Spinoza

spinoza

Spinoza บารุค สเผอโนว์เสอ

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : ศ.กีรติ บุญเจือ

บารุค สเผอโนว์เสอ (Baruch Spinoza 1632-1677) เป็นชาวโปรตุเกสเชื้อสายยิว บรรพบุรุษอพยพมาอยู่เอมสเทอร์แดม รู้ภาษาฮีบรู ละติน กรีก สเปน โปรตุเกส อิตาเลียน ฝรั่งเศส ดัช เชี่ยวชาญในเรื่อง ศาสนายิว และคริสต์ สนใจปรัชญาลัทธิเพลโทว์ใหม่ เดการ์ตและคณิตศาสตร์ เพราะเหตุที่มีความคิดอิสระเกินไป จึงถูกตัดจากสังคมยิว หนังสือที่สำคัญได้แก่ จริยศาสตร์พิสูจน์ด้วยระเบียบเรขาคณิต (Ethics Demonstrated According to the Geometrical Order) ชื่อหนังสือว่าจริยศาสตร์ก็จริง แต่เนื้อหาครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ ของปรัชญาไว้ทั้งหมด

ความคิดที่สำคัญของท่านก็คือ

สาระและภวันต์ มีหนึ่งเดียว (Substance and Being is one and the same) ทั้งนี้ก็เพราะพระเจ้าก็คือธรรมชาติและธรรมชาติก็คือพระเจ้า

ความคิดเช่นนี้ได้ชื่อลัทธิว่าเอกนิยม (monism) และสรรพเทวนิยม (pantheism)

วิธีค้ำประกันความจริงของท่านเดินตามแนวที่เดการ์ตเสนอแนะไว้ ท่านนำมาปฏิบัติจริง ๆ สร้างเป็นระบบความรู้ทางปรัชญาขึ้นตามแบบเรขาคณิต เริ่มด้วยคำจำกัดความ สิ่งที่เห็นจริงแล้ว แล้วตั้งทฤษฎีขึ้นเป็นขั้น ๆ ไป พร้อมด้วยบทแทรกเมื่อต้องการ การอ้างต้องอ้างทฤษฎีที่ล่วงหน้ามาแล้วเท่านั้น ลงท้ายด้วย ซ.ต.พ. (quod erat demonstrandum ; Q.E.D.)

ให้สังเกตว่า เดการ์ตต้องการเพียงหาหลักค้ำประกันความรู้ ท่านไม่คิดจะเปลี่ยนระบบความรู้ที่ถือกันมาแต่เดิม แต่สเผอโนว์เสอต้องการหาความรู้ใหม่ด้วยวิธีการดังกล่าว เช่น แย้ง มายมาเนอดิส (Maimonides 1135-1204) ว่าไม่ควรเสียเวลาหาความรู้ทางปรัชญาในไบเบิล เพราะจะพบความรู้ตื้น ๆ เพียงไม่กี่ข้อ แต่ท่านก็ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ปรัชญากับไบเบิลไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเลย เพราะพูดกันคนละภาษา

สเผอโนว์เสอแน่ใจว่าความรู้ที่ได้จากมโนคติแจ่มแจ้งและชัดเจน (clear and distinct ideas) นั้นเป็นจริงตามที่เดการ์ตอ้าง พร้อมทั้งมั่นใจในความไม่หลอกกลวงของพระเจ้าเป็นหลักค้ำประกัน แต่สเพอโนเซอถือเอาความเหมาะสมที่ใช้อธิบายประสบการณ์ได้เป็นหลักค้ำประกัน คือถ้าได้ผลดีวิธีการก็ถือว่าใช้ได้ จงสังเกตคำพูดของท่านในจดหมายว่า

ข้าพเจ้าไม่ทึกทักเอาว่าได้พบปรัชญาที่ดีที่สุดแล้ว แต่ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าเข้าใจปรัชญาที่แท้จริง

I do not presume that I have found the best philosophy, I know that I understand the true philosophy

อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านสร้างระบบขึ้นมาและเห็นว่าเข้ากับประสบการณ์ได้ดีแล้ว ท่านก็ถือเป็นความจริงเสียเลย กล่าวคือ ความเป็นจริงเป็นไปเหมือนระเบียบความคิดทุกประการ ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นและเป็นไปด้วยความจำเป็นตามเหตุผล

สเผอโนว์เสอจึงเริ่มระบบปรัชญาของตนจากมโนคติที่แจ่มแจ้งที่สุด แต่ทว่าเป็นบ่อเกิดให้เกิดความรู้อื่น ๆ ทั้งหลาย มโนคตินั้นก็คือ สาระแห่งพระเจ้า (Divine Substance) อันเป็นสาระเดียวที่มีอยู่ได้ด้วยตนเองและต้องมีอยู่ด้วยตนเองตามเหตุผลของข้อพิสูจน์เชิงภววิทยา (ontological proof)

การทดสอบความสมเหตุสมผลด้วยตารางความจริง

truthtable

truth – table

การทดสอบความสมเหตุสมผลด้วยตารางความจริง

ผู้แต่ง : พระปรียะพงษ์ คุณปัญญา

ผู้ปรับแต่ง : รวิช ตาแก้ว

ในการพิสูจน์ชุดของการอ้างเหตุผลโดยตารางนั้น เราจะต้องเริ่มจากการสมมติข้อความเชิงเดี่ยวแต่ละข้อความ ด้วยสัญลักษณ์พร้อมด้วยเครื่องหมายสันธานที่ถูกต้อง แล้วทำเป็นตารางขึ้นแทนด้วยสัญลักษณ์ตลอดถึงตรวจสอบถึงความถูกต้อง ความสมเหตุสมผล ที่มีความเป็นไปได้หรือเป็นจริง สมมติว่าข้อเสนอนั้นจริงทุกประการแล้ว ข้อสรุปก็คงต้องจริงทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ในกรณีดังกล่าวนี้ก็ถือได้ว่าเป็น เป็นชุดของการอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผล แต่ถ้ามีข้อเท็จเพียงกรณีเดียว นั้นก็หมายความว่า ชุดการอ้างเหตุผลดังกล่าวนั้น ไม่มีความสมเหตุสมผล เป็นเท็จ เหตุผลประเภทนี้เรียกว่า เหตุผลเงื่อนไข (conditional reasoning) นั่นก็หมายความว่า ถ้าชุดของการอ้างเหตุผลทั้งหมดนั้นจริงทั้งหมดแล้ว ข้อสรุปต้องเป็นจริงทุกกรณีเสมอไป

ตัวอย่างที่หนึ่ง จงทดสอบความสมเหตุสมผลต่อไปนี้
ถ้าข้าพเจ้าจบปริญญาเอก ข้าพเจ้าก็จะต้องมีงานทำ แต่ทว่าข้าพเจ้าไม่ได้จบปริญญาเอก ข้าพเจ้าก็จะไม่มีมีงานทำ / (สมมติ ก = ข้าพเจ้าจบปริญญา ข = ข้าพเจ้าจะต้องมีงานทำ )

อธิบายชุดของการอ้างเหตุผล ในชุดการอ้างเหตุผลดังกล่าว มีข้อความเชิงเดี่ยว 2 ข้อความ ซึ่งแต่ละข้อความก็จะมีความเป็นไปได้ของตน โดยเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป เมื่อนำทั้ง 2 กรณีมารวมเข้าด้วยกันแล้วก็จะเกิดชุดของการอ้างเหตุผลที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ทั้งหมด 4 กรณี จากตารางช่องที่ 5 จะสังเกตเห็นได้ว่าเป็นข้อสรุปนั้นมีกรณีที่ 1 (บรรทัดแรก) ที่ข้ออ้างจริงด้วยกันทั้งหมด แต่ข้อสรุปเป็นเท็จ ทำให้ชุดของการอ้างเหตุผลนั้นมีกรณีเป็นเท็จ ( F ) ถึงแม้ในชุดของการอ้างเหตุผลที่เหลือจะเป็นจริงทุกกรณีก็ตาม ก็ถือว่าชุดของการอ้างเหตุผลนั้นไม่แน่นอนใช้ไม่ได้ เพราะถ้าขืนสรุปต่อไปก็จะต้องถือว่าเป็นเหตุผลวิบัติ

ดังนั้น ชุดของการอ้างเหตุผลตัวนี้จึงไม่สมเหตุสมผล เพราะการที่ข้าพเจ้าไม่ได้จบปริญญาเอก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีงานทำ หรือจะหางานทำไม่ได้เสียเลยทีเดียว เพียงแต่ว่าจบปริญญาเอกแล้วโอกาสที่จะได้งานทำดีๆ นั้นมันมีมากกว่าคนอื่นๆ เท่านั้นเอง เป็นต้น

บทบาทของตรรกวิทยา

หมวด ตรรกวิทยา

เรื่อง : บทบาทของตรรกวิทยา

Topic: logic, the role of
ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์

ตรรกวิทยา เป็นวิชาที่เป็นประโยชน์ ช่วยให้คนเราสามารถค้นพบสิ่งที่เป็นความรู้ทั้งหลายทั้งปวงได้ นักวิทยาศาสตร์อาศัยกฎเกณฑ์ของเหตุผลนี้อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติได้อย่าง ถูกต้อง นักประดิษฐ์คิดสร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นได้ก็โดยอาศัยกฎเกณฑ์ของเหตุผลเช่นกัน นายแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคของคนไข้ได้ก็ด้วยความคิดที่เป็นเหตุผล และนักปกครองอาจแก้ปัญหาของบ้านเมืองให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ก็เพราะความคิดที่เป็นเหตุผลนี้เอง อาจกล่าวได้ว่าตรรกวิทยาเป็นเครื่องมือสำหรับช่วยแนะแนวทางให้ทุกคนทำงานไปได้ในทางที่ถูกต้อง เราเรียนจริยศาสตร์ เพื่ออยากจะรู้ความหมายของ “การทำดี” หรือ “ความชอบธรรม” เราเรียนปรัชญาการเมือง เพื่อยากรู้ความหมายของ “ประชาธิปไตย” หรือ “ความยุติธรรม” ในอีกแง่มุมหนึ่ง ตรรกวิทยา หมายถึง ระบบวิชาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความคิด โดยความคิดที่ว่านี้ เป็นความคิดที่เกี่ยวข้องกับการให้เหตุผล มีกฎเกณฑ์ของการใช้เหตุผลอย่างสมเหตุสมผล

ในชีวิตประจำวันทุกคนล้วนคิดแบบตรรกวิทยา คือคิดแบบอาศัยข้อแน่ใจและอาศัยประสบการณ์เป็นรากฐานอยู่เสมอ ฉะนั้น หากเราทราบระเบียบการคิดที่ดีของตรรกวิทยา ก็จะคิดอย่างมีระเบียบและประเมินความคิดของตนและผู้อื่นได้ ว่าการใช้ความคิดแต่ละครั้งน่าเชื่อถือเพียงใดหรือไม่ ซึ่งน่าจะดีกว่าการใช้ความคิดตามสามัญสำนึก ปราศจากการตรวจสอบโดยระเบียบของการใช้ความคิด ระเบียบวิธีคิดแบบตรรกวิทยาหากนำไปใช้อย่างถูกต้อง ย่อมสนับสนุนความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน

มีคำกล่าวที่น่าฟังว่า “คนที่เรียนตรรกะก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนมีเหตุผล แต่คนที่จะมีเหตุผลที่ดีจะต้องเรียนตรรกะ” อย่างไรก็ตามต้องยอมรับความจริงว่าแท้ที่จริงแล้ว มนุษย์ทุกคนมีตรรกะอยู่ในความคิดตั้งแต่เกิดแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือว่าตรรกะมีติดตัวมาพร้อมกับการเกิดของแต่ละคนแล้ว

เนื่องจาก ตรรกวิทยาเป็นวิชาที่ว่าด้วยกฎเกณฑ์ของการใช้เหตุผล จึงเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาศาสตร์อื่น ๆ เช่น ปรัชญา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กฎหมาย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ เพียงแต่ รูปแบบของการให้เหตุผลนั้น มักจะละไว้ในฐานที่เข้าใจ ตรรกวิทยาจึงเป็นวิชาที่เปิดพื้นที่ความคิด ฝึกฝนให้มนุษย์คิดอย่างรอบด้าน คิดในเชิงบวก คิดแบบกลับมุมหรือมุมกลับ ก็ได้ ซึ่งก็มาจากการที่ตรรกวิทยาเป็นอิสระจากเนื้อหาที่ยังไม่จัดระเบียบนั่นเอง

ตรรกวิทยาในฐานะศิลปะแห่งการจูงใจ

quantification

เรื่อง :  ตรรกวิทยาในฐานะศิลปะแห่งการจูงใจ

Topic: logic as an art of persuasion

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง

ผู้ปรับปรุง: กีรติ บุญเจือ

ตรรกวิทยาคือวิชาว่าด้วยกฎเกณฑ์การใช้เหตุผล เป็นการค้นคว้าหาหลักเกณฑ์และวิธีการพิสูจน์ต่าง ๆ ที่จะสร้างความแน่ใจให้แก่ข้อความที่ยังไม่แน่ใจ แบ่งออกเป็น ๒ ภาค คือ อุปนัยและนิรนัย การอ้างข้อความหนึ่งไปสนับสนุนอีกข้อความหนึ่งเรียกว่าวิธีนิรนัย (deduction) ส่วนการใช้ข้อมูลบางหน่วยเพื่อสรุปคลุมถึงทุกหน่วย เรียกว่า วิธีอุปนัย (induction)

นักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ ต่างยึดมั่นในตรรกวิทยาว่าเป็นคุณสมบัติของสมองที่มีอยู่ตรงกันกับความเป็นจริงภายนอก จึงเชื่อว่ามนุษย์สามารถที่จะรู้ความเป็นจริงได้ผ่านทางการสังเกตและทดลองทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่มีพื้นฐานวิธีพิสูจน์ความจริงด้วยวิธีอุปนัยและนิรนัยตามลำดับ

เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว จะพบว่า วิธีอุปนัยให้ความแน่ใจในระดับความน่าจะเป็น (probability)เท่านั้น ไม่มีวันจะถึงความแน่นอน (certainty) ได้เลย เพราะการสำรวจเพียงบางหน่วยและสรุปคลุมถึงทุกหน่วยนั้น เราไม่อาจมั่นใจได้ถึงกรณีที่ยังไม่สำรวจอีกมากมายว่า จะไม่เป็นไปตรงกันข้าม นอกจากนั้นการพิสูจน์ด้วยวิธีอุปนัยยังมีตัวการที่ทำให้คลาดเคลื่อนได้ ๓ กรณี คือ

๑. ตัวการไม่เกี่ยว (irrelevant factor) ได้แก่กรณีไม่จำเป็นต้องสำรวจ แต่เรากลับให้ความสำคัญเกินความเป็นจริง และยึดเอาเป็นตัวการเกี่ยวข้องไปตามความรู้สึก
๒. ตัวการรอดพ้นสายตา (unnoticed factor) เป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับกรณีแรก คือที่ควรสำรวจก็ไม่สำรวจเพราะนึกว่าไม่เกี่ยวข้อง
๓. อ้างสาเหตุผิด (false cause) คือการให้ความสำคัญแก่สาเหตุหนึ่งแล้วละเลยสาเหตุอื่น ๆ ที่สำคัญพอ ๆ กันหรือมากกว่า

ส่วนวิธีนิรนัยนั้นก็เช่นกัน เป็นเพียงรูปแบบเพื่อกำหนดได้ว่าหากมีการอนุมานถูกต้อง ก็สมเหตุสมผล ซึ่งไม่รับรองความจริง รับรองได้แต่เพียงว่าวิธีทำถูกต้องแล้ว แต่ข้อสรุปจะถูกต้องหรือไม่ ต้องสำรวจดูข้ออ้างที่ยกขึ้นมาใช้พิสูจน์นั้นมีความน่าเชื่อได้แค่ไหน ถ้าข้ออ้างจริงทุกข้อและการพิสูจน์ถูกต้องสมเหตุสมผลโดยตลอด จึงได้ข้อสรุปที่เชื่อได้ว่าจริง

ตรรกวิทยาจึงไม่ใช่ความจริงและไม่ใช่เครื่องมือที่จะใช้หาความจริงได้อย่างไม่มีข้อสงสัย ตรรกวิทยาจึงมีฐานะเป็นเพียงศิลปะในการจูงใจให้น่าเชื่อโดยการอ้างเหตุผลเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามตรรกวิทยาก็ยังมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ช่วยในการจัดเรียงข้อมูลต่าง ๆ ภายในสมองให้สะดวกและง่ายต่อการจดจำ และเข้าใจจนสามารถอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจตามได้ นอกจากนั้นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้วิทยาการต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์สามารถเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตามลำดับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

การอ้างเหตุผลผิดแบบอ้างอำนาจบาตรใหญ่

Appeal_to_Authority

เรื่อง : การอ้างเหตุผลผิดแบบอ้างอำนาจบาตรใหญ่

Topic: Ipse Dixit (appeal to authority)

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์

ผู้ปรับปรุง: กีรติ บุญเจือ

การวิจารณ์เป็นการสร้างสรรค์ให้เกิดความคิดที่จะปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่บกพร่องให้ดีขึ้น มีเหตุผลในการเลือกการวิจารณ์ในแบบต่าง ๆ ได้ถูกต้อง การวิจารณ์ที่ดีนั้นจะสะท้อนให้เห็นถึงการพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้งของผู้วิจารณ์ ที่มีต่อความต้องการของผู้ถูกวิจารณ์ในเรื่องที่เกี่ยวกับการนับถือตนเอง การได้รับการยอมรับนับถือ ความน่าเชื่อมั่นและการเห็นด้วยหรือไม่ของบุคคลอื่น ผู้วิจารณ์ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมองข้ามศักดิ์ศรีหรือความสำคัญของผู้ถูกวิจารณ์ การแสดงความโกรธ เยาะเย้ยหรือขบขันต่อความผิดพลาดของผู้ถูกวิจารณ์จะไม่เป็นการสร้างสรรค์ใด ๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้ามกลับจะทำให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้วิจารณ์เสียอีก ตามปกติแล้ว เมื่อจะวิจารณ์สิ่งใด จะต้องผ่านขั้นตอนและกระบวนการของการวิเคราะห์ และประเมินค่า ให้ชัดเจนเสียก่อนแล้ว จึงวิจารณ์แสดงความเห็นออกมาอย่างมีเหตุมีผลให้น่าคิด น่าฟังและเป็นคำวิจารณ์ที่เชื่อถือได้

การวิจารณ์ก็คือ การตั้งข้อสังเกตหรือข้อสงสัยที่ดี และใช้ทักษะการวิเคราะห์ เพื่อช่วยให้เราสามารถพิจารณาความน่าเชื่อถือด้วยการที่สิ่งที่วิจารณ์นั้น วางอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หรือมีเหตุผลที่ดี ตรรกะเป็นทั้งกระบวนการของการใช้เหตุผล และเป็นกฎเกณฑ์ในการจัดการกับกระบวนการดังกล่าว เราจึงใช้ตรรกะในการจำแนกระหว่างข้อสรุปที่ถูกต้องกับข้อสรุปที่มีความบกพร่อง รวมถึงการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของการอ้างเหตุผลด้วย

ส่วนการมีความเห็นคล้อยตาม หรือการอ้างคำพูดของผู้อื่นที่เคยกล่าวไว้ ไม่ใช่ความคิดที่เป็นการวิจารณ์ เช่น “การทำแท้งเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมเพราะพระสันตะปาปาตรัสไว้” เป็นต้น สิ่งที่เราต้องทำเมื่อพบการใช้เหตุผลแบบนี้คือ ละทิ้งตำแหน่งของสิ่งที่เป็นข้ออ้าง (พระ สันตะปาปา) แล้วพิจารณาว่าข้อสรุปเป็นไปอย่างมีเหตุมีผลหรือไม่ สรุปแล้วเราสามารถใช้ความคิดที่เป็นการวิจารณ์ในชีวิตประจำวันได้ เพราะเราต้องอธิบายการกระทำหรือความคิดของเราให้แก่ผู้อื่นอยู่เสมอ ๆ ยิ่งกว่านั้น เรามักจะพยายามสร้างความเชื่อถือให้แก่สิ่งที่เราอ้างด้วย

การวิจารณ์ที่ดีต้องไม่ยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกินไป ควรยอมรับความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ อันมีเหตุผลสมควร ซึ่งมักมีขึ้นทุกยุคสมัย จะวิจารณ์ไปตามหลักใดก็ตาม ควรจะเน้นให้เป็นไปในเชิงของความเป็นจริง หรือเชิงวัตถุวิสัย (objective) ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยใช้หลักตรรกวิทยานี่แหละที่จะช่วยให้เป็นนักวิจารณ์ที่มีหลักเกณฑ์

อุปนัย

reduction

เรื่อง : อุปนัย

Topic: induction

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์

ผู้ปรับปรุง: กีรติ บุญเจือ

มนุษย์ใช้เหตุผล เพื่อสนับสนุนความเชื่อหรือเพื่อหาความจริง หรือข้อสรุปในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาแต่ครั้งโบราณ อีกอย่างการแก้ปัญหาของมนุษย์ เป็นการคิดค้นและพยายามที่จะแก้ปัญหาเพื่อความอยู่รอด ซึ่งความรู้ที่ได้ก็มาจากความเป็นจริงในธรรมชาติ ต่อมามนุษย์ได้อาศัยกระบวนการของการใช้เหตุผลมาช่วยในการแสวงหาความรู้ใหม่ และมีความสนใจในการใช้เหตุผลในแต่ละขั้นตอน ในการสร้างความรู้ใหม่นั้น ต้องอาศัยสมมติฐานบางอย่าง โดยที่สมมติฐานนี้อาจจะได้มาจากการสังเกตจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือประเพณีวัฒนธรรมที่ปฏิบัติติดต่อกันมาตลอดจนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้ว จึงนำมาเป็นข้อสรุป ตัวอย่างเช่น “เราเห็นนิสิตจุฬาฯ 20 คน สวมเสื้อขาว เราอนุมานว่า นิสิตจุฬาฯ ทุกคนสวมเสื้อขาว” (หน้าที่ 62 บรรทัดที่ 11)

การใช้เหตุผลแบบอุปนัย คือการนำเหตุย่อยๆ แต่ละเหตุมารวมกัน เพื่อนำไปสู่ผลสรุปเป็นกรณีทั่วไป หรือเป็นวิธีการสรุปผลค้นหาความจริงจากการสังเกตหรือทดลองหลาย ๆ ครั้ง จากกรณีย่อย ๆ แล้วสรุปเป็นความรู้แบบทั่วไป

ข้อดีของการใช้เหตุผลแบบอุปนัย อย่างแรก คือ เป็นการนำความจริงจากประสบการณ์ต่าง ๆ หรือจากการทดลองหลาย ๆ ครั้งมาสรุปทำให้เกิดทฤษฎีบทขึ้นมา อย่างที่สอง สามารถทำให้เกิดวิธีการค้นพบความรู้ใหม่ ทำให้วิทยาการต่าง ๆ ก้าวหน้า เพราะเป็นการทดลองหาความจริงจากข้อมูลต่าง ๆ จนได้ข้อสรุป เช่น นักวิทยาศาสตร์ชอบค้นหาความจริงในธรรมชาติโดยจะเริ่มสังเกตธรรมชาติก่อนและจะเชื่อเมื่อได้ทดสอบหลาย ๆ ครั้งจนมั่นใจ ในขณะที่สังเกตหรือทดสอบ นักวิทยาศาสตร์อาจค้นพบข้อเท็จจริงใหม่ ๆ ที่ตนไม่เคยพบมาก่อน และจะนำข้อเท็จจริงใหม่ ๆ เหล่านี้มาพิจารณาหาความสัมพันธ์กับข้อเท็จจริงเดิมที่มีอยู่ก่อน เมื่อผ่านขั้นการทดลองแล้วนักวิทยาศาสตร์อาจจะประมวลสรุปเป็นความรู้ในรูปทั่ว ๆ ไป เพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่อไป

อย่างไรก็ดี ปัญหาของการใช้เหตุผลแบบอุปนัย อยู่ตรงที่ว่า การสรุปผลที่ได้จากการสังเกตหรือการทดลองหลาย ๆ ครั้ง ผลสรุปดังกล่าวอาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป การสรุปผลโดยการใช้เหตุผลแบบอุปนัยนั้นบางครั้งผลสรุปของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน เพราะผลที่ได้จากการสังเกตต้องขึ้นกับพื้นฐานและประสบการณ์ของผู้สังเกตแต่ละคน อุปสรรคดังกล่าว ภาษาตรรกวิทยาเรียกว่า ตัวการรอดพ้นสายตาและตัวการไม่เกี่ยว

อุปนัย

coressp

เรื่อง : อุปนัย

Topic: induction

ผู้แต่ง : พระปรียะพงษ์ คุณปัญญา

ผู้ปรับปรุง : กีรติ บุญเจือ

อุปนัย ( induction ) คือ วิธีการหาเหตุผลโดยการพิสูจน์จากประสบการณ์เฉพาะหน่วยเพื่อยืนยันถึงความน่าเชื่อถือความรู้ทั่วไปที่เรายังไม่แน่ใจ

ความสมเหตุสมผลของอุปนัย ( validity of induction ) คือ จะต้องเกิดจากประสบการณ์ตรงและมีลักษณะที่ผู้พบเห็นสิ่งนั้นๆ ปักใจเชื่อ ( assent ) คือ หมายรู้ว่า ลักษณะดังกล่าวนั้นเป็นลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้น เช่น คนไทยทุกคนเคยเห็นต้นมะพร้าวมาตั้งแต่เกิดแล้ว ซึ่งลักษณะเฉพาะของต้นมะพร้าวดังกล่าวนั้น ไม่มีกิ่งก้านเหมือนต้นไม้อื่นๆ คนไทยทุกคนก็จะคิดโดยการอนุมานลักษณะทั่วไปของต้นมะพร้าวด้งกล่าวได้ว่า “ เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ไม่แตกกิ่งก้านสาขา ” กรณีนี้เรามีสิทธิปักใจเชื่อได้มากที่สุด เพราะว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีธรรมชาติ แต่ถึงกะนั้นก็ยังไม่เพียงพอ

สำหรับกรณีที่มีประสบการณ์ที่น้อยเกินไป หรือหาตัวอย่างในการที่นำมาเป็นตัวกำหนดในการปักใจเชื่อยังไม่เพียงพอ ทำให้ขาดการอนุมานในกรณีดังกล่าว ซึ่งจะเห็นได้ว่าวิธีอุปนัยมีกฏความสมเหตุสมผลเพียงกฏเดียวก็จริง แต่ในรูปของการลงมือปฏิบัติแล้ว ตัดสินความสมเหตุสมผลได้ยากกว่าหลักเกณฑ์การตัดสินแบบนิรนัยมาก เพราะว่าวิธีการอุปนัยนั้นจำต้องอาศัยหรือกำหนดให้ได้อนุมานที่แน่นอนว่า เมื่อไรจึงจะปักใจได้ ทั้งนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญไหวพริบ การเป็นคนชังสังเกต ของผู้ที่ปฏิบัติวิธีอุปนัยเป็นปัจจัยสำคัญในการอนุมาน

ดังนั้น การหาเหตุผลอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์อุปนัยนั้น ก็ยังไม่อาจสามารถให้ความแน่นอนในผลสรุปที่เกิดขึ้นได้อย่างเบาใจนัก เป็นแต่เพียงว่าเป็นการให้ความน่าจะเป็น ( probability ) ถึงความเป็นไปได้ของสิ่งนั้นๆมากน้อยเพียงใด เท่านั้นเอง นักตรรกวิทยาจึงมีหน้าที่ค้นหาวิธีดำเนินการพิสูจน์ให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
มี 2 ตัวการ (factor) ที่พึงระวังมิให้ทำลายความแม่นยำของวิธีการอุปนิสัย คือ

1. ตัวการไม่เกี่ยว (ดู irrelevant factor)

2. ตัวการรอดพ้นสายตา (ดู unnoticed factor)

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑