ปรัชญาสกุลความคิด กีรติ บุญเจือ

 

Kirti Bunchua
Kirti Bunchua

ปรัชญาสกุลความคิดกีรติ บุญเจือ คิดอะไร?

Kirtian school of thought เป็นปรัชญาในสกุลความคิดที่ก่อตั้งจากศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ ราชบัณฑิตสาขาปรัชญา ผู้ก่อตั้งหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ได้วางรากฐานการเรียนปรัชญาและได้กำหนดสกุลความคิดปรัชญาเพื่อเป็นสารัตถะในการเรียนการสอนปรัชญาของหลักสูตรฯ ทั้งนี้ ศาสราจารย์กีรติ บุญเจือ จบการศึกษาด้านเทววิทยา และ ด้านปรัชญา จากมหาวิทยาลัย Urbaniana ประเทศอิตาลี อดีตหัวหน้าภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติปรัชญา เมื่อเกษียณอายุราชการแล้วได้มาเป็นคณบดีคณะปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ประมวลหลักการปรัชญาในชื่อ ปรัชญากระบวนทรรศน์ (paradigm of thought) ซึ่งได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องในระหว่างที่ได้ไปศึกษาต่อยอด ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้ย้ายมาเป็นคณบดีคณะปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์นจึงได้ตีพิมพ์บทความในปี 2004 เพื่อนำเสนอปรัชญาไทยในมุมมองปรัชญากระบวนทรรศน์ Continue reading “ปรัชญาสกุลความคิด กีรติ บุญเจือ”

William of Ockham

William of Ockham

William of Ockham วิลเลียมแห่งอากเคิม

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

วิลเลียมแห่งอากเคิม 1295-1360 เป็นชาวอังกฤษ เกิดที่อากเคิม (Ockham or Occam) ในจังหวัดเซอร์เรย์ (Surrey) เข้าถือพรตในคณะแฟรงเสิสเคิน เรียนที่ออกซ์ฟอร์ด ปี ค.ศ. 1324 ถูกเรียกตัวไปสอบสวนที่อาวิญองในข้อหาสอนนอกรีต ดีวเรินด์ซึ่งอยู่ในคณะกรรมการได้พยายามช่วยไว้ ปี ค.ศ. 1327 คณะแฟรงเสิสเคินถูกสันตะปาปาจอห์นที่ 22 กล่าวหาว่าปฏิบัติความยากจนไม่ถูกต้อง (ดูข้อ 22)

มหาธิการพร้อมกับอากเคิมและผู้ร่วมใจพากันหนีไปพึ่งจักรพรรดิลุดวิกแห่งบาวาเวีย  เพื่อต่อต้านการแทรกแซงของสันตะปาปาและคว่ำบาตรด้วยกันในปีต่อมา  อาเคิมยึดเอามีวนิกเป็นศูนย์กลางเผยแผ่ความคิดของตนจนถึงมรณกรรม  ปรากฏว่ามีผู้สนับสนุนและถ่ายทอดเจตนารมณ์ต่อ ๆ มาจนกลายเป็นขบวนการอากเคิมซึ่งมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในยุโรปอยู่ระยะหนึ่ง  ซึ่งเราจะพิจารณากันในตอนต่อไป

ปฏิบัติการของอากเคิมนับว่าเป็นตัวอย่างและการกรุยทางให้การปฏิรูปศาสนาคริสต์ในเวลาต่อมา

อากเคิมมีความเห็นว่า  ปรัชญาอัสสมาจารย์ในขณะนั้นผิดพลาดขั้นพื้นฐานในการพยายามเอาปรัชญาของเอเริสทาเทิลมาสร้างระบบความคิดของคริสตศาสนาในลักษณะของลัทธิสัจนิยม  ความผิดพลาดดังกล่าวจำแนกได้เป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรกก็คือ ความคิดของเอเริสทาเทิลมิได้เป็นแบบสัจนิยมและเอเริสทาเทิลเองมิได้คิดจะสร้างระบบความคิดแต่ประการใด  ส่วนประเด็นหลังก็คือการสร้างระบบความคิดไม่ใช่ลักษณะของคริสต์ศาสนา  จึงนับได้ว่า อากเคิมเป็นนักวิจารณ์เต็มตัว  และวิจารณ์ถึงรากถึงโคนทีเดียว

ผลก็คือ ทำให้ระบบปรัชญาที่ชาวคริสต์ได้พยายามสร้างกันขึ้นมาเป็นเวลาหลายศตวรรษสั่นคลอนไปทั้งระบบและทุกระบบ  นับเป็นผู้จุดไฟให้เกิดขบวนการปรัชญาต่อมามากมายในทุกแง่ทุกมุมแห่งความคิดของมนุษย์มาจนทุกวันนี้  เราจะพิจารณาแง่วิจารณ์ของอากเคิมก่อนในตอนนี้  แล้วจะศึกษาขบวนการที่จะค่อย ๆ เกิดขึ้นและลุกลามใหญ่โตขึ้นราวกับดอกเห็ดต่อไป

Weigel, Valentin

weigel

Weigel,  Valentin วาเลนทิน วายเกล

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

                ValentinWeigelวาเลนทิน วายเกล เป็นชาวเยอรมันเช่นกัน เกิดในแคว้นแซกโซนี สนใจปรัชญา  ศาสนา  และวิทยาศาสตร์ปนไสยศาสตร์มาโดยตลอด  สนใจคำสอนและวิธีเข้าฌานเป็นพิเศษ  ความคิดของท่านจึงเป็นการผสมผสานระหว่างสิ่งเหล่านี้  แม้จะสังกัดนิกายโปรเตสแตนต์ลัทธิลูเธอร์  แต่ก็ขัดแย้งกับนักศาสนศาสตร์ฝ่ายลูเธอร์อยู่เสมอ  นิกายคาทอลิกก็ไม่ชอบ  จึงแสวงหาความเข้าใจศาสนาด้วยตนเอง และพยายามแผยแผ่ในหมู่ชาวเยอรมัน

งานนิพนธ์ที่สำคัญได้แก่ หนังสือว่าด้วยชีวิตแสนสุข (ลต. Libellus de Vita Beata ,1609= A Booklet of a Happy Life) ;จงรู้จักตัวเรา(ยร. ErkennedichSelbst, 1615 = Know Thyself) ;โหราศาสตร์ที่กลายเป็นเทววิทยา (ลต. AstrologiaTheologizata, 1618 = Theologized Astrology) ;ปรัชญาที่เป็นเทววิทยา(ลต.PhilosophiaTheologica, 1618 = Theological Philosophy) ;  การศึกษาทั่วไป(ลต.StudiumUniversale , 1618 = Universal Study)

วายเกลสอนว่า โดยอาศัยการเข้าฌาน เราจึงจะรู้ความจริง  จะเข้าใจได้ว่าความเป็นจริงมีแต่หน่วยเดียว คือพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นองค์นิรวจนีย์ คืออธิบายไม่ได้(ineffable)  ไม่มีขอบเขตและไม่จำกัด  พระองค์จึงเป็นทั้งหนึ่งและหลาย  ทรงเป็นหนึ่งในตัวพระองค์ แต่ทรงเป็นหลายในสิ่งอื่นทั้งหมด  การสร้างมิได้หมายความว่าทรงกระทำอะไรให้มีขึ้น  หากแต่ทรงสำนึกรวมทุกประเภทไว้ในตัว  จนได้ชื่อว่าอนุจักรวาล  ที่เรียกว่าสิ่งสร้างทั้งหลายนั้นก็คือพระเจ้าปนกับความเปล่า  และเพราะมีความเปล่าปนจึงปรากฏเป็นหน่วย ๆ มากมายหลายหลาก  แต่เมื่อพระเจ้าทรงสำนึกในตัวมนุษย์  ก็จะตระหนักได้ทุกอย่างในตัวมนุษย์  วายเกลไม่เห็นด้วยกับลูเธอร์ที่ว่าให้มีศรัทธาไว้แล้ว จะดีเอง  แต่เชื่อว่ามนุษย์ต้องพยายามเข้าใจตัวเองเพื่อสำนึกได้ถึงธาตุแท้ในตัวคือพระเจ้า  วายเกลใช้คำว่า อหังภาพหรือความเป็นฉัน (ยร.Ichheit The I-ness)  เพื่อใช้เรียกธาตุพระเจ้าในตัวมนุษย์ซึ่งมนุษย์จะสำนึกโดยการเข้าฌาน  เรื่องนี้ฟิกเทจะนำไปใช้เป็นพื้นฐานปรัชญามโนคตินิยมแบบอัชฌัตติกญาณของตน แต่เบิร์ม จะพัฒนาต่อไปในแนวทางของฌานนิยม ซึ่งเราจะพิจารณากันต่อไปข้างหน้า  จึงเห็นได้ว่าลักษณะความคิดของวายเกลเป็นลัทธิสรรพเทวนิยมและฌานนิยมจึงถูกต่อต้านทั้งจากฝ่ายคาทอลิกและโปรเตสแตนต์

University of Paris

university-of-paris

University of Paris มหาวิทยาลัยปารีส

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

การเกิดของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในยุโรป เริ่มจากระบอบนครรัฐได้ค่อย ๆ คืบคลานเข้าครอบครองยุโรปพร้อมกับความร่ำรวยของพ่อค้า และความยากจนของชนชั้นขุนนาง เมืองใหญ่ ๆ ค่อย ๆ ตกอยู่ในอำนาจของคหบดีทีละเมือง ๆ และภายในเมืองดังกล่าวผู้มีอาชีพแต่ละอาชีพก็จะพยายามจับกลุ่มกันเป็นสมาคม (guild) เพื่อช่วยกันรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของบุคคลในอาชีพเดียวกัน

สำนักอาสนวิหารซึ่งก้าวหน้าในด้านวิชาการมากขึ้น ก็ย่อมจะมีนักศึกษามากขึ้นและจะมีอาจารย์มากขึ้นตามลำดับ บรรดาอาจารย์ทั้งหลายสำนึกได้ว่า การสอนก็เป็นอาชีพอย่างหนึ่ง จึงรวมกันตั้งกลุ่มเป็นสมาคมอาจารย์ขึ้น แล้วก็เรียกร้องและก็วางระเบียบเพื่อรักษา ผลประโยชน์ของอาชีพของอาจารย์ขึ้นตามลำดับ จนที่สุดได้รับอนุมัติให้ปกครองกันเอง กำหนดหลักสูตรกันเอง กำหนดมาตรฐานการศึกษากันเอง กำหนดวิธีสอบและกำหนดให้ปริญญาบัตรกันเองและผู้ประทานปริญญาบัตรก็คืออธิการบดี (หัวหน้าคณาจารย์) แทนที่จะเป็นผู้อำนวยการดังเช่นแต่ก่อน ผู้อำนวยการยังมีต่อไปซึ่งก็ได้แก่ พระสมณราชหรือตัวแทนที่สมณราชแต่งตั้ง มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินและควบคุมการใช้สถานที่ตลอดจนเก็บค่าบำรุง

มหาวิทยาลัยปารีสนับว่าสำคัญที่สุดในขณะนั้น เพราะเมื่อสำนักอาสนวิหารโนตร์ดามแห่งปารีส(Notre dame de paris) ได้รับอนุมัติเป็นมหาวิทยาลัยจากสันตะปาปาโดยผ่านสมณทูตประจำฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1215 แล้ว สำนักอื่น ๆ ก็ขอรวมในฐานะเป็นวิทยาเขตด้วย เช่น สำนักอารามเซนต์วีกเทอร์และสำนักอารามบนเนินแซงต์เจอเนอวีแอฟ (Mont Ste. Genevieve) เป็นต้น ต่อมาสำนักศึกษาของคณะเดอมีนิเคินและคณะแฟรงเลิสเคินก็ขอเข้าร่วมด้วย มีอาจารย์และนักศึกษาจากแว่นแคว้นต่าง ๆ มาศึกษากันเป็นจำนวนมาก เมื่อศึกษาจบแล้วก็จะออกไปเป็นอาจารย์ของสำนักต่าง ๆ ทั่วยุโรป

มหาวิทยาลัยปารีสจึงได้รับการสนใจจากสำนักสันตะปาปาเป็นพิเศษ มหาวิทยาลัยปารีสแบ่งอาจารย์ออกเป็น 4 คณะ คือคณะศิลปศาสตร์ (Faculty of Arts) มีหน้าที่สอนหลักสูตรพื้นฐานเหมือนวิชาการศึกษาทั่วไปในปัจจุบัน สำหรับเตรียมนักศึกษาเข้าเรียนต่อในคณะอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งมีด้วยกัน 3 คณะ คือ คณะกฎหมาย คณะแพทยศาสตร์ และคณะเทววิทยา ในการศึกษาแต่ละหลักสูตร นักศึกษาลงทะเบียนเรียนแล้วก็มีสิทธิเลือกอาจารย์ได้ตามใจชอบ อาจารย์จึงต้องปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะไม่มีลูกศิษย์

ครั้นเรียนจบหลักสูตรจะได้รับใบรับรอง (ลต. Licentia) ให้เป็นอาจารย์ (ลต.Magister) ได้ โดยจะต้องผ่านการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ของตนต่อหน้าคณาจารย์ของคณะและผู้สนใจฟัง ทั้งอาจารย์และผู้ร่วมฟังมีสิทธิจะซักถามได้อย่างเสรีจนเป็นที่พอใจของคณาจารย์ส่วนมากของคณะจึงจะถือว่าสอบได้ การสอบวิทยานิพนธ์แต่ละครั้งจึงกินเวลาเป็นวัน ๆ และมีผู้เข้าฟังและซักถามมาก ทุกคนในมหาวิทยาลัยทุกแห่งใช้ภาษาละตินเป็นภาษากลางและใช้กันได้คล่องแคล่วทั้งในการเรียนการสอนและในชีวิตประจำวัน

ผู้จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจะต้องรู้ภาษาละตินมาแล้วอย่างคล่องแคล่วโดยรู้วรรณคดีละตินมาพอสมควรด้วย เรียนตามหลักสูตรศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยประมาณ 4-7 ปีก็จะมีสิทธิสอบวิทยานิพนธ์ หากผ่านก็จะมีสิทธิสอนในฐานะอาจารย์ผู้ช่วยสอน (Tutor)  และมีสิทธิเรียนในคณะที่สูงขึ้นไปในเวลาเดียวกัน จะเป็นอาจารย์ประจำได้ต้องมีตำแหน่งว่างและผ่านการคัดเลือก ส่วนมากจะต้องได้ปริญญาเอกเสียก่อน เว้นแต่ในกรณีพิเศษ

สำหรับคณะเทววิทยา (ซึ่งศึกษาปรัชญาควบคู่ไปด้วย) จะต้องศึกษาพระคัมภีร์ 4 ปี วิเคราะห์และวิจารณ์จตุรบรรพแห่งทรรศนะของพีเทอร์ ลัมบาร์ดและถกปัญหาในชั้นอีก 2 ปี จึงจะได้รับปริญญาตรี (ลต. Baccalaureates) ต่อจากนั้นก็เขียนวิทยานิพนธ์และเสนอตัวป้องกันต่อหน้าสาธารณชน หากผ่านก็จะได้ปริญญาโท (ลต.Licentiates) ต่อจากนั้นก็เป็นอาจารย์ช่วยสอน (ลต.Tutor) ของอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ระหว่างนั้นต้องหาโอกาสนัดเสนอความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งจะมีทั้งอาจารย์และนักศึกษาชอบเข้าร่วมฟังและทุกคนมีสิทธิซักถาม ต้องทำเช่นนี้บ่อย ๆ จนคณาจารย์ของคณะพอใจเป็นเอกฉันท์ จึงจะได้รับปริญญาเอก (ลต. Laureates) บางคนจึงเป็นอาจารย์ช่วยสอนจนแก่เฒ่าก็ยังไม่ได้ปริญญาเอกสักทีก็มี

และเพราะเหตุนี้เอง ปริญญาเอกจึงเป็นยอดปรารถนาของนักวิชาการ อาจารย์ที่ได้ปริญญาเอกแล้วก็ยังนัดถกปัญหาเช่นนี้เป็นครั้งคราวเพื่อแสดงความสามารถของตนให้ประจักษ์ เพราะอาจารย์ดี ๆ เป็นที่ใฝ่ฝันของนักศึกษา

  • ปัญหาที่ถกกันในห้องเรียนเรียกว่า ปัญหาฝึกอภิปราย (ลต.QuaestioDisputata = Disputed Question) เช่น สังเขปเทววิทยา(ลต. Summa Theologiac) ของอไควเนิส
  • ปัญหาที่นัดถกกันในที่สาธารณะเรียกว่า นานาปัญหา (ลต.QuaestioQuotlibetalis = Quotlibetal Question) เช่น สังเขปตอบโต้คนต่างศาสนา (ลต.Summa Contra Gentes)

วิธีการถกปัญหาเช่นนี้แหละเรียกว่า วิธีการของสำนัก (scholastic method) นักปรัชญาเหล่านี้จึงได้ชื่อว่า ลต.Scholasticus หรือ Schoolman (อัสสมาจารย์หรืออาจารย์แห่งสำนัก) และลัทธิของนักปรัชญาเหล่านี้เรียกว่า scholasticism (ลัทธิอัสสมาจารย์นิยม)

ulta- realism

ulta- realism  ลัทธิสัจนิยมแบบจัด

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

เพื่อป้องกันคำสอนเรื่องพระตรีเอกภาพ (trinity) และเรื่องบาปกำเนิด (original sin) นักปรัชญากลุ่มหนึ่งจึงรื้อฟื้นแนวทางของออเกิสทีน (St. Augustine) ขึ้นตอบโต้  เพราะเห็นว่าใช้ได้ดีมานานหลายศตวรรษแล้ว  หลายท่านเน้นมากเกินไปจนกลายเป็นลัทธิสรรพเทวนิยม (Pantheism) อย่างโจ่งแจ้ง

วีลเลียมแห่งชองโพ (William of Champeaux 1070-1120) เป็นลูกศิษย์ของราสเสอลายเนิส (Roscellinus; Roscelin of Compiègne 1050 – 1125) ภายหลังพบว่า คำสอนของอาจารย์ขัดต่อคำสอนของคริสต์ศาสนา  ตอบโต้ด้วยทฤษฎีอัตลักษณ์ (theory of identity) โดยสอนว่า ธรรมชาติของแต่ละสิ่ง เช่น ธรรมชาติของมนุษย์  ย่อมมีหนึ่งเดียวในคนทุกคนทั้งในด้านจำนวนและอัตลักษณ์ (numerically and identically) นั่นคือมนุษย์ทุกคนเป็นคนคนเดียวกันอย่างสมบูรณ์  การมีจำนวนมากในสิ่งเดียวกันเป็นเพียงมายา (accidentally)

เอเบอลาร์ด (Peter Abelard 1079-1142) ผู้เป็นลูกศิษย์โต้แย้งว่า  ถ้าเช่นนั้น  ซาเครอทิสย่อมอยู่ที่เอเธนส์ ที่โรม และทุก ๆ แห่งที่มีมนุษย์  เพราะเป็นคนคนเดียวกันกับมนุษย์ทุกคน  และถ้าซาเครอทิสถูกเฆี่ยน  มนุษย์ทุกคนก็จะพากันเจ็บตามไปด้วย  เมื่อถูกแย้งเข้าเช่นนี้วิลเลียมจึงแก้ไขให้อ่อนลงเป็นทฤษฎีไร้ความแตกต่าง (theory of indifference) โดย สอนว่า คนแต่ละคนมีจริงและเป็นเอกเทศจริง ๆ แต่ทว่าในแต่ละคนมีธรรมชาติของคนครบถ้วนบริบูรณ์อย่างไม่แตกต่างอะไรเลยจากคนอื่น ๆ (indifferently) นั่นคือมนุษย์แต่ละคนต่างก็มีจรสมบัติเป็นของตนเองโดยเฉพาะ  แต่ทว่าทุกคนมีสารัตถะที่ไม่แตกต่างกัน  สารัตถะนี้แหละคือสิ่งสากล

Abelard

ทฤษฎีหลังของวีลเลียมใช้คำพูดคลุมเครือ  ที่ว่าไม่แตกต่างกันนั้นกินความแค่ไหน  ถ้าไม่แตกต่างแม้กระทั่งอัตลักษณ์และจำนวน  ก็น่าจะเป็นสิ่งเดียวกันและก็ไม่น่าจะผิดอะไรกับทฤษฎีแรก  และถ้าไม่แตกต่างในความหมายว่ามีธรรมชาติเหมือนกันโดยที่ต่างคนต่างมี  ก็จะเป็นลัทธิสัจนิยมสายกลางซึ่งวีลเลียมน่าจะแถลงออกมาได้อย่างตรง ๆ และอย่างชัดเจน  ทำให้สันนิษฐานได้ว่า วีลเลียมเพียงแต่เปลี่ยนชื่อทฤษฎีแต่หาได้เปลี่ยนความคิดไม่

Thomas Aquinas

aquinas

Thomas Aquinas ธาเมิส  อไควเนิส

ผู้แต่ง : กันต์สินี  สมิตพันธ์

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

                Thomas Aquinas ธาเมิส  อไควเนิส ใช้ปรัชญาของแอเริสทาเทิลอธิบายคริสตศาสนา มิใช่เพื่อเอาใจใครหรือเพียงแต่เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ทว่าอไควเนิสมีความเลื่อมใสในแนวความคิดของแอเริสทาเทิลอย่างจริงใจและมั่นใจว่าจะนำเอามาใช้สร้างระบบความคิดแบบคริสต์ได้อย่างเหมาะสม

แม้อไควเนิสจะได้สร้างความคิดขึ้นเป็นระบบ และใช้ตรรกวิทยาเป็นเครื่องมือในการสร้างระบบ แต่ทว่าท่าทีของอไควเนิสเป็นแบบอัตถิภาวนิยมอย่างเต็มที่ อไควเนิสไม่เคยคิดว่าระบบความคิดของตนสมบูรณ์แบบแล้ว ในตอนปลายชีวิตเมื่ออไควเนิสบรรลุฌานแล้วก็ไม่อยากจะเขียนเพิ่มเติมให้ระบบสมบูรณ์ เพราะเห็นว่ามีคุณค่าน้อยเหลือเกินเมื่อเปรียบเทียบกับความรู้ของผู้บรรลุฌาน

วิธีการของอไควเนิสน่าจะกระตุ้นให้นักปราชญ์ชาวคริสต์หาวิธีอธิบายคริสตศาสนาให้เหมาะสมกับกาละเทศะต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้เลื่อมใสในปรัชญาของอไควเนิสจริง ๆ น่าจะเลื่อมใสในท่าทีและวิธีการของท่านยิ่งกว่าในเนื้อหาคำสอนของท่าน ซึ่งแน่นอนว่าดีเยี่ยมในสมัยหนึ่ง แต่จะดีเยี่ยมเรื่อยไปในทุกสมัยคงจะเป็นไปไม่ได้ ผู้แสวงหาต่อไปคือผู้เดินตามเจตนารมณ์แท้จริงของอไควเนิส โดยอย่าลืมด้วยว่าปรัชญาของอไควเนิสมิได้เป็นผู้ทำยุคกลาง หากเป็นผลผลิตของยุคกลางมากกว่า

                จากคำสอนของอไควเนิสซึ่งบรรยายไว้ครบถ้วนมากกว่าของนักปรัชญาอื่น ๆ ในยุคกลาง คงจะพอเห็นได้ว่า

การศึกษาปรัชญายุคกลางโดยไม่พิจารณาคำสอนทางเทววิทยาควบคู่ไปด้วยย่อมทำให้ความเข้าใจบิดเบือนไปอย่างไม่มีทางแก้ ความจริงปรัชญากับเทววิทยาเป็นความคิดรวมอย่างแยกกันไม่ได้ในความคิดของนักปราชญ์คริสต์  หากแต่เคยมีธรรมเนียมแยกกันศึกษาเพื่อสะดวกในการจัดหลักสูตร ในปัจจุบันวิธีการนั้นล้าสมัยแล้ว เราพยายามจัดให้มีการศึกษาแบบบูรณาการเพื่อให้เห็นขอบข่ายของเรื่องในรูปแบบที่ไม่ถูกบิดเบือน ในเรื่องปรัชญาก็เช่นกัน การแยกสิ่งที่แยกไม่ได้เพื่อศึกษาให้รู้เพียงส่วนเดียวก็ย่อมจะเห็นภาพที่ถูกบิดเบือนไปอย่างช่วยไม่ได้

Paracelsus

Paracelsus.jpg

Paracelsus แพเรอเซลเซิส

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ชื่อจริงว่า ทีเออแฟรสเทิส แห่งโฮเฮนไฮม์ (Theophrastus of Hohenheim 1493-1541) แต่เจ้าตัวชอบเรียกตนเองว่าแพเรอเซลเซิส (Paracelsus)  ซึ่งแปลว่าเก่งกว่าเซลเซิส (More-than-Celsus) ส่วนเซลเซิส (Aulus Cornelius Celsus, กคศ 25-คศ 50) เป็นแพทย์ชาวโรมันในสมัยอาณาจักรโรมันรุ่งเรือง

ทีเออแฟรสเทิสริ่มต้นชีวิตทำงานเหมืองแร่ซึ่งเจ้าของเป็นนักอัลเคมี  เป็นโอกาสให้ได้รู้ศาสตร์ดำ  เรียนแพทยศาสตร์ที่บาเซล  สวิตเซอร์แลนด์  ได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์สอนที่เดียวกัน  สร้างจุดเด่นโดยการเผาตำราแพทย์ของกาเลิน (Galen 128-199) ชาวกรีกและอีเบินซีเนอ (Ibn-Sina 980-1037) ชาวอาหรับ  เพื่อแสดงว่าจะปฏิรูปการแพทย์ใหม่ทั้งหมด  ปฏิรูปวิธีสอนโดยบรรยายเป็นภาษาเยอรมันแทนภาษาละติน จึงใช้ชื่อ Paracelsus

แพเรอเซลเซิส ถือลัทธิสรรพเทวนิยมเช่นเดียวกันกับอกริพพา (Marcus Vipsanius Agrippa, กคศ63-คศ 12) และนักไสยศาสตร์ทั่วไปในขณะนั้นที่ได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์คาบาลาห์ของยิว  คือถือว่าทุกสิ่งรวมทั้งมนุษย์ด้วยเป็นการล้นออกจากพระเจ้า  ดังนั้น ทุกสิ่งจึงมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งเป็นระบบเดียว

ดวงดาวและแร่ธาตุในโลกย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บและการเยียวยา  แพทยศาสตร์จึงไม่ควรแยกออกจากเทววิทยา   ปรัชญา  และดาราศาสตร์  คำสอนเช่นนี้แหละที่ทำให้แพเรอเซลเซิสได้ชื่อว่าเป็นแพทย์ไสยศาสตร์ แต่ในทางปฏิบัตินั้นแพเรอเซลเซิสใช้การสังเกตทดลองเพื่อการรักษาอย่างได้ผล  จึงนับว่าแพเรอเซลเซิสเป็นผู้นำหน้าขบวนการวิทยาศาสตร์ด้วย  และวิทยาศาสตร์ของแพเรอเซลเซิสก็เป็นวิทยาศาสตร์ที่ปนไสยศาสตร์  เพราะเชื่อว่ามีอำนาจลึกลับแฝงอยู่ตามหลักเทววิทยา  ปรัชญาและดาราศาสตร์ของตน  ซึ่งรวมกันเป็นโลกทรรศน์ชนิดพิเศษ  โดยสอนว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกด้วยการล้นจากพระองค์ก็จริง  แต่ก็แสดงให้เห็นว่าประกอบขึ้นด้วยธาตุดั้งเดิม 3  ธาตุ คือ กำมะถัน  ปรอท  และเกลือ  จาก 3 ธาตุดังกล่าวผสมกันได้ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  ธาตุ 4 ผสมกันในอัตราส่วนต่าง ๆ ได้สิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายดังที่เราเห็นในเอกภพ  นี่เป็นธาตุที่มองเห็น

มีอีกธาตุหนึ่งมองไม่เห็น ซึ่งนักปราชญ์โบราณเคยเรียกว่า  ธาตุที่ 5 (quintessence)  แต่แพเรอเซลเซิสเรียกว่ามหาปฐม (Archeus)   มหาปฐมนี้เป็นเชื้อชีวิต  มีแทรกอยู่ในสสารทุกส่วน  จึงกล่าวได้ว่าทุกสิ่งมีชีวิต  เพียงแต่ว่ามหาปฐมหรือชีวสารนี้แสดงกิจกรรมให้เห็นหรือไม่และแสดงเข้มข้นเพียงไรเท่านั้น  มหาปฐมนี้แหละที่เป็นสายสัมพันธ์ถึงกันและเป็นเหตุให้ทุกสิ่งมีอิทธิพลต่อกัน ใครพบเคล็ดลับก็จะควบคุมเหตุการณ์ได้  แหละนี่คือ สารัตถะของไสยศาสตร์ตามทรรศนะของแพเรอเซลเซิส

มหาปฐมแบ่งออกเป็น  4  ชนิด  แต่ละชนิดมีแทรกอยู่ในธาตุ  4  แต่ละอย่าง คือ ชนิดโญมิ (Gnome) แทรกอยู่ในธาตุดิน  ชนิดเอินดีเนอ (Undina)  แทรกอยู่ในธาตุน้ำ  ชนิดซิลเฟิส (Sylphus)  แทรกอยู่ในธาตุลม  ชนิดแซเลอแมนเดอร์(Salamander) แทรกอยู่ในธาตุไฟ

วิญญาณเป็นสาระของพระเจ้าที่แบ่งส่วนมาจากพระเจ้าแทรกอยู่ในทุกสิ่ง  เพื่อให้ธาตุต่าง ๆ ประสานกลมกลืนกัน  ทุกสิ่งมีวิญญาณ  เพราะว่ามีสาระพระเจ้าแทรกอยู่   หากแต่ว่าเข้มข้นมากน้อยต่างกัน  วิญญาณมนุษย์เป็นสาระพระเจ้าที่เข้มข้นกว่าวิญญาณในสิ่งอื่น ๆ   วิญญาณของสัตว์เข้มข้นน้อยลง  ของพืชยิ่งน้อยลงไปอีก  และในแร่ธาตุเข้มข้นน้อยที่สุด  โรคภัยไข้เจ็บและความเสื่อมโทรมทั้งหลายเกิดจากความไม่กลมกลืนกันระหว่างธาตุต่าง ๆ จนวิญญาณไม่อาจควบคุมได้  แพทย์จึงต้องเข้าช่วยแก้ไข  โดยอาศัยการทดลองควบคู่กับเคล็ดลับทางไสยศาสตร์  จะช่วยสร้างระเบียบขึ้นใหม่จนวิญญาณสามารถควบคุมได้  หากแก้ไขไม่สำเร็จก็ถึงกาลดับสูญ  หากเราสามารถจับเคล็ดลับของวิญญาณในสิ่งใดได้  เราจะควบคุมสิ่งนั้นได้  และอาจจะชักจูงใจให้ทำอะไรและอย่างไรก็ได้

แพเรอเซลเซิสจึงย้ำว่ามนุษย์เป็นอนุจักรวาลย่อส่วนของมหาจักรวาลทั้งหมดลงในมนุษย์แต่ละคน  งานนิพนธ์ที่สำคัญได้แก่  แพทยศาสตร์มหัศจรรย์ (ยร. Die Grosse Wundartznei 1530)

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑