เปโตรในประวัติศาสตร์

 

petro01

ซอกแซกหามาเล่า (269)

เปโตรในประวัติศาสตร์

            ในปัจจุบันเปโตรมีความสำคัญมากๆในประวัติศาสตร์ ในฐานะที่เป็นสันตะปาปาองค์แรกของคริสตจักรสากลโดยเชื่อกันทั่วไปว่าได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซูโดยตรงและมอบหมายให้ถ่ายทอดตำแหน่งนี้เรื่อยมาจนถึงสันตะปาปาปัจจุบันที่มีนามว่าสันตะปาปาแฟรงซิสที่ 1 ซึ่งนับเป็นอันดับที่266 มีรัฐวาติกันของตนเองอย่างเป็นอิสระจากทุกรัฐบาลและได้รับการคุ้มครองจากองค์การสหประชาชาติ มีสถานทูตของตนตั้งอยู่ในเมืองสำคัญทั่วโลกเพื่อเป็นตัวแทนเจรจากับรัฐบาลและประชาชนในประเทศต่างๆ เหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นกับสันตะปาปาเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์โดยอัตโนมัติ  ผิดกับเปโตรสันตะปาปาอันดับแรกที่ได้รับตำแหน่งจากพระเยซูอย่างเงียบๆไร้การรับรองทางประวัติศาสตร์ ถึงเวลาดำรงตำแหน่งจริงเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้วก็ไม่มีสำนักงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างสง่างาม ต้องอาศัยบ้านผู้มีจิตศรัทธาให้ใช้ห้องเป็นที่พักและปฏิบัติหน้าที่ดูแลการเผยแผ่ข่าวดีของพระเยซูทั่วโลก แต่ก็ไม่มีวิธีติดต่อประสานงานกันเลยนอกจากบังเอิญเดินทางพบปะกันก็รายงานหรือสั่งเสียกันเสียทีหนึ่ง ทั้งหมดนี้ไม่มีการบันทึกเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ มีการจดจำและบันทึกจากศรัทธาซึ่งภายหลังมีการรวบรวมและตีความสันนิษฐานให้เป็นประวัติศาสตร์ได้บ้าง แต่ตลอดชั่วชีวิตดำรงตำแหน่งสันตะปาปาของเปโตรนั้น มีนักประวัติศาสตร์โรมันร่วมสมัยแทสเสอเถิส (Tacitus 55-117) สนใจบันทึกไว้เพียงประโยคเดียวสั้นๆว่า “เมื่อพระเยซูถูกโทษประหารไปแล้ว ไสยศาสตร์ที่พระเยซูโปรยปรายหว่านล้อมเอาไว้ ก็สิ้นมนต์ขลังไปภายในเวลาอันสั้น” มันหมายความตรงๆว่าเปโตรไร้ผลงาน หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า การเผยแผ่คำสอนของพระเยซูเป็นเวลาประมาณ 37 ปีภายใต้การนำของเปโตรทั้งชีวิตไม่มีอะไรเข้าเกณฑ์ประวัติศาสตร์เอาเสียเลย หากไม่มีเปาโลแจมเข้ามาหลังจากที่เปโตรและคณะบริหารงานนอกประวัติศาสตร์มาแล้ว10ปีและก็น่าจะทำการนอกประวัติศาสตร์กันเช่นเดิมต่อไปไม่รู้จนถึงเมื่อใด

เปาโลอายุอ่อนกว่าพระเยซูราว 15 ปี หากสมมุติว่าเปโตรน่าจะมีอายุอ่อนกว่าพระเยซูสัก 10 ปี ก็โมเมเหมาเอาว่าเปโตรน่าจะเป็นพี่ของเปาโลราว 5 ปี ก็พอดีร่วมงานและช่วยงานกันได้พอดิบพอดี เปาโลเกิดในครอบครัวชาวยิวโพ้นทะเลที่เคร่งครัดและรักชาติรักศาสนาและรักแผ่นดิน เติบโตในเมืองใหญ่อันดับ 3 ของมหาอาณาจักรโรมัน คือ ทาร์เสิสในเอเชียไมเนอร์ เป็นเมืองท่าใหญ่ จึงได้สัมผัสวัฒนธรรมต่างๆ ทำให้มีทรรศนะกว้างไกล เปาโลชอบเรียนและหัวดีเรียนเก่ง จึงมีความรู้ดีรอบตัวทั้งทางโลกและทางธรรม เมื่ออายุได้ ประมาณ 34 ปีก็ขอเข้าพบเปโตรที่กรุงเยรูซาเลมเพื่อรายงานว่าได้พบพระเยซูฟื้นคืนชีพและได้รับบัญชาให้เผยแผ่ข่าวดีแก่คนต่างด้าวโดยต้องขออนุมัติจากเปโตรซึ่งเปโตรไม่ขัดข้องที่จะอนุมัติเพราะเชื่อว่าได้รับคำสั่งจากพระเยซูอย่างที่ตนเองได้รับมา เปาโลเป็นนักวิชาการทันสมัย เมื่อเผยแผ่ที่ใดได้ผลก็จัดการตั้งคริสตจักรเป็นกลุ่มชุมชนพิเศษที่ต้องรับผิดชอบการดำรงชีวิตร่วมกันตามเจตนาของพระเยซู โดยต้องประชุมกันทุกวันอาทิตย์เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อจากไปแล้วก็ยังเขียนจดหมายมาดูแลด้วยความเป็นห่วง จดหมายที่ทรงคุณวุฒิเหล่านี้แหละที่เป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้นักประวัติศาสตร์รับรู้ว่าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ มีการขุดค้นหาหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับรู้เหตุการณ์และข้อมูลประวัติศาสตร์ตามที่จดหมายกล่าวถึงหรือพาดพิงถึง ข้อมูลประวติศาสตร์ของเปาโลพาดพิงถึงเหตุการณ์ศรัทธาเรื่องใดที่มีบันทึกไว้ในความจำหรือในเหตุการณ์แห่งศรัทธา ก็ได้มีการศึกษาสันนิษฐานเป็นข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์หรือเป็นความสำนึกของบุคคลในประวัติศาสตร์ หากสันนิษฐานไม่ได้ก็จะได้รู้ว่าเป็นความสำนึกด้วยศรัทธาตามวิสัยของผู้นับถือศาสนา ผลงานนอกประวัติศาสตร์ของเปโตรและคณะจึงเป็นเรื่องน่าสนใจเชิงวิชาการมากยิ่งๆขึ้นตามลำดับ เราจะศึกษากันในลักษณะดังกล่าวนี้เป็นสำคัญ

ฟรีดริช โกนทาร์ด(Friedrich Gontard). นักประวัติศาสตร์เยอรมันใช้เกณฑ์นี้สันนิษฐานผลงานของปีเตอร์ออกมาได้ความเชิงประวัติศาสตร์ดังต่อไปนี้ (ดู The Chair of Peter, p. 31.)

เมื่อพระเยซูถูกตัดสินลงโทษให้ประหารชีวิตด้วยวิธีตรึงให้ตายบนไม้กางเขนตามกระบวนการของกฎหมายโรมันสำหรับผู้ถูกกล่าวหาว่าก่อความวุ่นวายในมหาอาณาจักรโรมัน พระศพมีผู้มาขออนุญาตพิเศษให้ปลดลงจากกางเขนนำไปฝังในอุโมงค์ขุดเป็นซอกหน้าผาของภูเขาหัวกะโหลก มีทหารโรมันตอกตราประทับหินปิดปากถ้ำเพื่อแสดงว่ามิดชิดไม่มีอะไรน่าอุจาดและมีทหารเฝ้ายามรักษาตราประทับมิให้ใครมาทำลายจนแน่ใจว่าศพเปื่อยเน่าแล้วเพื่อป้องกันมิให้ใครมาลักศพไปเพื่อผลทางโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบการปกครองของข้าราชการโรมัน ในกรุงเยรูซาเลมและบริเวณรอบทะเลสาบกาลิลี มีการโจษจรรกันในหมู่ผู้รู้จักพระเยซูอยู่พักหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นนักทำปาฏิหาริย์ นักรักษาโรคฉับพลัน นักปลุกคนตายให้ฟื้นคืนชีพ นักเพิ่มขนมปังเป็นกระบุงๆ และผู้เสนอระเบียบสังคมใหม่ ก็เลยรู้สึกเสียดาย เพราะต่อไปนี้จะไม่ได้เห็นของดีๆอย่างนี้อีกแล้ว ข่าวลือกลางเมือง (the talk of the town) มักจะอยู่ไม่นาน เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับหายไป เป็นสัจธรรมแห่งข่าวลือ แทสเสอเถิสนักเฝ้าระวังเหตุการณ์แห่งมหาอาณาจักรโรมันคงได้ข้อมูลจากเยรูซาเลมในช่วงนี้แล้วก็ใช้กฎปรกติสรุปได้ง่ายๆว่าไม่นานต่อมาปรากฏการณ์คุณไสยทั้งหมดก็จะค่อยๆจางหายไปในกลีบเมฆ เพราะแทสเสอเถิสไม่เชื่อว่าพระเยซูทำได้จริง จึงนำเอาไปบันทึกเป็นปรากฏการณ์คุณไสย์ซึ่งก็ถูกต้องตามหลักวิชาประวัติศาสตร์ คือไม่รับรองมากกว่านั้น  โกนทาร์ดเล่าด้วยสำนวนนักประวัติศาสตร์เช่นเดียวกันโดยยืดเวลาไปอีกหน่อยตามข้อมูลที่รู้ได้มากกว่า โกนทาร์ดว่า เป็นเวลานานพอสมควรทีเดียวหลังจากพระเยซูถูกประหารด้วยการตรึงตายบนไม้กางเขนไปแล้ว ที่ในกรุงเยรูซาเลมไม่มีเสียงจับข่าวอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับพระเยซู เพราะผู้ผูกพันกับพระเยซูส่วนใหญ่มีนิวาสถานอยู่ในแคว้นกาลิลี ก็คงได้แอบกลับคืนถิ่นอย่างเงียบๆกับกองคาราวานที่มีเดินทางเป็นประจำ

อาจจะมีบางคนที่ไม่รู้จะไปแอบซ่อนอยู่ที่ไหน ก็คงปรากฏตัวให้คนเห็นบ้างแบบซุกซุนหลบสายตา จึงไม่มีใครสนใจเอาเรื่องไปทำให้เป็นข่าว คงพอใจปล่อยให้เป็นเหตุการณ์ที่ค่อยๆจางหายไปตามครรลองของข่าวดังทั้งหลาย เพราะผู้เคยรู้กิตติศัพท์ส่วนใหญ่น่าจะรู้สึกผิดหวัง เพราะอะไรๆที่เคยคาดเคยหวังไว้ก็น่าจะเป็นความผิดหวัง คงคิดปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรมต่อไป ไม่อยากเอามือไปซุกหีบ หากยังฝืนแสดงความคาดหวังอะไรออกไปอาจจะถูกทางการเพ่งเล็ง ดีไม่ไม่ดีอาจจะถูกเรียกตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม อาจจะเสียอนาคตไปเปล่าๆ ปล่อยให้เรื่องทั้งหลายหายเข้ากลีบเมฆไปเลยแหละปลอดภัยที่สุด

แต่แล้ววันดีคืนดี ก็มีคนกลุ่มเล็กๆเปิดเผยตัวในพระวิหารแห่งกรุงเยรูซาเลม อันเป็นสถานที่สาธารณะให้ชาวยิวเข้าออกได้ตามอัธยาศัยเพื่อประกอบศาสนกิจตามบทบัญญัติของ
โมเสสผู้เป็นศาสดาของศาสนายูดาห์ พวกเขาก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาที่เข้ามาสวดมนต์และร่วมพิธีกรรมศาสนายูดาห์เป็นประจำนั่นแหละ แต่ถือโอกาสที่มีผู้ร่วมศาสนามาชุมนุมพอดีนั่นแหละประกาศอย่างหน้าเฉยตาเฉยว่าพวกตนได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพและได้เห็นพระองค์เสด็จขึ้นสวรรค์กับตาจะๆแจ้งๆกลางวันแสกๆ พระองค์ทรงกำชับให้พวกเขาเอาข่าวดีไปประกาศแก่คนทั้งโลกว่าพระองค์เป็นพระเมสสิสยาห์ที่ลงมาจากสวรรค์ ใครดำเนินชีวิตตามคำสอนง่ายๆของพระองค์ คือ ทำดีเสียสละแก่เพื่อนมนุษย์จะได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกในอาณาจักรแห่งพระเมสสิยาห์ จะได้ฟื้นคืนชีพและมีความสุขตลอดนิรันดร ใครช่วยประกาศข่าวดีจะมีฐานะพิเศษในอาณาจักรดังกล่าว

ครั้งหนึ่งเปโตรแสดงตัวเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้ในห้องโถงซาโลมอนในบริเวณพระวิหาร เขาเป็นคนร่างเตี้ย บึกบึน อกผายไหล่ผึ่ง มะขามข้อเดียว ว่องไวผลุนผลัน ตาซื่อ จริงจังกับชีวิต สมกับที่เคยเป็นนักลงอวนตัวยงในทะเลสาบกาลิลีมาก่อน พระเยซูเคยให้ฉายาว่า “เจ้าแท่งศิลาชายหาด “the Rock” ไม่ใช่ the stone หรือ the pebble

เปโตรเล่าให้ผู้มาห้อมล้อมฟังว่า เดือนกว่ามานี้พวกตนมิได้หายไปไหน แต่ติดตามรับการอบรมจากพระเยซูผู้ฟื้นคืนชีพตามพระสัญญา พบกันในกรุงเยรูซาเลมบ้าง ที่กาลิลีบ้าง เพื่อรับพินัยกรรมหลังตาย(postmortem testimony) คือมอบหมายให้พวกเราจัดการดูแลอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ในโลกนี้ โดยมีความรักเมตตาช่วยเหลือกันเป็นนโยบาย และมีพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพลัง พระองค์ได้จากไปแล้วสู่โลกหน้าและจะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อสิ้นมนุษยชาติเพื่อให้พลเมืองแห่งอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ได้กลับฟื้นคืนชีพเสียก่อน แล้วจะนำหน้าทุกคนเข้าอาณาจักรสวรรค์นิรันดร พระองค์ทรงนัดพบเราเป็นครั้งสุดท้ายที่ภูเขามะกอกนอกกำแพงกรุงเยรูซาเลมทางด้านเหนือนี่เอง พระองค์ทรงอำลาจากพวกเราเพื่อให้พวกเราได้เริ่มทำงาน ทรงกำชับเรากลุ่มผู้นำให้ปฏิบัติจิตภาวนา 10 วันก่อนรับพลังพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เสียก่อน จะรู้ทิศทางทำงาน พวกเราปฏิบัติตามรู้สึกได้ผล รุ่งเช้าวันเทศกาล 50 ที่เป็นธรรมเนียมนำพืชผลแรกมาถวายพระยาห์เวห์ เราตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวมาเข้าพระวิหารรอบแรก แต่ไม่ทันได้ออกจากที่พักก็มีพายุใหญ่พัดรุนแรง เราไม่กล้าออกจากบ้าน รอให้พายุซา แต่สิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นก็คือ เรารู้สึกชีวิตสดชื่นมีพลังอยากสร้างอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ เราเห็นเหนือศีรษะของกันและกันมีเปลวไฟ เราจึงเข้าใจตรงกันว่า พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์มาแล้ว เราอยากออกไปหาฝูงชนเพื่อเล่าความมหัศจรรย์แห่งพระอาณาจักรพระเมสสิยาห์ให้ทุกคนได้รู้และมีโอกาสทองเข้าเป็นสมาชิก พอเปิดประตูออกไปก็พบฝูงชนมากมายมาห้อมล้อมรอบบ้านที่พัก ถามกันเซ็งแซ่ว่าอะไรเกิดขึ้น ทำไมลมพัดแรงเฉพาะรอบบ้าน ที่อื่นไม่มีลม พวกเราทุกคนมีพลังเล่าเรื่องตอบปัญหาทุกอย่างอย่างมันปาก ใครถามอะไรตอบได้หมดอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เราแยกย้ายกันสร้างความพอใจให้มวลชนเป็นการออกโหมโรงครั้งแรกก็ว่าได้ ทุกอย่างลงท้ายด้วยดี มีผู้สนใจสมัครเป็นสมาชิกมากมาย สักสามพันคนเห็นจะได้ ผู้ฟังเปโตรเล่าแย่งกันสมัครเป็นสมาชิกอีกเป็นพัน ทุกคนให้เกียรติยกย่องเปโตรเป็นประมุขของอาณาจักรพระเมสสิยาห์อย่างเต็มใจ ร้องเพลงสดุดีพระยาห์เวห์กันเซงแซ่ เปโตรชักชวนให้พบกันตอนค่ำทุกวันที่บ้านใครบ้านหนึ่งในแต่ละละแวก ตนเองจะแวะเวียนไปบ้านใดบ้านหนึ่งทุกวันเพื่อระลึกถึงพระเยซูด้วยการบิขนมปังแบ่งกันรับประทานตามที่พระเยซูได้กระทำเมื่อมื้อสุดท้ายก่อนถูกจับไปประหารชีวิต เปโตรเน้นให้รักเมตตาต่อกัน ดูแลกัน และแบ่งปันกันตามเจตนาของพระเยซู

ผู้ได้ฟังเปโตรสาธยาย ก็คงจะมีคณะปุโรหิตและคนของมหาปุโรหิตที่เป็นเจ้ากี้เจ้าการจัดการประหารพระเยซูเป็นผลสำเร็จปะปนอยู่ด้วย มหาปุโรหิตย่อมเงี่ยหูฟังอยู่ตลอดเวลาเป็นแม่นมั่น ยิ่งฟังมากก็ยิ่งหงุดหงิดมาก ก็คงได้มีการปรึกษาหารือทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งเป็นกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ที่น่ากังวลหนักก็ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1.ไม่รู้ชัดว่าเปโตรเป็นใครมาจากไหน สำเนียงบ่งบอกว่าเป็นชาวกาลิลีแน่นอน แต่ทำไมถึงมาป้วนเปี้ยนอยู่ในกรุงเยรูซาเลมไม่รู้จักกลับบ้าน เป็นสาวกของพระเยซูจริงหรือเปล่า แล้วทำไมวันตรึงกางเขนไม่เห็นแม้แต่เงา หรือจะเป็นนักปลุกปั่นฉวยโอกาส 2.ศพพระเยซูก็หาไม่เจอ แม้จะตั้งสินบนหาศพเท่าไรก็ยังไม่มีเบาะแสแม้แต่เงา ข้าหลวงโรมันก็ยังไล่บี้จึ้หลังอยู่ ก็ยังพูดอะไรไม่ออกบอกไม่ถูก 3.เปโตรและคณะอ้างเป็นตุเป็นตะว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ ที่ต้องตายก็เพราะมีพยากรณ์ไว้ในพระคัมภีร์ และต้องฟื้นคึนชีพ ออกมายืนยันเป็นเรื่องเป็นราวในที่สาธารณะอย่างนี้ปิดปากไม่ได้ก็จะบานปลาย จะจัดการอะไรรุนแรงอีกก็กลัวข้าหลวงโรมันจะไม่ให้ความร่วมมือ ก็ยิ่งจะเสียหน้า 4.ส่งนักสอดแนมไปสังเกตการณ์ตามบ้านเวลาค่ำที่มีการชุมนุมระลึกถึงพระเยซูก็หาเรื่องจับผิดฟ้องร้องไม่ได้ เพราะมีแต่ชักชวนให้รักกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เตรียมตัวตายเพื่อไปพบพระเยซูในโลกหน้า ยกย่องเปโตรกันในฐานะมีอำนาจอนุมัติแต่งตั้งหัวหน้าชุมชนเพื่อนัดชุมนุมเวลาค่ำเป็นวันๆ ไม่มีวี่แววว่าจะแข็งข้อก่อจลาจลแต่อย่างใด ประเด็นที่น่าเป็นห่วงก็คือโจษจรรกันว่าเปโตรทำปาฏิหาริย์ได้ไม่แพ้พระเยซูซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวลือยกย่องกันเองเพื่อให้เกิดศรัทธาหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงมายากลที่จับเคล็ดกันไม่ได้ แม้พระเยซูก็ยังน่าเชื่อว่าเป็นเพียงนักมายากลที่เอาจริงเข้าก็เอาตัวรอดไม่ได้ อย่างที่โจรคนหนึ่งที่ถูกตรึงกางเขนพร้อมกับพระเยซูในวันนั้นยังกล้าตะโกนท้าทายขึ้นมาว่า ถ้าท่านมีฤทธิ์เดชจริงอย่างที่เล่าลือกัน ก็ให้ช่วยตัวเองให้รอดและช่วยพวกเราด้วย แต่พระเยซูก็มิได้ปริปาก ยอมจำนนต่อการประหารชีวิตแต่โดยดี แล้วจะเชื่อข่าวลือได้อย่างไรกัน มหาปุโรหิตมีหนามยอกอกอึดอั้นตันใจเป็นหนูติดจั่น ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครหาทางออก ผูกปมแล้วหมดทางแก้ แต่แล้วกระแสข่าวทำให้สติแตก

ประมาณบ่าย 3 โมง ได้เวลา เปโตรเดินทางจากที่พัก(น่าจะเป็นบ้านของแม่ม่ายมารีย์มารดาของมาระโก ภรรยาเพอร์เพททัว Perpetua  ของเปโตรมาอยู่ด้วย) ไปสวดมนต์ในพระวิหาร เข้าทางประตูสวย(Beautiful Gate) มียอห์นติดตามมาด้วย  ที่ริมประตูด้านในเป็นที่ประจำขอทานของบุรุษง่อยคนหนึ่งซึ่งทุกวันเปโตรก็หยอดให้ 1 เหรียญ แต่วันนี้บังเอิญไม่มีเงินติดตัวมาเลย นึกได้จึงบอกไปตรงๆว่า พี่ชาย วันนี้เสียใจ เราทั้ง 2 คนไม่มีเงินติดตัวเลย แต่อะไรมีก็จะให้ มา! ลุกขึ้น พลางก็เข้าไปพยุงให้คนง่อยลุกขึ้น เขาลุกขึ้นตามแรงพยุงอย่างงงๆ เอ้า! ออกเดิน เขาเดินได้ ดีใจร้องลั่น วิ่งพลางร้องพลาง ข้าเดินได้! ข้าเดินได้!! ทุกคนหันมาดูเขาวิ่งอย่างประหลาดใจ ทำไมถึงวิ่งได้ เขาชี้ไปที่เปโตร คนนั้นสั่งให้วิ่ง ก็เลยวิ่งได้ พอดีเปโตรเดินมาถึงห้องโถงซาโลมอน เห็นคนหันมาที่ตนเป็นเป้าสายตา จึงพูดแก้เก้อว่า ท่านทั้งหลาย โปรดอย่าเข้าใจผิด ข้าพเจ้าไม่มีฤทธิ์อำนาจอะไรหรอก เพียงแต่พระเยซูทรงสั่งให้ทำ เพื่อให้ท่านทั้งหลายรู้ว่าพระเมสสิยาห์มาโปรดแล้วและถูกตรีงกางเขนไปแล้วตามคำพยากรณ์ของศาสดาประกาศก ขอให้ท่านรับรู้และสมัครเข้าอาณาจักรของพระองค์เพื่อโลกหน้ากันเถิด ต้องทำอะไรบ้างเล่า ให้รับศึลล้างบาปและถือบทบัญญัติ ก็เท่านั้นเอง มีคนแสดงความจำนงถึง 5,000 คน เปโตรแฮปปี้มาก

วันรุ่งขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน มีคนมาคอยพบเปโตรณห้องประชุมซาโลมอนเต็มห้อง พอเปโตรและยอห์นมาถึงก็ถูกตำรวจพระวิหารจับและนำตัวไปส่งให้มหาปุโรหิตและคณะที่ปรึกษาสอบสวน แต่ก็ไม่รู้จะเอาผิดอะไร จึงได้แต่กำชับว่า มิให้อ้างถึงพระเยซูอีกเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะสั่งให้เฆี่ยน แต่เปโตรก็ยังปากแข็งว่า ต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์ แล้วก็ลาจากไป ยังความอึดอัดใจให้แก่มหาปุโรหิตและคณะที่ปรึกษาทุกคน แต่เปโตรยิ่งแฮปปี้ มีคนสมัครเข้าเป็นสมาชิกอาณาจักรพระเมสสิยาห์มากขึ้นทุกวัน ทั้งคนในกรุงเยรูซาเลมเอง คนมาจากต่างจังหวัด และจากต่างประเทศ นอกจากชาวยิวแท้ๆแล้ว ก็ยังมีลูกครึ่งยิว และคนต่างชาติที่นับถือพระยาห์เวห์ที่ได้ชื่อว่าผู้เกรงกลัวพระเจ้า (God’s fearers)

เปโตรอยู่กับพวกเขาจนถึงค.ศ.50 และทำหน้าที่ประธานในการประชุมสังคายนาแห่งกรุงเยรูซาเลม ต่อจากนั้นก็จากไปหาที่ทำงานที่เหมาะสมกว่า ค.ศ.64 ถูกจักรพรรดิเนร์โรว์ประหารชีวิต เพราะหตุไฟไหม้กรุงโรม ค.ศ.70ทีเถิส (Titus) เผากรุงเยรูซาเลม คริสตชนอพยพข้ามไปปักหลักที่เพลเลอ (Pella) ฟากโน้นของแม่น้ำจอร์แดน ซึ่งก็คือประเทศจอร์แดนในปัจจุบัน ซีโมนบาร์คอคบา (Simon bar Kochba) ก่อกบฏครั้งสุดท้าย ชาวยิวทั้งหมดถูกขับไล่ออกจากปาเลสไตน์ ชาวคริสต์เชื้อสายยิวก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้ หากจะอยู่ได้ต่อต้องไม่มีเชื้อสายยิว ผู้เขียนได้เคยไปทัศนศึกษาปาเลสไตน์ พบกลุ่มชาวคริสต์ที่อ้างว่าเป็นคริสต์รุ่นของเปโตร แต่เนื่องจากไม่มีเชื้อสายยิว จึงไม่ถูกขับไล่ในสมัยกบฏคอคบา และผ่านวิกฤติสงครามครูเสดเพราะอยู่นอกเส้นทางนักรบ จับกลุ่มกันเป็นชุมชนอิสระในมหาอาณาจักรไบแซนไทน์ มหาอาณาจักรออกโตมาน และมหาอำนาจอังกฤษ ครั้นมีการประกาศทั้งรัฐเอกราชอิสราเอลในปีค.ศ.1948 พวกตนถูกจัดเป็นพลเมืองประเภท 2 เพราะไม่มีเชื้อสายยิว มีหน้าที่เสียภาษี ไม่ต้องเป็นทหาร และไม่มีสิทธิ์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ดินที่เคยทำกินอยู่ถูกริบและต้องเช่าที่ซึ่งเคยเป็นของตนเองทำกิน พวกตนมีปัญหามากทั้งๆที่เป็นเจ้าของดินแดนมาแต่ดั้งเดิมที่สุด แต่สถานภาพในปัจจุบัน จะเป็นชาวปาเลสไตน์ก็ไม่ใช่ ชาวอิสราเองก็ไม่เชิง เป็นชนกลุ่มน้อยที่ชาวโลกไม่รู้จัก ก็แปลกดีเหมือนกัน

เปโตรนอกประวัติศาสตร์

petro

ซอกแซกหามาเล่า (268)

เปโตรนอกประวัติศาสตร์

เปโตรนอกจากจะเป็นพระเอกคนแรกในประวัติศาสตร์ของคริสตจักรแล้ว ยังมีส่วนที่เป็นพระเอกนอกประวัติศาสตร์อยู่มิใช่น้อย และสนุกน่าสนใจรู้เสียด้วย คนอะไร เก่งทุกเรื่อง

มีเอกสารหลายเรื่องที่ไม่ได้รับการรับรองเป็นคัมภีร์ในสารบบ จึงเป็นบ่อเกิดผลงานนอกประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ดังต่อไปนี้

กิจกรรมของเปโตร (Acts of Peter) ประมวลเกล็ดประวัติ ปาฏิหาริย์ และคำพูดของเปโตรขณะอยู่ในกรุงโรมระหว่างค.ศ.50 จนถึงแก่มรณภาพไม่รู้ปีใด

ก่อนค.ศ.50 ได้รับเชิญให้ไปที่ซามาเรียเพื่อปกมือเชิญพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ลงมาประทับในตัวของผู้รับศีลล้างบาปแล้วและยังไม่ได้รับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ ณ ที่นั้นมีจอมขมังเวชชื่อซีโมน (Simon the Magus) เขาขอจ่ายเงินซื้อพระจิตฯโดยไม่ขอรับศีลล้างบาปซึ่งเปโตรประณามว่าเป็นการทุรจารสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ค.ศ.50 เป็นประธานประชุมสังคายนาแห่งเยรูซาเลมเพื่ออนุมัติประเด็นของเปาโลที่ว่าผู้ขอรับศีลล้างบาปไม่ต้องเข้าพิธีสุหนัดมาก่อน

ค.ศ.62 ได้ทราบข่าวว่าซีโมนนักขมังเวชได้อพยพจากซามาเรียไปตั้งหลักแหล่งหากินที่กรุงโรม อ้างว่าเป็นผู้โปรดปรานของพระเจ้าและหลอกลวงพิสูจน์ด้วยเวทมนต์คาถา ทำให้กลุ่มคริสตชนศิษย์ของเปาโลที่กลับใจระหว่างติดคุกที่นั่น พากันหลงผิดไปเชื่อฟังเขาแทบจะเกือบหมดเหลือแค่ชาย 1 หญิง 6 เปโตรจึงรีบเดินทางไปเพื่อปราบซีโมนแห่งซามาเรียที่เคยประลองฤทธิ์กันมาแล้ว ซีโมนยอมจำนนอย่างราบคาบ เปโตรสามารถดึงคริสตชนหลงผิดกลัมมาได้ทั้งหมด

ค.ศ.62 เปาโลพ้นโทษจากคุก เปโตรจึงใช้อำนาจประมุขคริสตจักรสากลส่งเปาโลไปประกาศข่าวดีการฟื้นคืนชีพจากกรุงโรมไปที่สเปน ตนเองตั้งหลักที่กรุงโรมเพื่อทำหน้าที่เป็นบิชอพแห่งกรุงโรม

ปีเตอร์ปฏิบัติหน้าที่โดยมีภรรยาและบุตรสาวช่วยงานด้วย อยู่มาบุตรสาวเป็นอัมพาต เปโตรก็ปกมือให้หายโรค วันหนึ่งจะถูกชายหนุ่มข่มขืน โรคอัมพาตกลับคืนมาใหม่ทำให้พ้นจากการถูกข่มขืนไปได้

ค.ศ.67 บรรดาภรรยาและสนมของอกริปปาที่อยู่ในกรุงโรมในฐานะตัวประกันพากันขอรับศีลล้างบาปและไม่ยอมเป็นคู่นอนของอกริปปาอีก อกริปปาโกรธจัด เข้าวังรายงานให้จักรพรรดิผู้เป็นพระสหายสนิททรงทราบและเสนอให้บัญชาประหารชีวิตเปโตรเสีย มีลูกศิษย์นำความมาบอกให้รู้ตัว เปโตรรีบหนีไปกลางดึกโดยเดินไปตามถนนหลวงให้ทันรถม้าโดยสารเที่ยวแรกออกจากชานกรุงแต่เช้าตรู่ พบพระเยซูเดินสวนทางเข้ากรุงโรม เปโตรจำได้จึงรีบร้องทักอย่างชินๆว่า Quo vadis? พระองค์กำลังจะไปไหน ตรัสตอบว่า Romam ไปเข้ากรุงโรมให้เขาตรึงกางเขน แล้วก็หายวับไปกับตา เปโตรตะลึง เอาอีกแล้ว ตูกำลังจะเลี่ยงความรับผิดชอบอีกแล้ว กลับหลังหันทันที เข้ากรุงโรมให้เขาจับ และถูกตรึงกางเขนสมใจ แต่ให้สะใจถึงที่ ขอร้องเพชรนฆาตให้กลับเอาหัวลงดิน หมดความรับผิดชอบ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดต่อไป ฉันจบแล้ว พระเยซูสบพระทัย แต่งตั้งให้เป็นผู้เฝ้าประตูสวรรค์ จะให้ใครเข้าสวรรค์หรือไม่ให้เข้าอยู่ที่การตัดสินใจของเปโตร อย่างนี้น่ะซี คณะปิตาจารย์จึงพร้อมใจกันไม่รับรองเป็นคัมภีร์ในสารบบ อ่านเล่นสนุกๆตื่นเต้นได้ แต่อย่าเอาเป็นเอาตายหรือถวายหัวให้ จึงพากันฟันธงว่าไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตตามเจตนาของพระเยซู ตกรอบไปตามระเบียบ

กิจการของเปโตรภาษาสโลวัค (Slovanic Acts of Peter) ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะฉบับเก่าแก่มีแค่ภาษาสโลวัคเท่านั้น กล่าวถึงการผจญภัยของเปโตรระหว่างเดินทางจากเยรูซาเลมสู่กรุงโรมและในกรุงโรม ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับเรื่องกิจกรรมของเปโตรภาษากรีก เรื่องเริ่มจากการที่เปโตรได้พบเด็กชายน่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่งถูกเสนอขายเป็นทาสในตลาดทาสแห่งกรุงเยรูซาเลมโดยกัปตันเรือคนหนึ่ง เด็กชายคนนั้นพอเห็นเปโตรเดินผ่านมาก็ร้องทักและคุยจ้ออย่างจับใจพร้อมทั้งเสนอแนะให้เปโตรไปเผยแผ่ข่าวดีแห่งการฟื้นคืนชีพที่กรุงโรม เปโตรรู้สึกสะดุดใจและเห็นพ้องด้วย จึงซื้อทาสเด็กคนนั้นจากกัปตันผู้เสนอขายในราคาถูก เปโตรพาเด็กทาสคนนั้นลงเรือโดยสารไปกับตน ระหว่างทางเด็กคนนั้นแสดงการรับรู้เฉลียวฉลาดและช่วยแก้ปัญหาด้วยอัศจรรย์อย่างน่าอัศจรรย์ใจจนเดินทางถึงกรุงโรมได้อย่างปลอดภัยและได้รับการต้อนรับจากกลุ่มคริสตชนที่นั่นอย่างดียิ่ง เปโตรฝากเด็กไว้กับอราวิสตุส (Aravistus) เนื่องจากต้องเดินทางมาก ในที่สุดเปโตรถูกจับตามบัญชาของจักรพรรดิเนร์โรว์ เด็กชายไม่รู้มาได้อย่างไร เข้าไปชี้หน้าตำหนิการกระทำของเนร์โรว์  ครั้นทหารองครักษ์เข้ามาเงื้อมือขึ้นจะตบเปโตร เด็กคนนั้นก็เข้าขัดขวางทำให้เขาตบพลาดล้มลง บัดดลนั้นเกิดแผ่นดินไหวอย่างแรง บรรดาผู้ที่ถูกเนร์โรว์ประหารพากันฟื้นคืนชีพจากหลุมฝังศพในกาตากอมบ์ มาปรากฏตัวกันชุลมุลในท้องพระโรงห้อมล้อมบัลลังก์ของจักรพรรดิเนร์โรว์จนไม่รู้ใครเป็นใคร เปโตรเข้าไประงับเหตุโดยชักชวนให้ท่านเหล่านั้นกลับเข้าไปอยู่ในหลุมฝังศพของแต่ละท่านตามเดิม คอยให้พระเยซูเชื้อเชิญเสียก่อนจึงค่อยออกมาใหม่ ทุกท่านกลับหันหลังเดินออกไปจากท้องพระโรงอย่างว่าง่าย เนร์โรว์สั่งทหารให้จับเปโตรไปตรึงกางเขนเอาศีรษะลง เด็กชายปรากฏตัวมาอีกและสั่งให้ตะปูทุกตัวถอนตัวออกจากกางเขนปล่อยให้เปโตรเป็นอิสระ เปโตรประกาศให้อภัยแก่ทุกคน เด็กชายนั้นหายตัวไป เปโตรจึงรู้ว่าเด็กคนนั้นคือพระเยซูปางกุมาร เนร์โรว์ถูกชิงบัลลังก์ เปโตรจึงปกครองดูแลคริสตชนในกรุงโรมต่อไปจนถึงแก่มรณภาพและมอบอำนาจแก่ผู้ช่วยปกครองต่อมา

เรื่องนี้ถูกตัดสินว่าไม่มีเค้าความจริงอะไรเลย เป็นนิยายบันเทิง (fiction) ทั้งเพ จึงจัดเป็นคัมภีร์นอกสารบบ

 กิจกรรมของเปโตรและแอนดรูว์ (Acts of Peter and Andrew) เป็นเรื่องต่อจาก “กิจกรรม ของ แอนดรูว์ กับ มัทธีอัส” (Acts of Andrew and Matthias) คือ เมื่อ แอนดรูว์ได้แก้ปัญหาให้มัทธีอัสได้เรียบร้อยแล้วและแยกทางกัน พระเยซูก็จัดให้เมฆก้อนหนึ่งมาอุ้มแอนดรูว์ขึ้นจากพื้นดินพาไปวางไว้บนภูเขาลูกหนึ่งเพื่อให้พบกับเปโตรซึ่งกำลังเผยแผ่ข่าวดีแก่มวลชนในละแวกนั้น พระเยซูประจักษ์ให้ทั้ง 2 ท่านเห็นในปางพระเยซูกุมาร รับสั่งให้ทั้ง 2 ท่านไปช่วยกันเผยแผ่ข่าวดีแห่งการคืนชีพให้แก่อนารยชนกลุ่มหนึ่ง ไปขอพักอยู่กับชายชรายากจนคนหนึ่งโดยเนรมิตข้าวสารให้เป็นสิ่งตอบแทน ครั้นเริ่มทำการชักชวนประชาชนอยู่ก็มีนักขมังเวทย์ในท้องที่นามว่าโอนเนอซีฟเฟอร์เริส (Onesipherus) ระดมสานุศิษย์ขัดขวาง ถึงขั้นท้าดวลกันด้วยปาฏิหาริย์ต่อหน้าฝูงชนที่มาห้อมล้อมรู้เห็นเป็นพยานมากมาย ฝ่ายนักขมังเวทย์เริ่มก่อนโดยแสดงปาฏิหาริย์ทั้งหมดที่เคยทำมาโดยหวังจะตัดไม้ข่มนามให้เปโตรหมดหวังเอาชนะและยอมยกธงขาวแต่โดยดีโดยไม่จำเป็นต้องแสดงฝีมือ แต่เปโตรไม่ยอมจำนนโดยขอแสดงเพียงอย่างเดียวก็ถือว่ากินขาดแล้ว คือ จำได้ว่าพระเยซูได้ทรงเคยตรัสไว้ครั้งหนึ่งว่า จะให้ชาวพรรคฟารีสีขึ้นสวรรค์นั้นมันยากยิ่งกว่าเอาอูฐลอดเข้ารูเข็ม ซึ่งย่อมสรุปได้อย่างชัดเจนว่าเอาอูฐลอดเข้ารูเข็มเป็นไปได้ถ้าไม่เลวมากนัก เปโตรจึงท้าให้นักขมังเวทย์แสดงถึงขั้นนี้ด้วย ซึ่งเขาไม่กล้ารับคำท้าและรับปากว่าจะยอมจำนนหากเปโตรทำได้ เปโตรจึงขออูฐและเข็มมาจัดการและอูฐก็ทำตัวลีบจนลอดเข้าได้จริง นักขมังเวทย์ยังไม่ยอมจำนนโดยอ้างว่าอาจจะเป็นการแสดงมายากลโดยไม่ได้มีการลอดจริง จึงขอให้ทำให้ได้จริงอีกครั้งหนึ่งโดยตนเป็นผู้จัดหาอูฐมาเอง หาเข็มมาให้เอง ทั้งยังเอาเนื้อหมูทาเข็มให้อูฐดู และขอเอาหญิงงามเมืองขึ้นขี่บนคออูฐเพื่อขจัดคาถาของเปโตรอีกด้วย ก็ปรากฏว่าเปโตรจัดการให้อูฐพร้อมหญิงงามเมืองลอดรูเข็มได้สำเร็จอีก ทั้งยังท้าให้นักขมังเวทย์ลองทำดูเองบ้าง จะใช้อูฐตัวไหนและเข็มเล่มใดก็ไม่เกี่ยง เขาก็ยังอยากทดลองดูเหมือนทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ก็ไม่อาจทำได้อย่างเปโตร จึงถามเอาดื้อๆว่า ทำไงทำได้ เปโตรก็ตอบอย่างไม่ลังเลว่าก็รับศีลล้างบาปและรับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เสียก่อนซี เขายอมรับศีลล้างบาปและดันอูฐลอดรูเข็มได้จริง ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์อีกหลายพันคนจึงขอสมัครรับศีลล้างบาปด้วย เปโตรและแอนดรูว์ช่วยกันจัดตั้งเป็นคริสตจักรมีผู้ดูแลอภิบาลในตำแหน่งต่างๆเรียบร้อยแล้ว จึงจากไปเทศนาที่อื่นต่อไป

คณะปิตาจารย์ลงความเห็นว่า มีแต่ปาฏิหาริย์เล่ากันฟังเล่นสนุกๆ ไม่มีอะไรสร้างคุณภาพตามเจตนาของพระเยซูเลย จึงยอมให้เป็นได้แค่คัมภีร์นอกสารบบเท่านั้น

กิจกรรมของเปโตรและเปาโล (Acts of Peter and Paul) กล่าวถึงการทำงานของเปโตรและเปาโลในกรุงโรม โดยเริ่มต้นจากการเดินทางของเปาโลจากเกาะเกาโดเมเลเต(Gaudomelete)ในทะเลอีเจียน ข่าวความตั้งใจมากรุงโรมของเปาโลมาถึงกรุงโรมก่อนเรือโดยสารจะมาถึง ชาวยิวในกรุงโรมกลัวเปาโลจะมาสร้างความแตกแยกในหมู่ชาวยิวเหมือนที่อื่นๆ จึงส่งตัวแทนเข้ายื่นฎีกาต่อจักรพรรดิเนร์โรว์ให้สกัดกั้นไว้ ผู้สื่อข่าวรู้รายละเอียดว่าเปาโลจะขึ้นฝั่งอิตาลีที่เกาะซิซิลี เนร์โรว์จึงสั่งการไปยังผู้ว่าราชการที่นั่นให้ส่งคนไปล่วงหน้าคอยดักจับคนหัวล้านร่างเตี้ยผิวคล้ำถึงบนเรือโดยสารก่อนที่จะปล่อยคนโดยสารขึ้นฝั่ง บังเอิญกัปตันเรือมีลักษณะตรงสเป๊กจึงจับมัดขึ้นจากเรือตัดหัวส่งมารายงาานแก่เนร์โรว์ว่าได้จัดการตามคำสั่งเรียบร้อยแล้ว เปาโลเลยขึ้นฝั่งและเดินทางเข้ากรุงโรมอย่างลอยนวล ต่อจากนั้นก็ดูเหมือนจะเอากิจการฉบับของลูกามาแต่งแต้มด้วยปาฏิหารย์และเหตุระทึกผจญภัยที่ไม่สร้างสรรค์ ปิตาจารย์จึงไม่รับเป็นคัมภีร์ในสารบบ ใครมีไว้อ่านเล่นสนุกๆไม่ว่ากัน

การรับทรมานของเปโตรและเปาโล (Passion of Peter and Paul) มาร์เซลเลิส (Marcellus) เป็นผู้เล่าว่าญาติคนหนึ่งของข้าหลวงพานเฉิสพายเลส (Pontius Pilate) กลับใจมานับถือพระเยซู จึงรับเปโตรและเปาโลอาศัยอยู่ในบ้านของตน เมื่อไซมอน นักขมังเวทย์จากซามาเรียมาที่กรุงโรมแสดงปาฏิหาริย์และอ้างว่าเป็นพระเยซูมาเกิดใหม่ ญาติของพานเฉิสพายเลสจึงยุให้เปโตรออกไปเผชิญหน้าเพื่อฉีกหน้าได้สำเร็จ นอกจากนั้นก็กล่าวถึงการถูกจับและถูกประหารเท่าที่รู้จากกิจการโดยลูกา คณะปิาตาจารย์จึงจัดให้เป็นเพียงคัมภีร์นอกสารบบ

กิจการของศิษย์ทั้ง 12 ของพระเยซู ปิตาจารย์พบว่าเป็นผลงานของลัทธิมานี (Manicheism) จึงไม่รับเป็นคัมภีร์ในสารบบ

วิวรณ์ของเปโตร (Apocalypse of Peter) เรื่องนี้เดิมเชื่อกันว่าเปโตรเองได้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ของตนเอง เพราะยืนยันว่าครั้งหนึ่งที่ได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพโดยมีอัครสาวกอยู่พร้อมหน้าทั้ง 12 องค์ พระเยซูได้ทรงสัญญาว่าผู้เชื่อในพระองค์จนถึงที่สุด สักวันหนึ่งจะได้ฟื้นคืนชีพเหมือนพระองค์และจะได้อยู่ในสวรรค์มีความสุขนิรันดรทั้งกายและวิญญาณ ส่วนผู้ที่รู้ทั้งรู้แล้วยังดื้อดึงจะต้องตกนรกทั้งกายและวิญญาณและถูกทรมานตลอดนิรันดร อัครสาวกท่านหนึ่งถามว่า มันเป็นไปได้อย่างไร พระเยซูจึงได้พาทั้ง 12 คนเดินไปที่ภูเขามะกอก ตรงที่พระองค์ได้ทรงถูกจับตัวไปทรมานและตัดสินประหารชีวิต ณ ที่ตรงนั้นพระเยซูได้ทรงเนรมิตให้เห็นสวรรค์ มีชาวสวรรค์อยู่กันอย่างมีความสุขจนออกนอกหน้า ทุกคนมีรัศมีกระจายออกรอบตัว หลายคนจำหน้ากันได้ เพราะเพิ่งตายไปและเคยรู้จักกันอย่างดีมาก่อน แต่เรียกมาคุยกันไม่ได้ เพราะพวกได้เห็นยังไม่ตาย จึงมีสภาพเหมือนดูละครบนเวที ครั้นแล้วพระเยซูก็เรียกให้ทุกคนหันไปอีกทางหนึ่งที่เนรมิตให้เห็นสภาพจริงของนรกที่มีการทรมานนักโทษแบบต่างๆโดยมีปิศาจควบคุมตามขุมต่างๆเพื่อป้องกันมิให้นักโทษนรกหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงการลงโทษนิรันดร โดยมีกองเพลิงและบ่อโลหะหลอมละลายเป็นบ่อๆ มีคนจำนวนมากถูกแขวนห้อยโตงเตงเหนือบ่อเหล่านี้

คัมภีร์เล่มนี้สมัยหนึ่งถือกันว่าเป็นคัมภีร์หลักของชาวคริสต์ จึงมีผู้แปลเป็นภาษาต่างๆและนิยมอ่านและใช้เป็นคู่มือสอนศาสนากันอย่างกว้างขวาง ดันเต (Dante) ผู้เขียนมหากาพย์เป็นคำกลอนภาษาอิตาเลียนเล่าถึงการได้ไปเยือนสวรรค์ นรก และแดนชำระเหมือนไตรภูมิพระร่วงของเรา ให้ชื่อหนังสือว่า La Comedia Divina (The Divine Comedy) ก็เชื่อว่าได้พลังดลใจจากบันทึกของเปโตรเล่มนี้เป็นฐาน อย่างไรก็ตามเมื่อบรรดาปิตาจารย์เริ่มตระหนักได้ว่าเนื้อหาและข้ออ้างที่ประกอบกันไม่น่าเชื่อถือ เพราะพระเยซูเจ้ามิได้สัญญาว่าการฟื้นคืนชีพจะเกิดขึ้นทันทีทันใดและทันใจอย่างที่ผู้แต่งคัมภีร์นี้อยากให้เกิดขึ้น ขณะนี้คนตายไม่ว่าคนดีหรือคนชั่ว จะได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรกก็ไปเพียงวิญญาณส่วนเดียวเท่านั้น ร่างกายยังเป็นสสารสลายตัวเป็นแร่ธาตุของเนื้อดินกันทุกคน ยกเว้นร่างกายของพระเยซูเพียงร่างเดียว อาจมีการยกเว้นให้ร่างของพระมารดาอีกสักร่างก็เป็นได้ แล้วในนิมิตที่เล่ามานั้นจะเอาร่างจริงมาจากไหน ถ้าไม่ใช่ร่างจริงก็เป็นนิมิตจริงเพื่อหลอกตาสาวกที่อยากจะรู้ใช่ไหม คณะปิตาจารย์ลงความเห็นว่านั่นไม่ใช่วิธีสอนของพระเยซู จึงไม่รับให้เป็นคัมภีร์ในสารบบ คงยอมยกเว้นให้เพียงวิวรณ์ของยอห์นเล่มเดียวเท่านั้นให้เป็นคัมภีร์วิวรณ์ในสารบบ เพราะเล่าเป็นเชิงสัญลักษณ์ที่ตีความให้เห็นเจตนาพัฒนาคุณภาพชีวิตของพระเยซูได้ จึงไม่อ่อนข้อให้วิวรณ์ที่แม้จะพยายามอ้างกันว่าเป็นของเปโตรโดยแท้ก็ตาม

เรื่องการเผยแผ่ข่าวดีนอกระบบยังไม่สมบูรณ์หากไม่กล่าวถึงคัมภีร์อีกเล่มหนึ่งซึ่งอยู่นอกสารบบเช่นกัน คือ

ประวัติศาสตร์คณะอัครสาวกโดยอับดีอัส (Apostolic History of Abdias) อับดีอัส(Abdias ศต. 6-7) เรียบเรียงขึ้นเป็นภาษาฮีบรูโดยรวบรวมเรียบเรียงและจัดเป็นระบบจากเรื่องเล่าที่มีอยู่กระจัดกระจายในขณะนั้น ลูกศิษย์ชื่อยูเถรอพายเอิส (Eutropius) แปลเป็นภาษากรีก และแอฟเฝรอเคเนิส (Africanus) แปลเป็นภาษาละติน จัดข้อมูลเป็น 10 บท บทที่ 1 ว่าด้วยเปโตร บทที่ 2 ว่าด้วยเปาโล บทที่ 3 ว่าด้วยแอนดรูว์ บทที่ 4 ว่าด้วยยากอบองค์ใหญ่ บทที่ 5 ว่าด้วยยอห์น บทที่ 6 ว่าด้วยยากอบองค์เล็ก ซีโมน และยูดา บทที่ 7 ว่าด้วยมัทธิว บทที่ 8 ว่าด้วยบาร์โธโลมิว บทที่ 9 ว่าด้วยโทมัส บทที่ 10 ว่าด้วยฟีลิป เนื่องจากแหล่งที่มาส่วนมากเป็นคัมภีร์นอกสารบบ ไม่มีใครถือว่าเป็นคัมภีร์ในสารบบ จึงอนุรักษ์ไว้เป็นหนังสืออ่านเพื่อความบันเทิงยิ่งกว่าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่แม้ชื่อเรื่องไม่ใช่อัครสาวก แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกับอัครสาวกทุกองค์อย่างช่วยไม่ได้ เรื่องนั้นก็คือกิจกรรมของพานเฉิสพายเลท

กิจกรรมของพานเฉิสพายเลท (Acts of Pontius Pilate) ประกอบด้วย 2 ภาคคือ คำสารภาพของโยเซฟ อาริมาเธีย (Confession of Arimathea) และการเสด็จลงสู่แดนใต้บาดาล(Descensus ad Inferos = the Descent to Hell)

  1. คำสารภาพของโยเซฟแห่งอาริมาเธีย โยเซฟเป็นชาวอาริมาเธีย เป็นคนมีฐานะดี สามารถซื้อที่ดินนอกกำแพงกรุงเยรูซาเลมและจัดการเจาะทำอุโมงค์เตรียมไว้เป็นที่ฝังศพของตนเอง แอบมีศรัทธาต่อพระเยซูอย่างลับๆ เมื่อพระเยซูถูกจับ ก็คงเชื่อแบบยูดาสอัครสาวกผู้ทรยศว่า อย่างไรเสียพระองค์ต้องเอาตัวรอดได้เอง จึงได้แต่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ครั้นเห็นพระเยซูไม่ช่วยตัวเองเลยแต่กลับยอมถูกประหารชีวิตแต่โดยดี ก็ยังไม่วายมีศรัทธาและเชื่อมั่นว่าต้องมีทีเด็ดตามมา จึงใช้เส้นสายซึ่งเราไม่รู้ว่าท่านเองมีตำแหน่งอะไรในรัฐบาลโรมันหรือไม่ อย่างน้อยก็ต้องใกล้ชนิดเป็นสหายสนิทกับนิโคเดมัส (Nicodemus) สมาชิกสภาซันเฮดริน(Sanhedrin) จึงสามารถติดต่อขออนุญาตรับเป็นเจ้าภาพจัดการปลงศพนักโทษประหารอย่างสมศักดิ์ศรีได้อย่างง่ายดายดังใจทันเวลาอันสั้นนิดเดียว จากพื้นฐานประวัติศาสตร์แค่นี้ ก็มีผู้แต่งเรื่องนี้ขึ้นในศตวรรษที่ 4 เพื่อแก้ข้อกล่าวหาของชาวยิวที่ไม่มีศรัทธาต่อพระเยซูจึงปรักปรำให้ร้ายมาตลอดเวลาว่าพระเยซูเป็นจอมลวงโลกด้วยเทคนิคมายาพาคนเชื่อ จนข้าหลวงโรมันต้องจัดการตามกฎหมายโดยฝ่ายปุโรหิตมิได้มีส่วนในการประหารชีวิตอย่างที่ชาวคริสต์อ้าง การฟื้นคืนชีพก็เกิดจากการที่สาวกลักศพพระเยซูไปทำลายอย่างไม่ทิ้งหลักฐานอะไรให้สืบสวนได้เลย ทุกอย่างจึงเป็นผลจากการลวงโลกอย่างมโหฬารที่ทำกันเป็นทีม ควรให้จบลงได้แล้ว ฝ่ายคริสต์จึงพยายามแก้อย่างนักวิชาการ โดยให้โยเซฟแห่งอาริมาเธียเป็นผู้เล่าให้บันทึกได้เป็นลายลักษณ์อักษร โยเซฟยืนยันว่าได้ฟังเรื่องราวจากนิโคเดมัสสมาชิกสภาซึ่งเป็นสหายใกล้ชิดกับข้าหลวงโรมันพานเฉิสพายเลทผู้อนุมัติการร้องเรียนของมหาปุโรหิต และพานเฉิสต้องรายงานต่อจักรพรรดิ ณ กรุงโรมซึ่งนิโคเดมัสยืนยันว่าได้มีโอกาสขออ่านทุกตัวอักษรและพบการแสดงใจของพานเฉิสว่าตนเองไม่พบว่ามีความผิดแต่อนุมัติโดยเกรงใจและอนุมัติให้ทหารโรมันไปเฝ้าหลุมฝังศพตามคำขอ ทหารโรมันรายงานว่าตนไม่ได้หลับยาม แต่ฝาปิดปากถ้ำเปิดเองโดยปาฏิหาริย์มีแสงจ้าจนงงงวย พอหายงงก็ไม่เห็นศพแล้ว แต่ทางฝายปุโรหิตส่งคนมารายงานว่ามีผู้เห็นการขโมยศพ รับปากว่าจะหาศพให้พบและจะช่วยหาผู้ทำผิดมามอบตัวให้ลงโทษ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้หลักฐานอะไรจริงจังสักชิ้น นอกจากนั้นทหารโรมันบางคนที่กลับใจไปเชื่อพระเยซูพากันยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพจริง ยิ่งกว่านั้นยังมีปาฏิหาริย์ชัดๆคือเมื่อพระเยซูถูกมัดพาไปทางไหนที่มีรูปปั้น ทุกรูปจะก้มเศียรคารวะ ส่วนโยเซฟเองเมื่อเป็นเจ้ากี้เจ้าการฝังศพพระเยซูอย่างออกหน้าออกตา มีคนสังเกตเห็น ต่อมาถูกลักพาตัวไปกักขังในถิ่นทุรกันดารหวังให้ตาย แต่พระเยซูไปช่วยปลดปล่อยออกมาได้ แล้วก็อุทิศตัวสืบสาวหลักฐานต่างๆเพื่อแก้ข้อกล่าวหาเท็จที่ชาวยิวฝ่ายตรงข้ามกุข่าวขึ้นบิดเบือนความจริง

การเสด็จลงสู่แดนบาดาล แดนบาดาลในที่นี้ใช้คำละตินว่า Inferos ภาษาอังกฤษว่า Infernal ปัจจุบันแปลว่านรก เป็นแดนของวิญญาณผู้ตายต้องไปหลังจากออกจากร่าง ชาวกรีก/ละติน เรียก Hades มีซาตานและสมุนปิศาจควบคุมอยู่ เรื่องนี้ผู้เล่าคือโยเซฟ อาริมาเธียคนเดียวกับเรื่องแรก สารภาพว่าได้ฟังจากปากของชาวอาริมาเธีย 2 คนพี่น้องบุตรชายของสิเมโอนแห่งอาริมาเธีย ซึ่งต่างคนต่างเล่าให้โยเซฟแห่งอาริมาเธียฟัง ได้ความตรงกันว่า ทั้งสองตายด้วยอุบัติเหตุพร้อมกันพอดี ณ วันศุกร์ที่พระเยซูถูกตรึงตายบนไม้กางเขน พอเดินทางไปถึงแดนบาดาลก็พบนางแฮดดิส (Hades) คนบ้านเดียวกันก็ดีใจทักทายกัน เธอเล่าให้ฟังว่าเมื่อตะกี้นี้เจ้าซาตานประกาศว่าจะมีแขกสำคัญลงมาเยี่ยม และมันสั่งให้ปีศาจบริวารของมันหลบหนีไปชั่วคราว ขณะนั้นจึงไม่มีผู้คุมให้เห็นแม้แต่ตนเดียว แต่เธอเองไม่คิดว่าจะมีอะไรดีขึ้น ก็คงเหมือนคราวที่ลาซารัสคนขอทานมาเยี่ยมเมื่อปีที่แล้ว มีอับราฮัมมาด้วย แต่ก็ไม่มีใครจะสนใจช่วยอะไรเราเลย เจ้าปีศาจทั้งหลายก็ยังคงข่มขู่ข่มเหงเราต่อไปตามเดิมนั่นแหละ ครู่เดียวพระเยซูปรากฏองค์ ทรงเรียกผู้เชื่อในพระองค์พาไปขึ้นสวรรค์ พี่น้องทั้ง 2 คนสมัครไปกับพระองค์ ได้เห็นเอนอค เอลียาห์ และโจรที่ถูกตรึงข้างขวาพระเยซูในหมู่ชาวสวรรค์ แว่บเดียวพระเยซูทรงเรียกออกไปนอกสวรรค์ รับสั่งให้กลับไปเข้าร่างเดิม ฟื้นคืนชีพกลับบ้านเพื่อเล่าประสบการณ์ให้ทุกคนได้รับรู้

ทั้ง 2 ส่วนไม่มีใครรับเป็นคัมภีร์ในสารบบ คงให้เป็นเรื่องอ่านเล่นสนุกๆเท่านั้น แต่ก็มีผลต่อการขยายคริสตจักรนอกประวัติศาสตร์ เป็นผลดีต่อการขยายคริสตจักรนอกประวัติศาสตร์อย่างมาก แต่ก็สร้างปัญหาตามมามิใช่น้อย พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์จะว่าอย่างไร จะซอกแซกหามาเล่าต่อไป

ข่าวดีการฟื้นคืนชีพเริ่มประวัติศาสตร์

jesus

ซอกแซกหามาเล่า (267)

ข่าวดีการฟื้นคืนชีพเริ่มประวัติศาสตร์

การเผยแผ่ข่าวดีการฟื้นคืนชีพ หากมองในแง่ของหลักการบริหารจัดการแล้วก็ถือได้ว่าสอบตก เพราะ 1) ขาดการวางแผนที่มีขั้นตอนชัดเจน พระเยซูเองซึ่งถือได้ว่าเป็นเจ้าของกิจการเอง ก็คงได้รู้สึกว่า วางแผนให้ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะอบรมกันมาตั้ง 2-3 ปีแล้ว ก็ยังวนเวียนอยู่กับปัญหาว่า เมื่อไรจะยึดอำนาจจากรัฐบาลโรมันเสียที และปัญหาสืบต่อกันว่าเมื่อยึดอำนาจมาได้แล้ว ใครจะได้ตำแหน่งอะไร วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ จนถึงขั้นสุดท้ายเมื่อพระเยซูทรงประเมินเป็นวาระสุดท้ายที่จะต้องสั่งเสียกันแล้ว ก็นัดพบกันเป็นการเฉพาะอัครสาวกใกล้ชิดเท่านั้น เรียกว่าอาหารค่ำมื้อสุดท้าย (the Last Supper) เพื่อจะสั่งเสียอำลา ครั้นแจ้งว่าพระองค์จะต้องจากไปจริงๆแล้ว เท่านั้นแหละ แทนที่จะมีคนสนใจว่าจะทำอะไรกันต่อไป กลับมีแต่เสียงคัดค้านอย่างเด็กไร้เดียงสาว่าจะจากไปไหน จะจากไปทำไม เราอยู่กันอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว พระเยซูทรงแสดงอาการอิดหนาระอาใจอย่างออกนอกหน้า ที่พูดอะไรกันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะสั่งเสียอะไรกันได้ชนิดเป็นโล้เป็นพาย โดยทรงระบายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดว่า “เรามีเรื่องอีกมากจะพูดกับพวกท่าน ซึ่งในขณะนี้พวกท่านไม่อยู่ในสภาพที่จะรับรู้” (ยอห์น 16:12) ประโยคนี้อัครสาวกยอห์นรับรองว่าได้ยินกับหู ขณะนั้นก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันแหละ แต่จำได้ และต่อมาจึงรู้ว่าสำคัญต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์  ในสภาพอย่างนี้ก็น่าเป็นห่วงมาก ที่พระองค์ทรงวางแผนและที่ได้ทำมาแล้วมิล้มเหลวไม่เป็นท่าหรือ จะเหลือหลออะไรเมื่อถึงเวลาที่พระองค์ต้องยอมปลงสังขารแล้ว อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะได้เวลาตำรวจประจำวิหารจะเริ่มดำเนินการตามคำสั่งของมหาปุโรหิตผู้เป็นนายจ้างแล้ว หากแก้ปัญหาไม่ตกในช่วงเวลาอันสั้นเฉพาะหน้าสิ่วหน้าขวานก็เดาไม่ถูกว่าอะไรจะเหลือ ยอห์นไม่ลืมว่าทุกกรณีวิกฤติ พระอาจารย์ของตนมีทีเด็ดเสมอ จึงไม่ลืมต่อยอดบันทึกทางออกแก้ปัญหาไว้อย่างทันท่วงทีว่า ไม่เป็นไร “เราจากไปเมื่อใด เราจะส่งพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของเรามาหาพวกท่าน พระองค์จะทรงนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งสิ้น และจะทรงกระทำให้พวกท่านรู้สิ่งต่างๆในอนาคต” (ยอห์น 16:13) ประโยคหลังนี้อัครสาวกยอห์นคงมิได้ประดิษฐ์ขึ้นเอง เพราะบันทึกจากความจำต่อจากประโยคปัญหา เป็นประโยคแก้ปัญหาทันควัน ยอห์นคงตระหนักได้ในภายหลังว่าเป็นประโยคที่สำคัญมากที่ขาดไม่ได้ จึงต้องบันทึกไว้คู่กันให้ได้ และก็แก้ปัญหาได้จริง เราจะค่อยซอกแซกสอดส่องดูกันต่อไป

2) ผู้จัดการขาดภาวะผู้นำอย่างสิ้นเชิง พระเยซูทรงแต่งตั้งให้เปโตรเป็นหัวหน้าทีมอัครสาวก12 ท่าน เพียงแต่เหตุผลว่าเปโตรแต่ผู้เดียวรับรู้ว่าพระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ของชาวยิวในขณะที่คนอื่นๆยังลังเลใจอยู่ แต่แล้วความกล้ายืนยันดังกล่าวก็หาได้คงเส้นคงวาไม่ อาจเป็นเพียงความรู้สึกชั่วครู่เฉพาะหน้าก็ได้ เพราะครั้นพระเยซูถูกจับจริงๆในข้อหาว่าอ้างตัวเป็นพระเมสสิยาห์ เปโตรก็ปฏิเสธเป็นพัลวันว่าตนไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย นอกจากนั้นการศึกษาของเปโตรก็ด้อยกว่าอัครสาวกอื่นๆ เพราะมีความรู้แค่อ่านออกเขียนได้ พอรู้ทิศทางคลื่นลมเพื่อตัดสินใจออกเรือจับปลาในทะเลสาบกาลิลี ในด้านสังคมก็มีประสบการณ์แคบๆในวงญาติเท่านั้น ในด้านการบริหารงานก็อ่อนหัดมาก เมื่อเปาโลเรียกร้องให้ประชุมชี้ขาดว่าชนทุกชาติมีฐานะเสมอกับชาวยิวในคริสตจักร ครั้นปฏิบัติจริงก็เลือกปฏิบัติจนเปาโลต้องเตือนสติ การแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ก็ชอบใช้การเสี่ยงแทนที่จะแต่งตั้งตามความเหมาะสมระหว่างงานกับคนตามหลัก The right man in the right place กลับใช้วิธีจับฉลากเสี่ยงทาย

3) ขาดการประสานงาน เมื่อตกลงให้อัครสาวกแยกย้ายกันไปเผยแผ่ข่าวดีการฟื้นคืนชีพแล้ว ก็แยกย้ายกันไปสู่ความตายจริงๆ แต่ละคนต่างรู้สึกตัวว่าไปแล้วไปลับ ตัวใครตัวมัน ไม่มีการประสานงานหรือช่วยแก้ปัญหาอะไรกันได้อีก เปโตรทำหน้าที่ประมุขคริสตจักรเพียงรับรู้การจากไปของผู้เผยแผ่ หลังจากนั้นก็ไม่รับรู้อะไรอีกและไม่รู้จะทำอะไรด้วย บังเอิญได้ผลดีมากเกินคาด แต่ก็ไม่เคยคิดทำอะไรเพื่อสานต่อ เปโตรเองหาได้มีโอกาสรับรู้ไม่ เป็นเรื่องที่นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาปิตาจารย์ที่จะเกิดมาภายหลัง จะเกิดความสำนึกและแสดงความรับผิดชอบแก้ปัญหากันเป็นเปราะๆต่อไป

แล้วพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเยซูได้ตรัสไว้ว่าจะให้มาประกบดูแลและยอห์นผู้ได้ยินพระเยซูตรัสและนำเอามาบันทึกไว้เป็นพยานหลักฐาน ได้ทรงจัดการให้ทุกอย่างเรียบร้อยอย่างที่ยอห์นคาดหวังหรือไม่ เรามาสังเกตและจับทางเดินดูตามความเป็นจริงกันดีกว่า เราจับดูตามหลักวิชาการ ที่เกินกว่านั้นก็ขอยกไห้เป็นศรัทธาส่วนตัวของแต่ละคนก็แล้วกัน

ลูกา นักประวัติศาสตร์คนแรกของคริสตจักร ได้บันทึกจากคำบอกเล่าของผู้ได้รู้เห็นว่า พระเยซูได้ทรงกำชับไว้ก่อนเสด็จขึ้นสวรรค์ว่า ให้อัครสาวกชุมนุมกันในคฤหาสน์อาหารค่ำ (the Cenacle) เตรียมตัวรับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ก่อนจะแยกย้ายกันออกเผยแผ่ข่าวดีการฟื้นคืนชีพ ก็สมดังที่ยอห์นได้ยินพระสัญญาในระหว่างอาหารค่ำมื้อสุดท้ายว่าพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์จะมาช่วยจัดการทุกอย่างให้เป็นไปตามแผนการแห่งการไถ่กู้ แน่นอนเลยทีเดียวว่า ระหว่าง 10 วันแห่งการเตรียมตัวรับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เช่นนี้ ยอห์นย่อมถือโอกาสเล่าให้ใครต่อใครฟังว่าตนได้ฟังอะไรจากพระเยซูบ้าง (ในฐานะที่ยอห์นได้ที่นั่งใกล้ชิดพระเยซู) ทุกคนที่ได้รับเชิญให้มาร่วมเตรียมตัวก็ยิ่งมั่นใจว่าพระจิตฯมีจริงและจะเสด็จมาจริง แต่ก็คงเดากันไม่ถูกว่าจะมาวันไหน มาอย่างไร และมาช่วยทำงานในลักษณะใด ทำไมจึงไม่ทำเสียเองให้พวกเราเป็นมือเป็นเท้าก็ยังดี รอจนถึงวันที่ 10 (ตรงกับเทศกาล 50 ของชาวยิว) ก็มาจริงแบบพายุบุแคม ลูกาบันทึกจากคำบอกเล่า (เพราะขณะนั้นลูกายังไม่รู้จักพระเยซู) ว่า “ทันใดนั้นมีเสียงจากฟ้าเหมือนเสียงลมพัดแรงกล้า ทุกคนที่อยู่ในคฤหาสน์ได้ยินเสียง และได้เห็นเปลวไฟลักษณะเหมือนลิ้นแยกไปอยู่เหนือศีรษะของแต่ละคน ทุกคนได้รับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เต็มเปี่ยมและเริ่มพูดภาษาอื่นๆตามที่พระจิตเจ้าประทานให้พูด”

ลูกามิได้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะเข้ามารับเชื่อภายหลัง เป็นคนเชื้อสายกรีก เป็นศิษย์ของเปาโล เป็นผู้มีความรู้ รู้แล้วก็เขียนให้คนอื่นลอกเอาไปใช้อย่างเป็นทางการในประวัติศาสตร์ เรื่องนี้เชื่อได้ว่าลูกาคงได้ยินได้ฟังจากหลายคนและประเมินเอาด้วยวิจารณญาณของตนเอง

จากหลักฐานเท่าที่รู้เป็นปฐมข้างต้นนี้ ทำให้เดาได้ว่าเปโตรและทีมงานทำงานกันได้อย่างสบายใจเหมือนไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ทุกคนทำตัวราวกับหุ่นยนต์ พระจิตกดปุ่มให้ไปทางไหนก็ไปทางนั้น กดปุ่มให้พูดอะไรภาษาอะไรก็พูดไปตามโปรแกรม ไม่ขัดน้ำพระทัย ตายเมื่อไรพระเยซูก็จะเปิดประตูสวรรค์ให้เข้า ก็เลยไม่ปรากฏว่าผู้ต้องไปทำงานในต่างแดนจะต้องขวนขวายเรียนภาษาต่างด้าวก่อนเดินทางแต่ประการใด แต่ต่อมาสักหน่อยรู้สึกว่า พระจิตฯทำการเท่าที่เห็นควรจะทำ นอกจากนั้นแล้วแต่แต่ละคนจะต้องรับผิดชอบขวนขวายแล้วแต่จิตอาสาจะยินดีเสียสละ บางกรณีจึงรู้สึกว่าเกิดปาฏิหาริย์โดยไม่รู้ตัว และบางกรณีที่คอยปาฏิหาริย์เท่าไรปาฏิหาริย์ก็ไม่ยอมมา ก็เลยต้องทำใจ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็แล้วแต่จะโปรด เมื่อประเมินดูแล้วก็รู้สึกว่าพระจิตฯจะได้ทำการนอกประวัติศาสตร์ให้รู้สึกได้ดีกว่าในประวัติศาสตร์เสียอีก และชอบทำการในประวัติศาสตร์ในส่วนลึกที่มองไม่สู้เห็นเสียมากกว่าที่เห็น(เหมือนภูเขาน้ำแข็ง ว่างั้นเถอะ) นี่เป็นข้อสังเกตส่วนตัว ไม่มีอะไรรับรอง

เราได้ซอกแซกนำเอานอกประวัติศาสตร์มาเล่าพอสมควรแล้วและรู้สึกสนุกกับมันยิ่งกว่าอ่านประวัติศาสตร์เสียอีก) คราวนี้จะซอกแซกหากรณีในประวัติศาสตร์มาเล่าไว้เปรียบเทียบกันพอสมควรแก่ความอยากรู้ไว้บ้าง จะได้ไม่ลำเอียง

น่าสังเกตไว้แต่ต้นว่า ในวงการนอกประวัติศาสตร์นั้น ดูเหมือนอัครสาวกแต่ละท่านเป็นพระเอกในเขตอิทธิพลของตนโดยไม่มีใครมาตอแย ท่านพูดอะไรหรือทำอะไรลงไปถือว่าเด็ดขาด ค้ำประกันชีวิตนิรันดรทั้งกายและวิญญาณได้สมบูรณ์แบบ ทั้งนี้ก็เพราะทุกคนตระหนักว่าเป็นพระประสงค์ของพระจิตฯอย่างนั้น ไม่มีใครข้องใจในเรื่องนี้ และตามหลักความชอบธรรมของพระเป็นเจ้า พระองค์จะเอาผิดเขาไม่ได้ ใครสงสัยเรื่องนี้ถือว่าเป็นบาปต่อพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นบาปที่ไม่มีทางอภัย เหตุผลง่ายๆก็คือในเมื่อคนคนหนึ่งไม่รับเกณฑ์ตัดสินของพระองค์แล้วจะรับอานิสงค์จากเกณฑ์ของพระองค์ได้อย่างไรกัน

ส่วนในบรรยากาศประวัติศาสตร์นั้นเปโตรทำตัวเป็นพระเอก และนักประวัติศาสตร์สนใจบันทึกก็เฉพาะเรื่องที่มีเปโตรเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น อย่างเช่นบันทึกของลูกาเชื้อสายกรีก รู้จักบันทึก เป็นนักประวัติศาสตร์คริสตจักรคนแรกและคนเดียวในช่วงชีวิตของเปโตร หากไม่มีลูกาเป็นผู้บันทึกไว้ ก็คงจะไม่รู้เหมือนกันว่าจะเริ่มประวัติศาสตร์คริสตจักรตรงจุดไหน เพราะมีแต่เรื่องนอกประวัติศาสตร์ทั้งนั้น

ลูกาไม่รู้อยู่ที่ไหนตอนพระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน นักประวัติศาสตร์บันทึกเกี่ยวกับชีวิตของลูกาสับสนมากจนเดาไม่ถูกว่าจริงๆเป็นอย่างไร เอาที่แน่ๆก็คือบรรพบุรุษเป็นชาวกรีกฐานะดี ลูกาจึงได้มีการศึกษาดี มีความรู้รอบตัวเน้นการแพทย์ สนใจการรอคอยพระเมสสิยาห์ของชาวยิว ไม่รู้ว่ารู้จักและเป็นศิษย์ของเปาโลตั้งแต่เมื่อไร อาจเป็นได้หรือไม่ว่ามีศรัทธาร่วมใจกันมาตั้งแต่ก่อนที่เปาโลจะเปลี่ยนใจจากการมุ่งทำลายพระเยซูมาเป็นผู้ศรัทธาต่อพระเยซู เพราะได้ลูกานี่แหละที่ขยันบันทึกเรื่องราวของเปาโล ของเปโตร และของพระเยซูโดยสาวไปถึงกึ๋นเท่าที่จะสาวได้ แต่ไม่ชอบบันทึกเกี่ยวกับตัวเอง ปล่อยให้คนอื่นบันทึกกันเละเทะก็ไม่ว่ากระไร ก็ขอขอบใจลูกาไว้แค่นี้ก็แล้วกัน

การทำพิธีเปิดตัวคริสตจักรโดยเปโตรทำตัวเป็นผู้รัยผิดชอบเป็นหัวหน้าทีมที่ได้รับฉันทานุมัติจากพระเยซูโดยตรงเช่นนี้ ลูกาไม่ได้อยู่รู้เห็นด้วยตนเอง แต่ในฐานะผู้มีการศึกษาดีตามวัฒนธรรมกรีกย่อมรู้โดยสัญชาตญาณว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญต้องบันทึกรายละเอียดไว้ให้ดีที่สุด เปาโลเองที่เป็นอาจารย์ของตนขณะนั้นก็ยังอยู่ฝ่ายต่อต้านการนับถือพระเยซูอยู่ จึงมิได้มีประสบการณ์ตรงเช่นกัน มีทางเดียวที่ลูกาพึงทำ คือ พยายามสืบถามจากผู้รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีประสบการณ์ตรง ซึ่งในสมัยนั้นคงทำไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยนี้ กว่าจะมีโอกาสพบผู้ต้องการสัมภาษณ์จริงๆสักครั้งอาจจะต้องรอเป็นแรมปีกว่าจะบังเอิญเดินทางไปจ๊ะเอ๋กันโดยบังเอิญ ส่วนการกลั่นกรองข้อมูลนั้น ลูกาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้โดยตรง ก็คงทำได้แต่เพียงว่าพยายามทำดีที่สุดแล้ว ดีกว่าไม่มีใครทำอะไรไว้เลย

ต่อไปนี้คือบันทึกของลูกาว่าด้วยการเปิดตัวเริ่มประวัติศาสตร์ของคริสตจักรซึ่งไม่มีการจัดฉากหรือวางแผนใดๆไว้ล่วงหน้า เหตุการณ์เฉพาะเหน้าบังคับให้เปโตรต้องทำโดยจำเป็น ไม่มีทางเลี่ยง ลูกาได้บันทึกไว้ให้คนสนใจคัดลอกกันต่อๆไปอย่างไม่มีการควบคุม จนกว่าจะถึงปีค.ศ.397 สังคายนาแห่งคาร์เถจ (the Council of Carthage) จึงได้ลงมติคัดเลือกบันทึกนี้ของลูกาเป็นคัมภีร์ในสารบบ (Canonical Scripture) และก็แน่นอนที่สุดว่าต้องเลือกเอาฉบับคัดลอกที่น่าเชื่อถือที่สุด เพราะคงหาฉบับดั้งเดิมที่ลูกาเขียนไว้ไม่ได้แล้ว ฉบับทางการภาษากรีกแปลเป็นไทยโดยคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตธรรมแผนกพระคัมภีร์ให้ความหมายเป็นภาษาไทยตอนนี้ไว้ดังต่อไปนี้ (ดู กิจการอัครสาวก 2:5-41)

“ขณะนั้นที่กรุงเยรูซาเล็มมีชาวยิวและผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระเจ้า มาจากทุกชาติทั่วโลก เมื่อประชาชนได้ยินเสียงนี้(เสียงลมพัดตึงๆแต่ไม่มีอะไรเสียหาย)จึงมาชุมนุมกันจำนวนมาก รู้สึกฉงนสนเท่ห์ เพราะแต่ละคนได้ยินคนเหล่านี้พูดภาษาของตน และประหลาดใจอย่างยิ่งกล่าวว่า ทุกคนที่กำลังพูดอยู่นี้เป็นชาวกาลิลีมิใช่หรือ แล้วทำไมเราแต่ละคนจึงได้ยินเขาพูดภาษาท้องถิ่นของเราเล่า เราชาวปาร์เธีย ชาวมีเดีย และชาวเอลาม บางคนอาศัยอยู่ในเขตเมโสโพเทเมีย แคว้นยูเดีย แคว้นคัปปาโดเชีย แคว้นปอนทัส และแคว้นเอเชีย แคว้นฟรีเยียและแคว้นปัมฟีเลีย บางคนมาจากประเทศอียิปต์ และเขตของประเทศลิเบีย รอบๆเมืองไซรีนีน บางคนมาจากกรุงโรม  ทั้งชาวยิวและผู้กลับใจเข้านับถือลัทธิยิว บางคนเป็นชาวเกาะครีทและชาวอาหรับ พวกเราได้ยินคนเหล่านี้ประกาศกิจการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเป็นภาษาของเรา ทุกคนประหลาดใจและฉงนสนเท่ห์พูดกันว่า นี่หมายความว่าอย่างไร แต่บางคนหัวเราะเยาะกล่าวว่า พวกนี้ดื่มเหล้ามากเกินไป”

ตอนนี้แสดงว่าเปโตรยังไม่คิดจะทำอะไร แต่ทุกคนสำนึกในหน้าที่โดยอัตโนมัติ แต่ละคนตระหนักว่าอยากจะทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้สถานภาพของพระเยซูที่ถูกกล่าวหาว่าแอบอ้างเป็นพระเมสสิยาห์และถูกลงโทษถึงประหารชีวิต พระองค์ได้ทรงฟื้นคนชีพมาแล้วเพื่อแสดงว่าเป็นพระเมสสิยาห์จริง มิใช่แอบอ้าง แต่ก็ถูกกล่าวหาต่อไปว่าลูกศิษย์แอบมาขโมยศพไปตอนกลางคืนขณะยามหลับใน ตอนนี้พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ได้ปลุกให้ทุกคนตื่นจากภวังค์แต่เช้าตรู่ แสดงออกภายนอกเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่เท่าคฤหาสน์ หมุนเร็วและทำเสียงดังอึกทึกอย่างผิดสังเกต พายุลมหมุนอย่างนี้หากเกิดขึ้นในทะเลสาบกาลิลีซึ่งเป็นปล่องภูเขาไฟที่มีทิวเขาสูงล้อมรอบก็นับว่าเป็นเรื่องปรกติ แต่ในกรุงเยรูซาเล็มไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ นับเป็นเรื่องประหลาดที่เรียกร้องความสนใจของผู้ชอบมุงทั้งหลาย อะไรเกิดขึ้น อยากได้เห็นกับตา มีอะไรเสียหายบ้าง มีคนเจ็บคนตายหรือไม่ แต่ปรากฏแก่สายตาว่าคฤหาสน์ที่เป็นศูนย์กลางของลมหมุนนั้นอยู่ในสภาพปรกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แปลกมาก ประตูบ้านเปิดออก มีบุรุษหลายคนโผล่หน้าออกมาต้อนรับอย่างคนงัวเงียเพิ่งตื่นนอน พูดอะไรออกมาเป็นภาษาอราเมกสำเนียงกาลิลี แต่เอ๋ะ ใครชินกับสำเนียงภาษาไหนก็ฟังรู้เรื่อง เลยยิ่งสนใจอยากถามอยากรู้เรื่องกันมากขึ้น ทุกคนพอรู้ว่าผู้คนอยากรู้สาเหตุของปรากฏการณ์ประหลาดเมื่อตะกี้นี้ ทุกคนที่ออกมาจากภายในคฤหาสน์ก็ยิ่งกระตือรือร้นอยากจะพูด และอยากพูดมากๆด้วย

พอสายหน่อยเริ่มมีพวกต่อต้านการเป็นเมสสิยาห์ของพระเยซูเข้ามาแทรกแซง พอรู้ว่าฝูงชนกำลังตื่นเต้นเรื่องอะไรก็วางแผนก่อกวนทันที เฮ้ย! จะไปถือสาอะไรกับคนเมาเหล้าแต่เช้าตรู่! “แต่บางคนเยาะเย้ยกล่าวว่า “พวกนี้ดื่มเหล้ามากเกินไป” คำดูหมิ่นค่อยๆเข้าหูของอัครสาวกซึ่งไหวตัวทันที ใส่ร้ายกันชัดๆ ทำไงกันดี ลูกาเก็บความไว้ได้ความว่า

“เปโตรยืนขึ้นพร้อมกับบรรดาอัครสาวกอีก 11 คน พูดด้วยเสียงใสกังวาลว่า ท่านทั้งหลาย ชาวยูเดีย และท่านที่อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม จงตั้งใจฟังวาจาของข้าพเจ้าเถิด แล้วท่านจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คนเหล่านี้ไม่เมาเหล้าดังที่ท่านคิด เพราะเพิ่ง 3 โมงเช้าเท่านั้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามพระดำรัสของพระเจ้าที่ตรัสโดยทางประกาศกโยเอล”

ข้อความข้างต้นเปโตรตั้งใจพูดแก้ข้อกล่าวหาของพวกก่อกวนซึ่งยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น ปรากฏว่าได้ผลอย่างรวดเร็ว ลมเปลี่ยนทิศ บรรยากาศระส่ำระสายฉงนฉงายค่อยสงบลง เปลี่ยนเป็นบรรยากาศของใบหน้าที่ส่ายหาเปโตร ขอให้พูดต่อ เปโตรก็ต้องตกกะไดพลอยโจน คิดได้อะไรก็ว่าไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า ไม่มีเวลาเตรียมสุนทรพจน์ แต่ลูกาก็คงได้ปรับสำนวนตามอัธยาศัย เสียงของเปโตรก็คงสภาพเสียงดังฟังชัดเช่นเดิม คงได้รู้สึกว่าได้เวลา ต่อด้วยคำแถลงการณ์เปิดตัวโครงการพระเมสสิยาห์แก่มวลชน ภายใต้การนำของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ ตามที่ลูกาเก็บความไว้ให้ ดังต่อไปนี้

“พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอบอกท่านตรงๆว่า กษัตริย์ดาวิดบรรพบุรุษของเราสิ้นพระชนม์และถูกฝังไว้ ที่ฝังศพของพระองค์ยังคงอยู่ในหมู่พวกเราจนถึงทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงเป็นประกาศกด้วย ทรงทราบว่าพระเจ้าทรงปฏิญาณและสัญญาว่าจะทรงให้เชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งของพระองค์ประทับบนบัลลังก์สืบต่อมา กษัตริย์ดาวิดทรงเห็นล่วงหน้า จึงตรัสถึงเรื่องการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้าดังนี้ พระองค์มิได้ทรงถูกทอดทิ้งไว้ในแดนผู้ตาย และร่างกายของพระองค์จะไม่เน่าเปื่อย พระเยซูพระองค์นี้ พระเจ้าทรงบัดาลให้กลับคืนพระชนมชีพ เราทุกคนเป็นพยานได้ พระองค์ทรงได้รับการเทิดทูนให้ประทับเบื้องขวาของพระเจ้า พระองค์ได้รับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์จากพระบิดาตามพระสัญญา และประทานพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์นี้ให้เราทุกคน ดังที่พวกท่านได้เห็นและได้ยินอยู่นี้ กษัตริย์ดาวิดยังไม่เคยได้เสด็จสู่สวรรค์…ดังนั้นขอให้เผ่าพันธุ์อิสราเอลทั้งมวลรู้แน่เถิดว่า พระเจ้าทรงแต่งตั้งพระเยซูผู้นี้ ที่ท่านทั้งหลายนำไปตรึงบนไม้กางเขน ให้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสตเจ้า”

ลูกาประเมินผลงานของเปโตรในวันนั้นไว้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ว่า ถ้อยคำของเปโตรประทับใจฝ่ายสนับสนุนทุกคน และเสียดแทงใจฝ่ายต่อต้านอย่างหนัก ฝ่ายสนับสนุนพากันถามเปโตรว่า พวกเราจะต้องทำอย่างไรกันเล่า เปโตรตอบทันควันแบบเข้าล็อคว่า จงรับศึลล้างบาปในนามของพระเยซูเมสสิยาห์ เพื่อจะได้รับการอภัยบาปและจะได้รับพระพรของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ วันนั้นมีผู้ขอรับศีลล้างบาปรุ่นแรกสุดประมาณ 3,000 คน นับเป็นสมาชิกปฐมฤกษ์ของคริสตจักรในประวัติศาสตร์

เปโตรมีงานบันทึกในประวัติศาสตร์ไว้มากซึ่งเราจะติดตามผลพร้อมเบื้องหน้าเบื้องหลังมาวิเคราะห์ และที่อยู่นอกประวัติศาสตร์ก็มีมิใช่น้อย เพราะผลงานสืบเนื่องจากสมาชิกปฐมฤกษ์ 3,000 คนนี้น่าจะมีมิใช่น้อย แต่ประวัติศาสตร์ไม่ติดตามเอามาเสนอ กลายเป็นผลงานนอกประวัติศาสตร์ไปเสียหมด เราก็จะซอกแซกนำมาเสนอด้วยเช่นกัน

ผลของการเผยแผ่การคืนชีพนอกประวัติศาสตร์

jesus

ซอกแซกหามาเล่า (266)

ผลของการเผยแผ่การคืนชีพนอกประวัติศาสตร์

            เราได้พิจารณากันมาในตอนที่แล้วว่า ช่วงแรกสุดของการเผยแผ่ศาสนาคริสต์นั้น เป็นไปอย่างนอกระบบเอาเสียจริงๆ ไม่มีทั้งพิมพ์เขียวหรือพิมพ์น้ำเงินใดใดทั้งสิ้น ถ้าจะมีก็คือพิมพ์ขาว คือ กระดาษขาวว่างเปล่าจะเขียนอะไรลงไปก็ได้ผลทั้งสิ้น และก็ได้ผลมากเสียด้วย นักประวัติศาสตร์ไม่ทันตั้งตัว บันทึกไม่ทัน ต้องตามตีความไล่หลัง มีใครช่วยเผยแผ่กันบ้างก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าใครใคร่ทำอะไรก็ทำไป ตามแรงบันดาลใจที่แต่ละคนมีเป็นต้นทุนอยู่ ทำได้แล้วค่อยมาหักลบกันทีหลัง ดูเป็นเรื่องน่าสนุกแท้ๆ และผู้ทำก็ทำด้วยใจสนุกเป็นจิตอาสาจริงๆ ไม่มีค่าจ้าง ไม่มีงบประมาณ ทำอย่างที่พระเยซูกำชับไว้จริงๆ ไปตัวเปล่า ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าโสหุ้ยเดินทาง ค่ากินค่าอยู่ ไปถึงไหนจะมีคนคอยจัดให้ที่นั่น ขอให้ไปเผยแผ่ด้วยเจตนาใสสอาด คือ เอาข่าวดีไปบอก เพราะรู้ว่าดีจึงบอกเพื่อน เพื่อนชอบก็บอกต่อ เพื่อนไม่ชอบก็บ๊ายบายไปหาคนอื่นต่อ บังเอิญมีคนชอบเยอะเกินคาด เยอะอย่างเงียบๆ เกินคาดอย่างเงียบๆ โดยนักประวัติศาสตร์ไม่ทันสังเกต พอสังเกตก็เยอะแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ

นักเผยแผ่รุ่นแรกสุดคือคนประมาณ 500 คนที่ยืนยันว่าได้เห็นพระเยซูคืนชีพในร่างกายเดิม เรารู้ชื่อเพียง 12 คนเรียกว่าอัครสาวก นอกนั้นไม่รู้ใครเป็นใคร แต่ก็เป็นนักเผยแผ่ตัวจริงกันทั้งหมด เพราะวิธีเผยแผ่ง่ายมาก ใช้ต้นทุนที่ทุกคนมีอยู่เหมือนกัน คือ รับรองว่าพระเยซูตายแล้วฟื้นคืนชีพจริง และพระเยซูทรงรับรองจริงๆว่า “ใครศรัทธาในบทบาทของพระองค์ก็จะมีสิทธิ์ในพระอาณาจักรนิรันดรของพระองค์ทั้งวิญญาณและกายที่จะฟื้นคืนชีพเหมือนพระองค์ ศรัทธาหมายความว่าต้องเชื่อหัวชนฝา วางใจว่าได้แน่ๆ และทุ่มเทให้ด้วยจิตชอาสา” จำได้ง่ายมาก ไม่ต้องพกคัมภีร์เป็นเล่มโตๆ จำเอาไปเล่าต่อได้ก็พอแล้ว เราติดตามผลงานแค่ของ อัครสาวก 12 ท่านเท่านั้นก็เห็นอยู่เต็มหน้าตักแล้วว่า เรื่องอดบานปลายไม่ได้ และบานปลายแบบปลายเปิด คือบานปลายหนึ่งแล้วก็ไปก่อหวอดให้เกิดปลายใหม่ให้บานได้ต่อๆไป ไม่รู้ว่าถึงไหนถึงจะจบ และอะไรจะเกิดขึ้นอย่างไร ติดตามได้ก็ติดตาม ติดตามไม่ได้ก็ปล่อยเลยตามเลย ผลกระทบที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ หลังจาก 300 ปี การเผยแผ่นอกประวัติศาสตร์เช่นนี้ทำให้มีผู้ศรัทธาต่อข่าวดีถึงประมรณ 10 % ของพลเมืองโรมัน ยังไม่นับนอกมหาอาณาจักรโรมันซึ่งมีอีกไม่รู้เท่าไร แม้ในกองทัพอนารยชนที่บุกเข้ารุกรานมหาอาณาจักรโรมันนั้น บางกองทัพมีผู้นับถือพระเยซูเป็นส่วนใหญ่ แต่ทว่านับถือย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจติดตามทั้งผลดีและผลเสีย และติดตามดูความห่วงใยของปัญญาชนและวิธีแก้ไขอย่างละม่อมของฝ่ายปัญญาชนซึ่งเป็นแบบอย่างล้ำค่านิรันดร

เราวิเคราะห์ผลงานของอัครสาวก 12 ท่านยังไม่จบ เพิ่งได้เพียง 6 ท่าน จะขอวิเคราะห์ให้จบทุกท่านเสียก่อนแล้วจึงค่อยวิจักษ์พร้อมกันเสียทีเดียว

  1. แอนดรูว์ (Andrew) พี่ชายของเปโตร ได้รัยมอบหมายให้ไปเผยแผ่ข่าวดีแห่งการฟื้นคืนชีพทางภาคเหนือของประเทศกรีซ อาจเลยขึ้นไปถึงแดนรัสเซีย (ชาวรัสเซียเชื่อกันอย่างนั้น) ถูกประหารชีวิตด้วยวิธีตรึงบนไม้กางเขนรูปตัวเอกซ์ (X) มีเอกสารหลายเรื่องที่เชื่อกันว่าเป็นฝีมือของแอนดรูว์ คือ

กิจการของแอนดรูว์ (Acts of Andrew) เป็นประมวลของเรื่องค่อนข้างยาวเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ของแอนดรูว์ ส่วนมากเกี่ยวกับการปลุกคนาตายให้ฟื้นคืนชีพ หรือการเกลี้ยกล่อมให้ผู้หญิงตัดสินใจไม่แต่งงานเพื่อถือพรหมจรรย์ตามคำแนะนำของเปาโล สำนวนโวหารมักจะเลยเถิดจนเยอเซบเบียส (Eusebius 260-340) นักประวัติศาสตร์คริสตศาสนานิยามว่าเป็นแหล่งสร้างคำสอนนอกรีตชนิดที่ควรห้ามอ่านไปเสียเลย จะประณามว่าเป็นข้อมูลเท็จเท่านั้นหาพอไม่ และนักวิจารณ์ตัวบทลงความเห็นว่า เนื้อหาส่วนใหญ่รวบรวมมาจากเล่มอื่นๆที่มีมาก่อนจึงมีหลายสำนวนปนคละกัน สำนวนของผู้รวบรวมน่าจะเป็นของกลางศตวรรษที่ 3 มีต้นฉบับภาษากรีกเก็บไว้ในหอสมุดวาติกัน

กิจการของเปโตรและแอนดรูว์ (Acts of Peter and Andrew) ดูที่เปโตร

            เศษนิพนธ์เรื่องของแอนดรูว์ (Fragmentary Story of Andrew) เป็นเรื่องปาฏิหาริย์พิเศษเล่าว่า ครั้งหนึ่งในชนบท หญิงคนหนึ่งมีลูกไม่มีพ่อ จึงปฏิบัติการแก้แค้นด้วยการสับลูกที่เพิ่งคลอดของตนเป็นชิ้นๆแล้วทิ้งให้สุนัขที่ตนเลี้ยงไว้กินจนหมด พอดีแอนดรูว์เดินผ่านมาทางนั้นพร้อมกับเพื่อนร่วมทางฟีเลโมน (Philemon) เห็นสุนัขกระดิกหางต้อนรับอย่างมีความสุขเป็นพิเศษจึงถามไปว่ามีอะไรดีใจรึ มันบอกว่าวันนี้เจ้านายให้ของกินอร่อยเป็นพิเศษและได้กินเสียอิ่มแปร้ แอนดรูว์รู้สึกฉงนและแปลกใจ จึงนั่งทางในสำรวจดูเหตุการณ์ก็รู้แน่แก่ใจจึงบังคับมันให้สำรอกออกมาทั้งหมด แล้วท่านก็เสกให้อวัยวะต่างๆคืนสภาพเดิม เรียกวิญญาณของทารกให้กลับมาเข้าในร่างเดิม ทารกนั้นก็กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ท่านเรียกสตรีคนนั้นมาอบรมให้มีสติและให้เลี้ยงลูกนั้นอย่างดีในฐานะเป็นของฝากจากพระเจ้า ครอบครัวนั้นจึงกลายเป็นครอบครัวคริสต์ครอบครัวแรกในถิ่นนั้น มีคนชอบอ่านมาก แต่ปิตาจารย์มีมติร่วมให้ถือเป็นคัมภีร์นอกสารบบ

กิจการของแอนดรูว์และมัทธีอัน (Acts of Andrew and Matthias) ดูที่มัทธีอัส

            กิจการของแอนดรูว์และเปาโล (Acts of Andrew and Paul) เป็นเรื่องเล่าสำนวนผจญภัย โดยดำเนินเรื่องให้แอนดรูว์เดินทางเผยแผ่ข่าวดีการฟื้นคืนชีพในดินแดนกรีซภาคเหนือตามปรกติ ได้สวนทางกับเปาโลโดยบังเอิญ ทั้ง 2 มิได้รู้จักกันมาก่อน ครั้นรู้ว่าอุทิศตัวทำงานเดียวกัน จึงนั่งสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้สึกและประสบการณ์แก่กัน เปาโลเล่าประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นของตนให้ฟังว่า เมื่อไม่นานมานี้ตนได้รับการอนุมัติจากพระเยซูให้ไปเยือนแดนใต้บาดาลซึ่งพระเยซูได้ไปเยี่ยมมาแล้วเฉพาะวิญญาณที่ออกจากร่างไปขณะพระกายถูกฝังในคูหา 3 วัน แต่คราวนี้เปาโลลงไปทั้งกายและวิญญาณโดยดำน้ำลึกลงไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้พบวิญญาณของผู้ล่วงลับจำนวนมากทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก พวกเขาเชื่อในบารมีของพระเยซูที่จะเปิดประตูสวรรค์ให้พวกเขาได้เข้าเมื่อได้ใช้โทษบาปจนหมดสิ้นแล้ว ที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็คือได้พบวิญญาณของยูดาสผู้นำตำรวจวิหารไปจับตัวพระเยซูในสวนมะกอก อันยังผลให้พระเยซูถูกประหารชีวิตบนไม้กางเขน และเป็นโอกาสให้ได้ฟื้นคืนชีพและก่อตั้งอาณาจักรของพระเเมสสิยาห์ได้อย่างแนบเนียนที่สุด ยูดาสได้เล่าความในใจให้ฟังอย่างหมดเปลือกว่า ที่ทำลงไปนั้นก็เพราะถูกหลอกล่อจากซาตานอย่างหนักด้วยเหตุผลที่เลอเลิศ เช่น เพื่อช่วยให้พระเยซูได้ทำการไถ่บาปมนุษย์ทั้งโลกเสียที มิฉะนั้นเรื่องก็ไม่ลงเอยจนแล้วจนรอด ตนหลงเชื่ออย่างหน้ามืด ครั้นทำลงไปแล้วก็เสียใจอย่างยิ่ง จะถอนตัวก็ไม่ได้แล้ว ก็ยิ่งถูกยั่วยุหนักขึ้นให้คิดฆ่าตัวตาย ครั้นตายจริงๆก็ยิ่งเสียใจหนักเข้าไปอีก เจ็บใจจริงๆที่คิดสั้น หากจะรอเวลาขออภัยโทษอย่างเปโตรก็จะดีกว่า แต่ทุกอย่างก็สายเกินแก้และทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็ได้แต่ทำใจรับสภาพเพื่อมิให้อะไรๆเกิดขึ้นทับถมหนักเข้าไปอีก ได้มาอยู่ใช้โทษที่นี่ก็พอใจแล้ว พระเยซูเองได้มาเยี่ยมและปลอบใจให้ทำใจดีๆ แล้วทุกอย่างจะจบลงด้วยดี เยี่ยมทั่วแดนแล้วก็ออกทางประตูหลัง พบน้ำทะเลเป็นกำแพง ก็อึดใจมุดน้ำขึ้นมาเหนือน้ำและว่ายเข้าฝั่งได้สำเร็จ เป็นอีกที่หนึ่งกับที่ได้ดำดิ่งลงไป จึงจำไม่ได้แล้วว่าตรงไหน ขึ้นฝั่งได้ก็ผึ่งจนเสื้อผ้าแห้งแล้วก็เดินเรื่อยเปื่อยเพื่อหาทางเข้าเมือง ก็พอดีมาจ๊ะเอ๋กับท่านตรงนี้แหละ แอนดรูว์จึงขันอาสาพาเข้าเมือง ปรากฏว่าคนเฝ้าประตูเมืองจำเปาโลได้ และเมืองนั้นเป็นเมืองเล็กที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวยิวที่ไม่อยากต้อนรับเปาโล จึงไม่ยอมให้ผู้เผยแผ่พระเยซูเข้าและปิดประตูเมืองใส่กลอนลั่นดาลอย่างแน่นหนา เปาโลจึงใช้ไม้เท้าที่ถือติดมือมาจากแดนบาดาลเคาะประตู เท่านั้นแหละประตูเมืองก็จมลงดินทั้งแผงให้คนเดินผ่านเข้าไปได้ตามสบาย คนทั้งเมืองพากันวิ่งพร่านบอกถึงเหตุการณ์ระทึกใจต่อๆกันไป ชั่วพักเดียวคนก็มามุงดูประตูถูกธรณีสูบหลัดๆ เปาโลถือโอกาสประกาศอาณาจักรของพระเมสสิยาห์มาถึงถิ่นแล้ว จะรอช้าอยู่ไย ให้ถือโอกาสรับศีลล้างบาปเพื่อค้ำประกันการมีชีวิตไม่รู้ตายเป็นนิจนิรันดร์เสีย ทั้งเมืองกลายเป็นคริสตจักรภายในวันเดียว แต่ปิตาจารย์เกี่ยงว่าไม่รู้ว่าเมืองนั้นอยู่ไหน จึงไม่ยอมรับเป็นประวัติศาสตร์ และจัดเป็นคัมภีร์นอกสารบบ ใครอยากอ่านเพื่อความบันเทิงก็อ่านไป แต่อย่าเอาจริงจังเป็นอารมณ์

  1. ยากอบองค์ใหญ่ (the Greater James) พี่ชายของยอห์น บุตรของเซเบเด (Zebede) และซาโลเม (Salome) ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมารดามารีย์มาก ถึงกับกล้าเข้าเลียบเคียงขอตำแหน่งพิเศษให้ลูกชายยากอบและยอห์น ทำให้น่าเชื่อว่า 2 ครอบครัวนี้เป็นญาติกัน เช่นเดียวกับพี่น้องอีกคู่ 1  คือ ยากอบและยูดา เป็นญาติทางบิดาอัลเฟอัส หลังความตายของพระเยซูแล้ว ลูกาบันทึกไว้เพียงสั้นๆว่า “กษัตริย์เฮโรดอกริปปาที่ 1 ได้ประหารชีวิตยากอบพี่ชายของยอห์นโดยวิธีตัดศีรษะ” ซึ่งเกิดขึ้นในราว ค.ศ.42 แต่ชาวสเปนตั้งแต่บัดนั้นมาจนบัดนี้เชื่อว่ายากอบซึ่งเรียกในภาษาสเปนว่า “ซานตีอาโก” (Santiago) เป็นคนแรกที่เอาข่าวดีเรื่องการฟื้นคืนชีพไปสอนพวกเขาให้มีความเชื่อ พวกเขายังชี้ให้ดูได้ว่าศพของท่านยังนอนรอการฟื้นคืนชีพในสเปนพร้อมกับพวกเขา จึงน่าจะสันนิษฐานได้ว่ายากอบน่าจะได้รับมอบหมายให้ไปประกาศเรื่องการฟื้นคืนชีพทางทิศตะวันตก และไม่ปรากฏว่ามีคนอื่นอีกนอกจากท่าน ไปตั้งหลักมั่นคงเอาที่สเปน ทำการอยู่ 9 ปี คงจะมีธุระปะปังกลับไปกรุงเยรูซาเลมหลายครั้ง เพราะมีญาติและคนรู้จักเยอะในกรุงเยรูซาเลมเช่นเดียวกับพระเยซู บังเอิญครั้งหลังสุดนี้มาเจอนโยบายเอาใจชาวฟาริสีของอกริปปาเข้า และคงจะมีคนชี้ตัวว่าเป็นสาวกหัวเห็ดของพระเยซูผู้ได้ทรงชอบแฉความหน้าไหว้หลังหลอกของชาวฟาริสีอยู่บ่อยๆ ก็เลยได้แพะรับบาป ประหารชีวิตเป็นการทำคะแนนกับพรรคฟาริสีที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน

เฮโรด อกริปปาที่ 1 เป็นหลานของกษัตริย์เฮโรดมหาราช ใช้ชีวิตวัยเด็กในวังของจักรพรรดิโรมันในฐานะตัวประกัน ชอบชีวิตสำรวย ใช้เงินมือเติบ หลงระเริงในลาภยศสรรเสริญ ครั้นเพื่อนสนิทในวัยเด็กได้เป็นจักรพรรดิถึง 2 องค์ต่อเนื่องกัน คือ เคอลีกเกอเลอ(Caligula) กับ คามเมอเดิส (Commodus) ก็ได้รับตำแหน่งกษัตริย์ของปาเลสไตน์แต่ผู้เดียวระหว่าง 41-44 เหมือนสมัยของกษัตริย์เฮโรดมหาราช ใช้นโยบายเอาใจประชาชนเพื่อได้ลาภยศสรรเสริญโดยไม่คำนึงถึงความถูก/ ผิด ผลก็คือประหารชีวิตยากอบตามความต้องการของประชาชน สั่งเก็บเปโตรอีกคนหนี่งตามใบสั่ง แต่เปโตรหนีไปซ่อนตัวไม่รู้ที่ไหน ก็เลยรอดตัวไปได้

  1. ยากอบองค์เล็ก (the Lesser James) พี่ชายของยูดา บุตรของอัลฟีอัสญาติของพระมารดา มีบันทึกให้รู้เรื่องน้อยมาก ไม่รู้แม้แต่ว่าไปเผยแผ่ข่าวดีการฟื้นคืนชีพที่ใดและตายอย่างไร ก็น่าจะสันนิษฐานว่าทำการเผยแผ่ที่บ้านเกิดคือกาลิลีนั่นแหละ เพราะไม่ปรากฏว่าใครได้รับมอบหมาย และที่สำคัญอย่างนี้คงเป็นไปไม่ได้ที่ไม่มีใครรับผิดชอบเผยแผ่
  2. ซีโมน พรรครักชาติ (Simon the Zelot) เคยเป็นนักระดมกำลังกู้ชาติมาก่อนเป็นอัครคสาวกของพระเยซู มีอีกชื่อว่าธัดเดอัส (Theaddeus) ได้รับมอบหมายให้ประกาศข่าวดีการฟื้นคืนชีพของพระเยซูทางทิศตะวันออกแถบเปอร์เซีย ไม่มีอะไรบันทึกมากกว่านี้
  3. ฟีลิป (Philip) เป็นชาวกาลิลี พระเยซูทรงเรียกมาจากเมืองเบธไซดา เมืองหลวงของกษัตริย์เฮโรด ฟีลิป คุ้นเคยกับชาวกรีกในปาเลสไตน์เป็นพิเศษ ได้รับมอบหมายให้ไปประกาศข่าวดีแห่งการฟื้นคืนชีพที่ฟรีเจียตอนเหนือของเอเชียไมเนอร์ ถูกแอบอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคัมภีร์นอกสารบบ 2 เล่ม คือ

กิจการของฟีลิป (Acts of Philip) เล่าปาฏิหาริย์ การผจญภัย ความเคร่งครัดและความเชี่ยวชาญการนั่งทางใน ที่สุดถูกประหารชีวิตด้วยการตรึงกางเขนเอาหัวลง นักวิจารณ์ตัวบทเชื่อว่าเรียบเรียงขึ้นในศตวรรษที่ 4 แต่เนื่อหาอาจจะถ่ายทอดทางปากมาก่อน

พระวรสารโดยฟีลิป (the  Gospel According to Philip) เริ่มต้นด้วยข้อความว่า “พระเยซูได้เปิดเผยแก่ข้าพเจ้าให้รู้ว่า วิญญาณที่มีสิทธิ์เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์แล้ว ก่อนจะผ่านประตูสวรรค์ได้ จะถูกถามอะไรบ้างและจะต้องตอบอย่างไร และทุกคำตอบต้องลงท้ายด้วยคำรหัสว่า “และข้าพเจ้ามิได้เกิดบุตรสักคนให้แก่เจ้าผู้ครอง” ซึ่งไม่รู้แปลว่ากระไรนักวิจารณ์ตัวบทวิจารณ์ว่าสำนวนโวหารเป็นของพวกนั่งทางในแห่งศตวรรษที่ 3 เป็นต้นมาและไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตตามเจตนาของพระเยซู

  1. ยอห์น (John) เดิมเป็นชาวเบธซายดา น้องชายของยากอบ บุตรของเซเบเดกับซา
    โลเม ทำอาชีพประมงโดยเข้าหุ้นกับแอนดรูว์และเปโตรซึ่งมีภรรยาและแม่ยายอยู่ที่คาเปอร์นาอุมและเป็นนายทุนเจ้าของกิจการประมงทำงานร่วมกัน ทำให้ทั้ง 4 ท่านชอบขลุกกันที่คาเปอร์นาอุมและเข้ากลุ่มศิษย์ของยอห์นผู้ทำพิธีล้าง เพื่อศึกษาเรื่องพระเมสสิยาห์ และพระเยซูก็ทรงเรียกทั้ง 4 ท่านให้ติดตามพระองค์ที่คาเปอร์นาอุมในคราวเดียวกัน ในบรรดาอัครสาวกใกล้ชิดทั้ง 12 ยอห์นเป็นผู้มีอายุน้อยที่สุด มีความเฉลียวฉลาดที่สุด และมีอายุนานที่สุดคือมีอายุถึง 100 ปีและตายด้วยโรคชรา จึงมีโอกาสหาประสบการณ์และความรู้เพิ่มเติม คิดตรึกตรองและเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้มาก แต่บางเรื่องนักวิจารณ์ตัวบทสงสัยจะเป็นลูกศิษย์เขียนตามแนวคิดของท่าน แต่บางเรื่องนักวิจารณ์ฟันธงว่าท่านไม่เกี่ยวข้อง พระเยซูก่อนจะสิ้นใจได้ฝากฝังพระมารดาให้ยอห์นดูแล จึงเชื่อกันว่าเมื่อบรรดาอัครสาวกแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางเพื่อเผยแผ่ข่าวดีแห่งการฟื้นคืนชีพ ยอห์นยังคงอยู่กับพระมารดาเพื่อดูแลใกล้ชิด และเชื่อว่าพระมารดาคงมิได้กลับไปอยู่ที่นาซาเร็ธ เพราะมีญาติใกล้ชิดอยู่ในกรุงเยรูซาเลมพอสมควร จึงปักหลักกัน อยู่ในกรุงเยรูซาเลมและยอห์นก็คงทำหน้าที่ประหนึ่งเลขานุการของเปโตรและทำการเผยแผ่ตามโอกาส มีบันทึกโดยลูกาไว้ว่าเมื่อคริสตชนที่ซามาเรียมีปัญหาเชิญเปโตรไปชี้ขาด เปโตรก็เอายอห์นร่วมเดินทางไปด้วย เมื่อเปาโลกลับใจแล้วและเดินทางมากรุงเยรูซาเลมในปีค.ศ.39 ก็ยังพบยอห์นอยู่ในกรุงเยรูซาเลม เมื่อมีสังคายนาครั้งแรก ณ กรุงเยรูซาเลมในปี ค.ศ.50 ไม่มีอะไรบันทึกถึงยอห์นเลย ก็เดาไม่ถูกว่ายังอยู่ในกรุงเยรูซาเลมหรือเปล่า หรือไปอยู่เสียที่ไหน มีบันทึกนอกประวัติศาสตร์ว่าเคยถูกจับ (ไม่ทราบเมื่อไร โดยใคร และที่ไหน ถ้าเป็นเรื่องจริงก็น่าจะขณะอยู่ในกรุงเยรูซาเลม) ถูกประหารชีวิตโดยการต้มในกระทะน้ำมันเดือด แต่ไม่ตาย จึงถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะแพทมัส (Patmos) ในทะเลอีเจียน จะได้พาพระมารดาไปที่นั่นด้วยหรือไม่ไม่ทราบได้ รู้แต่ว่าพ้นโทษแล้วก็พาไปตั้งหลักอยู่ที่เมืองเอเฟซัสในเอเชียไมเนอร์ซึ่งเปาโลได้ตั้งคริสตจักรไว้อย่างมั่นคงแล้ว จึงได้รับการต้อนรับอย่างดีและเป็นผู้ชี้ขาดในปัญหาต่างๆโดยไม่ต้องดำเนินการบริหารด้วยตนเอง ทำให้ยอห์นมีเวลาศึกษา ตรึกตรองและเขียนสิ่งที่อยากจะฝากไว้เป็นความรู้ในคริสตจักร เท่าที่ปิตาจารย์ต่อมารับรู้ในฐานะคัมภีร์ในสารบบ คือ พระวรสารโดยยอห์น คัมภีร์วิวรณ์ และจดหมาย 3 ฉบับ ยังมีที่ปิตาจารย์ถือเป็นคัมภีร์นอกสารบบคือ

กิจการของยอห์น (Acts of John) เป็นคัมภีร์นอกสารบบขนาดยาวที่อ้างว่ารวบรวมคำบอกเล่าของยอห์นขณะใช้ชีวิตอยู่ที่เอเฟซัส ประกอบด้วยปาฏิหาริย์ คำเทศน์สอน และการติดต่อกับพระเยซู ซึ่งทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่มที่คิดว่าพระเยซูมิได้รับร่างกายเป็นมนุษย์จริง แต่ร่างกายของพระองค์และการกระทำทั้งหมดของพระองค์ล้วนแต่เป็นภาพหลอนเพื่อติดต่อกับมนุษย์ได้เท่านั้น แต่ปาฏิหาริย์ของยอห์นเป็นปาฏิหาริย์จริง เช่น ถูกต้มในน้ำมันเดือดแต่ไม่ระคายเคืองผิวหนัง เมื่อพ้นโทษได้โดยสารเรือจากเกาะแพทมัสจะมาขึ้นฝั่งเอเฟซัส เรือล่มกลางทะเล ได้แสดงพลังภายในว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้อย่างสบาย พลังภายในของยอห์นเกิดจากการไม่เคยมีกามารมย์เลยตลอดชีวิต ทำให้ยอห์นมีพลังภายในทำปาฏิหาริย์ได้ทุกระดับตั้งแต่ปลุกคนตายให้คืนชีพจนถึงการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บและความเดือดร้อนทุกชนิด สรุปได้ว่าหนังสือเล่มนี้ต้องการสร้างความเชื่อว่ายอห์นเป็นผู้วิเศษตัวจริงที่ทำได้จริงยิ่งกว่าเซียนในนิยายจีนหรือผู้วิเศษใดที่เคยเล่าขานกันมา ปิตาจารย์จึงลงความเห็นว่าไม่น่าจะเป็นคำบอกเล่าของยอห์นและไม่สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตตามเจตนาของพระเยซู

ยอห์น (ถูกอ้างว่า) เล่าว่า กายของพระเยซูหลังจากการฟื้นคืนชีพแล้วเป็นการจำแลง(docetic body) คือประจักษ์ให้เห็นไม่คงตัว เดี๋ยวก็เป็นเด็ก เดี๋ยวก็เป็นผู้ใหญ่ เดี๋ยวก็รุ่งโรจน์เดี๋ยวก็ซอมซ่อ บางครั้งก็สัมผัสพระองค์ได้เป็นร่างอุ่นๆมีชีวิต บางครั้งเย็นเฉียบเหมือนซากศพ บางครั้งสัมผัสไม่ได้เลย ได้แต่เห็นเหมือนรุ้งกินน้ำที่พ่นน้ำแล้วเห็น สรุปว่าไม่มีร่างกายจริงๆ จึงจำแลงเอาเป็นครั้งๆ แม้ที่เห็นนั้นก็หาจริงไม่ (What now I am seen to be, that I am not.)

เล่าว่าวันหนึ่งถามพระองค์ว่า เชื่อหรือไม่เชื่อก็ให้ศรัทธาไว้เสมอ หมายความว่าอย่างไร แทนคำตอบพระองค์ทรงกระตุกเคราอย่างแรง แล้วปล่อยให้ปวดคางอยู่ตั้งเดือนเต็มๆ

เล่าว่าพอเห็นทหารตรึงพระเยซูแล้วยกตั้งขึ้น รู้สึกตื้นตันใจทำอะไรไม่ถูก จึงวิ่งหลบฉากไปสงบอารมณ์ในสวนมะกอก พระเยซูทรงติดตามมาปลอบใจว่า “ยอห์นเอ๋ย ปล่อยให้ชาวเยรูซาเลมหน้าโง่ถูกหลอกไปเถอะว่าได้ตรึงกางเขนเรียบร้อยแล้ว มันของปลอมทั้งนั้น นี่! ของจริงอยู่ที่นี่ ไม่มีอะไรบุบสลาย” ทรงกำชับให้สวดมนต์แบบมันตระหรือคาถา ท่องบ่นไปเถอะ ไม่เข้าใจไม่เป็นไร มันมีผลในตัวอยู่แล้วทุกครั้งที่สวด เช่น

ข้าจักถูกทำร้าย    และข้าก็จะทำร้าย       อาแมน

ข้าจักถือกำเนิด    และข้าก็จะให้กำเนิด    อาแมน

ข้าจักกิน              และข้าก็จะถูกกิน       อาแมน

ข้าจักถูกคิด        และข้าก็จะคิด            อาแมน

เล่าว่าชอบสวดอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอขอบคุณพระองค์ ที่ได้รักษาตัวของข้าพระองค์ให้ยังบริสุทธิ์เป็นพรหมจรรย์ ทั้งๆที่ข้าพระองค์เคยเสียตัวกับอิสตรี” ??????????

กิจการของยอห์นโดยเผรอคอร์เริส  Acts of John by Prochorus เหมือนเรื่องที่แล้ว แต่จำกัดเฉพาะเหตุการณ์ขณะอยู่บนเกาะแพทมัส

วรสารฉบับลับของยอห์น Secret Book of John  คัมภีร์นอกสารบบ แปลเป็นภาษาคอปติก

เรื่องข้างต้นทั้งหมด ปิตาจารย์ไม่รับรองว่าเป็นเรื่องจริง แต่ก็มีผลนอกประวัติศาสตร์คริสตจักรไม่มากก็น้อย ผู้สนใจศึกษาคริสตจักรจึงไม่ควรมองข้าม

การฟื้นคืนชีพแพร่เงียบนอกประวัติศาสตร์

 

jesus01

ซอกแซกหามาเล่า (265)

การฟื้นคืนชีพแพร่เงียบนอกประวัติศาสตร์

            การเผยแผ่ศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพของพระเยซูตามที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ให้ศึกษากันอย่างเป็นทางการนั้น เป็นไปอย่างเชื่องช้า คือเริ่มก่อหวอดที่กรุงเยรูซาเลม ไม่สู้ได้ผล เปโตรประธานการเผยแผ่ดำริย้ายฐานไปที่อันทิโอกเมืองหลวงที่ 2 ของมหาอาณาจักรโรมัน มีคนให้ข้อคิดว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไปตั้งฐานที่กรุงโรมเมืองหลวงของโลกไปเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ เปโตรเอาจริงตามคำแนะนำ ไม่นานก็เจอกฎเหล็กของจักรพรรดิเนร์โรว์ (Nero) ห้ามนับถือศาสนาคริสต์ มีโทษถึงประหารชีวิต เปโตรและเปาโลถูกประหารชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน และยังห้ามต่อมาอีกเกือบ 300 ปี ในประวัติศาสตร์แล้วดูไม่ออกว่าศาสนาคริสต์อยู่รอด (survive) ในมหาอาณาจักรโรมันได้อย่างไร แต่พอจักรพรรดิคานสเถินทีน (Constantine 306-337) ประกาศยกเลิกกฎเหล็กห้ามนับถือศาสนาคริสต์เท่านั้นแหละ ไม่ว่าหันหน้าไปทางไหนก็เจอชาวคริสต์เต็มไปหมด เป็นไปได้อย่างไร เข้าใจใด้ทางเดียวคือ การเผยแผ่นอกรูปแบบหรือนอกประวัติศาสตร์นั่นแหละที่ได้ผลโดยที่นักประวัติศาสตร์มองไม่เห็น เรามาสำรวจส่วนนี้กันดูน่าจะสนุกกว่ากระมัง

ในตอนที่แล้วเราได้พิจารณากันมาแล้วว่า การทำงานของโทมัสเป็นเรื่องน่าสนใจ ทั้งๆที่นักประวัติศาสตร์ไม่รับรู้ และแม้แต่คริสตจักรเองก็ไม่รับรู้ผลงานของท่านเข้าในระบบ แต่ก็น่าเชื่อได้ว่าผลงานของท่านมีส่วนอย่างแน่นอนในการทำให้รัฐบาลโรมันเปลี่ยนนโยบายจากการให้เสรีพภาพในการนับถือศาสนาทุกศาสนานอกจากศาสนาคริสต์ การห้ามนับถือมาเป็นการสนับสนุนในที่สุด และการสนับสนุนโดยรัฐบาลนั้นเองกลายเป็นการทำลายคุณภาพดั้งเดิมของศาสนาคริสต์ไปอย่างน่าเสียดาย

นอกจากโทมัส ยังมีตัวอย่างอื่นๆอีกมาก เราจะซอกแซกหามาศึกษากันต่อไปดังต่อไปนี้

2.มัทธีอัส (Matthias) เป็นอัครสาวกที่เลือกเข้ามาซ่อมแทนยูดาสผู้ทรยศและฆ่าตัวตายไปแล้ว ได้รับมอบหมายให้เผยแผ่ข่าวดีในแคว้นยูเดีย ซึ่งมีชาวยิวหัวอนุรักษ์ที่รังเกียจอารธรรมกรีก/โรมัน ชาวยิวหัวก้าวหน้าไม่รังเกียจอารยธรรมกรีก/โรมัน ชาวต่างชาติที่รังเกียจศาสนายูดาห์ ชาวต่างชาติที่ไม่รังเกียจศาสนายูดาห์ และชาวต่างชาติที่เชื่อและนับถือพระยาห์เวห์ของชาวยิวตามวิถีทางของตน ก็เรียกได้ว่ามีคนทุกรูปแบบปะปนคลุกเคล้ากันอยู่ หน้าที่ของท่านก็คือเสนอให้รับเชื่อข่าวดีของพระเเยซูเป็นประกันว่าจะมีความสุขตลอดนิรันดรทั้งกายและวิญญาณ มัดจำด้วยการให้ศีลล้างบาป ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกว่าได้ผลแค่ไหน แต่อยู่ดีๆก็มีคนนับถือศาสนาคริสต์เต็มมหาอาณาจักรโรมันล้นออกไปถึงเผ่าอนารยชนและอื่นๆ งานเขียนที่ประวัติศาสตร์บันทึกว่าเป็นผลงานเกี่ยวกับท่านมี 1)พระวรสารโดยมัทธีอัส (the Gospel According to Saint Matthias) ถูกจัดอยู่ในประเภทคัมภีร์นอกสารบบ 2)กิจการของนักบัญแอนดรูว์และนักบุญมัทธีอัส (the Acts of Saint Andrew and Saint Matthias) ถูกจัดอยู่ในประเภทคัมภีร์นอกสารบบ

พระวรสารโดยมัทธีอัส คัมภีร์เล่มนี้เราไม่รู้ว่าเป็นคำสอนของท่านนักบุญแค่ไหน แต่ปิตาจารย์เคลมเมิ่นท์แห่งแอลเลิกแซนเดรีย (Clement of Alexandria 150-220) อ้างอิงไว้และวิจารณ์ว่าผู้เรียบเรียงสุดท้ายมีแนวโน้มทางนิยมการนั่งทางในและเน้นยกย่องทุกรกิริยาการทรมาณร่างกายเพื่อบรรลุความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตตามเจตนาของพระเยซู

กิจการของแอนดรูว์และมัทธีอัส เล่าเรื่องท่านนักบุญทั้ง 2 ผจญมนุษย์กินคน สำนวนเล่าสนุก ตื่นเต้น เรื่องมีอยู่ว่า  วันหนึ่งมัทธีอัสทำกิจเผยแผ่ข่าวดีล้ำเข้าไปในแดนของเผ่ามนุษย์กินคน (cannibal) ซึ่งมีธรรมเนียมจับเชลยได้จะทิ่มตาให้บอดแล้วขังไว้ในกรงขุนให้อ้วนพี 30 วันเสียก่อนจึงทำพิธีฆ่าบูชายันต์เผาศพแบ่งเนื้อกันกินเอาเคล็ด ในกรณีของมัทธีอัสจับมาได้ 27 วันแล้วแต่ไม่อ้วนเพราะไม่ค่อยยอมรับประทานตามเกณฑ์

ครั้นเหลือเวลาอีก 3 วันจะถึงกำหนดบูชายันต์  พระเยซูจึงปรากฏองค์ให้แอนดรูว์เห็นและแจ้งที่คุมขังให้แอนดรูรีบไปช่วยโดยด่วน ทรงแนะนำวิธีเดินทางให้เรียบร้อย         แอนดรูว์รีบไปที่ท่าเรือเพื่อหาเรือใบเช่าไปสู่จุดหมายก็พอดีได้เรือลำที่พระเยซูเองแสดงตัวเป็นเจ้าของโดยแอนดรูว์ไม่รู้ว่าเป็นพระเยซู ครั้นตกลงเงื่อนไขต่างๆกันเป็นที่พอใจแล้ว เรือก็ออกแล่นใบไปอย่างรวดเร็ว ไปถึงถิ่นที่แอนดรูว์เองไม่เคยรู้จัก ระหว่างทางแอนดรูว์พยายามชักชวนให้เชื่อในข่าวดีโดยชักแม่น้ำทั้ง 5 นายท้ายเรือใบก็ได้แต่พยักหน้ารับรู้ไม่ว่ากระไร แต่ก็รับปากว่าจะพิจารณา ครั้นเรือเทียบฝั่ง นายท้ายเรือก็ชี้แนะหนทางที่จะต้องเดินต่อไปพร้อมทั้งนัดหมายให้กลับมาที่เดิมเพื่อแล่นใบกลับบ้าน แอนดรูว์เดินทางขึ้นบกไปได้ไม่นานก็ถูกจับตัวไปขังในกรงเดียวกันกับมัทธีอัส ผู้คุมพยายามแทงตาสักเท่าใดก็แทงไม่เข้าก็เลยต้องปล่อยให้ตาดีต่อไป แอนดรูว์อวยพรให้มัทธีอัสตาดีขึ้นมาไหม่ทั้ง 2 ข้าง ทั้ง 2 ท่านพยายามอธิบายข่าวดีให้ผู้คนที่มามุงดู แต่ไม่มีใครเชื่อ มีแต่คนเยาะเย้ยถากถางว่า ถ้าแน่จริงก็ออกจากกรงให้รอดสิ มิฉะนั้นก็ให้รีบๆกินให้อ้วนรอวันบูชายันต์ต่อหน้าเทวรูป กลิ่นเนื้อจะได้หอม รสจะได้อร่อยน่าเคี้ยวกิน ในที่สุดแอนดรูว์จึงยื่นคำขาดว่า หากยังคิดจะเอาตัวเชลยทั้ง 2 ไปถวายรูปปฏิมาเพื่อหวังความคุ้มครอง รูปปฏิมานั้นเองจะเป็นสาเหตุแห่งหายนะกันทั้งเผ่า พูดไม่ทันขาดคำก็มีน้ำไหลพลุ่งออกมามากมายจากปฏิมาดังกล่าว จมล้นท่วมบริเวณใกล้เคียงและขยายวงกว้างออกไปทุกที จึงมีเสียงตะโกนบอกกันต่อๆไปว่า ปล่อยเชลยทั้ง 2 ไปเถิดๆๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเราสู้ของเขาไม่ได้ดอกๆๆ ในที่สุดหัวหน้าเผ่าก็สั่งให้ปล่อยเชลยทั้ง 2 ออกจากกรง พลันน้ำท่วมก็ลดลงจนเป็นปรกติ คนทั้งเผ่าชวนกันมาดูผู้วิเศษทั้ง 2 และขอร้องอย่าทำร้ายอะไรอีกเลย แต่นักบุญทั้ง 2 อวยพรทุกคนให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บที่สร้างความเดือดร้อนอยู่ พลันทุกคนก็หายจากโรคภัยไข้เจ็บที่กำลังมีอยู่ในตัว ทุกคนพากันสรรเสริญพระเยซูและขอรับศีลล้างบาปเพื่อได้มัดจำมีชีวิตนิรันดร อบรมให้รู้จักดำรงชีวิตคริสตชน แต่งตั้งผู้ดูแลแทนตน แล้วจึงพากันไปลงเรือใบที่ยังจอดรออยู่ แล่นใบกลับไปยังท่าเรือที่ออกเรือมาอย่างมีความสุข ครั้นจะจ่ายค่าโดยสาร พระเยซูจึงทรงแสดงองค์ ทรงอวยพรและหายวับไป

เรื่องนี้มีผู้นิยมเล่าต่อๆกันไปมาก จึงมีฉบับคัดลอกต่อๆกันหลายภาษา จนไม่รู้ว่าภาษาใดเป็นสำนวนดั้งเดิมที่สุด แต่ต่อมาสังคายนาของปิตาจารย์พิจารณาเห็นว่าเป็นเรื่องเล่าสนุก ยกย่องอิทธิฤทธิ์อย่างไม่สร้างสรรค์ ทั้งไม่มีหลักฐานให้ยืนยันได้ว่าเหตุการณ์ทั้งนี้เกิดขึ้นที่ไหน เผ่ากินคนนั้นเป็นเผ่าใดกันแน่ จึงไม่รับเป็นคัมภีร์ในสารบบ สมมุติว่าชนเผ่านั้นมีจริง พวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของคริสตชนในประวัติศาสตร์ไปแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร

  1. มัทธิว(Matthew) เป็นนามภาษาฮีบรูและอราเมกแปลว่า เทวพร (Gift of God) มีสมญานามว่า “ผู้เก็บภาษี (tax-collector) เพราะพระเยซูทรงเรียกมาจากสำนักงานเก็บภาษีแห่งคาเปอร์นาอุมในราชการของกษัตริย์เฮโรดอันติปาส (Herod Antipas)โอรสของเฮโรดมหาราช (Herod the Great) ผู้วางแผนฆ่าพระกุมารเยซูแต่ทำไม่สำเร็จ เฮโรดอันติปาสโอรสได้ปกครองกาลิลีโดยแบ่งเขตกับข้าหลวงพานเฉิสพายเลท (Pontius Pilate) ผู้ปกครองยูเดีย มัทธิวได้รับมอบหมายให้ประกาศข่าวดีแก่ชาวยิวชาวบ้านที่พูดได้แต่ภาษาอราเมก ท่านมีการศึกษาปานกลาง จึงได้บันทีกชีวิตและคำสอนของพระเยซูเป็นตอนๆตามที่ท่านสอนเป็นภาษาอราเมก เพื่อให้ใครที่สนใจคัดลอกไปอ่านทบทวนได้ ภายหลังมีผู้รวบรวมเป็นเล่มและมีผู้แปลเป็นภาษากรีกให้ชาวต่างชาติที่ไม่รู้ภาษาอราเมกคัดลอกไปอ่านได้ตามความสนใจ เฉพาะฉบับภาษากรีกที่ภายหลังมีการปรับปรุงจนเป็นที่พอใจของบรรดาปิตาจารย์ จึงพร้อมใจกันรับรองให้เป็นคัมภีร์ในสารบบ นั่นคือตรงกับเจตนาของพระเยซูในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากงานเขียนนี้ มัทธิวยังมีงานเขียนอื่นอีกที่จัดเป็นคัมภีร์นอกสารบบ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะท่านไม่ได้เขียนเอง หรือเขียนไว้แล้วมีการต่อเติมเสริมแต่งจนออกนอกลู่เจตนาของพระเยซู งานเขียนดังกล่าวมีชื่อว่ามรณสักขิกรรมของมัทธิว (Martyrdom of Matthew) และ พระวรสารตามคำบอกเล่าของมัทธิวเทียม (the Gospel of Pseudo-Matthew)

มรณสักขิกรรมของมัทธิว มรณสักขี (martyr) หมายถึงผู้ที่ยอมตายเพราะไม่ยอมเลิกนับถือพระเยซู มรณสักขิกรรมจึงหมายถึงการยอมตายดังกล่าว หากทางสำนักของพระสันตะปาปาได้ทำการสอบสวนได้ความแน่ใจอย่างมีหลักฐานชัดเจนก็จะประกาศเป็นนักบุญอย่างเป็นทางการ ราวกับเป็นวีรชนของคริสตจักรคาทอลิก นักบุญมัทธิวเป็นคนหนึ่งในประเภทนี้ หนังสือเล่มนี้เป็นประมวลรวบรวมเรื่องเล่าทั้งหลายที่เป็นวีรกรรมของนักบุญท่านนี้ เป็นการรวบรวมโดยไม่มีการเรียบเรียงและไม่มีการคัดเรื่องเหลือเชื่อออกไป ทำให้คุณภาพของทั้งเล่มด้อยโอกาสจนไม่อาจจะรับรองเป็นคัมภีร์ในสารบบได้

คัมภีร์นี้เล่าว่าตอนปลายชีวิตมัทธิวได้ออกจากปาเลสไตน์เดินทางไปทางตะวันออกถึงราชอาณาจักรซึ่งน่าจะอยู่ในดินแดนพาร์เธีย มียิวจำนวนหนึ่งยอมรับข่าวดีของพระเยซูและมีบิชอพปกครองนามว่าเพลโทว์ ยังไม่มีคนต่างชาติรับเชื่อ พระเยซูได้ทรงแสดงเจตนาให้มัทธิวไปเทศน์สอนที่นั่น พระองค์ได้ประทานไม้เท้าคู่ชีพให้นำเอาไปปลูกในดินแดนแห่งนั้นเพื่อเอาฤกษ์ซึ่งมัทธิวปฏิบัติตามทุกประการ ไม้เท้านั้นผลิใบแตกกิ่งก้านออกดอกผลอย่างรวดเร็ว ใครเด็ดผลไปกินนึกอยากได้อะไรหรืออยากให้หายโรคภัยไข้เจ็บประการใด ให้อธิษฐานถึงพระเยซูก็จะได้สมหวังทุกประการ ในวังมีปีศาจตนหนึ่งนามว่าแอสเมอดีเอิส (Asmodeus) ครอบงำบงการอยู่ ครั้นพระมเหสีนำคนในวังจำนวนหนึ่งมาฟังเทศน์ของมัทธิว มันไม่พอใจ เสี้ยมสอนให้ขจัดมัทธิวออกจากเส้นทางของมัน กษัตริย์จึงรับสั่งให้เอาตัวมาจัดการประหารชีวิตในวังโดยการใส่กรงนำขึ้นย่างบนกองไฟ แต่ไฟกลับทำให้ผิวกายของมัทธิวเย็นสดชื่นเหมือนได้รับน้ำค้างยามเช้า แต่ลุกลามเผาไหม้ทุกอย่างที่ขวางหน้าจนถึงวัง กษัตริย์ไม่มีทางให้เลือกแล้ว พระบาททำการเร็วเท่าพระปัญญาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทรงวิ่งกลับมาหามัทธิว ณ ที่ประหาร ประทานอภัยโทษ ปล่อยมัทธิวออกจากกรง ตรัสขออภัยแล้วปล่อยตัวไป แต่คืนนั้นเองก็ส่งทหารไปจับตัวมาใส่โลงทำด้วยเหล็กทั้งแท่ง บัดกรีด้วยตะกั่วมิดชิด ให้นำเอาไปถ่วงน้ำในท้องทะเลลึก กะให้ตายแน่ๆ รุ่งเช้าขึ้นมาชาวเรือในทะเลและผู้อยู่ตามชายฝั่งได้เห็นขบวนแห่เดินบนน้ำจากท้องทะเลลึก มีพระเยซูกุมารถือกางเขนนำหน้า ตามด้วยมัทธิว ปิดท้ายด้วยบุรุษ 2 คนแต่งตัวหรูหราแบกโลงเหล็ก ผู้คนแตกตื่นกันออกมาต้อนรับขบวนแห่เดินทางเข้าวัง กษัตริย์พร้อมชาววังตั้งแถวต้อนรับอย่างอบอุ่น กษัตริย์ถอดใจยอมจำนนต่อฤทธานุภาพของพระเยซูและของท่านนักบุญ ประกาศตัวเป็นผู้เชื่อและรับศีลล้างบาปด้วยศรัทธาแก่กล้าพร้อมกับพลเมือง ต่อมาเมื่อบิชอพเพลโทว์ถึงแก่มรณาภาพ  คนทั้งเมืองลงมติเป็นเสียงเดียวกันเลือกท่านเป็นบิชอพแทน มัทธิวจึงเดินหน้าไปประกาศข่าวดีณที่อื่นต่อไป

คณะปิตาจารย์ลงมติว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่สนุกตื่นเต้นประเภทวีรกรรมที่ไร้เหตุผล ไม่อาจรู้ได้ว่ามีความจริงอยู่แค่ไหน แม้จะเป็นเรื่องจริงทั้งหมด แต่ก็ไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเพียงพอตามเจตนาของเพรเะเยซู จึงไม่รับเข้าในสารบบของคัมภีร์ศาสนาคริสต์

  1. ยูดา (Jude) เนื่องจากมียูดา อิสคาริโอตผู้ทรยศอยู่ในกลุ่มด้วย จึงหาวิธีเรียกให้เห็นความต่างกันหลายวิธี ทัดเดอุส (Thaddeus) ซึ่งน่าจะแผลงจากภาษาอราเมกว่า taddai แปลว่าผู้มีหน้าอกกว้าง(อกผายไหล่ผึ่ง มาจาก tad แปลว่า ไหล่) บางทีก็เรียกว่ายูดาน้องของยากอบ (James of Jacob) ซึ่งหมายถึงยากอบบุตรของอัลเฟอุส (Jacob son of Alpheus) ซึ่งเป็นพระญาติของพระเยซู หมายความว่ายูดากับยากอบองค์เล็กเป็นพี่น้องกันและเป็นญาติของพระเยซูทางบิดา ผิดกับยากอบองค์ใหญ่กับยอห์นที่เป็นพี่น้องกันอีกคู่หนึ่งและเป็นญาติกับพระเยซูทางมาารดาคือมารีย์ภรรยาของเซเบเดชาวประมง

นักบุญยูดามีชื่อเสียงทางช่วยบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ ได้รับมอบหมายให้ไปประกาศพระเยซูฟื้นคนชีพแถบเมโสโพเทเมียและถูกประหารชีวิตด้วยดาบขวาน(halberd คืออาวุธที่เป็นทั้งดาบและขวานในเล่มเดียวกัน) เรื่องราวของท่านมีบันทึกไว้น้อยมาก แต่มีนักประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า หลานชาย 2 คนถูกจักรพรรดิเดอมีชเฉิน (Domitian 81-96) เรียกตัวไปสอบปากคำถึงนโยบายการเมืองของพระเยซูและญาติๆ ทั้ง 2 ให้การว่าพระเยซูปฏิรูปศาสนาไม่ใช่การเมือง ไม่มีความมักใหญ่ไฝ่สูงทางการเมืองแต่ประการใด ทั้ง 2 เป็นเกษตรกรตั้งหน้าประกอบอาชีพสุจริตโดยหวังว่าตายไปแล้วจะได้กลับคืนชีพทั้กายและวิญญาณและมีความสุขตลอดนิรันดรในอาณาจักรแห่งสวรรค์ของพระเยซู ก็เท่านั้นเอง จักรพรรดิฟังแล้วก็รู้สึกสบายพระทัย ไม่รู้สึกมีพิษมีภัยแต่ประการใดจึงปล่อยตัวกลับไปทำอาชีพตามเดิมและเลิกนโยบายกีดกันชาวคริสต์จนสิ้นรัชกาล ทั้ง 2 ท่านต่อมาได้รับเลือกเป็นบิชอพในถิ่นของตน

  1. บาร์โธโลมิว (Bartholomew ภาษาอราเมกแปลว่าลูกของ Talmai) มีอีกนามหนึ่งว่านาธานาเอล (ภาษาฮีบรูแปลว่าของประทานจากพระเจ้า) ได้รับมอบหมายให้ไปประกาศพระเยซูกลับคืนชีพที่อาร์เมเนีย และถูกประหารชีวิตด้วยวิธีพิสดาร คือถูกถลกหนังทั้งตัวแล้วยังไม่ตาย จึงต้องลงเอยด้วยการบั่นเศียร รูปตัวแทนท่านศิลปินจึงชอบทำรูปคนถือมีด(เชือดเนื้อเถือหนัง) งานเขียนของท่านมี พระเวรสารโดยบาร์โธโลมิว (the Gospel of Bartholomew) หนังสือว่าด้วยการฟื้นคืนชีพของพระคริสต์(Book of the Resurrection of Christ) ซึ่งถูกจัดให้เป็นคัมภีร์นอกสารบบทั้งคู่

พระวรสารโดยบาร์โธโลมิว บางทีก็เรียกว่า คำถามของบาร์โธโลมิว (Questions of Bartholomew)  เพราะเป็นคำถามที่สมมุติว่าบาร์โธโลมิวอยากรู้ จึงถามสัมภาษณ์เหมือนอย่างที่เหยี่ยวข่าวในสมัยของเราชอบทำ ผู้ให้สัมภาษณ์คือพระเยซูหลังจากฟื้นคืนชีพ ถามพระแม่มารีย์ ถามซาตานหรือหัวหน้าปิศาจ และได้คำตอบบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แน่นอนเป็นวิธีขายข่าวที่ล้ำยุคมาก ทั้งยังเลือกคำถามที่น่าสนใจอยากรู้คำตอบ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์หรือไม่ จึงมีการคัดลอกต่อๆไปมาก แต่คำตอบไม่สู้จะสร้างสรรค์หรือพัฒนาคุณภาพชีวิต และที่สำคัญก็คือไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคำตอบจริงของพระเยซู พระแม่มารีย์ และซาตาน จึงไม่นับอยู่ในคัมภีร์ในสารบบ แบ่งออกเป็น 5 หมวด

หมวดที่ 1 ถามพระเยซูว่าเมื่อพระวิญญาณออกจากร่างกายไป 2 คืนคาบ 3 วันนั้นคือค่ำวันศุกร์จนถึงเช้าวันอาทิตย์ที่ฟื้นคืนชีพ ว่าไปที่ไหน ไปทำอะไร พบอะไรที่น่าสนใจบ้าง คำตอบก็คือ ไปยังโลกใต้บาดาลอันเป็นแดนของซาตานและสมุนของมัน วิญญาณที่ออกจากร่างของผู้ต้องใช้โทษใช้กรรมต้องไปอยู่ณที่นั้น ผู้เป็นใหญ่ในแดนนั้นชาวกรีกเรียกว่าแฮดเดิส (Hades) ภาษาเซมิติกเรียกซาตาน (Satan) ภาษาอราเมกเรียก เบลีอาร์ (Beliar) ปรากฏว่าไม่ว่าแฮดเดิสหรือซาตานหรีอเบลิอาร์ตื่นตระหนกสุดขีด หนีกันหัวซุกหัวซุนซึ่งพระเยซูไม่สนพระทัย เพราะตั้งพระทัยมาตามหาอาดัมกับเอวาและผู้ภักดีต่อพระยาห์เวห์เพื่อพาไปขึ้นสวรรค์เพราะได้รับการอภัยโทษแล้ว ผู้ไม่รู้จักและไม่ภักดีต่อพระยาห์เวห์คงปล่อยให้เป็นเหยื่อความโหดร้ายของเจ้าถิ่นใต้บาดาลหรือขุมนรกต่อไป

หมวดที่ 2 บาร์โธโลมิวสะกิดให้เปโตรเป็นผู้สัมภาษณ์พระแม่มารีย์ว่า รู้สึกอย่างไรเมื่อทูตสวรรค์มาขอให้เป็นพระมารดาของพระเมสสิยาห์ พระมารดาทรงขวยเขินที่จะตอบ แต่ก็ออกตัวว่าถ้าเบื้องบนไม่ทรงโปรยปรายกำลังใจมาให้ก็คงไม่กล้ารับหรอก เปโตรรุกถามต่อไปว่ารับปากแล้วรู้สึกดีใจหรือเสียใจอย่างไร พระมารดาจึงรวบรวมกำลังเปิดเผยความจริงว่า น้ำค้างศักดิ์สิทธิ์พลันพรั่งพรูออกมาจากอาภรณ์ของทูตสวรรค์ทำให้วิญญาณของพระแม่อิ่มเอิบอย่างพรรณนาไม่ถูก ระหว่างนั้นเทวทูตก็ดึงเอาขนมปังและจอกเหล้าองุ่นออกจากอกเสื้อ ยื่นให้พระมารดารับมาดื่มกิน รู้สึกกระชุ่มกระชวยมีใจสู้ทุกอย่าง เทวทูตจึงแจ้งว่าอีก 3 ปีจะตั้งครรภ์พระเมสสิยาห์ แล้วก็จากไป พอพูดจบก็มีไฟพวยพุ่งออกจากโอษฐ์พระมารดาราวกับจะเผาโลกให้ไหม้เป็นจุล พระเยซูทรงปรากฏองค์มาเอาหัตถ์ปิดโอษฐ์พระมารดา ไฟจึงหยุด

หมวดที่ 3 บาร์โธโลมิวให้สัมภาษณ์เองตอบผู้อยากรู้ว่า ทางสัญจรระหว่างใด้บาดาลกับโลกนี้อยู่ที่ไหน บาร์โธโลมิวเปิดเผยว่าตนได้ถามพรเะเยซูก่อนเสด็จขึ้นสวรรค์ 7 วันถึงเรื่องนี้ และพระเยซูก็ได้พาสาวกทั้ง 12 เหาะไปที่ยอดเขาสูงที่สุดของโลก มีปล่องลึกลงไปจนทะลุถึงแตนบาดาล สาวกทุกคนได้มองลงไปสุดลูกหูลูกตาไม่เห็นอะไรเบื้องล่าง ได้รับคำชี้แจงว่าวิญญาณทุกดวงเมื่อออกจากร่างจะรู้ทางมาลงใต้บาดาลโดยอัตโนมัติเหมือนถูกดูดมาลงไปเอง

หมวดที่ 4 ในหมวดนี้บาร์โธโลมิวเล่าประสบการณ์ของตนเองเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ปวารณาตัวเป็นศิษย์ของพระเยซูแล้ว  ย่อมมีฐานะเหนือซาตานในทุกด้าน แทนที่เขาจะต้องกลัวซาตาน ซาตานกลับจะต้องกลัวเขา

หมวดที่ 5 ตอบคำถามว่าบาปใดร้ายแรงที่สุด คำตอบก็คือความมีใจไม่ซื่อ(hypocrisy) ไม่มีบาปใดร้ายแรงเท่า เพราะบาปอื่นจะหนักหนาปานใดยังตักเตือนกันได้ ตักเตือนไปพอจะรู้ว่าเขารับคำตักเตือนหรือไม่ เพราะเขาแสดงออกตรงๆ ถ้าไม่รับก็ปรับคำตักเตือนใหม่ได้จนสำเร็จ แต่คนใจไม่ซื่อ ตักเตือนไปก็ไม่รู้ว่ารับคำตักเตือนไหม จับไม่ได้ไล่ไม่จน แย่ที่สุด

คริสตจักรเริ่มหยั่งเชิงที่กรุงเยรูซาเลมเป็นปฐม

jelusalem

ซอกแซกหามาเล่า (264)

คริสตจักรเริ่มหยั่งเชิงที่กรุงเยรูซาเลมเป็นปฐม

            พระเยซูประสูติที่เบธเลเฮม (ใต้เยรูซาเลมประมาณ 20 ก.ม.) เติบโตที่นาซาเร็ธ (เหนือเยรูซาเลมประมาณ 80 ก.ม.) จนถึงอายุ 30 ปี ต่อจากนั้นก็ทรงเร่ร่อนปฏิรูปอุดมการณ์ของชาวยิวเป็นเวลา 2 ½ ปี ใช้เวลาส่วนมากในแคว้นกาลิลีเหนือกรุงเยรูซาเลมประมาณ 100 ก.ม. เวลาส่วนน้อยในกรุงเยรูซาเลม และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ณ ลานประหารนอกกำแพงกรุงเยรูซาเลมทางด้านตะวันตก  เมื่อวันศุกร์ที่ 7 เมษายน ค.ศ.30 (ทรงถูกจับในสวนมะกอกนอกกำแพงกรุงเยรูซาเลมด้านตะวันออก) รุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 9 ทรงฟื้นคืนชีพ ในตอนสายทรงปรากฏองค์ให้บรรดาผู้ใกล้ชิด ณ คฤหาสน์อาหารค่ำชั้นบนในกรุงเยรูซาเลม อันเป็นที่พักของเศรษฐิณีม่ายมารดาของมาระโกเพื่อให้ทุกคนหายเศร้าและหายจากอาการเคว้งคว้าง รับสั่งให้กลับไปกาลิลี ทรงวนเวียนใช้ชีวิตอยู่ที่กาลิลีประมาณ 1 เดือนเพื่อรวบรวมขวัญและกำลังใจ ไม่มีหลักฐานให้สันนิษฐานได้ว่า ได้ทรงอบรมอะไรและอย่างไรบ้าง ที่แน่ๆก็คือไม่ได้ทำอะไรที่เปรียบได้กับพิมพ์เขียวหรือโรดแมพ คงมีแต่พิมพ์น้ำเงิน คือการเรียกขวัญและให้กำลังใจให้เข้มแข็ง ปลุกและปลูกคุณธรรมเทววิทยา 3 (the 3 Theological Virtues อันได้แก่ ศรัทธา เชื่อใจ และรักภักดี) และคุณธรรมบานพับ 4 (the 4 Cardinal Virtues อันได้แก่ ความรอบคอบ ความกล้าหาญ ความพอเพียง และความชอบธรรม) ในระหว่าง 1 เดือนนั้นแม้จะไม่มีหลักฐานใดบันทึกไว้ แต่เนื่องจากเป็นอาณาบริเวณที่พระเยซูมีคนรู้จักมักคุ้นมากเป็นเรือนหมื่นเรือนแสนที่ได้เคยฟังพระองค์เทศน์สอนหรือได้พบปะพระองค์ในขณะมีชีวิต ก็น่าเชื่อว่าในโอกาสนี้พระองค์ได้ทรงปรากฏองค์ให้พวกเขาได้เห็นและปราศรัยให้พวกเขาได้รับรู้ธาตุแท้ของพระองค์และเชื่อพระพันธกิจของพระองค์ เป็นการเก็บเกี่ยวผลงานที่ได้เหน็จเหนื่อยไถหว่านอยู่เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ครั้น 1เดือนผ่านไป พระองค์ทรงนัดชุมนุมใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย ณ สวนมะกอกนอกกำแพงกรุงเยรูซาเลมด้านตะวันออกซึ่งลูกาบันทึกไว้ว่ามีผู้ร่วมชุมนุมถึงประมาณ 500 คน หากเกณฑ์เฉพาะผู้ภักดีในกรุงเยรูซาเลมก็คงไม่ได้ถึง 100 คน ที่เป็นไปได้คือผู้ภักดีที่เดินทางมาจากกาลิลีเพราะได้เห็นพระองค์ในสภาพฟื้นคืนชีพ พวกเขามีศรัทธาแล้วก็พร้อมที่จะมาตามนัดและพร้อมที่จะเป็นคริสตจักรกลุ่มแรกเมื่อพวกเขาได้ฟังโอวาทครั้งสุดท้ายของพระเยซู ได้เห็นพระองค์ลับสายตาไปในก้อนเมฆ และกลับบ้านอย่างมีความสุข ไปตั้งกลุ่มคริสตชนหรือคริสตจักรกลุ่มแรกแห่งกาาลิลี

เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว ผมได้ไปทัศนศึกษาประเทศอิสราเอล ตามโครงการดูงานของรัฐบาลอิสราเอล ได้ไปดูงานโรงเรียนแห่งหนึ่งภายใต้การสนับสนุนขององค์การสหประชาชาติ ผมจำชื่อโรงเรียนไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่าอยู่ใต้กาลิลีและเหนือนาซาเร็ธ โรงเรียนนี้ให้การศึกษาฟรีแก่นักเรียนทุกเชื้อชาติและ3ศาสนาของท้องที่นั้น คือ ยูดาห์ อิสลามและคริสต์ ผู้อำนวยการเป็นบาทหลวงที่ได้ศึกษามาจากสหรัฐอเมริกา นักเรียนทุกคนต้องเรียน 3 ศาสนาโดยเจ้าของศาสนาเป็นผู้สอน บาทหลวงที่เป็นผู้อำนวยการแสดงตัวว่าท่านเป็นชาวเผ่าพื้นเมืองของท้องที่มาตั้งแต่ก่อนชาวยิวเข้ายึดครองในสมัยของโมเสส (คือก่อน 3500ปีมาแล้ว) ท่านจึงไม่ใช่ชาวยิว ดังนั้นเมื่อรัฐบาลโรมันขับไล่ชาวยิวทั้งหมดออกจากดินแดนปาเลสไตน์ในปีค.ศ.135 คนเผ่าของท่านไม่ถูกขับไล่ คงอยู่กันต่อไปตามปรกติและขณะนั้นเผ่าของท่านนับถือศาสนาคริสต์กันเป็นล่ำเป็นสันโดยสาวกรุ่นแรกของพระเยซูที่มาจากกาลิลี ต่อมาเมื่อชาวมุสลิมเข้ามาตั้งหลักแหล่งและมีอำนาจ คนในเผ่าของท่านส่วนหนึ่งเปลี่ยนศาสนาเป็นมุสลิม แต่อีกส่วนหนึ่งยังคงยืนหยัดนับถือศาสนาคริสต์ต่อมาจนทุกวันนี้มีจำนวนประมาณสักหมื่นคนแบ่งออกเป็นออร์โทดอกซ์และคาทอลิก

จากประสบการณ์ข้างต้น ผมจึงต้องตั้งสมมุติฐานขึ้นมาเองว่า ผู้ได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพระหว่าง 40 วันนั้นส่วนมากเป็นชาวกาลิลีและพระเยซูทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ของ 40 วันในแคว้นกาลิลีที่ซึ่งมีผู้รู้จักมักคุ้นกันมาก่อนมากและพร้อมรับฟังและรับเชื่อบทบาทของพระองค์และกลายเป็นผู้เผยแผ่ข่าวดีของพระองค์อย่างแข็งขันทั้งในกาลิลี รอบกาลิลี และที่ไกลๆออกไปแล้วแต่ว่าใครจะมีธุระปะปังไปถึงไหน เพราะยังไม่มีการวางแผนชัดเจน ครั้นพระเยซูได้แถลงแผนการอำลาโลกณกรุงเยรูซาเลม จำนวนหนึ่งจึงยอมเหน็ดเหนื่อยเดินทางไปพร้อมกับเปโตรและสาวกอื่นๆ เสร็จพิธีอำลากลางสวนมะกอกแล้วพวกเขาก็พากันกลับบ้านด้วยความอิ่มอกอิ่มใจและทำหน้าที่และบทบาทตามคำกำชับของพระเยซู ได้ผลอย่างไรไม่มีใครบันทึกไว้ แต่ก็มีอย่างแน่นอนและอยู่ในความรับผิดชอบของเปโตรและอัครสาวก ควรจะเรียกได้ไหมว่าเป็นคริสตจักรแรกที่เกิดขึ้นในโลก หรือจะถือว่าเป็นสาขาของคริสตจักรแห่งเยรูซาเลมก็ตามใจจะเรียก เพราะลูกาบันทึกเฉพาะผลงานของสาวกที่ปักหลักอยู่ในกรุงเยรูซาเลมขณะนั้น ซึ่งปรากฏว่าผลงานไปได้เชื่องช้าและอืดอาดมาก เพราะมหาปุโรหิตยังคอยเฝ้าจับตาดูและเงี่ยหูฟังผลกระทบอย่างตั้งใจอยู่ตลอดเวลา ในทำนองเดียวกันก็ไม่มีบันทึกอะไรเลยเกี่ยวกับผลงานของอัครสาวกอื่นๆ บรรดาสาวก และผู้เชื่ออื่นๆที่นำเอาเทศนาจากใจ (kerygma=proclamation)ไปเผยแผ่ทุกหนทุกแห่งที่พวกเขาไปปรากฏตัวอยู่ ในฐานะเป็นข่าวดี (euangelion=good news) แม้แต่ในกรุงเยรูซาเลมเองลูกาก็บันทึกไว้เพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น ต้องสันนิษฐานเอาตามหลักวิชาการอีกมากเพื่อตอบสนองความอยากรู้ของนักวิชาการปัจจุบัน ที่แน่ๆก็คือ พวกที่อยู่นอกกรุงเยรูซาเลมโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่มาจากกาลิลี ทุกคนมีความตื่นเต้นกระตือรือร้นที่จะบอกที่จะเล่าแก่ผู้คนทุกคนที่ได้พบเห็นไม่ว่าที่ไหนและเมื่อใดว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์ (the Kingdom of Heaven) มาถึงแล้ว ง่ายมากที่จะเข้าอาณาจักรแห่งสวรรค์ คือ “ให้เชื่อตามบทเทศนาจากใจว่าพระเยซูเป็นพระบุตรมาจากสวรรค์ เกิด ตาย และฟื้นคืนชีพให้เห็นได้ด้วยตา ได้ยินกับหู สัมผัสได้ด้วยมือ ได้เสด็จขึ้นสวรรค์ไปแล้วต่อหน้าศิษยานุศิษย์กว่า 500 คน เพื่อให้พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาทำงานต่อตามกาละเทศะในแต่ละกรณี เพื่อให้ทุกคนที่ภักดีได้ฟื้นคืนชีพมีชีวิตนิรันดรในอาณาจักรแห่งสวรรค์ ใครเชื่อแค่นี้ก็พอแล้วสำหรับสมัยนั้น ให้รับศีลล้างบาป/บัปติสมาไว้เพื่อเป็นมัดจำหรือหลักฐานค้ำประกันให้เข้าอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้ พวกเขามีเครื่องมือเพียงแค่นี้สำหรับเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ใครประกาศข่าวดีก็ได้มัดจำ ใครตอบรับข่าวดีก็ได้มัดจำ ทำได้ง่ายมากและใครที่รับรู้แล้วก็อยากจะทำ เพราะบรรยากาศสังคมสมัยนั้นจูงใจให้อยากได้สิ่งที่ข่าวดีสัญญาจะให้ ข่าวดีนี้จึงแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วทั่วมหาอาณาจักรโรมันจนกว่าจะมีอำนาจใดในสังคมเริ่มรู้สึกว่าได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างยอมไม่ได้ อุปสรรคก็จะเกิดขึ้นทันทีในลักษณะต่างๆกันแล้วแต่กรณี ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนที่แล้วเกี่ยวกับการเผยแผ่ข่าวดีของโทมัสในอินเดีย บทความนี้จะพิจารณากรณีอื่นๆต่อไปเท่าที่มีผู้สนใจสร้างหลักฐานไว้ จริงบ้างน่าสงสัยบ้างก็ว่ากันไป

1.โทมัส (Thomas) ภาษาอราเมกและฮีบรูแปลว่า “ฝาแฝด” แปลเป็นภาษากรีกว่า Didymos ทำให้ไม่แน่ใจว่า Thomas Didymos เป็นชื่อจริงหรือชื่อเล่นทั้ง 2 คำที่แปลกันและกัน ทั้งไม่อาจแน่ใจได้ด้วยว่าบิดามารดาของท่านให้ชื่อใดไว้ก่อน เพราะรู้สึกว่าครอบครัวนี้ทันสมัย แม้นับถือศาสนายูดาห์ของบรรพบุรุษแต่ก็เปิดใจรับอารยธรรมกรีก-โรมัน และโทมัสก็มีการศึกษาทันสมัยรับราชการในกองเก็บภาษีของรัฐบาลโรมันได้ โทมัสเป็นคนโผงผาง ขวานผ่าซาก พูดจริงทำจริงและเชื่อจริง เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มทึ่ เมื่อพระเยซูฟื้นคืนชีพแล้ว คนอื่นได้เห็นแต่โทมัสยังไม่ได้เห็น ก็ได้แสดงอัตลักษณ์ทันทีว่า ถ้าไม่ได้เห็นกับตาไม่ได้คลำกับมือจะไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด แล้ววันต่อมาก็ได้เห็นจริงๆ พระเยซูทรงลองใจบอกให้ใช้นิ้วไชแผลหอกแทงเข้าหัวใจโทมัสก็เอานิ้วแหย่เข้าจริงๆเสียด้วย มีงานเขียนประเภทคัมภีร์นอกสารบบอยู่ 3 เล่มที่บันทึกเกี่ยวกับชีวิตและงานของโทมัสคือ

1.1 กิจการของโทมัส (the Acts of Thomas) ระบุว่าโทมัสเป็นฝาแฝดกับพระเยซู ชอบนั่งทางใน เคร่งครัดในการรักษาพรหมจรรย์ เกล็ดประวัตินอกจากที่เล่าไปแล้วยังมีดังต่อไปนี้

เรื่องงูสมัยเอวา วันหนึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งถูกงูกัด คู่รักของผู้ตายนำความไปบอกโทมัสเพื่อขอความช่วยเหลือ โทมัสนั่งทางในแล้วรู้ว่างูตัวนี้เป็นตัวเดียวกันกับที่หลอกเอวาและอาดัมให้กินผลไม้ต้องห้ามในสวนเอเดนในครั้งกระโน้น จึงใช้พลังจิตบังคับให้มันมาหาและเค้นเอาความจริงจนมันสารภาพว่า มันรักหญิงสาวคนนั้นที่ชายหนุ่มเข้ามาขัดขวางความรักของมัน มันจึงคิดจะกำจัดชายหนุ่มคู่แข่งเสียให้พ้นทางของมัน โทมัสบังคับให้มันสารภาพความผิดทั้งหมดที่ไล่เรียงไปได้จนถึงความผิดครั้งแรกที่ล่อลวงเอวาในสวนเอเดน พอเล่าจบท่านก็บำบัดถอนพิษงูออกจากร่างด้วยพลังภายใน ทั้งบังคับให้งูตัวนั้นกลั้นใจตายเพื่อป้องกันมิให้มันไปทำร้ายใครได้อีก

เรื่องลาพูดได้ วันหนึ่งโทมัสเดินสวนทางกับลาตัวหนึ่งในป่าละเมาะที่เดินผ่าน จิตของท่านหยั่งรู้ได้ว่ามันสืบเชื้อสายจากลาพูดได้ของบาอาลัม (Baalam) ที่คัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ ท่านจึงร้องทักสวัสดีและถามทุกข์สุข มันก็ตอบอย่างฉะฉาน ทั้งยังเชิญให้ท่านขึ้นนั่งบนหลังเพื่อจะเดินไปพลางสนทนากันต่อไปพลางจนถึงประตูเมือง ท่านกล่าวขอบคุณพร้อมทั้งลงจากหลังลาเพื่อจเะเดินข้าประตูเมือง พลันลาก็ล้มลงตายต่อหน้าต่อตาณตรงนั้น

ขับไล่ผีเจ้าชู้ สตรีนางหนึ่งเดือดร้อนจากการถูกผีเจ้าชู้เข้าสิง มันบังคับนางให้เปลื้องเสื้อผ้าอย่างไม่ถูกกาละเทศะทำให้ได้รับความอับอายขายหน้าอยู่บ่อยๆ หมอผีคนไหนขับไล่ออกไปมันก็กลับเข้ามาสิงอีก ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน โทมัสพบเข้าก็ใช้อำนาจจิตบังคับให้มันออกไปและไม่ให้กลับมาเข้าอีก มันออกทางปากและจมูกของนางเป็นควันไฟจางหายไป นางจึงใช้ชีวิตได้เป็นปรกติและมีความสุขตั้งแต่นั้นมา

เรียกวิญญาณกลับจากนรก วันหนึ่งโทมัสประกาศข่าวดีแก่คนพื้นเมือง ชายคนหนึ่งฟังแล้วเลื่อมใสทั้งข่าวดีและชีวิตสมถะเคร่งครัดของท่าน จึงขอรับศึลล้างบาปและปฏิญาณตนถือโสดและบำเพ็ญพรตเหมือนท่าน กลับไปบ้านบอกเลิกกับภรรยาแต่ภรรยาไม่ยอม เขาโกรธจัดจึงลงมือลงไม้จนภรรยาถึงแก่ความตาย วันต่อมาเขาไปร่วมพิธีบิขนมหปังของโทมัส ถึงตอนที่เขายื่นมือแบออกรับขนมปังศักดิ์สิทธิ์ มือของเขากลับลีบหมดแรงขยับเขยื้อนไม่ได้ โทมัสไถ่ถามได้ความจริงจึงให้เขาสารภาพผิดและยกโทษความผิดบาปในนามของพระเยซู พลันเขาก็หายเป็นปรกติ โทมัสใช้อำนาจจิตปลุกภรรยาของเขาให้ฟื้นจากความตายและมารายงานตัวต่อฝูงชน นางก็มาตามคำสั่งและเล่าประสบการณ์นรกที่ได้ไปเห็นมากับตาและรู้สึกจริงด้วยตัวเอง คนทั้งหลายที่ได้ฟังทุกคนรีบขอรับศีลล้างบาปเพื่อได้มัดจำเข้าอาณาจักรแห่งสวรรค์ของพระเยซู

ครอบครัวนายร้อย วันหนึ่งนายร้อยกลับจากราชการพบคนในบ้านทุกคนถูกผีสิงและอาละวาดกันเอ็ดอึง เขารีบขับรถม้าไปหาโทมัสซึ่งเขาได้ยินกิตติศัพท์ว่าบำเพ็ญพรตมีอาคมแก่กล้า เขาเร่หาจนพบ ท่านตกลงจะไปช่วยจัดการให้ แต่ทำอย่างไรม้าก็ไม่ยอมออกวิ่ง ท่านจึงใช้อาคมเรียกลาป่ามา 4 ตัวจัดการเทียมรถแทนม้าได้สำเร็จและวิ่งฉลุยมาหยุดที่หน้าบ้านของนายร้อย พลันลาตัวหนึ่งส่งเสียงออกเป็นภาษาคนบอกให้รู้ว่าผู้ประกาศข่าวดีของพระเยซูมาถึงแล้ว เท่านั้นแหละบรรดาผีร้ายทั้งหลายก็รีบจากไปเป็นกลุ่มควันลอยออกจากหลังคาบ้านเป็นก้อนๆ

ราชสำนักกลับใจ ณ เมืองใหญ่แห่งหนึ่ง เศรษฐิณีมิกโดเนีย (Mygdonia) แห่งเมืองปวารณาตัวเดินตามคำสอนของโทมัส สามีของนางผิดหวังมาก เกลี้ยกล่อมให้นางเปลี่ยนใจสักเท่าใดนางก็ไม่ยอม จึงเข้าเฝ้ากษัตริย์ขอพระบัญชาสั่งเนรเทศโทมัสออกไปจากประเทศของตน เพื่อประกอบการพิจารณาตามคำขอ กษัตริย์จึงรับสั่งให้ทหารไปนำตัวโทมัสเข้ามาสอบสวนในท้องพระโรงโดยให้ทุกคนที่สนใจเรื่องนี้เข้าฟังการพิจารณาได้ โทมัสเสนอข่าวดีอย่างฉะฉานเป็นที่ถูกพระเทัยและถูกใจทุกคนและทุกคนขอรับศึลล้างบาปรวมทั้งสามีของเศรฐิณีมิกโดเนียด้วย

ในอีกราชอาณาจักรหนึ่ง โทมัสถูกกล่าวหาจนถูกจับไปคุมขังและทรมาณให้ตายโดยเผาแผ่นเหล็กจนร้อนแดง บังคับให้ท่านขึ้นไปยืนบนนั้น ท่านก็ก้าวขึ้นไปยืนบนนั้นอย่างองอาจ แทนที่จะรู้สึกร้อนกลับมีน้ำพรุ่งออกมาจากแผ่นเหล็กซึ่งยังคงแดงอยู่แต่ไม่ร้อน ผลก็คือราชสำนักทั้งหมดกลับใจเชื่อข่าวดีและรับศีล้างบาป

ในอีกราชอาณาจักรหนึ่ง โทมัสถูกมัดกับเสาหินและถูกแทงด้วยหอก 4 ด้ามถึงแก่ความตายและถูกฝังณที่ประหารนั้นเอง ใครเป็นโรคอะไรมาระลึกถึงท่านณหลุมฝังศพนี้ก็ได้รับการบำบัดถ้วนหน้า ทั้งราชสำนักก็เลยกลับใจเชื่อข่าวดีและขอรับศีลล้างบาป ชาวอินเดียในแคว้นมาลาบายังชี้ให้นักท่องเที่ยวดูที่ฝังศพของท่านได้จนทุกวันนี้

คัมภีร์นอกสารบบเล่มนี้เป็นผลจากการรวบรวมเกล็ดประวัติของนักบุญโทมัส 1 ใน 12 อัครสาวกของพระเยซูซึ่งแยกย้ายกันออกเผยแผ่ข่าวดีการฟื้นคืนชีพนอกกรุงเยรูซาเลมหลังจากเปโตรประกาศตั้งคริสตจักรสากลณคฤหาสน์อาหารค่ำ(the Cenacle)ในกรุงเยรูซาเลมเมื่อเช้าตรู่วันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ.30  ซึ่งชาวคริสต์ประกอบพิธีระลึกทุกปีเรียกว่าเทศกาลเปนเตโกสต์หรือเทศกาล50(the Pentecost) คือ 50 วันหลังจากเทศกาลอีสเตอร์ ซึ่งทั้ง 2 วันปรับให้ตรงกับวันอาทิตย์เสมอ วันเทศกาล 50 จึงถือว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในฐานะได้รับพลังจากพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ตามพระสัญญาของพระเยซู ทุกคนที่ได้รับพลังพระจิตฯจะมีชีวิตชีวาและเริ่มหาโอกาสเผยแผ่ข่าวดี โทมัสเป็นคนหนึ่งในประเภทนี้ แม้ไม่มีหลักฐานประวัติศาสตร์รับรองว่าโทมัสไปที่ไหนและทำอะไรบ้าง แต่เกล็ดประวัติซึ่งมีอยู่มากมาย เท่าที่มีผู้รวบรวมไว้ในกิจการของโทมัสนี้ซึ่งก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นของที่เล่าลือกันจริง และสำนวนโวหารก็แสดงว่ามีต้นกำเนิดมาจากหลายแหล่งที่ต่างกันทั้งเวลาและสถานที่ ก็พอจะมีเหตุผลให้สรุปได้ว่าโทมัสซึ่งไม่มีชื่อในหมู่ผู้เผยแผ่ในกรุงเยรูซาเลม ก็คงได้ออกจากกรุงเยรูซาเลมจริง และคงมุ่งหน้าเอาข่าวดีของพระเยซูไปเผยแผ่ทางทิศตะวันออก เดินทางไปพลางก็ประกาศข่าวดีไปพลาง มีใครปวารณาตัวเป็นศิษย์ก็มอบหมายให้เป็นตัวแทนเผยแผ่ณที่นั้นต่อไป ตัวเองเดินทางมุ่งไปทางตะวันออกไปเรื่อยๆ ไปถึงอินเดียแล้วก็คงอยู่นานจนถึงแก่มรณาภาพ จึงมีเกล็ดประวัติในอินเดียค่อนข้างมาก

นักวิจารณ์ตัวบทเชื่อว่า แต่ละเกล็ดๆเกิดขึ้นในบรรยากาศต่างๆกันและในภาษาต่างๆกันรวมทั้งภาษาท้องถิ่นต่างๆของผู้เริ่มเล่าเป็นเรื่องเป็นราว สำหรับผู้เล่าและผู้รับฟังถือว่าเป็นคัมภีร์ศาสนาคริสต์ของพวกเขา เพราะในขณะนั้นยังไม่มีคัมภีร์ให้อ่านสักเล่มเดียว พวกเขาจึงพยายามจำด้วยศรัทธาและนำไปเล่าต่อๆไปตามศรัทธาและความสนใจ เมื่อจำเป็นก็มีการแปลเป็นภาษาที่ผู้ฟังต้องการแล้วก็เล่าต่อๆกันไปทั้งในภาษาเดิมและภาษาแปล บางครั้งก็มีการแปลกลับมาสู่ภาษาเดิมโดยมิได้ตั้งใจ จนในที่สุดบางเรื่องอาจจะสืบไม่ได้ว่าภาษาใดดั้งเดิมที่สุด การรวบรวมก็คงเกิดขึ้นทีละน้อยๆโดยอัตโนมัติโดยนักวิชาการผู้สนใจผูกเรื่องเข้าด้วยกัน ฉบับรวบรวมค่อยๆหนาขึ้นและมาจากหลายกระแส ในปัจจุบันรับรู้กันว่า ฉบับสมบูรณ์ที่สุดและเก่าที่สุดรวบรวมขึ้นในภาษาซีเรียโบราณในสำนักของอาจารย์บาร์เดอแซน (Bardaisan) แห่งอเดสเสอ(Edessa)ในศตวรรษที่ 3 ฉบับสมบูรณ์ภาษาอื่นๆล้วนแต่แปลมาจากภาษาซีเรียฉบับนี้

ที่สาธยายมานี้ก็ตั้งใจให้เป็นตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านได้สังเกตว่าศาสนาคริสต์(โดยเฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์ศาสนาคริสต์) มีความเป็นมาอย่างไร มิได้มีความพร้อมมาแต่แรก ซึ่งก็เป็นไปตามเจตนาของพระเยซูที่ให้กำลังใจอัครสาวกไว้ก่อนจะจากไปว่า “เรามีเรื่องจะบอกอีกมาก แต่พวกท่านไม่พร้อมที่จะเข้าใจ เราจะส่งพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์มากำกับพวกท่านเป็นเรื่องๆไปจนถึงวันสิ้นโลก” ชาวคริสต์จึงติดนิสัยเอาพระทัยพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เป็นที่ตั้งอยู่ร่ำไปว่าจะเอายังไงต่อไป

ที่คริสตจักรพร้อมใจกันไม่นับเป็นคัมภีร์ในสารบบนั้น เหตุผลสำคัญก็คือเน้นปาฏิหาริย์มากเกินไปและไม่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามเจนนาของพระเยซูเท่าที่ควร

1.2 พระวรสารโดยนักบุญโทมัส (the Gospel According to Saint Thomas) เน้นเล่าการทำปาฏิหาริย์ของพระเยซูโดยเฉพาะวัยเยาว์ซึ่งไม่สู้จะสร้างสรรค์และพัฒนาคุณภาพชีวิตตามเจตนาของพระเยซู ส่วนคำสอนก็ซ้ำกับที่มีในคัมภีร์ในสารบบอยู่แล้ว ส่วนที่เพิ่มเข้ามานั้นเน้นความสำคัญของการนั่งทางในซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระมานีและลัทธิ (Mani and Manicheism) มากกว่า ทั้งยังจับได้ว่าคัมภีร์เล่มนี้มีกำเนิดขึ้นในสำนักของพระมานีที่มีแนวโน้มทางเชื่อความรู้ที่ได้จากการนั่งทางในส่วนตัวมากกว่าคำสอนทางการของคริสตจักรภายใต้การนำของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์  จึงนับอยู่ในประเภทคัมภีร์นอกสารบบเช่นกัน

วิวรณ์ของโทมัส (the Apocalypse of Thomas) เขียนในลักษณะเป็นคำบันทึกของนักบุญโทมัสอัครสาวก ที่ได้รับการเปิดเผยขณะนั่งทางในถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนการสิ้นโลก แต่นักวิจารณ์พบหลักฐานว่าเขียนโดยนักนิยมนั่งทางในในราวต้นศตวรรษที่ 5 จึงจัดให้เป็นคัมภีร์นอกสารบบเช่นกัน

การฟื้นคืนชีพคือประเด็นร้อน

jesus

ซอกแซกหามาเล่า (263)

การฟื้นคืนชีพคือประเด็นร้อน

            ผู้เป็นเจ้ากี้เจ้าการตัวจริงดำเนินการให้มีการจับตัวและประหารชีวิตพระเยซูก็คือคายาฟาส (Caiaphas) ผู้ดำรงตำแหน่งมหาปุโรหิตในขณะนั้น ซึ่งถ้าข้าหลวงโรมันไม่อยู่ก็จะมีอำนาจตัดสินประหารชีวิตได้โดยพลการ แต่ในเมื่อมีข้าหลวงอยู่ประจำการก็สงวนอำนาจไว้ตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว และคายาฟาสก็วางแผนเกลี้ยกล่อมให้ข้าหลวงพานเฉิสไพเลท (Pontius Pilate) ได้สำเร็จด้วยเหตุผลว่า พระเยซูประกาศตัวเป็นคู่แข่งอำนาจกับพระมหาจักรพรรดิโรมัน หากไม่ตัดสินประหารชีวิตเสียตามหน้าที่ ก็อาจจะถูกฟ้องร้องว่าไม่รักษาผลประโยชน์ของพระมหาจักรพรรดิเป็นอย่างน้อย อาจร้ายแรงถึงกับเป็นศัตรูกับพระมหาจักรพรรดิก็ได้เชียวนะ โดนเม็ดเด็ดนี้เข้า ข้าหลวงโรมันรู้สึกเก้าอี้ตำแหน่งร้อนผ่าวทันที รีบอนุมัติโทษประหารตามที่ขอทันทีโดยไม่วายออกตัวต่อหน้าธารกำนันว่าหาความผิดอันใดมิได้ ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงถูกฟ้องกลับกันเป็นพัลวัน แต่สมัยนั้นทุกอย่างขึ้นกับเส้นกับดวง แม้ตำแหน่งจักรพรรดิก็ยังต้องอาศัยทั้งเส้นและดวง มิฉะนั้นทำอะไรก็อาจเป็นโทษไปหมด แต่มหาปุโรหิตตอบไปทันควันว่า “ขอให้ความผิดพลาดทั้งหมดตกอยู่บนหัวของพวกเราเถิด อันเป็นการเล่นสะบัดสำนวนหมายความว่า “ในกรณีนี้ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว” ซึ่งหมายความว่า “ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ทิ้งไพ่ใบนี้มีแต่ได้ รับรองไม่มีเสีย หากมีอะไรเสีย ข้าพเจ้าขอรับผิด (accountability) แต่ผู้เดียว ข้าหลวงโรมันรีบมอบตัวพระเยซูให้มหาปุโรหิตและมอบทหารหนึ่งกองร้อยไปจัดการตามกฎหมายโรมัน ราวกับปัดเผือกร้อนออกจากตัวได้สำเร็จ รีบปิดประตูจวนไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว ใครจะยำจะแกงอะไรและอย่างไรก็ช่างใคร ฉันไม่เกี่ยวและไม่รับรู้อะไรแล้ว แต่ก็ไม่วายกำชับผู้บังคับกองร้อยทหารโรมันว่า ให้ดูแลรักษาความสงบ อย่าให้มีการชิงตัวและชิงศพไปได้เป็นอันขาด ทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น ทหารดูแลรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างแข็งขันตามคำสั่ง ในเมื่อญาติขอศพไปฝังก็ได้ทำตามระเบียบ คือ ใช้หอกทิ่มเข้าที่หัวใจให้แน่ใจว่าตายจริงแล้วจึงอนุญาตให้ปลดศพลงจากไม้กางเขน เฝ้าดูการบรรจุศพในอุโมงค์ให้เห็นชัดเจนว่ามีการนำศพจริงเข้าอุโมงค์จริงโดยไม่มีการเปลี่ยนตัว ดูให้มีการปิดปากอุโมงค์โดยศพยังอยู่ในอุโมงค์จริง แล้วผู้กองก็จัดเวรเฝ้าปากอุโมงค์เป็นชุดๆ ชุดละ 8 ชั่วโมงตามกฎหมายโดยมีการมอบเวรกันตามกฎหมาย จนกว่าจะแน่ใจได้ว่าไม่มีแผนการขโมยศพด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะข้าหลวงรู้สึกโดยสัญชาตญาณนักปกครองว่าเป็นกรณีการเมือง ไม่ใช่กรณีกำจัดฝ่ายตรงข้ามอย่างธรรมดา

เมื่อทุกอย่างลงตัวได้อย่างนี้ มหาปุโรหิตเจ้าของทฤษฎีว่า “สละชีวิตพลเมืองคนหนี่งให้ตายไปแม้ไม่มีความผิด ยังดีกว่าชาติพังพินาศ” ก็รู้สึกหายใจโล่งอก รวมทั้งที่ปรึกษาคนสำคัญคืออันนาส (Annas) ผู้เป็นพ่อตาและอดีตมหาปุโรหิต โดยเชื่อว่าความฝันเฟื่องเรื่องพระเมสสิยาห์มาสร้างมหาอาณาจักรอิสราเอลขึ้นแทนมหาอาณาจักรโรมันคงจะค่อยๆจางหายไปกับการหายหน้าไปของพระเยซูและชาวยิวก็คงจะทำใจได้กับสภาวะการเมืองเฉพาะหน้า คือยอมให้ความร่วมมือเป็นส่วนหนึ่งของมหาอาณจักรโรมันโดยดุษณี

คายาฟาสและอันนาสหายใจโล่งอกได้เพียง 2 วัน รุ่งขึ้นวันที่ 3 ข้าหลวงให้ทหารมาส่งข่าวร้ายว่า ปากอุโมงค์เปิดเอง ในอุโมงค์ไม่มีศพ มีแต่ผ้าตราสังข์พับกองไว้เรียบร้อย จะให้ทำอย่างไรดี มหาปุโรหิตออกความเห็นให้ลงบันทึกเป็นทางการไว้ว่า ระหว่างทหารยามหลับใน มีคนมาขโมยศพไป กำลังดำเนินการตามตัวจับกุมผู้อุกอาจทำการนี้อยู่ ซึ่งใจจริงนั้นบอกว่าไม่น่าจะเป็นสานุศิษย์ที่กล้าทำการอุกอาจครั้งนี้ เพราะถ้ามีใครกล้าพอที่จะทำการได้เช่นนี้ก็น่าจะทำการในขณะที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่ ตายไปแล้วมาขโมยศพไปจะมีประโยชน์อันใด หากเอาศพไปเพื่อทำการโฆษณาชวนเชื่อ ก็ไม่น่าจะคุ้มค่าเสี่ยง เพราะอย่างไรเสียเรื่องต้องปูดออกและมีคนพบศพจนได้ จึงส่งคนไปเที่ยวสอดแนมจับชีพจรการเคลื่อนไหว ก็ไม่ได้ข้อมูลวี่แววอะไรจนแล้วจนรอด วันแล้วก็วันเล่า ศิษย์ของพระเยซูซ่อนเร้นตัวลีบตั้งแต่พระเยซูถูกจับกุมตัวเป็นต้นมา ไม่มีใครกระโตกกระตากทำการเคลื่อนไหวอะไรออกมาสู่สายตาประชาชน มีแต่ซ่อนตัวเงียบไม่ยอมแสดงอะไรทั้งสิ้น มีรายเดียวคือยูดาสสาวกผู้นำตำรวจประจำวิหารไปจับพระเยซูในสวนมะกอกเพื่อแลกกับสินบน 30 เหรียญ ครั้นเห็นพระเยซูถูกตัดสินประหารชีวิตได้แสดงความเสียใจด้วยการเอาสินบนมาคืนแต่ไม่มีใครรับ จึงเอาเงิน 30 เหรียญนั้นไปขว้างในพระวิหารแล้วไปแขวนคอตายเป็นการแสดงความรับผิดชอบชนิดไม่มีใครรับรู้ นอกนั้นเงียบเชียบกันหมด ที่สุดก็สรุปได้ว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ประเมินสถานการณ์ผิดไปเอง จะมัวกังวลใจไปไย ปล่อยให้เรื่องหายไปราวคลื่นกระทบฝั่งแหละดีที่สุด จึงทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่แล้วก็กลายเป็นว่า มหาปุโรหิตทั้งใหม่และเก่าคาดการณ์ผิดถนัด เพราะระหว่างนั้นศิษยานุศิษย์ของพระเยซูกำลังได้รับการอบรมบ่มเพาะแบบใหม่อย่างเงียบๆ พระเยซูทรงสอนอะไรบ้างระหว่างนั้นไม่สำคัญเท่าบรรดาศิษยานุศิษย์รุ่นนี้สำนึกในมโนธรรมว่าพระเยซูเป็นใครและต้องการให้ทำอะไร ความสำนึกกลายเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ประจำตัวของแต่ละคน ต่อไปแต่ละคนจะบอกจะเล่าจะเแสดงออกตามปรัชญาบริสุทธิ์ที่แต่ละคนสำนึก ไม่มีงบประมาณ ไม่มีแผนแม่บท ไม่มีโรดแมพ ไม่มีธรรมนูญ  ไม่มีชื่อองค์กร มีแต่ปรัชญาบริสุทธิ์ที่เป็นความสำนึกและพันธะในมโนธรรมที่ต้องทำตามความสำนึก ไม่มีองค์กรใดเหมือนและไม่เหมือนองค์กรใด ยิ่งรู้ยิ่งน่าศึกษา

ในระหว่างที่ฝ่ายกำจัดพระเยซูจากเวทีประวัติศาสตร์รู้สึกว่าทุกอย่างกำลังจางหายไปกับการล่วงเวลาอยู่นั้น เปโตรและพวกมีความสำนึกว่าพวกเขาได้พบพระเยซูในสภาพชีวิตใหม่ที่รับรู้จากพระเยซูเองว่าเป็นสภาพของชีวิตที่ร่างกายฟื้นคืนชีพ นั่นคือพระองค์ได้สิ้นชีวิตจริงในขณะที่ถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขนณเวลาบ่าย 3 โมง คือวิญญาณออกจากร่าง ทำให้ร่างกายมีสภาพเป็นศพไร้ชีวิตเพราะวิญญาณออกจากร่าง วิญญาณไม่รู้ตาย แม้ออกจากร่างก็ยังมีชีวิตอยู่เหมือนอยู่ในร่าง  วิญญาณคือปัญญาที่คิดได้เป็นอิสสระและรู้ทุกอย่างได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยร่างกาย แต่ถ้าอยู่ในร่างกายก็เป็นชีวิตของร่างกายทำให้ร่างกายมีชีวิตและร่วมรู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับร่างกายทำให้ร่างกายมีศักดิ์ศรีมากกว่าไม่มีวิญญาณ และวิญญาณเองแม้จะอยู่ได้และทำอะไรได้ทุกอย่างโดยไม่ผ่านร่างกาย แต่ในฐานะที่มีธรรมชาติคู่กับร่างกาย จึงมีแนวโน้มอยากทำอะไรโดยให้ร่างกายมีส่วนร่วมด้วยมากกว่า เพื่อความสุขที่บูรณาการ (integrated happiness) ดังนั้นพระเยซูจึงได้ถือโอกาสสอนจากประสบการณ์ให้เปโตรและพรรคพวกได้รู้ว่า วิญญาณแยกจากร่างกายไม่ถึงกับมีทุกข์ แต่ก็ไม่มีบูรณาการตามสารัตถะความเป็นมนุษย์ วิญญาณของพระองค์จำต้องแยกจากร่างกายชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อปฏิบัติพันธกิจตามแผนการของพระบิดา เสร็จแล้วจะต้องมาเข้าร่างตามเดิมเพื่อให้ร่างเดิม ฟื้นคืนชีพเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบบูรณาการมีร่างกายและวิญญาณครบถ้วนกระบวนการของมนุษย์คนหนึ่ง พระเยซูทรงรับมรณกรรมให้เห็นชัดๆ ทรงฟื้นคืนชีพให้เห็นกันชัดๆ จะได้รับรองอย่างเต็มปากได้ว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ได้เอกสิทธิ์นี้ด้วยเหตุผลเชิงปรัชญาชี้แจงกันได้ว่า ได้ชื่อว่าคนแล้วต้องมีทั้งกายและวิญญาณร่วมกันทำการทุกอย่างแบบเป็นหุ้นส่วนกัน และแม้จะทำอะไรได้อย่างแยกกันทำก็ไม่อยากทำอยู่ดีเพราะไม่สมศักดิ์ศรีที่เกิดมาเป็นคน ก็อยากจะทำอะไรๆไปให้มันสมบูรณ์แบบน่าภูมิใจมากกว่าทำอย่างครึ่งมนุษย์ เชื่อได้ว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นประเด็นใหญ่ที่เปโตรและพรรคพวกภายหลังนำออกเปิดเผยว่าพระเยซูได้ใช้เวลาซุ่มอบรมอย่างเงียบๆเป็นเวลา 40 วัน อีกประเด็นหนึ่งที่ทรงอบรมเข้มในช่วง 40 วันดังกล่าวคือเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าซึ่งเป็นอาณาจักรในโลกหน้าแต่ก็เป็นอาณาจักรในโลกนี้ที่เตรียมสมาชิกให้พร้อมเข้าอาณาจักรถาวรในโลกหน้าด้วย การอบรมทั้งหมด เป็นการพูดให้ฟังทำให้ดู ไม่มีการบันทึก แต่ให้จำและให้นำไปพูดต่อตามความสำนึกของแต่ละคน

การสัมมนาอบรมเข้มปิดลงด้วยการนัดชุมนุมใหญ่สุดท้ายของผู้ได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพ ณ บริเวณเนินเขากลางไร่มะกอกใหญ่นอกกำแพงกรุงเยรูซาเลมทางทิศตะวันออก พระเยซูทรงกล่าวคำอำลา ทรงอวยพรให้ทุกคนมีความสุข ทรงกำชับให้นำข่าวดีที่พระองค์ได้เปิดเผยไปบอกแก่ทุกคนที่บอกได้ ใครเชื่อก็จะได้อานิสงค์จากการปฏิบัติความรัก ทรงอวยพรและพระกายลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าหายลับไป ทั้งหมดนี้ไม่มีหลักฐานบันทึก ได้มาจากการบอกเล่าซึ่งต่อมาพบหลักฐานบันทึกจากผู้สนใจที่เริ่มรวบรวมเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับพระเยซู เพราะมีแต่พูดกันจากปากต่อปากมากเหลือเกินซึ่งนักประวัติศาสตร์เรียกว่า kerygma แปลตามภาษากรีกว่า “เทศนาจากใจ” มีผู้สนใจอยากอ่านก็มีผู้เขียนให้อ่านตอบสนองความต้องการ มีการเขียนอย่างนี้กันกระจัดกระจาย ต่อมามีผู้รวบรวมเป็นเล่มและมีผู้สนใจลอกต่อๆกันไป อาจจะมีหลายสำนวนซึ่งเนื้อหาตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้าง ปรากฏว่าสำนวนที่มีการอ้างอิงและผู้มีตำแหน่งรับผิดชอบรับรองมากที่สุดได้แก่สำนวนที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่าบ่อเกิดคิว (the Q-Source)

บ่อเกิดคิวเกิดมีขึ้นเป็นผลของการทำการเผยแผ่ข่าวดีของเปโตรและพรรคพวกในกรุงเยรูซาเลมเป็นหลัก จริงอยู่เมื่อส่งเสด็จพระเยซูสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณแล้ว ต่างก็แยกย้ายกลับสู่ที่พักในภูมิลำเนาของแต่ละคน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงได้แก่ชาวยิวที่เลื่อมใสในตัวพระเยซูที่มีภูมิลำเนาในกรุงเยรูซาเลมหรือชานกรุงและจากแคว้นกาลิลี เฉพาะสาวกที่ใกล้ชิดพระเยซูจริงๆซึ่งส่วนมากเป็นชาวกาลิลีมาพักอยู่ในบ้านของคหบดีที่ไม่ปรากฏชื่อเจ้าของบ้านและนักประวัติศาสตร์เรียกว่าบ้านอาหารค่ำ (The Cenacle) ซึ่งก็คงจะกว้างขวางพอสมควรมีชั้นบน (the Upper Room) ซึ่งคงได้เคยใช้เป็นที่พักแรมและที่ชุมนุมของพระเยซูกับสาวกใกล้ชิดอยู่บ่อยๆ ขนาดพระเยซูสั่งให้คนไปบอกว่าขอใช้เป็นที่เลี้ยงอาหารมื้อสุดท้ายก็จัดเตรียมให้ทุกอย่างพร้อมตามพระประสงค์ทันที คราวนี้นัดส่งพระเยซูเสด็จสู่สวรรค์ เปโตรและพรรคพวกที่เดินทางมาจากกาลิลีก็คงได้มาพักกันที่คฤหาสน์หลังนี้ล่วงหน้า ครั้นส่งเสด็จเรียบร้อยแล้วก็คงกลับมาค้างแรมอยู่ต่อไปจนได้เวลากลับบ้าน แต่คราวนี้ต้องอยู่ยืดเยื้อต่อไปอย่างไม่มีกำหนดซึ่งเจ้าของบ้านก็เต็มใจให้บริการเต็มที่ ทำให้น่าเชื่อว่าเจ้าของบ้านน่าจะเป็นแม่ม่ายนามว่ามารีย์คนหนึ่งที่อยู่เฝ้าที่เชิงกางเขนร่วมกับพระมารดา มีบุตรชายวัยรุ่นนามว่ามาระโกซึ่งต่อมาจะเป็นศิษย์ใกล้ชิดรับใช้เปโตรและรวบรวมคำสอนของเปโตร ครั้งนี้เปโตรเรียกประชุมนัดพิเศษเฉพาะผู้ตั้งใจอุทิศตัวเต็มเวลาให้กับงานเผยแผ่ข่าวดีตามที่พระเยซูทรงเน้นให้เกิดขึ้น จึงได้แก่สาวกใกล้ชิดที่มาจากกาลิลีทุกคน และคนในเยรูซาเลมที่ตั้งใจอุทิศตัวให้กับข่าวดีของพระเยซู นอกจากนั้นก็มีพระมารดากับสตรีจำนวนหนึ่งที่ตั้งใจอยู่ช่วยงานธุรการและบริการ แน่นอนว่าหนุ่มมาระโกก็คงได้ทำหน้าที่ผู้รับใช้อเนกประสงค์ตามธรรมเนียมของหนุ่มเจ้าของบ้าน

เปโตรแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงวัตถุประสงค์ของการสัมมนากำหนด 10 วันครั้งนี้ว่าเป็นการปฏิบัติตามเจตนาของพระเยซูที่ทรงกำหนดจะทรงส่งพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ (the Holy Spirit) ลงมาช่วยบำรุงกำลังกาย กำลังใจ และกำลังความคิดในวันที่ 10 ซึ่งพอดีตรงกับวันเทศกาล50 (Pentecost) คือ 50 วันหลังจากเทศกาลระลึกถึงการอพยพออกจากแผ่นดินอียิปต์มาอยู่ในแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ จึงถือว่าเป็นวันขอบคุณพระเจ้าด้วยการนำพืชผลต้นฤดูมาถวายรวมทั้งชำระภาษีศาสนาให้แก่พระวิหารแห่งกรุงเยรูซาเลม จึงปรกติทุกปีจะมีชาวยิวต่างแดนเข้ามาแสวงบุญและทำบุญกันมาก แต่สำหรับผู้เลื่อมใสในพระเยซู พระองค์จะเอาฤกษ์โดยการประทานพระจิตวิญญาณบริสุทธ์ลงมาหนุนกำลังเผยแผ่ข่าวดี จึงต้องมีการเตรียมจิตใจสำหรับวันมหาฤกษ์นี้ เปโตรเองก็ยังไม่รู้ว่าพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เป็นอย่างไร จะมาช่วยอย่างไร และจะทำอย่างไรกันต่อไป แต่ก็คิดว่าให้มาช่วยกันคิดวางแผนไว้ทำตามกำลังความสามารถ นอกเหนือจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์จัดการตามที่พระเยซูได้สัญญาไว้ว่า ให้ทำเต็มที่ตามความสามารถเฉพาะตัว นอกนั้นเป็นหน้าที่ของพระองค์ ทุกคนฟังเปโตรแถลงนโยบายแล้วก็เชื่อและวางใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดีหากทุกคนมุ่งมั่นทำเต็มกำลังความสามารถ

เรื่องที่อยากรู้น่ารู้แต่ไม่มีใครบันทึกเก็บไว้ให้รู้ว่า การสัมมนา10วันนี้มีผลอะไรบ้าง แต่ครั้นประเมินจากผลงานภายหลังก็พอจะเปิดทางให้สันนิษฐานได้บ้างว่าน่าจะมีกิจกรรมต่อไปนี้เกิดขึ้นบนชั้น 2 ของบ้านอาหารค่ำดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อยคือ

  1. รื้อฟื้นการเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้ายทุกวันเพื่อระลึกถึงพระเยซูโดยเปโตรเป็นผู้บิขนมปังแจกให้ทุกคนรับประทานจากขนมปังก้อนเดียวกันเพื่อแสดงความรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกันและรู้สึกว่าพระเยซูยังอยู่กับพวกเขาที่โต๊ะกินเลี้ยงนั้น
  2. เล่าแลกเปลี่ยนความประทับใจในขณะอยู่กับพระเยซู
  3. เลือกคนหนึ่งที่สมัครใจเข้าแทนตำแหน่งของยูดาสผู้นำจับพระเยซูและบัดนั้นฆ่าตัวตายไปแล้ว ได้ชาวเยรูซาเลมชื่อมัทธีอัส (Matthias)
  4. จัดแบ่งทิศทางกันออกเผยแผ่ข่าวดี มีคนคิดว่าใช้วิธีจับฉลาก ก็อาจเป็นไปได้ และก็คงจะดูความเหมาะสมของสถานการณ์ด้วย เช่น เปโตร ในฐานะหัวหน้าทีม ถือว่าชอบใจไปทางไหนก็ได้ทั้งสิ้น ส่วนยอห์นมีหน้าที่ดูแลพระมารดา พระมารดาอยู่ที่ไหนก็ต้องอยู่ที่นั่นและเผยแผ่ที่นั่น ส่วนเจมส์พี่ชายของยอห์น จับฉลากได้ทิศตะวันตกจึงมุ่งไปเผยแผ่ที่สเปน ครั้นมีธุระกลับมาที่กรุงเยรูซาเลมชั่วคราวก็ถูกกษัตริย์เฮโรดอกริปปาที่ 1 ซึ่งเพิ่งได้อำนาจปกครองยูเดียแทนข้าหลวงโรมัน จับประหารชีวิตในฐานะเย้ยหยันกฎหมายโรมันโดยยกย่องนักโทษประหารขึ้นเป็นวีรชนของชาวยิว เจมส์บุตรของอัลเฟอัสญาติของพระเยซู มีคนรู้จักมากในกรุงเยรูซาเลม จึงให้รับผิดชอบตั้งกลุ่มคริสตจักรแห่งเยรูซาเลมขึ้นเป็นคริสตจักราแรก ส่วนเปโตรนั้นทีแรกก็อาศัยอยู่อย่างไม่เป็นที่ในกรุเยรูซาเลมแล้วแต่ใครจะเชิญ ครั้นที่อันทิโอกมีสมาชิกมากและมีความคิดไม่ลงรอยกันหาใครชี้ขาดไม่ได้ เปโตรจึงไปอยู่ที่นั่นอย่างถาวรประกาศตัวเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดในนามของพระเยซู ครั้นกำหนดฐานันดรให้ชัดเจนแล้วก็ได้รับเชิญไปเป็นผู้บริหารชี้ขาดที่กรุงโรมซึ่งมีชาวยิวและไม่ใช่ยิวพอๆกัน ขนาดยิวด้วยกันก็ยังหาผู้ยุติความขัดแย้งไม่ได้ ถึงขนาดที่จักรพรรดิต้องแก้ปัญหาด้วยการขับไล่ยิวทุกคนออกจากกรุงโรมอยู่พักหนึ่งจนสิ้นรัชกาล และจักรพรรดิองค์ต่อไปไม่ติดพระทัยจะห้ามปรามอีก ชาวยิวจึงทยอยกันเข้ามาตั้งหลักแหล่งใหม่ดังเดิม แต่ความแตกร้าวทางความคิดเกี่ยวกับพระเยซูยังคงมีต่อมา
  5. ตกลงความหมายของข่าวดีว่า 1) ได้แก่พระสัญญาว่ามนุษย์ทุกคนตายเพื่อฟื้นคืนชีพมีชีวิตอมตะทั้งร่างกายและวิญญาณเหมือนที่ได้เห็นพระกายของพระเยซูว่าฟื้นคินชีพจริง 2)พระเยซูคือพระบุตรที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาซึ่งก็คือพระยาห์เวห์แต่องค์เดียว พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์คือพลังร่ามของพระบิดาและพระบุตร จึงไม่ใช่พระเจ้าอีกองค์หนึ่งต่างหาก

สรุป เมื่อสำรวจดูการก่อตัวของศาสนาคริสต์ในมหาอาณาจักรโรมันกับหลักเกณฑ์การบริหารงานที่ดีแล้ว ก็ดูเหมือนจะแทบไม่เข้าเกณฑ์อะไรเลย ทุกอย่างดูจะฉุกละหุกแบบตกกะไดพลอยโจนเสียเป็นส่วนมาก มีปัญหาอะไรก็ค่อยแก้ไปเป็นเปราะๆเฉพาะหน้า เหมือนครั้งหนึ่งที่เรามีการปฏิวัติกันอย่างฉุกละหุกและบังเอิญยึดอำนาจได้อย่างละม่อมแล้วไม่รู้จะจัดการกับความสำเร็จอย่างไรดี ก็ตัดสินใจทำตามความจำเป็นไปทีละเรื่องๆ มีปัญหาขึ้นเฉพาะหน้าอย่างไรก็แก้กันไปทีละเรื่องๆ จนรู้สึกจะแก้ต่อไปไม่ไหวแล้ว ก็ปล่อยให้เลือกตั้งกันตามเดิม ผลออกมาเละจนประชาชนทนไม่ไหวต้องออกมาแก้ปัญหากันเองจนนองเลือด วิธีการปฏิรูปสังคมโรมันของชนกลุ่มน้อยชาวคริสต์ในมหาอาณาจักรโรมันที่กำลังเรืองอำนาจอย่างสุดขีดและกำลังหลงไหลในอำนาจอย่างเต็มที่อย่างนั้น ย่อมเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ และชาวคริสต์รุ่นแรกภายใต้การนำของเปโตรก็สูญเสียจริง แต่สูญเสียอยู่ฝ่ายเดียวจนฝ่ายกำอำนาจสงสารและเห็นใจจนต้องเปลี่ยนใจมาสนับสนุนด้วยเหตุผลว่าได้วินวินทั้งคู่ แน่นอนว่าวิธีการเช่นนี้ไม่มีนักการเมืองใดหรือพรรคการเมืองใดคิดจะเอาอย่าง ส่วนชาวคริสต์กลับมองไปอีกอย่าง เพราะชาวคริสต์เชื่อว่าพระเจ้าได้ทรงมีแผนใหญ่คุมแผนย่อยไว้แล้วตั้งแต่ทรงดำริสร้างโลก (เอกภพ) และสร้างมนุษย์ แผนการของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่และครอบคลุมยากที่ใครจะเข้าถึงได้อย่างครบวงจร พระเจ้าทรงทราบดีว่ามนุษย์คิดอย่างไรก็อยู่ในกรอบกระบวนทรรศน์ใดกระบวนทรรศน์หนึ่ง แต่พระเจ้าทรงคิดแบบอนันต์นอกกรอบกระบวนทรรศน์ นี่คือความหมายที่เปโตรเข้าใจจากที่พระเยซูทรงกำชับให้ผู้คิดจะทำงานในทีมของท่านต้องเตรียมตัวรับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อทำงานภายใต้การดลใจของพระจิตซึ่งจะเข้าใจได้ในกรอบของกระบวนทรรศน์ร่วมสมัยแต่ละสมัย แต่จะสอดกคล้องกับทุกกระบวนทรรศน์โดยอัตโนมัติ เพราะทุกกระบวนทรรศน์ย่อมส่งผลรวมไปยังแผนรวมเพื่อเข้าใจแผนรวมของพระเจ้าได้เท่าที่แต่ละกระบวนทรรศน์จะสามารถเข้าใจได้ ซึ่งเปาโลได้กล่าวไว้ว่า ยังไงก็รู้ได้แค่เป็นภาพสะท้อนของกระจกเงา จนกว่าจะได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์นั่นแหละจึงจะเข้าใจได้โดยตรง ไม่ต้องอาศัยแสงสะท้อนอย่างทุกวันนี้ ชาวคริสต์ทั้งหลายจึงพอใจกับเงื่อนไขดังกล่าวและมีกำลังใจรอคอยให้ถึงวันนั้น

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑