Category: ซอกแซกหามาเล่า

หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน

paolo

ซอกแซกหามาเล่า (276)

หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน

            ก่อนที่เปาโลอายุได้ 26 ปี  เปาโลย่อมคิดตามโมเสสในฐานะที่เป็นศาสนิกที่ดีของศาสนายูดาห์ว่าใครไม่นับถือพระเจ้าที่มีนามว่ายาห์เวห์ ก็ถือว่าเป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์และเพราะฉะนั้นเป็นศัตรูกับผู้จงรักภักดีต่อพระยาห์เวห์ ไม่มีสิทธิ์ได้อะไรจากพระยาห์เวห์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มนุษย์ยุคหินทั้งหลายไม่มีใครรู้จักพระยาห์เวห์ จึงไม่มีสิทธิได้รับการดูแลจากพระยาห์เวห์ องค์ครรภะที่พวกเขานับถือนั้นก็คือสิ่งยอดเยี่ยมที่พระยาห์เวห์ทรงสร้างมา แต่แข็งข้อและแข่งบารมีกับพระยาห์เวห์ ผู้นับถือองค์ครรภะก็อาจจะได้ประโยชน์อยู่บ้างในวงจำกัด เมื่อ ตายไปแล้วก็ไม่มีอนาคต เพราะพระยาห์เวห์ไม่เคยรับรองว่าวิญญาณจะเป็นอมตะ อาจจะมีชีวิตในโลกของวิญญาณอยู่ต่อไปสักชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็สูญหายไป เพราะองค์ครรภะพระยาห์เวห์สร้างให้เป็นจิตอมตะก็จริง แต่ไม่มีอำนาจให้ความเป็นอมตะแก่ผู้อื่น

ตั้งแต่อายุ 26ปีเป็นต้นมา ได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซูให้เป็นผู้ประกาศข่าวดีของพระองค์ โดยได้รับการเปิดเผยตรงว่า พระเยซูมิได้แอบอ้างเป็นนคู่แข่งกับพระยาหเวห์ แต่ทรงเป็นผู้ร่วมธรรมชาติผู้สร้างสรรพสิ่งกับพระบิดา ทรงใช้เจตจำนงอิสระตอบสนองพระทัยดีของพระบิดาด้วยการถ่อมองค์ลงรับร่างกายมนุษย์เพื่อสร้างความชอบธรรมสากลกอบกู้ย้อนหลังทั้งมนุษยชาติที่เดินตามมโนธรรมณวาระสุดท้าย ทรงฟื้นคืนชีพเพื่อค้ำประกันการฟื้นคืนชีพของร่างกายของมนุษย์ทุกคนที่อยากมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพนิรันดร ส่วนผู้ตัดสินใจฝืนมโนธรรมตลอดเวลาโดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง(metanoia)ก็ย่อมไม่อยู่ในข่ายที่เปาโลรับรอง และไม่อยู่ในพันธกิจของเปาโลที่จะฟันธงลงไปว่าจะเป็นอย่างไร ก็คงคิดว่าตามยถากรรมก็แล้วกัน เรื่องของ  Limbo, Eternal Hell, Temporary Purgatory เป็นเรื่องที่กำหนดกันภายหลัง เปาโลใช้ความมั่นใจจาการได้รับการเปิดเผยอันประเสริฐสุดนี้เพื่อปลอบใจศิษยานุศิษย์ที่อยากรู้และอยากมั่นใจในโลกหน้าของตนเองและของบรรพบุรุษทุกคนที่สืบสาวไปจนถึงบรรพบุรุษคนแรกสุดซึ่งจะต้องมี มิฉะนั้นแต่ละคนจะเป็นคนอยู่ในขณะของตนไม่ได้

ดังนั้นเมื่อมีลูกศิษย์คนใดที่คิดมากคิดไกลเป็นห่วงบรรพบุรุษของตนที่ตายไปในช่วงที่ยังเป็นมนุษย์ยุคหินว่าจะมีชะตากรรมโลกหน้าอย่างไรบ้าง เปาโลก็น่าจะปลอบใจได้อย่างฉะฉานมั่นใจว่า องค์ครรภะที่มนุษย์ยุคหินนับถือนั้นหาใช่พระเจ้าอีกองค์หนึ่งที่เป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์อย่างที่อ้างว่าเป็นคำสอนของโมเสสไม่ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าทั่วทั้งจักรวาลและผู้สร้างสรรพสิ่งมีได้แต่องค์เดียวเท่านั้น จะเรียกว่าอย่างไรนั้นไม่สำคัญ จะเข้าใจถูกบ้างผิดบ้างเพี้ยนไปอย่างไรนั้นไม่สำคัญ ขอให้นับถือในฐานะสิ่งสูงสุดตามที่สติปัญญาของตนเองเข้าใจก็เป็นพอ และขอให้มีมโนธรรมอย่างกว้างๆว่าเกรงใจท่านผู้นั้น สำนึกได้ว่าทำดีคือถูกใจท่านผู้นั้น ทำผิดใจท่านผู้นั้นแล้วไม่สบายใจ อยากจะขอโทษยกผิดและแก้ความผิด แค่นี้เปาโลก็ถือว่านับถือพระเจ้าแล้ว ไม่ว่าจะเรียกเป็นชื่อใดก็ตาม ขนาดเปาโลเองซึ่งถือว่าได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าในนามของพระเยซูโดยตรง ก็ยังรู้สึกว่ายังรู้เรื่องพระเจ้าอย่างรางๆเหมือนในกระจกเงาที่มัวๆ เพราะฉะนั้นรู้แค่ไหนและรู้สึกว่าพึงปฏิบัติอย่างไรก็ทำไปตามนั้นเถิด ถือว่าได้ทำตามมโนธรรมในขณะที่ทำ ถือว่าใช้ได้แล้ว เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์มามีดีวิเศษสุดก็ตรงนี้แหละ คือ มีมโนธรรมเป็นตัวชี้บอกที่พระผู้สร้างทรงรับรอง ใครที่เดินตามมโนธรรมจนถึงขั้นสุดท้าย ก็อยู่ในข่ายของแผนการกอบกู้สากล มีสิทธิ์เสมอหน้ากันที่จะได้ฟื้นคืนชีพและมีความสุขตลอดนิรันดร แม้ขณะที่ตายจะไม่รู้ว่ามีการฟื้นคืนชีพก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่ประการใด ส่วนผู้ที่ไม่ยอมฝืนมโนธรรมมาตลอดเล่า จะมีชะตากรรมอะไรตามมาหรือไม่ เรื่องนี้เป็นรหัสธรรมลึกลับระหว่างเขากับพระเจ้า เชื่อว่าพระองค์มีวิธีการที่เหมาะสมที่จะจัดการอย่างนุ่มนวลไม่มีอะไรจะตำหนิติเตียนได้จากแง่มุมของพระเมตตา เปาโลจึงแนะนำและปลอบใจให้ความสบายใจแก่ทุกฝ่าย

 

โลกหน้าของชาวอียิปต์โบราณเปาโลว่าไง

ชาวอียิปต์โบราณสืบเชื้อสายจากมนุษย์ยุคหินสายฮามีติ (ไบเบิลระบุว่าสืบเชื้อสายจากฮามบุตรชายคนหนึ่งของโนอาห์) มีหลักฐานทางโบราณคดีว่ามีมนุษย์ยุคหินจากที่ราบสูงทางใต้เข้ามาตั้งหลักแหล่งทำกินตามลุ่มแม่นำไนล์ตั้งแต่ในราว ก.ค.ศ. 10,000 พบเครื่องใช้ทองแดงในราวก.ค.ศ.4200 เริ่มจับกลุ่มกันเป็นนครรัฐ 3 ประเภท คือ 1.นครรัฐแบบพ่อเมืองของเกษตรกรปกครองแทนเทพฮอร์เริส (Horus) ซึ่งได้สอนชาวบ้านให้รู้จักใช้คันไถและเครื่องมือเกษตรตลอดจนเทคนิคการเกษตร ทั้งยังแนะนำให้รู้เงื่อนไขที่ทำให้เป็นอมตะทั้งกายและวิญญาณในโลกหน้า 2.นครรัฐแบบพ่อเมืองของนักล่าสัตว์แทนเทพเซธ (Seth) ซึ่งได้สอนชาวบ้านให้รู้จักเลี้ยงสัตว์ การตายคือวิญญาณออกจากร่างกลายเป็นสัมพเวสีดีและร้ายจนกว่าจะได้เกิดใหม่หรือมีเทพรับไว้เป็นบริวาร 3.นครรัฐของชาวเซมีติคที่เป็นนักรบซึ่งปกครองโดยสุริยเทพอวตาร พวกนี้นำการเขียนหนังสือและระบบกฎหมายจากเมโสโพเทเมียมาให้รู้จักใช้และพัฒนา สุริยเทพไม่สนพระทัยใช้มนุษย์เป็นบริวารอย่างอื่นนอกจากเป็นนักรบ รางวัลจากเทพคือการได้ความสุขในโลกหน้า

 

ศาสนภาวะของชาวอียิปต์

            Herodotus นักประวัติศาสตร์ศาสนาชาวกรีกโบราณที่ได้ศึกษาศาสนาของชาวอียิปต์โบราณอย่างดีได้สรุปคุณสมบัติทางศาสนาของชาวอียิปต์โบราณไว้ว่า ชาวอียิปต์เอาจริงกับโลกหน้ายิ่งกว่าชนชาติใดในโลก ดังปรากฏหลักฐานว่าพวกเขาตั้งชื่อสถานที่ต่างๆให้เเกี่ยวข้องกับเทพไว้มากมายเป็นพิเศษ ทิ้งอนุสรณ์ความเสียสละทุ่มเทเพื่อแสดงศรัทธาต่อศาสนาไว้อย่างมากมายมโหฬาร และ3. มีคัมภีร์แสดงความมั่นใจว่าเทพจะดูแลและช่วยให้พวกเขามีชีวิตอมตะและมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

 

ความเชื่อเรื่องโลกหน้า

  1. สวรรค์ของสุริยเทพ อยู่บนท้องฟ้า วิญญาณของฟาโรห์เมื่อออกจากร่างจะลอยขึ้นท้องฟ้ามุ่งหน้าสู่สุริยนาวาเพื่อรวมตัวกับสุริยเทพเร (Re) ส่วนวิญญาณของประชาชนผู้จงรักภักดีต่อฟาโรห์ก็จะมุ่งขึ้นไปสู่ดาวดวงใดดวงหนึ่งเพื่อทำหน้าที่เป็นบริวารของสุริยเทพต่อไปโดยการรวมตัวกับแสงของดาวดวงนั้น จะเป็นดาวดวงไหนแล้วแต่องค์สุริยเทพจะทรงกำหนด
  2. สวรรค์ของเทพอซายเริส (Osiris) อยู่ใต้ดินหรือเมืองบาดาลซึ่งเทพอซายเริสดูแลให้ความสุขตอบแทนผู้จงรักภักดีและปฏิบัติตามข้อกำหนดของพระองค์อย่างครบถ้วนตามที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้ในคัมภีร์คู่มือผู้ตาย (The Book of the Dead) ซึ่งผู้ประสงค์จะเข้าสวรรรค์ของพระองค์จะต้องท่องให้จำได้ทุกตัวอักษร เพราะไม่แน่ใจได้ว่าแม้จะใส่ในหีบศพให้ วิญญาณจะสามารถเอาติดตัวไปได้หรือไม่

คู่มือกำชับว่า พอวิญญาณ (ka) ออกจากร่างและตั้งตัวติด ให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตกให้ได้เสียก่อน แล้วจึงมุ่งหน้าเดินทางตรงไปทางนั้นจนกว่าจะพบทางลงสู่โลกใต้บาดาล พอผ่านพ้นประตูเมืองบาดาลก็จะพบเทพอซายเริสประทับปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงนั้น เพื่อคัดวิญญาณที่มีคุณภาพให้เข้าเสวยสุขเป็นรางวัลในสวรรค์ใต้บาดาลของพระองค์ วิญญาณที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะหายวับเป็นความเปล่าหรือถูกอสูรกินไปซึ่งชาวอียิปต์กลัวกันมาก ส่วนวิญญาณที่ผ่านเกณฑ์ได้ชื่อว่า ma-a kheru (justified soul = วิญญาณผ่านการตัดสินว่าชอบธรรม, วิญญาณชอบธรรรม) วิญญาณชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่ตราบเท่าที่ศพยังไม่สลายตัวจนวิญญาณจำไม่ได้ ดังนั้นในช่วงกลางวันวิญญาณจะกลับมาเฝ้าดูแลศพและทำอะไรแทนศพได้ ชาวอียิปต์จึงเป็นชาติที่กลัวผีมาก พอตะวันตกดินจะรีบเดินทางลงสู่โลกใต้บาดาลเพื่อต้อนรับสุริยเทพเรซึ่งเสร็จธุระบริการประชาชนทั้งวันก็ชอบที่จะพักผ่อนกับวิญญาณของผู้ชอบธรรมในสวรรค์ใต้บาดาลตลอดคืน วิญญาณชอบธรรมทั้งหลายจึงรีบไปขอพรและร่วมความสุขกับพระองค์และผู้ชอบธรรมทั้งหลาย ในคู่มือผู้ตายมีคาถาแก้ไขอุปสรรคการเดินทางไปและกลับระหว่างโลกบนดินกับโลกใต้บาดาลเผื่อไว้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าดังกล่าวซึ่งต้องท่องจำไว้เสมอ เชื่อกันว่าศพสลายตัวเมื่อใดวิญญาณจะสลายตัวเช่นเดียวกัน เพื่อค้ำประกันความไม่รู้ตายนิรันดร เทพอซายเริสได้ประทานคาถาไว้ให้ในคู่มือผู้ตายเพื่อใช้แก้ลำได้เช่นกัน จึงต้องพยายามจำไว้ใช้เมื่อถึงคราววิกฤต มีบางตำราว่าวิญญาณที่ไม่มีศพเทพอซายเรินช่วยได้ก็แค่วิญญาณไม่ต้องตาย แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าสู่สวรรค์ใต้บาดาล มีสิทธิ์ไปอยู่ในสวรรค์ต้นอ้อ ซึ่งให้ความสุขน้อยกว่าสวรรค์ใต้บาดาล ทั้งนี้ก็คงเพราะต้องการเน้นความสำคัญของการทำมัมมี่

 

ประมวลเทพของอียิปต์

.           1. ชุดอซายเริส มีเทพอซายเริสเป็นผู้รับผิดชอบให้มีการนับถือเทพทั้งหลายอย่างถูกต้องด้วยการร่วมพิธีกรรมและการดำเนินชีวิตประจำวันชองชาวบ้านทั่วไป รายละเอียดได้จากหนังสือของพลูทาร์ค (Plutarch) เรื่อง De Iside ซึ่งได้ไปศึกษาหาข้อมูลโดยตรงจากอียิปต์สมัยนั้น อซายเริสเป็นโอรสของเจ้าพ่อฟ้าเกบ (Geb) กับเจ้าแม่ธรณี ได้น้องสาวอายเสิส (Isis) เป็นชายา มีโอรสนามว่าฮอร์เริส (Horus) เสด็จจากสวรรค์ลงมาปกครองอียิปต์เป็นแบบอย่าง ทรงสอนให้รู้จักชีวิตสังคมอยู่กันเป็นเมือง ทรงสอนอาชีพเกษตรกรรม ทรงสอนให้รู้จักนับถือศาสนา พิธีกรรมศาสนาและการปฏิบัติในชีวิตเพื่อได้ชีวิตอมตะในโลกหน้า สอนเรื่องโลกหน้าและการเดินทางของวิญญาณไปสู่สวรรค์ เมื่อได้ปกครองอย่างร่มเย็นเป็นสุขได้ 28 พรรษาก็เกิดเรื่องใหญ่ในวันเฉลิมฉลองนั้นเอง เทพเซธ (Seth พลูทาร์คเรียก Typhon) ซึ่งในความรู้สึกของชาวกรีกทั่วไปเป็นอสูรที่น่าเกลียดน่ากลัวและร้ายกาจที่ปรากฏตัวในหลายรูปแบบ แต่คัมภีร์ไบเบิลกลับยกให้เป็นบุตรชายคนที่ 3 ของอาดัมกับเอวาและได้รับพระพรจากพระยาห์เวห์อย่างเต็มที่) เซธเป็นพระอนุชานำสมุนมาด้วย 72 นายโดยอ้างว่านำของขวัญมาร่วมงานแสดงความยินดี ครั้นได้ฤกษ์ก็ประกาศหาผู้อาสาทดลองเข้าไปนอนในหีบสลักสวยงามที่แบกมาเป็นของขวัญในงาน ใครเข้าไปนอนได้พอดีที่สุดจะยกให้เป็นของขวัญ พอดีเทพกษัตริย์อซายเริสดำเนินผ่านมาชมการแสดงด้วย เซธจึงเชิญให้พระองค์ลองเข้าไปนอนวัดดวงเป็นเชิงร่วมสนุก เผื่อพอดีตัวจะได้มอบเป็นของขวัญพิเศษประจำงานเสียเลย พออซายเริสเสด็จเข้าไปลองนอนดูเพื่อความสนุกของงาน บรรดาสมุน 72 คนที่รู้งานเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ก็รีบปิดฝาหีบและช่วยกันรีบแบกหีบออกไปจากวังมุ่งไปยังฝั่งแม่น้ำไนล์ เพื่อโยนลงแม่น้ำให้ไหลออกสู่ทะเลแดง จะได้หายสาปสูญไปเลย เมืองหลวงแทนเนิส (Tanis) ตั้งอยู่บนเดลต้าของแม่น้ำไนล์ไม่ไกลจากปากอ่าวเท่าไรนัก  จึงไหลไปไม่นานก็ออกปากอ่าวเข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนโดยไม่มีใครได้พบเห็น ลอยเท้งเต้งออกกลางทะเลลึกได้ลมพัดเข้าเกยตื้นที่ชายหาดของเมืองบีโบลส (Byblos ปัจจจุบันคือเมือง Jubayl ของเลบานอน อยู่เหนือเมืองหลวงไบรุตขึ้นไปประมาณ 32 กิโลเมตร ปาปิรุสของเมืองนี้ใช้ทำกระดาษและหนังสื่อได้ดีมาก นับเป็นสินค้าออกที่สำคุญที่สุด ทำให้ชื่อเมืองนี้แปลว่าหนังสือในภาษากรีก กลายมาเป็นคำ bible และ Bible) พระมเหสีอายเสิสตามหาจนเอาพระศพของอซายเริสคืนมาได้ เอาไปซ่อนไว้ในป่าละเมาะ เซธก็พบและสับเป็นชิ้นๆโยนลงแม่น้ำไนล์ให้ปลากิน พระนางอายเสิสก็เพียรเก็บรวบรวมมาได้ทั้งหมดและทำพิธีปลุกเสกจนฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ อซายเริสจึงเป็นบุคคลแรกที่มีร่างกายฟื้นคืนชีพเป็นอมตะร่วมกับวิญญาณ  ได้มอบราชสมบัติให้ฮอร์เริสโอรสเป็นกษัตริย์ปกครองอียิปต์ ให้พระมเหสีอยู่สอนมนุษยืให้มีสิทธิ์เป็นอมตะทั้งวิญญาณและกาย พระองค์ทรงนิพนธ์คู่มือผู้ตายเพื่อแนะนำเคล็ดต่างๆเพื่อให้ผู้มีสิทธิ์ในโลกหน้าจะได้ไม่พลาดโอกาส แล้วพระองค์ก็เสด็จไปบริหารสวรรค์ใต้บาดาลให้เป็นไปตามกำหนด

2.ชุดสุริยเทพ มีสุริยเทพเป็นผู้รับผิดชอบที่จะให้ผู้บริหารการเมืองและการศาสนาได้รู้ถึงปรัชญา กฎหมายและการเมือง เพื่อยังความสุขแก่ชาวอียิปต์ทุกคน นครรัฐต่างๆถวายพระนามและเล่าประวัติต่างๆกันตามที่คณะปุโรหิตของแต่ละนครรัฐสอน

 

ปรัชญาศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ

            อาจจะแบ่งออกได้เป็น 6 กระแส คือ

            1.กระแสชาวบ้าน ผู้ถือกระบวนทรรศน์ที่ 1 จะนับถือเทพหลายองค์ตามกรณีต่างๆตามที่เชื่อว่าเป็นผู้มีอำนาจฟันธง เรียกว่าถือลัทธิพหุเทวนิยมอย่างเต็มตัว ส่วนผู้เริ่มจะถือกระบวนทรรศน์ที่ 2 จะมีแนวโน้มเชื่อตามลัทธิพหุเทวนิยมแบบอติเทวนิยมว่ามีเทพพื้นดินเป็นใหญ่ มีเทวีนุท (Nut) แห่งท้องฟ้าเป็นชายา ให้กำเนิดแก่โอรสธิดkมากมายแสดงบทบาทเป็นพลังต่างๆทั้งดีและร้ายในเอกภพ เพราะเกิดมาตามยถากรรมและใช้พลังตามที่มีอย่างมีเป้าหมายเฉพาะตัว จึงมีกฎเกณฑ์ที่อาจจะสังเกตได้

2.ระบบสุริยเทพอาตุม-เร สอนว่าเดิมมีแต่ห้วงมหรรณพเต็มด้วยน้ำนุน (Nun) จากน้ำมหรรณพเกิดสุริยเทพอาตุม-เร ซึ่งพยายามว่ายน้ำขึ้นฝั่งและปีนเขาเฮลเลออาพเผอลิส (Heliopolis) ทรงสร้างเทพชู (Shu เทพแห่งอากาศ) และเทวีเทฟนุท (Tefnut เทวีแห่งหมอก) ทั้งคู่ให้กำเนิดแก่เกบ และนุท ซึ่งให้กำเนิดแก่อซายเริส อายเสิส เซธ

  1. ระบบสุริยเทพแอมมัน พญานาคแห่งธีบส์นามว่าเคมอาเตฟ (Kem-atef) ได้รับการยกย่องเป็นสิริยเทพอามอนแห่งคาร์นัค ให้กำเนิดแก่พญานาคอีร์เถอ (Irta) ได้รับการยกย่องเป็นสุริยเทพอามอนแห่งลักเสอร์(Luxor) ให้กำเนิดแก่พญานาคออกโดอัด (Ogdoad) ซึ่งให้กำเนิดแก่ฮอร์เริสซึ่งได้เป็นกษัตริย์แห่งเฮลเลออัพเผอเลิส สำนักแอมมันแห่งธีบส์สามารถคุมอำนาจเหนือราชวงศ์ที่ 18 จนเกิดการปฏิรูปโดยฟาโรว์แอมเมินโฮว์เถพ (Amenhotep) ด้วยลัทธิเอกเทวนิยมสุดขั้วของเทพแอทถั้น (Aton)
  2. ระบบสุริยเทพพทาห์ เกิดในสำนักเมมเฝิส (Memphis) ตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 1 สุริยเทพทาห์ทรงสร้างสรรพสิ่งจากพระทัย (ที่ตั้งของปัญญา) และด้วยพระชิวหา (ที่ตั้งของคำพูด) ทรงสร้างเทพเทวีทั้งหลายก่อนแล้วจึงสร้าง ka (วิญญาณมนุษย์)และร่างกายให้วิญญาณมนุษย์ได้อาศัยเป็น hemsut (พลังชีวิต) ต่อจากนั้นจึงสร้างเมืองและหมู่บ้านล้อมรอบเมือง
  3. ระบบสุริยเทพเร กาเริ่มนับบถือสุริยเทพเรเชื่อได้ว่า เป็นการนับถือของชาวเผ่าเร่ร่อนก่อนตั้งหลักแหล่งในย่านเกษตรกรตามลุ่มแม่น้ำในล์ คือ ตั้งแต่ยังยืดอาชีพเป็นนักล่าสัตว์เร่ร่อนโดยแยกกันเป็นหลายกลุ่มและหลายภาษาคือ ต่างก็นับถือพระอาทิตย์โดยมึชื่อเรียกต่างๆกัน ความคิดความเข้าใจคงไม่ต่างกันมากนัก แต่การแสดงออกด้วยพิธีกรรม บทสวดมนต์ และการปฏิบัติกิจศรัทธาคงจะต่างกันค่อนข้างมาก ครั้นเกิดการรวมกลุ่มกันและได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเข้าใจและการปฏิบัติเพื่อแสดงศรัทธากันมากพอสมควร ก็ค่อยๆซึมซับของกันและกันโดยไม่รู้ตัว จนถึงจุดหนึ่งที่จะมีใครฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “แท้จริงแล้วเรานับถือเทพองค์เดียวกันภายใต้หลายพระนาม” และต่างฝ่ายต่างก็เสียดายไม่ยอมทิ้งพระนามที่ตนเคยใช้อยู่จนชินและกลายเป็นศรัทธาไปแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดก็คือเก็บไว้ทั้ง 2 นาม จึงเกิดพระนามอย่างเช่น Amon-Re, Re-Atum ใช้เรียกสุริยเทพปางซ่อนองค์เวลากลางคืน, Khep-Re สุริยเทพอัสดงคต, Re-Horus สุริยเทพผู้ครองราชย์, Re-Akhte สุริยเทพรุ่งอรุณ, Khnum-Re, Min-Re สุริยเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์, Sobek-Re ฟาโรห์ได้สมญาว่า Sa-Re โอรสเทพ และมีอย่างน้อย 3 องค์ที่มีประวัติว่าเกิดจากปุโรหิตากับสุริยเทพ

6.ระบบแอทถั้นเอกเทวนิยม ฟาโรว์แอมเมินโฮว์เถพที่ 4 (Amen-hotep IV ครองอำนาจ1379-62) นักปฏิรูปศาสนายิ่งใหญ่ ทรงเห็นว่าคณะปุโรหิตสุริยเทพแอมมันแห่งธีบส์ล่วงเกินราชอำนาจมากเกินไปที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของสุริยเทพและฟาโรว์เป็นเพียงเสนาบดีของสุริยเทพและผู้รับใช้คณะปุโรหิต  จึงตัดสินพระทัยปฏิรูปศาสนาเป็นการใหญ่ โดยประกาศยกเลิกการนับถือสุริยเทพทุกรูปแบบและประกาศก่อตั้งศาสนาพระแอทถั้นโดยตนเองเป็นผู้แทนในตำแหน่งแอคเขินแนทถั้น(Akhenaton) ถอดคณะปุโรหิตสุริยเทพออกทั้งชุดและแต่งตั้งคณะปุโรหิตของพระแอทถั้นโดยตนเองเป็นมหาปุโรหิต จัดให้นิพนธ์คัมภีร์ขึ้นใหม่ ทรงย้ายเมือยหลวงจากธีบส์ไปสร้างเมืองหลวงใหม่ไกลไปทางทิศเหนือประมาณ 500 กิโลเมตร ให้ชื่อว่าแอคเขอแททถั้น (Akhetaton) นครของพระแอทถั้น ทรงกำหนดพิธีกรรมและการปฏิบัติศาสนกิจขึ้นใหม่ ทรงจัดสร้างวิหารพระแอทถั้นขึ้นให้พอเพียง นับเป็นการปรับเปลี่ยนการนับถือศาสนาจากพหุเทวนิยมแบบอติเทวะมาเป็นเอกเทวนิยมอย่างเต็มตัว เน้นคำสอนว่ามีองค์สุริยเทพแอทถั้นเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว ไม่มีเทพองค์อื่นใดอีก น่าเสียดายที่ว่าทรงมีเวลาปฏิรูปน้อยเกินไปอย่างมาก ทรงควบคุมได้เฉพาะในวังและในวิหารใหญ่ นอกเมืองและที่ไกลพระเนตรพระกรรณ ประชาชนยังยกย่องปุโรหิตที่ถูกถอดอย่างเดิมและปุโรหิตก็ทำหน้าที่อย่างเดิม ฟาโรว์องค์ต่อไปทูทเถินแคมมัน (Tutankhamon) ทรงประกาศให้การนับถือสุริยเทพดำเนินใหม่ได้เหมือนเดิมทุกประการ ทำให้การปฏิรูปศาสนาของแอมเมินโฮว์เถิพล้มเหลวในอียิปต์ทั้งหมด ผลก็คือ  มหาอาณาจักรอ่อนแอ ประเทศราชทั้งหลายพากันแข็งข้อ ภายในประเทศแตกแยก ถูกรุกรานจากภายนอกทั้งด้วยกำลังทหารและด้วยการแทรกซึมเข้าตั้งหลักแหล่งทำกิน มีความจำเป็นต้องใช้ชาวฮีบรูในงานต่างๆทั้งในภาครัฐและเอกชนในฐานะที่ยังเป็นเผ่าเร่ร่อนไม่มีพิษไม่มีภัยจนเกิดตำนานเรื่องโมเสสชาววังออกไปเป็นผู้นำสร้างชาติและศาสนาใหม่ให้ชาวฮีบรูเป็นชนชาติอิสราเอลนับถือศาสนายูดาห์

 

เปาโลจะว่าอย่างไร

            ชนชาวอียิปต์โบราณทั้งชาติตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 1 จนถึงราชวงศ์ที่ 30 และต่อๆมา มีจำนวนตั้งเท่าไร ทุกคนมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพไหม และมีสิทธิ์อยู่ในกลุ่มผู้ต้อนรับพระเยซูเสด็จมาครั้งที่ 2 บนก้อนเมฆหรือไม่ ตามเจตนาของเปาโลต้องตอบว่ามีสิทธิ์ทุกคนที่ไม่หันหลังให้เงื่อนไขของพระเยซู คือได้ทำตามมโนธรรมของตนเอง (โนยา) และรู้จักกลับใจ (เมตาโนยา) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพระดำรัสของพระเยซูเองที่ยอห์นได้บันทึกไว้ว่า “เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร” ซึ่งหมายความว่าทำตามที่รู้ในขณะทำ เรียกว่าทำตามมโนธรรม หากผิดพลาดประการใดบ้าง แม้จะหนักๆถึงขั้นทำร้ายพระเยซูเองก็ยังได้รับการอภัย ภายใต้เงื่อนไขว่าเต็มใจรับการอภัย เปาโลน่าจะรู้เงื่อนไขนี้อยู่ในใจ จึงได้กล้ารับรองได้อย่างเต็มปากเต็มใจและเต็มที่

พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ

god

ซอกแซกหามาเล่า (275)

พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ

ความนำ

ด้วยความสนใจเชิงวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชิงปรัชญาที่ผมบังเอิญโชคดีได้ไปเรียนรู้มาระดับโลกและยังดูแลการสอนปรัชญาระดับสูงสุดของชาติมิให้ตกยุค ก็ได้ติดตามกระแสความคิดปรัชญาระดับโลกอยู่ตลอดเวลา และได้รับรู้กระแสหนึ่งที่ยกย่องว่าความคิดปรัชญาของเปาโลในด้านปรัชญาศาสนา ยังทันสมัยและยังน่าศึกษาอยู่ไม่ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์หรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่นับถือศาสนาก็ตัดศรัทธาออกไปคงเหลือแต่การพิจารณาเนื้อหาปรัชญา หากมีศรัทธาก็เติมเต็มศรัทธาเข้าไปตามความพอใจว่าอยากจะคิดแบบคริสตจักรคาทอลิก หรือคริสตจักรโปรเตสแตนต์ หรือคริสตจักรออร์โทดอกซ์ ก็เท่านั้นเอง เราก็จะมีเรื่องคุยเรื่องปรัชญาที่ทันสมัยระดับโลกกันอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ต้องกังวลถึงความขัดแย้งที่ทำให้เสียมู้ด

เราได้เห็นมาแล้วถึงความกังวลของลูกศิษย์ของเปาโลที่เธสะโลนิกาเรื่องโลกหน้า (ซึ่งมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาทุกยุคทุกสมัยมีความห่วงใยถึงกังวลเพราะเป็นประเด็นของปรัชญาศาสนาสากลที่ยังไม่ตกยุค) และเปาโลก็ได้ตอบไปตามปรัชญาของท่านซึ่งปรัชญาสากลถือว่ายังเป็นคำตอบที่ทันสมัยอยู่ในระดับหนึ่งในปัจจุบัน ส่วนว่าใครจะพอใจแล้วหรือยังเป็นเรื่องต้องพิจารณาลงไปถึงระดับกระบวนทรรศน์ต่อไป

ชาวเธสะโลนิกาที่ถามปัญหาเรื่องโลกหน้าแก่เปาโลนั้นมีทั้งชาวยิวซึ่งมีบรรพบุรุษร่วมกับเปาโลไล่ไปได้ถึงอับราฮัม พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเปาโลจึงได้แก่พระเจ้าที่มีนามว่ายาห์เวห์ และบรรพบุรุษของอับราฮัมคือชาวเมโสโพเทเมีย ดังนั้นพระเจ้าของชาวเมโสโพเทเมียก็คือพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษของเปาโลนั่นเอง ชาวเธสะโลนิกาที่กังวลใจถามเรื่องนี้จากเปาโล นอกจากจะอยากรู้ว่าบรรพบุรุษชาวยิวของพวกเขาจะมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพหรือไม่แล้ว ก็คงอยากรู้ด้วยว่าบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษของพวกเขาที่นับถือศาสนาเมโสโพเทเมียจนตายไปแล้วนั้น จะมีโอกาสได้ฟื้นคืนชีพด้วยหรือไม่ คำถามนี้แม้สำหรับคนช่างคิดในปัจจุบันก็ยังเป็นปัญหาโลกแตกอยู่ดี เปาโลได้เขียนแถลงการณ์ตามเจตนาของพระเยซูว่าทุกคนมีสิทธิ์อย่างน้อยอาศัยพระเมตตาของพระองค์ซึ่งต้องมีความชอบธรรมสนับสนุนด้วย แหละนี่คือปรัชญาที่นักปรัชญาปัจจุบันมองว่าเปาโลมีปรัชญาที่ทันสมัยแม้ระดับกระบวนทรรศน์ปัจจุบันด้วย

ยังอีกพวกหนึ่งก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน คือผู้ที่เชื่อในพระเยซูตามคติของเปาโล แต่พวกเขาเป็นชาวเมโสโพเทเมีย บรรพบุรุษของพวกเขานับถือพระเจ้าของชาวเมโสโพเทเมียที่ไม่มีชื่อว่ายาห์เวห์ แต่มีชื่อว่าอานุ (Anu) และของชาวอียิปต์โบราณที่มีชื่อว่าเรหรือรา (Re or Ra) ซึ่งตามคติของโมเสสที่เปาโลเคยเชื่อมาก่อนหน้านั้นก็คือศัตรูกับพระยาห์เวห์ บรรพบุรุษของพวกเขาจะมีสิทธิ์ได้ฟื้นคืนชีพด้วยไม้เนี่ย เป็นประเด็นคอขาดบาดตายเชียวนะ แถลงการณ์ของเปาโลมีนัยยะว่า ไม่มีปัญหา พวกนี้เป็นกลุ่มเดียวกันกับบรรพบุรุษซึ่งพระเยซูได้เตรียมแผนการแห่งความรอดไว้เรียบร้อยแล้ว

ปัญหาที่จะต้องตีบทให้แตกอันทำให้ความคิดของเปาโลเข้าข่ายปรัชญาที่ทันทันสมัยของนักคิดปัจจุบันคืออะไร ทันสมัยตรงไหน คิดว่าเป็นเรื่องน่าสนใจควรซอกแซกหามาเล่า

 

เทวนิยมก่อนเมโสโพเทเมีย

            หากพิจารณาจากคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเปาโลรู้เรื่องเป็นอย่างดี ก็ต้องนับว่าบรรพบุรุษสายอับราฮัมทุกคนนับถือพระยาห์เวห์และอยู่ในเกณฑ์ซื่อสัตย์ต่อพระยาห์เวห์ตามเกณฑ์ของโมเสส มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพในฐานะบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษแน่นอน 100 % อย่างไม่มีข้อกังขา ลูกหลานสบายใจได้ หลักฐานยืนยันจากไบเบิลปฐมกาล บทที่ 11 ข้อ 10-26 ว่า “เชมเป็นบุตรของโนอาห์ เมื่อมีอายุหนึ่งร้อยปีเขามีบุตรชื่ออารปัคซาด ซึ่งเมื่ออายุ 35 ปีมีบุตรชื่อเชลาห์ ซึ่งเมื่อมีอายุ 30 ปีมีบุตรชื่อเอเบอร์ ซึ่งเมื่ออายุได้ 34 ปีก็มีบุตรชื่อเปเลก ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 30 ปีก็มีบุตรชื่อเรอุล ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 32 ปีก็มีบุตรชื่อเสรุก ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 30 ปีก็มีบุตรชื่อนาโฮร์ ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 29 ปีก็มีบุตรชื่อเทราห์ และเมื่อเทราร์อายุได้ 70 ปีก็มีบุตรนามว่าอับาราฮัม  นาโฮร์และฮารานตามลำดับ

ก็ยังอดมีกังวลไม่ได้ว่า แล้วบรรพบุรุษทั้งหลายที่เป็นบรรพบุรุษของโนอาห์เล่า นับถือพระยาห์เวห์ตามเกณฑ์ของโมเสสด้วยหรือเปล่า คัมภีร์ไบเบิลบทที่5 ก็ยังรับรองว่าตามเกณฑ์ไล่จากโนอาห์ขึ้นไปจนถึงอาดัมเอวาซึ่งเป็นมนุษย์คู่แรก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็รับรองได้ตามเกณฑ์ของโมเสสว่าไม่เป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์แน่นอน

แต่เปาโลไม่คิดเช่นนั้น เพราะตั้งแต่อาายุ 26 ปีเป็นต้นมา ไม่รับเกณฑ์ของโมเสสยกเว้นพระเยซูจะรับรู้ด้วย

ยิ่งกว่านั้น เปาโลยังมีความรู้เรื่องเมโสโพเทเมียอีกมากมายที่ไม่มีระบุในไบเบิลหรือขัดข้อเท็จจริงกับไบเบิลที่เป็นฐานคำสอนของโมเสส เปาโลจำเป็นต้องปรับฐานคำสอนของไบเบิลเพื่อรับการตีความใหม่ของพระเยซู และก็แน่นอนว่าเมื่อมีชนชาวอื่นที่บรรพบุรุษไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นบรรพบุรุษของอับราฮัม ก็ยิ่งจะมีความกังวลยิ่งกว่าบรรพบุรุษของชาวเมโสโพเทเมีย ก็ยิ่งต้องการคำยืนยันจากเปาโลให้กระชับยิ่งขึ้นว่าหวังเหมือนบรรพบุรุษของชาวเมโสโพเทเมียด้วยไหม เช่น ชาวกรีกและโรมันซึ่งเป็นเชื้อสายอารยันและชาวกาลาเทียซึ่งเป็นเชื้อสายอนารยชน เปาโลก็เลยรับรองในนามของพระเยซูอย่างเหวี่ยงแหคลุมหมดเลย ซึ่งในแง่ของปรัชญายังมีผลครอบคลุมได้หมดครอบจักรตามความต้องการของสังคมปัจจุบันอยู่ เช่น “สรรพสิ่งมีความหวังว่า จะได้รับการปลดปล่อยจากความเป็นทาสของความเสื่อมสลายเพื่อไปรับอิสรภาพอันรุ่งเรืองของบรรดาบุตรของพระเจ้า” (จดหมายถึงชาวโรม บทที่ 8:22) และ “การเข้าสุหนัตหรือการไม่เข้าสุหนัตจึงไม่มีความสำคัญแต่ประการใด สิ่งสำคัญก็คือการเป็นสิ่งสร้างใหม่” (จดหมายถึงชาวกาลาเทีย บทที่ :15) ปัญหาก็คือ แล้ว “สิ่งสร้างใหม่” หมายความว่าอย่างไร ไม่ทราบได้ว่าเปาโลได้บันทึกคำตอบไว้ที่ไหนหรือไม่ แต่มัทธิวได้บันทึกไว้ตรงประเด็นและชัดเจนในเวลาต่อมาว่า “เมื่อพระบุตรจะเสด็จมาในความรุ่งโรจน์ พระองค์จะประทับเหนือพระบัลลังก์อันรุ่งโรจน์ บรรดาประชาชาติจะมาชุมนุมกันเฉพาะพระพักตร์ พระองค์จะทรงแยกเขาออกเป็น 2 พวก แล้วตรัสแก่คนเบื้องขวาว่า เชิญมาเถิด เชิญมารับอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นมรดก ที่เตรียมไว้ตั้งแต่สร้างโลก เพราะว่าเมื่อเราหิวท่านให้เรากิน เมื่อเรากระหายท่านให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้าท่านก็ต้อนรับเรา เราไม่มีเสื้อผ้าท่านก็ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราเจ็บป่วยท่านก็มาเยี่ยม เราอยู่ในคุกท่านก็มาหา   บรรดาผู้ชอบธรรมจะทูลถามว่า พระเจ้าข้าเมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงหิวแล้วถวายพระกระยาหาร หรือทรงกระหายแล้วถวายให้ทรงดื่ม เมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์เป็นแขกแปลกหน้าแล้วต้อนรับ หรือทรงไม่มีเสื้อผ้าแล้วถวายเครื่องนุ่งห่มให้  เมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ประชวรหรือทรงอยู่ในคุกแล้วไปเยี่ยม พระมหากษัตริย์จะตรัสตอบว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนี่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา” (มัทธิว 25:31-40) ก็หมายความว่าการปะยี่ห้อพระยาห์เวห์หรือพระเยซูและการเข้าพิธีไม่ใช่แก่นแท้ของการนับถือสิ่งสูงสุด แต่ความตั้งใจน้อมจิตใจทำตามมโนธรรมอย่างจริงใจเป็นแก่นแท้ การเป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์ไม่สำคัญเท่าการละเมิดเกณฑ์ของสิ่งที่เชื่อว่าสูงสุด ก็ยังอดมีผู้แคลงใจไม่ได้อยู่ดี สันตะปาปาในปัจจุบันก็ยังต้องย้ำเจตนาซ้ำๆให้แน่ใจยิ่งๆขึ้นถึงหลักการดั้งเดิมของเปาโล เช่น สันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 เมื่อค.ศ.1968 แถลงเป็นข้อสรุปสังคายนาว่า “พระศาสนจักรคาทอลิกไม่ปัดทิ้งสิ่งใดที่จริงและศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาต่างๆ พระศาสนจักรพิจารณาด้วยความเคารพอย่างจริงใจซึ่งวิธีปฏิบัติและดำรงชีวิต ตลอดจนกฎและพระธรรมคำสอนเหล่านี้ ถึงแม้จะผิดกับที่ตนเองเชื่อและสอนหลายประการ แต่บ่อยครั้งก็นำแสงจากองค์ความจริงมาให้ ซึ่งฉายส่องความสว่างแก่มนุษย์ทุกคน” (Nostra Aetate) ซึ่งชัดเจนว่าครอบคลุมถึงทุกศาสนาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ โบราณ ฯลฯ เรื่อยมา ดังข้อความของสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ที่ขยายความเข้าใจของเปาโลไปถึงการนับถือศาสนาดึกดำบรรรพ์ว่า “ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่สุดจนถึงทุกวันนี้ เราเห็นว่าในชนชาติต่างๆมีความรู้สึกอย่างหนึ่งถึงพละกำลังอันเร้นลับ ซึ่งอยู่ในกระแสสิ่งของและเหตุการณ์ของชีวิตมนุษย์ บางครั้งก็มีกระทั่งการยอมรับนับถือพระเจ้าสูงสุดหรือพระบิดา ความรู้สึกและการรับรู้เช่นนี้ทำให้ชีวิตซาบซ่านไปด้วยความสำนึกในเรื่องศาสนาอย่างลึกซึ้ง” และขยายผลสู่ศาสนาที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยโบราณว่า “ส่วนบรรดาศาสนาที่เกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมที่เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ก็พยายามจะตอบปัญหาเหล่านั้นด้วยความรู้ที่ละเอียดกว่าและภาษาที่กล่อมเกลาดีกว่า” นอกจากนั้นยังรับรองผลแห่งการนับถือศาสนาตามมโนธรรรมทุกรูปแบบว่าได้ผลตามที่เปาโลได้แถลงไว้ เพราะมโนธรรมก็คือปัญญาที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมาเป็นแสงสว่างนำทางแก่มนุษย์แต่ละคน มนุษย์คนใดก็ตามที่มีปัญญาและตัดสินใจทำอะไรก็ตาม ตามเสียงมโนธรรมอย่างบริสุทธิ์ใจ พระเจ้าย่อมรับรองความดีของเขา ดังที่พระเยซูได้ประทานเกณฑ์ไว้ในมัทธิว 25:31-40 ดังข้อความของสังคายนาว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งก็คือการขยายผลคำสอนของเปาโลและของพระเยซูนั่นเองว่า “มนุษย์ทุกคนเนื่องจากมีศักดิ์ศรีเพราะเป็นตัวบุคคล ซึ่งหมายความว่ารู้จักคิดหาเหตุผลและมีเจตจำนงเป็นอิสระ และดังนั้นความรับผิดชอบเป็นส่วนตัวด้วย จึงถูกธรรมชาติของตนเองเร่งเร้าและผูกพันทางศีลธรรมบังคับให้แสวงหาความจริงซึ่งก่อนอื่นได้แก่ความจริงเกี่ยวกับศาสนา แต่พอรู้ความจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนจำต้องยึดถือความจริงนั้น และกำกับชีวิตของตนตามแต่ความจริงนั้นจะเรียกร้องให้ทำ”

 

ข้อสังเกตเกี่ยวกับศาสนายุคหิน

            หากศิษย์ของเปาโลมีความห่วงใยว่าตนเองก็มีบรรพบุรุษไล่ไปได้จนถึงมนุษย์ยุคหินและไล่ต่อไปจนถึงมนุษย์คู่แรก ไม่ว่าจะมีชื่อว่าอาดัมกับเอวาหรือมีชื่ออื่นใดก็ตาม ก็ต้องไล่ไปถึงจนได้ หากเปาโลและพระเยซูยืนยันว่าบรรพบุรุษทุกระดับชั้น จะได้ฟื้นคืนชีพด้วยอย่างแน่นอนการันตี ก็ย่อมการันตีได้ถึงผู้นับถือครรภะแบบยุคหินด้วย เพราะเราทุกคนย่อมมีบรรพบุรุษยุคหินกันทุกคน หากมีใครถามเปาโลอย่างนี้จริง ซึ่งก็อาจจะมีจริงแต่ไม่มีบันทึกไว้ เพราะไม่ได้ตั้งใจบันทึกไว้ให้หมด เปาโลก็คงตอบว่าใช่ และคงชี้ให้ดูไม้กางเขนซึ่งเป็นคำตอบรวบยอดว่า พระบุตรได้ทรงลงทุนถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมทรงต้องการให้ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างครอบคลุม all creation สิ่งสร้างทั้งมวล

ที่น่าสังเกตสำหรับปรัชญาศาสนาในปัจจุบันก็คือ1. มนุษย์ดึกดำบรรพ์จริงๆรู้สึกโดดเดี่ยว (lonely) มากๆ อยู่กับธรรมชาติที่เปรียบเหมือนแม่(ไม่มีพ่อ)ที่ดูเหมือนว่าใจดีคือเอื้ออาทรให้ชีวิต ให้มีพ่อแม่บังเกิดเกล้าที่ดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมและห่วงใยในนามขององค์ครรภะจนช่วยตัวเองได้ แยกตัวไปอยู่อย่างอิสระและมีลูกซึ่งองค์ครรภะฝากมาให้เลี้ยงดูจนกว่าจะช่วยตัวเองได้ แต่บางเวลาองค์ครรภะก็ดูจะใจร้ายกราดเกรี้ยว เอาชีวิตผู้คน บาดเจ็บล้มตาย ซึ่งพวกเขาก็พยายามมองในแง่ดีว่า องค์ครรภะเก็บไปให้ตั้งหลักใหม่ ให้แก้ไขในสิ่งผิด ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ เตรียมให้มาเกิดใหมเข้มแข็งกว่าเดิม เพื่อจะมีความสุขมากขึ้น รวมความว่าศาสนาของมนุษย์ดึกดำบรรพ์เกิดจากความสำนึกที่มองโลกและชีวิตในแง่ดี มีองค์ครรภะซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในเอกภพคอยดูแลด้วยความหวังดีต่อมวลมนุษย์แต่ละคนๆซึ่งมีฐานะเป็นลูกในอุทร เป็นชีวิตพิเศษที่ออกจากครรภะไปอยู่ในร่างกายเพื่อเสวยสุขเป็นอิสระ ครั้นปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมไม่ได้ก็กลับเข้าครรภะเพื่อเตรียมพร้อมครั้งใหม่ ไม่ปรากฏว่ามนุษย์ดึกดำบรรพ์มีความสำนึกเรื่องสวรรค์หรือนรก ทำดีก็คือทำแล้วองค์ครรภะพอพระทัย ทำชั่วก็คือทำผิดกับที่องค์ครรภะพอพระทัยซึ่งจะต้องสำนึกผิดขอโทษตามที่มโนธรรมเห็นว่าควร  อย่างไรก็ตามเนื่องจากมนุษย์ดึกดำบรรพ์ยังไม่รู้จักเขียนหนังสือ จึงต้องสันนิษฐานจากหลักฐานอื่นเท่านั้น

 

การนับถือศาสนาแบบเมโสโพเทเมีย

            ไม่มีชาวเมโสโพเทเมีย มีแต่แผ่นดินเมโสโพเทเมียให้ชนหลายชาติพันธุ์ผลัดกันมาใช้ดินแดนนี้เป็นเวทีสร้างอารยธรรมเมโสโพเทเมียและสร้างศาสนาเมโสโพเทเมียไว้ให้เราศึกษา เป็นต้นแบบของศาสนากลุ่มแคนเนินไนท์ (Canaanite Religions)

ตั้งแต่ประมาณ ก.ค.ศ.5000 ปรากฏหลักฐานมนุษย์หินใหม่มาตั้งหลักแหล่งตามเชิงเขาต้นแม่น้ำทั้งสองตั้งแต่ก.ค.ศ.4000 ที่พัฒนากันเองจนสามารถใช้สัมฤทธิ์และถูกชนหลายเผ่าเข้ามากลืน ไม่มีหลักฐานอื่นจึงสันนิษฐานว่านับถือองค์ครรภะเหมือนมนุษย์ยุคหินทั่วไป และตามเกณฑ์ของเปาโลพวกเขาอยู่ในกลุ่มบรรพบุรุษที่มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพหากได้เดินตามมโนธรรมทำดีตามยุคสมัยของตนแต่ละคน ภายหลังก็ถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนของกลุ่มชาติพันธุ์ที่รุกรานเข้ามาจากที่อื่นและร่วมสร้างความสำนึกศาสนาโบราณของบรรพบุรุษชาวเมโสโพเทเมีย ซึ่งจะอยู่ในข่ายบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษที่มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพตามเกณฑ์ที่เปาโลให้ไว้แก่ชาวเธสะโลนิกา เช่น ในราวก.ค.ศ.3500 มีหลักฐานว่านครรัฐเอริดู (Eridu) ของชาวสุเมเรียน ตั้งอยู่ที่ก้นอ่าวอันเป็นปากน้ำของแม่น้ำยุเฟรติสและไตกริสในสมัยนั้น

ไม่มีหลักฐานว่าเดิมพวกเขาเป็นมนุษย์ยุคหินจากที่ไหนมาก่อน ที่สันนิษฐานกันก็คือพวกเขาน่าจะเป็นมนุษย์ยุคหินร่วมกับเผ่าฮั่นณที่อื่นมาก่อน เพราะปรากฏว่าพวกเขารู้จักเขียนหนังสือภาพแบบจีนโบราณ แต่ที่เมโสโพเทเมียไม่มีพู่กันใช้ จึงดัดแปลงใช้ไม้อ้อเขียนบนแผ่นดินเผาออกมาเป็นอักษรรูปลิ่ม พวกเขามาตั้งหลายนครรัฐเป็นอิสระต่อกันและช่วยดูแลกันแบบพันธมิตร นับถือศาสนาลัทธิเทวนิยมแบบอติเทวคือมีมหาเทพองค์เดียวเป็นผู้มีอำนาจาสูงสุดและมีพลังสร้างโอรสธิดาแบ่งหน้าที่กันดูแลพลังต่างๆของเอกภพ  เทพเทวีองค์ใดต้องการมีบริวาร ก็จะสร้างมนุษย์ขึ้นมาใช้สอย สร้างเมืองให้อยู่ และดูแลปกครองเอง ตลอดจนปูนบำเหน็จและลงโทษเองตามน้ำพระทัย ซึ่งตามคติของชาวสุเมเรียนนั้น เทพสูงสุดคือท้องฟ้าและชายาคือแผ่นดินนั่นเอง ซึ่งรู้ตัวเองว่ามีที่จำกัด สร้างเสริมได้ก็ในวงจำกัด คือสร้างพระโอรสธิดาให้มีร่างกายและวิญญาณอมตะเหมือนตน ต้องรับประทานอาหารทิพย์และดื่มน้ำทิพย์และอาศัยสวรรค์ดิลมุมอยู่ได้อย่างมีความสุข มีพื้นดินไม่กว้างใหญ่นักสำหรับให้มนุษย์อาศัยอยู่ได้ มนุษย์ต้องกินต้องดื่มเพื่อมีชีวิตรับใช้เทพ โดยให้รู้จักเตรียมเครื่องเซ่นถวายเทพโดยเฉพาะและมีอาหารที่เหมาะสำหรับมนุษย์โดยเฉพาะ ห้ามสร้างมนุษย์ให้เป็นอมตะเพราะจะควบคุมยาก รางวัลอย่างมากก็คือเมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วให้เสวยสุขต่อไปชั่วระยะหนึ่งแล้วก็ให้จางหายไปก็เป็นบำเหน็จเพียงพอแล้ว ส่วนจะลงโทษกันอย่างไรก็เป็นเรื่องของบริวารใครก็บริวารมัน ว่ากันไปเอง จะได้คุมกันได้ตามใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องแปลกใจว่ามาตรการใหม่ที่เปาโลเสนอย้อนหลังไปถึงทุกยุคทุกสมัยย่อมให้ความอุ่นใจแก่ลูกหลานและคนรุ่นหลัง แต่สำหรับคนรุ่นนั้นๆเองย่อมอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบมาก ก็คงได้มีผู้ยกปัญหานี้ขึ้นมาปรารภจนเปาโลต้องตอบเป็นลายลักษณ์อักษรในจดหมายถึงชาวเอเฟซัสว่า ไม่ต้องกลัวการได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะพระเยซูได้ทรงวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วทุกอย่างตั้งแต่ก่อนการสร้างโลก เรียกว่ารหัสธรรมแห่งเศรษฐกิจการช่วยให้รอด (the Mystery of Salvation) “พระองค์จะทรงกระทำตามแผนการนี้เมื่อถึงเวลากำหนด โดยทรงนำทุกสิ่ง ทั้งที่อยู่บนสวรรค์และบนแผ่นดิน ให้มารวมกันอยู่ใต้ปกครองของพระคริสตเจ้าพระประมุขแต่เพียงพระองค์เดียว” (เอเฟซัส 1:10) ซึ่งมีนัยยะชัดเจนว่าจะไม่มีความเหลื่อมล้ำได้เปรียบเสียเปรียบกันแต่ประการใดให้ตำหนิได้เลย ชนิดที่เปาโลล้างมือหมดห่วงในประเด็นนี้ได้เลย

ชาวสุเมเรียนเริ่มสร้างอารยธรรมเมโสโพเทเมียด้วยการปกครองกันแบบพ่อเมือง(en)

อย่างไรก็ตามนักปรัชญาศาสนาพยายามทำความเข้าใจว่าชาวพื้นเมืองเดิมคือเกษตรกรที่พัฒนาการนับถือองค์ครรภะที่พัฒนามาเป็นเจ้าแม่ธรณีที่โอบอ้อมอารีต่อมนุษย์ ส่วนชาวสุเมเรียนเป็นนักล่าสัตว์เร่ร่อนที่ ระหว่างนั้นมีชาวเซมีติกสายเอิกแคดเดียนแทรกซึมมาทางตะวันตกอยู่เรื่อยๆ พวกนี้เป็นนักรบ บางพวกก็ตั้งนครรัฐขึ้นแข่ง ทำให้ชาวสุเมเรียนต้องปรับการปครองเป็นแบบกษัตริย์ (lugal) ที่สุดก็เสียอำนาจแก่ชาวเอิกแคดเดียน

ก.ค.ศ.2800 ชาวเอิกแคดเดียนเป็นใหญ่ที่บาบิโลน สืบทอดอารยธรรมเมโสโพเทเมียจากชาวสุเมเรียน

ก.ค.ศ.1728-1686 ฮัมมูราบีชาวเอิคแคดเดียนเป็นใหญ่ที่บาบิโลน

ก.ค.ศ. 1550-1530 ชาวฮิทไทท์เป็นใหญ่

ก.ค.ศ. 1531-1150 ชาวแคสไซท์เป็นใหญ่

ก.ค.ศ. 1748 ชาวแอสซีเรียเป็นใหญ่ที่นีนีเวห์ (Niniveh)

ก.ค.ศ. 626 ชาวแคลเดียนเป็นใหญ่ที่บาบิโลนใหม่

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่สืบทอดการนับถือศาสนาแบบเมโสโพเทเมียซึ่งนักประวัติศาสตร์นิยมยกให้เป็นแบบบาบิโลนใหม่ เพราะภาษาบาบิโลเนียนบันทึกโดยสรุปศาสนาทั้งหมดของเมโสโพเทเมียไว้อย่างละเอียดที่สุด

พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเปาโล

paolo

ซอกแซกหามาเล่า (274)

พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเปาโล

 

เมื่อเปาโลออกแถลงการณ์ว่า “ในอดีตพระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเรา” (ฮีบรู 1:1) เปาโลน่าจะหมายถึงใคร และทำไมจะต้องอ้างไปถึงพระเจ้าของพวกเขา แน่นอนว่าเปาโลมิได้พูดออกมาอย่างพล่อยๆ สักแต่เป็นวาทศิลป์ที่ไร้ความหมายและไร้ความรับผิดชอบ ท่านจะต้องได้ตรึกตรองมาอย่างดีแล้ว และต้องการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการหมายนั้นจริงๆ และหากเป็นไปตามนั้นก็จะเปลี่ยนโฉมหน้าการนับถือศาสนาของมหาอาณาจักรโรมันสมัยนั้นและสมียต่อมาอย่างพลิกแผ่นดินทีเดียว และเปาโลก็คงตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น และก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า การนับถือศาสนาของคนทั้งโลกสำหรับเปาโลก็คือทุกศาสนาเท่าที่เปาโลรู้จักและมีการนับถือในมหาอาณาจักรโรมันเป็นสำคัญ ท่านจะคิดอะไรเลยกว่านั้นไปก็น่าจะให้เป็นส่วนของการสันนิษฐานต่อยอดมากกว่า และใครก็มีเสรีภาพที่จะทำได้ตามสิทธิเสรีภาพของการคิดเห็น

“บรรพบุรุษของเรา” ก็ย่อมต้องหมายถึงบรรพบุรุษของเปาโลเอง รวมทั้งบรรพบุรุษของผู้ที่เปาโลคาดว่าจะสนใจอ่านแถลงการณ์ของท่านในสมัยนั้น

บรรพบุรุษของเปาโลเอง ในฐานะที่เป็นชาวยิวย่อมรู้เหมือนกันทุกคนว่าชาวยิวทุกคนสืบสกุลจากต้นตระกูลเดียวกัน คือ อับราฮัม (Abraham) ซึ่งเป็นชาวเมโสโพเทเมียมีชีวิตอยู่ในราวก.ค.ศ.1900 ตามบันทึกของไบเบิลซึ่งเปาโลรู้จักดี มีระบุไว้ชัดเจนว่า บิดาของอับราฮัมนามว่าเทราห์ เป็นชาวเมืองอูร์ใกล้ปากแม่น้ำยูเฟรติสของดินแดนเมโสโพเทเมีย ด้วยเหตุผลกลใดไม่ประจักษ์ เทราร์อพยพพาบริวารนำทรัพย์สินเป็นกองคาราวานใหญ่ ต้อนฝูงสัตว์เคลื่อนไปทางเหนือตามทุ่งหญ้าสาธารณะระหว่างแม่น้ำยูเฟรทิสกับไทกริสสู่ต้นน้ำของแม่น้ำทั้งสอง ไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบไม่ร้อน เหนื่อยไหนพักนั่น ร้อนไหนหาที่เย็นคลายร้อนที่นั่น ก่อนจะเคลื่อนย้ายก็ส่งกองสอดแนมไปสำรวจทางเดินเสียก่อนว่าปลอดภัยไหม มีน้ำมีหญ้าพอเลี้ยงสัตว์ไหม มีเจ้าถิ่นนักเลงโตขวางทางที่พอจะเจรจาขอผ่านทางได้ไหม หากต้องมีการฝ่าด่านกันก็คำนวณดู่ว่าฝ่ายตนมีอาวุธพอจะหักด่านได้คุ้มค่าหรือไม่ หรือจะหาทางอ้อมไปทางอื่นจะคุ้มกว่า ดูสภาพการอพยพย้ายถิ่นแล้วก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่าเทราร์น่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ของนครรัฐอูร์ที่มีความเก่งกล้าสามารถ แต่ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้านครตามกฏมณเฑียรบาล จึงคิดไปหาที่ตั้งนครรัฐใหม่เอาดาบหน้า โดยพาเอาบุตรชายอับราฮัมของตน นาโฮร์น้องชายของอับราฮัม และหลานปู่โลท(บุตรของบุตรชายฮาราน)ไปด้วย เดินทางได้ประมาณ 1,000 ก.ม.พบที่ว่างชัยพภูมิดีเทราร์จึงตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนอิสระให้ชื่อว่าฮารานตามนามของบุตรสุดท้องที่ตายไป เมื่อเทราร์ถึงแก่กรรมลงอับราฮัมก็ได้เป็นหัวหน้าชุมชนแทน เป็นชุมชนที่ลอกแบบจากอูร์ คือนับถือเทพเทวีและปฏิบัติศาสนกิจต่างๆตามที่เคยปฏิบัติมาก่อนในอูร์ อับราฮัมมีเทพองค์หนึ่งที่เคารพบูชาเป็นพิเศษเป็นเทพประจำตัว ทุกข์ร้อยอะไรขอแล้วมักจะได้ จึงดูแลกันเป็นพิเศษ ก็คงจะต้องเป็นเทพองค์หนึ่ง ในระบบเทพของชาวเมโสโพเทเมียนั้นแหละ น่าเสียดายที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้ ระบุไว้เพียงกว้างๆว่าเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษ ซึ่งต่อมาภายหลังได้ทรงเปิดเผยพระนามแก่โมเสสว่ายาห์เวห์ และโมเสสได้ประกาศเป็นพระบัญญัติว่า “อย่านับถือพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระยาห์เวห์” อันมีนัยตามบริบทของโมเสสว่าพระยาห์เวห์ทรงประกาศตัวเป็นศัตรูกับพระเจ้าทุกองค์ทั่วโลกที่ไม่มีนามว่ายาห์เวห์ ตรงกันข้าม ขอให้ได้ชื่อว่าทำเพื่อพระยาห์เวห์แล้ว อะไรก็ถูกทั้งนั้น ดังเช่นที่โมเสสเองยกชนไร้ถิ่นข้ามทะเลทรายซีไนมาชิงดินแดนปาเลสไตน์ในนามของพระยาห์เวห์โดยต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อชิงดินแดนและทรัพย์สินเท่าใดก็ได้ เพียงแต่โดยอ้างว่าเป็นพระประสงค์ของพระยาห์เวห์เท่านั้น ทุกอย่างก็มีความชอบธรรมหมด ยิ่งกว่านั้น ในแผนการดังกล่าวหากได้ล้มล้างทำลายการนับถือศาสนาอื่นและวัฒนธรรมอันสืบเนื่องจากการนับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาของพระยาห์เวห์แล้ว ก็ถือว่าชอบธรรรมทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อชาวโรมันเข้ายึดครองปาเลสไตน์และควบคุมการนับถือพระยาห์เวห์นั้น ชาวยิวในกรอบความคิดของโมเสสจึงรู้สึกกันว่า มหาอาณาจักรโรมันจะต้องล่มสลายในไม่ช้า เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อพระยาห์เวห์ ด้วยคำอ้างนี้ทำให้รู้สึกว่าใครทำความเสียหายต่อมหาอาณาจักรโรมันได้เท่าไร ถือว่าชอบธรรรมทั้งสิ้น และการที่พระเยซูถูกชาวยิวกประทุษร้ายด้วยเหตุที่ผิดหวังจากการอยากยกย่องขึ้นเป็นหัวหน้ากู้ชาติแล้วไม่ยอมรับ ก็สมน้ำหน้าและควรแล้วที่ไม่ควรอยู่ให้หนักแผ่นดิน เปาโลเองก็เคยเห็นด้วยเช่นนั้นจนถึงอายุ 26 ปี คงได้เสียดายที่โตไม่ทัน มิฉะนั้นคงได้มีส่วนสนับสนุนประหารชีวิตพระเยซูด้วยอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่วายคิดฆ่าผู้หลงเชื่อพระเยซูทุกคน จนถึงวันหนึ่งเมื่ออายุ 26 ปี จึงได้เปลี่ยนใจจากลบล้างมาสนับสนุนโครงการของพระเยซู จนถึงจุดสุดท้าย คือ ปรับเปลี่ยนนโยบายต่อพหุเทวนิยมแบบของโมเสสมาเป็นนานาเทวนิยม (intertheism) ตามแบบที่ตนเข้าใจ พระเยซูได้ชนะใจเปาโลมิใช่เพราะทำให้เปาโลรู้สึกว่าน่าเกรงขามกว่าโมเสสด้วยประการใดทั้งสิ้น แต่ด้วยเคล็ดลับเพียงประเด็นเดียวที่สามารรถข่มประเด็นอื่นๆได้หมดอย่างราบคาบ ดังที่เปาโลสารภาพไว้เป็นเงื่อนไขในแถลงการณ์นานาเทวนิยมของตนว่า  “วาระสุดท้ายนี้ พระเจ้าตรัสกับเราโดยทางพระบุตร พระองค์ทรงสถาปนาพระบุตรให้เป็นทายาทครอบครองทุกสิ่ง พระองค์ทรงสร้างจักรวาลเดชะพระบุตรนี้ พระบุตรทรงเป็นรังสีแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า ทรงเป็นภาพลักษณ์ขององค์พระเจ้า พระบุตรทรงผดุงจักรวาลไว้ด้วยพระวาจาทรงฤทธิ์” (ฮีบรู 1:2-3) ก่อนอายุ 26 ปีเปาโลเชื่ออย่างสุดฤทธิ์ว่ามีแต่พระยาห์เวห์พระองค์เดียวที่ทรงฤทธิ์อำนาจแต่พระองค์เดียวทั่วจักรวาลและทรงสร้างทุกสิ่งที่รวมกันเป็นจักรวาล นอกเหนือจากนี้ไม่มีอะไรอีก ในเมื่อทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาให้กระจายกันอยู่ทั่วโลก ก็ได้ทรงมอบหมายให้มีผู้ดูแลและปกครองต่างๆกันแล้วแต่ความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละท้องที่ โดยมีเกณฑ์กลางทั่วไปว่า ให้ทุกคนมีเสรีภาพที่จะทำดีทำชั่วตามมโนธรรรม เพื่อแต่ละคนจะได้มีโอกาสได้ทำดีและสมควรได้รับบำเหน็จตามความดีที่ได้ทำด้วยน้ำใจของตนเอง และเมื่อพระเยซูทรงทำให้เปาโลตระหนักแน่ว่า รู้เรื่องพระยาห์เวห์ถูกต้อง แต่ยังไม่พอเพียงสำหรับจะเข้าใจบทบาทของพระเมสสิยาห์ซึ่งพระยาห์เวห์ได้แสดงพระประสงค์ให้เสด็จมา ถึงเวลาแล้วที่เปาโลจะเข้าใจให้ถูกต้องเพื่อไม่เสียชาติเกิดและทุ่มเทชีวิตให้อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์อย่างน่าเสียดาย

ที่เปาโลลืมตาเห็นตัวเองในเอกภพที่ดูเหมือนไม่รู้จบและมีความลึกลับแอบแฝงอย่างไม่รู้จบ ก็เพราะมีผู้ทรงฤทธิ์ผู้มีอำนาจไม่รู้จบทรงสร้างมา ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดว่าเอกภพรู้จบหรือไม่รู้จบ เพราะยังไงก็เป็นเรื่องลึกลับที่จบเอาที่การเป็นสิ่งถูกสร้าง จึงไม่อาจเท่าเสมอ ผู้สร้างด้วยประการใด พระผู้ทรงอำนาจสูงสุดนี้มีแต่องค์เดียว จะเรียกว่าพระยาห์เวห์หรือพระนามอื่นใดหรือไม่อ้างพระนามใด ที่สูงสุดจริงๆก็มีพระองค์เดียวทุกกาลสมัยโดยไม่เปลี่ยนแปลง ทรงมีพระปัญญาสูงสุด และปัญญาสูงสุดนี้เองทำการโดยเจตนาเป็นอิสระโดยไม่แยกจากพระอำนาจได้ ภาวะอิสระนี้เรียกตามภาษามนุษย์ได้ว่าพระบุตรอย่างเป็นอิสระจากพระบิดา พระบุตรทรงมีพระเจตจำนงเป็นเอกเทศโดยไม่ขัดแย้งกับพระบิดาที่จะมารับร่างกายเป็นมนุษย์ซึ่งพระบิดาก็ทรงเห็นชอบอย่างเต็มที่ พระบุตรที่ไม่มีร่างกายมนุษย์จึงเป็นพระปัญญาของพระบิดา และเมื่อรวมกับร่างกายก็ได้ชื่อว่าพระเยซูซึ่งพระบิดาทรงเห็นชอบให้ทำหน้าที่พระเมสสิยาห์ นอกจากนั้นพระผู้สร้างยังมีความชื่นชมในความดีของพระองค์เองอันเป็นความชื่นชมสูงสุด และในฐานะที่เป็นความชื่นชมสูงสุดจึงมีเจตจำนงเป็นอิสระได้โดยไม่แยกจากพระบิดาและพระบุตร แต่เป็นความชื่นชมสม่ำเสมอระหว่างพระบิดากับพระบุตรอันทำให้เกิดความชื่นชมนิรันดรระหว่าง 2 พระบุคคล นับเป็นความสัมพันธ์นิรันดร เปาโลได้รับการเปิดเผยให้รู้เรื่องความลับอันลึกลับของเอกภพ รู้แล้วก็รู้ว่าเป็นเรื่องลึกลับ รู้ว่าลึกลับแล้วก็ต้องไปสอนต่ออย่างเรื่องลึกลับ ไม่มีสิทธิ์ไปสอนอย่างเรื่องง่ายดายไม่ลึกลับ สอนให้คนยอมรับเชื่อได้ แต่จะบังคับใครให้เชื่อโดยไม่อยากจะเชื่อไม่ได้ จะจ้างวานให้เชื่อก็ไม่ได้ ซึ่งเปาโลรักษากติกาอย่างเคร่งครัดระมัดระวัง แต่ก็อดประเมินตัวเองไม่ได้ว่า “ใครเชื่อก็ยกย่องว่าสุดยอด ใครไม่เชื่อก็ประณามว่างี่เง่า” ก็มันเป็นเรื่องของภาษาศาสนานี่ครับลุงเปา ทำไงได้ล่ะ

เปาโลไม่ว่าไง ใครจะกล่าวหาว่างี่เง่ายังไงเปาโลก็ยอม ตนเองกลับภูมิใจว่าได้ล้วงความลับของเอกภพที่แฝงอยู่ตั้งแต่เริ่มเกิดโลก หมอบราบคาบแก้ว ยอมทุกอย่าง พระเยซูไม่ใช่คู่แข่งของโมเสสหรือของใครอีกแล้ว เพราะมีอำนาจล้มทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่เปาโลไม่มองในลักษณะนั้น กลับมองใหม่ว่าทรงเสริมทุกอย่างที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น แต่ก่อนเคยคิดทำลายทุอย่างที่ขวางหน้าโมเสส แต่ที่ขวางหน้าพระเยซูจริงๆกลับมองไม่เห็นว่ามี เพราะมารร้ายจริงคือผู้ไม่ยอมทำดีอะไรเลย เปาโลไม่เชื่อว่าจะมีจริง ทำร้ายด้วยความหวังดีไม่เรียกว่าร้ายจริง เพราะความหวังดีนั้นเองคือความดี หรือทำร้ายเพราะสำคัญผิดว่ากำลังทำดี ก็ไม่เลวจริงอีกนั้นแหละ เปาโลจึงอยากจะช่วยปรับความเข้าใจผิดให้กลายเป็นถูกมากกว่าด่าความเข้าใจผิด หากมีการแข่งขันกันทำความดี ก็ควรหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแนะนำให้แข่งขันกันลดความเลวเสียให้หมดเรื่อง ร้ายบริสุทธิ์จึงเป็นนิยามที่มีจริงได้ แต่ไม่จำเป็นต้องมีผู้ปฏิบัติจริง

 

สำหรับเปาโลบรรพบุรุษที่ได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าในนามของพระยาห์เวห์มีบันทึกอยู่มากมาย ที่อยู่นอกบันทึกก็คงมีอีกมาก บันทึกสายตรงมีบันทึกจากอับราฮัมไล่ขึ้นไปจนถึงโนอาห์ผู้รอดตายจากอุทกภัยท่วมโลกเพียงตระกูลเดียว อะไรที่โนอาห์ไม่รับรู้ก่อนหน้านั้นก็ถือว่าหายไปกับอุทกภัยและเริ่มต้นกันใหม่ ลูกหลานของโนอาห์มีเชมต้นตระกูลสายเซมีติกอันประกอบด้วยชาวเอลัม อราเมก อมอร์ไรท์ แอสซีเรียน บาบิโลเนียน พวกเหล่านี้คือบรรพบุรุษสายตรงที่ได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้ามาสู่การปฏิบัติทั้งสิ้นซึ่งในมหาอาณาจักรโรมันมีตัวแทนอยู่มากมาย โนอาห์มีบุตรชายอีก 2 คน คือ ฮามต้นตระกูลสายฮามิติก ภาคพื้นแอฟริกา อียิปต์ เอธิโอเปีย และยาเฟตต้นตระกูลของสายอารยันอันได้แก่โรมัน กรีก เปอร์เซีย สองสายดังกล่าวนี้เป็นบรรพบุรุษสายข้างเคียงที่ได้รับการเปิดเผยให้รู้จักพระเจ้าตามนามต่างๆซึ่งมีตัวแทนหลักในมหาอาณาจักรโรมัน นอกจากนั้นเปาโลยังต้องคิดเลยไปถึงผู้อยู่นอกข่ายของสวนเอเดนมาแต่แรก ทั้งไม่อยู่ในข่ายของอุทกภัยสมัยโนอาห์ พวกเขาไม่รู้เห็นพันธสัญญาของโมเสส แต่เขามีพันธสัญญากับอำนาจสูงสุดในรูปแบบอื่น ส่วนหนึ่งเป็นส่วนของพลเมืองของมหาอาณาจักรโรมัน แต่ที่อยู่ภายนอกมหาอาณาจักรโรมันอย่างอิสระก็มีอีกมาก และเมื่อเปาโลหลุดพ้นจากกรอบของโมเสสแล้ว ก็นึกออกทันทีว่ากรอบของพระเยซูขยายออกนอกกรอบของโมเสสสอีกมาก มาถึงขั้นแตกหักแล้ว เปาโลถอยไม่ได้แล้ว ต้องเดินหน้าต่อลูกเดียว

 

เมโสโพเทเมียสำหรับเปาโล

            เมโสโพเทเมียคือถิ่นเกิดของอับราฮัม เป็นบ่อเกิดของชาวฮีบรู ของชนชาติอิสราเอล เป็นที่มาของการนับถือศาสนาของอับราฮัม เพราะอับราฮัมและบรรพบุรุษที่เกิดและตายในเมโสโพเทเมีย นับถิอศาสนาของเมโสโพเทเมียมาก่อน เทพประจำเผ่าซึ่งต่อมาได้ชื่อว่าพระเจ้าของอับราฮัมอิสอัคและยาโคบได้เรียกอับราฮัมให้อพยพทิ้งถิ่นเมโสโพเทเมียไปอยู่ในท้องที่ใหม่ในคานาอันซึ่งต่อมาคือปาเลสไตน์ ให้ทิ้งศาสนาเดิมเพื่อรับนับถือศาสนาใหม่ที่พระเจ้าจะประทานให้ สำหรับโมเสสผู้ตีความเรื่องนี้มาก่อนให้ความหมายว่าเป็นการทิ้งของเก่าทั้งหมดและรับของใหม่ถอดด้าม แม้พระยาห์เวห์จะแสดงองค์เป็นผู้สร้างโลกแต่ก็ไม่ปรากฏว่าทรงมีอำนาจควบคุมทุกสิ่งอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีคู่แข่ง เพราะสำนวนชาวบ้านที่ใช้บันทึกการทำงานของพระยาห์เวห์นั้น ดูเหมือนพระยาห์เวห์ต้องการบริวารเพื่อช่วยสู้กับศัตรูที่ต้องการแย่งบริวาร ทำให้ดูเหมือนกับว่าศาสนาทุกศาสนาที่ไม่นับถือพระยาห์เวห์จะเป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์ไปทั้งหมด มียกเว้นให้เห็นเพียงกรณีเดียวคือศาสนาของเมลคีเซเดคซึ่งไม่รู้ว่านับถือศาสนาของพระยาห์เวห์ได้อย่างไร และด้วยทรรศนคติแบบโมเสสอย่างนี้ยย่อมยากที่จะยอมรับพระเยซูเสมอกับพระยาห์เวห์

เปาโลคิดแบบโมเสสมาก่อนจนถึงอายุ 26 ปีจึงเห็นตรงข้ามว่า  ศาสนาทั้งหลายที่นับถือพระเจ้าสูงสุดหรือที่เชื่อว่าสูงสุดมิได้เป็นศัตรูกันจริง เพราะพระเจ้าสูงสุดแม้จะเข้าใจความสูงสุดไม่เสมอกัน ก็นับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน คือสิ่งสูงสุดในทุกแง่ทุกมุม แม้จะเข้าใจไม่เสมอกันและใช้นามต่างๆกันหรือเหมือนกันแต่นิยามต่างกัน และพระเจ้าองค์เดียวกันนี้เองที่ตั้งแต่อดีตสุดๆ ได้ตรัสกับบรรพบุรุษโดยทางประกาศกหลายวาระและหลายวิธี ครั้นวาระสุดท้ายได้ตรัสโดยทางพระบุตร และเข้าใจพระบุตรในหลายๆทางต่างๆกัน ทำให้หันไปทางไหนก็เจอแต่ศัตรูทั่วไปหมด

 

พหุเทวนิยมสำหรับเปาโล

            เปาโลถือว่า “พหุเทวะ” เป็นการใช้คำผิดนิยามและผิดบริบทอย่างสิ้นเชิง Theos หมายถึงสิ่งสูงสุดในทุกแง่ทุกมุมและในทุกหนทุกแห่ง จึงมีได้เพียงหน่วยเดียว แม้แต่ 2 หน่วยก็มีไม่ได้เพราะจะทำให้ไม่มีหน่วยใดสูงสุดอย่างเด็ดขาดจริง และในเมื่อเสมอกันทุกประการจริงแม้ในด้านอัตลักษณ์ก็ย่อมเป็นหน่วยเดียวกันโดยจำเป็น เมื่อเป็นเช่นนี้ในความคิดของเปาโลไม่น่าจะมีพหุเทวนิยม คงมีแต่นานาเทวนิยม เหมือนโรงเรียนนานาชาติ ไม่มีโรงเรียนพหุชาติ แผ่นดินผืนหนึ่งจะเป็นของหลายชาติไม่ได้ แต่อาจจะแสดงลักษณะของหลายชาติได้ ดังนั้นศาสนาต่างๆที่อ้างว่านับถือพระเจ้าต่างๆกันนั้น เปาโลยอมรับไม่ได้ ยอมรับได้แต่เพียงว่านับถือพระเจ้าสูงสุดองค์เดียวกันโดยเรียกพระนามต่างกันและถวายความรู้เกี่ยวกับพระองค์ต่างกันเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้พระองค์ไม่มีคุณสมบัติสูงสุดจริง แต่พระองค์ก็หาได้ลดคุณภาพลงตามผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นไม่ ส่วนเทพอื่นๆที่ไม่สูงสุดคือเทพบริวารผู้ช่วยเรียกว่า angelos แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า angel หรือเขียนด้วยอักษรตัวเล็กเป็น god คงสงวนอักษรตัวใหญ่ God สำหรับพระเจ้าสูงสุด

เมื่อนำหลัการนี้ไปมองศาสนาโบราณของชาวเมโสโพเทเมีย ก็ปราฏว่าพระเจ้าสูงสุดคืออานุ (Anu) หรือเทพแห่งท้องฟ้า จึงน่าเชื่อได้ว่าปรับตัวมาจากการนับถือท้องฟ้าครรภะของมนุษย์ยุคหินซึ่งเป็นบ่อเกิดของชีวิตทุกชีวิต ครรภะไม่มีเพศ เพราะต้องการความหมายเพียงเป็นที่พักพิงของชีวิต ยังไม่มีความคิดว่าชีวิตเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่าง 2 เพศ แม้จะมีการทำรูปสตรีจ้ำม่ำก็ต้องการให้เป็นตัวแทนของครรภะเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการร่วมเพศ

เทพฟ้า(Anu ภาษาสุเมเรียนว่า Ana) เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ทุกสิ่ง มีชายานามว่าอานตุ (Antu ภาษาสุเมเรียนว่า Anatu) มีสวรรค์ส่วนตัวอยู่ที่ขั้วโลก แสดงให้เห็นการเริ่มให้ความสำคัญแก่พลังแห่งการร่วม 2 เพศในการสร้างชีวิต

เทพดินเอนลิล (Enlil)  มีชายานามว่านินลิล (Ninlil) มีสวรรค์ส่วนตัวอยู่บนภูเขาสูง มีวิหารหลักอยู่ที่เมืองนิปปูร์ (Nippur)ชื่อว่าเอกูร์ (Ekur) เป็นเทพบุตรยอดนิยมในบาบิโลนช่วงแรกก่อนที่มาร์ดุคจะช่วงชิงตำแหน่งไป

เทพน้ำเออา (Ea) มีวิหารหลักอยู่ที่เอริดู (Eridu)ตรงปากน้ำที่พบกันระหว่างยูเฟรถิสกับไตกริสในสมัยนั้น มีชายานามว่าดามกีนา (Damkina) มีโอรสนามวว่ามาร์ดุคซึ่งจะเป็นเทพบุตรยอดนิยมแทนเอนลิลในช่วงบาบิโลนช่วงหลัง

 

พลังคู่/พลังเดี่ยว

              นับเป็นปัญหาโลกแตกปัญหาหนึ่งที่ถกเถียงกันไม่ตกฟากตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาจนทุกวันนี้ คือปัญหาที่ว่า พลังสร้างสรรค์ใหม่ๆมาจากพลังคู่หรือพลังคี่ มนุษย์ยุคหินดูเหมือนจะให้คำตอบอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า คัพภะเป็นพลังเดี่ยวที่คลุมทั้งเอกภพเท่าที่เชื่อว่ามีอยู่ การต้องพึ่งคู่ถือว่าเป็นความอ่อนแอ หลังจากยุคหินจึงแยกเป็น 2 สาย ส่วนมากเชื่อว่าการร่วมเพศหรือการรวมหยินหยางทำให้เกิดพลังใหม่ ยกเว้นชาวยิวที่เชื่อว่าความต้องการทางเพศเป็นความตกต่ำ ส่วนชาวเปอร์เซียโบราณเห็นด้วยกับฝ่ายยิว แต่เพิ่มความคิดว่าความชั่วมาจากความดีไม่ได้ จึงเชื่อว่ามีพะรเจ้าแห่งความชั่วเป็นอิสระจากพระเจ้าแห่งความดีมาแต่ต้น เรื่องนี้ต้องขยาย

จดหมายถึงชาวเธสะโลนิกา 2

Fountain of Peirene at Corinthซอกแซกหามาเล่า (273)

จดหมายถึงชาวเธสะโลนิกา 2

 

ความนำ

            มกราคม ค.ศ.50 เปาโลอายุ 40 ปี เดินทางจากเอเธนส์โดยสารรถม้าสาธารณะไปทางตะวันตกสู่โครินทร์พร้อมกับทิโมธีและสิลาส บนรถม้าพบครอบครัวยิวพ่อค้าเต็นท์เชื่อในพระเยซูถูกขับไล่จากกรุงโรมมาตั้งโรงงานใหม่ที่โครินธ์ ชื่ออควีลา (Aquila) และปริสชิลลา(Priscilla) เปาโลจึงสมัครรับจ้างทำเต็นท์และขอพักอยู่ประจำ ส่งทิโมธีไปเยี่ยมส่งข่าวและสืบข่าวคริสตจักรแห่งเธสะโลนิกาที่เพิ่งจากมาอย่างรีบด่วน และส่งสิลาสไปเยี่ยมคริสตจักรฟีลิปปี ทิโมธีกลับมารายงานว่าคริสตจักรเธสะโลนิกามีกำลังใจดี แต่มีปัญหาบางประการที่ต้องการคำแนะนำจากเปาโลโดยฉะเพาะอย่างยิ่งว่าบรรพบุรุษของพวกเขาจะมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพหรือไม่ เพราะเปาโลสอนไว้ว่าเมื่อพระเยซูเสด็จมาครั้งที่ 2 พวกเราที่เชื่อในพระองค์จะได้ไปต้อนรับพระองค์บนท้องฟ้าและพระองค์จะนำหน้าพาเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ พวกเขาพอใจมากกับคำยืนยันนี้ แต่พวกเขามีปัญหาว่า และถ้าใครตายไปก่อนจะทำอย่างไร ส่วนสิลาสนำเงินบริจาคของคริสตจักรฟีลิปปีมามากพอที่เปาโลไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อมีเวลาเผยแผ่ข่าวดีมากขึ้น เปาโลจึงเขียนจดหมายไปถึงชาวเธสะโลนิการับรองว่าผู้ที่ตายไปก่อนจะได้ฟื้นคืนชีพและไปต้อนรับพระเยซูบนท้องฟ้าก่อนผู้ไม่ตายเสียอีก จึงไม่ต้องเป็นห่วง ซ้ำยังยืนยันให้กำลังใจเกินจำเป็นไปอีกหน่อยเพื่อแสดงความเป็นกันเองว่า “เราผู้ยังมีชีวิตและรออยู่จนถึงวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมา…เราผู้ยังมีชีวิตอยู่ จะถูกรับขึ้นไปในกลุ่มเมฆพร้อมกับพวกเขา” ข้อความนี้ถูกใจพวกไม่อยากตาย คือไม่อยากให้วิญญาณออกจากร่างกายและร่างกายกลายเป็นศพ แต่อยากให้ชีวิตนี้กลายเป็นชีวิตอมตะนิรันดรไปโดยอัตโนมัติ จึงพยายามตีความให้เข้าสเป๊กของตนโดยอ้างว่าเป็นคำสอนของเปาโลโดยปริยายและปรับชีวิตให้เข้ากับความเชื่อนี้อย่างเต็มร้อย พวกเขามีความตื่นเต้นกระตือรือร้นที่จะใช้เวลาไปอยู่ตามที่สาธารณะเพื่อหาใครก็ได้ที่ยอมฟังเขาประกาศอย่างตื่นเต้นออกหน้าออกตาว่า ใครก็ตามที่เชื่อในพระเยซู นอกจากตัวเองจะมีชีวิตอมตะนิรันดรทั้งวิญญาณและกายซึ่งถ้าไม่รีบตายเสียก่อนที่พระเยซูจะมารับเอาตัวไปขึ้นสวรรค์ ก็จะไม่ต้องผ่านความตาย คือ วิญญาณไม่ต้องออกจากร่างแล้วค่อยกลับเข้ามารวมกันใหม่ คือ ไม่อยู่ในประเภทบรรพบุรุษที่จะได้ฟื้นคืนชีพ ซึ่งก็นับว่าดีอยู่ แต่ไม่ถึงใจพระเดชพระคุณเท่าประเภทไม่ต้องตาย แต่จากสภาพมนุษย์เดินดินกลายเป็นเทวดาเดินฟ้าไปชั่วพริบตา “เราจะได้อยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไป จงใช้ถ้อยคำเช่นนี้ปลอบใจกันเถิด” (1เธสะโลนิกา  4:17-18) จึงมีการเสนอโปรโมชั่นแบบต่างๆเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในประเภทไม่ต้องตายก่อนไปสวรรค์ แค่นี้ยังพอทำเนา เปาโลได้ข่าวมาว่าบางคนไปไกลกว่านั้นอีก จนเปาโลทนไม่ไหว ต้องรีบเขียนจดหมายไปชี้แจงปรับความเข้าใจด้วยสำนวนค่อนข้างจะดุดัน เพราะในจดหมายฉบับแรก เปาโลได้ใช้สำนวนกำกวมที่ชวนให้ตีความเข้าล็อคของคนกลุ่มนั้นหนักเข้าไปอีกว่า  “เราขอบอกท่านว่า เราผู้ยังมีชีวิตและรออยู่จนถึงวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา จะไม่ได้เปรียบบรรดาผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว” (1เธสะโลนิกา 4:15) พวกเขาตีความว่า “เรา”หมายถึงเปาโลเองและพวกเขาจะไม่ต้องตายก่อนจะถึงวันนั้น พวกเขาจึงทำตัวเป็นอภิสิทธิชน ไม่อยากทำมาหากิน เพราะในไม่ช้าก็จะได้ขึ้นสวรรค์แล้ว ไม่รู้จะทำงานหาเงินไว้ทำไม และพวกเขาก็เลยทำตัวเป็นเนื้อนาบุญ  รับส่วนบุญเพื่อยังชีพรอวันสิ้นโลกที่จะมาถึงในชั่วชีวิตของ”เรา” ซึ่งเปาโลยอมรับไม่ได้

จดหมายถึงชาวเธสะโลนิกาฉบับที่ 2 นี้จึงมีเรื่องปรับความเข้าใจอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องกำหนดการสิ้นโลกไม่เร็วอย่างที่คิด และเรื่องกินเงินทำบุญ และเปิดประเด็นใหม่คือมนุษย์ชั่วร้ายสมุนของซาตาน

 

กำหนดการสิ้นโลก      

“พี่น้องทั้งหลาย เรื่องการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และเรื่องการชุมนุมของเราเพื่อพบกับพระองค์นั้น เราวอนขอท่านอย่ารีบด่วนหวั่นไหวหรือตกใจ ไม่ว่าเพราะคำพยากรณ์ที่อ้างว่ามาจากพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ หรือเพราะคำพูด หรือจดหมายที่อ้างว่ามาจากเรา ประหนึ่งว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาถึงแล้ว อย่าให้ใครหลอกลวงท่านโดยวิธีใดเลย” (2เธสะโลนิกา 2:1-3) ก็หมายความว่าไม่มีกำหนด และเปาโลเองไม่รู้กำหนด เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ใครอ้างใครและอะไรก็เชื่อไม่ได้ทั้งสิ้น           

 

เรื่องกินเงินทำบุญ

“ถ้าผู้ใดไม่อยากทำงานก็อย่ากิน เรากำชับและเตือนคนเช่นนี้ว่าในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า ให้ทำงานอย่างสงบและหาเลี้ยงชีพด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง” (2เธสะโลนิกา 3:10-12)

 

 

เรื่องสมุนของซาตาน

“การมาของมนุษย์ชั่วร้ายจะเกิดขึ้นด้วยฤทธิ์อำนาจของซาตาน ที่แสดงออกเป็นการทำปาฏิหาริย์เป็นเครื่องหมาย และเป็นปาฏิหาริย์อันหลอกลวงชนิดต่างๆ มนุษย์ชั่วร้ายนี้จะใช้เล่ห์เหลี่ยมชั่วช้าทุกอย่างทำร้ายผู้จะต้องพินาศ เพราะพวกเขาปฏิเสธไม่ยอมรับความจริงที่ทำให้รอดพ้น…ดังนั้นทุกคนที่ไม่ยอมเชื่อความจริง แต่พึงพอใจความชั่วร้ายจะถูกตัดสินลงโทษ” (2เธสะโลนิกา 2:9-12)  

ทั้ง 3ประเด็นนับเป็นประเด็นร้อน (hot issue) ในวงการศาสนาของมหาอาณาจักรโรมันซึ่งให้เสรีภาพในการนับถือและเผยแผ่ศาสนาในลักษณะที่แข่งขันกันได้ภายในกรอบของกฎหมายโรมัน เปาโลจึงต้องคิดหนักในเรื่องนี้และพยายามเสนอคำสอนของศาสนาใหม่ของตนให้เด่นกว่าศาสนาอื่นๆที่เป็นคู่แแข่งทั่วมหาอาณาจักรโรมันให้จงได้ และว่ากันตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็ต้องยอมรับว่าเปาโลทำได้สำเร็จในชั่วชีวิตของตน มิฉะนั้นแล้วศาสนาของพระเยซูก็คงมิได้ผงาดขึ้นเป็นศาสนาของมหาอาณาจักรโรมันในเวลา 3 ศตวรรษ จึงต้องนับว่าเป็นเรื่องน่าจับประเด็นศึกษาดูความเป็นมาเป็นอย่างยิ่ง สรุปเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คือ เรื่องโลกหน้า เรื่องพลังของความชั่วที่จะต้องเอาชนะ และการกำชับให้ขยันทำการอย่างแข็งขันตลอดชีวิต

ศาสนาต่างๆที่ถือว่าเป็นศาสนาของมหาอาณาจักรโรมันขณะนั้น มีแหล่งกำเนิดจาก 5 แหล่งที่สำคัญ คือ เมโสโพเทเมีย อียิปต์ ปาเลสไตน์ เปอร์เซียและกรีซ ทั้ง 5 แหล่งพัฒนามาจากแหล่งรวมคือศาสนาของมนุษย์ยุคหิน

 

โลกหน้าของมนุษย์ยุคหิน

มนุษย์ยุคหินยังไม่รู้จักเขียนหนังสือ จึงไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรทิ้งไว้บอกให้เรารู้ได้ว่าเขาเชื่อเรื่องโลกหน้าอย่างไรบ้าง มีแต่หลักฐานวัตถุและร่องรอยการปฏิบัติที่แสดงออกตามความเชื่อถือ หลักฐานโดยรวมพอจะสรุปได้อย่างน่าเชื่อถือว่าพวกเขาโดยทั่วไปเชื่อว่ามีโลกหน้า และโลกหน้าโลกนี้อยู่ในมิติเดียวกัน พวกเขาเชื่อว่าชีวิตทั้งหลายมาจากครรภะแห่งทัองฟ้า พวกเขาไม่สนใจที่จะกำหนดว่าเป็นเจ้าพ่อหรือเจ้าแม่ เพศชายหรือเพศหญิง ที่แน่ๆคือชีวิตทุกชีวิตมาจากครรภะ เติบโตและดำรงชีวิตภายในอ้อมกอดของครรภะ เกิดคือการที่ชีวิตหน่วยหนึ่งเลือกเอาสสารส่วนหนึ่งเป็นเครื่องมือทำการ ตายก็คือการที่ชีวิตหน่วยหนึ่งสละร่างที่เป็นเครื่องมือเพื่อกลับคืนสู่ครรภะ ก่อนจะยอมเข้าครรภะก็อาจจะเถลไถลวนเวียนเป็นผีซุกซนหลอกหลอนหรือช่วยเหลือผู้ยังมีชีวิตตามอัธยาศัย จึงเห็นได้ว่าวงจรชีวิตของผีก็เป็นส่วน 1 ของวงจรชีวิตของผู้เป็นอย่างแยกกันไม่ออก วนเวียนเป็นผีซุกซนจนเบื่อแล้วก็เข้าไปอยู่ในครรภะเพื่อซักฟอกจิตใจให้สะอาดเตรียมหาที่เกิดใหม่ บางคนรีบร้อนไม่รอให้ซักฟอกให้สะอาดเสียก่อนก็ชิงมาเกิดด้วยคุณภาพชีวิตต่ำกว่ามาตรฐาน

หลักฐานยืนยันความเชื่อดังกล่าวก็คือ 1. เมื่อพวกเขาสามารถสร้างอนุสรณ์แห่งศรัทธาต่อท้องฟ้าครรภะและสุริยะซึ่งเป็นโอรสองค์โปรดของครรภะ พวกเขาก็ทุ่มเทสร้างอนุสาวรีย์หินใหญ่(Megalith)ไว้ในที่ต่างๆโดยมิได้นัดแนะ แต่ทุ่มเทสร้างด้วยจิตศรัทธาที่มีความสุขเมื่อทำได้สำเร็จ 2. ตามถ้ำลึกๆในส่วนที่มีรูปลักษณ์เป็นครรภะมาตราส่วนย่อ มีพบได้มากมายที่พวกเขาจัดเป็นสถานที่สักการครรภะ 3. พวกเขาชอบแกะสลักรูปสตรีจ้ำม่ำเพื่อเป็นตัวแทนถึงครรภะ

มนุษย์ยุคหินคงยังไม่ถามปัญหาว่า ชีวิตที่เวียนเกิดระหว่างครรภะกับชีวิตในร่างนั้นเป็นอมตะแค่ไหน เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญของศาสนาโบราณที่สืบต่อจากศาสนายุคหิน แต่สำหรับเปาโลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะพลเมืองโรมันแม้จะ อยู่ในยุคโบราณ นับถือศาสนาแบบโบราณ แต่กระบวนทรรศน์และความเชื่อของบางคนและอาจจะมากเสียด้วยที่ยังไปปรับตัวเข้ากับกระบวนทรรศน์ คือเขาอาจจะอ้างว่านับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่เป็นศาสนาโบราณ แต่ความเชื่อเรื่องโลกหน้าของเขาอาจจะเป็นแบบดึกดำบรรพ์ยุคหิน คือ เมื่อชีวิตหรือวิญญาณกลับเข้าไปถูกซักฟอกในครรภะหลายครั้งเข้า ก็อาจจะลืมอดีตของตัวเองไปตามลำดับ ทำให้รู้สึกว่าวิญญาณเป็นอมตะหรือไม่ ไม่เป็นเรื่องน่าสนใจมากเท่ากับทำอย่างไรให้ร่างกายเป็นอมตะ ถ้าอย่างนี้ละก็น่าสนใจมากๆ และอยากให้เป็นจริงเร็วๆ อย่างที่ศิษย์ของเปาโลกลุ่มหนึ่งที่เธสะโลนิกาอยากจะนั่งคอยนอนคอยให้เป็นจริงในวันนี้พรุ่งนี้ให้จงได้

เรื่องนี้เปาโลดูแล้วเล่นไม่ยาก เสนอพระสัญญาของพระเยซูเข้าไปเปรียบเทียบก็เห็นความต่างชัดเจน ครรภะแม้จะเกื้อกูลให้ต่อชีวิตไปได้เรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีอะไรค้ำประกันความเป็นอมตะ นอกจากตัวเองต้องดันทุรังไปตามยถากรรม ผิดกับพระเยซูที่กระตือรือร้นที่จะประทานชีวิตนิรันดรอย่างออกหน้าออกตา “พี่น้องทั้งหลาย เราเชื่อว่าพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์และทรงกลับคืนพระชนมชีพ เราจึงเชื่อได้ว่า…เมื่อมีเสียงแตรของพระเจ้า บรรดาผู้ตายในพระคริสตเจ้าจะกลับคืนชีพก่อน ต่อจากนั้นเราผู้ยังมีชีวิตอยู่จะถูกรับขึ้นไปในกลุ่มเมฆพร้อมกับพวกเขา ไปพบองค์พระผู้เป็นเจ้าในท้องฟ้า เราจะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไป จงใช้ถ้อยคำเช่นนี้ปลอบใจกันเถิด” (1เธสะโลนิกา 1:14-18) ผู้อ่านรู้สึกได้ทันทีว่าเปาโลพยายามใช้โวหารให้ดูเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มโหฬาร ก็ควรเป็นเช่นนั้น เพราะตรงนี้เป็นจุดขายของเปาโล หากชีวิตอมตะที่เปาโลนำออกเสนอ ไม่ต่างอะไรนักกับที่มีอยู่เดิม ใครจะสนใจสินค้าที่เปาโลสู้อุตส่าห์นำข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้เปรียบเทียบเพื่อเลือก ในกรณีของผู้ยังหวังแค่ครรภะให้ได้เกิดใหม่ ก็จะตัดสินใจไม่ยากที่จะเลือกข้อเสนอใหม่ของเปาโล จึงเห็นได้ว่าเปาโลนอกจากจะต้องต่อสู้เพื่อหาเวทีเสนอสินค้าตัวใหม่ที่มีเดิมพันสูงแล้ว ยังต้องจับให้ถูกจุดสนใจของผู้ฟังที่มีทุนเดิมต่างๆกัน ดังได้ยกขึ้นเป็นอุทธาหรณ์ ไหวพริบของเปาโลยังมีอีกมากที่จะต้องค่อยๆคลี่ออกดูอย่างละเมียดละไม ที่น่าสังเกตก็คือ ชาวเธสะโลนิกาที่เปาโลกล่าวถึงนี้น่าจะมีเบื้องหลังมาจากหลายชนเผ่า คือ กรีก โรมัน ยิว เมโสโพเทเมีย เปอร์เซีย อียิปต์ อนารยชน ซึ่งต่างก็พัฒนามาจากศาสนายุคหิน โดยต่างก็ได้รับการติดต่อจากเบื้องบนเฉพาะตัว และเฉพาะกลุ่มมาบ้างในฐานะบรรพบุรุษของมนุษยชาติ

 

โลกหน้าของชาวเมโสโพเทเมียเป็นตัวอย่าง

            เมโสโพเทเมียแปลว่าระหว่างแม่น้ำ หมายถึงดินแดนอุดมสมบูรณ์ระหว่างแม่น้ำยูเฟรทิสกับไทกริส ไม่มีชนเผ่าที่ชื่อว่าเผ่าเมโสโพเทเมีย โดยพัฒนามาจากมนุษย์ยุคหินในท้องที่โดยตรง ใครมาอยู่ในดินแดนแห่งนี้ก็ได้ชื่อว่าเมโสโพเทเมียน และจริงๆก็มีหลายชนเผ่าที่ผลัดกันขึ้นเป็นใหญ่และสร้างอารยธรรมแบบสืบเนื่อง ไม่ว่าจะมีกี่ชนเผ่าก็ตามที่มาใช้อำนาจบนผืนแผ่นดินนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ร่วมสร้างอารยธรรมและศาสนาเมโสโพเทเมีย ทุกเผ่าที่ขึ้นเป็นใหญ่พร้อมใจรับศาสนาของผู้เป็นใหญ่มาก่อนและสืบทอดเจตนารมณ์ต่อไป และความเชื่อเรื่องโลกหน้าของศาสนาเมโสโพเทเมียก็เป็นความเชื่อที่สำคัญความเชื่อหนึ่งของมหาอาณาจักรโรมันในสมัยของเปาโลที่มาพร้อมกับความน่าเชื่อถือทางดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ ยิ่งกว่านั้นความเชื่อและคำสอนของศาสนาเมโสโพเทเมียทิ้งร่องรอยไว้มากมายในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของเปาโลและของชาวยิวทั้งหลายที่เปาโลจะต้องเผชิญหน้าอยู่ทุกวัน

พวกเขาขยายผลการนับถือองค์ครรภะเป็นบ่อเกิดของเจ้าพ่อเจ้าแม่หลายคู่ซึ่งให้กำเนิดแก่เทพเทวีและเทพบุตรเทพธิดาซึ่งเป็นอมทตะทั้งกายและปัญญา มีสวรรค์ดีลมุน (Dilmun) และอาณาจักรใต้บาบาลสำหรับเป็นที่เสวยสุขนิรันดร เทพเทวีที่ต้องการมีบริวารก็จะสร้างเมืองบนพื้นโลกและสร้างมนุษย์เพื่อเป็นบริวาร มนุษย์คนใดรับใช้ถูกอัธยาศัย เมื่อสิ้นอายุขัยก็ให้วิญญาณออกจากร่างและให้มีชีวิตอย่างวิญญาณไร้ร่างต่อไปชั่วระยะเวลาหนึ่งตามความดีความชอบ แล้วก็จะค่อยๆจางหายไปตลอดกาล วิญญาณจะเป็นอมตะไม่ได้นอกจากจะมีร่างกายเป็นอมตะด้วยเหมือนอย่างเทพเทวีทั้งหลาย กษัตริย์กิลกาเมชสืบรู้ว่าต้นราชวงศ์ของตน พระเจ้าอุชนาพิชทิมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับเกียรตินี้ จึงพยายามดั้นด้นไปหาจนพบตัวและถามเคล็ดลับเพราะอยากจะได้สิทธิพิเศษนั้นด้วย คำตอบก็คือ เป็นเรื่องเทพประทาน ไม่อาจจะแสวงหาเองได้ ได้ฟังเช่นนั้นกิลกาเมชก็ปลงตก ทำใจได้และหาความสุขตามอัตภาพ ไม่ดิ้นรนหาเกินตัว ศาสนาเมโสโพเทเมียสอนกันอย่างนั้น ซึ่งศาสนายูดาห์รับมาเป็นเกณฑ์ชีวิตโดยไม่ตะเกียกตะกายให้เกินตัว

ความเชื่อโลกหน้าตามคติของศาสนาเมโสโพเทเมีย ดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้ต้องคิดเปรียบเทียบกับโลกหน้าของพระเยซู แต่ประเด็นที่หนักหนาสำหรับเปาโลก็คือท่าทีปล่อยตามน้ำพระทัยของเบื้องบน ซึ่งถ่ายทอดมาเป็นคติของชาวยิวด้วย ขนาดอับราฮัมบิดาแห่งชาวเซมิติกทั้งหมด เมื่อได้รับพันธสัญญาให้ทิ้งทุกอย่างเพื่อไปสร้างชาติใหม่ ก็ได้รับค่าตอบแทนว่าจะเป็นบรรพบุรุษของชาติยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่มีสสัญญาข้อใดระบุว่าจะได้อะไรในโลกหน้า เมื่อความตายมาถึงก็ได้แต่มีความหวังว่าจะได้อะไรดีๆอย่างคุ้มค่า คัมภีร์บันทึกไว้เพียงสั้นๆว่า “สิ้นชีวิตในวัยชราอันยาวนานและผาสุก ไปรวมอยู่กับบรรพบุรุษ” (ปฐมกาล 25:7) โดยไม่รับรู้ว่าอยู่ที่ไหน วิญญาณเป็นอมตะหรือไม่  มีความสุขอย่างเดียวกับเทพหรือต่างกัน สถานที่เดียวกันกับสวรรค์ของเทพหรือคนละที่ตามคติของเมโสโพเทเมีย อะไรก็ไม่รู้ทั้งนั้น คนรุ่นต่อๆมาเวลาตายก็ใช้สำนวนแบบเดียวกัน แสดงว่ามีความพอใจกับชตากรรมของตนเหมือนกิลกาเมช ยังไงก็ได้ แล้วแต่พระยาห์เวห์จะพอพระทัยประทานให้

เปาโลเองก่อนอายุ 26 ปีก็ทำใจอย่างนั้น ไม่คิดจะทำอะไรเปลี่ยนพระลิขิตของพระยาห์เวห์ และรู้สึกทนไม่ได้ที่ได้ข่าวว่าพระเยซูเสนออะไรขึ้นมาเปลี่ยนโฉมหน้าพระยาห์เวห์ เปาโลยอมไม่ได้ พยายามดึงกลับสู่สถานภาพเดิม (status quo) และเมื่ออายุ 26 นั้นเอง เปาโลก็ประสบเหตุการณ์ที่พลิกผันชีวิตเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ พระเยซูแสดงองค์เป็นเจ้าของทุกอย่างบรรดามีในเอกภพ ทรงแสดงพระประสงค์ที่จะปรับปรุงการดูแลเอกภพให้ทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อตัวเองและต่อกันและกัน เพราะทั่วโลกคนมีปัญญาพอจะรับผิดและรับผิดชอบได้แล้ว จึงไม่ควรจะรอให้เบื้องบนจัดสรรให้ตามแต่จะเห็นควรอีกต่อไป เปาโลมีหน้าที่ทำให้คนเชื่อ ไปทางไหนก็จี้ระดมความคิดใหม่ระทางเรื่อยไป ได้ผลแค่ไหนก็ดำเนินการสืบสานต่อเนื่องเรื่อยไป วันหนึ่งออกแถลงนโยบายให้ลูกศิษย์นำไปเผยแพร่เป็นแนวปฏิบัติอย่างเป็นล่ำเป็นสัน “ในอดีต พระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเราโดยทางประกาศกหลายวาระและหลายวิธี ครั้นสมัยนี้เป็นวาระสุดท้าย พระองค์ตรัสกับเราโดยทางพระบุตร พระเจ้าทรงสถาปนาพระบุตรให้เป็นทายาทครอบครองทุกสิ่ง พระองค์ทรงสร้างจักรวาล เดชะพระบุตรนี้ พระบุตรทรงผดุงจักรววาลไว้ด้วยพระวาจาทรงฤทธิ์ บัดนี้พระบุตรได้ทรงลบล้างมลทินแห่งบาปเสร็จสิ้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นสวรรค์ประทับ ณ เบื้องขวาแห่งพระมหิทธานุภาพ” (ฮีบรู 1:1-3) เปาโลรู้สึกว่าตนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ยิ่งใหญ่และหนักอึ้ง เราจะดูกันต่อไปว่าเปาโลสำนึกในความรับผิดชอบนี้เพียงใด และพยายามทำประการใดบ้าง และได้ผลอย่างไร

ทำไมเปาโลจึงเขียนจดหมายเธสะโลนิกา

paolo

อกแซกหามาเล่า (272)

ทำไมเปาโลจึงเขียนจดหมายเธสะโลนิกา

            เปาโลเดินทางถึงโครินธ์พร้อมกับอาควิลาและปริสชีลลาครอบครัวยิวนักธุรกิจที่ถูกขับไล่ออกจากกรุงโรมเพราะเหตุที่ชาวยิวทะเลาะกันวุ่นวายเกี่ยวกับว่าพระเยซูเป็นเมสสิยาห์หรือไม่ จักรพรรดิไม่อยากสอบสวนหาความจริงและไม่อยากตัดสินจึงมีคำสั่งเฉพาะการณ์ขับไล่ออกจากกรุงโรมเสียทุกคนทั้ง 2 ฝ่าย ครอบครัวอาควิลาอยู่ฝ่ายเชื่อพระเยซูก็ต้องออกจากกรุงโรมตามกำหนด อพยพมาอยู่ที่โครินธ์เพราะมีคนรู้จักช่วยให้มีที่อยู่อย่างดีและดำเนินธุรกิจได้ตามเดิม ครอบครัวนี้ยังมีที่ให้เปาโลอยู่ร่วมชายคาได้อย่างสะดวกสบายไร้กังวลและรับอุปัฏฐากทุกอย่างเพื่อให้เปาโลทำการเผยแผ่ได้โดยสะดวก มีสวนในบริเวณบ้านให้เปาโลใช้เป็นที่สงบอารมณ์และคิดสร้างสรรค์ตามความพอใจหรือจะใช้เป็นที่พบปะกลุ่มเล็กๆเพื่อทำอะไรก็ได้ เป็นบุญของเปาโลในที่สุด

เมื่อออกจากเอเธนส์ ทั้ง 3 อคันตุกะ คือ เปาโล ทิโมธี และสิลาสเดินทางไปโครินธ์ด้วยกันจนรู้ว่าเปาโลพักที่ไหนแล้ว เปาโลได้ใช้ให้ทิโมธีไปส่งข่าวและรับข่าวจากชาวเธสะโลนิกา และใช้สิลาสไปส่งข่าวและรับข่าวจากชาวฟิลิปปีด้วยความคิดถึงและเป็นห่วง นัดทั้ง 2 ให้ไปรายงานที่โครินธ์  ระหว่างที่รอผู้ไปเยี่ยมกลับมารายงาน เปาโลชอบใช้เวลาว่างในสวน คิดทบทวนถึงงานที่ได้ทำไปแล้วและวางแผนทำให้ดีขึ้นต่อไป

คิดถึงว่าได้เปลี่ยนวิถีชีวิตมาเผยแผ่ข่าวดีของพระเยซูตั้งแต่อายุ 26 (ค.ศ.36) มาถึงขณะนี้อายุ 41 เป็นเวลา 15 ปีแล้ว ได้รู้ได้เห็นได้ผจญภัยถึงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ได้มีโอกาสประกาศข่าวดีที่ไหนก็มีผู้พร้อมอาสาเป็นผู้ประกาศต่ออย่างเสียสละ จำใจจำจากกันมาอย่างอาลัยอาวรณ์อย่างไม่มีหวังจะได้เห็นหน้ากันอีก  แต่ก็คิดถึงกันและต้องการกำลังใจจากกันและกัน คิดถึงการเทศน์การสอนแต่ละครั้งก็ปรากฏความเข้าใจใหม่ๆที่แสดงออกเฉพาะหน้าแล้วก็จางหายไปกับสายลม ไม่มีการบันทึกไว้ หากมีการบันทึกไว้บ้างก็คงจะดี ผู้รับก็คงจะเก็บไว้อ่านแล้วอ่านอีก ใครไม่มีต้นฉบับก็คงอยากคัดลอกเอาไปไว้อ่านให้ซึมซับ เพื่อนฝูงคนรู้จักมักจี่ก็อาจจะขอลอกต่อๆกันไปอ่านเองและให้คนอื่นที่สนใจได้อ่านด้วย ข้อเขียนก็จะช่วยการเผยแผ่ข่าวดีและอาจจะได้ผลดีกว่าได้ฟังเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา เพราะข้อเขียนอาจจะเขียนได้เนื้อหาครบถ้อยกระทงความและเขียนให้ได้ความลึกซึ้งมากกว่าพูด ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่เขียนไปให้ที่หนึ่งอ่าน ก็ยังใช้เป็นเนื้อหาไปพูดในที่อื่นๆต่อไปอีกกี่แห่งก็ได้ คิดใคร่ครวญอยู่อย่างนี้ก็พอดีธิโมทีกลับจากเธสะโลนิการายงานข่าว ที่มีทั้งดีและน่าเป็นห่วงซึ่งต้องคิดแก้ไข แต่ก็รอให้สิลาสกลับมาจากฟิลิปปีและปรึกษากันก่อน

 

โคริทธ์ที่เปาโลปักหลักอยู่ถึงปีครึ่ง

            ในชั้นแรกที่เปาโลมุ่งหน้าไปที่เอเธนส์ก่อนก็คงตั้งใจไปปักหลักเผยแผ่ข่าวดีณที่นั้น แต่คงจะหาธรรมสถานยิวเป็นจุดเริ่มต้นไม่ได้ ประสบการณ์บรรยากาศในห้องประชุมรัฐสภาคงได้ทำให้เปาโลรู้สึกว่างานที่นั่นคงเดินได้ช้า เพราะมีนักปรัชญามากกว่านักการศาสนา ผู้คนใจไม่สู้เปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง สู้โครินธ์ไม่ได้ซึ่งอยู่ไปทางตะวันตกไปประมาณสัก 100 ก.ม.อันเป็นศูนย์กลางการสัญจรและการติดต่อธุรกิจของนักธุรกิจจากสารทิศ จึงเชื่อว่าจะมีชาวยิวที่มีอิทธิพลวนเวียนอยู่แถวนั้นมาก จึงตัดสินใจย้ายที่ทำการไปโครินธ์ตามแต่เบื้องบนจะเป็ดโอกาสให้

โครินธ์เป็นคอคอด(คล้ายคอคอดกระของเรา ที่แบ่งดินแดนกรีซออกเป็นส่วนเหนือและส่วนใต้ ในขณะเดียวกันก็แยกอ่าวซาโรน (Saron) ตะวันออกเฉียงใต้ออกจากอ่าวโครินธ์ตะวันตกเฉียงเหนือและอ่าวเลปันโตที่อยู่ทางตะวันตกออกไปอีก ตัวคอคอดกว้าง8กม. และยาว 32 กม. การติดต่อกันระหว่างกรีซส่วนเหนือกับส่วนใต้ ไม่ว่าจะโดยทางบกหรือทางเรือก็ต้องผ่านคอคอดโครินธ์ทั้งสิ้น จึงเป็นศูนย์การค้าขายที่เจริญมาแต่โบราณกาลและผู้คนใจเปิดไม่ว่าจะเป็นคนท้องที่หรือคนสัญจร มีหลักฐานของมนุษย์ยุคหินอาศัยอยู่ตั้งแต่ราวก.ค.ศ.3000 ประมาณก.ค.ศ.900 ชาวเผ่าอารยันสาขาดอร์เรียนรุกรานจากส่วนทางเหนือตั้งนครรัฐ ก.ค.ศ.600 นครรัฐโครินธ์เข้าข้างสพาร์เถอ ก.ค.ศ.395เข้าข้างเอเธนส์ ก.ค.ศ.146 ตกเป็นของมหาอาณาจักรโรมัน ก.ค.ศ.44 ซีเสอร์ตั้งอาณานิคมทหารผ่านศึกโรมัน ค.ศ.51-52 เปาโลเผยแผ่และตั้งคริสตจักรมั่นคง

ต่อมา ค.ศ.1200 อยู่ใต้การยึดครองของคณะครูเสด ค.ศ.1458 เป็นของมหาอาณาจักรออตโตมาน ค.ศ.1822 เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศกรีซ ค.ศ.1858 เกิดแผ่นดินไหวและสร้างเมืองใหม่

เปาโลปักหลักอยู่ถึงปีครึ่ง และเมื่อจากไปแล้วยังเขียนจดหมายมาเยี่ยมเยียน 2 ฉบับ

 

รายงานจากธิโมที

            ธิโมทีรายงานว่า คริสตชนที่เธสะโลนิกาแม้จะเพิ่งเข้าจารีตเป็นคริสตชนใหม่ และได้รับการอบรมจากเปาโลเพียงชั่วระยะเวลาอันสั้นเพียง3-4สัปดาห์ แต่ก็มีศรัทธาแข็งแกร่งมุ่งมั่นอุทิศตัวอย่างดีเยี่ยมแก่ข่าวดี พวกเขายังคิดถึงเปาโลและตั้งใจดำเนินชีวิตตามที่ได้รับคำสั่งสอนจากเปาโลทุกประการ แม้กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะพยายามประโคมข่าวใส่ร้ายแก่เปาโลอย่างไรพวกเขาก็ไม่หวั่นไหว ไม่ต้องกลัวว่าจะล้างสมองได้ง่ายๆ พวกเขายังชวนกันเชื่ออย่างเต็มที่ว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์พระบุตรของพระยาห์เวห์ พวกเขารอคอยการกลับมาครั้งที่ 2 อย่างใจจดใจจ่อ พวกเขาเอาจริงกับเรื่องนี้กันมาก ขนาดคอยวันคอยคืนคอยทุกลมหายใจให้พระองค์เสด็จมาไวๆ จะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณโดยไม่ต้องตายก่อน เป็นห่วงเพียงแต่ว่าคนที่พวกเขารักจะฟื้นคืนชีพกันอย่างไร จะเหมือนกับพวกเราที่ไม่ต้องตายก่อนหรือไม่ เปาโลถามว่าได้สืบมาบ้างหรือไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามใส่ไคล้เปาโลว่าอย่างไรบ้าง ก็ได้คำตอบว่าประเด็นใหญ่ก็คือกล่าวหาว่าเปาโลเป็นคนฉวยโอกาส ทำตัวเป็นศาสนาจารย์เพื่อจะทำนาบนหลังคน เอาเปรียบสังคมอย่างแนบเนียน

ได้ฟังข่าวอย่างนี้เข้าทำเอาเปาโลถึงกับสะอึกและกระอักกระอ่วนใจอยู่มิใช่น้อย ดีใจก็มีส่วนให้ดีใจ แต่ก็มีส่วนให้เป็นห่วงกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย กลางวันทอเต็นท์ในโรงงานของอาควิลาและพริสซีลลา ก็ขบคิดไปพลางว่าจะเขียนตอบไปอย่างไรดี จะไปชี้แจงด้วยตัวเองไม่เหมาะแน่ๆ ค่อยๆคิดไปจัดระเบียบความคิดไปจนลงตัว พอดีสิลาสที่ไปเป็นนักสื่อข่าวกับพี่น้องคริสตชนที่ฟีลิปปีกลับมารายงานว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีที่นั่น ไม่มีปัญหา มีตำแหน่งต่างๆดูแลกันเป็นคริสตจักรเข้มแข็ง พวกเขายังเรี่ยรายเงินรามกันบริจาคมาให้เปาโลใด้ใช้สอยในเงานแพร่ธรรมด้วย เปาโลจึงหาเวลาว่างจากงานทอเต็นท์ปรึกษาทั้ง 2 คนเรื่องการเขียนจดหมายถึงชาวเธสะโลนิกาที่มีปัญหา ใช้เงินบริจาคของชาวฟีลิปปีจัดหาเครื่องเขียนอันได้แก่กระดาษปาปิรุสปึกหนี่ง ปากกาไม้อ้อ น้ำหมึก และคบเพลิงให้ความสว่างในเวลากลางคืน ใช้เวลากลางคืนก่อนนอนวันละสัก 2 ชั่วโมง วันหนึ่งควรเขียนได้สัก 1 หน้า โดยเปาโลขานคำบอกให้เป็นวรรคๆ สิลาสและธิโมทีช่วยกันเขียนตัวบรรจงอย่างระมัดระวังมิให้ผิดพลาดโดยไม่จำเป็น สถานที่ก็คงจะใช้ห้องทอเต็นท์นั่นเองโดยจุดคบเพลิงให้ความสว่าง

 

จดหมายฉบับที่ 1 ถึงชาวเธสะโลนิกา

            คำทักทาย “จากเปาโล สิลาสและทิโมธี ถึงคริสตจักรแห่งเธสะโลนิกา ซึ่งอยู่ในพระเจ้าพระบิดา และในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอพระหรรษทานและสันติสถิตอยู่กับท่านทั้งหลาาย”

นับว่าเปาโลได้สร้างรูปแบบคำขึ้นต้นจดหมายของชาวคริสต์ไว้ให้ และสำนวน “ในพระเจ้า in God”, “ในพระคริสต์ in Christ”, ขอพระหรรษทานและสันติสถิตอยู่กับท่าน/และกับท่านด้วย Grace and Peace be with you/ and also with you.” ยังติดปากติดปากกาชาวคริสต์มาจนทุกวันนี้”

“ท่านเป็นแบบอย่างให้กับผู้มีความเชื่อทุกคนในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา…ความเชื่อของท่านในพระเจ้านี้ยังเลื่องลือไปทั่วทุกหนทุกแห่งจนเราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก” ข้อความนี้เป็นโวหารวาทศิลป์ ในขณะเดียวกันก็แสดงจิตใจภาวะผู้นำของนักอบรมที่คร่ำหวอด คือ มีเป้าหมายตำหนิติเตียนความบกพร่องของผู้รับการอบรมซึ่งละเลยไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ให้เสียกำลังใจ จึงใช้สูตรลูบหลังแล้วตบหัวซึ่งเชื่อว่าหลังจากลูบหลังให้สบายอารมณ์แล้วจะยอมให้ตบหัวแต่โดยดี ได้ผลตามเป้าหมายของการอบรม

“เราห่วงใยท่าน จึงปรารถนาจะมอบให้ท่าน มิเพียงแต่ข่าวดีของพระเจ้าเท่านั้น แต่เราพร้อมจะมอบแม้ชีวิตของเราแก่พวกท่าน เพราะท่านทั้งหลายทุกคนเป็นที่รักยิ่งของเรา” นับเป็นการลูบหลังชุดที่ 2 ก่อนตบหัว

“พวกท่านได้รับทุกข์ทรมานจากการกระทำของเพื่อนร่วมชาติ เหมือนที่พระเยซูเองก็รับความทุกข์ทรมานจากเพื่อนร่วมชาติชาวยิวถึงชีวิต พวกเราก็ถูกเบียดเบียนกันทั่วหน้า…ผู้ทำบาปเสมอไม่ยอมสำนึกผิดจะได้รับโทษในที่สุด” นับว่าเป็นการลูบหลังชุดที่ 3 ด้วยการสร้างอารมณ์ร่วมก่อนที่จะตบหัว

“พี่น้องทั้งหลาย เราเพิ่งจากกันหยกๆ เป็นการห่างกันทางกายเท่านั้น แต่ใจนั้นยังใกล้ชิดกันดังเดิมนะ เรากระหายอย่างแรงกล้าจะได้พบหน้ากันอีก … ขอให้ท่านมีความรักต่อกันและต่อทุกคน เพิ่มพูนขึ้นอย่างเหลือล้น ดังที่เรารักท่าน” นับเป็นการลูบหลังชุดที่ 4 ด้วยการฟื้นความหลังแห่งความสนิทสนมรักหวังดีต่อกันด้วยจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่องชนิดที่ไม่มีอะไรจะทำให้เจือจางลงได้ แม้จำเป็นจะต้องตบหัวกันบ้างก็ตาม เป็นการเตรียมลู่ทางที่จะต้องตบหัวกันเพราะความรักหวังดี

“พี่น้องทั้งหลาย เราไม่อาจปล่อยให้ท่านเข้าใจอย่างผิดๆเกี่ยวกับผู้ล่วงลับไปก่อน ที่ร่างกายเน่าเปื่อยไปแล้ว กลัวว่าจะไม่มีร่างให้ฟื้นคืนชีพ ไม่ต้องวิตกกังวลในเรื่องนี้จนสิ้นหวังเหมือนคนไม่มีความหวัง เราเชื่อว่าพระเยซูเจ้าได้สิ้นพระชนม์จริงและได้ทรงกลับคืนพระชนมชีพจริงในร่างกายเหมือนอย่างเดิม จึงเชื่อได้ว่าพรองค์จะทรงนำบรรดาผู้หลับไปก่อนเหล่านั้นมาอยู่กับพระองค์ได้อย่างเดิมเช่นกัน (คือสำหรับพระเยซูนั้นการที่รักษาพระศพของพระองค์ไว้ในหลุมฝังศพมิให้แปรสภาพสลายตัวตลอด 3 วัน 3 คืน กับการทำให้ศพที่สลายตัวเป็นผงธุลีไปแล้วกลับคืนชีพใหม่เป็นเรื่องจะว่ายากก็ยากพอกัน จะว่าง่ายก็ง่ายพอกัน เพราะไม่มีอะไรที่พระองค์จะทรงทำไม่ได้ นอกจากทำเรื่องขัดแย้งไม่ให้ขัดแย้ง นั่นแหละที่ทำไม่ได้) เราจึงขอบอก (ฟันธงเลิกกังขาใดๆได้เลย) ว่า เราผู้ยังมีชีวิตถึงวันนั้นที่พระองค์จะเสด็จ เราจะไม่ได้เปรียบบรรดาผู้ล่วงลับไปก่อนหน้า…บรรดาผู้ที่ตายไปก่อนในพระคริสต์ไม่ว่านานเท่าไรมาแล้ว จะได้กลับคืนชีพและขึ้นไปหาพระเยซูก่อนพวกเรา ต่อจากนั้นพวกเราที่ยังไม่ตาย (ก็จะไม่ต้องตาย) จะมีชีวิตต่อไป จะถูกรับขึ้นไปในกลุ่มเมฆพร้อมหน้าพร้อมตาผู้ไปคอยอยู่ก่อน ไปพบองค์พระผู้เป็นเจ้าในท้องฟ้า เราจะได้อยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไป  จงปลอบใจกันและกันตามนี้เถิด” คือ ไม่ต้องกังวลใจกลัวว่าร่างกายสลายเป็นธุลีไปแล้วจะฟื้นคืนชีพไม่ได้ เพราะถ้าธุลีฟื้นคืนชีพไม่ได้ พระศพของพระเยซูที่ตายไป3วันก็ฟื้นคืนชีพไม่ได้เหมือนกัน เพราะทหารโรมันเอาหอกแทงหัวใจให้แน่ใจว่าหัวใจทำงานต่อไม่ได้แล้วจริงๆ ในเมื่อหัวใจของพระเยซูกลับมาทำงานใหม่ได้ ศพของชาวเธสะโลนิกาก็กลับมามีอวัยวะทุกส่วนทำงานได้เช่นกัน ไม่ต้องเป็นห่วง นับเป็นการตบหัวเบาๆเบาะๆก่อน ตามมาด้วยการตบเปรี้ยงใหญ่ต่อมา

ปัญหาใหญ่ที่ทำให้เปาโลต้องรีบเขียนไปปรับความเข้าใจเป็นการใหญ่ และกลัวว่าผู้อ่านจะไม่ยอมเชื่อฟังง่ายๆ คือเรื่องกำหนดกาลเวลาแห่งการสิ้นโลกก่อนการฟื้นคืนชีพของผู้ตายทุกคนและการพบพระเยซูพร้อมหน้าพร้อมตาบนท้องฟ้าในอากาศ ก่อนที่คนทำตามคำสอนของพระเยซูจะได้มีชีวิตนิรันดรกับพระองค์ในสวรรค์ ส่วนคนไม่สมัครใจเป็นศิษย์ของพระองค์ก็ไม่ต้องเข้าและไม่ควรเข้า จะไปทางไหนก็น่าจะตามใจ แต่ไม่ใช่สวรรค์ของพระองค์ รายละเอียดเหล่านี้เรียกตามศัพท์ปรัชญาศาสนาคริสต์ว่า parousia ซึ่งเชื่อว่าเปาโลคงมิได้รับฟังทั้งหมดมาจากพระเยซู แต่รู้มาจากอัครสาวกที่ได้ฟังจากพระเยซู และเปาโลได้รับฉันทานุมัติจากพระเยซูให้ขยายผลและเผยแผ่ภายใต้การนำของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์

เปาโลคงได้สอนเรื่องนี้ในขณะอยู่กับพวกเขาตามที่เข้าใจมาจากอัครสาวก ทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าวันสิ้นโลกจะมาถึงในเร็ววัน จึงเอาแต่ตั้งตาตั้งใจคอยทุกลมหายใจโดยไม่ยอมวางแผนชีวิตทำงานทำการ คือ ถ้าคิดอย่างคนรู้มาก ก็อยากจะไม่ต้องตายดีกว่าต้องตาย ถ้าไม่ต้องตายโดยวันสิ้นโลกมาถึงขณะยังมีชีวิตอยู่ ก็จะเหาะขึ้นสวรรค์ได้เลย พวกที่ชอบอย่างนี้ก็เลยทึกทักอุบเอาจริงไปเสียเลยว่าเปาโลได้สอนไว้อย่างนั้น ก็ต้องเชื่ออย่างหัวชนฝาเหมือนเรื่องอื่นๆที่ได้ฟังจากเปาโล ซึ่งเปาโลตกใจมากที่ได้ยินข้อสรุปอย่างนี้ จนต้องรีบเขียนและส่งและกำชับให้อ่านให้ทุกคนได้รับรู้ นับเป็นการตบหัวอย่างแรง โดยกล่าวว่า” พี่น้องทั้งหลาย ไม่จำเป็นเลยที่ข้าพเจ้าจะต้องเขียนบอกท่านเรื่องวันเวลาที่กำหนด แต่ก็จำเป็นต้องบอก (เพราะปล่อยให้เข้าใจผิดอย่างนั้นไม่ได้)  ท่านทั้งหลายรู้อยู่แล้ว (เพราะได้พูดได้สอนกันไว้แล้ว) ว่า วันที่พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าจะมานั้น จะมาเหมือนขโมยที่มาตอนกลางคืน” คือไม่บอกให้รู้วันเวลาล่วงหน้า เพราะฉะนั้นไม่ต้องคาดไม่ต้องเดาอะไรทั้งนั้น มาเมื่อไรก็เมื่อนั้น ไม่ต้องตื่นเต้น ไม่ต้องตกใจ ขอให้เชื่อฟัง ขอกำชับอย่างแรง จะว่าตบหน้าอย่างแรงก็ใช่ เพื่อให้เชื่อจริงๆ และไม่ต้องมโนกันอีก

ลงท้ายด้วยการปลอบขวัญให้กำลังใจและเตือนสติ “ท่านทั้งหลายเป็นบุตรแห่งความสว่างและบุตรฝ่ายกลางวัน จงรู้จักประมาณตน ไม่เมา จงสวมความเชื่อและความรักเป็นเกราะป้องกัน จงสวมความหวังที่จะได้รับความรอดพ้นเป็นเกราะป้องกันศีรษะ จงร่าเริงเสมอ จงละเว้นความชั่วทุกรูปแบบ เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมา พระองค์จะทรงเรียกท่าน เพราะพระองค์ทรงซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญา

ปิดท้ายด้วยคำอวยพร “ขอพระหรรษทานของพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา สถิตกับท่านทั้งหลาย เทอญ

ที่สำคัญที่สุดก็คือที่มาจากร้อยพ่อพันแม่แต่อยู่ในอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ด้วยกัน ต้องรักสามัคคีกันให้ได้ ซึ่งจะมีปัญหาให้เปาโลต้องแก้ให้ตก (โปรดติดตามต่อไป) ทำอย่างนี้อย่างมีความสุขบริสุทธิ์อยู่3สัปดาห์ ก็มีเรื่องให้เดือดเนื้อร้อนใจอีก เพราะมีบ่างช่างยุจากฟีลิปปีมาค้าขายถึงเธสะโลนิกา พอเห็นว่าเปาโลหนีไม่ใช่มากบดาน แต่มาปลุกระดมแบบเดียวกับที่ฟีลิปปี จึงปลุกระดมซ้อนให้รังเกียจเปาโลอย่างทนต่อไปไม่ไหว ชวนกันทันทีไปที่ร้านทำเต็นท์ของนายเจสัน คิดจะล่าเอาตัวไปทำให้หายสาบศูนย์อย่างคนพลัดถิ่นหายตัวไป ไม่มีเจ้าทุกข์ บังเอิญเปาโลไม่อยู่ในร้าน (หรือจะรู้แกวเหมือนมีสังหรณ์) ไม่รู้หลบหน้าไปทางไหน รอเท่าไรก็ไม่ยอมกลับมา คอยจนคอยไม่ไหวฝ่ายปองร้ายก็ล่าถอยไปตั้งหลัก เจอตัวเมื่อไรเป็นเจอดี พอเปาโลเข้าถึงร้านเจสันระล่ำระลักขอร้องให้เปาโลรีบหนีเอาตัวรอดทันที (ตอนนี้เจสันมีศรัทธาในพันธกิจของเปาโลแล้ว) เปาโลไม่มีทางอื่นให้เลือกนอกจากรีบออกจากเธสะโลนิกาอย่างรวดเร็วเพื่อมิให้เจสันและผู้ศรัทธาอื่นๆต้องเดือดร้อน เจสันให้ลูกน้องพาเปาโลรีบลี้ภัยในระหว่างคืนนั้นเอง โดยกำชับให้ดูแลนำไปส่งถึงบ้านของเพื่อนสนิทที่เมืองเบโรอา (Boeroa) ให้ช่วยดูแลให้ปลอดภัยต่อไป ส่วนสิลาสให้คอยทิโมธีแล้วตามเปาโลไปด้วยกันภายหลัง วันเสาร์เปาโลไปประกาศข่าวดีที่ธรรมศาลาประจำเมืองที่มาถึงใหม่ๆ ข่าวไปถึงเธสะโลนิกาอย่างรวดเร็ว เพียงข้ามไปวันเดียวก็มีคนมาสอดแนมถามหาว่าเปาโลอาศัยอยู่กับใคร ผู้เพิ่งศรัทธาต่อเปาโลในเมืองเบโรอาเห็นเป็นเรื่องวางเฉยไม่ได้ รีบเร่งเร้าให้เปาโลรีบหนีต่อไปดีกว่า นัดทั้งสิลาสและธิโมทีให้ไปพบกันที่เอเธนส์ ศิษย์ที่เบโรอาซื้อตั๋วเรือโดยสารให้เปาโลและตัวเองพาไปส่งยังบ้านของเพื่อนฝูงที่เอเธนส์ จนแน่ใจว่าเปาโลปลอดภัยแล้วจึงซึ้อตั๋วเรือกลับเบโรอา เปาโลรอธิโมทีและสิลาสจนพร้อมหน้าแล้วจึงพากันเดินทางต่อไปที่โคริทธ์โดยโดยสารรถม้า คิดจะไปหางานทำทอเต็นท์เหมือนที่เธสะโลนิกา แต่ระหว่างทางพบครอบครัวยิวที่รับเชื่อข่าวดีแล้วจากกรุงโรมมาตั้งหลักแหล่งที่โครินธ์ จึงเชิญเปาโลไปอยู่ด้วย เปาโลอยู่ที่โครินธ์ถึงปีครึ่ง(ตั้งแต่ต้นปีค.ศ.51 ถึงกลางปีค.ศ.52 ณที่นี้เองเปาโลมีเวลาคิดและเขียนจดหมายถึงชาวเธสะโลนิกาถึง 2 ฉบับ ผลก็คือเปาโลได้ตั้งคริสตจักรเธสะโลนิกาสำเร็จอย่างดี มีนามบิชอพท่านแรกปกครองรับรู้ในประวัติศาสตร์นามว่าแอร์เริสทาร์เขิส (Aristarchus)  ต่อมาในปีค.ศ.205 จักรพรรดิเดสเฉิส (Decius) ได้จัดตั้งอาณานิคมทหารผ่านศึกยิวณชานเมืองนี้ หมายความว่าจัดสรรที่ดินให้แก่ชาวยิวที่รับราชการในกองทัพโรมันจนถึงเกษียณอายุ เพื่อให้ทำการเกษตรเลี้ยงชีพและมอบเป็นมรดกแก่ทายาทได้ ทำให้ประชากรยิวเพิ่มขึ้นเป็นครึ่งหนึ่งของพลเมือง และเมื่อจักรพรรดิคานสเถินทีน (Constantine) ย้ายเมืองหลวงจากโรมไปที่เขินสแทนเถอโนว์เผิล (Constantinople) แล้ว เมืองเธสะโลนิกาก็มีความสำคัญรองจากเขินสแทนเถอโนว์เผิลเท่านั้น ในปีค.ศ.390 เมื่อจักรพรรดิธีเออโดว์เสียสมหาราช (Theodosius the Great) ประทับอยู่ที่มิแลน (Milan) ภาคเหนือของอิตาลีเกิดความปั่นป่วนในเมืองเธสะโลนิกา ฆ่าทหารโรมันไปหลาายคน จักรพรรดิจัดการลงโทษโดยจัดการแข่งกีฬาให้มีคนมาชมเยอะๆแล้วให้ทหารจู่โจมเข้าห้ำหั่นโดยไม่ให้รู้ตัว ฆ่าคนตายไปราว 7,000 คน ข่าวนี้ไปถึงหูของอัครมุขนายกแอมโบรสแห่งมิแลน (Archbishop of Milan) จึงเขียนจดหมายถึงจักรพรรดิให้สำนึกผิดและทำการใช้โทษบาป 8 เดือนโดยทุกวันอาทิตย์ให้ร่วมพิธีมิสซาอยู่นอกประตูโบสถ์สารภาพผิด จึงอภัยบาปให้ ค.ศ.904 กษัตริย์มุสลิมซาราเซน (Saracen) เข้ายึดได้จากมหาอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ.1185 เป็นของคณะครูเสด 1430 เป็นของมหาอาณาจักรออตโตมาน ค.ศ.1913 เป็นของประเทศกรีซ เป็นสนามรบของสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง

เปาโลอบรมชาวเธสะโลนิกา

Fountain of Peirene at Corinth

ซอกแซกหามาเล่า (271)

เปาโลอบรมชาวเธสะโลนิกา

เปาโลรับใช้ข่าวดีของพระเยซูด้วยกระบวนการธรรมาภิบาลที่ทันสมัยล้ำยุคครบวงจรด้วยระบบ 3พ คือ พิมพ์เขียว(มีโรดแมพคือโครงการสู่ความสุข) พิมพ์น้ำเงิน(มีการอบรมสม่ำเสมอ) และพอเพียงผลผลิต(สร้างผลงานที่เป็นต้นแบบได้)

พิมพ์เขียวของเปาโลก็คือคำสอนหลัก (kerigma or fundamental catechesis) ของศาสนาคริสต์ที่นักประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์เชื่อว่าคณะอัครสาวก 12 ท่านของพระเยซูได้ตกลงให้สอนเหมือนกันก่อนจะแยกย้ายกันออกปฏิบัติการซึ่งย่อมต้องสมมุติว่าบนฐานของคำสอนพื้นฐานที่ต้องสอนเหมือนกันตามตัวอักษรนั้น แต่ละคนมีสิทธิ์และควรขยายความตามความถนัดและความสนใจของแต่ละท่านโดยไม่ให้ขัดแย้งกับคำสอนหลัก คำสอนหลักของศาสนาคริสต์เกิดขึ้นในปีค.ศ.30 เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ไปแล้ว จึงหมายความว่าพระเยซูเองมิได้ทรงกำหนดเอาไว้ แต่บรรดาอัครสาวกจำได้ว่าพระเยซูได้ทรงกำชับไว้ก่อนจากพวกเขาไปครั้งสุดท้ายโดยเสด็จสู่สวรรค์ว่า อย่าเพ่อแยกย้ายกันจนกว่าจะได้รับพระจิตวิญญาณบริสุทธ์เสียก่อน และต่อไปให้ทำกิจการประกาศข่าวดีภายใต้การชี้แนะของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาได้ทำตามข้อกำชับของพระเยซูและเชื่อว่าได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วจริงๆจึงได้แยกย้ายกันออกทำการตามอุดมการณ์ของแต่ล่ะท่าน ไม่มีการบันทึกไว้ว่าท่านได้ตกลงอะไรกันไว้บ้าง แต่ภายหลังก็มีผู้สังเกตว่าทุกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รับเชื่อข่าวดีนั้นมีข้อเชื่อเหมือนกันอยู่จำนวนหนึ่งที่ต่อมาได้ชื่อว่าคำสอนหลักที่ทุกคนรับเชื่อเหมือนกัน นอกนั้นเป็นส่วนขยายที่ตรงกันบ้างต่างกันบ้าง แต่ไม่ขัดแย้งกัน ถ้ารู้สึกว่าขัดแย้งกันก็มีมาตรการหาผู้มีอาญาสิทธิ์ตัดสิน ส่วนเสริมที่ต่อมามีผู้รวบรวมขึ้นเป็นคัมภีร์รุ่นแรกๆที่รับรู้กันเองเป็นกลุ่มๆตามอัธยาศัย จนถึงปีค.ศ.410 จึงเริ่มมีการกำหนดรายชื่อคัมภีร์ที่รับรองและรับรู้กันทั่วคริสตจักรและกลายเป็นคัมภีร์ในสารบบโดยปริยาย จึงเห็นได้ว่าในศาสนาคริสต์พระเยซูมิได้ทรงกำหนดอะไรตายตัวไว้แต่ยังขณะมีชีวิต แต่ทรงสอนในลักษณะประกาศข่าวดีไปเรื่อยๆโดยมิได้แสดงเจตนาหาสมาชิกและกำหนดจุดตั้งคริสตบริษัท แต่สอนไปเรื่อยๆเหมือนกับต้องการปฏิรูปศาสนายูดาห์ที่มีอยู่เดิมให้เข้าใจให้ถูกต้องและปฏิบัติตามที่เข้าใจ จนถึงวันสิ้นพระชนม์ก็ยังดูเหมือนกับว่ายังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่ทำให้เชื่อได้ว่าจะมีการสืบสานเจตนารมณ์ต่อไปได้ การฟื้นคืนชีพของพระองค์ในวันที่สามหลังการตายจึงถือได้ว่าเริ่มต้นนับ 1  การตายของพระองค์ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ เพราะพระองค์เป็นบุคคลประวัติศาสตร์แม้ชีวประวัติของพระองค์จะไม่เป็นประวัติศาสตร์ทั้งหมดก็ตาม เพราะบางส่วนบางตอนในชีวประวัติของพระองค์แม้ชาวคริสต์เองก็ยังไม่ยอมรับ ทำให้เรื่องราวที่ไม่เป็นประวัติศาสตร์แต่มีบันทึกไว้เหล่านั้น เป็นภาษาศาสนา คือจริงตามระดับศรัทธา นั่นคือศรัทธามากก็จริงมาก ศรัทธาน้อยก็จริงโดยมีเงื่อนไข หากไม่ศรัทธาเลยก็ไม่จริงเลย การเกิดของพระเยซูเป็นประวัติศาสตร์ แต่ประวัติศาสตร์ไม่รับรู้ว่าเกิดวันเดือนปีใด วันคริสตมาส 25 ธันวาคมจึงเป็นภาษาศาสนา ส่วนวันฟื้นคืนชีพมีผู้คำนวณได้ตามข้อมูลเท่าที่รู้ว่าตรงกับวันที่ 9 เมษายน แต่ก็เป็นเพียงภาษาศาสนาและคำนวนจากการใช้ข้อเชื่อแห่งศรัทธาประกอบ เป็นต้น

แม้เหตุการณ์ฟื้นคืนชีพจะเป็นภาษาศาสนาล้วนๆ  แต่ศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพของพระองค์เป็นข้อเท็จจริงประวัติศาสตร์ 100 % คือมีผู้ตระหนักเชื่ออย่างศรัทธาจำนวนหนึ่งจริงๆตั้งแต่ปีค.ศ.30 เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ และจำนวนหนึ่งศรัทธาถึงขนาดทุ่มเทถึงขนาดเลือดตกยางออกและยอมพลีชีวิตให้แก่ภาษาศาสนาดังกล่าว ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาชี้แจงเพื่อให้ผู้อ่านเรื่องนี้ได้เข้าใจว่า ผมซอกแซกเอามาเล่าเชิงวิชาการอย่างนักวิชาการ และต้องการให้ท่านผู้อ่านได้ชินกับภาษาศาสนาเชิงวิชาการด้วย หากผมต้องการสาธยายเชิงศรัทธาผมก็จะต้องเสนอในอีกรูปแบบหนึ่งที่ออกจากศรัทธาโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ได้แค่ไหน

เปาโลเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ มีความรอบรู้วิชาการตามสมัยนั้นอย่างกว้างขวาง และในขณะเดียวกันก็มีศรัทธาต่อพระยาห์เวห์อย่างสุดซึ้งขนาดทุ่มเทให้ได้ทุกอย่างแม้ชีวิต ก่อนค.ศ. 36 อายุ 26 ปี เปาโลเชื่ออย่างมั่นใจว่าพระเยซูทรยศต่อพระยาห์เวห์โดยแอบอ้างว่าเป็นพระเมสสิยาห์สร้างความเสียหายแก่ศาสนาของพระยาห์เวห์อย่างร้ายกาจ จึงทุ่มเทสุดกำลังทุกด้านแพื่อแก้ปัญหา ค.ศ.36 เกิดเหตุการณ์ในชีวิตส่วนตัว(จึงเป็นเพียงภาษาศาสนา)ว่าได้เห็นพระเยซูที่ฟื้นคืนชีพแล้วมาปรับความเข้าใจว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระยาห์เวห์ที่ถ่อมองค์ลงมาเป็นมนุษย์ตามพระประสงค์ของพระยาห์เวห์และทำการทุกอย่างเพื่อพระยาห์เวห์ จึงขอให้ปรับความเข้าใจและปรับการทุ่มเทเพื่อพระยาห์เวห์เสียใหม่ จะทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกาศข่าวดีและให้ใช้ความรู้ความสามารถขยายความข่าวดีที่ประกาศภายใต้การนำของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ เปาโลตระหนักว่าตนมีสิทธิ์ประกาศข่าวดีของพระเยซูได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตจากใคร เพราะถือว่าตนได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซูซึ่งขณะนั้นเปาโลเชื่ออย่างเต็มที่แล้วว่าเป็นพระบุตรของพระยาห์เวห์นั่นเอง ทำอยู่พักหนึ่งตามชายขอบทะเลทรายอาระเบีย ดีใจอยากจะมาเชื่อมความสามัคคีกับกลุ่มคริสตชนที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้นคือที่อันทิโอก แต่ไม่มีใครสนใจนอกจากบาร์นาบัสบุตรชาวยิวโพ้นทะเลแห่งเกาะครีทที่เชื่อว่าเปาโลมีความจริงใจ จึงแนะนำว่าน่าจะชักชวนให้ร่วมงานกับทีม หัวหน้าทีมคือเปโตรอยู่ที่กรุงเยรูซาเลม ให้ไปแสดงตัวและขอให้ท่านรับรู้ ทีแรกเปาโลไม่เห็นความจำเป็น แต่ที่สุดก็ยอม บาร์นาบัสจึงยอมเสียเวลาพาไปพบเปโตรในปี ค.ศ.39 จึงเป็นที่ยอมรับในคริสตจักร แต่บางคนก็ยังแคลงใจในความจริงใจของเปาโลต่อไปอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง เปาโลจึงต้องรับนโยบายว่าต้องใช้พิมพ์เขียวร่วมกัน คือ คำสอนพื้นฐาน อันได้แก่ 1. เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระยาห์เวห์ที่มารับเอากายเป็นมนุษย์ รับความตายบนไม้กางเขนเพื่อกอบกู้สถานภาพของมนุษย์ให้มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของพระยาห์เวห์ 2.พระเยซูได้ฟื้นคืนชีพให้คนจำนวนมากได้เห็น และเสด็จสู่สวรรค์ต่อหน้าคนห้าร้อย 3.ผู้เชื่อในพระเยซูจะได้ฟื้นคืนชีพเหมือนพระเยซูและจะเป็นสมาชิกแห่งอาณาจักรสวรรค์ตลอดนิรันดร 4.พระเยซูได้แต่งตั้งให้เปโตรเป็นประธานคริสตจักรเพื่อชี้ขาดในกรณีที่เป็นปัญหาขัดแย้ง เปาโลคงได้ถือโอกาสอยู่กับเปโตรในกรุงเยรูซาเลมเพื่อศึกษารายละเอียดที่อยากรู้เกี่ยวกับชีวิตและคำสอนของพระเยซูเท่าที่เปโตรจะถ่ายทอดได้ และน่าเชื่อว่าผู้รู้อื่นๆที่อยู่ในกรุงเยรูซาเลมก็คงช่วยเสริมตามโอกาสซึ่งทำให้เปาโลมั่นใจว่าร่วมทีมกันได้แน่ๆ และเปโตรก็แสดงความเชื่อใจเปาโลอย่างสมเกียรติ เปาโลเชื่อว่าตนได้พิมพ์เขียวของทีมแล้ว รับเป็นพิมพ์เขียวของงานของตนและกำชับให้ศิษย์ของตนทุกคนต้องรับเชื่อและสอนกันต่อๆไปให้มีพิมพ์เขียวให้ตรงกันทั้งหมด เพื่อความเป็นเอกภาพของคริสตจักร

พอเพียงผลิตผล คือมุ่งมั่นผลิตผลโดยไม่เกียจคร้าน จึงเรียกว่าพอ และไม่หักโหมเกินกำลังและเกินพิมพ์เขียว และเปาโลก็ได้ใช้ชีวิตประกาศข่าวดีอย่างเต็มที่จริงๆ เสียดายที่ถูกจักรพรรดิเนร์โรว์ประหารชีวิตเป็นแพะรับผิดเผากรุงโรมไปเสียทั้งๆที่ยังมีพลังอีกมาก แต่ไม่เป็นไร มีลูกศิษย์ที่สืบทอดเจตนารมณ์ได้อย่างดีต่อมาเป็นช่วงๆ ไม่มีปัญหา

พิมพ์น้ำเงิน คือการอบรมอย่างสม่ำเสมอ พระเยซูได้ทรงกำชับอัครสาวกให้พบกันสม่ำเสมอเพื่อระลึกถึงพระองค์ด้วยพิธีบิขนมปังแบ่งกันรับประทานอันเป็นสัญลักษณ์หมายถึงกิจการไถ่บาปยกฐานะของมนุษย์ขึ้นเป็นผู้มีส่วนร่วมในชีวิตของพระเจ้า ซึ่ง เปโตรทำเป็นตัวอย่างกับกลุ่มคริสตชนรุ่นแรกในกรุงเยรูซาเลมซึ่งนับถือศาสนายูดาห์ที่โมเสสได้วางแผนอบรมเป็นประจำทุกวันเสาร์(วันสับบาโต)อยู่แล้ว เปโตรเพิ่มเย็นวันไหนก็ได้ตามสะดวก ให้พบปะกันเปิดโอกาสให้ผู้นำได้อบรม ภายหลังตกลงกันทุกวันอาทิตย์มาจนบัดนี้ ส่วนวันเสาร์นั้นใครจะยังมีศรัทธาที่จะไปร่วมพิธีศาสนายูดาห์ต่อไปก็ย่อมทำได้ตามศรัทธา ไม่ว่ากันทั้งฝ่ายที่ไปและไม่ไป

เราไม่อาจทราบได้ว่าเพระเยซูได้ทรงมอบหมายให้เปาโลทำอะไรบ้าง เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของเปาโลคนเดียว แต่เปาโลรู้สึกจะสำนึกว่าตนได้รับมอบหมายมิเพียงแต่ประกาศข่าวดีตามคำสอนพื้นฐานตามข้อตกลงของอัครสาวกเท่านั้น แต่ยังได้รับมอบหมายให้ขยายความหมายของข่าวดีดังกล่าวด้วย  แต่ก็มิได้หมายความว่าพระเยซูได้ประทานคำสอนใหม่ให้เป็นชุดๆหรือเป็นข้อๆอย่างที่สอนอัครสาวกระหว่างที่ยังคลุกคลีตีโมงกับอัครสาวกระหว่าง 3 ปี เปาโลค่อยๆนึกได้เป็นเรื่องๆและเป็นตอนๆ แต่นึกได้เรื่องใดก็ถือโอกาสแถลงในการสอนเป็นครั้งๆ และทำให้อยากเขียนชี้แจงตามความต้องการเฉพาะหน้า ทำให้เปาโลเป็นนักเผยแผ่ศาสนาทั้งด้วยวาจาและปากกา ที่เป็นวาจาไม่มีใครบันทึกไว้ก็หายไปกับอดีต เหลือฉะเพาะที่เขียนไว้ในรูปของจดหมายถึงชาวเธสะโลนิกา 2 ฉบับ ถึงชาวกาลาเทีย ถึงชาวโครินธ์ 2 ฉบับ ถึงชาวโรม ถึงชาวฟีลิปปี ถึงชาวโคโลสี ถึงชาวเอเฟซัส ถึงฟีเลโมน ที่จริงคริสตจักรที่เปาโลไปเผยแผ่จนตั้งคริสตจักรได้มีมากกว่านี้ (ต่อมามีนักโบราณคดีไปเที่ยวขุดค้นหาหลักฐานก็ได้พบหลักฐานประวัติศาสตร์การตั้งคริสตจักรมากมาย) จดหมายก็มีเขียนไว้มากกว่าที่กล่าวมาข้างต้น แต่เก็บรักษาไว้ไม่ได้ทั้งหมด จึงศึกษาได้เท่าที่ยังเก็บรักษาไว้ได้ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ซึ่งสภาสังคายนารับรองในนามของพระเยซูว่าได้รับการดลใจจากพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซู อันที่จริงเรื่องเดียวกันเปาโลคงได้กล่าวไว้หลายครั้งในหลายฉบับ สูญหายไปบ้างก็ไม่เป็นไร สาระสำคัญน่าจะยังอยู่ให้ศึกษาได้อย่างน่าสนใจ ที่ซอกแซกนำมาเล่าก็เพราะต้องการให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพว่าคัมภีร์ของศาสนาคริสต์มีที่มาพิลึกพิลั่นเหลือเชื่อ ไม่มาอย่างเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยอย่างคัมภีร์อื่นๆส่วนมาก แต่ก็ยิ่งท้าทายให้น่าศึกษาและน่ารู้มิใช่หรือ

เราจะค่อยๆสืบสาวดูว่าเปาโลค่อยๆขยายผลคำสอนพื้นฐานอย่างไร โดยเรียงตามลำดับเวลาที่เขียนเพื่อให้เห็นวิวัฒนาการในความคิดขยายผลของเปาโล อย่าลืมว่าจดหมายของเปาโลเขียนขึ้นเป็นอันดับแรกสุดของคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ที่เรียกว่าคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ ต่อจากนั้นจึงเกิดคัมภีร์อื่นๆที่เล่าถึงชีวประวัติและคำสอนของพระเยซู จึงน่าจะมีอิทธิพลต่อการเขียนคัมภีร์ที่มาทีหลังบ้าง ดังคำรับรู้ของเปโตรในจดหมายว่า “ดังที่เปาโลน้องที่รักของเราเคยเขียนถึงท่านตามปรีชาญาณที่พระเจ้าประทานให้ เปาโลกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ในจดหมายของเขา” (จดหมายของเปโตรฉบับที่ 2 บทที่3 ข้อ15-16) ซึ่งหมายความว่า 1) จดหมายของเปาโลไม่ว่าเขียนไปที่ไหนถึงใครก็ตามย่อมมีการลอกต่อๆกันไปและอ่านรู้กันทั่วไปในหมู่คริสตชนขณะนั้น 2) เปโตรรู้จดหมายของเปาโลมากกว่าที่เรารู้อยู่ขณะนี้ 3) เปโตรในฐานะปฐมประมุขคริสตจักรสากลยอมรับรู้คำสอนขยายผลคำสอนพื้นฐานโดยเชื่อว่าเป็นผลงานของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ 4)เป็นเรื่องแปลกแต่จริงว่าในตอนก่อตั้งคริสตจักรซึ่งดูเหมือนกับว่าเกิดขึ้นอย่างทุลักทุเล แต่พอตั้งไข่ได้แล้วดูเหมือนกับว่าอะไรๆก็เข้าล็อคกันง่ายดายราวกับผลิตสำเร็จรูปจากโรงงาน 5)โปรดติดตามต่อไปว่าจะไปได้สักกี่น้ำ

 

เธสะโลนิกา

            ชาวเธสะโลนิกา บางทีก็เรียกว่าชาวเธสเสอโลว์เนียน (Thessalonian) คือพลเมืองของเมืองเธสะโลนิกา (Thessalonica) ซึ่งเดิมมีชื่อว่าเธอร์เมอ (Therma) เป็นตำบลเล็กๆตั้งอยู่ในอ่าวที่รับน้ำจากแม่น้ำเธอร์มิ (Therme) ตรงปากอ่าวที่เป็นแหลมยื่นออกไปในทะเลเป็นที่ตั้งของตำบลเธอร์เมออันเป็นท่าจอดเรือน้ำลึกได้เป็นอย่างดี ในรัชสมัยของพระเจ้าฟีลิปพระราชบิดาของแอลเลิกแซนเดอร์ เป็นดินแดนในความดูแลของแม่ทัพแอนเถอแพทเถอร์ (Antipater)  ปากแม่น้ำเธอร์มิ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเธสะโลนิกา (Thessalonica น่าจะเป็นเพราะมีชาวแคว้นเธสเสอลิ Thessaly ที่อยู่ใต้ลงมาอพยพไปอยู่กันมากก็เป็นได้) ปัจจุบันเหลือแค่ Salonica เป็นเมืองหลวงและเมืองท่าของแคว้นแมสเสอโดว์เนีย (Macedonia ถิ่นเกิดของพระเจ้าแอลเลิกแซนเดอร์มหาราช) ตั้งแต่เป็นของมหาอาณาจักรโรมันเป็นต้นมามีชาวยิวไปตั้งหลักแหล่งทำมาหากินกันมาก จึงมีธรรมสถานอยู่หลายแห่ง(แม้ในปัจจุบันก็ยังมีชาวยิวอาศัยอยู่ถึงประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนพลเมืองซาโลนีกา

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าชื่อ Thessalonica มาจากพระนามของเจ้าหญิงพระภคินีต่างมารดาของพระเจ้าแอลเลิกแซนเดอร์มหาราช ซึ่งมีพระเจ้าป้า พี่สาวของพระราชบิดาฟีลิปนามว่าเออลีมเพียส (Olympias) เป็นภรรยาของเจ้าเมืองพีดเนอร์ (Pydna) เจ้าหญิงเธสะโลนิกาจึงมาอยู่ในวังพีดเนอร์ด้วยหลังจากที่แอลเลิกแซนเดอร์ออกจากแมสเสอโดว์เนียไปแล้ว เมื่อแอลเลิกแซนเดอร์วางแผนยกทัพออกนอกดินแดนกรีซได้มอบหมายให้แม่ทัพแอนเถอร์แพทเถอร์ดูแลกรีซทั้งหมดต่างพระเนตรพระกรรณโดยมีเขิสแซนเดอร์ (Cassander) บุตรชายเป็นผู้ช่วย ตั้งกองบัญชาการที่นครแมสเสอดัน (Macedon) เมื่อกองทัพของแอลเลิกแซนเดอร์ออกจากประเทศไปแล้ว นครรัฐหลายแห่งของกรีซรวมหัวกันแข็งข้อต้องปราบปรามตลอดเวลา บุตรชายเขิสแซนเดอร์ก็ยังอ่อนหัดเกินไปจึงต้องแต่งตั้งให้แคทเถอเริส (Caterus) เป็นรองแม่ทัพยกทัพหลวงออกปราบปราม ครั้นในปีก.ค.ศ.322 เออลีมเพียสแสดงสิทธิปกครองดินแดนกรีซทั้งหมดในฐานะทายาทของพระเจ้าฟีลิป แม่ทัพแอนเถอแพทเถอร์จึงเดินทางไปพบแอลเลิกแซนเดอร์ที่เมโสโพเทเมียเพื่อปรึกษาและขอนโยบาย นำเอาบุตรชายเขิสแซนเดอร์ไปด้วยเพราะกลัวจะไม่ปลอดภัยในชีวิต แอลเลิกแซนเดอร์มีมมติให้ปราบเด็ดขาดไม่ไว้หน้าแม้เป็นเชื้อพระวงศ์ก็ตาม ระหว่างเดินทางกลับไปปฏิบัติตามพระนโยบายก็มีข่าวด่วนมาว่าพระเจ้าแอลเลิแซนเดอร์สิ้นพระชนม์กระทันหัน และแม่ทัพแห่งอียิปต์และแม่ทัพแห่งซีเรียต่างก็ประกาศตัวเป็นผู้รับช่วงอำนาจของมหาอาณาจักรทั้งหมด แอนเถอแพทเถอร์รีบกลับกรุงแมสเสอดันเพื่อประกาศสิทธิเป็นกษัตริย์ทายาทตรงกว่าผู้อื่นและแต่งตั้งแคทเถอเริสเป็นแม่ทัพหลวง จึงต้องเตรียมทัพต่อต้านการรุกรานของอียิปต์และซีเรียเป็นอันดับแรก ปราบผู้แข็งข้อในดินแดนกรีซอย่างแข็งแกร่งเป็นอันดับรอง ส่วนเรื่องของเจ้าหญิงเออลีมเพียสทิ้งไว้ก่อน ระหว่างนั้นแม่ทัพแคทเถอเริสทำหน้าที่ได้อย่างน่าพอใจที่สุด แต่ก็สิ้นชีวิตลงในสนามรบต่อต้านทัพซีเรียในเอเชียไมเนอร์ บุตรชายพาลเลิสเพอร์ขัน (Polysperchon) ได้แสดงความสามารถคุมทัพแทนบิดาได้  ดังนั้นเมื่อกษัตริย์แอนเถอแพทเถอร์ถึงแก่กรรมลงในปีก.ค.ศ.319 จึงแต่งตั้งให้พาลเลิสเพอร์ขันเป็นกษัตริย์ทายาท ส่วนบุตรชายตนเองให้เป็นเจ้านครรัฐคีลีอาร์ค (Chiliarch) ยังความไม่พอใจแก่เขิสแซนเดอร์อย่างยิ่ง จึงส่งทูตไปเจรจาขอเป็นไตรภาคีไม่รุกรานกันและช่วยกันรักษาอำนาจระหว่าง3 มหาอาณาจักรที่แบ่งออกมาจากมหาอาณาจักรของแอลเลิแซนเดอร์มหาราช คือ กรีซ ซีเรีย และอียิปต์ ปรากฏว่าได้ผล เขิสแซนเดอร์จึงวางแผนยึดนครรัฐที่อ่อนแอที่สุดก่อนคือนครรัฐพีดเนอของเจ้าหญิงพระเจ้าป้าเออลีมเพียสบนลุ่มแม่น้ำเธอร์มิ ปรากฏว่าเข้ายึดได้อย่างง่ายดาย ประหารชีวิตเจ้าหญิงเออลีมเพียส และยกย่องเจ้าหญิงภคินีเธอเธสะโลนิกาขึ้นเป็นมเหสีของตน สร้างวังใหม่ให้ที่ตำบลเธอร์เมอโดยเปลี่ยนชื่อเป็นนครของเจ้าหญิงเธสะโลนิกา ประกาศตัวเองเป็นกษัตริย์ของกรีซในฐานะทายาทของพระเจ้าฟีลิปครองราชย์ในนครแมสเสอดัน รู้สึกว่าได้ผลเป็นที่ยอมรับ ได้ครองราชย์จนสิ้นพระชนม์ในปีก.ค.ศ.297 โอรสที่เกิดจากพระนางเธสะโลนิกาขึ้นครองราชสมบัตินามว่าพระเจ้าฟีลิปเหมือนพระเจ้าตา

มหาอาณาจักรโรมันเข้าครอบครองเธสะโลนิกาตั้งแต่ก.ค.ศ.146 สร้างถนนหลวงเอิกแนทเฉอ (Egnatia) จากฝั่งทะเลอเดรียติก (Adriatic) ผ่านแมสเสอดัน ผ่านเธสะโลนิกาซึ่งจัดเป็นศูนย์พักสับเปลี่ยนม้าและพักแรมริมทางหลวง จึงกลายเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนสินค้าด้วยโดยปริยาย พุ่งไปช่องแคบบอสฟอรัส ข้ามไปผั่งเอเชียไมเนอร์ก็เข้าถนนหลวงสายเอเชียมุ่งไปนครอันทิโอกแห่งซีเรียซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองภาคตะวันออกของมหาอาณาจักรโรมัน แม่ทัพพามพีย์ (Pompey) เคยใช้เธสะโลนิกาเป็นฐานทัพสู้กับซีเสอร์เมื่อค.ศ.250 ในราวค.ศ.50 ต้นเดือนพฤษจิกายนเปาโลเดินทางมาถึงโดยหนีการปองร้ายมาจากเมืองฟีลิปปีโดยเดินเท้ามาเป็นระยะทางประมาณ 200 ก.ม.น่าจะใช้เวลาประมาณ 10 วันโดยมีศิษย์ก้นกุฏิติดตามดูแลคือสิลาส ส่วนทิโมธียังไม่มาจากฟีลิปปี ได้รับการต้อนรับจากเจ้าของร้านทำเต็นท์มิใช่ด้วยศรัทธา แต่คงเป็นการถือโอกาสของเปาโลที่เห็นเป็นชัยภูมิดีน่าลองทำการเผยแผ่ข่าวดีดูสักตั้งหนึ่ง และความจริงก็เดินทางหนีภัยมาไกลและเหนื่อยพอสมควรแล้วด้วย จึงอยากได้หยุดพักผ่อนไปในตัว พอดีเห็นร้านข้างถนนรับทำเต็นท์ตามสั่งและอาจจจะประกาศรับลูกจ้างทำเต็นท์ด้วย ซึ่งเป็นอาชีพเก่าของเปาโลอยู่แล้ว จึงคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะพักอยู่ในเมืองนี้โดยไม่ต้องรบกวนใคร คือกลางวันก็รับจ้างทำเต็นท์แบบลูกจ้างกินอยู่ประจำ เย็นๆค่ำๆและวันหยุดก็หาโอกาสประกาศข่าวดี เมื่อรู้ว่าในเมืองนี้มีชาวยิวอยู่มากพอสมควรและมีธรรมสถานด้วย จึงขอหยุดทำงานวันเสาร์เพื่อไปบำเพ็ญศาสนกิจซึ่งเจสัน(Jason)เจ้าของกิจการไม่ขัดข้อง ก็นับว่าจัดเวลาได้ลงตัว ถึงวันเสาร์ก็ไปที่ธรรมสถาน ขออนุญาตเจ้าของสถานที่เพื่อบอกข่าวดีให้รู้ว่าพระเมสสิยาห์มาสร้างอาณาจักรในโลกแล้ว ใครเชื่อคำสอนพื้นฐานให้รับศีลล้างบาป ซึ่งมีทั้งชาวยิว ผู้เกรงกลัวพระยาห์เวห์ (God’s Fearer คือผู้นับถือพระยาห์เวห์ที่ไม่มีเชื้อสายยิว) และคนนอก (gentile คือผู้ไม่ใช่ยิวและไม่นับถือพระยาห์เวห์) ใครรับศีลล้างบาปแล้วเปาโลก็ติวเข้มทุกเย็นหลังเลิกงานทอเต็นท์ให้นายจ้างแล้วก็นัดพบกันในสวนสาธารณะเพื่อติวเข้มให้เป็นผู้รับผิดชอบคริสตจักรแห่งเธสะโลนิกาและเผยแผ่ต่อไป

เมื่อเปโตรเผชิญหน้าเปาโล

petro

ซอกแซกหามาเล่า (270)

เมื่อเปโตรเผชิญหน้าเปาโล

มีคัมภีร์เล่ม 1 ใน 27 เล่มที่เป็นคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ของชาวคริสต์โดยเฉพาะชื่อกิจการอัครสาวก นิพนธ์โดยลูกาซึ่งเป็นคนเชื้อสายกรีกมีศรัทธาต่อพระเยซู มีอาชีพเป็นแพทย์ ไม่เคยได้เห็นพระเยซู แต่เมื่อเชื่อแล้วก็เป็นหนุ่มไฟแรง ทิ้งอาชีพแพทย์ อุทิศเวลาคลุกคลีช่วยเป็นล่ามและเลขานุการประจำตัวของเปโตร ภายหลังเปโตรให้ติดตามช่วยเปาโล ซึ่งดูตามสายตาของมนุษย์แล้ว ก็ไม่รู้ว่าให้ไปช่วยหรือให้สอดแนมดูความจริงใจของเปาโล หรือทั้ง 2 อย่าง แต่แล้วลูกาก็เห็นความจริงใจของเปาโลศรัทธาในการทุ่มเทที่เปาโลมีต่อพระเยซูและแผนการสร้างอาณาจักรพระเมสสิยาห์ จึงได้เขียนคัมภีร์กิจการอัครสาวกขึ้นเพื่อยกย่องตำแหน่งประมุขคริสตจักรของเปโตร ต่อด้วยการยกย่องความเสียสละและความยิ่งใหญ่ในงานธรรมทูตของเปาโล ลูกาเป็นนักวิชาการทางแพทย์ แต่ทางด้านปรัชญาศาสนานั้นสู้เปาโลไม่ได้ คัมภีร์ที่ท่านนิพนธ์จึงใช้โวหารชาวบ้าน แสดงศรัทธาแบบชาวบ้าน จึงเป็นภาษาที่นักปรัชญาเรียกว่าภาษาศาสนาที่ไม่สามารถเสนอความจริงระดับลึกอย่างภาษาวิชาการได้ แต่เสนอความจริงระดับลึกกว่า จะลึกเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับศรัทธาของผู้ตีความแต่ละคนว่าเข้าเฉียดความจริงระดับลึกที่สุดของศาสดาผู้ประทานสูตรข้อเชื่อไว้ให้ ผิดกับเปาโลที่มีความรู้ระดับนักวิชาการ เมื่อนิพนธ์จดหมายจึงเป็นภาษาวิชาการที่เสนอความจริงระดับวิชาการได้ ภาษาศาสนาของท่านจึงมีความหมายระดับลึกกว่าที่เป็นความจริงใกล้ความหมายที่ศาสดาเข้าใจ ผู้ตีความจึงสามารถใช้ศรัทธาของตนเองสืบสานต่อให้ใกล้เข้าไปอีกได้

ลูกาได้บันทึกรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับการกลับใจของเปาโลจากการเป็นผู้นำคนหนึ่งของขบวนการปราบผู้ยกย่องพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์มาเป็นผู้อยากเผยแผ่อุดมการณ์อาณาจักรของพระเมสสิยาห์เสียเอง และเป็นผู้ขยายผลอาณาจักรพระเมสสิยาห์สู่ระดับสากล สำนวนโวหารเต็มไปด้วยปาฏิหาริย์และปลุกศรัทธา ซึ่งไม่มีคุณค่าทางวิชาประวัติศาสตร์จนกว่าจะมีหลักฐานประวัติศาสตร์มารับรอง เปาโลเล่าไว้ในจดหมายถึงชาวกาลาเทียด้วยภาษาวิชาการระดับลึก ที่วิชาการประวัติศาสตร์รับรองว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า ข่าวดีที่ข้าพเจ้าประกาศไปแล้วนั้น มิใช่มาจากมนุษย์ เพราะข้าพเจ้ามิได้รับมาจากมนุษย์ มิโด้เรียนรู้จากมนุษย์ แต่ได้รับจากการเปิดเผยของพระเยซูคริสตเจ้า ท่านทั้งหลายต้องเคยได้ยินเรื่องชีวิตในอดีตของข้าพเจ้า เมื่อยังยึดถือประเพณีของชาวยิว ว่าข้าพเจ้าเคยเบียดเบียนพระศาสนจักรของพระเจ้าอย่างรุนแรง และพยายามทำลายด้วย  ข้าพเจ้าได้ก้าวหน้าในลัทธิยิวมากกว่าเพื่อนชาวยิวรุ่นเดียวกันหลายคนและมีจิตใจร้อนรนอย่างยิ่งในการรักษาประเพณีของบรรพบุรุษ ครั้นแล้วพระเจ้าทรงเลือกสรรข้าพเจ้าใว้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ก็ทรงเรียกข้าพเจ้าเดชะพระหรรษทานของพระองค์ และพอพระทัยที่จะแสดงพระบุตรของพระองค์ในตัวข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้ประกาศข่าวดีถึงพระบุตรแก่บรรดาคนต่างศาสนา ข้าพเจ้าไม่รีรอที่จะปรึกษากับมนุษย์ผู้ใดเลย  หรือแม้แต่จะขึ้นไปกรุงเยรูซาเลมเพื่อพบกับผู้เป็นอัครสาวกก่อนข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าออกเดินทางไปยังอาระเบีย และกลับมายังดามัสกัสอีก สามปีต่อมาข้าพเจ้าขึ้นไปกรุงเยรูซาเลมเพื่อทำความรู้จักกับเคฟาส และพักอยู่กับเขาเป็นเวลา 15 วัน ข้าพเจ้าไม่พบอัครสาวกอื่นๆนอกจากยากอบผู้เป็นน้องชายขององค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าขอสาบานเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนนี้มิใช่ความเท็จ หลังจากนั้นข้าพเจ้าไปในเขตแดนซีเรียและซีลิเซีย พระศาสนจักรต่างๆในแคว้นยูเดียยังไม่เคยรู้จักหน้าข้าพเจ้าเลย เขาเหล่านั้นเคยแต่ได้ยินว่า ผู้ที่เคยข่มเหงพวกเรา บัดนี้กลับมาประกาศความเชื่อที่พวกเขาเคยพยายามจะทำลาย เขาเหล่านั้นจึงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าเพราะข้าพเจ้า”(กาลาเทีย 1:1-24)

เปาโลเป็นบุคคลที่นักประวัติศาสตร์รับรู้ว่าเป็นบุคคลสำคัญในประวัตศาสตร์ เพราะเหตุที่ได้สร้างผลงานทิ้งไว้ในประวัติศาสตร์เยอะแยะ ทั้งงานเขียนและงานพัฒนาสังคม เป็นนักวิชาการที่รู้เรื่องในสมัยของตนอย่างดี เขียนอะไรไว้ย่อมน่าเชื่อถือ  เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่คนอย่างนี้จะบันทึกอะไรผิดจากความสำนึกของตนเองหรือเพื่อหลอกลวงคนอ่าน และจากความน่าเชื่อถือที่เปาโลแสดงไว้ในประวัติศาสตร์นี่เอง ช่วยรับรองสิ่งที่ชาวคริสต์อื่นๆเขียนไว้แสดงศรัทธาด้วยภาษาศาสนาพลอยได้รับการรับรองเป็นวิชาการและประวัติศาสตร์ไปด้วย เราจึงควรศึกษางานเขียนของเปาโลตามหลักวิชาการให้ชัดเจนเสียก่อน แล้วค่อยศึกษาเอกสารอื่น จะแยกง่ายขึ้นว่า ส่วนใดเป็นประวัติศาสตร์แค่ไหน ส่วนใดพอจะเชื่อว่าเป็นประวัติศาสตร์ และส่วนใดเป็นภาษาศาสนาที่ต้องเข้าใจตามระดับของศรัทธา ทั้งหมดก็จะเป็นวิชาการตามที่เราอยากจะศึกษากัน ซึ่งคิดว่ายังไม่เคยมีผู้ใดทำไว้ในภาษาไทยมาก่อน

ตามข้อความข้างต้นของเปาโลที่คัดมาจากจดหมายถึงชาวกาลาเทีย ช่วยให้นักประวัติศาสตร์ปะติดปะต่อชีวประวัติของเปาโลได้พอสมควรว่า

ค.ศ.10 เปาโลเกิดที่เมืองทาร์เสิส (Tarsus) แห่งมหาอาณาจักรโรมันแห่งเอเชียไมเนอร์ จากครอบครัวยิวพ่อค้าโพ้นทะเลมีอันจะกิน มีการศึกษาอย่างดีทั้งทางโลกและทางธรรม

ค.ศ.30 เข้าเรียนในสถาบันชั้นสูงของกรุงเยรูซาเลม พระเยซูสิ้นพระชนม์

ค.ศ. 34 เข้าขบวนการสลายกลุ่มเผยแผ่อุดมการณ์ของพระเยซู

ค.ศ. 36 ได้เห็นพระเยซูจนเกิดศรัทธาและทุ่มเทประกาศข่าวดีของพระเยซูโดยพลการ

ค.ศ. 39 เข้าคารวะเปโตรที่กรุงเยรูซาเลมเพื่อขออนุมัติการปฏิบัติงานของตน ดังที่เล่าไว้ในจดหมายถึงชาวกาาลาเทียข้างต้น

ค.ศ. 45 เดินทางเผยแผ่กับบาร์นาบัส เน้นเกาะครีท

ค.ส. 50 ร่วมสังคายนาแห่งกรุงเยรูซาเลม เดินทางเผยแผ่ครั้งที่ 2 เน้นที่โครินธ์

ค.ศ. 52 เดินทางเผยแผ่ครั้งที่ 3 เน้นเอเฟซัสและโครินธ์

ค.ศ. 57 ถูกจับที่เมืองท่าซีเสอเรีย

ค.ศ. 60 ถูกส่งตัวไปตัดสินที่กรุงโรม เผยแผ่ในที่คุมขัง

ค.ศ. 62 ศาลจักรพรรดิแห่งกรุงโรมตัดสินยกฟ้อง เดินทางเผยแผ่ครั้งสุดท้าย แวะเยี่ยมไปเรื่อยๆ

ค.ศ. 67 ถูกจับที่เอเฟซัส ถูกประหารชีวิตที่ย่าน 3 น้ำพุนอกกรุงโรม

บันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชีวิตของเปาโลทำให้บันทึกด้วยศรัทธาหลายอย่างของชาวคริสต์มีฐานะเป็นประวัตศาสตร์ ดังเราจะซอกแซกหามาเล่ากันต่อไป

 

เปโตรในประวัติศาสตร์

จากการได้สัมผัสกับเปาโลและเปาโลกล่าวถึงเปโตรในบันทึกประวัติศาสตร์ ทำให้เปโตรกลายเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ขึ้นมา ส่วนที่บักทึกส่วนใดเป็นภาษาชาวบ้านมีความหมายแค่ระดับผิวพื้น (surface meaning) ก็ว่ากันไป ส่วนใดเป็นภาษาวิชาการมีความหมายระดับลึกเชิงวิชาการ (deep meaning) ด้วย ก็ว่ากันไป และส่วนใดเป็นภาษาศาสนามีความหมายระดับลึกกว่าและลึกที่สุด (deeper and deepest meaning) ด้วยก็ว่ากันไป วิเคราะห์ได้อย่างนี้ก็จะไม่สับสน เลี่ยงปัญหา verbal dispute (การถกเถียงระดับคำพูด) ที่ไร้สาระเสียเวลาเปล่าไปได้อย่างมาก เราจะศึกษากันอย่างนี้ครับ และนี่เป็นวิธีการศึกษาหลักสูตรปรัชญามหาบัณฑิตและปรัชญาดุษฎีบัณฑิตของเราที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โทร. กีรติ 086-0455299 รับนักศึกษาป.โททุกสาขาเข้าเรียนเอก ป.ตรีทุกสาขาเข้าเรียนป.โท ผู้สนใจที่มีความรู้อย่างน้อยป.ตรีทุกสาขาเข้าฟังฟรีเพื่อรู้ว่าปรัชญาเขาเรียนอะไรกันและมีประโยชน์อย่างไร เพราะเราเน้นปรัชญาพระปฐมบรมราชโองการ

เมื่อรับรู้ว่าเปโตรเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์แล้วก็สืบเส้นทางชีวประวัติของท่านได้ว่า เกิดในครอบครัวชาวประมงค์ที่คาเปอร์นาอุมริมทะเลสาบกาลิลี น่าจะมีอายุไล่เลี่ยกับพระเยซู เพราะรักชาติและศาสนาจึงปวารณาตัวเป็นผู้ติดตามพระเยซูโดยหวังว่าพระเยซูจะเป็นพระเมสสิยาห์ผู้จะปฏิรูปและกอบกู้ชาติและศาสนาได้สำเร็จ เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว มีชาวยิวกลุ่มหนึ่งสำนึกร่วมกันว่าได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพและพร้อมใจกันยกให้เปโตรเป็นผู้นำแทนองค์พระเยซูที่ฟื้นคืนชีพและเสด็จขึ้นสวรรค์ไปแล้ว เปโตรเองก็สำนึกได้ว่าพระเยซูเองก็ได้เกริ่นไว้ก่อนจะสิ้นพระชนม์จึงรับเป็นผู้นำโดยปริยาย โดยตระหนักว่าต้องเป็นผู้นำในการประกาศข่าวดีและรับรองการประกาศข่าวดีทั้งหลายที่เป็นข่าวดีของพระเยซู ดังนั้นเมื่อเปาโลตระหนักว่าได้รับมอบหมายจากพระเยซูโดยตรงให้ประกาศข่าวดีของพระองค์ เปาโลทำเองโดยพลการอยู่ 3 ปี รู้ว่ามีกลุ่มคริสตชนกลุ่มใหญ่อยู่ที่เมืองอันทิโอกแห่งซีเรียจึงเดินทางไปที่นั่นโดยหวังจะรายงานผลสำเร็จให้ชื่นใจ แต่ไม่มีใครรับรู้ เพราะเปโตรไม่รู้เรื่อง บาร์นาบัสแก้ปัญหาโดยอาสาพาเปาโลไปแนะนำให้เปโตรรู้จักและพิจารณารับรอง จะปล่อยให้ไปเองโดยลำพังคงกลัวว่าจะไม่สำเร็จ เพราะบรรดาคริสตชนยังหวาดผวาอยู่ว่าเปาโลเป็นสมาชิกชั้นนำของขบวนการยิวกวาดล้างผู้เชื่อว่าพระเยซูกลับคืนชีพ เปโตรรู้ว่าเปาโลขอพบตัวคงรีบหาทางหลบหน้าอย่างหัวซุกหัวซุน บาร์นาบัสคงต้องแจ้งความประสงค์ขอพบเปโตรเพื่อปรึกษาเรื่องส่วนตัวก่อนโดยยังไม่เปิดเผยว่ามากับเปาโล บาร์นาบัสคงต้องเจรจาชี้ข้อมูลและชักแม่น้ำทั้ง 5 อยู่นานกว่าเปโตรจะทำใจได้และยอมเสี่ยงพบศัตรูหมายเลข 1 ของคริสตจักร เมื่อได้รับอนุมัติให้เข้าพบเปโตรได้ เปาโลคงดีใจมากและเข้าคารวะอย่างพินอบพิเทาในฐานะเป็นตัวแทนของพระเยซูในโลกนี้ เปโตรพอใจในอิริยาบทของเปาโลและจับเข่าคุยกันตั้ง 15 วันอย่างเป็นกันเองและไว้เนื้อเชื่อใจโดยมีเป้าหมายชีวิตเหมือนกันว่าขออุทิศชีวิตเพื่อประกาศข่าวดีของพระเยซูด้วยกัน โดยเปาโลจะไปเผยแผ่ในอาณาบริเวณที่อิทธิพลของเปโตรยังไปไม่ถึงซึ่งตกลงกันไม่ยาก จึงสันนิษฐานได้ว่าเวลาที่เหลือน่าจะเป็นความต้องการของเปาโลเองที่อยากจะให้เปโตรเล่าประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับพระเยซูและอยากจะฟังพระดำรัสที่พระองค์ตรัสสอนเป็นภาษาอราเมก ส่วนเปาโลเองคุ้นเคยภาษากรีกมากกว่า และเปาโลก็คงได้เล่าประสบการณ์ของตัวเองที่ได้รับคำสั่งจากพระเยซูเป็นภาษากรีกซึ่งเปโตรก็พอจะรู้พอสื่อสารได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปีค.ศ.39 นับเป็นหัวเลี้ยวสำคัญครั้ง 1 ของประวัติคริสตจักร ต่อจากนั้นเปาโลจะประกาศข่าวดีไม่ใช่โดยพลการ แต่ในนามของคริสตจักรโดยเปโตรรับรู้และรับรอง ดังนั้นจดหมายที่เปาโลเขียนถึงบุคคลหรือกลุ่มคริสตชน เมื่อมีการคัดลอกไปอ่านในที่อื่นๆและได้รับความนิยมว่าเป็นคำสอนของคริสตจักรสากล จึงถูกโหวตให้เป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาใหม่คือคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ เมื่อรวมกับคัมภีร์พันธสัญญาเดิมที่รับมาจากศาสนายูดาห์เพราะพระเยซูทรงรับรู้ก็เรียกรวมว่าคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ ด้วยประการฉะนี้

 

เปโตรตัดสินเรื่องพิธีเข้าสุหนัต

ศาสนายูดาห์บังคับด้วยบัญญัติของโมเสสให้พ่อแม่ที่นับถือพระยาห์เวห์ต้องให้บุตรชายที่เกิดได้ 8 วันรับพิธีสุหนัตจึงจะทำให้ถือได้ว่าเป็นพลเมืองของพระยาห์เวห์ มีผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เข้าสุหนัตมาแต่ยังเป็นเด็ก แต่อยากมีสิทธิ์เป็นพลเมืองของพระยาห์เวห์ไม่ว่าพ่อแม่จะเป็นยิวหรือไม่ก็ตาม ก็สมัครใจรับสุหนัตได้ แต่ก็ถือว่าเป็นสมาชิกสมทบเท่านั้น ไม่ใช่พลเมืองเต็มขั้น เมื่อมีกระแสคอยพระเมสสิยาห์ชัดเจนขึ้น ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่มีมากพอสมควรกระจายอยู่ทั่วไป ที่ไม่อยากรับพิธีสุหนัต แต่เต็มใจปฏิบัติบัญญัติบางข้อของโมเสสโดยหวังจะได้อานิสงค์จากอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ที่พระยาห์เวห์จะส่งมา ได้ชื่อว่าผู้เคารพยำเกรงพระยาห์เวห์ (God’s Fearer)

ในบรรยากาศเช่นนี้ก็หมายความว่าพระเยซูเองก็ได้เข้าสุหนัตมาแล้ว สาวกและศิษยานุศิษย์ตรงของพระเยซูทุกคนได้เข้าสุหนัตมาแล้ว เปโตรซึ่งตั้งหลักปฏิบัติงานอยู่ในกรุงเยรูซาเลม สอนใครในกรุงเยรูซาเลมให้เชื่อในพระเยซูได้ก็ให้ศีลล้างบาปอันเป็นพิธีกรรมที่พระเยซูได้กำหนดไว้สำหรับเป็นเครื่องหมายว่าใครเป็นผู้เชื่อในข่าวดี ผู้ได้ศีลล้างบาปจากเปโตรก็คือชาวยิวที่ได้เข้าสุหนัตมาแล้วโดยอัตโนมัติ คนกลุ่มนี้จึงเป็นศิษย์ใกล้ชิด เป็นผู้ช่วยงาน และเป็นที่ปรึกษาประมุขของคริสตจักรและสำนึกว่าเป็นสมาชิกระดับพิเศษโดยอัตโนมัติและรู้สึกว่าผู้เป็นคริสต์ที่ไม่ผ่านพิธีสุหนัตก่อนเป็นคริสตชนไม่เต็มขั้น ไม่ควรมีตำแหน่งรับผิดชอบในพระศาสนจักร ส่วนเปาโลนั้นพยายามไปไกลๆตามข้อตกลง คือพยายามไปเผยแผ่ในดินแดนที่อิทธิพลของเปโตรและผู้ที่เปโตรรับรู้หรือส่งไป แต่ไปถึงไหนก็อดพบชาวยิวไปบุกเบิกหากินอยู่ก่อนหน้าแล้ว ก็ถือว่าพยายามอย่างที่สุดแล้ว เมื่อมีไครสมัครใจรับศีลล้างบาปก็ไม่สนใจจะรู้ว่าได้เข้าสุหนัตมาก่อนหรือไม่ แน่นอนว่าส่วนมากไม่ได้ผ่านพิธีสุหนัต มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ผ่าน แต่สำหรับเปาโลคริสตชนทุกคนมีสิทธิและหน้าที่เสมอกันต่อหน้าพระเยซูและพระยาห์เวห์ มีสิทธิ์รับผิดชอบในระดับใดก็ได้ทุกระดับ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดีที่ตรงนั้น แต่พวกที่มีสุหนัตด้วยกันเมื่อมีโอกาสเจอกันก็อดเสี้ยมสอนกันไม่ได้ว่าพวกเราต้องรักษาเอกสิทธิ์ไว้ในฐานะเป็นเชื้อสายของพลเมืองแห่งพระสัญญาตั้งแต่อับราาฮัมเป็นต้นมา และพวกนี้ก็ยุขึ้นมาก จนถึงกับครหาว่าเปาโลเองลืมเหล่ากอของตนเองเพื่อเอาใจคนนอก เป็นวัวลืมเท้าก็ว่าได้ ความแตกแยกระบาดไปทั่วทุกกลุ่มคริสตชน ไม่มีใครแก้ปัญหาได้นอกจากเปโตรจะใช้ความเชื่อที่ทุกคนเชื่อว่าพระเยซูได้แต่งตั้งให้เป็นประมุขสูงสุดของคริสตจักร ท่านต้องชี้ขาด ใครไม่เชื่อย่อมหมดสิทธิ์เป็นพลเมืองในอาณาจักรพระเมสสิยาห์ซึ่งเป็นกระแสความคิดที่แรงในขณะนั้น เปโตรจึงเรียกประชุมบรรดาหัวหน้ากลุ่มที่คุมขุมกำลังมาพบกันที่กรุงเยรูซาเลมในปีค.ศ.50 น่าจะเป็นช่วงเทศกาลอพยพหรือปัสกาเพื่อระลึกถึงการคืนชีพของพระเยซู และอากาศดีเดินทางสะดวก ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กที่จะประกาศนัดหมายกันให้ทั่วถึง เปาโลได้รับหมายนัดและเต็มใจเดินทางเป็นเดือนเพื่อเป็นปากเป็นเสียงของคริสตชน มากกว่าครื่งขณะนั้นที่ไม่ผ่านพิธีสสุหนัตแต่ตัวเองมีสุหนัตและต้องสู้กับผู้เข้าร่วมประชุมที่มีสุหนัตรวมทั้งประธานที่ประชุมคือเปโตรซึ่งมีสุหนัตและแวดล้อมด้วยผู้ช่วยงานและคณะที่ปรึกษาที่ล้วนแต่มีสุหนัต เสียงของเปาโลรู้สึกจะง่อนแง่นปิดประตูชนะ เพราะมองไม่ออกว่านอกจากบาร์นาบัสแล้วจะมีใครให้เสียงสนับสนุน ในที่ประชุมจริงเปโตรทำหน้าที่ประธานเปิดอภิปรายอย่างเสรีโดยประธานไม่ชี้นำ ปรากฏว่าเสียงหนักไปทางให้ความสำคัญแก่พิธีสุหนัตอย่างเอียงกะเทเร่ ในที่สุดเปโตรขออภิปรายในฐานะประธานที่ประชุมและตัวแทนของพระเยซู เปาโลคงเงี่ยหูฟังอย่างระทึกใจ ในที่สุดเรื่องก็ลงเอยด้วยดีเมื่อเปโตรฟันธงว่าให้เป็นเรื่องตามใจ ใครที่ยังไม่เข้าสุหนัตจะรับศีลล้างบาปโดยจะเข้าสุหนัตก่อนหรือไม่ก็ทำได้โดยไม่มีผลแตกต่างต่อมา เท่านั้นทุกคนก็หายใจโล่งอก หมดปัญหาเรื่อการแบ่งแยกไปได้อย่างหวุดหวิด นับเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งในคริสตจักรสากล

ผลลัพธ์ต่อมาก็คือว่าเปโตรค่อยๆได้สำนึกว่ากรุงเยรูซาเลมไม่ใช่ที่เหมาะสมสำหรับผู้บริหารคริสตจักรสากลที่จะต้องยอมให้บังคับกันให้ต้องรับสุหนัตก็ได้ไม่รับสุหนัตก็ได้ เพราะสมาชิกของกรุงเยรูซาเลมล้วนแต่เอียงกะเท่เล่ไปในทางอยากบังคับ จะทำตัวเป็นผู้วางตัวเป็นกลางยาก จึงคิดมอบอำนาจเฉพาะกรุงเยรูซาเลมให้ยากอบญาติผู้น้องของพระเยซูที่สนับสนุนให้ชาวยิวแท้มีเอกสิทธิ์เหนือผู้อื่นชนชาติอื่นในอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ ก็น่าจะปล่อยให้ผู้มีกระบวนทรรศน์เดียวกันดูแลกันไป ส่วนตัวท่านเองในฐานะต้องดูแล(caring for)คนทุกกระบวนทรรศน์ จึงต้องอยู่เหนือกระบวนทรรศน์ มีผู้ช่วยและที่ปรึกษาจากทุกกระบวนทรรศน์ จึงเพ่งเล็งไปที่เมืองอันทิโอกที่มีคริสตชนพอสมควรแล้วและเป็นศูนย์รวมของความเจริญของมหาอาณาจักรโรมันภาคาตะวันออก ทั้งยังมีคนรู้จักบ้างแล้วพอสมควร จึงตัดสินใจมอบอำนาจดูแลคริสตจักรเยรูซาเลมให้ยากอบ  และย้ายตัวเองไปหาที่อยู่ใหม่ที่อันทิโอก ก็รู้สึกว่าคิดถูกและบริหารงานได้สะดวกกว่าที่เดิม เพราะเป็นทางสัญจรไปมาได้ทุกทิศ ผู้เผยแผ่อาจเดินทางมารายงานหรือปรึกษาหารือก็ทำได้สะดวกคล่องตัวดี

แต่อยู่ได้ไม่นานก็มีเรื่องให้คิดต่อ คือในหมู่คริสตชนที่เดินทางสัญจรไปมาและแวะเยี่ยมเยียนนั้น ก็มีจำนวนพอสมควรที่มีนิวาสถานในกรุงโรม เดินทางผ่านก็แวะเยี่ยมและนำสาสน์ไปบอกต่อๆกันอย่างทั่วถึงทั่วกรุงโรมที่มีคริสตชน ใครจะเดินทางมาก็นำข่าวคราวของคริสตจักรแห่งกรุงโรมมาแจ้งให้เปโตรได้รับรู้ ทั้งปัญหาและความสำเร็จ ที่สุดก็มีผู้เสนอความเห็นว่าเปโตรน่าจะย้ายไปบริหารงานที่กรุงโรมซึ่งเป็นศูนย์กลางทุกอย่างของมหาอาณาจักรโรมันมากกว่าที่ใดทั้งหมด เปโตรค่อยๆคิดและค่อยๆเห็นดีเห็นชอบ และในที่สุดก็ตัดสินใจย้ายตัวเองไปอยู่ที่กรุงโรม ไม่มีข้อมูลใดจะช่วยให้สันนิษฐานใด้ว่าตั้งแต่เมื่อใด รู้แต่ว่าก่อนค.ศ.64  เพราะในปีค.ศ.64 นักประวัติศาสตร์รู้แน่นอนว่าเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่สุดในกรุงโรมหมดไปประมาณ3/4จากส่วนกลางเว้นวังจักรพรรดิ พอไฟผ่านก็ให้ทหารรีบปักหลักเขตขยายวังห้ามรุกรานทันที ทำให้ประชาชนโจษจันว่า ชรอยจักรพรรดิเนร์โรว์วางแผนเผาเมืองสร้างวัง คณะที่ปรึกษาวางหมากแก้โดยกระจายข่าวว่าขาวคริสต์เป็นมือวางเพลิง หากไม่มารับสารภาพแต่โดยดีจะจับชาวคริสต์มาลงโทษทั้งหมด ในเมื่อไม่มีผู้ใดขอมอบตัว จักรพรรดิจึงออกกฤษฎีกาจับชาวคริสต์ในกรุงโรมประหารชีวิต สถานที่ประหารก็คือเชิงเนินยานีโกโลด้านริมฝั่งแม่น้ำทายเบอร์ อันเป็นที่ตั้งของโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ในปัจจุบัน เป็นระเบียบการสมัยนั้น นักโทษประหารแล้วก็โยนศพลงแม่น้ำเป็นเหยื่อของปลา จึงไม่ต้องหวังว่าจะมีอัฐิของเปโตรไว้สักการะ อัฐิอยู่ที่ไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับที่รู้ว่าตรงนั้นคือแดนประหาร โบสถ์เซนต์ปีเตอร์จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งศูนย์กลางคริสตจักรนับว่าสำคัญกว่า

ผลพลอยได้ก็คือ หากไม่มีอนุสรณสถานที่ตรงนั้น รายได้จากการท่องเที่ยวของรัฐบาลอิตาลีคงหดหายมาตลอดกาล

ความสำคัญของเซนต์ปีเตอร์จึงมองได้อีกหลายมิติแล้วแต่จะมองจากชีวิตของชาวประมงบ้านนอกคนหนึ่ง