Category: ปรัชญาญาณวิทยา

Philosophy of Knowledge

Philosophy of Knowledge

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

เมื่อกล่าวถึง “ปรัชญาความรู้” ย่อมทำให้ย้อนนึกไปถึงศาสตร์สำคัญคือ ญาณวิทยา (epistemology) ที่เป็นวิชาว่าด้วยความรู้ หรือที่ฝ่ายนักปรัชญาในยุคใหม่เรียกว่า ทฤษฎีความรู้ (theory of knowledge) สิ่งที่สนใจในวงรอบความคิดนี้ย่อมไม่พ้นขอบเขตการศึกษาของญาณวิทยา ทั้งนี้ย่อมศึกษาผ่านประวัติศาสตร์การวิวัฒนาการของวิชาการความรู้ (science of knowledge) ในฐานะบริบทเชิงมโนทรรศน์ของความรู้ (conceptual context of knowledge) ในแต่ละยุค แต่ละกระบวนทรรศน์ความคิด (paradigm of thought) ซึ่งสรุปลงเป็นแต่ละลัทธิทางปรัชญา โดยขบคิดกันใน 2 บริบทสำคัญคือ วิธีการได้มาซึ่งความรู้และประเภทของความรู้ที่เกิดขึ้น

Continue reading “Philosophy of Knowledge”

ความมุ่งมั่นของเดการ์ต

ความมุ่งมั่นของเดการ์ต

เดการ์ต (Rene Descartes, 1596-1650) เติบโตมาในกระบวนทรรศน์ยุคกลาง ได้รับการอบรมโดยนักบวชเยสุอิต (Jesuit) เป็นชาวคาทอลิกที่ใช้ชีวิตอยู่ตลอดช่วงสงครามศาสนา 30 ปี ระหว่างฝ่ายกษัตริย์ราชวงศ์วาลัวส์คาทอลิกและดยุคราชวงศ์บูร์บองโปรเตสแตนต์

Continue reading “ความมุ่งมั่นของเดการ์ต”

ความดี

ravich01
ดร.รวิช ตาแก้ว

ทรรศนะของนักปรัชญาตะวันตก เชื่อว่า “ความดี” เป็นเรื่องคุณค่าความประพฤติของมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “จริยศาสตร์” เป็นการประเมินค่าความประพฤติของมนุษย์ นักปรัชญาที่เชื่อว่า ความดีมีจริงนั้น มีแนวคิดที่แตกต่างกัน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเชื่อว่าความประพฤติเป็นคุณค่าปรนัย (Objective) กล่าวคือ มีจริงในธรรมชาติ และกลุ่มที่สองมีแนวคิดที่เชื่อว่า ความประพฤติเป็นคุณค่าอัตนัย (Subjective) คือ มีอยู่ในความคิดของมนุษย์เท่านั้น

Continue reading “ความดี”

fairness

fair

fairness ความถูกต้อง

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

การกระทำที่เป็นความประพฤติย่อมมีเจตนา คือ ชี้แจงได้ว่าเพราะอะไรหรือเพื่ออะไร เจตนาจึงได้แก่ความตั้งใจให้การกระทำเกิดผลตามเป้าหมายนั่นเอง เช่น ขับรถเร็วเพื่ออวดศักดานับเป็นเจตนาเลว ขับรถเร็วเพื่อช่วยชีวิตคนป่วยนับเป็นเจตนา ส่วนมากผลที่ได้จริง ๆ มักจะไม่ตรงกันกับเจตนานัก บางครั้งได้ผลตรงกันข้ามกับเจตนาเสียเลยก็มี เช่น ขับรถเร็วด้วยเจตนาที่จะอวดศักดากลับถึงบ้านเร็ว บังเอิญได้ช่วยชีวิตน้องชาย อีกคนหนึ่งขับรถเร็ว เพื่อนำคนป่วยในขั้นอันตรายส่งโรงพยาบาล บังเอิญรถแฉลบไปชนเสาไฟฟ้าทำให้คนป่วยเสียชีวิต เช่นนี้จะเรียกว่าทำถูกต้องหรือไม่ จะใช้เจตนาหรือผลของการกระทำเป็นมาตรการตัดสินจึงจะถูกต้องเล่า ความถูกต้องอยู่ตรงไหน

ฝ่ายยกย่องเจตนา (intention) มีอิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kamt) เป็นอาทิ คิดว่าความถูกต้องอยู่ที่เจตนา ถ้ามีเจตนาดี ไม่ว่าผลจะเกิดขึ้นอย่างไรต้องนับว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เช่นผู้มีเจตนาจะขับรถเร็วเกินอัตราเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยนับว่ามีเจตนาดี อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความบังเอิญสุดวิสัย เขาควรได้รับคำสรรเสริญว่าเป็นคนดี ทำถูกต้องแล้ว ส่วนผู้ที่ขับรถเร็วเพื่ออวดศักดา ควรได้รับคำตำหนิว่าไม่ร่วมมือรักษาความปลอดภัยบนท้องถนน การสามารถช่วยชีวิตน้องชายจากไฟไหม้บ้านเป็นเรื่องของความบังเอิญ

ฝ่ายยกย่องผล มีเบนเธิม (Bentham) และสจ๊วต มิล(Stuart Mill) เป็นอาทิ คิดว่า เจตนาเป็นเรื่องที่มองเห็นกันยาก และเชื่อได้ยากที่สุด แม้เจตนาของตัวเราเองในการกระทำหลายต่อหลายครั้ง เรายังกำหนดไม่ถูกเลยว่าเราทำไปโดยมีเจตนาอย่างไรแน่ เพราะบางครั้งเจตนาเกิดขึ้นร่วมกันหลายอย่างเหลือเกินจนไม่รู้ว่าเจตนาใดมีส่วนอยู่มากน้อยเพียงใด เช่น เราสนใจดูแลพ่อแม่ในวัยชราโดยที่ใจหนึ่งก็คิดว่าเป็นหน้าที่ แต่ก็มีความรู้สึกอยากได้มรดกมาก ๆ ปนอยู่ด้วย จะรู้ได้อย่างไรว่าเราทำถูกต้องหรือไม่ มาตรการที่รู้ได้อย่างเด็ดขาดก็คือผลของการกระทำ ใครจะมีเจตนาดีชั่วอย่างไรไม่ต้องไปขบคิดให้เสียเวลา เพราะรู้ได้ยากและรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด สู้วัดความถูกต้องกันด้วยผลที่เกิดขึ้นไม่ได้ วัดได้แน่นอนกว่า อาจถือเป็นหลักได้ว่า ผู้ที่มีเจตนาดีผลของการกระทำส่วนมากก็จะต้องดี ผู้ที่มีเจตนาร้ายก่อให้เกิดผลดีได้นั้นมีน้อย ถ้ายังมีเจตนาร้ายต่อไปผลร้ายจะต้องเกิดขึ้นให้เห็นสักวันหนึ่งเป็นแน่ สรุปแล้วควรใช้ผลของการกระทำเป็นมาตรการตัดสินความถูกต้องของการกระทำจะดีกว่า

ฝ่ายมัธยคตินิยมคิดว่า ในการตัดสินความถูกต้องสำหรับความประพฤติส่วนตัว เจตนาควรจะเป็นหลักในการตัดสิน แต่ทว่าในการตัดสินเจตนานั้นควรพิจารณาด้วยว่าได้เล็งเห็นผลที่จะติดตามมาบ้างหรือไม่ และได้ใช้ความพยายามพอสมควรกับเหตุการณ์ในการคาดคะเนผลที่จะติดตามมาหรือไม่ ถ้าเล็งเห็นว่าผลร้ายจะเกิดขึ้นมากกว่าผลดีแล้วยังฝืนทำไป จะอ้างว่ามีเจตนาบริสุทธิ์หาได้ไม่ อนึ่ง ถ้าผลีผลามทำไปโดยไม่แน่ใจว่าจะเกิดผลดีจริงหรือไม่ หรือว่าอาจจะเกิดผลร้ายขึ้นมาแทนก็ได้ ก็ต้องนับว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ เลวน้อยกว่ากรณีแรกเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าหากทำไปด้วยมีเจตนาบริสุทธิ์โดยมั่นใจว่าเกิดผลดีแน่ แต่ทว่าได้ใช้ความพยายามน้อยเกินไปสำหรับเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างนั้น ย่อมถือได้ว่าเจตนานั้นบริสุทธิ์จริง แต่ความถูกต้องยังบกพร่องอยู่บ้าง เพราะมีความประมาทรอบคอบไม่พอ อย่างเช่นผู้ที่รีบขับรถเพื่อนำคนป่วยหนักส่งโรงพยาบาล ควรจะต้องประมาณดูว่าตนสามารถขับรถเร็วที่สุดขนาดไหนจึงเชื่อได้ว่าปลอดภัยสำหรับคนไข้ และคนไข้มีอาการหนักถึงกับต้องรีบขนาดไหน มีหนทางหาคนที่มีความสามารถขับรถฉุกเฉินได้เก่งกว่าตนหรือไม่ เป็นต้น

ถ้าตัดสินความถูกต้องของความประพฤติตามนัยแห่งกฎหมายแล้ว ควรถือเอาผลของการกระทำเป็นหลัก เพราะเจตนาเป็นเรื่องวัดกันได้ยากตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมีหลักฐานยืนยันถึงเจตนาอย่างแน่ชัดพอสมควร ก็ควรเอาเจตนาร่วมตัดสินด้วยโดยให้มีความสำคัญอันดับรอง คือ ถ้าเกิดผลร้ายแต่พิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาดี ก็ควรลดโทษลง และถ้าเกิดผลดีแต่พิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาร้ายก็ควรลดบำเหน็จลง และถ้าหลักฐานปรากฏชัดแจ้งอย่างสมบูรณ์ว่ามีเจตนาร้าย ก็ไม่ควรให้บำเหน็จเลย แต่ก็ไม่ควรลงโทษโดยถือเป็นเรื่องลบล้างกันไป เป็นต้น

extensionalistic education of philosophy

extensionalistic education of philosophy การศึกษาปรัชญาแบบขยาย

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ความก้าวหน้าแบบขยาย (extensionalistic progress) เป็นข้อสรุปจากข้อความเชื่อว่าความรู้ของมนุษย์เป็นระบบเครือข่ายที่ตายตัว ดังนั้น การเริ่มรู้คือ การจับประเด็นของความรู้ซึ่งอาจจะเป็นตรงไหนก็ได้ในเครือข่ายที่บังเอิญเริ่มรู้ตรงจุดนั้น ต่อจากนั้นก็จะรู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในระบบเครือข่ายนั้น ถ้ารู้จริงก็จะรู้ในเครือข่ายเดิมเท่านั้น เพราะไม่มีเครือข่ายอื่นที่มีอยู่จริง

ความรู้ใหม่อาจจะเกิดจากบังเอิญรู้จุดอื่น ๆ ของเครือข่าย ซึ่งภายหลังเมื่อใช้สมรรถภาพเหตุผลคิด สักวันหนึ่งจะเข้าใจว่าโยงใยถึงความรู้จุดอื่น ๆ ได้อย่างไร ความรู้ใหม่อาจจะเกิดจากการใช้สมรรถภาพเหตุผลไล่เรียงไปจนถึงความรู้จุดอื่น ๆ ในเครือข่ายก็ได้เช่นกัน อย่างในบทสนทนามีโน(Meno) เพลโทว์แสดงให้เห็นว่า จากข้อมูลที่กำหนดให้ในวิชาเรขาคณิต ซาเครอทิสรู้จักซักถามเป็นขั้นตอนก็สามารถชักนำเด็กไร้การศึกษาคนหนึ่ง ให้สรุปทฤษฎีเรขาคณิตออกมาได้ด้วยความเข้าใจของตนเอง ซึ่งเพลโทว์ก็ต้องการสรุปว่า หากใครรู้จักไตร่ตรองเป็นขั้นตอน หรือมีใครช่วยถามไปเรื่อย ๆ ความรู้ใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นได้เรื่อยไปในระบบเครือข่าย จนกว่าจะครบถ้วนหมดทุกประเด็นที่ปัญญามนุษย์จะรู้ได้

ความก้าวหน้าของวิชาการและของความรู้ความเข้าใจปรัชญาตามความเชื่อเช่นนี้เรียกว่า ก้าวหน้าแบบขยาย คือขยายโดยพอกภายนอกเหมือนสิ่งไร้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปรัชญาหรือความรู้อื่นใดก็ตาม การขยายในที่นี้หมายความว่ารู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมโดยไม่ยกเลิกของเดิมเลย นอกจากจะพบว่า ความรู้เดิมผิดพลาดเพราะขัดแย้งกับระบบ ต้องแก้ไขโดยการลบทิ้งเสีย เพราะเมื่อผิดก็คือผิด ไม่มีทางจะกลายเป็นถูกไปได้

สัญชาน

psychismjpg

เรื่อง : สัญชาน

Topic: perception

ผู้แต่ง : สุดารัตน์ น้อยแรม

ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ประสบการณ์เป็นสิ่งที่บุคคลรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย ซึ่งเป็นประตูรับรู้ “สิ่งเร้า” ต่าง ๆ ทำให้บุคคลรับรู้รูปภาพ เสียง กลิ่น และสัมผัสทางกาย ความรู้จากประสบการณ์หรือความรู้เชิงประจักษ์จะเกิดขึ้น เมื่อมีวัตถุสิ่งเร้าภายนอกมากระทบประสาทสัมผัสแต่ละอย่าง ซึ่งทำหน้าที่ต่างกันและทำแทนกันไม่ได้ เช่น ตาทำหน้าที่เห็นรูป หูทำหน้าที่ฟังเสียง จมูกทำหน้าที่รู้กลิ่น ลิ้นทำหน้าที่รู้รส กายทำหน้าที่รู้สัมผัสที่มากระทบกาย ประสาทสัมผัสเหล่านี้ทำให้บุคคลสามารถรับรู้คุณลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งทั้งหลายในหลาย ๆ ด้าน และทำให้บุคคลมีความรู้ในสิ่งรอบ ๆ ตัว

ประสบการณ์มี 2 ชนิด คือ ประสบการณ์ภายนอก และประสบการณ์ภายใน ประสบการณ์ภายนอกเป็นการรับรู้ของระบบประสาทสัมผัสทั้งห้า อาจเรียกว่า ความรู้สึก (sensation) ส่วนประสบการณ์ภายในคือ กระบวนการที่จิตทำหน้าที่ภายใน โดยการคิดทบทวนหรือคิดตรึกตรองในเรื่องต่าง ๆ อันเป็นผลจากการนำเอาความคิดต่าง ๆ มาผสมผสานกัน เรียกว่า มโนภาพ (idea) ความรู้จากประสบการณ์ภายนอกและภายในจะสร้าง “ภาพพิมพ์ใจ” (impression) และจากภาพพิมพ์ใจก็จะเกิดมโนภาพตามมา ทุกมโนภาพมาจากภาพพิมพ์ใจ ในการรับรู้ทางประสาทสัมผัสอย่างหนึ่งอย่างใดเรียกว่า สัญชาน (perception) การรับรู้ทุกครั้งจะมาจากภาพพิมพ์ใจและมโนภาพ โดยแยกแยะว่า ภาพพิมพ์ใจ คือ การรับรู้ภาพต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่จิตของเราโดยตรงและชัดเจน ส่วนมโนภาพ คือ ภาพที่เลือนรางของภาพพิมพ์ใจในการคิดและการให้เหตุผล เช่น เมื่อเราเห็นดอกมะลิ เราเห็นดอกมะลินั้นโดยตรงและชัดเจน ซึ่งจัดเป็น “ภาพพิมพ์ใจ” เมื่อการเห็นนั้นผ่านไปโดยตัวเราไปที่อื่น แต่เมื่อย้อนคิดถึงภาพ “ดอกมะลิสีขาว” ที่เคยประจักษ์มา การคิดถึงนี้จัดเป็นการเห็นภาพดอกมะลิสีขาวโดยอ้อมและไม่ชัดเจนเหมือนตอนที่กำลังเห็นดอกมะลิ สีขาวตรงนั้นจริง ๆ ซึ่งก็คือมโนภาพหรือสิ่งที่เหลืออยู่ในจิต หลังจากภาพพิมพ์ใจผ่านพ้น ไปแล้ว และเป็นสิ่งที่ลอกแบบภาพพิมพ์ใจมาอีกทีหนึ่ง

จิตของมนุษย์เหมือนกล่องเปล่าหรือกระดาษเปล่าสีขาว เมื่อจิตได้รับประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าก็จะบังเกิดความคิดความรู้ต่าง ๆ ขึ้น จิตก็จะได้รับความคิดหรือความรู้หลากหลายที่มาจากประสบการณ์ทำให้ได้ความรู้แล้วนำไปคิดตริตรองให้เกิดเป็นความรู้ระดับเหตุผล และท้ายสุดก็เอาความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติจริงให้เกิดเป็นรูปธรรม ก็จะเกิดเป็นความรู้แบบทักษะหรือเป็นศิลป์ขึ้น จึงกล่าวได้ว่า ความรู้เริ่มต้นเกิดจากประสบการณ์และความรู้จะเกิดขึ้นได้หลังจากการผ่านการมีประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสก่อนเสมอ ซึ่งจะเห็นได้จากกรณีของเด็กที่เกิดมาใหม่ ๆ จะไม่รู้อะไรเลย แต่เมื่อได้รับการศึกษาเล่าเรียนจากประสบการณ์ต่าง ๆ ที่รับรู้ จึงเริ่มซึมซับความรู้ความเป็นจริงขึ้นมาทีละน้อย ๆ จากประสบการณ์การสังเกต “สิ่งเฉพาะ” ซ้ำ ๆ แล้วสรุปเป็น “สิ่งสากล” ยิ่งนานวันก็ยิ่งมากเต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ ซึ่งจะกลายเป็นฐานของชีวิตในการดำรงชีวิตในสังคมให้คิดเป็นทำเป็นและแก้ปัญหาเป็น เปรียบเสมือนกล่องเปล่าที่ใส่ของจนเต็มหรือกระดาษเปล่าที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียน