separation of mathematics

Euclid of Alexandria who taught us geometry

separation of mathematics การแยกตัวของคณิตศาสตร์

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ประมาณ ก.ค.ศ. 300 ยูคลิด (Euclid of Alexandria) ตั้งสำนักสอนคณิตศาสตร์  ทำให้คณิตศาสตร์มีฐานะเป็นอิสระตั้งแต่นั้นมา ระหว่างนั้นทาเลอมิที่ 1 ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ทาเลอมิ ปกครองรัฐแอลิกแซนเดรีย   ทรงตั้งสำนักศึกษาและสนับสนุนให้นักปราชญ์มาอยู่ค้นคว้า วิจัยและตั้งสำนักสอนอย่างเสรี

Continue reading “separation of mathematics”

reasoning

reasoning การใช้เหตุผล

ผู้แต่ง : ปราโมทย์  หม่อมศิลา

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

               การใช้เหตุผลเป็นกิจกรรมในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เหตุผลคือหลักฐานหรือสิ่งที่ยืนยันความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งว่าเป็นจริง  เมื่อจะทำอะไรก็ตามเราต้องคิดก่อนว่าเราควรทำหรือไม่ เพราะเหตุใด นี่คือการถามหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดและการกระทำของตัวเอง การใช้เหตุผล (reasoning) เป็นกระบวนการทางความคิดที่พยายามแสดงว่าข้อสรุปควรเป็นที่ยอมรับเพราะมี เหตุผลหรือหลักฐานมาสนับสนุน นอกจากนี้ เรายังต้องอธิบายเหตุผลนี้ให้คนอื่นเข้าใจและยอมรับด้วย เมื่อได้ฟังเรื่องราวบางอย่างเราอาจไม่เชื่อทั้งหมด ในการเลือกว่าเรื่องใดควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ เราก็ต้องใช้เหตุผลในการพิจารณาการตัดสิน เมื่อเรามีความคิดเห็นไม่ตรงกันหรือมีปัญหาขัดแย้ง เราก็สามารถยุติความขัดแย้งนี้ได้โดยใช้เหตุผล ใครมีเหตุผลดีกว่าข้อสรุปของเขาก็จะเป็นที่ยอมรับได้มากกว่า เช่น การที่ชาวอาณานิคมจับชาวนิโกรไปเป็นทาสในไร่นาของตน เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างนัก เพราะชนทุกผิวเป็นมนุษย์มีปัญญา การพิสูจน์อย่างนี้เรียกว่า  นิรนัย

บางครั้งการวิเคราะห์การอ้างเหตุผลเพื่อตัดสินว่าถูกต้องหรือดีพอที่จะยอมรับได้หรือไม่นั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้โดยง่าย ถ้าปราศจากหลักเกณฑ์มาช่วยในการพิจารณา การหากฎเกณฑ์มาวินิจฉัยการใช้เหตุผลว่าถูกหรือผิดอย่างไรจึงเป็นเรื่องของตรรกวิทยา (logic) ตรรกวิทยา คือ การศึกษา กฎเกณฑ์การใช้เหตุผล

เหตุผล คือ หลักฐานหรือสิ่งที่ยืนยันความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งว่าเป็นจริง การอ้างเหตุผล คือ การเสนอหลักฐานเพื่อสนับสนุนหรือยืนยันว่าข้อสรุปเป็นจริง การอ้างเหตุผลจะเกิดเมื่อเรามีความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งแล้วอยากให้คนอื่นเชื่อด้วยเหตุผล เป็นศักยภาพทางความคิดของมนุษย์ทำให้มนุษย์เหนือกว่าสัตว์อื่น เพราะมนุษย์สามารถใช้เหตุผลในการแสวงความจริงหรือความรู้ และคิดสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ

logical reasoning

เหตุผลเป็นศักยภาพทางความคิดของมนุษย์ ในการเข้าใจถึงการเชื่อมโยงที่จำเป็นต่าง ๆ  เช่น การเชื่อมโยงที่จำเป็นของแต่ละเหตุการณ์ (รู้ว่าสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด) การเชื่อมโยงเช่นนี้สามารถนำไปสู่การคาดเดาเชื่อมโยงการเกิดขึ้นของสิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น ในอดีตเราเห็นสองเหตุการณ์คือ 1) เมฆดำ  2) ฝนตก  เกิดขึ้นติดต่อกันเสมอ นำไปสู่การใช้เหตุผลเข้าใจได้ว่าสองเหตุการณ์นี้มีความเชื่อมโยงที่จำเป็น ระหว่างกัน คือ เมื่อมีเมฆดำแล้วฝนจะตกเหตุผลในแง่ของศักยภาพทางความคิดของมนุษย์ คือการเข้าใจในการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การเกิดขึ้นของความรู้ใหม่ ดังเช่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้จากการทดลองต่าง ๆ เช่น จากการทดลองต้มน้ำหลาย ๆ ครั้ง แล้วพบว่าน้ำจะเดือดที่หนึ่งร้อยองศาเซลเซียสทุกครั้ง นำไปสู่ข้อสรุปอันเป็นความรู้จากการทดลองว่า “น้ำมีจุดเดือดที่หนึ่งร้อยองศา” ซึ่งหมายความว่าไม่ว่าเราจะต้มน้ำสักกี่ครั้งทั้งในอดีตหรืออนาคตน้ำจะเดือดที่หนึ่งร้อยองศาเสมอ เราเรียกการพิสูจน์แบบนี้ว่า อุปนัย

               นักปรัชญาให้ความสำคัญกับเหตุผลมากเป็นพิเศษเพราะถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้ของมนุษย์  มนุษย์รู้จักใช้เหตุผลตั้งแต่เริ่มเป็นมนุษย์ และกิจกรรมการใช้เหตุผลนี้เองที่ทำให้มนุษย์สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้สูงกว่าสัตว์ชนิดใดในโลก

Ramée, Pierre de la

ramee

Ramée, Pierre de la  ปิแอร์แห่งราเม

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

                ปิแอร์แห่งราเม (Pierre de la Ramée 1515-1572)  นิยมเรียกตามภาษาละตินว่า เรเมิส (Ramus) เป็นชาวฝรั่งเศส เกิดในแคว้นซัวส์ซงส์ (Soissons)  จากครอบครัวยากจน จึงต้องทำงานเพื่อความอยู่รอด  แต่ก็พยายามศึกษาด้วยตนเองในยามว่างและเวลากลางคืน  โชคดีได้เข้าทำงานฝ่ายบริการในมหาวิทยาลัยแห่งนาวาร์(Navarre) ตะเกียกตะกายเรียนจนสอบได้ปริญญาโท  เขียนวิทยานิพนธ์ต่อต้านการฟื้นฟูปรัชญาของแอเริสทาเทิล ถูกต่อต้านและกลั่นแกล้งจากขบวนการฟื้นฟูแอเริสทาเทิล  ได้รับเชิญไปสอนในวิทยาลัยแห่งประเทศฝรั่งเศส (ฝร. College de France) ยิ่งถูกกลั่นแกล้งหนักขึ้น  จึงไปเข้าขบวนการลัทธิแคลวิน  ในที่สุดถูกฆาตกรรม

จุดที่เรมิสต่อต้านมากที่สุดก็คือ  การพิสูจน์ในรูปนิรนัยของแอเริสทาเทิล ซึ่งเรเมิสถือว่าล้าสมัยแล้ว  ทำให้นักศึกษามัวเมาอยู่กับการใช้เหตุผลพิสูจน์เพื่อยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตน  หาประโยชน์อันใดมิได้ แต่กลับทำให้ความคิดสร้างสรรค์อับเฉาลง

เรเมิสเองสงสัยว่าหนังสือ ตรรกวิทยาที่เชื่อกันว่าเป็นของแอเริสทาเทิลนั้น อาจจะไม่ใช่ของแอเริสทาเทิลจริง ๆ ก็ได้  จะใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่สำคัญ เพราะควรเลิกสนใจได้แล้ว   หันมาสนใจวิธีใหม่กันดีกว่า คือ ใช้ประสบการณ์หาความรู้พื้นฐานที่แน่ใจได้  แล้วจึงเก็งไปสู่ความจริง อื่น ๆ ต่อไปอย่างมีแบบแผน   ตรรกวิทยาจึงน่าจะมีหน้าที่แยกประเด็นเพื่อเป็นแนวทางให้ค้นคว้าในสิ่งที่เป็นไปได้  ให้รู้ว่าควรสนใจพิจารณาด้านใดบ้าง เมื่อได้คำตอบแล้วปรัชญาก็ควรทำหน้าที่กำหนดวิธีเสนอความคิดอย่างมีระเบียบแบบแผน  น่าฟัง  และจูงใจ  ตามหลักฐานที่หามาได้

proposition

proposition ประโยคตรรกวิทยา

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ประโยคตรรกวิทยา (Proposition) คือ การแสดงออกของการตัดสินอย่างตรง ๆ

องค์ประกอบ จะต้องมีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วนเสมอ คือ

ประธาน + ตัวเชื่อม + ภาคแสดง

Subject   + copula   + predicate

จะมีมากหรือน้อยกว่านี้ไม่ได้ เพราะในการตัดสินครั้งหนึ่ง ๆ ในมนัสจะต้องมี 2 หน่วย แล้วเล็งเห็นว่าเข้ากันได้หรือไม่ สังกัป 2 หน่วยนั้น เมื่อแสดงออกตรง ๆ ก็จะมีหน่วยหนึ่งอยู่หน้าเป็นตัวเปรียบเทียบ เรียกว่า ประธาน และอีกหน่วยหนึ่งอยู่หลัง เป็นหลักของการเปรียบเทียบ เรียกว่า ภาคแสดงส่วนการเล็งเห็นว่าเข้ากันได้ เราก็แสดงออกโดยใช้คำว่า “เป็น” ถ้าเล็งเห็นว่าเข้ากันไม่ได้ เราก็แสดงออกโดยใช้คำว่า “ไม่เป็น” 2 คำนี้แหละที่เรียกว่าตัวเชื่อม (ตัวเชื่อมไม่เรียกว่าเทอม โปรดลองคิดดูเองว่าทำไม)

ตัวเชื่อมมี 2 ชนิด คือ ตัวเชื่อมยืนยัน (affirmative copula) ได้แก่ คำว่า “เป็น”  และตัวเชื่อมปฏิเสธ (negative copula) ได้แก่ คำว่า “ไม่เป็น” ให้สังเกตว่า คำ “เป็น” และ “ไม่เป็น” ตามระเบียบไวยากรณ์ถือว่าเป็นคำพูดประเภทคำกิริยา แต่ตามระเบียบตรรกวิทยาไม่ถือเป็นเทอม เพราะไม่แสดงสังกัป แต่การแสดงเข้ากันได้หรือไม่ได้ของสังกัป จึงต้องจัดเป็นประเภทต่างหาก เรียกว่า “คำเชื่อม” หรือ “ตัวเชื่อม” ใช้ในวิชาตรรกวิทยาเท่านั้น

ส่วนประธานและภาคแสดง อาจจะกระจายหรือไม่กระจายดังได้กล่าวมาแล้ว

ชนิดของประโยคตรรกวิทยา มี 4 ชนิด ตามชนิดของประธานและตัวเชื่อม คือ

ประโยค A     =             ประธานกระจาย                  ตัวเชื่อมยืนยัน

ประโยค E      =             ประธานกระจาย                  ตัวเชื่อมปฏิเสธ

ประโยค I       =             ประธานไม่กระจาย            ตัวเชื่อมยืนยัน

ประโยค O     =             ประธานไม่กระจาย            ตัวเชื่อมปฏิเสธ

A และ I ได้มาจากสระ 2 ตัวแรกของคำละติน ว่า Affirmo (ฉันยืนยัน)

E และ O ได้มาจากสระ 2 ตัวของคำละติน ว่า Nego (ฉันปฏิเสธ)

สูตรของประโยคทั้ง 4 เขียนเป็นประโยคแบบแผน (Formal) ได้ดังนี้

A     =     All S are P

E     =     All S are not P (No S are P)

I      =     Some S are P

O    =     Some S are not P

ตัวอย่างของประโยคทั้ง 4

A     =     คนทุกคน     เป็น         ผู้เมตตา

E     =     คนทุกคน     ไม่เป็น     ผู้เมตตา

I      =     คนบางคน     เป็น         ผู้เมตตา

O    =     คนบางคน     ไม่เป็น     ผู้เมตตา

proposition of special character

proposition of special character ประโยคตรรกะลักษณะพิเศษ

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ประโยคตรรกะลักษณะพิเศษประกอบด้วย

  1. ตีความของประธานว่ากระจาย หรือไม่กระจาย ด้วยคำว่า “ทุก” หรือ “บาง” (ถ้าพูดลอย ๆ ให้ถือว่าประธานกระจาย) ใส่คำ “เป็น” หรือ “ไม่เป็น” หลังประธานแล้วแต่กรณี แล้วใส่ส่วนที่เหลือในภาคแสดง เช่น สุนัขวิ่งเร็ว = สุนัขทุกตัวเป็นสิ่งวิ่งเร็ว คนที่นั่งใกล้ฉันไม่ยอมทำการบ้าน  = คนที่นั่งใกล้ฉันทุกคนไม่เป็นผู้ยอมทำการบ้าน วันนี้ฉันโชคดี = วันนี้เป็นวันที่ฉันโชคดี
  2. “มีแต่…เท่านั้น” เข้าสูตร Only S are P ต้องเปลี่ยนเป็น All P are S เช่น มีแต่คนดีเท่านั้นที่ได้รับรางวัล หมายความว่าคนดีที่ไม่ได้รับรางวัลก็มี แต่ถ้าคนไหนได้รับรางวัล เราก็ตัดสินได้ว่าต้องเป็นคนดี เพราะฉะนั้นต้องแปลงเป็นว่า “คนได้รับรางวัลทุกคนเป็นคนดี”
  3. “ชอบ” เช่น ฉันชอบกินทุเรียน หมายความว่า ทุเรียนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ฉันชอบกินเพราะฉะนั้นแปลงได้ 2 อย่าง คือ “ฉันเป็นผู้ชอบกินทุเรียน” และ “ทุเรียนทุกผล เป็นสิ่งที่ฉันชอบกิน” เวลาใช้ในรูปนิรนัย ต้องการรูปไหนก็เลือกใช้ได้ตามความต้องการ แต่ส่วนมาจะใช้รูปหลัง
  4. “ไม่” ถ้าอยู่ในภาคแสดง ต้องย้ายมาอยู่กับตัวเชื่อม เพราะความหมายเหมือนกัน และถือว่าเป็นตำแหน่งประจำของมัน ถ้ามีความจำเป็นในรูปนิรนัยก็ให้อยู่ในภาคแสดงได้ เช่น นายแดงไม่ขยันอาจจะเขียนเป็นประโยคตรรกวิทยาได้ 2 อย่าง คือ นายแดงเป็นคนไม่ขยัน หรือนายแดงไม่เป็นคนขยัน อย่างหลังถือว่าปกติกว่าอย่างแรก แต่ถ้าปฏิเสธอยู่ในรูปประธานจะย้ายไปอยู่กับตัวเชื่อม หรือจากตัวเชื่อมจะย้ายมาอยู่กับประธานไม่ได้ เพราะความหมายไม่เหมือนกัน เช่น คนไม่รวยเป็นคนน่าสงสาร เราจะพูดว่า “คนไม่รวยเป็นคนน่าสงสาร” ไม่ได้ เพราะคนรวยอาจจะเป็นคนน่าสงสารหรือไม่ก็ได้ ยกเว้นการปฏิเสธประธานทั้งหมด เช่น “ไม่มีนักศึกษาคนใดเลยได้รับรางวัล” จะต้องเปลี่ยนเป็น “นักศึกษาทุกคนไม่เป็นผู้ได้รับรางวัล” แต่ “ผู้ไม่ใช่นักศึกษา เป็นผู้สนใจ” จะย้ายคำปฏิเสธมาที่ภาคแสดงไม่ได้ จะกลายเป็นพูดคนละเรื่องเสียเลย
  5. สุภาษิต มีอยู่ 2 ชนิด คือ สุภาษิตสอน และสุภาษิตเตือน ถ้าเป็นสุภาษิตสอนย่อมเป็นความจริงทั่วไป ประธานจะกระจาย เช่น ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ถ้าเป็นสุภาษิตเตือนไม่หมายความว่า ต้องเป็นคนเช่นนั้นเสมอไป แต่เตือนให้ระวังอาจจะเป็นเช่นนั้นได้ ประธานอาจจะไม่กระจาย เช่น ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง = ไก่บางตัวเป็นสัตว์งามเพราะขน คนบางคนเป็นผู้งามเพราะแต่ง
  6. เมื่อมีการยกเว้นให้แปลงคำยกเว้นเป็นคำขยาย เช่น ปลาในบ่อตายหมดทุกตัว นอกจากปลาช่อน = ปลาในบ่อที่ไม่ใช่ปลาช่อนทุกตัว เป็นสิ่งตายม

proof from hypothesis

proof from hypothesis พิสูจน์จากสมมุติฐาน

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ชาวเกาะบริเทนภายใต้อิทธิพลความคิดของโรเชอร์ เบเคิน(1220-92) และแฟรงซิส เบเคิน(1561-1626)  มีแนวโน้มที่จะไม่เชื่อว่าปัญญามนุษย์จะมีความสามารถหยั่งรู้ตามลำพังพอที่จะเข้าถึงความจริงที่ใช้เป็นปฐมบทสำหรับการพิสูจน์ด้วยสัจพจน์ได้  แต่ถ้าหากได้สังเกตและทดลองให้มีประสบการณ์เพียงพอ ความสามารถหยั่งรู้ของปัญญาก็จะทำการถอดสิ่งสากล (ตามคำสอนของแอเริสทาเทิล) ใช้เป็นปฐมบทสำหรับพิสูจน์จากสัจพจน์ได้ หรือจะใช้เป็นปฐมบทสำหรับคำนวณหาความจริงตามแนวของไลบ์นิซก็ได้ หรือจะพอใจเรียกผลที่ได้ว่าเป็นสมมุติฐานที่น่าจะเป็นใช้คำนวณตามคติของการพิสูจน์จากสมมุติฐาน (Hypothetico-deductive proof or proof from hypothesis) ก็ได้ กลุ่มนี้เรียกตัวเองว่าสำนักประสบการณ์นิยมซึ่งเป็นหลักสำคัญของขบวนการพุทธิปัญญาและขบวนการวจนศูนย์นิยม  แล้วเรียกกลุ่มทางภาคพื้นยุโรปที่ใช้ปัญญาหยั่งรู้หาปฐมบทที่แน่ใจได้ 100% ว่าเป็นสำนักเหตุผลนิยม

ฝ่ายพิสูจน์จากประสบการณ์มีตัวแทนที่สำคัญ คือ โรเชอร์ เบเคิน(Roger Bacon 1220-92) ;  วีลเลียมแห่งอากเคิม(William of Ockham 1282?-1349) ;  แฟรงซิส เบเคิน(Francis Bacon 1561-1626) ;  จอห์น ลัค(John Locke 1632-1704) ;  ยอร์ช เบิร์กเลย์(George Berkeley 1688-1753)  ซึ่งได้ชื่อพิเศษว่าลัทธิมโนคตินิยมเชิงประสบการณ์ (empirical idealism) ;  เดวิด ฮิวม์(David Hume 1711-76)  ซึ่งได้ชื่อพิเศษว่า ลัทธิประสบการณ์นิยมสุดขั้ว (extreme empiricism) ; เจเรอมิ  เบนเธิม(Jeremy Bentham 1748-1832) ; จอห์น สจ๊วต มิล(John Stuart Mill 1806-73)  ซึ่งได้ชื่อพิเศษว่า ลัทธิประโยชน์นิยม (utilitariamism) ;  เบอร์เทรินด์ รัสเซล(Bertrand Russell 1872-1970)  ซึ่งได้ชื่อพิเศษว่าลัทธิสัจนิยมใหม่ (neorealism) ;  แวลเฟริด  แอร์(Alfred Jules Ayer (1910- )  ซึ่งได้ชื่อพิเศษว่า ลัทธิประสบการณ์นิยมเชิงตรรกะ (logical empiricism)  และลีโอนาร์โด  ดาวีนชี(Leonardo da Vinci 1451-1519) ; ฯลฯ

เป้าหมายหลักของกลุ่มนี้ก็เช่นเดียวกับกลุ่มที่ปลีกตัวจากปรัชญาอัสสมาจารย์ คือ ต้องการแสวงหาวิธีการวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมเพื่อใช้เป็นวิธีการสำหรับการแสวงหาความรู้ทุกอย่างด้วย  เพื่อได้ความจริง

post hoc

post hoc, ergo propter hoc = after this, therefore because of this ภายหลังคือผล

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ภาษาละตินอ่านว่า “ป๊อสต์ ฮ๊อก แอร์โก ปร๊อบแตร์ ฮ๊อก” ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่า “หลังจากสิ่งนี้เพราะฉะนั้นเป็นเพราะสิ่งนี้” เนื่องจากเรามักจะมีประสบการณ์มาจนเคยชินแล้วว่าสาเหตุจะต้องนำหน้าผล จึงทำให้ผู้ไม่ระวังหลงผิดยอมรับเอาง่าย ๆ ว่า เหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังอีกเหตุการณ์หนึ่งจะต้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์นั้น ถ้าเราคิดทบทวนดูเองสักหน่อยก็จะเห็นได้ว่าไม่จริง เสมอไป เช่น ดวงอาทิตย์ขึ้นหาได้เป็นผลของแสงเงินแสงทองไม่ หากแต่เป็นสาเหตุไม่มีแสงเงินแสงทองนำหน้าก่อนเสียด้วยซ้ำ จึงเห็นได้ว่าสาเหตุอันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เราเห็นภายหลังก็ได้เช่นกัน ตัวอย่าง เช่น

“ลูกของดิฉันหายจากคางทูมได้ ก็เพราะไปให้ซินแสเขียนเสือให้” ความจริงตามคำอธิบายของแพทย์ การใช้หมึกจีนเขียนเสือมิได้ทำให้คางทูมหาย อย่างมากก็ช่วยเป็นกำลังใจให้ระงับปวด เพราะคางทูมเป็นโรคที่หายเองตามวาระ ตามปกติผู้ที่ไปเขียนเสือมักไปตอนระยะที่กำลังอักเสบถึงขีดสุดหรือไม่ก็เกือบสุด จึงสังเกตได้ว่าเขียนแล้วไม่นานอาการก็ทุเลา

“นายเพิ่งเข้าบาร์เพียงไม่กี่อึดใจ คุณนายก็มาถึง น่ากลัวจะมาตามกลับบ้าน” ความจริงคุณนายอาจจะไม่รู้เรื่องสามีมาเข้าบาร์เลยก็ได้ อาจจะมาธุระอื่น พอเห็นสามีเข้าก็ตกกระไดพลอยโจน ลากตัวกลับบ้านอย่างละม่อม

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑