Machiavelli’s philosophy

marchiavelli

Machiavelli’s philosophy ปรัชญาของมาเคียเวลลี

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

อภิปรัชญา มาเคียเวลลีวางรากฐานทางอภิปรัชญา โดยกำหนดว่ามนุษย์ทั้งโลกมีธรรมชาติเดียวกัน จึงมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนกันในทุกเวลาและสถานที่ มีกิเลสเหมือนกัน หากแต่แสดงออกต่างกันตามสิ่งแวดล้อม จึงเกิดวัฒนธรรมขึ้นต่าง ๆ กัน ความคิดเช่นนี้นักวิจารณ์จัดให้อยู่ในประเภทลัทธิธรรมชาตินิยม (naturalism) ซึ่งน่าจะปฏิเสธการเลือกเสรีของมนุษย์ แต่มาเคียเวลลีกลับคิดว่า ในชีวิตจริงของเรานั้นมีส่วนหนึ่งถูกกำหนดโดยชะตาลิขิตหรือน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า มนุษย์ไม่มีทางเลือก ต้องจำยอมและน้อมรับโดยเต็มใจ และไม่ควรเสียแรงฝ่าฝืน แต่ทว่าในอีกส่วนหนึ่งของเหตุการณ์มีเงื่อนไขบางประการที่เสนอให้มนุษย์เราเลือกได้ มนุษย์สามารถใช้สติปัญญามองดูว่ามีเงื่อนไขใดบ้างที่เสนอตัวมาให้เลือก และมนุษย์ก็สามารถและมีสิทธิเลือก จึงควรใช้สติปัญญาชั่งดูส่วนได้ส่วนเสียของเงื่อนไขต่าง ๆ ใช้น้ำใจเลือกเงื่อนไขตามที่ตนเองเห็นว่าเหมาะสม ผู้ใดใช้สติปัญญาตรึกตรองตรวจอย่างดี และใช้น้ำใจหรือเจตจำนงเลือกเงื่อนไขที่ดีที่สุด ย่อมได้ชื่อว่ามีคุณธรรม (virtue) ในการจัดการกับโชค (fortune)

มนุษย์ มาเคียเวลลีคิดเหมือนนักบุญออเกิสทีน ว่ามนุษย์ทุกคนมีบาปกำเนิด ทำให้มนุษย์ทุกคนมีความโน้มเอียงทางเห็นแก่ตัวและชอบความพึงพอใจทางประสาทสัมผัส ยากนักที่มนุษย์เราจะยอมเสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทน แม้แต่จะเสียสละให้กับพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้า ไม่ว่าใครหากมีโอกาสเมื่อใดก็จะกอบโกยหาประโยชน์ใส่ตน คนฉลาดก็อาจจะหลอกล่อคนโง่ได้ว่าตนเสียสละ แต่แล้วก็ใช้ตำแหน่งหน้าที่กอบโกยหาผลประโยชน์ใส่ตนโดยคนโง่ไม่รู้ตัว เพราะคิดเช่นนี้แหละ นักวิจารณ์จึงจัดให้เข้าลัทธิทุทรรศนนิยม(pessimism) อย่างไรก็ตามมาเคียเวลลีก็ยังคิดอยู่ว่ามีบางคนแม้จะน้อยคนที่เป็นอัจฉริยะทางเสียสละจริง ๆ เป็นผู้ไร้กิเลส เป็นนักบุญ แต่ทั้งนี้ไม่อาจจะต้านกระแสความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ส่วนใหญ่ได้ มาเคียเวลลีคิดว่านี่คือข้อเท็จจริงอันเป็นพื้นฐานสำหรับปรัชญาการเมือง และนโยบายการเมืองของนักการเมืองอาชีพ

ปรัชญาการเมือง มาเคียเวลลีคิดว่าปรัชญาการเมืองต้องมีพื้นฐานบนข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้วข้างต้น และจะต้องมีเป้าหมายเฉพาะของตนเอง ไม่ขึ้นกับเป้าหมายของจริยศาสตร์และศาสนา คือจะต้องฝากเป้าหมายไว้กับประสิทธิภาพของการปกครอง นักปกครองอาชีพ ในฐานะนักปกครองต้องตั้งเป้าหมายสูงสุดที่การปกครองให้สังคมเรียบร้อยสงบสุข นักปกครองอาชีพจึงจำเป็นต้องตีหลายหน้าหรือสวมหน้ากากหลายอัน คือ ในฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัวก็ต้องวางตัวแบบหนึ่ง ในฐานะเป็นสมาชิกในสังคมใดก็ต้องถือทัศนคติตามแบบของสังคมนั้น แต่ในขณะทำหน้าที่นักการเมืองจะต้องใช้ทุกอย่างเพื่อประสิทธิภาพในการปกครอง มิฉะนั้นจะเป็นนักการเมืองที่ดีไม่ได้ มาเคียเวลลีคิดว่านักการเมืองที่ดีจะต้องไม่กลัวและไม่เกรงใจที่จะหลอกลวงหรือหักหลังใครก็ตาม หากจำเป็นเพื่อยึดอำนาจสำหรับจัดระเบียบให้สังคม มาเคียเวลลีคิดว่าระบอบปกครองที่ดีที่สุดคือสาธารณรัฐที่มีการใช้อำนาจถ่วงดุลกันอย่างแนบเนียน แต่ทว่าระบอบนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อพลเมืองมีการศึกษาดีและรู้ทันกัน มิฉะนั้นแล้วก็ต้องเผด็จการด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จจึงจะควบคุมสถานการณ์ได้ ในสถานการณ์เช่นนี้นักการเมืองอาชีพจะต้องไม่กริ่งเกรงหรือท้อใจในการใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเด็ดขาดนั้น หากตนเองไม่ทำ ผู้มีความสามารถมากกว่าก็จะทำ และคงกวาดล้างผู้ที่สามารถมากกว่าแต่ไม่มีอำนาจ

Locke on law

locke

Locke on law ลัคเรื่องกฎหมาย

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

กฎ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามประเภทของการลงโทษ ที่ต้องลงโทษกันก็เพราะความจำเป็นในการรักษาผลประโยชน์ตามความมุ่งหมายของแต่ละประเภท

1) กฎของพระเจ้า(The Divine Law) ลัคถือว่าเป็นพื้นฐานของกฎหมายอื่น ๆ ทั้งหลาย กฎหมายอื่น ๆ มีหน้าที่เพียงขยายความหรือตีความกฎนี้ จะขัดแย้งหรือยกเลิกเสียไม่ได้

2) กฎหมายบ้านเมือง (The Civil Law) นำเอากฎของพระเจ้ามากำหนดเจาะจงลงไปให้แน่นอนว่าในแต่ละกรณีจะต้องทำอย่างไร เพื่อทุกคนจะได้มีความสุขและเพื่อประกันประสิทธิภาพ ก็จะต้องมีการจับกุม ลงโทษ ผู้ละเมิดตามความจำเป็น

3) กฎหมายตามความเห็น (The Law of Opinion or Reputation) เป็นกฎหมายตามความเห็นของกลุ่มชนที่เห็นว่าแต่ละคนควรปฏิบัติอย่างไร เพื่อความสุขส่วนรวมของกลุ่มชนนั้น ๆ ผู้ไม่ปฏิบัติตามก็ถูกประณามว่าเห็นแก่ตัว ทำให้เสียเกียรติ เสียชื่อ ทนอยู่ในกลุ่มชนนั้นต่อไปไม่ได้ ผู้ใดสมัครใจจะเป็นสมาชิกในกลุ่มชนใดก็ต้องยอมรับกฎหมายประเภทนี้ของกลุ่มชนนั้น ๆ โดยปริยาย

เรารู้กฎหมายจากพระเจ้าได้อย่างไร? ฝ่ายคาทอลิกอ้างว่ารู้ได้โดยฟังเสียงของผู้มีอำนาจทางศาสนาและศึกษาจากธรรมประเพณี (The Church and Traditions) ฝ่ายโปรเตสแตนต์อ้างว่ารู้ได้โดยศึกษาจากไบเบิลโดยตรง ลัคเห็นว่าเราอาจรู้ได้โดยการพิสูจน์

Law and freedom

law

law and freedom กฎหมายกับเสรีภาพ
ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

“ผู้ใดสมัครใจจะเป็นสมาชิกในกลุ่มชนใดก็ต้องยอมรับกฎหมายประเภทนี้ของกลุ่มชนนั้น ๆ โดยปริยาย”

มีผู้คนมากมายที่อ้างสิทธิส่วนบุคคลที่จะทำตามใจตัวเองโดยไม่ยอมรับกฎระเบียบของสังคมหมู่คณะส่วนรวม โดยอ้างว่าตนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกฎนั้น ๆ ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเกิดจากความไม่เข้าใจเรื่องสิทธิส่วนบุคคลกับความจำเป็นของกฎระเบียบในการรักษาผลประโยชน์และความสงบเรียบร้อยของสังคมส่วนรวมซึ่งก็คือส่วนของหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคมที่ต้องมีมาพร้อมกับสิทธินั่นเอง

มนุษย์ทุกคนมีสิทธิส่วนหนึ่งเป็นปรนัยร่วมกันคือ สิทธิอันพึงมีทุกสิ่งที่ประกันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นอกจากนั้นก็เป็นสิทธิแบบอัตนัยที่แต่ละสังคมบัญญัติไว้ให้ โดยแลกกับหน้าที่และความรับผิดชอบที่สมาชิกต้องมีให้แก่สังคมส่วนรวมด้วยการปฏิบัติตามกฎของสังคมนั้น ๆแต่การบัญญัติกฎใด ๆขึ้นมาย่อมเป็นส่วนของการละเมิดสิทธิส่วนตัวของปัจเจกบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นความรับผิดชอบของสังคมที่ต้องบัญญัติกฎขึ้นให้น้อยที่สุด เท่าที่จะสำเร็จประโยชน์ในการบรรลุเป้าหมายส่วนรวมทั้งนี้ก็เพื่อที่จะละเมิดสิทธิของสมาชิกในสังคมให้น้อยที่สุด และในขณะเดียวกันสมาชิกในสังคมนั้น ๆ ก็ต้องตระหนัก เข้าใจและยอมรับถึงความจำเป็นที่จะต้องถูกละเมิดสิทธิโดยกฎบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์และความสงบสุขของสังคมส่วนรวมนั่นเอง

สิทธิกับหน้าที่จึงเป็นของคู่กัน ผู้ที่คิดจะมีสิทธิเอาแต่ใจตนเองเพียงอย่างเดียวนับว่าเป็นผู้คิดจะเอาเปรียบสังคม เมื่อมีสิทธิแล้วก็มีหน้าที่จะต้องให้สิทธิเดียวกันนั้นแก่ผู้อื่น ด้วยการให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎที่กลุ่มชนนั้น ๆ เห็นว่าแต่ละคนควรปฏิบัติอย่างไร เพื่อเป้าหมายอันได้แก่ ประโยชน์ และความสุขส่วนรวมของกลุ่มชนนั้น ๆ

เมื่อมีหน้าที่ก็ย่อมต้องมีความรับผิดชอบ ที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ความรับผิดชอบขั้นแรกก็คือ ศึกษาให้รู้สิทธิและหน้าที่ของตนอย่างเพียงพอสำหรับประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามบริบทของสังคมนั้น ๆและความรับผิดชอบต่อมาก็คือ การยอมรับโทษเมื่อปฏิบัติบกพร่อง หรือผิดพลาดจากกฎของส่วนรวม เพื่อให้สังคมส่วนรวมเดินหน้าต่อไปสู่เป้าหมายได้ด้วยดีโดยไม่มีอุปสรรคจากคนที่คิดแหกกฎ

สิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบ จึงต้องสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น มีอย่างหนึ่งก็ต้องมี ๒ อย่างตามมาด้วยความจำเป็น ถ้าไม่ต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ต้องไม่ต้องการอีก ๒ อย่างด้วย ผู้ต้องการมีสิทธิต่าง ๆ ย่อมจะต้องสำนึกและยอมรับว่าตนมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่าง ๆ ควบคู่กันมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มิใช่คิดแต่จะทวงสิทธิส่วนบุคคลอย่างเดียว ถ้าไม่อยากจะมีหน้าที่และความรับผิดชอบใด ๆ ต่อสังคมเลยก็สามารถทำได้ด้วยการเลือกที่จะไม่ใช้และไม่รับสิทธิต่าง ๆ ที่สังคมกำหนดให้ เช่นเดียวกับการแข่งขันกีฬา เรามีสิทธิที่จะเข้ามาเล่นหรือไม่ก็ได้และถ้าสมัครใจที่จะเข้ามาเล่น ก็ต้องเล่นไปตามกฎกติกาที่กำหนด ถ้าไม่อยากเล่นตามกฎกติกาก็ต้องออกจากเกมการแข่งขัน และไม่มีสิทธิที่จะเล่นต่อหรือได้รับรางวัลใด ๆ จากการแข่งขัน

justice

justice, criterion of เกณฑ์ความยุติธรรม

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ความยุติธรรม (Justice) แอร์เริสทาทเถิล (Aristotleก.ค.ศ. 384-322) ได้นิยามไว้ว่าได้แก่การให้แก่ทุกคนและแต่ละคนตามความเหมาะสม (giving every man his due) นั่นคือ ต้องรู้ว่าเรามีกำลังให้เท่าไร ควรให้แก่ใครเท่าไร และอย่างไร เช่น แก่ตัวเราเอง แก่บุคคลในครอบครัว แก่บุคคลในวงศ์ญาติ เพื่อนฝูง มิตรสหาย แก่บุคคลร่วมงาน แก่ผู้บังคับบัญชา แก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ ความยุติธรรมเป็นพื้นฐานของคุณธรรมทุกอย่างดังที่เพลโทว์ได้ให้ข้อสังเกตไว้ อาจจะกล่าวได้ว่า คุณธรรมอื่นเป็นเพียงแง่ต่าง ๆ ของความยุติธรรมนั่นเอง

ความยุติธรรมจึงเป็นแก่นหรือสารัตถะของคุณธรรมทุกชนิด ผู้ใดมีความยุติธรรมสูง ย่อมเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมทุกอย่าง คุณธรรมบางอย่างอาจไม่ปรากฏออกมาให้เห็น เพราะไม่มีโอกาสจะแสดงออกมา แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อใดก็พร้อมที่จะแสดงออกได้ทันทีอย่างถูกต้องเพียบพร้อม ผู้มีความยุติธรรมสูงจึงเป็นผู้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในตัว สังคมที่มีความยุติธรรมย่อมเป็นสังคมที่สงบสุข เพราะทุกคนมั่นใจว่าตนเองจะได้รับสิทธิอันชอบธรรม หากมีผู้ใดละเมิดก็จะได้รับการลงโทษอันควรแก่โทษานุโทษ จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีใครอยากละเมิดโดยง่าย

อย่างไรก็ตาม มีปัญหาต้องขบคิดกันเรื่อยมาว่า อะไรคือความยุติธรรมที่เราจะต้องปฏิบัติในสังคม สมาชิกประเภทใดในสังคมสมควรได้สิทธิอันชอบธรรม หากมีผู้ใดละเมิดก็จะได้รับการลงโทษอันควรแก่โทษานุโทษ จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีใครอยากละเมิดโดยง่าย

หากแต่มีปัญหาต้องขบคิดกันเรื่อยมาว่า อะไรคือความยุติธรรมที่เราจะต้องปฏิบัติในสังคม สมาชิกประเภทใดในสังคมสมควรได้สิทธิแค่ไหน ใครจะเป็นผู้กำหนด และเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นใครจะเป็นผู้ชี้ขาด จึงนับว่าเป็นปัญหาหนึ่งที่นักจริยศาสตร์ด้านต่าง ๆ จะต้องช่วยกันขบคิดเรื่อยไปในทุกยุคทุกสมัย ทุกเวลาและสถานที่ เช่น ในปัจจุบันกำลังมีปัญหาขบคิดกันว่าควรให้บุคคลมีทรัพย์สินเท่าไรจึงจะยุติธรรม การต่อรองระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้างจึงจะยุติธรรม การทำแท้งอย่างเสรีจะยุติธรรมหรือไม่ ใครควรเสียภาษีให้รัฐเท่าไรจึงจะยุติธรรม รัฐจะต้องช่วยคนจนอย่างไรจึงจะยุติธรรมและไม่เป็นการส่งเสริมให้พลเมืองเกียจคร้าน เป็นต้น

ในประวัติศาสตร์มนุษย์ได้ประสบพัฒนามาตรการความยุติธรรมมาแล้ว 5 รูปแบบใหญ่ๆ คือ revenge, tit-for-tat, compensation, defendability, due

ทำไมจึงมีหลายเกณฑ์ ทำไมจึงมีเกณฑ์เก่าล้าสมัยและเกณฑ์ใหม่ทันสมัย ทันสมัยอย่างไรและล้าสมัยอย่างไร ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเข้าใจเรื่องกระบวนทรรศน์ 5 เป็นสำคัญ

interesting on ethic

interesting on ethic จริยธรรมของความสนใจ

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

คุณธรรม (virtue)ย่อมเป็นสิ่งน่าสรรเสริญในทุกยุคทุกสมัย และผู้มีคุณธรรมดีพร้อมสมบูรณ์แบบ (integrity) ไม่ว่าในยุคสมัยใดย่อมจะต้องมีคุณธรรมหลัก 4 ประการควบถ้วน แต่ทว่าการปฏิบัติคุณธรรมย่อมจะต้องแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม และความต้องการของแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ละยุคแต่ละสมัยจึงมีความต้องการคุณธรรมไม่เหมือนกันและเทิดทูลคุณธรรมต่างกันเป็นบางข้อ เช่น บางสมัยเทิดทูลความกล้าบั่นชีวิตคนต่างเผ่า แต่ต่อมากลับเน้นเมตตาธรรมกับทุกคน เป็นต้น คุณธรรมที่ควรเทิดทูลเป็นพิเศษในสมัยปัจจุบัน ได้แก่ การใฝ่หาสันติภาพระดับโลก การร่วมมือทุกระดับ ความสามารถประนีประนอมตามแนวพหุนิยม ความกล้าเปิดเผยกลลวงสังคม เป็นต้น จึงควรเน้นความสนใจดังกล่าวเป็นเหตุจูงใจให้อยากเสียสละอย่างมีความสุข

การใฝ่หาสันติภาพระดับโลก
ไม่เคยมีสมัยใดที่โลกของเราต้องการสันติภาพเท่าสมัยนี้ เพราะสงครามหมายถึงความหายนะของมนุษยชาติ สงครามไม่ว่าจะเกิดขึ้น ณ จุดใดของโลก ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนถึงทุกจุดของโลกและสงครามครั้งต่อไปหมายถึงการสูญสิ้นอารยธรรมของมนุษยชาติ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจแต่มนุษย์เราก็หาได้ร่วมมือกันสร้างสันติภาพอย่างจริงจังไม่ กลับใช้การเสี่ยงต่อการหายนะนี้เองข่มขู่กันและกันเพื่อหาทางได้เปรียบ ฝ่ายที่ถูกเอาเปรียบก็ต้องหาทางขัดขวาง ทำให้เกิดความตึงเครียดไม่หยุดหย่อน การรักษาสันติภาพของโลกจึงขึ้นอยู่กับความจริงใจของทุก ๆ ฝ่าย ที่จะลดความตึงเครียด และใฝ่หาสันติภาพกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ เข้าใจและเห็นใจซึ่งกันและกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งทำแต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ตอบสนองสันติภาพอันแท้จริงก็เกิดขึ้นไม่ได้ จึงมีการตั้งรางวัลระดับโลกและระดับท้องถิ่นขึ้นโดยผู้ใฝ่หาสันติภาพ เพื่อจูงใจให้ใฝ่หาสันติภาพกันอย่างมีประสิทธิภาพ

การตั้งรางวัลเช่นนี้ได้รับการตอบรับชื่นชมจกชาวโลก จึงนับว่าเป็นคุณธรรมที่มนุษย์ทั่วโลกให้การสนับสนุน แม้จะให้รางวัลกันไม่มากแล้วก็ตามและทุกคนปรารถนาให้มีสันติภาพถาวรในโลก แต่จนบัดน้า ทางแห่งสันติภาพถาวรในโลกก็ยังมืดมนอยู่ จะเป็นความใฝ่ฝันอันเลื่อนลอยของชาวโลกเสียละหรือ คงไม่ใช่เช่นนั้นถ้าชาวโลกยังร่วมใจกันใฝ่หาด้วยวิริยะอุตสาหะและอหิงสาต่อไป
การร่วมมือทุกระดับ

ในสังคมปัจจุบันไม่มีใครจะอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว เพราะความเป็นอยู่ในปัจจุบันมีปัญหาสลับซับซ้อนยิ่งนัก ผู้มีเป้าหมายเหมือนกันหรือผลประโยชน์ร่วมกันจึงต้องหันหน้าเข้าปรึกษาหารือกันและช่วยกันเป็นหูเป็นตาในการรักษาผลประโยชน์ของกันและกัน ยิ่งกว่านั้น การซื้อขายในปริมาณมากย่อมลดราคาต้นทุนลงได้มาก จึงเห็นกันอยู่ว่า องค์การ ชมรม สโมสร สหกรณ์ สมาคม ฯลฯ เกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด การร่วมมือเคยมีมาแล้วในอดีต แต่ทว่าการร่วมมือในอดีตมักจะมีพื้นฐานอยู่บนความจงรักภักดีในปัจจุบันการร่วมมือมักจะเกิดด้วยความสมัครใจ บนพื้นฐานของความเสมอภาค ประธานได้จากการเลือกตั้งโดยคะแนนเสียงข้างมาก โดยไม่ขึ้นต่อยศถาบรรดาศักดิ์หรือวงศ์ตระกูล จึงนับว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมปัจจุบัน

การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานเดียวกันนี้ แม้จะมีความต้องการของมนุษย์ปัจจุบันที่ต้องร่วมมือกัน แต่ความล้มเหลวก็เกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ทั้งนี้เพราะสมาชิกไม่รู้จักร่วมมือกันอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ การร่วมมือได้อย่างดีและสม่ำเสมอจึงนับว่าเป็นคุณธรรมสำคัญข้อหนึ่งของชีวิตในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การใช้สติปัญญา การใช้ความสามารถส่วนบุคคล และการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีตลอดจนประดิษฐกรรมต่าง ๆ การร่วมมือไม่ว่าจะในระดับใดทั้งสิ้นต้องการคุณธรรมนี้ โดยเฉพาะอย่างการดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างใกล้ชิด ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ธรรมชาติย่อมมีผลกระทบถึงทุกส่วนของโลก

ความสามารถประนีประนอมตามแนวพหุนิยม
ขณะที่เราภูมิใจที่ชาติของเรามีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย แต่เราก็พากันหวาดผวาว่าประชาธิปไตยจะนำไปสู่ความความสับสนวุ่นวาย เพราะมีผู้ใช้ประชาธิปไตยกันจนเกิดความเสียหายซึ่งทางฝ่ายปกครองก็ไม่กล้าจัดการรุนแรง เพราะกลัวจะไม่เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย เราต้องเข้าใจกันให้ดีโดยทั่วไปว่าใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่พอสำหรับการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยเพราะกฎหมายถ้ารัดกุมเกินไป จะกลายเป็นกฎหมายเผด็จการไปเสีย

เราจะอยู่กันได้อย่างสงบสุขและประชาธิปไตยจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ก็โดยที่พลเมืองทุกคนมีคุณธรรมอันจำเป็นสำหรับประชาธิปไตย นั่นคือคุณธรรมการประนีประนอม เพราะตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยแล้วประชาชนทุกคนย่อมมีเสรีในการแสดงความคิดเห็นและกระทำการทำอย่างในขอบเขตของกฎหมาย แต่ทว่ากฎหมายก็มาจากความต้องการของประชาชนนั่นเอง ดังนั้น ประชาชนทุกคนจะต้องตระหนักว่าในทางปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตยนั้น จำต้องรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของทุกคนเพื่อหาทางสายกลาง ในทางสายกลางที่จะใช้เป็นแนวปฏิบัตินี้ทุกคนต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย จะให้ใครคนหนึ่งมีแต่ส่วนได้หรือใครคนหนึ่งมีแต่ส่วนเสียย่อมไม่ใช่ทางปฏิบัติของประชาธิปไตย แม้จะมีเสียงสนับสนุนข้างมากก็เป็นการทำลายประชาธิปไตยอยู่นั้นเอง

ดังนั้น ผู้ที่รักประชาธิปไตยจะต้องพร้อมที่จะเสียสละเพื่อได้มาซึ่งสิทธิอันควรได้ตามระบอบประชาธิปไตย ถ้าตนเองมีแต่ทางได้ไม่มีทางเสียก็ควรจะละอายแก่ใจ ถ้าเห็นใครมีแต่ทางเสียไม่มีทางได้ควรช่วยกันทักท้วง นี่คือคุณธรรมในระบอบประชาธิปไตย เมื่อพบทางสายกลางที่พอจะปฏิบัติได้ โดยทุกคนได้บ้างเสียบ้างแล้ว ทุกคนในระบอบประชาธิปไตยจะต้องสนับสนุนและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ส่วนความคิดเห็นนั้นพึงเปิดเสรีและฝึกฝนให้รับฟังความคิดเห็นของกันและกันด้วยความสนใจบนพื้นฐานแห่งความเคารพและเกรงใจกันและกันด้วยมารยาทของชาวประชาธิปไตย

นี่คือคุณธรรมการประนีประนอมตามแนวพหุนิยมอันจำเป็นสำหรับการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย สังคมอารยะ (Civil society) คืออุดมคติของระบอบประชาธิปไตย จะได้เพียงประชาสังคม (civic society) เท่านั้นหาพอไม่ ประชาสังคมต้องการเพียง “เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์” แต่สังคมอารยะต้องการ “เสียงประชาชนที่มีคุณธรรมคือเสียงสวรรค์” ไม่ใช่เพราะถูกข่มขู่ชักจูงด้วยอำนาจ ๓ เอ็ม คือ อำนาจปืน (missile) อำนาจสื่อ (media) และอำนาจเงิน (money)

Hume on ethics

Hume on ethics ฮิวม์กับจริยศาสตร์

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ฮิวม์เห็นว่าชาวเหตุผลนิยมเข้าใจผิดมากที่จัดจริยศาสตร์เข้าประเภทคณิตศาสตร์ โดยคิดว่าจริยธรรมสามารถพิสูจน์ได้ด้วยเหตุผล แต่ฮิวม์เห็นว่าเหตุผลอยู่ในระดับความคิด ไม่สามารถผลักดันให้เราทำกิจกรรมได้ แต่ทว่าจริยธรรมย่อมผลักดันให้ทำกิจกรรม เพราะฉะนั้นจริยธรรมไม่อยู่ในประเภทเหตุผล

อะไรเล่าผลักดันให้เราทำกิจกรรม ฮิวม์เห็นว่าก็มีแต่ความอยากได้ความพอใจ(pleasure) และหลีกเลี่ยงความทุกข์(pain) เท่านั้น เพราะฉะนั้นความพอใจและความทุกข์เป็นมาตรการวัดจริยธรรม การอยากได้ความพอใจและพยายามหลีกเลี่ยงความทุกข์รวมเรียกว่ากิเลส(passion) เพราะฉะนั้นหลักจริยธรรมเป็นเรื่องของกิเลส ไม่ใช่เรื่องของเหตุผล เหตุผลอาจช่วยแนะให้กิเลสรู้ว่าที่ไหนมีความพอใจและที่ไหนมีความทุกข์ เหตุผลจึงมีฐานะเป็นเพียงทาสของกิเลส“เหตุผลเป็นและควรเป็นเพียงทาสของกิเลส และไม่น่าบังอาจถือศักดิ์ศรีเกินหน้าที่รับใช้และเชื่อฟังกิเลส”นับว่าฮิวม์กลับไปหาลัทธิรตินิยม(hedonism) อันเป็นผลสรุปจากปรัชญาลัทธิประสบการณ์นิยม

การรู้ว่าอะไรให้ความพอใจ อะไรให้ความทุกข์เป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องของเหตุผล “จริยธรรมเป็นเรื่องคุณสมบัติรู้สึกได้ยิ่งกว่าจะตัดสินได้” ฮิวม์จึงต้องค้นคว้าเรื่อง ความรู้สึก จริยธรรม(moral sentiment) ซึ่งฮิวม์วิจัยออกดังนี้

ก. Pride and Shame เมื่อเรารู้สึกชอบหรือไม่ชอบเกี่ยวกับตัวเราเอง (ภูมิใจ-อับอาย)
ข. Love and Hate เมื่อเรารู้สึกชอบหรือไม่ชอบเกี่ยวกับผู้อื่น (รัก-เกลียด)
ค. Like and Dislike เมื่อเรารู้สึกชอบหรือไม่ชอบเกี่ยวกับวัตถุ (ชอบ-ไม่ชอบ)

เหตุก็เพราะความรู้สึก (sentiment)กลุ่มแถวหน้า(Pride, Love, Like)ให้ความพอใจ ส่วนกลุ่มหลัง(Shame, Hate, Dislike)ให้ความทุกข์ คุณธรรม(virtue)หรือนิสัยดีก็คือ ความรอบคอบในการคำนวณทางได้เสียอย่างแม่นยำ ตัดสินใจแล้วก็มีทางได้ความพอใจมากกว่าล้มเหลว ถ้าคำนวณผิดพลาดบ่อย ๆ นั่นเรียกว่า มี นิสัยเลว(vice) เพราะฉะนั้น คุณธรรม = ความรอบคอบ และกิเลส = ความไม่รอบคอบ ส่วนความกล้าหาญและการรู้จักประมาณตนก็รวมอยู่ในความรอบคอบแล้ว

ความยุติธรรม (justice)ไม่ใช่ความรู้สึกทางศีลธรรม แต่เป็นความพร้อมใจ (convention) ตกลงกันในสังคม เช่นเดียวกับกติกาอื่น ๆ ในสังคม เช่น กฎจราจร กฎหมายระหว่างชาติยามสงคราม ฯลฯ ที่คิดตั้งกฎกันขึ้นมาก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน หาได้เกิดจากความพอใจหรือความทุกข์แต่ประการใดไม่

รัฐบาลและกฎหมายก็เป็นเรื่องของการตกลงเพื่อประโยชน์ร่วมกัน รัฐบาลและกฎหมายที่มีจุดหมายดังนี้อยู่แล้วควรรักษาไว้ ไม่ควรเปลี่ยนเพราะเหตุอันเนื่องมาจากวงศ์สกุล ศาสนา ลัทธิ หรือเรื่องส่วนตัว ความเชื่อในศาสนานั้นเกิดจากความกลัวของมนุษย์ดั้งเดิม แล้วต่อมามีคนเขียนเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ส่วนพระเจ้าในทำนองปรัชญา คือ เท่าที่พิสูจน์ด้วยวิธีเปรียบเทียบนั้น สรุปได้ว่ามีพระเจ้าผู้วางแผนสร้างโลกเพียงในขั้นน่าจะเป็นเท่านั้น คือสรุปได้อย่างมากว่าน่าจะมีพระเจ้าผู้สร้างโลก

Hobbes on polity

Hobbes on polity ฮับส์ว่าด้วยการเมือง

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ทฤษฎีของฮับส์ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า กษัตริย์ที่ได้รับมอบหมายภารกิจให้ความปลอดภัยแก่ปวงชนนั้น ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจตามหน้าที่จริง ๆ นับเป็นจุดอ่อนซึ่งนักปรัชญาการเมืองรุ่นหลัง ๆ จะวิจารณ์ต่อไป เช่น ฮิวม์ เป็นต้น

กฎหมายก็คือคำสั่งของกษัตริย์ และข้อสรุปอันเนื่องมาจากคำสั่งดังกล่าว

แต่ฮับส์ก็ให้ระวังต่อไปว่า ที่ว่ากฎหมายเป็นคำสั่งของกษัตริย์นั้น หาได้คลุมไปถึงปัญหาว่ากฎหมายยุติธรรมหรือไม่ แต่ฮับส์ต้องการกำหนดว่า คำสั่งของกษัตริย์ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย ต้องปฏิบัติตามกติกามอบอำนาจ ส่วนเรื่องยุติธรรมหรือไม่นั้นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง เป็นเรื่องยืดยาว และหลายกรณีก็ตัดสินยาก และไม่ทราบว่าใครจะมีอำนาจตัดสินได้เด็ดขาดในทางปฏิบัติแล้ว ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของกษัตริย์ไปก่อน เพื่อความปลอดภัยและสงบสุขของสังคม จำเป็นต้องถือเป็นกฎหมายถูกต้อง

เรื่องนี้นับว่าฮับส์ได้ให้การแยกประเด็นอย่างมีประโยชน์มากต่อมา

ฮับส์ไม่กำหนดว่าการปกครองแบบไหนดีที่สุด เพราะแล้วแต่ความเหมาะสม ขอให้รักษาจุดหมายที่ว่าไว้เป็นใช้ได้ แต่สำหรับส่วนตัวของฮับส์เอง ชอบระบบปกครองโดยกษัตริย์เหนือกฎหมาย

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑