corruption and definition

ดร.พจนา มาโนช

        การนิยามคอร์รัปชั่นเป็นการนิยามเฉพาะหน่วย (definition in particular) ซึ่งทำให้จะต้องพิจารณาเรื่องการคอร์รัปชั่นในมุมมองที่กว้างที่แตกต่างกันในแต่ละบริบท สังคม วัฒนธรรม และผลลัพธ์ของการกระทำ ซึ่งย่อมเป็นปัญหาสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจในประเด็นคอร์รัปชั่น เมื่อมองผ่านอรรถปริวรรต พบว่า คอร์รัปชั่นเป็นการทับศัพท์ในภาษาอังกฤษ Corruption มาจากภาษาลาตินว่า Corruptus มีรากคำมาจากคำว่า rumpere ที่แปลว่า destroy-ทำลาย กับ spoil-ปล่อยปละละเลย ซึ่ง 2 คำนี้เป็นเสมือน “ภาวะ” ที่สามารถแสดงให้เห็นความหมายในเชิงบริบทว่า คอร์รัปชั่นเป็นการทำลายระบบที่มีอยู่และเป็นการปล่อยปละละเลยระบบ ทำให้ระบบไม่หย่อนยานไม่เป็นไปตามที่ระบบควรจะเป็น มุมมองของคอร์รัปชั่นจึงแบ่งออกเป็น  2 บริบท ได้แก่ บริบทสากลและบริบทสังคมไทย ดังนี้ Continue reading “corruption and definition”

ทรรศนะว่าด้วยคอร์รัปชั่น

พจนา มาโนช

การคอร์รัปชั่นมักจะเป็นเรื่องของ “การติดสินบน การโกง ทุจริต ผลประโยชน์ อำนาจ การปล่อยปละละเลย ความเอนเอียง การทำผิดระเบียบกติกา และการทำผิดกฎหมาย” เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การคอร์รัปชั่น แต่เป็นรากเหง้าที่สามารถนำไปสู่การคอร์รัปชั่นได้เท่านั้น Continue reading “ทรรศนะว่าด้วยคอร์รัปชั่น”

ปรัชญากฎหมายกับการแพทย์

อ.ดร.วิเศษ แสงกาญจนวนิช

….

การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขที่ได้รับความสนใจในด้านหนึ่งคือ กลไกการชดเชยและการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการทางสาธารณสุข ทั้งนี้เนื่องจากมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ประกอบการทางสาธารณสุขจำนวนมาก โดยมีสาเหตุมาจากแนวทางการบริการสาธารณสุขที่มุ่งเน้นกำไรในเชิงธุรกิจ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์ ผู้ให้บริการทางการแพทย์กับผู้ป่วยและญาติเปลี่ยนไป

Continue reading “ปรัชญากฎหมายกับการแพทย์”

ลัทธิฟาเจีย (นิตินิยม)

อ.ดร.สิริกร อมฤตวาริน:

 

ยุคราชวงศ์แห่งโจว (Zhou dynasty, ก.ค.ศ.1046-771) การปกครองมีลักษณะของความเป็นรัฐชัดขึ้น มีการสร้างเมืองหลวงใหม่ การก่อสร้างบ้านเรือนเพิ่มมากขึ้น มีการกำหนดตำแหน่งขุนนาง ยังริเริ่มการปูนบำเหน็จความชอบด้วยที่ดินและทรัพย์สินแก่ขุนนาง และมีการตราระบบสืบสายราชวงศ์ขึ้นใช้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก กำหนดตำแหน่งกษัตริย์หรือเจ้านครรัฐต่างๆต้องสืบทอดเฉพาะบุตรคนโตของภรรยาเอกเท่านั้น บุตรที่เหลือจะรับการแต่งตั้งในตำแหน่งต่ำลงไปตามลำดับ

ในด้านการปกครอง ใช้หลักการปกครองด้วย 2 หลัก คือ

หลี คือ จรรยามารยาท หลักนี้ใช้กับชนชั้นสูง เป็นระบบกฏหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ใช้วิธีชมเชยและประณามมาควบคุมความประพฤติของพวกชนชั้นผู้ดี หรือวิญญูชน

สิง คือ โทษทัณฑ์ หลักนี้ใช้กับสามัณชนที่กระทำผิด ใช้ควบคุมความประพฤติของสามัญชนที่เรียกว่าคนเลว ซึ่งตั้งโทษทัณฑ์ไว้ 5 ลำดับวิธีตามโทษเบาไปจนโทษหนัก

  1. การสักหมึก
  2. การตัดจมูก
  3. การตัดขา
  4. การทำลายอวัยะเพศ
  5. การประหารชีวิต

Continue reading “ลัทธิฟาเจีย (นิตินิยม)”

revenge for justice

ต้องช่วยกันแก้แค้น มิฉะนั้นจะไม่ยุติธรรมแก่ผู้ที่ถูกรังแก Continue reading revenge for justice

Quidort, john

Quidort, john of paris  กีดอร์  ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ กีดอร์ (Jean Quidort, 1255-1306) ชาวฝรั่งเศส รู้จักในชื่อ John of Paris หรือ Jean de Paris หรือ   Johannes de Soardis) เสนอให้มี 2 อำนาจเป็นอิสระต่อกัน แต่พึ่งกันและกัน คือ กษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดทางโลกในประเทศของตน กีดอร์คิดว่า จักรพรรดิครองโลกเหมือนสันตะปาปาครองศาสนาเป็นความเพ้อฝันที่เป็นไปไม่ได้ สันตะปาปามีความอำนาจเด็ดขาดและสากลทางด้านจิตใจ แต่เพื่อสะดวกในการบริหารก็จำเป็นจะต้องมีทรัพย์สินซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกษัตริย์ และกษัตริย์จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของสันตะปาปาทางด้านจิตใจและศีลธรรม อนึ่ง เพื่อป้องกันมิให้ทั้งสันตะปาปาและกษัตริย์ใช้อำนาจผิดหน้าที่ ควรมีสังคายนาและสภาสำหรับควบคุม ซึ่งมีอำนาจควบคุม บังคับและถอดสันตะปาปาและกษัตริย์ได้ตามกรณีที่จำเป็น การควบคุมสันตะปาปาด้วยสังคายนาเช่นนี้ต่อไปจะได้ชื่อลัทธิว่า ลัทธิกัลลีคัน (Gallicanism) Continue reading Quidort, john

Marsilius of Padua

Marsilius of Padua มาร์ซีเลียสแห่งเพดัว ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ มาร์ซีเลียส (Marsilius of Padua 1280-1343) เป็นชาวอิตาลี เริ่มเรียนกฎหมาย เป็นอาจารย์ และเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยปารีสวาระหนึ่ง (ค.ศ. 1312 – 3) กลับไปอิตาลีและสนใจเรียนปรัชญาและเทววิทยาจากพีเทอร์แห่งอเบโนว์ (Petre of Abano) รับใช้สันตะปาปาในวังอาวีญองจนได้รับการโปรดปราน และได้ตำแหน่งรับผลประโยชน์ (benefice) ในท้องที่เพดัวในอิตาลี กลับไปสอนที่ปารีส ร่วมมือกับจอนห์แห่งเจนเดิน ( John of Jandun) เขียนต่อต้านอำนาจการเมืองของสันตะปาปา ถูกประณามในปี ค.ศ. 1326 จึงหนีไปพึ่งจักรพรรดิลุดวิกแห่งบาวาเรียด้วยกันทั้ง 2 คน ต่อจากนั้นก็ช่วยกันเขียนหนังสือสนับสนุนอำนาจของจักรพรรดิแห่งมหาอาณาจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์ หนังสือที่เลืองลือมีชื่อว่าปกป้องสันติภาพ ( ลต. Defensor Pacis) มาร์ซีเลียสมีความรักชาติในสายเลือด รู้สึกอนาจใจในสภาพของคาบสมุทรอิตาลีซึ่งเสื่อมโทรมลงอย่างไม่มีผู้รับผิดชอบ สันตะปาปาฝรั่งเศสที่อาวีญองดำเนินนโยบายโดยไม่คำนึงความเดือดร้อนของประชาชนในประเทศอิตาลี มาร์ซีเลียสคิดว่าทางแก้ไขมีทางเดียว คือ ต้องขจัดอำนาจทางการเมืองของสำนักสันตะปาปาให้หมดสิ้น เพื่อสร้างอาณาจักรอิตาลีที่เป็นอิสระจากศาสนาอย่างสิ้นเชิง แม้จะได้รับการโปรดปรานจากสันตะปาปาไม่อาจคิดเป็นอย่างอื่น ยังโจมตีนโยบายจนถูกประณาม ในเมื่อไม่ยอมเปลี่ยนความคิดก็จำเป็นต้องลี้ภัยไปพึ่งราชสำนักของจักรพรรดิลุดวิกแห่งบาวาเรียซึ่งกำลังวางองค์เป็นคู่ปรับกับสันตะปาปาอยู่อย่างเข้มข้น มาร์ซีเลียสพยายามใช้ความรู้ทางกฎหมาย ปรัชญา เทววิทยา … Continue reading Marsilius of Padua