์ขึ้นใหม่เป็นตัวอย่างประวัติศาสตร์แนวใหม่โดยไม่ยอมเรียกผลงานของตนว่า ประวัติศาสตร์(history) แต่เรียกว่า โบราณคดีวิทยา (archaeology) ที่ ฟูโกลต์เลือกใช้คำโบราณคดี แทนประวัติศาสตร์ก็เพราะคิดว่า เรื่องอดีต ควรเสนอให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของอดีตจริง ๆ เหมือนไปชมโบราณสถานในแหล่งที่เกิดเหตุการณ์จริง ๆ ผู้อธิบายก็ควรอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตรงนั้นตามที่สามารถจะเล่าได้ ไม่ควรตีความเล่าเป็นประวัติศาสตร์ ควรปล่อยให้ผู้ชมสร้างเรื่องเล่าของตนเอง จากการได้รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

คุณค่าของการรู้เท่าทันประวัติศาสตร์ว่ามิใช่ความจริง  เป็นแต่เพียงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งของผู้มีอำนาจ ที่ใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองให้สามารถอยู่ในอำนาจต่อไป ทำให้มีปัญญารู้เท่าทัน และสามารถศึกษาประวัติศาสตร์ฉบับต่าง ๆ ได้ด้วยความเข้าใจมากขึ้นโดยไม่ยึดติดถือมั่นในประวัติศาสตร์ฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างมืดบอด แต่หันมาศึกษาประวัติศาสตร์ทุกฉบับด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง ยอมรับในทุกข้อมูลด้วยใจเป็นกลาง พบส่วนดีที่มีประโยชน์ก็นำมาใช้ ส่วนที่ให้โทษชัดเจน ก็เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพื่อใช้เป็นบทเรียนสำหรับเรียนรู้  ที่จะป้องกันความผิดพลาดบกพร่องที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำรอยต่อไปในอนาคต

history, the role of

history, the role of บทบาทของประวัติศาสตร์

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

“ประวัติศาสตร์” ก็คือ เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีตและสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำ หรือสร้างแนวความคิดไว้ทั้งหมด รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดจากเจตจำนงของมนุษย์ ตลอดจนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือธรรมชาติที่มีผลต่อมนุษยชาติ อีกอย่างหนึ่งเป็นเพียงเหตุการณ์ในอดีตที่นักประวัติศาสตร์ได้สืบสวนค้นคว้าแสวงหาหลักฐานมารวบรวมและเรียบเรียงขึ้นเท่านั้น เนื่องจากเรื่องราวของมนุษย์ในอดีตมีขอบเขตกว้างขวาง และมีความสำคัญแตกต่างมากน้อยลดหลั่นกันไป นักประวัติศาสตร์จึงหยิบยกขึ้นมาศึกษาเฉพาะแต่สิ่งที่ตนเห็นว่ามีความหมายและมีความสำคัญ

ประโยชน์ของการศึกษาประวัติศาสตร์ คือ ช่วยสนองความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแทนการคาดเดา หรือความเชื่อถือที่ปราศจากหลักฐาน เป็นบันทึกประสบการณ์ของมนุษยชาติที่มีคุณค่าควรแก่การศึกษาเพื่อเป็นบทเรียนช่วยให้รู้จักและเข้าใจในเรื่องของโลก และเรื่องของเพื่อนมนุษย์ที่กว้างขวางออกไป ฝึกให้คนรู้จักใช้เหตุผลในการพิจารณาเหตุการณ์ต่าง ๆ

เหตุที่ทำไมประวัติศาสตร์ถึงบิดเบือนได้ เป็นเพราะว่า เราได้รู้ได้เห็นจากหลักฐานที่แต่ก่อนไม่เป็นที่เผยแพร่มากนัก รวมทั้งได้มีการศึกษาวิจัยเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องที่มาหักล้างเรื่องราวเดิม ๆ ไว้ได้ ประวัติศาสตร์จึงเป็นสิ่งไม่ตาย เพราะหากมีหลักฐานใหม่ ๆ แนวคิดทฤษฏีใหม่ ๆ ที่ถูกค้นคว้าและตรวจสอบแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ เป็นไปได้ก็ย่อมถูกนำเสนอเพื่อลบล้างทฤษฏีเก่าได้ แต่สิ่งที่ควรพึงระวังในการใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ก็คือ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เรากำลังศึกษาอยู่นั้น มีความเที่ยงตรงและบอกข้อเท็จจริงโดยปราศจากการมีอคติ อย่างน้อยการที่เราจะแน่ใจได้ว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้น ๆ มีความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใดนั้น มันต้องผ่านการตรวจสอบด้วยหลักทางการศึกษาประวัติศาสตร์ในเบื้องต้นเสียก่อน และมีปรัชญาประวัติศาสตร์แบบหนึ่งแบบใดรองรับการตีความที่ทำให้ความอยากรู้ของมนุษย์สมบูรณ์ตามอัตภาพ

นักประวัติศาสตร์จะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาจากความว่างเปล่าบนจินตนาการของตนเองแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ หากทำเช่นนี้ข้อเขียนทางประวัติศาสตร์ก็จะมีคุณค่าไม่ต่างจากนิยายเรื่องหนึ่ง หากแต่ประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นมาโดยอาศัยหลักฐาน แม้จะมีการตีความด้วยปรัชญาประวัติศาสตร์ผสมอยู่ด้วยก็ตาม แต่ความน่าเชื่อถือและคุณค่าความเป็นประวัติศาสตร์จะมีมากกว่าที่ไม่มีหลักฐานรองรับ หมายความว่า รองรับความมีอยู่จริง หรืออย่างน้อยที่สุด คือความเป็นไปได้ที่จะมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง

historical data

historical data ข้อมูลประวัติศาสตร์

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

“ประวัติศาสตร์” ทุกเรื่องเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ถ้าไม่บิดเบือนเลยก็จะไม่ใช่ประวัติศาสตร์ แต่เป็นการทำประวัติศาสตร์เสียเอง ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่เล่นคำ แต่เรื่องจริงมันมีอยู่ว่าเราทุกคนทำประวัติศาสตร์ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย คือมีพฤติกรรมและทำการที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นและสิ่งอื่นตลอดเวลา ล้วนแต่สร้างข้อมูลให้กลายเป็นประวัติศาสตร์ได้ทั้งสิ้น แต่ส่วนมากสูญหายไปกับกาลเวลา เรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ (event) ที่ “สูญหายไปกับประวัติศาสตร์” หมายความว่าในขณะที่เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในชั่วชีวิตของเรากลายเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ เพราะมีคนเก็บเอาไปเขียนในประวัติศาสตร์ ส่วนเหตุการณ์ที่มีเราเกี่ยวข้องด้วยไม่ถูกเก็บไว้ให้ศึกษาในประวัติศาสตร์ เพราะไม่มีใครสนใจเก็บเอาไว้ จึงสูญหายไปในประวัติศาสตร์

เหตุการณ์ที่จะกลายเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์นั้น ต้องมีผู้สนใจบันทึกไว้เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ใดไม่มีการบันทึกไว้ก็จะไม่เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ ข้อมูลเหล่านี้จะยังไม่เป็นประวัติศาสตร์จนกว่าจะมีผู้สนใจเอาไปปะติดปะต่อเรียบเรียงขึ้นเป็นประวัติศาสตร์ ในการปะติดปะต่อเรียบเรียงนั้นเองก็ย่อมมีการเลือกข้อมูล ผู้เรียบเรียงแต่ละคนก็จะเลือกตามความสนใจของตนซึ่งไหวตัวอยู่ตลอดเวลาเหมือนเปลวเพลิง จนกล่าวจะได้ว่าข้อมูลจำนวนหนึ่งที่ถูกเลือกไว้โดยบังเอิญ คือบังเอิญขณะที่เลือกนั้นพบเห็นและชอบ หากไม่พบเห็นก็คงจะไม่ชอบหรือถ้าพบเห็นในขณะอื่นก็อาจจะไม่ชอบ คงมีแต่ข้อมูลหลักบางประการเท่านั้นที่ฝังจิตฝังใจชอบและแสวงหาอยู่ตลอดเวลา ไม่ประสบก็ต้องขวนขวายหา ยิ่งไม่พบยิ่งโหยหา ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษในจิตใจของเขา จึงต้องมีอยู่ด้วยเสมอไม่ว่าเขาจะเขียนประวัติศาสตร์ในเวลาใด มีข้อมูลบางข้อที่เป็นความสนใจของสังคมระดับชาติ ใครคนใดในชาตินั้นเขียนประวัติศาสตร์ต้องมีข้อมูลนั้น และมีบางข้อมูลที่เป็นความสนใจของสังคมระดับโลก ใครคนใดในโลกที่เขียนประวัติศาสตร์ต้องมีข้อมูลนั้น ยังมีบางข้อมูลที่เป็นความสนใจสากล คือไม่ว่าใครจะเขียนประวัติศาสตร์ในยุคใดสมัยใด ต้องมีข้อมูลนั้น ๆ

เมื่อเลือกข้อมูลได้ตามใจอยากแล้ว ก็ต้องเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน ตอนนี้เป็นตอนสร้างสรรค์ของผู้เขียนประวัติศาสตร์ ก็ย่อมเป็นไปตามกระบวนการสร้างสรรค์ คือมีเนื้อหา รูปแบบ ธาตุศิลปะ และธาตุศิลปินในที่นี้เนื้อหาคือข้อมูลประวัติศาสตร์ รูปแบบคือประเภทและขอบข่ายประวัติศาสตร์ที่ตั้งใจจะเขียน ธาตุศิลปะก็คือ ความงาม ความแปลก และความน่าทึ่งที่ผู้เขียนสามารถใส่และอยากใส่แต่ไม่สามารถหรือสามารถน้อยกว่าที่อยาก บางทีมันแทรกเข้ามาเองด้วยความชำนาญและความเคยชิน ผู้เขียนเองไม่ทันตระหนักว่ามันได้แทรกเข้าไปแล้ว ผู้อ่านจะวิจักษณ์ได้ดีกว่า ส่วนธาตุศิลปินนั้นได้แก่ลัทธิความเชื่อ อารมณ์และกระบวนทัศน์ เป็นตัวกำหนดทิศทางและแนวทางอยู่ตลอดเวลาทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ซึ่งผู้อ่านจะสามารถวิจักษณ์ได้ดีกว่าเช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ว่าทำไมหลายครั้งผู้อ่านสามารถอธิบายตัวบทได้ดีกว่าผู้เขียนตัวบทนั้นเองเสียอีก

ผู้เขียนประวัติศาสตร์ทุกคนจึงเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ในด้านประวัติศาสตร์ และผู้วิจารณ์ประวัติศาสตร์ก็เป็นศิลปินอีกแบบหนึ่งที่สร้างบทวิจารณ์ประวัติศาสตร์ ในทำนองนี้ผู้เขียนประวัติปรัชญาก็เป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ในด้านประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับปรัชญา และผู้เขียนประวัติปรัชญาโบราณก็กำหนดกรอบความสนใจให้แคบลงมา และในขณะเขียนเฉพาะเรื่องก็คงเป็นศิลปินสร้างสรรค์งานเขียนประวัติศาสตร์เฉพาะส่วนที่กำหนดแคบลงไปอีกตามลำดับ

ประวัติปรัชญาจึงได้แก่เรื่องเล่า (narrative) เกี่ยวกับปรัชญา อันประกอบด้วยเรื่องราว (story) และเกล็ด (fable) ต่าง ๆ อันเกิดจากการตีความข้อมูลปรัชญาที่หลงเหลืออยู่ในประวัติศาสตร์

cast system as philosophy

cast system as philosophy ปรัชญาการแบ่งวรรณะ

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ชมพูทวีปหมายถึงดินแดนซึ่งปัจจุบันได้แก่อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล ภูฐาน ประเทศเหล่านี้ มีพื้นเพวัฒนธรรมดั้งเดิมร่วมกันจากการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมลุ่มแม่น้ำสินธุกับวัฒนธรรมอารยันที่บุกรุกมาจากทางเหนือ จากการผสมผสานนี้เกิดการประนีประนอมระหว่างปัญญากับสัญชาตญาณออกมา เป็นการจัดระบบสังคมโดยการแบ่งวรรณะ ซึ่งจากเดิม 4 วรรณะแตกแขนงออกเป็นเรือนพันในปัจจุบัน การจัดสังคมเป็นวรรณะทำให้สังคมชมพูทวีปเกาะกลุ่มกันแน่นแฟ้นมั่นคงเป็นเวลาหลายพันปี จนกว่าจะมีการท้วงติงตั้งคำถามว่า มีการถือโอกาสเอาเปรียบกันอย่างอยุติธรรมในระบบดังกล่าวนี้หรือไม่ ปัญหานี้กลายเป็นสาเหตุแห่งการแตกแยกรุนแรงในหมู่ชาวชมพูทวีปมาจนทุกวันนี้

ระบบวรรณะนี้เกิดจากการที่ชาวชมพูทวีปได้ตระหนักว่า มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่เอื้อให้สังคมคุมกันอยู่ได้อย่างเป็นระบบและมีระเบียบ ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนทัศน์ที่ 2 ในชมพูทวีป ผลที่สะท้อนออกก็คือสามารถประดิษฐ์อักษรขึ้นเขียนบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร บันทึกแรก ๆ ว่าด้วยกฎเกณฑ์ในธรรมชาติที่แสดงออกเป็นสัญลักษณ์ โดยเล่าเรื่องเป็นตำนานปรัมปราไว้มากมาย

Augustine on philosophy of history

Augustine

Augustine on philosophy of history ปรัชญาประวัติศาสตร์ของออเกิสทีน

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ประวัติศาสตร์คือ บทบาทของมนุษยชาติ นักประวัติศาสตร์ก่อนหน้าเคยเขียนแต่ประวัติศาสตร์ของชาติของตน เช่น ประวัติศาสตร์กรีก ประวัติศาสตร์โรมัน ประวัติศาสตร์เปอร์เซีย ประวัติศาสตร์จีน ฯลฯ หากจะพูดถึงชาติอื่นก็จะพูดถึงในฐานนะตัวประกอบเรื่อง แต่ละชาติจะเขียนประวัติศาสตร์ให้ชาติของตนเป็นศูนย์กลางของบทบาท

ออเกิสทีนเป็นคนแรกที่คิดว่าประวัติศาสตร์คือ บทบาทของมนุษยชาติแต่ละชาติต่างก็มีบทบาทของตนในบทบาทรวม ในปัจจุบันนักประวัติศาสตร์ที่ดีทั้งหลาย แม้จะเขียนประวัติศาสตร์ของชาติใดชาติหนึ่ง ก็ย่อมต้องคำนึงว่าชาตินั้นๆ เป็นส่วนหนึ่งของบทบาทรวมของมนุษยชาติ

ประวัติศาสตร์มีจุดมุ่งหมาย เพลโทว์สอนว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสัญลักษณ์แห่งความไม่เป็นจริง ประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องราวของความไม่เป็นจริงไม่มีแก่น ไม่มีจุดหมาย ไม่มีระบบ ไม่มีทฤษฎี เป็นแต่เพียงบันทึกเหตุการณ์เหมือนกับเป็นข้อมูลจากประสบการณ์เท่านั้น เอเริสทาเถิลสอนว่า หลักการเป็นสาเหตุ ใช้กับประวัติศาสตร์ไม่ได้ เพราะเหตุการส่นมากเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ดังนั้น นักประวัติศาสตร์กรีกที่สำคัญ เช่น ฮิราเดอเทิส (Herodotus) และเธอซีเดอดิส (Thucydides) เพียงแต่บันทึกเหตุการณ์ ไม่พยายามจะหาสาเหตุและตีความหมายของเหตุการณืต่างๆ และมักจะแสดงให้เห็นว่า เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เช่น บังเอิญแม่ทัพตายสงครามที่น่าจะชนะก็กลายเป็นแพ้ไป เหตุการณ์บังเอิญเหล่านี้ไร้จุดหมายในตัวของมันเอง คนฉลาดอาจจะพยายามฉวยอาสให้เกิดประโยชน์แก้จุดหมายของตนเองได้ แต่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคของเหตุการณ์บังเอิญอื่นๆ

ออเกิสทีนถือว่า ประวัติศาสตร์มีจุดหมายในแผนการของพระเป็นเจ้าประวัติศาสตร์เป็นบทบาทของมนุษยชาติทั้งหมด มีศูนย์กลางอยู่ที่การรับเอากายของพระเยซู ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เพราพระเป็นเจ้าผู้ทครงเป็นผู้อำนวยการยอดเยี่ยม ย่อมจะผูกเรื่องได้แนบเนียนที่สุด ปัญญาของเราอาจเข้าไม่ถึง จึงไมเห็นสาเหตุและเหตุผลของเหตุการณ์บางอย่าง

จุดหมายของประวัติศาสตร์ จุดหมายของประวัติศาสตร์ ได้แก่ ความรอดของผู้ที่พระเป็นเจ้าทารงเลือกสรร (the salvation of the elects) ออเกิสทีนถือว่ามนุษย์จะได้บทเรียนสำหรับชีวิตเพือ่เอาตัวรอดได้เป็นอันมาก หากรู้จักมองประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์โบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประวัติศษสตร์ยิวจะชี้ให้เห็นการเตรียมบทบาทแห่งความรอด คือ การรับเอากายไถ่บาปของพระเยซู ส่วนประวัติศาสตร์หลังพระเยซูเป็นการประยุกต์ผลแห่งการไถ่บาป เพราะฉะนั้น บทบาทของมนุษย์ชาติเกิดขึ้นจริงๆ ก็ต้งแต่พระเยซูประสูติไปจนถึงวันสิ้นโลก บทบาทที่กล่าวนี้กำลังเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน ดังที่บรรยายไว้ในหนังสือนครของพระเป็นเจ้า (The City of God) ว่า สังคมมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 นครคือนครของพระเป็นเจ้ากับนครของโลกนี้ (The City of this World) สมาชิกของสองนครนี้ปะปนกันอยู่ ไม่มีเส้นแบ่งให้เห็นชัดเจน เพราะเส้นแบ่งอยู่ในจิตใจของมนุษย์แต่ละคน

สาเหตุของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ สำหรับออเกิสทีนชี้แจงได้สะดวกมาก ไม่ต้องรวบรวมข้อมูลก่อนเหตุการณ์มาช่วยตีความไม่ยุ่งยาก เพราะพระเป็นเจ้าทรงควบคุมบทบาทอยู่ เหตุการณ์ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นตามบทบาทที่มุ่งไปสู่จุดหมายของพระเป็นเจ้า เช่นถ้าถามว่า ทำไมจึงมีการแตกแยกในคริสตศาสนา ตอบได้ว่าเพราปิศาจเห็นว่าคริสตศาสนาครุ่งเรืองเร็วมาก จึงใช้อุบายตลบหลังแต่แล้วพระเป็นเจ้าก็ใช้เป็นเรื่องมือให้กิดความกระตือรือร้นมากขึ้นในหมู่คริสตศาสนิกชนที่ซื่อสัตย์ ถ้าถามว่าทำไมคริสตศาสนิกชนจึงถูกเบียดเบียนเข่นฆ่า ตอบว่าเพื่อเจาจะได้สร้างบุญกุศลไปสวรรค์ ถามว่า ทำไมกรุงโรมจึงถูกปล้น ปัญหานี้ชาวโรมันต่างศาสนาเคยกล่าวหาว่าเพราะชาวโรมันทิ้งเทพคู่บ้านคู่เมืองไปนับถือคริสตศาสนา ออเกิสทีนตอบแย้งว่า ไม่ใช่เช่นนั้น แต่ตรงกันข้าม เพราะชารวโรมันยอมรับคริสตศาสนาช้าไป และจขนถึงสมัยของออเกิสทีนก็ยังรับนับถือคริสตศาสนากันไม่ทั่วหน้าต่างหากเล่า พระองค์จึงทรงเตือนให้รีบจัดการเสีย