Will as ideal state,

 

Will as ideal state, the  รัฐในอุดมคติคือเจตจำนง

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ฌองฌากส์ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau 1712-1778)  ถืออภิปรัชญาว่า มนุษย์ทุกคนดีโดยธรรมชาติ นิสัยเลวทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นมานั้นเป็นผลลัพธ์จากการเมืองที่ไม่ถูกต้อง การเมืองที่ไม่ถูกต้อง คือ การเมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้พัฒนาธรรมชาติอันดีงามของตนเองโดยเสรี รัฐในอุดมคติสำหรับรุสโซได้แก่รัฐที่ปกครองตามเจตจำนงส่วนรวม (genaral will) ของพลเมืองทั้งหมดในรัฐดังกล่าว ทุกคนมีโอกาสพัฒนาสมรรถภาพและความรู้สึกนึกคิดทุกด้านอย่างเสรี ซึ่งตามอภิปรัชญาของรุสโซแล้ว จะได้มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบเป็นส่วนมาก

rousseau

โชเพนฮาวเออร์(1788-1860)  ถืออภิปรัชญาว่า ความต้องการและการดิ้นรนทั้งหลายของมนุษย์ เกิดจากเจตจำนงที่จะมีชีวิต (the Will-to-live) ซึ่งเป็นความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย ดังนั้น ความต้องการและการดิ้นรนของมนุษย์จึงเป็นสัญชาตญาณไร้เหตุผล ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งวุ่นวาย รัฐในอุดมคติจึงได้แก่รัฐที่หาวิธีให้พลเมืองดับการดิ้นรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีที่โชเพนฮาวเออร์คิดว่าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ ส่งเสริมการบำเพ็ญพรตและการซาบซึ้งในศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรี

schopenhauer

ฟรีดริช นีทเฉอ (Friedrich Nietzsche 1844-1900)  ถืออภิปรัชญาว่า ความต้องการและการดิ้นรนทั้งหลายของมนุษย์ เกิดจากเจตจำนงที่จะมีอำนาจ (the Will-to-power) ไม่เห็นด้วยกับโชเพนฮาวเออร์ที่ว่า รัฐในอุดมคติได้แก่รัฐที่ส่งเสริมการดับพลังดิ้นรน แต่เห็นตรงกันข้ามว่า รัฐในอุดมคติจะต้องส่งเสริมให้พลังดิ้นรนนี้แสดงออกได้อย่างเสรี สนับสนุนให้มนุษย์ดิ้นรนไปสู่การเป็นอภิมนุษย์ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ รัฐในอุดมคติจึงจำเป็นจะต้องมีผู้นำที่เข้มแข็ง สามารถบริหารได้อย่างเด็ดขาด และพลเมืองทุกคนเต็มใจสนับสนุนผู้นำให้สามารถผลักดันอารยธรรมของมนุษย์ให้ก้าวหน้าไปสู่ความเป็นอภิมนุษย์ รัฐในอุดมคติของนิทแฉอ จึงนับได้ว่าเป็นต้นตำรับของลัทธิฟาสซิสม (fascism)

nietzsche

reason in philosophy

reason in philosophy เหตุผลในปรัชญา

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ปรัชญาสมัยเหตุผล (1600-1750) เป็นระยะกึ่งทางของปรัชญายุคใหม่ คืออยู่หลังปรัชญาสมัยฟื้นฟูและอยู่ก่อนหน้าปรัชญาสมัยพุทธิปัญญา สมัยเหตุผลจึงเป็นสมัยที่การฟื้นฟูวัฒนธรรมกรีกอิ่มตัวแล้ว  ไม่รู้จะฟื้นฟูอะไรขึ้นมาอีกแล้ว  และที่ฟื้นฟูขึ้นมาใช้แล้วก็ได้ผลไม่ถึงขั้นน่าพอใจ  แต่กลับทิ้งปัญหาไว้ให้แก้ไขมากมาย ทั้งในด้านศาสนา  การเมือง  ปรัชญา  และวัฒนธรรม  ปัญหาที่ร้ายแรงและรุนแรงในทุกด้านคือการแตกแยก มีการแตกแยกกันอย่างรุนแรง  ทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ คนจำนวนมากถือโอกาสปฏิบัติการรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา  แต่ก็ยิ่งเพิ่มปัญหามากขึ้น นักปราชญ์โดยทั่วไปในสมัยเหตุผลจึงเห็นเป็นปัญหาต้องแก้ไขอย่างรีบด่วน  โดยแสวงหาวิถีทางที่ทุกคนจะยอมรับได้ร่วมกัน  โดยไม่ต้องคำนึงถึงเชื้อชาติ  ศาสนา  และวัฒนธรรม  เพื่อแก้ไขความแตกแยกดังกล่าว

Continue reading “reason in philosophy”

Pragmatism on ethic

pragmatism

Pragmatism on ethic จริยธรรมลัทธิปฏิบัตินิยม

ผู้แต่ง : เมธา  หริมเทพาธิป

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

บ่อเกิด ลัทธินี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีความเจริญทางด้านอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง วงการธุรกิจต้องสู้กันด้วยเล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ ในบรรยากาศเช่นนี้คุณค่าเป็นตัวเงินย่อมจะเด่นกว่าคุณค่าทางอุดมคติ เงินเป็นแก้วสารพัดนึก เงินเป็นปัจจัยในการกุมอำนาจไม่ว่าในเรื่องใด   ในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมจะมีนักปรัชญาขึ้นตอบสนองความโน้มเอียงดังกล่าว ลัทธิปฏิบัตินิยมทาง    จริยะจึงนับได้ว่าเป็นสาขาหนึ่งของจริยธรรมประสบการณ์

วิลเลียม เจมส์ (William James, 1841-1910) นักปรัชญา นักจิตวิทยา เป็นพี่ชายของเฮนรี เจมส์ นักวรรณคดีสำคัญคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา วิลเลียม เจมส์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิปฏิบัตินิยม โดยถือเอาประสิทธิภาพทางปฏิบัติเป็นมาตรการของทุกสิ่ง รวมทั้งมาตรการจริยะด้วย การกระทำที่มีคุณค่าแน่นอนก็คือการกระทำที่มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ ในวงงานต่าง ๆ จึงมีคณะกรรมการวางแผน มีสัมมนา มีการประเมินผล ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในทางปฏิบัติมากที่สุดเท่าที่การเงินจะอำนวย บางวงงานยอมทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่ต่อปีเพื่อการวางแผนให้มีประสิทธิภาพเหนือคู่แข่งขันทั้งหลาย เดล คาร์เนกี (Dale Carnegie) นำเอาหลักการมาเขียนแบบประยุกต์สำหรับบุคคลทั่วไป นับเป็นหนังสือที่ขายได้จำนวนมากเล่มหนึ่งของโลก แสดงว่าลัทธินี้มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางที่สุดลัทธิหนึ่งในปัจจุบัน

จอห์น ดิวอี้ (John Dewey, 1859-1952 ) ปรับปรุงลัทธิปฏิบัตินิยมจนได้ชื่อแตกแขนงออกไปว่าลัทธิอุปกรณ์นิยม (instrumentalism) ที่ได้ชื่อเช่นนี้ก็เพราะถือว่า จิตได้แก่ สมรรถภาพแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มนุษย์พัฒนามากกว่าสัตว์ก็เพราะมนุษย์มีเครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เก่งกว่าสัตว์ ปัญญาเป็นเครื่องมือที่สูงกว่าสัญชาตญาณเพราะสามารถแก้ไขปัญหาได้กว้างขวางและดีกว่าความประพฤติ ซึ่งก็คือ พฤติกรรมที่พัฒนาสูงขึ้นมานั่นเอง คุณค่าของมนุษย์จึงอยู่ที่ความสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เก่งกว่าสัตว์

มนุษย์ดั้งเดิมมีปัญหาก็ต้องขบคิดแก้ไขน้อยกว่าขณะนี้มาก บรรพบุรุษของมนุษย์ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสืบเนื่องกันเรื่อยมา มนุษย์จึงมีความสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งแก้ไขปัญหาได้มาก ปัญหาใหม่ ๆ ก็ซับซ้อนมากขึ้นเป็นเงาตามตัว คุณค่าของมนุษย์ปัจจุบันอยู่ที่สามารถแก้ไขปัญหาขัดแย้งในสังคมซึ่งมีขึ้นมาใหม่อยู่เรื่อยๆ  มนุษย์จำเป็นต้องแก้ให้ตก เพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติทั้งมวล

เราจะบรรลุจุดหมายนี้ได้ก็โดยศึกษาจิตวิทยาและสังคมวิทยา เมื่อรู้กฎเกณฑ์ดีแล้วก็จะสามรถควบคุมตัวเองและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกคนก็จะอยู่กันอย่างสงบสุขในโลกนี้ อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราไม่มีวันจะมีความสงบสุขอย่างสมบูรณ์ได้เลย เพราะจะมีปัญหาใหม่ขึ้นมาให้ขบคิดแก้ปัญหาต่อไป เราจึงควรค้นคว้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะฉะนั้นมาตรการจริยะของมนุษย์จะต้องได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบันอยู่เสมอแต่ก็อาจจะกล่าวได้อย่างรวม ๆ ว่า มาตรการจริยะก็คือ การปฏิบัติที่ส่งเสริมที่ส่งให้มนุษย์สามารถแก้ปัญหาทันเหตุการณ์อยู่เสมอนั้นเอง

perception

psychismjpg

perception สัญชาน

ผู้แต่ง : สุดารัตน์ น้อยแรม
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ประสบการณ์เป็นสิ่งที่บุคคลรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย ซึ่งเป็นประตูรับรู้ “สิ่งเร้า” ต่าง ๆ ทำให้บุคคลรับรู้รูปภาพ เสียง กลิ่น และสัมผัสทางกาย ความรู้จากประสบการณ์หรือความรู้เชิงประจักษ์จะเกิดขึ้น เมื่อมีวัตถุสิ่งเร้าภายนอกมากระทบประสาทสัมผัสแต่ละอย่าง ซึ่งทำหน้าที่ต่างกันและทำแทนกันไม่ได้ เช่น ตาทำหน้าที่เห็นรูป หูทำหน้าที่ฟังเสียง จมูกทำหน้าที่รู้กลิ่น ลิ้นทำหน้าที่รู้รส กายทำหน้าที่รู้สัมผัสที่มากระทบกาย ประสาทสัมผัสเหล่านี้ทำให้บุคคลสามารถรับรู้คุณลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งทั้งหลายในหลาย ๆ ด้าน และทำให้บุคคลมีความรู้ในสิ่งรอบ ๆ ตัว

Continue reading “perception”

Pavlov on theory of free will

IvanPavlov

Pavlov on theory of free will ทฤษฎีเจตจำนงเสรีของปัพลอฝ

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ปัญหาเรื่อง อำเภอใจ (free will) หรือการเลือกเสรี (free choice) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เด่นชัดในมนุษย์ สสารนิยมก็พยายามจะปฏิเสธว่าไม่มีจริง คนเราคิดไปเองว่ามี แต่ความจริงไม่มีอำเภอใจหรือการเลือกเสรีแต่ประการใด ทุกอย่างเดินตามกฎเกณฑ์กลศาสตร์ ก็เท่านั้น แต่ซับซ้อนยิ่งนักเหมือนขนนกที่ถูกลมพัดฉวัดเฉวียนในอากาศ ถ้ามันคิดได้มันคงคิดว่ามันฉวัดเฉวียนอย่างเสรี แต่ความจริงมันเดินตามกฎกลศาสตร์ตลอดเวลา โดยมันไม่เข้าใจ

การที่สิ่งเร้ามีอยู่อย่างสลับซับซ้อนนี่เอง ทำให้ผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์เชื่อว่าตนมีอำเภอใจหรือการเลือกเสรี ดังปรากฏว่าบางครั้ง มนุษย์เราเกิดมีความคิดขึ้นมาโดยหาสิ่งเร้า (stimulus) ไม่ได้ชัดเจน ปัญหานี้สสารนิยมแก้ด้วยกฎการเร้า-ตอบสนอง (stimulus-response) โดยแยกสิ่งเร้าออกเป็นสิ่งเร้าภายนอกกับสิ่งเร้าภายใน สิ่งเร้าภายในยังอาจแบ่งออกเป็นสิ่งเร้าในปัจจุบันและสิ่งเร้าค้าง ดังนี้

pavlov

 

สิ่งเร้าภายนอก เช่น สุนัขเห็นอาหาร (เร้าภายนอก) เกิดน้ำลายไหล (ตอบสนอง)

สิ่งเร้าภายในปัจจุบัน เห็นได้จากการที่พัฟลอฟ (Ivan Pavlov 1849-1936) ทดลองให้อาหารสุนัข ทุกครั้งก็สั่นกระดิ่งให้ได้ยินด้วย จนสุนัขชิน วันหนึ่งถึงเวลาอาหารก็สั่นกระดิ่งเฉย ๆ โดยไม่มีอาหาร สุนัขจะน้ำลายไหล เพราะได้ยินเสียงกระดิ่ง (เป็นสิ่งกระตุ้นประสาทหูจากภายนอกแต่ไม่มีอาการที่ควรมีควบคู่กันและเป็นสิ่งเร้าน้ำลายโดยตรง) เห็นภาพอาหารในจินตนาการ (สิ่งเร้าภายใน) เกิดน้ำลายไหล (ตอบสนอง) เป็นต้น
สิ่งเร้าภายในค้าง เช่น เวลาเราหิวข้าว นึกถึงไก่ย่างที่เคยรับประทานอร่อย ๆ (สิ่งเร้าภายในค้างอยู่ในความทรงจำ) เกิดน้ำลายไหล อาจจะเป็นอารมณ์ค้างที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกก็ได้ เช่น นักศึกษาที่ถูกคุณพ่อคุณแม่ดุมาแต่เช้า มาถึงมหาวิทยาลัยมีอารมณ์หงุดหงิดหัวเสียกับเพื่อนๆ เป็นต้น

การตัดสินใจแต่ละครั้งมักจะมีสาเหตุมาจากสิ่งเร้าซับซ้อน คือไม่ใช่เกิดจากสิ่งเร้าประเภทใดประเภทหนึ่งดังอธิบายมา แต่อาจจะหลายประเภทช่วยกันเร้า กลายเป็นสิ่งเร้าซับซ้อน กระตุ้นระบบประสาทซึ่งเป็นกลไกซับซ้อนขึ้นไปอีก กว่าจะเกิดการตอบสนองออกมาแต่ละครั้งได้ ก็ทำให้สับสนมองไม่ออกว่าสิ่งใดทำการในครั้งนั้นกันแน่ในทางทฤษฎีก็กล่าวได้ว่าหากมีสิ่งเร้าหลายอย่างทำงานร่วมกัน ก็ให้เอาสิ่งเร้าประเภทดึงดูด (attractive) รวมกัน และเอาสิ่งเร้าที่ผลัก (repulsive) รวมกัน หักลบกันแล้วทางใดมากกว่าก็หันไปทางนั้นโดยจำเป็น

ในเมื่อการเร้า-ตอบสนองเดินตามกฎเกณฑ์กลศาสตร์ การตัดสินใจของเราจึงเป็นของที่เกิดขึ้นโดยจำเป็น ไม่มีทางเลือก มีสิ่งเร้าก็ต้องมีการตอบสนอง จะตอบสนองอย่างไรก็ต้องแล้วแต่สิ่งเร้า คือ เร้าอย่างไร เข้ากฎไหน การตอบสนองก็ต้องออกมาอย่างนั้นโดยจำเป็น เหมือนน้ำตามกฎการดึงดูดของโลกจะต้องไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ เว้นแต่จะมีกฎอื่นที่สามารถเอาชนะแรงดึงดูดได้ เช่น น้ำกลายเป็นไอ อาศัยกฎการขยายตัวของก๊าชสามารถพาตัวขึ้นสูงได้ เพราะเบากว่าอากาศธรรมดา เช่นนี้เรียกว่าเดินตามกฎกลศาสตร์ คือในสภาพปกติ ถ้ามีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น เหตุการณ์อีกอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้นตามโดยไม่มีข้อแม้

Locke on ideas

locke

Locke on ideas ลัคว่าด้วยมโนคติ
ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

มโนคติเกิดที่ปัญญาและอยู่ในปัญญา แต่ทว่าดังได้กล่าวมาแล้วว่าคนเราเกิดมาปัญญาว่างเปล่า ไม่มีมโนคติใด ๆ ติดมาแต่เกิดเลย มีแต่ความสามารถทำการและทำการเหมือนกันทุกคน คือความสามารถสร้างมโนคติโดยรับข้อมูลจากประสบการณ์ “ไม่มีอะไรในปัญหาที่ไม่มาจากประสาทสัมผัส” (There is nothing in the intellect which was not previously in the sense)

ประสบการณ์มี 2 แห่ง คือ ประสบการณ์ภายนอกและประสบการณ์ภายใน

  • ประสบการณ์ภายนอก เกิดที่อายตนะภายนอกซึ่งมี 5 ประการ เมื่อส่งไปถึงปัญญา ปัญญาจะสร้างมโนคติเชิงเดี่ยว ถ้าใช้ผัสสะแต่ละอย่างหาประสบการณ์ จะได้มโนคติของสี เสียง กลิ่น รส สัมผัส ถ้าใช้ผัสสะหลายประการช่วยกัน จะได้มโนคติประเภทความเคลื่อนไหว อวกาศ เวลา รูปร่าง การเคลื่อน การอยู่นิ่ง รวมเรียกว่ามโนคติของผัสสะ (ideas of sensation)
  • ประสบการณ์ภายใน เกิดที่อายตนะภายใน เมื่อส่งไปถึงปัญญา ปัญญาจะสร้างมโนคติประเภทความจำ ความคิด ความอยาก อารมณ์ เรียกว่ามโนคติตรึกตรอง (ideas of reflection) บางทีอายตนะภายนอกร่วมส่งข้อมูลด้วย ปัญญาจะผสมผสานกันสร้างมโนคติประเภทความสุข-ความทุกข์ มีพลัง มีอยู่ เอกภาพ การสืบเนื่อง การล่วงเวลา ซึ่งอนุโลมให้เป็นมโนคติประเภทตรึกตรองด้วย ลัคกล่าวถึงการตรึกตรองไว้ว่า “อีกบ่อเกิดหนึ่งที่ประสบการณ์นำไปสู่การสร้างมโนคติได้แก่ การรับรู้การทำงานของปัญญาของเราเองในขณะที่ปัญญาทำการสร้างมโนคติ เมื่อวิญญาณของเราตรึกตรองและพิจารณาการทำงานของปัญญาก็ทำให้เกิดมโนคติอีกชุดหนึ่งซึ่งประสบการณ์ภายนอกไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นมาได้ มโนคติจากประสบการณ์ภายในดังกล่าวได้แก่ มโนคติของการรับรู้ การคิด การสงสัย การเชื่อ การใช้เหตุผล การรู้ การอยาก และการกระทำอื่น ๆ ของปัญญาของเราเอง”

มโนคติที่เกิดโดยตรง ทั้งจากอายตนะภายนอกและภายใน จะมีลักษณะเป็นมโนคติเชิงเดี่ยว (simple ideas) ทั้งสิ้น ปัญญามีสมรรถนะทำการต่อไปโดยเอามโนคติเชิงเดี่ยวมารวมกันบ้าง เปรียบเทียบกันบ้าง จะได้มโนคติเชิงซ้อน (complex ideas) ซึ่งมี 3 ประเภทคือมโนคติของอัญรูป มโนคติของสาระ และมโนคติของความสัมพันธ์ นอกจากนั้นปัญญายังอาจจะทำการถอด (abstraction) จากส่วนที่เป็นเรื่องเฉพาะตัว ได้มโนคติสากล (universal ideas)

locke

 

Kant on conscience

kant01

Kant on conscience มโนธรรมของคานท์

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

หลักตัดสินดี – ชั่วที่ได้มาจากการสังเกตผล คือ กิจการใดเกิดผลดีต้องนับว่าดี กิจการใดเกิดผลร้ายก็นับว่าชั่ว เช่นนี้ คานท์ถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะจะไม่มีลักษณะเด็ดขาด (categorical) ทั้งยังเป็นอัตวิสัยด้วย เพราะผลที่ได้มาอย่างเดียวกันบางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ ผลที่สุดก็จะกลายเป็นจริยธรรมแบบซาฟเฝิสท์ไป หลักจริยธรรมแท้ต้องมีอำนาจสั่งเด็ดขาดโดยไม่เพ่งเล็งถึงความพอใจของใครทั้งสิ้น ดังนั้นกิจการใดที่ทำเพราะหวังผลประโยชน์ไม่ว่าในทำนองใด จะเป็นความสุข ความพึงพอใจส่วนตัว ชื่อเสียงหรือบำเน็จรางวัลในโลกหน้า ฯลฯ หรือเพราะกลัวถูกลงโทษ จะเป็นคุกตารางหรือนรกโลกันต์ในโลกหน้า แม้แต่กระทำไปเพื่อเป็นที่พอพระทัยของพระเป็นเจ้า ดังที่นักบุญในคริสตศาสนาชอบอ้างกัน ซึ่งที่แท้ก็เป็นการหวังบำเน็จหรือเลี่ยงโทษในโลกหน้านั่นเอง คานท์บอกว่า แรงกระตุ้น (Motive) เหล่านี้ไม่ทำให้เป็นจริยธรรม และการกระทำที่เกิดจากแรงกระตุ้นเช่นนี้ไม่ใช่ กิจกรรมศีลธรรม (moral act) ไม่นับเป็นกิจกรรมดี เพราะไม่ได้ทำด้วยความรู้สึกในหน้าที่ แต่ทำโดยหวังผลตอบแทน จะว่าเป็นกิจกรรมชั่วก็ไม่เชิง เพราะไม่มีความสำนึกผิดต่อหน้าที่ ถ้าเข้าใจว่าผิดต่อหน้าที่แล้วยังขืนกระทำไปจึงนับว่าเป็นความประพฤติชั่ว

การกระทำที่ไม่ใช่กิจกรรมศีลธรรมก็คือ การกระทำที่ไม่ตกอยู่ในข่ายการตัดสินของความดี-ชั่ว เป็นกิจกรรมอุเบกขากลาง ๆ (indifferent act) คือขาดเหตุที่จะทำให้เป็นศีลธรรม (Moral motive) นั่นเอง“To have moral worth, an act must be done from a sense of duty alone” (เพื่อให้มีคุณค่าทางศีลธรรม ต้องทำกิจการด้วยความรู้สึกในหน้าที่เท่านั้น)

ปัญหามีอยู่ว่า คำสั่งที่ได้รับจากพระเจ้า เช่น ที่รับรู้จากคัมภีร์ จะเป็นหลักศีลธรรมตัดสินดี-ชั่ว ได้หรือไม่ หมายความว่า เราจะถือว่าอะไรดี-ชั่ว โดยยึดเอาคำสั่งของพระเจ้าเป็นเกณฑ์โดยไม่หวังขึ้นสวรรค์หรือหลีกเลี่ยงนรก แต่ตั้งใจจะทำดีเพราะถือเอาคำสั่งของพระเจ้าเป็นหน้าที่ ตามที่แสดงไว้ในคัมภีร์เป็นมาตรฐานจะได้ไหม

คานท์เห็นว่าวิธีนี้ย่อมต้องยอมรับเชื่อพระเจ้าเป็นหลักค้ำประกันเสียก่อน จึงมีหลักศีลธรรมได้ กล่าวคือหลักศีลธรรมขึ้นต่อความเชื่อถือในพระเจ้า แต่คานท์พิจารณาแล้วเห็นว่าหลักศีลธรรมมีก่อนการยอมรับเรื่องพระเจ้า หาได้ขึ้นต่อความเชื่อในพระเจ้าไม่ คนที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าก็ยังต้องจำนนต่อหลักศีลธรรม มีคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่ไม่มีใครปฏิเสธด้วยจริงใจเรื่อง “ต้องทำดีหนีชั่ว” คานท์จึงเห็นว่าหลักศีลธรรมมีมาก่อนความเชื่อเรื่องพระเจ้าหรือเชื่อข้อธรรมใด ๆ ทั้งสิ้นและปักหลักแน่นแฟ้นในธรรมชาติของความรู้มากกว่าเรื่องพระเจ้าเสียอีก ยิ่งกว่านั้น คานท์บอกว่าแม้ความเชื่อเรื่องพระเจ้าก็ต้องอาศัยหลักศีลธรรมเป็นพื้นฐาน การที่มีคนยอมรับว่ามีพระเจ้าและยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์นั้น ก็เพราะเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ ทำไปด้วยความรู้สึกในหน้าที่ จึงเห็นว่าความรู้สึกในหน้าที่เป็นบ่อเกิดให้มีความเชื่อเรื่องพระเจ้า ไม่ใช่ความเชื่อเรื่องพระเจ้าเป็นบ่อเกิดให้มีความรู้สึกในหน้าที่

ยังมีอีกคำถามหนึ่งว่า ในทางปฏิบัติ ในเหตุการณ์เฉพาะหน้าเรารู้อยู่ว่าเราต้องปฏิบัติตามความรู้สึกในหน้าที่ แต่ในเหตุการณ์บางอย่างเราตัดสินใจไม่ถูกว่า ต้องเลือกปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกหน้าที่ เช่น เราเห็นคนหิวจะตาย เราไม่มีเงินจะช่วย มีแม่ค้าขายอาหารอยู่เจ้าเดียว เรารู้ว่าขอแกก็คงไม่ยอมให้ฟรี เราควรขโมยเพื่อช่วยคนหิวหรือไม่ หรือจะปล่อยให้แกหิวไปจนตาย
ในกรณีที่หน้าที่ขัดแย้งกันก็ดี หรือความเข้าใจเรื่องหน้าที่คลุมเคลือไม่แจ่มแจ้งก็ดี คานท์วางกฎไว้ว่า ให้ลองคิดดูเองว่าในกรณีเช่นนี้ คนส่วนมากเขาคิดว่าควรปฏิบัติอย่างไร แล้วเราก็ปฏิบัติไปตามนั้น เพราะถ้าคนส่วนมากมีความเห็นตรงกัน ก็เชื่อได้ว่าการปฏิบัตินั้นจะถูกต้อง “So act that the principle of your action might become a universal law” (จงกระทำโดยนัยที่ว่าหลักการของการกระทำของท่านนั้น อาจจะใช้เป็นกฎสากลได้)

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑