Thales’ role in Western philosophy

tales

Thales’ role in Western philosophy บทบาทของเธลิสในปรัชญาตะวันตก

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

สัญชาตญาณของมนุษย์เป็นกำลังสำคัญ ผลักดันให้มนุษย์พัฒนาภายใต้รูปโฉมของการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตนเองและเผ่าพันธุ์   มนุษย์เมื่อเริ่มเป็นมนุษย์  ปัญญายังเพิ่งเกิดและต้องการเรียนรู้เพื่อพัฒนา  ปัญญาในระดับกระบวนทรรศน์ที่ 1 (ความเชื่อว่าโลกไม่มีกฎเกณฑ์) ถูกดึงไปใช้เสริมสัญชาตญาณแห่งการอยู่รอดเสียนาน  แต่ก็ยังอดพัฒนาโดยอัตโนมัติไม่ได้ แม้จะเชื่องช้าก็ตาม ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่กระบวนทรรศน์ที่ 2 ช่วงแรกโดยเริ่มเห็นกฎเกณฑ์  แต่สัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอดยังแข็งแกร่ง  จึงยึดกฎเกณฑ์ใกล้มือไม่ยอมปล่อย กลายเป็นนิสัยอนุรักษ์ อะไรที่ใกล้มือก็อนุรักษ์ไว้ก่อนดีกว่าเสี่ยงของใหม่ อนุรักษ์จนสูญชาติไปก็มีหลายกรณี ที่ไม่สูญชาติก็ปรับตัวไม่ขึ้น กลายเป็นประเทศเคยเจริญ  แต่ขณะนี้ล้าสมัยไม่เจริญแล้ว  เพราะไม่มีใครจะเปลี่ยนนิสัยอนุรักษ์ได้

กระบวนทรรศน์ที่ 2 ช่วงแรก (ระดับต่ำ) คือ ช่วงที่นักคิดแสดงความคิดเห็นเป็นตำนานปรัมปรา   เพื่อแสดงความคิดด้วยภาพพจน์และสัญลักษณ์  ส่วนกระบวนทรรศน์ที่ 2 ช่วงหลัง (ระดับสูง) นั้นแสดงออกเป็นหลักฐานด้วยศัพท์วิชาการ

ชาติกรีกเป็นชาติแรกที่เอาชนะนิสัยอนุรักษ์เพื่ออนุรักษ์ได้ จึงก้าวเข้าสู่กระบวนทรรศน์ที่ 2 ช่วงหลังอย่างองอาจ  ต่อมาก็คือพระพุทธเจ้าในชมพูทวีป ขงจื๊อในจีน  ต่อมาก็มีนักปราชญ์อื่น ๆ อีกมากทยอยกันก้าวล่วงเข้าสู่แนวคิดใหม่เต็มตัว

เธลิสเป็นผู้นำชาวกรีกก้าวเข้าสู่กระบวนทรรศน์ที่ 2 ช่วงหลัง จนกลายเป็นว่าวิธีคิดแบบของเธลิสได้สมญาในปัจจุบันว่าเป็นวิธีคิดแบบกรีก (the Greek way of  thinking)  และในสมัยกรีกรุ่งเรืองอยู่นั้น เธลิสได้รับการยกย่องเป็นเอกฉันท์ด้วยเสียงของทุกนครรัฐว่าเป็น 1 ใน 7 ปราชญ์ของทุกนครรัฐ  ส่วนอีก 6 ใน 7 นั้น แต่ละรัฐจะยกย่องนักการเมืองต่าง ๆ กันตามส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐนั้น ๆ   ทั้งนี้เป็นไปตามประเพณีของชาวกรีกโบราณที่แต่ละนครรัฐ  จะเลือกยกย่องนักปราชญ์ 7 ท่านเป็นตัวอย่างแห่งการเจริญปัญญาให้กับชาวนครรัฐนั้น ๆ  จึงมักจะเลือกยกย่องนักปราชญ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนครรัฐของตนเป็นหลัก แต่ชื่อของเธลิสปรากฏอยู่ในทุกนครรัฐ  เพราะถือกันว่าเป็นนักปราชญ์ของชาวกรีกไม่ใช่ของนครรัฐใดโดยเฉพาะที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเธลิสเกิดที่เมืองไมลีเทิส (Miletus)  อันเป็นอาณานิคม(colony) หนึ่งของชาวกรีกบนฝั่งเอเชียไมเนอร์ อาณานิคมในสมัยนั้นมิได้หมายความว่าเป็นเมืองขึ้น แต่หมายความว่าเป็นเมืองที่ชาวกรีกเดินทางออกนอกประเทศข้ามน้ำข้ามทะเลไปช่วยกันตั้งหลักแหล่งอย่างเป็นอิสระ   เหมือนหนึ่งเป็นเมืองหนึ่งของประเทศกรีซแต่อยู่นอกประเทศกรีซ  ชาวกรีกมักจะสร้างนครรัฐเป็นกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกัน  แต่ละกลุ่มเป็นแคว้นหนึ่ง ๆ  ไมลีเทิสเป็นนครรัฐหนึ่งในแคว้นไอโอเนีย ซึ่งอยู่ชายทะเลของเอเชียไมเนอร์ที่ข้ามมาจากฝั่งประเทศกรีซ โดยมีช่องแคบดาร์ดะเนลส์คั่นอยู่

ไมลีเทิสตั้งอยู่ชายฝั่งทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ของเอเชียไมเนอร์ซึ่งก็คือประเทศตุรกีปัจจุบัน  จากไมลีเทิสเดินเรือติดต่อกับกรีซแผ่นดินใหญ่ เกาะครีตและปากแม่น้ำไนล์ ได้คล่องสะดวก จึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่าง 3 แหล่งดังกล่าวกับเมืองภายในผืนแผ่นดินของเอเชียไมเนอร์  พร้อมกับการค้าชาวกรีกผู้แสวงหาความรู้ก็มีโอกาสเดินทางไปศึกษาหาความรู้จากอียิปต์เอามาคิดแบบกรีก และแลกเปลี่ยนความคิดกับนักปราชญ์ของดินแดนอื่น ๆ ของชาวกรีก  พ่อค้ากรีกได้นำการใช้กระดาษปาปิเริสมาจากอียิปต์  ทำให้ชาวกรีกรู้จักบันทึกเก็บไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  เหล่านี้ทำให้ชาวกรีกพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ได้สะดวกยิ่งขึ้นตามลำดับ ความรู้ที่ขนมาได้จากอียิปต์ที่นับว่าสำคัญก็คือ เทคนิคการคำนวณและวิชาดูดาวเพื่อโหราศาสตร์ แต่ก็ไม่สามารถล้วงความลับเกี่ยวกับการทำมัมมี่มาได้ ส่วนเรื่องความเชื่อทางศาสนานั้นก็เพียงแต่รู้แต่ไม่เชื่อตาม จิตตารมณ์อนุรักษ์ก็เช่นกัน  ไม่ถูกนิสัยชาวกรีกซึ่งรักการผจญภัย  แสวงหาของใหม่และพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่าอยู่เสมอ

ในบรรยากาศสิ่งแวดล้อมและบริบทเช่นนี้แหละ  เธเลิสเกิดมาในราว ก.ค.ศ.625  และเติบโตขึ้นในเมืองไมลีเทิส  ตระกูลเป็นพ่อค้ามีฐานะดี  ทำให้เธเลิสสามารถเดินทางหาข้อมูลความรู้ได้อย่างกว้างขวาง  ก่อนจะเอามาประกอบกันเป็นระบบความรู้ของตน  ทำให้เธลิสได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาคนแรกในความหมายของสมัยนั้น (คือผู้อยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด)    เป็นนักวิทยาศาสตร์ตามความหมายของสมัยนี้   (เพราะได้แสดงฝีมือคำนวณสุริยคราสได้แม่นยำเป็นครั้งแรกในหมู่ชาวกรีกตามหลักวิชาการ) และเป็นนักการศึกษาแรกตามความหมายรากศัพท์ (คือดึงเอาความรู้ที่ต้องการใช้อบรมสั่งสอนออกมา  ทำให้เป็นระบบระเบียบเสียก่อน แล้วถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ลูกหาเข้าใจอย่างน่าสนใจ จะได้สนใจคิดค้นให้ก้าวหน้าต่อไป   กลายเป็นผู้ดึงลูกศิษย์ออกจากความไม่รู้หรืออวิชชา) เธลิสจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ริเริ่มวิธีคิดแบบกรีก ชาวกรีกอื่น ๆ เอาไปใช้ได้เป็นนักปราชญ์กันต่อ ๆ มาอีกมากมาย และความรู้เหล่านี้เองก็ถือกันว่าเป็นพื้นฐานพัฒนามาเป็นความรู้ของชาวตะวันตก   และเป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญาโลกาภิวัตน์ในทุกวันนี้

เธลิสคงได้เขียนระบบความคิดของตนเป็นตำราไว้ให้ลูกศิษย์ลูกหาคัดลอกเอาไปช่วยความจำ แต่ก็น่าเสียดายที่ว่าในปัจจุบันไม่มีเหลืออยู่เลย  เหลืออยู่เพียงข้อความกระท่อนกระแท่นที่ลูกศิษย์ลูกหาได้อ้างอิงในหนังสือของตน หรือมิฉะนั้นก็อ้างถึงความคิดของเธลิสเอาไว้     หลักฐานเท่าที่เหลือพอจะประเมินความคิดก้าวหน้าของเธลิสได้ว่า

  1. ทฤษฎีบางบทที่ยูคลิดรวบรวมไว้ในหนังสือตำราเรขาคณิต
  2. ตำราดาราศาสตร์จนถึงขั้นคำนวณสุริยคราสในปี ก.ค.ศ.585 ได้ถูกต้อง
  3. นักเขียนตั้งแต่สมัยโบราณจำนวนมากอ้างว่าเธลิสเป็นผู้ริเริ่มความคิดแบบกรีก ประเด็นนี้สำคัญที่สุด และ สำคัญมาก ๆ สำหรับประวัติการพัฒนาความฉลาดของมนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการพัฒนาและ ประเมินค่าระบบเครือข่าย

Thales and network

tales

Thales and network เธลิสกับเครือข่าย

ผู้แต่ง : เมธา  หริมเทพาธิป

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

เธลิสและผู้เริ่มปลูกฝังความเชื่อเรื่องระบบเครือข่ายครบวงจร 3 (คือ ระบบเครือข่ายในเอกภพ ในปัญญามนุษย์ และในภาษาอุดมคติ)  เป็นผู้ทำปฏิกิริยาต่อกระบวนทัศน์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งเชื่อในความไม่มีระบบเครือข่ายกันทั่วไป  ต่อมาความคิดที่ว่าไม่มีระบบเครือข่ายก็ผุดขึ้นประปราย  แต่ไม่เป็นล่ำเป็นสัน จนถึงเดการ์ต  ผู้สงสัยในระบบเครือข่ายในปัญญาอย่างเป็นวิธีการ  แต่ทว่าสงสัยอย่างจริงจังในเนื้อหาปรัชญา และพบว่าคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ก่อหวอดความสงสัยในระบบเครือข่ายของเอกภพอย่างจริงจัง

อแนกซีแมนเดอร์ ประนีประนอมกลีภพกับเอกภพโดยชี้ให้เห็นว่า เอกภพเกิดจากลีภพ ด้วยกระบวนการข้นตัว  และเอกภพก็กลายเป็นกลีภพได้ด้วยกระบวนการจางตัว ปฐมฐาตุของอแนกซีแมนเดอร์มีสภาพเป็นกลีภพคือเป็นเนื้อสารที่ไม่มีคุณสมบัติชี้บ่งว่าเป็นอะไรเลย (formless , imdefinite) จึงไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆ ทั้งสิ้นในตัวนอกจากความไม่มีกฎเกณฑ์  จนกว่าจะเข้มข้นขึ้นจนมีคุณสมบัติขึ้น จึงเริ่มมีกฎเกณฑ์ในตัว  การที่สารไร้รูปนี้มีปริมาณไม่รู้จบ (boundless, infinite) ก็ชี้บ่งว่าอยู่นอกเครือข่ายไว้ให้คิดต่อจนถึงปัจจุบัน

กลุ่มซาฟิสท์ยากที่จะนิยามว่าเป็นกลุ่มอะไร และมีความคิดร่วมอย่างไร เพราะไม่เคยรวมกลุ่มกันเลย นิยามจึงขึ้นอยู่กับว่าจะนับใครอยู่ในกลุ่มนี้บ้าง  บางคนก็นับซาเครอทิสอยู่ในกลุ่มซาฟิสท์ด้วย  ทำให้นิยามต้องเปลี่ยนไปจากเดิมมาก  ในแง่ของระบบเครือข่ายนั้น พอจะสรุปได้ ซาฟิสท์โดยทั่วไปไม่สงสัยในระบบเครือข่ายของเอกภพ ไม่สงสัยในระบบเครือข่ายในปัญญาเฉพาะบุคคล ไม่สงสัยในระบบเครือข่ายของภาษาอุดมคติ (หากขัดเกลาจากภาษาสามัญได้สำเร็จ) ส่วนที่ซาฟิสท์ข้องใจคือความประสานกันของระบบเครือข่ายทั้ง 3 วงจร  ส่วนจะไม่เชื่อแค่ไหนและเชื่อแค่ไหนเป็นความคิดเฉพาะตัวของซาฟิสท์แต่ละท่าน  เช่นภาษาสามัญแสดงความเชื่อผิด ๆ ว่าสามารถแสดงระบบเครือข่ายของโลกและของปัญญาร่วมของมนุษยชาติ  วาทศิลป์แสดงระบบเครือข่ายของบุคคลที่ใช้ล้มความเชื่อผิด ๆ เหล่านั้นได้  และใช้หลอกให้คนเชื่อว่าตนมีระบบเครือข่ายที่ดีได้  ตรรกวิทยา(สำหรับซาฟิสท์บางคน) เป็นแนวร่วมของคนกลุ่มหนึ่งที่ยอมรับเกณฑ์ร่วมในเครือข่ายบุคคล  แนวร่วมที่ใช้ได้กับคนกลุ่มหนึ่ง อาจจะไม่มีผลในกลุ่มอื่น ๆ ก็ได้

ชาววิมัตินิยม (sceptic) คือผู้ลุ้นลัทธิซาฟิสท์จนสุดขั้วนั่นเอง

ลัทธินามนิยม (nominalism) ในยุคกลางคิดว่าระบบเครือข่ายไม่มีในเอกภพ มีแต่ในปัญญามนุษย์ที่สร้างระบบเครือข่ายได้ตรงกันและสามารถสร้างภาษาอุดมคติให้สื่อได้ตรงกับความคิด แต่บางคนก็ว่ามีแต่ในความคิด เพราะภาษาอุดมคติจริง ๆ ไม่มีจึงได้ชื่อว่าลัทธิมโนภาพนิยม (conceptualism)

Stoicism on goodness



Stoicism on goodness ความดีของลัทธิสโทว์อิก

ผู้แต่ง : เมธา  หริมเทพาธิป

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

            ยากที่จะกำหนดได้ว่า ลัทธิลัทธิสโทอิก(Stoicism) เริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อใด เพราะนักคิดที่ปลงตกมักจะมีความโน้มเอียงถือลัทธินี้อยู่ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยชรา

พระพุทธศาสนาก็มีคำสอนคล้ายคลึงอยู่มาก เอพเผอคูเริส (Epicurus) เองก็สอนในทำนองนี้ แต่เนื่องจากถูกชาวเอพเผอคูเรียนอ้างเป็นบิดาของลัทธิของตน ตำแหน่งบิดาของลัทธิสโทว์อิกของตะวันตกจึงตกอยู่แก่ซีโนว์แห่งซีเฉิม (Zeno of Citiumก.ค.ศ. 340-265) ซึ่งมีชีวิตร่วมสมัยกับเอพเผอคูเริสและชอบสอนที่ระเบียงเดินเข้าสนามหลวงของกรุงเอเธนส์ จึงเป็นสาเหตุให้เรียกชื่อลัทธินี้กันว่าสโทว์อิก เพราะภาษากรีก stoaแปลว่า ระเบียงทางเดินจากประตูเมืองเข้าข้างใน ลัทธินี้จึงแปลว่าลัทธิระเบียงนั่นเอง

แต่เนื่องจากชื่อลัทธินี้มาจากชื่อห้องโถง StoaPoikileซึ่งเข้าประตูเมืองก็ผ่านเข้าห้องโถงนี้ และเป็นสถานที่ซึ่งซีโนว์ชอบใช้เป็นที่เผยแพร่คำสอนของตน ชื่อลัทธินี้จึงถือว่ามาจากนามเฉพาะ ภาษาอังกฤษจึงนิยมขึ้นต้นด้วยอักษรนำเสมอ

ลัทธินี้ก็มาเฟื่องฟูมากตอนกรุงโรมเรืองอำนาจ มีนักปราชญ์ชาวโรมันของลัทธินี้ที่สำคัญได้แก่ ซีเสอโรว์(Cicero ก.ค.ศ. 106-43) เซนเนอเขอ (Seneca ก.ค.ศ.4?-65) และจักรพรรดิมาร์เขิส ออรีเลียส (Marcus Aurelius 121-180) นักปราชญ์แต่ละท่านก็มีคำอธิบายผิดเพี้ยนกันไป แล้วแต่พื้นฐานปรัชญาของแต่ละท่าน ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะคำสอนของซีโนแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

จริยธรรมแบบสโทว์อิกของซีโนว์มีพื้นฐานอยู่บนอภิปรัชญาว่า ความเป็นจริงมีอยู่ 2 อย่าง คือ สสารและวจนะ (Logos) วจนะซึมแทรกอยู่ในสสารทำให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมา วจนะจึงเป็นพลังและกฎเกณฑ์ของโลก เป็นวิญญาณของโลก เป็นพระเจ้าผู้ควบคุมโลก แต่ไม่ได้สร้างโลก (ลัทธิทวินิยมแบบชีวสสารนิยม)

วิญญาณของมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของวจนะ ต้องติดอยู่กับสสารชั่วคราวเนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของวจนะ ความไม่สมบูรณ์ของวจนะแสดงออกมาให้เห็นเป็นความขัดแย้งปั่นป่วนวุ่นวายในธรรมชาติ ในตัวมนุษย์แต่ละคนแสดงออกเป็นกิเลสต่าง ๆ ซึ่งก่อให้เกิดความวุ่นวาย ความขัดแย้ง และความปั่นป่วนในจิตใจ

จริยธรรมของซีโนว์มีหลักการว่า แต่ละคนจะต้องพยายามดับกิเลสของตนเองเพื่อช่วยเพิ่มความสงบให้แก่วจนะ วิญญาณของมนุษย์ทุกคนต่างก็เป็นส่วนของวจนะเดียวกัน เราทุกคนจึงเป็นพี่น้องกันในครอบครัวโลก ต่างก็มีหน้าที่จะต้องช่วยกันก่อให้เกิดความสงบในจิตใจของแต่ละคนในสังคม และในธรรมชาติทั้งหมด เพื่อให้วจนะได้บรรลุถึงความสมบูรณ์ในที่สุด

ความสงบจะเกิดขึ้นได้ก็โดยฝึกให้มีใจอุเบกขาในทุกสิ่งทุกอย่าง พอใจกับสิ่งที่จำเป็นในชีวิต ไม่ต้องการอะไรเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้ใจไม่สงบ เวลาที่เหลือให้ทำงานสังคมสงเคราะห์เพื่อช่วยให้ผู้อื่นรู้จักทำใจอุเบกขาด้วย แต่ตัวเองต้องไม่หักโหมทำจนเสียความสงบในจิตใจของตนเอง

การประมาณตน (temperamce) ในการหาความพึงพอใจแบบลัทธิเอพเผอคูเรียนนั้น ซีโนว์คิดว่าดีแต่ในทฤษฎีเท่านั้น ปฏิบัติจริง ๆ ย่อมล้ำแดนเสมอ ทางที่ดีจึงควรตัดใจจากความพึงพอใจทุกอย่างที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิต เหลือแต่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เช่น ที่ดินแปลงหนึ่ง บ้านหลังหนึ่ง ภรรยาคนหนึ่ง ลูกจำนวนหนึ่งที่เหมาะสมรายได้พอสมควร ทุกอย่างให้พอดีและพอเพียงที่จะรักษาใจให้สงบได้แล้วทำใจอุเบกขา ปลงตก ไม่ต้องการอะไรมากกว่านั้น

เป็นอันว่ามาตรการความประพฤติดีของลัทธิสโทว์อิก ได้แก่ การกระทำที่นำไปสู่ความมีใจสงบ ดังได้กล่าวมาแล้ว มาตรการดังกล่าวมานี้อาจจะสืบเนื่องมาจากอภิปรัชญาได้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นอาจจะมีลัทธิสโทว์อิกแบบพุทธ แบบคริสต์ แบบอิสลาม แบบฮินดู แบบของซาคเขรอถิส ของคานท์ของซันตะยานะ และของใครต่อใครอีกมากมายนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทานแก่ปวงชนชาวไทยก็เป็นอีกแบบหนึ่ง โดยที่พื้นฐานปรัชญาอาจจะต่างกันมาก ๆ ก็ได้ เพราะความมีใจสงบเป็นความปรารถนาของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้เคยผ่านชีวิตฟู่ฟ่ามาจนเบื่อหน่ายแล้ว

ความคิดแบบนี้อาจจะเกิดขั้นกับใครเมื่อใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องรู้หรือยอมรับสังกัด โดยยึดถือหลักการร่วมว่า “ถ้ายังแสวงหาความพอดีโดยคำนวณให้ได้นานที่สุดและมากที่สุดก็ยากที่จะไม่ให้เกินพอดี ทางที่ดีที่สุดคือทำใจอุเบกขาพอใจกับสิ่งจำเป็นที่สุดเท่านั้น นอกนั้นเมินหมด”

Suarez, Francisco

Suarez, Francisco  ฟรันชิสโก  ซูเออเรซ

ผู้แต่ง : กันต์สินี  สมิตพันธ์

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ฟรันชิสโก  ซูเออเรซ (Francisco  Suarez 1548-1617) เป็นชาวสเปน เกิดที่กรานาดา (Granada) เรียนกฎหมายที่ซาลามันคา   ปี 1564 เข้าถือพรตในคณะเยสุอิต  เรียนปรัชญาและเทววิทยาเพิ่มเติม  ได้เป็นอาจารย์สอนที่เซโกเวีย,  อาวิลา,  วัลลาโดลิด,  โรม,  อัลคาลา,  ซาลามานคา และโคอิมบรา เป็นตัวอย่างของการถือพรตเคร่งครัด  อุทิศตนเพื่อการค้นคว้าและสอน  เขียนหนังสือไว้มากมายเพื่อถกและแก้ปัญหาของสมัยนั้นอย่างละเอียดลออสุขุม  จนได้สมญานามว่านักปราชญ์เลอเลิศ(ลต.Doctor Eximius) มีนิสัยเยือกเย็น นิยมสายกลางเชิงประนีประนอม ชีวิตจึงราบเรียบไม่โลดโผน  สอนถูกใจคนได้เป็นส่วนมากในสมัยนั้น  แต่พวกหัวรุนแรงและนิยมทางสุดโต่งทั้งหลาย มักจะไม่ชอบ

ความสำคัญของซูเออเรซอยู่ตรงที่วางระบบความคิด และเมื่อวางระบบแล้วก็ค้นคว้าหาข้อมูลมาเรียงลำดับเข้าระบบได้อย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่จะหาได้ในสมัยนั้น คือ เอามาพิจารณาทั้งปรัชญากรีก  ปรัชญายิว  ปรัชญามุสลิม  ปรัชญายุคกลาง  รวมทั้งปรัชญาฟื้นฟูร่วมสมัยกับตนด้วย  ซูเออเรซคิดว่าความคิดความเข้าใจทั้งหมดของมนุษย์ย่อมมีพื้นฐานบนอภิปรัชญาทั้งสิ้น  จะรู้หรือไม่รู้ตัวเท่านั้น

ซูเออเรซตั้งใจจะสร้างความสำนึกในเรื่องนี้อย่างชัดเจน  จึงเขียนตำราถกปัญหาอภิปรัชญา (ลต. DisputationesMetaphysicae = Metaphysical Disputations) โดยวิเคราะห์ความคิดเห็นต่างๆ ที่ขัดแย้งกันอย่างกว้างขวาง แล้วจึงเสนอความคิดเห็นของตนพร้อมด้วยเหตุผลสนับสนุน  ต่อจากนั้นก็ให้เหตุผลว่าทำไมจึงไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นอื่น ๆ โดยตอบโต้เป็นประเด็น ๆ ไป กล่าวได้ว่าเดินตามวิธีการของ อไควเนิสและยึดแนวความคิดของอไควเนิส  แต่ทำเป็นระบบแน่นแฟ้นกว่ามาก  และตีความด้วยความคิดเห็นของตนเองออกไปอีกมาก  นักนิยมธาเมิสที่เคร่งครัดมักจะข้องใจส่วนที่ซูเออเรซคิดเพิ่มเติมออกไปนี่แหละ  ครั้นวางพื้นฐานอภิปรัชญาแล้ว ก็เรียบเรียงปัญหาปรัชญาอื่น ๆ ต่อไป  ซึ่งในปัจจุบันเราอาจจะเรียกได้ว่าปรัชญาประยุกต์ เช่น ว่าด้วยวิญญาณ (ลต. De Anima = On the Soul), ว่าด้วยกฎหมาย (ลต.De Legibus = On the Laws), ว่าด้วยพระเจ้า (ลต. De Deo = On God), ว่าด้วยการสร้างหกวัน (ลต.De opere sex dierum = On the Work of Six Days) ฯลฯ

ซูเออเรซพยายามปรับปรุงปรัชญาอัสสมาจารย์ให้ทันสมัย  และก็คงจะทันสมัยได้จริงในสมัยนั้น  เพราะปรากฏว่ามีผู้นำไปใช้มาก  ทั้งตำราที่ท่านเขียนและวิธีการของท่าน  อย่างไรก็ตาม  ท่านเพียงแต่ปรุงรสให้ถูกใจผู้ใช้ปรัชญาในสมัยของท่าน   แต่ไม่ได้สร้างความคิดอะไรใหม่ที่นับว่าสำคัญ  นอกจากวิธีวิเคราะห์ศัพท์อย่างละเอียดสุขุม  ความคิดของท่านจึงสำคัญน้อยกว่าวิธีการของท่าน ซึ่งในปัจจุบันเราพัฒนามาจนได้ลัทธิภาษาวิเคราะห์  และวิธีปรัชญาวิเคราะห์แล้ว

Spinoza on cause of spontaneity

spinoza-1

Spinoza on cause of spontaneity สเผอโนว์เสอว่าด้วยสาเหตุของยถากรรม

 

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

คนส่วนมากชอบคิดแบบมนุษยสัณฐานนิยม (Anthropomorphism) นับว่าเป็นอคติอย่างหนึ่ง เช่น คิดว่าเหตุการณ์ทุกอย่างในธรรมชาติจะต้องเป็นไปโดยมีจุดหมายแบบเดียวกับการทำงานของมนุษย์  จึงอนุมานเอาว่าพระเจ้าทำทุกอย่างเพื่อมนุษย์ และทรงสร้างมนุษย์มาก็เพื่อในมนุษย์นมัสการพระองค์

Continue reading “Spinoza on cause of spontaneity”

Spinoza , Baruch or Benedict

spinoza

Spinoza , Baruch or Benedict สเพอโนว์เสอ

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

สเพอโนว์เสอ(1632-1677)เป็นชาวฮอลันดาเชื้อสายยิว เลื่อมใสวิธีหาความจริงของเดการ์ต นับว่าเป็นนักเหตุผลนิยมที่สำคัญอีกคนหนึ่ง พยายามแก้ไขจุดอ่อนของเดการ์ต โดยกำหนดมูลบทขึ้นมาใหม่ให้ใช้พิสูจน์ได้จริง ๆ ได้เขียนหนังสือขึ้นพิสูจน์ปรัชญาตามวิธีเรขาคณิต โดยเริ่มจากคำนิยาม (definition*)มูลบท (postulate*)  และปฐมบท พิสูจน์ทฤษฎีบท(theorem) ตามลำดับ โดยอ้างทฤษฎีบทที่พิสูจน์มาแล้ว บอกด้วยว่าใช้ทฤษฎีบทที่เท่าใดมาพิสูจน์ เมื่อพิสูจน์แล้วก็ลงท้ายด้วย ซ.ต.พ. (Q.E.D.) ตามแบบแผนเรขาคณิตทุกประการ

นิยามเริ่มต้นของระบบความคิดของสเพอโนว์เสอมีอยู่ 8 ข้อความ และมูลบท(postulate) มีอยู่ 7 ข้อความ รวมเป็นปฐมพจน์ 15 ข้อความด้วยกัน ส่วนมากเป็นข้อความระบุให้เห็นความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับสิ่งอื่นเช่น นิยามที่ 6 ว่า “By God I understand Being absolutely infinite, that is to say substance consisting of infinite attributes, each one of which expresses eternal and infinite essence.” (คำว่าพระเจ้าหมายถึงภาวะ ที่ไม่มีขอบเขตอย่างแท้จริง กล่าวคือ เป็นสาระที่ประกอบด้วยคุณลักษณะนับไม่ถ้วน ซึ่งแต่ละคุณลักษณะแสดงถึงสารัตถะนิรันดร และไม่มีขอบเขต) มูลบทที่ 1 ว่า “Everything which is, is either in itself or in another.” (ทุกสิ่งที่มีอยู่จะต้องมีอยู่โดยตนเองหรือโดยอาศัยสิ่งอื่น)

นักปรัชญาที่วางใจเป็นกลางย่อมจะเห็นได้ทันทีว่า มูลบทของสเพอโนว์เสอนั้นเตรียมพร้อมที่จะพิสูจน์ความรู้เรื่องพระเจ้าตามคติศรัทธาของท่านอยู่แล้ว จึงไม่แปลกอะไรที่ท่านจะพิสูจน์ได้จริงตามตรรกวิทยาแบบเรขาคณิต แต่ปัญหาอยู่ที่ว่ามูลบทเหล่านี้เป็นที่ยอมรับแก่ทุกคนโดยไม่ต้องพิสูจน์หรือไม่ มาถึงตอนนี้น้อยคนจะเห็นด้วยกับสเพอโนว์เสอ แม้นักเหตุผลนิยมด้วยกันเองก็เห็นว่ามีเรื่องที่ต้องพิสูจน์ก่อนอยู่หลายข้อ พวกนี้จึงต้องค้นคว้ากันต่อไป เพื่อหาปฐมบทที่ทุกคนยอมรับได้ และสามารถนำไปใช้พิสูจน์ได้จริง ๆ  เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องของสเพอโนว์เสอและของเดการ์ตให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดยังไม่มีใครพบมูลบทดังกล่าวมานี้ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องค้นคว้ากันต่อไปในสำนักเหตุผลนิยม

sophocles’s role in suppressing pride

sophocles

sophocles’s role in suppressing pride บทบาทของซาฟเฝอคลิสในการระงับความทนงตน

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

                ซาฟเฝอคลิส (Sophocles ก.ค.ศ.496-406) เขียนบทละครตามแบบฉบับของเอสเคอเลิส   เขียนเนื้อร้องสำหรับขับร้องหมู่ได้จับใจที่สุด ส่วนเนื้อเรื่องนั้นพยายามให้เตือนสติชาวกรีกสมัยนั้นว่าอย่าฮึกเหิมในความสามารถส่วนตัวจนเกินเหตุ เมื่อเทพเตือนภัยล่วงหน้าก็อย่างทนงตนคิดว่าจะแก้ปัญหาเองได้ทั้งหมด

หากมีความถ่อมตนร่วมมือกับเทพอย่างเต็มที่ ก็น่าจะดีกว่า

อย่างเช่นเรื่องราวของกษัตริย์เอเดอเพิส (Oedipus Rex) ซึ่งเทพเตือนว่าจะฆ่าพ่อบังเกิดเกล้าและได้แม่เป็นภรรยา พระราชบิดาคิดจะฝืนชะตากรรมด้วยความคิดและความสามารถของตนเอง โดยรับสั่งให้มหาดเล็กนำไปฆ่าทิ้งในป่า อันเป็นการไม่บังควรเพราะผิดศีลธรรม ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะมหาดเล็กไม่กล้าฆ่าเพียงแต่ทิ้งไว้ให้ชาวป่ามาพบเอาไปเลี้ยง เติบโตขึ้นเก่งทุกอย่าง มีผู้ทำนายซ้ำอย่างเดียวกัน จึงหนีออกจากบ้านเพราะกลัวจะเป็นจริง ก็เป็นการเลือกการกระทำโดยพลการอีกและก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะในป่าแห่งหนึ่งได้พบชายคนหนึ่งก็เขม่นกันจนถึงขั้นวิวาทกัน  เขาฆ่าชายคนนั้นโดยไม่รู้ว่านั่นคือบิดา   ครั้นเดินทางต่อไปก็พบประกาศหาคนเก่งสามารถตอบปัญหาของสัตว์ประหลาดให้ได้  มิฉะนั้นจะตายกันทั้งเมือง    เอเดอเพิสตอบได้จึงได้รับการเทิดทูนเป็นกษัตริย์   เพราะกษัตริย์เพิ่งสิ้นพระชนม์ในป่า  เอเดอเพิสก็ได้มารดาเป็นภรรยา  ครั้นมารดาจำได้เอเดอเพิสก็ออกเดินทางไปเมืองอื่นและควักลูกตาตนเองทิ้งสองข้างด้วยความเสียใจ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เทพเตือนเพื่อให้รู้จะได้ระวังตัวและแก้ปัญหาโดยร่วมมือกับเทพ  ไม่ใช่แก้ปัญหาโดยคิดว่าจะฝืนดวงชะตาได้โดยลำพังความสามารถของมนุษย์   ยิ่งแก้ตามประสามนุษย์ก็ยิ่งยุ่งเหยิง

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑