civil society

civil society as ideal state รัฐในอุดมคติคือสังคมอารยะ

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

สังคมอารยะ (civil society) หมายถึงสังคมที่มีอารยธรรมในสภาพโลกาภิวัตน์ สังคมอารยะเกิดจากประสบการณ์การใช้ระบอบประชาธิปไตยในอดีตมาถึงทุกวันนี้ จึงประเมินผลได้ว่า

1. สังคมอารยะพึงเป็นประชาสังคม (civic society) คือประชาชนเป็นเจ้าของสังคมร่วมกัน โดยแบ่งหน้าที่รับผิดชอบระหว่างสถาบันการเมือง สถาบันเอกชน (ซึ่งรวมสถาบันศาสนาด้วย) สถาบันการเงิน ซึ่งประชาชนเป็นผู้ดำเนินการ

2. สังคมอารยะพึงเป็นสังคมพหุนิยม (pluralistic society) คือ ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันโดยไม่รังเกียจความแตกต่างในเชื้อชาติ ผิว ภาษาแม่ ความเชื่อทางศาสนา ปรัชญา และลัทธิการเมืองที่ส่งเสริมสังคมอารยะ

3. สังคมอารยะพึงส่งเสริมสิทธิมนุษยชนบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคและเสรีภาพในกรอบของสังคมอารยะ

4. รัฐบาลของสังคมอารยะพึงส่งเสริมให้องค์กรเอกชน(NGO = non-governmental organization) จัดการการศึกษาที่ส่งเสริมสังคมอารยะตามความถนัดของแต่ละองค์กร

5. รัฐบาลพึงดูแลให้มีกฎหมายและการใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจและเลื่อมใสสังคมอารยะ

6. นักปรัชญาพึงมีบทบาทอย่างเสรีในการชี้แนะประชาชนและสังคมให้ตื่นตัวและพัฒนาสังคมอารยะอยู่เสมอ

7.พึงรับรู้สิทธิอารยะขัดขืน (civil disobedience) และปฏิบัติอย่างถูกต้องทั้งฝ่ายประชาชนและฝ่ายรัฐ

civil law and goodness

civil law and goodness กฎหมายกับการทำดี

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

กฎหมายจะเกิดขึ้นเมื่อหมู่คณะมีสมาชิกมากขึ้น จนประเพณีไม่พอคุ้มกันการเอารัดเอาเปรียบกันได้อย่างทั่วถึง เกิดการแบ่งกลุ่มย่อยในหมู่คณะ มีการช่วยเหลือพรรคพวกลุ่มย่อยของตนแม้ทำผิดปรพเพณี มีผู้ใช้อิทธิพล ฯลฯ จนเกิดการละเมิดประเพณีโดยไม่ได้รับโทษมากขึ้นทุกที เกิดความหวาดระแวง และความไม่แน่ใจในความปลอดภัยภายในหมู่คณะ หมู่คณะจึงพร้อมใจกันมอบหมายอำนาจให้คนดีมีความเสียสละและมีความสามารถ ให้จัดวางระเบียบให้สังคมมีความสุขร่มเย็น เมื่อมีผู้ใดผู้หนึ่งได้รับมอบอำนาจเหนือสมาชิกอื่น ๆ อย่างเด็ดขาด จะประกาศหลักการของตนเองขึ้นเป็นมาตรการ เพื่อขจัดความเดือดเร้อนนับเป็นจุดเริ่มต้นของกฎหมาย กฎหมายแรก ๆ มักจะได้แก่ประเพณีที่ประมวลขึ้นประกาศใช้บังคับเป็นทางการนั้นเอง สมาชิกของหมู่คณะจะยินยอมและเทิดทูนเพราะเห็นว่าสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ กฎหมายฉบับแรก ๆ ของโลก ได้แก่ กฎหมายกษัตริย์แฮมเมอแรบบิ (Hammurabi) ของเมโสโพเทเมีย กฎหมายมนูศาสตร์ของอินเดีย และบทบัญญัติโมเสสของชาวยิวตามที่ปรากฏในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม เป็นต้น

ในระยะดังกล่าวนี้ กฎหมายมีความศักดิ์กสิทธิ์มาก เพราะผู้ออกกฎหมายตั้งใจออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง และทุกคนก็รู้สึกเช่นนั้น จึงให้ความร่วมมือกันอย่างดีโดยทั่วหน้า ถือเป็นมาตรการสูงสุดของความประพฤติ ใครปฏิบัติตามกฎหมายถือว่าเป็นคนดีได้รับการยกย่องในสังคม ใครละเมิดกฎหมายจึงจะถูกลงทัณฑ์ เพราะถือว่าเป็นคนชั่วร้าย สังคมไม่ต้องการ จึงกล่าวได้ว่าในระยะนี้กฎหมายเข้ามามีบทบาทแทนประเพณีและมีลักษณะเหมือนประเพณีเป็นส่วนมาก ผิดกันที่ว่าต้องมีการประกาศเป็นทางการโดยผู้มีอำนาจในสังคม สมาชิกในสังคมจะผิดอะไรได้ แต่อย่าผิดกฎหมายหรือระเบียบการพระนางเจ้าสุนันทาเทวีฯ (พระนางเรือล่ม) สิ้นพระชนม์ในแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมพระราชโอรส ก็เพราะข้าราชบริพารไม่ยอมทำผิดกฎหมายดังได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง ส่วนดีที่เพิ่มเข้ามาก็คือ การเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอาจจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าประเพณี เพียงแต่ผู้มีอำนาจเห็นการณ์ไกลสนใจปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ กฎหมายก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้มากที่สุดเรื่อยไป แต่ส่วนเสียก็มีเพิ่มเข้ามาเหมือนกัน คือ ถ้าผู้ออกกฎหมายเป็นผู้เห็นแก่ตัว กฎหมายที่ออกมานั้นก็จะมุ่งเอื้อประโยชน์หรือรักษาผลประโยชน์ของผู้ออกกฎหมายเป็นที่ตั้งส่วนผลประโยชน์ของสังคมจะกลายเป็นจุดหมายรองไปเสีย

ระยะดังกล่าวนี้ ประเพณีที่ไม่ระบุไว้ในกฎหมายก็ยังมีการปฏิบัติกันต่อไป แต่ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ใครจะปฏิบัติหรือไม่ก็เป็นเรื่องของความพอใจส่วนบุคคล ขออย่าให้ขัดหรือละเมิดกฎหมายก็แล้วกัน ผิดอะไรผิดได้แต่อย่าผิดกฎหมาย

Cicero

Cicero ซีสเสอโรว์

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ซีเสอโรว์(Marcus Tullius Cicero ก.ค.ศ.106-43) เป็นลูกพ่อค้าร่ำรวยขึ้นภายหลัง จึงไม่มีชาติตระกูลขุนนางค้ำชู เป็นคนใฝ่รู้ จึงไปแสวงหาความรู้จากนักปราชญ์กรีกทั้งในและนอกกรุงโรม ไปถึงแผ่นดินกรีซเองด้วย ตั้งใจพัฒนาภาษาละตินให้มีคุณภาพเหมือนภาษากรีกแต่ให้ง่ายกว่า โดยพยายามกำหนดกฎไวยากรณ์ให้รัดกุมกว่า เพื่อเป็นเครื่องมือถ่ายเทความรู้จากชาวกรีกมาสู่ชาวโรมัน เพื่อศักดิ์ศรีของชาวโรมัน

เมื่อซีเสอโรว์จะต้องกล่าวอะไรเป็นทางการก็จะเตรียมก่อนอย่างดี โดยขัดเกลาภาษาให้มีคุณภาพตามแบบภาษากรีก เมื่อใช้แล้วก็เก็บรักษาไว้ในห้องสมุดส่วนตัว จดหมายก็เช่นกัน ชอบเขียนยาว ๆ มีการท้าวความถึงข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งแทรกความคิดเห็นส่วนตัว เมื่อร่างเสร็จแล้วจึงเขียนใหม่ให้เรียบร้อยเพื่อส่งไปและเก็บต้นฉบับไว้ ส่วนจดหมายที่ได้รับก็เก็บสะสมไว้เนื่องจากถือกันว่าซีเสอโรว์ใช้ภาษาละตินไพเราะที่สุดและมีวาทศิลป์เป็นแบบอย่าง จึงนิยมคัดลอกเอาไปใช้ศึกษาตัวอย่างการแต่งภาษาละตินกันอย่างกว้างขวางตลอดมา ทำให้มีเหลือมาถึงเราเป็นส่วนมาก

ซีเสอโรว์เริ่มอาชีพเป็นทนายความเมื่ออายุ 20 ปี ได้ชื่อว่าเป็นทนายฝีปากดี ต่อมาจึงหันมาเล่นการเมือง ในช่วงนั้นการเมืองเพื่อสันติภาพของมหาอาณาจักรโรมันถึงจุดวิกฤติ  จึงได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ไต่เต้าสูงขึ้นตามลำดับจนถึงตำแหน่งสูงสุดคือ ได้เป็นกงสุล (1 ใน 2 ผู้บริหารสูงสุดของมหาอาณาจักรโรมัน) เมื่ออายุ 43 ปี ซึ่งนับว่าหนุ่มเกินคาด ในตำแหน่งนี้ได้มีโอกาสลัดกั้นมิให้แคเทอไลเนอ (Lucius Sergius Catelina ก.ค.ศ.108-62) ใช้เพทุบายยึดอำนาจเบ็ดเสร็จได้สำเร็จด้วยวาทศิลป์ทั้งในสภาและนอกสภา

แต่แล้วอาชีพนักการเมืองก็ถึงจุดหักเหเมื่อแม่ทัพซีเซอร์ (Gaius Julius Caesar ก.ค.ศ.100-144) กับแม่ทัพพัมเพย์ผู้ยิ่งใหญ่ (Pompey the Great ก.ค.ศ.106-43) แย่งอำนาจสูงสุดกัน ทั้งสองขอให้ซีเสอโรวสนับสนุน ซีเสอโรว์ตัดสินใจเข้าข้างพัมเพย์ เมื่อพัมเพย์พ่ายแพ้ในปี ก.ค.ศ.48 ซีเซอร์ยอมอภัยให้ แต่ซีเสอโรว์ก็ไม่อยากเปลี่ยนใจมาสนับสนุน จึงอำลาชีวิตการเมืองออกเขียนหนังสือ เมื่อมาร์ก แอนโทนี แสดงเจตนาจะยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ ซีเสอโรว์เขียนคัดค้าน จึงถูกลอบสังหารและตัดมือ 2 ข้างแขวนประจาน

ในช่วงปลายชีวิต ซีเสอโรว์ใช้เวลาว่างคิดคำนึงชีวิตและสังคมตามความรู้และประสบการณ์ของตน เขียนความรู้สึกนึกคิดด้วยภาษาละตินคลาสสิกยอด เยี่ยม ได้หนังสือว่าด้วยหน้าที่ (De Officiis = On Duties)ซึ่งเป็นคู่มือการวางตนอย่างเหมาะสมและมีศักดิ์ศรีในสังคมขณะนั้น ประเด็นที่สำคัญเช่นว่า

1. ความประพฤติผิดพึงหลีกเลี่ยงเสมอ แม้ว่าการหลีกเลี่ยงนั้นจะเสียผลประโยชน์หรือเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินก็ตาม ความประพฤติถูกต้องจะต้องไม่ผิดกฎหมายบ้านเมืองเป็นอันขาด นอกจากนั้นจะต้องสุจริต (honest) เปิดเผย (open) และเป็นธรรม (fair)

2. ไม่พึงโกหกเลย แม้จะไม่ได้สาบานก็ตาม

3. พึงปฏิบัติต่อทุกคนในฐานะมนุษย์เท่าเทียมกับตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นคนต่างด้าว ทาส หรือสตรีก็ตาม เพราะทุกคนมีความเป็นมนุษย์ที่พึงเคารพ

4. ให้ปฏิบัติตามมโนธรรมโดยไม่แก้ตัว เพราะน้อยครั้งที่เสียงมโนธรรมจะสั่งผิด การปฏิบัติตามมโนธรรมจะนำไปสู่ความสุข

จุดอ่อนของซีเสอโรวในเรื่องนี้ก็คือ เทิดทูนธรรมนูญเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันไม่มีใครจะพึงละเมิด โดยมองข้ามไปว่า รัฐธรรมนูญก็มาจากความพอใจของมนุษย์ อาจบกพร่องและแก้ไขได้ จะต้องพิจารณาปรับปรุงอยู่เสมอ อนึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมนูญมิได้อยู่ที่อักษรที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่ศรัทธาและน้ำใจของประชาชนที่จะทำให้มันศักดิ์สิทธิ์โดยการสนใจปฏิบัติตามและช่วยกันป้องกันการละเมิด และในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยกันส่งเสริมให้มีการปรับปรุงในวิถีทางที่ถูกต้อง

กล่าวคือ โดยวิถีทางประชาธิปไตยจากผู้ที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้ปรับปรุง และมื่อปรับปรุงแล้วจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนส่วนรวม อย่างไรก็ตามก็ต้องยกให้เป็นความดีของซีเสอโรว์ที่แสดงอุดมคติเหนือสัญชาตญาณ ในการชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับค้ำประกันเสรีภาพและสันติภาพของสมาชิกทุกคนของสังคม

Authoritarianism

Authoritarianism, ethical ประกาศิตนิยมจริยะ
ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ
นักกฎหมายโบราณ มักจะอ้างประกาศิตของพระเจ้าเป็นผู้ค้ำประกันกฎหมายที่ตนใช้บังคับ มีตัวอย่างมากมายที่สำคัญ ได้แก่
1) กฎหมายของแฮมเมอแรบบิ (Hammurabi) บนเสาหินที่จารึกกฎหมายของแฮมเมอแรบบิ มีภาพแกะสลักแฮมเมอแรบบิกำลังรับประมวลกฎหมายจากสุริยะเทพเชเมิส (Shamas)
2) คัมภีร์ไบเบิล อ้างว่าพระยาห์เวห์ (Yahweh) ประทานกฎหมายแก่อาดัม (Adam) อับราฮัม (Abraham) และโมเสส (Moses)
3) คัมภีร์มนูศาสตร์ อ้างว่าพระมนูเป็นผู้ตรากฎหมายขึ้นให้ใช้ปกครองในชมพูทวีป
4) คัมภีร์อัล-กุรอาน อ้างว่าพระนบีมุฮำมัดได้รับกฎหมายสำหรับมวลมนุษย์จากพระอัลเลาะห์
5) เพลโทว์ ในบทสนทนา The Laws ระบุให้คลายเนียส (Cleinias)ชาวเกาะครีท อ้างว่าเทพซูส (Zeus) เป็นผู้ประทานกฎหมายแก่มนุษย์

ราชบัณฑิตเสวนา (85)

1234.jpg

สมัชชาคุณธรรมอย่าทำซ้ำผิด

ดีใจที่ได้ยินว่าเราจะมีสมัชชาคุณธรรมตามรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จำได้ว่าสนช.รุ่น พ.ศ.2550 ก็ได้ดำริแต่ทำไม่สำเร็จ เพราะสมัยนั้นคณะกรรมาธิการที่ทำเรื่องนี้คิดกันว่าคุณธรรมคือคุณธรรม ต้องทำแยกจากกฎหมาย รัฐธรรมนูญเพียงแต่รับรู้เป็นนโยบายก็พอแล้ว เรื่องของคุณธรรมควรเป็นเรื่องชักชวนให้คนทำดีนอกเหนือไปกว่าที่กฎหมายบังคับ หากข้อใดคิดว่าจำเป็นและมีเหตุผลพอที่จะออกเป็นกฎหมายก็ออกเป็นกฎหมายและมีบทลงโทษกำหนดชัดเจนและให้ฝ่ายกฎหมายรับผิดชอบทุกขั้นตอน ฝ่ายคุณธรรมอาจจะช่วยอบรมด้วยเหตุผลด้วยก็ได้แต่การลงโทษต้องดำเนินการโดยฝ่ายกฎหมายเท่านั้น ส่วนเรื่องคุณธรรมให้แยกทำต่างหากจากกฎหมาย เพราะเป็นเรื่องต้องอบรมให้ทำด้วยใจรัก น่าเสียดายที่นโยบายคุณธรรมรุ่น 50 ไม่ได้คลอดตามความต้องการของ สนช. เพราะฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญต้องการให้กฎหมายดูแลเรื่องคุณธรรมเสียเอง โดยกำหนดให้ทุกหน่วยงานสร้างชุดจริยธรรมขึ้นมาควบคุมดูแลผู้คนในความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้นๆ และบังคับให้หน่วยงานทุกหน่วยที่มีชุดคุณธรรมประกาศออกใช้กำหนดมาตรการลงโทษผู้ฝ่าฝืนให้ได้ผล และจริงๆก็คือไม่ได้ผลอย่างที่รู้ๆกันอยู่

อันที่จริงที่รัฐธรรมนูญเรียกว่า “ประมวลจริยธรรม” นั้นที่จริงควรเรียกว่า “จรรยาบรรณ” (Code of Conduct) ประจำหน่วยงานมากกว่า ซึ่งประกอบด้วยบางข้อจากประมวลกฎหมาย บางข้อจากจริยธรรม บางข้อจากศีลธรรมศาสนา และบางข้อจากวัฒนธรรมประจำชาติ ที่หน่วยงานนั้นพร้อมใจกันเน้นให้เป็นอุดมคติและเอกลักษณ์ของหน่วยงานหรือสถาบัน หัวหน้าหน่วยงานต้องมีมาตรการที่จะย้ำเน้นให้เข้าในจิตไร้สำนึกระดับSuperegoให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องทำความเข้าใจให้แก่สมาชิกทุกคนตระหนักชัดเจนว่าแต่ละข้อมีความสำคัญต่างกัน คือ

1.ข้อที่เป็นกฎหมายทุกข้อบังคับพลเมืองไทยทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน และถ้ามีการฝ่าฝืน สถาบันจะให้ความร่วมมือกับทางการเพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมาย และสถาบันอาจมีการลงโทษเพิ่มเติมตามที่จะเห็นว่าเป็นคุณแก่สถาบัน

2. ข้อที่อยู่นอกเหนือกฎหมายแต่สถาบันคิดว่าจำเป็นต้องบังคับ ก็จะชี้แจงว่าเป็นระเบียบข้อบังคับ มีฐานะเหมือนกฎหมายแต่บังคับใช้เฉพาะกับสมาชิกของสถาบัน มีกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนโดยสถาบันมีผู้รับผิดชอบเอาจริงกับการไต่สวนและพิจารณาความผิดตลอดจนลงโทษตามมาตรการของกฎหมายเพื่อมิให้ระเบียบการเป็นหมัน หากบังคับไม่ได้ก็อย่าประกาศเป็นระเบียบการจะดีกว่า

3.บางข้อเป็นคุณธรรมที่ไม่มีกฎบังคับและสถาบันไม่เห็นความจำเป็นที่จะบังคับให้ปฏิบัติ แต่ก็อยากจะสนับสนุนให้มีการปฏิบัติด้วยความสมัครใจ เพราะจะเป็นคุณเพิ่มเติมแก่สถาบัน สถาบันจึงจัดอบรมโดยเชิญผู้รู้มาอบรมด้วยการเกลี้ยกล่อมด้วยเหตุผล ให้ชักชวนให้ทำดีมากกว่าที่กฎหมายบังคับ เป็นการทำดีที่น่าสรรเสริญยิ่ง มีการยกย่องให้รางวัลเป็นกำลังใจก็ยิ่งดี เพราะทำด้วยความสำนึกว่าเป็นกิจจิตอาสาควรยกย่องสรรเสริญ ให้ความสุขชื่นใจทั้งแก่ผู้ได้รับบริการและผู้ให้บริการ ที่ไม่ออกคำสั่งเป็นกฎหมายหรือระเบียบการก็เพราะไม่ควรออกกฎมากเกินจำเป็น และเมื่อออกเป็นกฎเมื่อใดก็ลดคุณค่าผู้อยากทำดีเพราะเป็นความดี ทั้งยังลดศักดิ์ศรีของสถาบันในฐานที่ต้องออกกฎบังคับเกินจำเป็น ดูแล้วเหมือนกับไม่ให้เกียรติมวลสมาชิก

4. บางข้อเป็นศีลธรรม คือคำสอนของศาสนาที่พัฒนาคุณภาพชีวิตของมวลสมาชิกของศาสนาอันยังผลถึงโลกหน้า เป็นคุณค่าที่สูงส่งและเป็นศักดิ์ศรีของคนทั้งชาติ จึงควรให้เกียรติและโอกาสแก่ทุกศาสนาที่ได้รับเชิญมาทำการแพร่ธรรมทั้งในรูปขององค์การศาสนาหรือในรูปของมูลนิธิการกุศลก็ตาม 5.บางข้อมาจากวัฒนธรรมอันดีงามของชาติซึ่งควรจะช่วยกันอนุรักษ์ให้เป็นมรดกอันมีค่าและเพิ่มคุณค่าให้แก่คนทั้งชาติ
แต่ละเรื่องควรมีการสอนในหลักสูตรให้รู้ ตามหลักวิชาการ แต่เรื่องจริยธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรมต้องมีการอบรมเป็นประจำให้ทำจนเคยชินด้วยความสนใจและมีความสุขที่จะทำ จึงต้องมีนักปรัชญาอบรมจริยธรรม นักการศาสนาอบรมศีลธรรม มีนักอนุรักษ์อบรมวัฒนธรรม

อยากเห็นสมัชชา(จะเรียกชื่ออย่างไรไม่สำคัญ) ตระหนักความสำคัญดังกล่าว และจัดให้มีผู้รู้แต่ละเรื่องทำแต่ละเรื่อง ไม่ใช่คนคนเดียวหรือกลุ่มเดียวทำทุกอย่าง ยิ่งสมัชชาลงไปทำทุกเรื่องเสียเอง ก็ยิ่งหมดหวัง

ปรัชญากฎหมาย

หมวด ปรัชญากฎหมาย

เรื่อง :  ปรัชญากฎหมาย

Topic: philosophy of law
ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง

“ในทางปฏิบัติแล้วต้องปฏิบัติตามคำสั่งของกษัตริย์ (ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์) ไปก่อน เพื่อความปลอดภัยและสงบสุขของสังคม จำเป็นต้องถือเป็นกฎหมายถูกต้อง”

ทฤษฎีดังกล่าวของ ฮับส์ (Thomas Hobbes ๑๕๘๘-๑๖๗๐) ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทั้งนี้ก็เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุขของสังคมนั่นเอง เป็นการปฏิบัติตามกติกามอบอำนาจ ส่วนเรื่องยุติธรรมหรือไม่นั้นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง เป็นเรื่องยืดยาวและหลายกรณีก็ตัดสินยาก และไม่ทราบว่าใครจะมีอำนาจตัดสินได้เด็ดขาด

เมื่อมนุษย์มากหน้าหลายตา มาอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นสังคมใหญ่ขึ้น ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการกระทบกระทั่งเบียดเบียนกันได้ จึงจำเป็นต้องบัญญัติกฎกติกาขึ้นเพื่อให้ทุกคนปฏิบัติ ทั้งนี้ก็เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยระดับหนึ่ง สามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้อย่างสงบสุข ฉะนั้นเป้าหมายของกฎหมายที่ดีจึงได้แก่ความปลอดภัยและสงบสุขของสังคมส่วนรวมและที่สำคัญกว่าก็คือบุคคลในสังคมจะต้องพร้อมใจกันเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมของทุกคนในสังคมนั่นเอง

เนื่องจากกฎหมายนั้นบัญญัติโดยมนุษย์ กฎหมายจึงวิวัฒน์ตามกระบวนทรรศน์ของมนุษย์ กฎหมายจะเป็นเช่นไรย่อมแสดงกระบวนทรรศน์ของผู้มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายนั้น ๆ ดังนี้

กฎหมายกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งใช้สำหรับสังคมสมัยนั้นที่มนุษย์รวมกลุ่มกันเป็นครอบครัวเล็ก ๆ จนกระทั่งขยายสู่ความเป็นเผ่าในที่สุด แต่ละเผ่ามีหัวหน้าเผ่า ซึ่งถือเป็นตัวแทนของเบื้องบน สัมปทานอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ออกกฎหมายต่าง ๆ ได้ตามชอบใจ

กฎหมายกระบวนทรรศน์โบราณ ในยุคนี้ทุกคนเชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ แม้เบื้องบนก็ต้องเดินตามกฎ กฎหมายจึงเป็นเรื่องวิชาการที่มนุษย์สามารถศึกษาค้นคว้าได้เช่นเดียวกับเทพและเทพก็รู้กฎไม่หมด ใครรู้มากก็ได้เปรียบมาก จึงมีการศึกษากฎหมายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ช่วยกันคิดและแลกเปลี่ยนความคิดกัน ก็จะรู้กฎหมาย (กฎเกณฑ์) มากขึ้นเป็นมาตรการตายตัวชัดเจน ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรโดยผู้ปกครองนครรัฐที่มีฐานะเป็นราชา กษัตริย์ หรือจักรพรรดิแล้วแต่ขนาดของการปกครอง เกิดมีคณะกรรมการเมืองเป็นที่ปรึกษาของผู้นำรัฐ ช่วยกันคิด ตัดสินใจและแก้ไขกฎหมาย ดำเนินการปกครองเป็นระบอบอภิชนาธิปไตยโดยมีกษัตริย์เป็นผู้ชี้ขาด

กฎหมายกระบวนทรรศน์ยุคกลาง มุ่งส่งเสริมผู้ต้องการใช้ชีวิตในโลกนี้เพื่อเตรียมตัวไปใช้ชีวิตที่ดีกว่าในโลกหน้าตามคำสอนของศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง กฎหมายจึงต้องเอื้อต่อการดำรงชีวิตตามเป้าหมายดังกล่าว ประกาศอย่างเป็นทางการโดยผู้มีอำนาจหน้าที่โดยชอบธรรมตามเกณฑ์ของศาสนาของคนส่วนใหญ่ในสังคม และมีผลบังคับสมาชิกทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดหรือไม่ เพื่อค้ำประกันให้สมาชิกส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติตามครรลองของศาสนาของตนได้อย่างสะดวกมากที่สุด จุดอ่อนคือ ผู้ใช้กฎหมายอาจอ้างประกาศิตและศรัทธาในศาสนาบังหน้าเพื่อเอาเปรียบกันหาประโยชน์ใส่ตนอย่างไม่เป็นธรรม

กฎหมายกระบวนทรรศน์นวยุค เน้นการใช้ความจริงที่ได้มาโดยวิธีการวิทยาศาสตร์เท่านั้นมาใช้ในการออกกฎหมาย กฎหมายการปกครองจะใช้ได้ต้องสามารถใช้แก้ปัญหาของสังคมได้จริงโดยมีข้อมูลรับรองตามหลักวิชาการ ตามขั้นตอนกรรมวิธีวิทยาศาสตร์ที่สามารถวิจัย ตรวจสอบและวัดผลได้ โดยยึดหลักเกณฑ์มาตรฐานคือ ขจัดทุกข์บำรุงสุขได้มากที่สุดแก่คนจำนวนมากที่สุด จุดอ่อนของกฎหมายนี้คือ คำว่า “มากที่สุด” ไม่อาจกำหนดตายตัวได้ และประโยชน์ของคนจำนวนน้อยหรือคนชายขอบมักจะถูกมองข้ามไปไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร

กฎหมายกระบวนทรรศน์หลังนวยุค ในยุคนี้มองว่ากฎหมายที่ผ่านมามีทั้งข้อดีและข้อเสีย และที่เสียนั้นมักเกิดจากนักปกครองจับมือกับนักวิชาการสร้างกฎหมายหลอกเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ให้เชื่อว่ากฎหมายเป็นธรรม แล้วก็ใช้ปกครองโดยคนทั่วไปรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถูกเอาเปรียบแล้วยังคิดว่าเป็นบุญคุณ ต้องขอบคุณเป็นการใหญ่ คนฉลาดเหนือเมฆจึงได้ทั้งการเอาเปรียบและบุญคุณ

ระบบกฎหมายที่พึงประสงค์จึงต้องรับรู้ขอบเขตและข้อจำกัดของตน ยอมรับความเปลี่ยนแปลงและพร้อมที่จะพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง ด้วยการ “ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่งดสิ่งดีใดไว้เบื้องหลัง”(Reread all, reject none) โดยควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้มีระบบคุณค่า ซึ่งก็คือคุณธรรม จริยธรรม ที่ไม่ควรออกเป็นกฎหมาย แต่ควรมีกระบวนการจูงใจอย่างได้ผลพอควรแก่สถานการณ์ บนพื้นฐานของการยอมรับในคุณค่าและความแตกต่างหลากหลายของความเป็นมนุษย์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกทุกคนในสังคมอย่างเป็นลำดับขั้นของการพัฒนาสู่คุณค่าสูงสุดของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

คุณค่าของกฎหมายจึงอยู่ที่ความสามารถในการรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อความสงบสุขส่วนรวมของสังคมซึ่งจะเป็นไปได้เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย ๒ ประการได้แก่ปัจจัยทางด้านตัวกฎหมายเองและปัจจัยด้านตัวบุคคลในสังคม นั่นคือ กฎหมายจะมีผลบังคับให้บุคคลทุกคนยอมรับและเคารพปฏิบัติตามได้นั้นต้องมีความเป็นธรรม ๓ ประการ ดังนี้

๑. ความเป็นธรรมทางกฎหมาย (Legal justice) คือต้องมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม
๒. ความเป็นธรรมทางหมู่คณะ (Commutative justice) คือไม่ก้าวก่ายนอกหมู่คณะ
๓. ความเป็นธรรมทางเฉลี่ยทั่วหน้า (Distributive justice) คือไม่ไว้หน้าใคร ไม่มีสองมาตรฐาน
เมื่อกฎหมายมีคุณสมบัติของความเป็นธรรมครบถ้วนดังกล่าวแล้วก็จะเอื้อให้บุคคลในสังคมพร้อมใจกันเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้สังคมโดยรวมก็จะสงบสุขได้อย่างแน่นอน

กฎหมายกับเสรีภาพ

หมวด ปรัชญากฎหมาย

เรื่อง :  กฎหมายกับเสรีภาพ

Topic: Law and freedom
ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง

“ผู้ใดสมัครใจจะเป็นสมาชิกในกลุ่มชนใดก็ต้องยอมรับกฎหมายประเภทนี้ของกลุ่มชนนั้น ๆ โดยปริยาย”

มีผู้คนมากมายที่อ้างสิทธิส่วนบุคคลที่จะทำตามใจตัวเองโดยไม่ยอมรับกฎระเบียบของสังคมหมู่คณะส่วนรวม โดยอ้างว่าตนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกฎนั้น ๆ ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเกิดจากความไม่เข้าใจเรื่องสิทธิส่วนบุคคลกับความจำเป็นของกฎระเบียบในการรักษาผลประโยชน์และความสงบเรียบร้อยของสังคมส่วนรวมซึ่งก็คือส่วนของหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ต้องมีมาพร้อมกับสิทธินั่นเอง

มนุษย์ทุกคนมีสิทธิส่วนหนึ่งเป็นปรนัยร่วมกันคือ สิทธิอันพึงมีทุกสิ่งที่ประกันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นอกจากนั้นก็เป็นสิทธิแบบอัตนัยที่แต่ละสังคมบัญญัติไว้ให้ โดยแลกกับหน้าที่และความรับผิดชอบที่สมาชิกต้องมีให้แก่สังคมส่วนรวมด้วยการปฏิบัติตามกฎของสังคมนั้น ๆ แต่การบัญญัติกฎใด ๆขึ้นมา ย่อมเป็นส่วนของการละเมิดสิทธิส่วนตัวของปัจเจกบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นความรับผิดชอบของสังคมที่ต้องบัญญัติกฎขึ้นให้น้อยที่สุด เท่าที่จะสำเร็จประโยชน์ในการบรรลุเป้าหมายส่วนรวม ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะละเมิดสิทธิของสมาชิกในสังคมให้น้อยที่สุด และในขณะเดียวกันสมาชิกในสังคมนั้น ๆ ก็ต้องตระหนัก เข้าใจและยอมรับถึงความจำเป็นที่จะต้องถูกละเมิดสิทธิโดยกฎบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์และความสงบสุขของสังคมส่วนรวมนั่นเอง

สิทธิกับหน้าที่จึงเป็นของคู่กัน ผู้ที่คิดจะมีสิทธิเอาแต่ใจตนเองเพียงอย่างเดียวนับว่าเป็นผู้คิดจะเอาเปรียบสังคม เมื่อมีสิทธิแล้วก็มีหน้าที่จะต้องให้สิทธิเดียวกันนั้นแก่ผู้อื่น ด้วยการให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎที่กลุ่มชนนั้น ๆ เห็นว่าแต่ละคนควรปฏิบัติอย่างไร เพื่อเป้าหมายอันได้แก่ ประโยชน์ และความสุขส่วนรวมของกลุ่มชนนั้น ๆ

เมื่อมีหน้าที่ก็ย่อมต้องมีความรับผิดชอบ ที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ความรับผิดชอบขั้นแรกก็คือ ศึกษาให้รู้สิทธิและหน้าที่ของตนอย่างเพียงพอสำหรับประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามบริบทของสังคมนั้น ๆ และความรับผิดชอบต่อมาก็คือ การยอมรับโทษเมื่อปฏิบัติบกพร่อง หรือผิดพลาดจากกฎของส่วนรวม เพื่อให้สังคมส่วนรวมเดินหน้าต่อไปสู่เป้าหมายได้ด้วยดีโดยไม่มีอุปสรรคจากคนที่คิดแหกกฎ

สิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบ จึงต้องสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น มีอย่างหนึ่งก็ต้องมี ๒ อย่างตามมาด้วยความจำเป็น ถ้าไม่ต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ต้องไม่ต้องการอีก ๒ อย่างด้วย ผู้ต้องการมีสิทธิต่าง ๆ ย่อมจะต้องสำนึกและยอมรับว่าตนมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่าง ๆ ควบคู่กันมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มิใช่คิดแต่จะทวงสิทธิส่วนบุคคลอย่างเดียว ถ้าไม่อยากจะมีหน้าที่และความรับผิดชอบใด ๆ ต่อสังคมเลยก็สามารถทำได้ด้วยการเลือกที่จะไม่ใช้และไม่รับสิทธิต่าง ๆ ที่สังคมกำหนดให้ เช่นเดียวกับการแข่งขันกีฬา เรามีสิทธิที่จะเข้ามาเล่นหรือไม่ก็ได้ และถ้าสมัครใจที่จะเข้ามาเล่น ก็ต้องเล่นไปตามกฎกติกาที่กำหนด ถ้าไม่อยากเล่นตามกฎกติกาก็ต้องออกจากเกมการแข่งขัน และไม่มีสิทธิที่จะเล่นต่อหรือได้รับรางวัลใด ๆ จากการแข่งขัน

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑