หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน

ซอกแซกหามาเล่า (276) หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน             ก่อนที่เปาโลอายุได้ 26 ปี  เปาโลย่อมคิดตามโมเสสในฐานะที่เป็นศาสนิกที่ดีของศาสนายูดาห์ว่าใครไม่นับถือพระเจ้าที่มีนามว่ายาห์เวห์ ก็ถือว่าเป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์และเพราะฉะนั้นเป็นศัตรูกับผู้จงรักภักดีต่อพระยาห์เวห์ ไม่มีสิทธิ์ได้อะไรจากพระยาห์เวห์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มนุษย์ยุคหินทั้งหลายไม่มีใครรู้จักพระยาห์เวห์ จึงไม่มีสิทธิได้รับการดูแลจากพระยาห์เวห์ องค์ครรภะที่พวกเขานับถือนั้นก็คือสิ่งยอดเยี่ยมที่พระยาห์เวห์ทรงสร้างมา แต่แข็งข้อและแข่งบารมีกับพระยาห์เวห์ ผู้นับถือองค์ครรภะก็อาจจะได้ประโยชน์อยู่บ้างในวงจำกัด เมื่อ ตายไปแล้วก็ไม่มีอนาคต เพราะพระยาห์เวห์ไม่เคยรับรองว่าวิญญาณจะเป็นอมตะ อาจจะมีชีวิตในโลกของวิญญาณอยู่ต่อไปสักชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็สูญหายไป เพราะองค์ครรภะพระยาห์เวห์สร้างให้เป็นจิตอมตะก็จริง แต่ไม่มีอำนาจให้ความเป็นอมตะแก่ผู้อื่น ตั้งแต่อายุ 26ปีเป็นต้นมา ได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซูให้เป็นผู้ประกาศข่าวดีของพระองค์ โดยได้รับการเปิดเผยตรงว่า พระเยซูมิได้แอบอ้างเป็นนคู่แข่งกับพระยาหเวห์ แต่ทรงเป็นผู้ร่วมธรรมชาติผู้สร้างสรรพสิ่งกับพระบิดา ทรงใช้เจตจำนงอิสระตอบสนองพระทัยดีของพระบิดาด้วยการถ่อมองค์ลงรับร่างกายมนุษย์เพื่อสร้างความชอบธรรมสากลกอบกู้ย้อนหลังทั้งมนุษยชาติที่เดินตามมโนธรรมณวาระสุดท้าย ทรงฟื้นคืนชีพเพื่อค้ำประกันการฟื้นคืนชีพของร่างกายของมนุษย์ทุกคนที่อยากมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพนิรันดร ส่วนผู้ตัดสินใจฝืนมโนธรรมตลอดเวลาโดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง(metanoia)ก็ย่อมไม่อยู่ในข่ายที่เปาโลรับรอง และไม่อยู่ในพันธกิจของเปาโลที่จะฟันธงลงไปว่าจะเป็นอย่างไร ก็คงคิดว่าตามยถากรรมก็แล้วกัน เรื่องของ  Limbo, Eternal Hell, Temporary Purgatory เป็นเรื่องที่กำหนดกันภายหลัง เปาโลใช้ความมั่นใจจาการได้รับการเปิดเผยอันประเสริฐสุดนี้เพื่อปลอบใจศิษยานุศิษย์ที่อยากรู้และอยากมั่นใจในโลกหน้าของตนเองและของบรรพบุรุษทุกคนที่สืบสาวไปจนถึงบรรพบุรุษคนแรกสุดซึ่งจะต้องมี มิฉะนั้นแต่ละคนจะเป็นคนอยู่ในขณะของตนไม่ได้ ดังนั้นเมื่อมีลูกศิษย์คนใดที่คิดมากคิดไกลเป็นห่วงบรรพบุรุษของตนที่ตายไปในช่วงที่ยังเป็นมนุษย์ยุคหินว่าจะมีชะตากรรมโลกหน้าอย่างไรบ้าง เปาโลก็น่าจะปลอบใจได้อย่างฉะฉานมั่นใจว่า องค์ครรภะที่มนุษย์ยุคหินนับถือนั้นหาใช่พระเจ้าอีกองค์หนึ่งที่เป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์อย่างที่อ้างว่าเป็นคำสอนของโมเสสไม่ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าทั่วทั้งจักรวาลและผู้สร้างสรรพสิ่งมีได้แต่องค์เดียวเท่านั้น จะเรียกว่าอย่างไรนั้นไม่สำคัญ จะเข้าใจถูกบ้างผิดบ้างเพี้ยนไปอย่างไรนั้นไม่สำคัญ ขอให้นับถือในฐานะสิ่งสูงสุดตามที่สติปัญญาของตนเองเข้าใจก็เป็นพอ และขอให้มีมโนธรรมอย่างกว้างๆว่าเกรงใจท่านผู้นั้น สำนึกได้ว่าทำดีคือถูกใจท่านผู้นั้น ทำผิดใจท่านผู้นั้นแล้วไม่สบายใจ อยากจะขอโทษยกผิดและแก้ความผิด แค่นี้เปาโลก็ถือว่านับถือพระเจ้าแล้ว ไม่ว่าจะเรียกเป็นชื่อใดก็ตาม ขนาดเปาโลเองซึ่งถือว่าได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าในนามของพระเยซูโดยตรง ก็ยังรู้สึกว่ายังรู้เรื่องพระเจ้าอย่างรางๆเหมือนในกระจกเงาที่มัวๆ เพราะฉะนั้นรู้แค่ไหนและรู้สึกว่าพึงปฏิบัติอย่างไรก็ทำไปตามนั้นเถิด ถือว่าได้ทำตามมโนธรรมในขณะที่ทำ ถือว่าใช้ได้แล้ว เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์มามีดีวิเศษสุดก็ตรงนี้แหละ คือ มีมโนธรรมเป็นตัวชี้บอกที่พระผู้สร้างทรงรับรอง ใครที่เดินตามมโนธรรมจนถึงขั้นสุดท้าย ก็อยู่ในข่ายของแผนการกอบกู้สากล มีสิทธิ์เสมอหน้ากันที่จะได้ฟื้นคืนชีพและมีความสุขตลอดนิรันดร … Continue reading หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน

พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ

ซอกแซกหามาเล่า (275) พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ ความนำ ด้วยความสนใจเชิงวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชิงปรัชญาที่ผมบังเอิญโชคดีได้ไปเรียนรู้มาระดับโลกและยังดูแลการสอนปรัชญาระดับสูงสุดของชาติมิให้ตกยุค ก็ได้ติดตามกระแสความคิดปรัชญาระดับโลกอยู่ตลอดเวลา และได้รับรู้กระแสหนึ่งที่ยกย่องว่าความคิดปรัชญาของเปาโลในด้านปรัชญาศาสนา ยังทันสมัยและยังน่าศึกษาอยู่ไม่ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์หรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่นับถือศาสนาก็ตัดศรัทธาออกไปคงเหลือแต่การพิจารณาเนื้อหาปรัชญา หากมีศรัทธาก็เติมเต็มศรัทธาเข้าไปตามความพอใจว่าอยากจะคิดแบบคริสตจักรคาทอลิก หรือคริสตจักรโปรเตสแตนต์ หรือคริสตจักรออร์โทดอกซ์ ก็เท่านั้นเอง เราก็จะมีเรื่องคุยเรื่องปรัชญาที่ทันสมัยระดับโลกกันอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ต้องกังวลถึงความขัดแย้งที่ทำให้เสียมู้ด เราได้เห็นมาแล้วถึงความกังวลของลูกศิษย์ของเปาโลที่เธสะโลนิกาเรื่องโลกหน้า (ซึ่งมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาทุกยุคทุกสมัยมีความห่วงใยถึงกังวลเพราะเป็นประเด็นของปรัชญาศาสนาสากลที่ยังไม่ตกยุค) และเปาโลก็ได้ตอบไปตามปรัชญาของท่านซึ่งปรัชญาสากลถือว่ายังเป็นคำตอบที่ทันสมัยอยู่ในระดับหนึ่งในปัจจุบัน ส่วนว่าใครจะพอใจแล้วหรือยังเป็นเรื่องต้องพิจารณาลงไปถึงระดับกระบวนทรรศน์ต่อไป ชาวเธสะโลนิกาที่ถามปัญหาเรื่องโลกหน้าแก่เปาโลนั้นมีทั้งชาวยิวซึ่งมีบรรพบุรุษร่วมกับเปาโลไล่ไปได้ถึงอับราฮัม พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเปาโลจึงได้แก่พระเจ้าที่มีนามว่ายาห์เวห์ และบรรพบุรุษของอับราฮัมคือชาวเมโสโพเทเมีย ดังนั้นพระเจ้าของชาวเมโสโพเทเมียก็คือพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษของเปาโลนั่นเอง ชาวเธสะโลนิกาที่กังวลใจถามเรื่องนี้จากเปาโล นอกจากจะอยากรู้ว่าบรรพบุรุษชาวยิวของพวกเขาจะมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพหรือไม่แล้ว ก็คงอยากรู้ด้วยว่าบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษของพวกเขาที่นับถือศาสนาเมโสโพเทเมียจนตายไปแล้วนั้น จะมีโอกาสได้ฟื้นคืนชีพด้วยหรือไม่ คำถามนี้แม้สำหรับคนช่างคิดในปัจจุบันก็ยังเป็นปัญหาโลกแตกอยู่ดี เปาโลได้เขียนแถลงการณ์ตามเจตนาของพระเยซูว่าทุกคนมีสิทธิ์อย่างน้อยอาศัยพระเมตตาของพระองค์ซึ่งต้องมีความชอบธรรมสนับสนุนด้วย แหละนี่คือปรัชญาที่นักปรัชญาปัจจุบันมองว่าเปาโลมีปรัชญาที่ทันสมัยแม้ระดับกระบวนทรรศน์ปัจจุบันด้วย ยังอีกพวกหนึ่งก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน คือผู้ที่เชื่อในพระเยซูตามคติของเปาโล แต่พวกเขาเป็นชาวเมโสโพเทเมีย บรรพบุรุษของพวกเขานับถือพระเจ้าของชาวเมโสโพเทเมียที่ไม่มีชื่อว่ายาห์เวห์ แต่มีชื่อว่าอานุ (Anu) และของชาวอียิปต์โบราณที่มีชื่อว่าเรหรือรา (Re or Ra) ซึ่งตามคติของโมเสสที่เปาโลเคยเชื่อมาก่อนหน้านั้นก็คือศัตรูกับพระยาห์เวห์ บรรพบุรุษของพวกเขาจะมีสิทธิ์ได้ฟื้นคืนชีพด้วยไม้เนี่ย เป็นประเด็นคอขาดบาดตายเชียวนะ แถลงการณ์ของเปาโลมีนัยยะว่า ไม่มีปัญหา พวกนี้เป็นกลุ่มเดียวกันกับบรรพบุรุษซึ่งพระเยซูได้เตรียมแผนการแห่งความรอดไว้เรียบร้อยแล้ว ปัญหาที่จะต้องตีบทให้แตกอันทำให้ความคิดของเปาโลเข้าข่ายปรัชญาที่ทันทันสมัยของนักคิดปัจจุบันคืออะไร ทันสมัยตรงไหน คิดว่าเป็นเรื่องน่าสนใจควรซอกแซกหามาเล่า   เทวนิยมก่อนเมโสโพเทเมีย             หากพิจารณาจากคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเปาโลรู้เรื่องเป็นอย่างดี ก็ต้องนับว่าบรรพบุรุษสายอับราฮัมทุกคนนับถือพระยาห์เวห์และอยู่ในเกณฑ์ซื่อสัตย์ต่อพระยาห์เวห์ตามเกณฑ์ของโมเสส มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพในฐานะบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษแน่นอน 100 % อย่างไม่มีข้อกังขา ลูกหลานสบายใจได้ หลักฐานยืนยันจากไบเบิลปฐมกาล บทที่ 11 ข้อ 10-26 ว่า “เชมเป็นบุตรของโนอาห์ … Continue reading พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ

พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเปาโล

ซอกแซกหามาเล่า (274) พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเปาโล   เมื่อเปาโลออกแถลงการณ์ว่า “ในอดีตพระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเรา” (ฮีบรู 1:1) เปาโลน่าจะหมายถึงใคร และทำไมจะต้องอ้างไปถึงพระเจ้าของพวกเขา แน่นอนว่าเปาโลมิได้พูดออกมาอย่างพล่อยๆ สักแต่เป็นวาทศิลป์ที่ไร้ความหมายและไร้ความรับผิดชอบ ท่านจะต้องได้ตรึกตรองมาอย่างดีแล้ว และต้องการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการหมายนั้นจริงๆ และหากเป็นไปตามนั้นก็จะเปลี่ยนโฉมหน้าการนับถือศาสนาของมหาอาณาจักรโรมันสมัยนั้นและสมียต่อมาอย่างพลิกแผ่นดินทีเดียว และเปาโลก็คงตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น และก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า การนับถือศาสนาของคนทั้งโลกสำหรับเปาโลก็คือทุกศาสนาเท่าที่เปาโลรู้จักและมีการนับถือในมหาอาณาจักรโรมันเป็นสำคัญ ท่านจะคิดอะไรเลยกว่านั้นไปก็น่าจะให้เป็นส่วนของการสันนิษฐานต่อยอดมากกว่า และใครก็มีเสรีภาพที่จะทำได้ตามสิทธิเสรีภาพของการคิดเห็น “บรรพบุรุษของเรา” ก็ย่อมต้องหมายถึงบรรพบุรุษของเปาโลเอง รวมทั้งบรรพบุรุษของผู้ที่เปาโลคาดว่าจะสนใจอ่านแถลงการณ์ของท่านในสมัยนั้น บรรพบุรุษของเปาโลเอง ในฐานะที่เป็นชาวยิวย่อมรู้เหมือนกันทุกคนว่าชาวยิวทุกคนสืบสกุลจากต้นตระกูลเดียวกัน คือ อับราฮัม (Abraham) ซึ่งเป็นชาวเมโสโพเทเมียมีชีวิตอยู่ในราวก.ค.ศ.1900 ตามบันทึกของไบเบิลซึ่งเปาโลรู้จักดี มีระบุไว้ชัดเจนว่า บิดาของอับราฮัมนามว่าเทราห์ เป็นชาวเมืองอูร์ใกล้ปากแม่น้ำยูเฟรติสของดินแดนเมโสโพเทเมีย ด้วยเหตุผลกลใดไม่ประจักษ์ เทราร์อพยพพาบริวารนำทรัพย์สินเป็นกองคาราวานใหญ่ ต้อนฝูงสัตว์เคลื่อนไปทางเหนือตามทุ่งหญ้าสาธารณะระหว่างแม่น้ำยูเฟรทิสกับไทกริสสู่ต้นน้ำของแม่น้ำทั้งสอง ไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบไม่ร้อน เหนื่อยไหนพักนั่น ร้อนไหนหาที่เย็นคลายร้อนที่นั่น ก่อนจะเคลื่อนย้ายก็ส่งกองสอดแนมไปสำรวจทางเดินเสียก่อนว่าปลอดภัยไหม มีน้ำมีหญ้าพอเลี้ยงสัตว์ไหม มีเจ้าถิ่นนักเลงโตขวางทางที่พอจะเจรจาขอผ่านทางได้ไหม หากต้องมีการฝ่าด่านกันก็คำนวณดู่ว่าฝ่ายตนมีอาวุธพอจะหักด่านได้คุ้มค่าหรือไม่ หรือจะหาทางอ้อมไปทางอื่นจะคุ้มกว่า ดูสภาพการอพยพย้ายถิ่นแล้วก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่าเทราร์น่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ของนครรัฐอูร์ที่มีความเก่งกล้าสามารถ แต่ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้านครตามกฏมณเฑียรบาล จึงคิดไปหาที่ตั้งนครรัฐใหม่เอาดาบหน้า โดยพาเอาบุตรชายอับราฮัมของตน นาโฮร์น้องชายของอับราฮัม และหลานปู่โลท(บุตรของบุตรชายฮาราน)ไปด้วย เดินทางได้ประมาณ 1,000 ก.ม.พบที่ว่างชัยพภูมิดีเทราร์จึงตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนอิสระให้ชื่อว่าฮารานตามนามของบุตรสุดท้องที่ตายไป เมื่อเทราร์ถึงแก่กรรมลงอับราฮัมก็ได้เป็นหัวหน้าชุมชนแทน เป็นชุมชนที่ลอกแบบจากอูร์ คือนับถือเทพเทวีและปฏิบัติศาสนกิจต่างๆตามที่เคยปฏิบัติมาก่อนในอูร์ อับราฮัมมีเทพองค์หนึ่งที่เคารพบูชาเป็นพิเศษเป็นเทพประจำตัว ทุกข์ร้อยอะไรขอแล้วมักจะได้ จึงดูแลกันเป็นพิเศษ ก็คงจะต้องเป็นเทพองค์หนึ่ง ในระบบเทพของชาวเมโสโพเทเมียนั้นแหละ น่าเสียดายที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้ ระบุไว้เพียงกว้างๆว่าเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษ ซึ่งต่อมาภายหลังได้ทรงเปิดเผยพระนามแก่โมเสสว่ายาห์เวห์ และโมเสสได้ประกาศเป็นพระบัญญัติว่า … Continue reading พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเปาโล

จดหมายถึงชาวเธสะโลนิกา 2

ซอกแซกหามาเล่า (273) จดหมายถึงชาวเธสะโลนิกา 2   ความนำ             มกราคม ค.ศ.50 เปาโลอายุ 40 ปี เดินทางจากเอเธนส์โดยสารรถม้าสาธารณะไปทางตะวันตกสู่โครินทร์พร้อมกับทิโมธีและสิลาส บนรถม้าพบครอบครัวยิวพ่อค้าเต็นท์เชื่อในพระเยซูถูกขับไล่จากกรุงโรมมาตั้งโรงงานใหม่ที่โครินธ์ ชื่ออควีลา (Aquila) และปริสชิลลา(Priscilla) เปาโลจึงสมัครรับจ้างทำเต็นท์และขอพักอยู่ประจำ ส่งทิโมธีไปเยี่ยมส่งข่าวและสืบข่าวคริสตจักรแห่งเธสะโลนิกาที่เพิ่งจากมาอย่างรีบด่วน และส่งสิลาสไปเยี่ยมคริสตจักรฟีลิปปี ทิโมธีกลับมารายงานว่าคริสตจักรเธสะโลนิกามีกำลังใจดี แต่มีปัญหาบางประการที่ต้องการคำแนะนำจากเปาโลโดยฉะเพาะอย่างยิ่งว่าบรรพบุรุษของพวกเขาจะมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพหรือไม่ เพราะเปาโลสอนไว้ว่าเมื่อพระเยซูเสด็จมาครั้งที่ 2 พวกเราที่เชื่อในพระองค์จะได้ไปต้อนรับพระองค์บนท้องฟ้าและพระองค์จะนำหน้าพาเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ พวกเขาพอใจมากกับคำยืนยันนี้ แต่พวกเขามีปัญหาว่า และถ้าใครตายไปก่อนจะทำอย่างไร ส่วนสิลาสนำเงินบริจาคของคริสตจักรฟีลิปปีมามากพอที่เปาโลไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อมีเวลาเผยแผ่ข่าวดีมากขึ้น เปาโลจึงเขียนจดหมายไปถึงชาวเธสะโลนิการับรองว่าผู้ที่ตายไปก่อนจะได้ฟื้นคืนชีพและไปต้อนรับพระเยซูบนท้องฟ้าก่อนผู้ไม่ตายเสียอีก จึงไม่ต้องเป็นห่วง ซ้ำยังยืนยันให้กำลังใจเกินจำเป็นไปอีกหน่อยเพื่อแสดงความเป็นกันเองว่า “เราผู้ยังมีชีวิตและรออยู่จนถึงวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมา…เราผู้ยังมีชีวิตอยู่ จะถูกรับขึ้นไปในกลุ่มเมฆพร้อมกับพวกเขา” ข้อความนี้ถูกใจพวกไม่อยากตาย คือไม่อยากให้วิญญาณออกจากร่างกายและร่างกายกลายเป็นศพ แต่อยากให้ชีวิตนี้กลายเป็นชีวิตอมตะนิรันดรไปโดยอัตโนมัติ จึงพยายามตีความให้เข้าสเป๊กของตนโดยอ้างว่าเป็นคำสอนของเปาโลโดยปริยายและปรับชีวิตให้เข้ากับความเชื่อนี้อย่างเต็มร้อย พวกเขามีความตื่นเต้นกระตือรือร้นที่จะใช้เวลาไปอยู่ตามที่สาธารณะเพื่อหาใครก็ได้ที่ยอมฟังเขาประกาศอย่างตื่นเต้นออกหน้าออกตาว่า ใครก็ตามที่เชื่อในพระเยซู นอกจากตัวเองจะมีชีวิตอมตะนิรันดรทั้งวิญญาณและกายซึ่งถ้าไม่รีบตายเสียก่อนที่พระเยซูจะมารับเอาตัวไปขึ้นสวรรค์ ก็จะไม่ต้องผ่านความตาย คือ วิญญาณไม่ต้องออกจากร่างแล้วค่อยกลับเข้ามารวมกันใหม่ คือ ไม่อยู่ในประเภทบรรพบุรุษที่จะได้ฟื้นคืนชีพ ซึ่งก็นับว่าดีอยู่ แต่ไม่ถึงใจพระเดชพระคุณเท่าประเภทไม่ต้องตาย แต่จากสภาพมนุษย์เดินดินกลายเป็นเทวดาเดินฟ้าไปชั่วพริบตา “เราจะได้อยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไป จงใช้ถ้อยคำเช่นนี้ปลอบใจกันเถิด” (1เธสะโลนิกา  4:17-18) จึงมีการเสนอโปรโมชั่นแบบต่างๆเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในประเภทไม่ต้องตายก่อนไปสวรรค์ แค่นี้ยังพอทำเนา เปาโลได้ข่าวมาว่าบางคนไปไกลกว่านั้นอีก จนเปาโลทนไม่ไหว ต้องรีบเขียนจดหมายไปชี้แจงปรับความเข้าใจด้วยสำนวนค่อนข้างจะดุดัน เพราะในจดหมายฉบับแรก เปาโลได้ใช้สำนวนกำกวมที่ชวนให้ตีความเข้าล็อคของคนกลุ่มนั้นหนักเข้าไปอีกว่า  “เราขอบอกท่านว่า เราผู้ยังมีชีวิตและรออยู่จนถึงวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา จะไม่ได้เปรียบบรรดาผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว” (1เธสะโลนิกา 4:15) … Continue reading จดหมายถึงชาวเธสะโลนิกา 2

ทำไมเปาโลจึงเขียนจดหมายเธสะโลนิกา

ซอกแซกหามาเล่า (272) ทำไมเปาโลจึงเขียนจดหมายเธสะโลนิกา             เปาโลเดินทางถึงโครินธ์พร้อมกับอาควิลาและปริสชีลลาครอบครัวยิวนักธุรกิจที่ถูกขับไล่ออกจากกรุงโรมเพราะเหตุที่ชาวยิวทะเลาะกันวุ่นวายเกี่ยวกับว่าพระเยซูเป็นเมสสิยาห์หรือไม่ จักรพรรดิไม่อยากสอบสวนหาความจริงและไม่อยากตัดสินจึงมีคำสั่งเฉพาะการณ์ขับไล่ออกจากกรุงโรมเสียทุกคนทั้ง 2 ฝ่าย ครอบครัวอาควิลาอยู่ฝ่ายเชื่อพระเยซูก็ต้องออกจากกรุงโรมตามกำหนด อพยพมาอยู่ที่โครินธ์เพราะมีคนรู้จักช่วยให้มีที่อยู่อย่างดีและดำเนินธุรกิจได้ตามเดิม ครอบครัวนี้ยังมีที่ให้เปาโลอยู่ร่วมชายคาได้อย่างสะดวกสบายไร้กังวลและรับอุปัฏฐากทุกอย่างเพื่อให้เปาโลทำการเผยแผ่ได้โดยสะดวก มีสวนในบริเวณบ้านให้เปาโลใช้เป็นที่สงบอารมณ์และคิดสร้างสรรค์ตามความพอใจหรือจะใช้เป็นที่พบปะกลุ่มเล็กๆเพื่อทำอะไรก็ได้ เป็นบุญของเปาโลในที่สุด เมื่อออกจากเอเธนส์ ทั้ง 3 อคันตุกะ คือ เปาโล ทิโมธี และสิลาสเดินทางไปโครินธ์ด้วยกันจนรู้ว่าเปาโลพักที่ไหนแล้ว เปาโลได้ใช้ให้ทิโมธีไปส่งข่าวและรับข่าวจากชาวเธสะโลนิกา และใช้สิลาสไปส่งข่าวและรับข่าวจากชาวฟิลิปปีด้วยความคิดถึงและเป็นห่วง นัดทั้ง 2 ให้ไปรายงานที่โครินธ์  ระหว่างที่รอผู้ไปเยี่ยมกลับมารายงาน เปาโลชอบใช้เวลาว่างในสวน คิดทบทวนถึงงานที่ได้ทำไปแล้วและวางแผนทำให้ดีขึ้นต่อไป คิดถึงว่าได้เปลี่ยนวิถีชีวิตมาเผยแผ่ข่าวดีของพระเยซูตั้งแต่อายุ 26 (ค.ศ.36) มาถึงขณะนี้อายุ 41 เป็นเวลา 15 ปีแล้ว ได้รู้ได้เห็นได้ผจญภัยถึงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ได้มีโอกาสประกาศข่าวดีที่ไหนก็มีผู้พร้อมอาสาเป็นผู้ประกาศต่ออย่างเสียสละ จำใจจำจากกันมาอย่างอาลัยอาวรณ์อย่างไม่มีหวังจะได้เห็นหน้ากันอีก  แต่ก็คิดถึงกันและต้องการกำลังใจจากกันและกัน คิดถึงการเทศน์การสอนแต่ละครั้งก็ปรากฏความเข้าใจใหม่ๆที่แสดงออกเฉพาะหน้าแล้วก็จางหายไปกับสายลม ไม่มีการบันทึกไว้ หากมีการบันทึกไว้บ้างก็คงจะดี ผู้รับก็คงจะเก็บไว้อ่านแล้วอ่านอีก ใครไม่มีต้นฉบับก็คงอยากคัดลอกเอาไปไว้อ่านให้ซึมซับ เพื่อนฝูงคนรู้จักมักจี่ก็อาจจะขอลอกต่อๆกันไปอ่านเองและให้คนอื่นที่สนใจได้อ่านด้วย ข้อเขียนก็จะช่วยการเผยแผ่ข่าวดีและอาจจะได้ผลดีกว่าได้ฟังเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา เพราะข้อเขียนอาจจะเขียนได้เนื้อหาครบถ้อยกระทงความและเขียนให้ได้ความลึกซึ้งมากกว่าพูด ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่เขียนไปให้ที่หนึ่งอ่าน ก็ยังใช้เป็นเนื้อหาไปพูดในที่อื่นๆต่อไปอีกกี่แห่งก็ได้ คิดใคร่ครวญอยู่อย่างนี้ก็พอดีธิโมทีกลับจากเธสะโลนิการายงานข่าว ที่มีทั้งดีและน่าเป็นห่วงซึ่งต้องคิดแก้ไข แต่ก็รอให้สิลาสกลับมาจากฟิลิปปีและปรึกษากันก่อน   โคริทธ์ที่เปาโลปักหลักอยู่ถึงปีครึ่ง             ในชั้นแรกที่เปาโลมุ่งหน้าไปที่เอเธนส์ก่อนก็คงตั้งใจไปปักหลักเผยแผ่ข่าวดีณที่นั้น แต่คงจะหาธรรมสถานยิวเป็นจุดเริ่มต้นไม่ได้ ประสบการณ์บรรยากาศในห้องประชุมรัฐสภาคงได้ทำให้เปาโลรู้สึกว่างานที่นั่นคงเดินได้ช้า เพราะมีนักปรัชญามากกว่านักการศาสนา ผู้คนใจไม่สู้เปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง สู้โครินธ์ไม่ได้ซึ่งอยู่ไปทางตะวันตกไปประมาณสัก 100 ก.ม.อันเป็นศูนย์กลางการสัญจรและการติดต่อธุรกิจของนักธุรกิจจากสารทิศ … Continue reading ทำไมเปาโลจึงเขียนจดหมายเธสะโลนิกา

เปาโลอบรมชาวเธสะโลนิกา

ซอกแซกหามาเล่า (271) เปาโลอบรมชาวเธสะโลนิกา เปาโลรับใช้ข่าวดีของพระเยซูด้วยกระบวนการธรรมาภิบาลที่ทันสมัยล้ำยุคครบวงจรด้วยระบบ 3พ คือ พิมพ์เขียว(มีโรดแมพคือโครงการสู่ความสุข) พิมพ์น้ำเงิน(มีการอบรมสม่ำเสมอ) และพอเพียงผลผลิต(สร้างผลงานที่เป็นต้นแบบได้) พิมพ์เขียวของเปาโลก็คือคำสอนหลัก (kerigma or fundamental catechesis) ของศาสนาคริสต์ที่นักประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์เชื่อว่าคณะอัครสาวก 12 ท่านของพระเยซูได้ตกลงให้สอนเหมือนกันก่อนจะแยกย้ายกันออกปฏิบัติการซึ่งย่อมต้องสมมุติว่าบนฐานของคำสอนพื้นฐานที่ต้องสอนเหมือนกันตามตัวอักษรนั้น แต่ละคนมีสิทธิ์และควรขยายความตามความถนัดและความสนใจของแต่ละท่านโดยไม่ให้ขัดแย้งกับคำสอนหลัก คำสอนหลักของศาสนาคริสต์เกิดขึ้นในปีค.ศ.30 เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ไปแล้ว จึงหมายความว่าพระเยซูเองมิได้ทรงกำหนดเอาไว้ แต่บรรดาอัครสาวกจำได้ว่าพระเยซูได้ทรงกำชับไว้ก่อนจากพวกเขาไปครั้งสุดท้ายโดยเสด็จสู่สวรรค์ว่า อย่าเพ่อแยกย้ายกันจนกว่าจะได้รับพระจิตวิญญาณบริสุทธ์เสียก่อน และต่อไปให้ทำกิจการประกาศข่าวดีภายใต้การชี้แนะของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาได้ทำตามข้อกำชับของพระเยซูและเชื่อว่าได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วจริงๆจึงได้แยกย้ายกันออกทำการตามอุดมการณ์ของแต่ล่ะท่าน ไม่มีการบันทึกไว้ว่าท่านได้ตกลงอะไรกันไว้บ้าง แต่ภายหลังก็มีผู้สังเกตว่าทุกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รับเชื่อข่าวดีนั้นมีข้อเชื่อเหมือนกันอยู่จำนวนหนึ่งที่ต่อมาได้ชื่อว่าคำสอนหลักที่ทุกคนรับเชื่อเหมือนกัน นอกนั้นเป็นส่วนขยายที่ตรงกันบ้างต่างกันบ้าง แต่ไม่ขัดแย้งกัน ถ้ารู้สึกว่าขัดแย้งกันก็มีมาตรการหาผู้มีอาญาสิทธิ์ตัดสิน ส่วนเสริมที่ต่อมามีผู้รวบรวมขึ้นเป็นคัมภีร์รุ่นแรกๆที่รับรู้กันเองเป็นกลุ่มๆตามอัธยาศัย จนถึงปีค.ศ.410 จึงเริ่มมีการกำหนดรายชื่อคัมภีร์ที่รับรองและรับรู้กันทั่วคริสตจักรและกลายเป็นคัมภีร์ในสารบบโดยปริยาย จึงเห็นได้ว่าในศาสนาคริสต์พระเยซูมิได้ทรงกำหนดอะไรตายตัวไว้แต่ยังขณะมีชีวิต แต่ทรงสอนในลักษณะประกาศข่าวดีไปเรื่อยๆโดยมิได้แสดงเจตนาหาสมาชิกและกำหนดจุดตั้งคริสตบริษัท แต่สอนไปเรื่อยๆเหมือนกับต้องการปฏิรูปศาสนายูดาห์ที่มีอยู่เดิมให้เข้าใจให้ถูกต้องและปฏิบัติตามที่เข้าใจ จนถึงวันสิ้นพระชนม์ก็ยังดูเหมือนกับว่ายังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่ทำให้เชื่อได้ว่าจะมีการสืบสานเจตนารมณ์ต่อไปได้ การฟื้นคืนชีพของพระองค์ในวันที่สามหลังการตายจึงถือได้ว่าเริ่มต้นนับ 1  การตายของพระองค์ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ เพราะพระองค์เป็นบุคคลประวัติศาสตร์แม้ชีวประวัติของพระองค์จะไม่เป็นประวัติศาสตร์ทั้งหมดก็ตาม เพราะบางส่วนบางตอนในชีวประวัติของพระองค์แม้ชาวคริสต์เองก็ยังไม่ยอมรับ ทำให้เรื่องราวที่ไม่เป็นประวัติศาสตร์แต่มีบันทึกไว้เหล่านั้น เป็นภาษาศาสนา คือจริงตามระดับศรัทธา นั่นคือศรัทธามากก็จริงมาก ศรัทธาน้อยก็จริงโดยมีเงื่อนไข หากไม่ศรัทธาเลยก็ไม่จริงเลย การเกิดของพระเยซูเป็นประวัติศาสตร์ แต่ประวัติศาสตร์ไม่รับรู้ว่าเกิดวันเดือนปีใด วันคริสตมาส 25 ธันวาคมจึงเป็นภาษาศาสนา ส่วนวันฟื้นคืนชีพมีผู้คำนวณได้ตามข้อมูลเท่าที่รู้ว่าตรงกับวันที่ 9 เมษายน แต่ก็เป็นเพียงภาษาศาสนาและคำนวนจากการใช้ข้อเชื่อแห่งศรัทธาประกอบ เป็นต้น แม้เหตุการณ์ฟื้นคืนชีพจะเป็นภาษาศาสนาล้วนๆ  แต่ศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพของพระองค์เป็นข้อเท็จจริงประวัติศาสตร์ 100 % คือมีผู้ตระหนักเชื่ออย่างศรัทธาจำนวนหนึ่งจริงๆตั้งแต่ปีค.ศ.30 เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ และจำนวนหนึ่งศรัทธาถึงขนาดทุ่มเทถึงขนาดเลือดตกยางออกและยอมพลีชีวิตให้แก่ภาษาศาสนาดังกล่าว … Continue reading เปาโลอบรมชาวเธสะโลนิกา

เมื่อเปโตรเผชิญหน้าเปาโล

ซอกแซกหามาเล่า (270) เมื่อเปโตรเผชิญหน้าเปาโล มีคัมภีร์เล่ม 1 ใน 27 เล่มที่เป็นคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ของชาวคริสต์โดยเฉพาะชื่อกิจการอัครสาวก นิพนธ์โดยลูกาซึ่งเป็นคนเชื้อสายกรีกมีศรัทธาต่อพระเยซู มีอาชีพเป็นแพทย์ ไม่เคยได้เห็นพระเยซู แต่เมื่อเชื่อแล้วก็เป็นหนุ่มไฟแรง ทิ้งอาชีพแพทย์ อุทิศเวลาคลุกคลีช่วยเป็นล่ามและเลขานุการประจำตัวของเปโตร ภายหลังเปโตรให้ติดตามช่วยเปาโล ซึ่งดูตามสายตาของมนุษย์แล้ว ก็ไม่รู้ว่าให้ไปช่วยหรือให้สอดแนมดูความจริงใจของเปาโล หรือทั้ง 2 อย่าง แต่แล้วลูกาก็เห็นความจริงใจของเปาโลศรัทธาในการทุ่มเทที่เปาโลมีต่อพระเยซูและแผนการสร้างอาณาจักรพระเมสสิยาห์ จึงได้เขียนคัมภีร์กิจการอัครสาวกขึ้นเพื่อยกย่องตำแหน่งประมุขคริสตจักรของเปโตร ต่อด้วยการยกย่องความเสียสละและความยิ่งใหญ่ในงานธรรมทูตของเปาโล ลูกาเป็นนักวิชาการทางแพทย์ แต่ทางด้านปรัชญาศาสนานั้นสู้เปาโลไม่ได้ คัมภีร์ที่ท่านนิพนธ์จึงใช้โวหารชาวบ้าน แสดงศรัทธาแบบชาวบ้าน จึงเป็นภาษาที่นักปรัชญาเรียกว่าภาษาศาสนาที่ไม่สามารถเสนอความจริงระดับลึกอย่างภาษาวิชาการได้ แต่เสนอความจริงระดับลึกกว่า จะลึกเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับศรัทธาของผู้ตีความแต่ละคนว่าเข้าเฉียดความจริงระดับลึกที่สุดของศาสดาผู้ประทานสูตรข้อเชื่อไว้ให้ ผิดกับเปาโลที่มีความรู้ระดับนักวิชาการ เมื่อนิพนธ์จดหมายจึงเป็นภาษาวิชาการที่เสนอความจริงระดับวิชาการได้ ภาษาศาสนาของท่านจึงมีความหมายระดับลึกกว่าที่เป็นความจริงใกล้ความหมายที่ศาสดาเข้าใจ ผู้ตีความจึงสามารถใช้ศรัทธาของตนเองสืบสานต่อให้ใกล้เข้าไปอีกได้ ลูกาได้บันทึกรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับการกลับใจของเปาโลจากการเป็นผู้นำคนหนึ่งของขบวนการปราบผู้ยกย่องพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์มาเป็นผู้อยากเผยแผ่อุดมการณ์อาณาจักรของพระเมสสิยาห์เสียเอง และเป็นผู้ขยายผลอาณาจักรพระเมสสิยาห์สู่ระดับสากล สำนวนโวหารเต็มไปด้วยปาฏิหาริย์และปลุกศรัทธา ซึ่งไม่มีคุณค่าทางวิชาประวัติศาสตร์จนกว่าจะมีหลักฐานประวัติศาสตร์มารับรอง เปาโลเล่าไว้ในจดหมายถึงชาวกาลาเทียด้วยภาษาวิชาการระดับลึก ที่วิชาการประวัติศาสตร์รับรองว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า ข่าวดีที่ข้าพเจ้าประกาศไปแล้วนั้น มิใช่มาจากมนุษย์ เพราะข้าพเจ้ามิได้รับมาจากมนุษย์ มิโด้เรียนรู้จากมนุษย์ แต่ได้รับจากการเปิดเผยของพระเยซูคริสตเจ้า ท่านทั้งหลายต้องเคยได้ยินเรื่องชีวิตในอดีตของข้าพเจ้า เมื่อยังยึดถือประเพณีของชาวยิว ว่าข้าพเจ้าเคยเบียดเบียนพระศาสนจักรของพระเจ้าอย่างรุนแรง และพยายามทำลายด้วย  ข้าพเจ้าได้ก้าวหน้าในลัทธิยิวมากกว่าเพื่อนชาวยิวรุ่นเดียวกันหลายคนและมีจิตใจร้อนรนอย่างยิ่งในการรักษาประเพณีของบรรพบุรุษ ครั้นแล้วพระเจ้าทรงเลือกสรรข้าพเจ้าใว้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ก็ทรงเรียกข้าพเจ้าเดชะพระหรรษทานของพระองค์ และพอพระทัยที่จะแสดงพระบุตรของพระองค์ในตัวข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้ประกาศข่าวดีถึงพระบุตรแก่บรรดาคนต่างศาสนา ข้าพเจ้าไม่รีรอที่จะปรึกษากับมนุษย์ผู้ใดเลย  หรือแม้แต่จะขึ้นไปกรุงเยรูซาเลมเพื่อพบกับผู้เป็นอัครสาวกก่อนข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าออกเดินทางไปยังอาระเบีย และกลับมายังดามัสกัสอีก สามปีต่อมาข้าพเจ้าขึ้นไปกรุงเยรูซาเลมเพื่อทำความรู้จักกับเคฟาส และพักอยู่กับเขาเป็นเวลา 15 วัน ข้าพเจ้าไม่พบอัครสาวกอื่นๆนอกจากยากอบผู้เป็นน้องชายขององค์พระผู้เป็นเจ้า … Continue reading เมื่อเปโตรเผชิญหน้าเปาโล