พุทธศาสนากับบริบทพหุนิยมของปรัชญาไทย

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ

จากคำชี้แจงท้ายสารานุกรมศัพท์ปรัชญาของคำว่า Buddhism ของราชบัณฑิตยสภาที่เขียนว่า “อย่างไรก็ตามพระพุทธศาสนาไม่ได้มุ่งสอนให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนให้เข้าถึงนิพพานหรือพ้นทุกข์อย่างเดียว ยังมีคำสอนอันเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลที่เลือกดำเนินชีวิตแบบปุถุชนทั่วไปอีกด้วย”

Continue reading “พุทธศาสนากับบริบทพหุนิยมของปรัชญาไทย”

Indistinctness in Thai word for philosophy

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ…

ความคลุมเครือของภาษาไทยเมื่อใช้ในงานวิชาการทางปรัชญาเป็นปัญหามาอย่างต่อเนื่อง เช่น คำว่า “พหุ” ซึ่งมีการใช้อย่างแพร่หลาย ก็ทำให้เกิดความสับสนได้ เช่น
พหุนิยม (Pluralism) เป็นศัพท์ปรัชญาศาสนา หมายถึง การยอมรับให้สังคมของตนมีหลายศาสนาโดยที่สมาชิกของสังคมมีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งเพียงศาสนาเดียวและมีพันธะผูกพันที่จะเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของกันและกันด้วยความเกรงใจไม่ล่วงละเมิดเงื่อนไขที่ศาสนาอื่นสงวนไว้สำหรับสมาชิกของศาสนาของตนเท่านั้น เช่น ไม่ล่วงล้ำย่างเท้าเข้าในบริเวณศักดิ์สิทธิ์ที่สงวนไว้สำหรับบุคคลพิเศษในศาสนาของตนเท่านั้น ไม่ปฏิบัติหรือกระทำบางอย่างที่สงวนไว้สำหรับพิธีกรรมบางอย่างของศาสนาของตนโดยเฉพาะ

Continue reading “Indistinctness in Thai word for philosophy”

Seeing, Judging, Acting

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ…

ปรัชญาของคาร์ล มากซ์เป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนสังคมรัสเซียในปี 1917 (การปฏิวัติรัสเซีย) เหตุเรื่มตั้งแต่เฮเกลเปิดสอนปรัชญาปฏิพัฒนาการ (dialectic) ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินระหว่างปี 1818-31 มีผู้กล่าวว่าในชั่วโมงสอนปรัชญาของเฮเกลนั้นจะไม่มีใครสอนปรัชญาในกรุงเบอร์ลิน เพราะผู้สนใจปรัชญาจะพากันไปจองที่นั่งฟังเฮเกลกันหมด เนื่องจากชอบที่เฮเกลพยากรณ์ว่าเชื้อสายอารยันอย่างเยอรมันเป็นผู้จุติเข้มข้นที่สุดจากจิตปฏิพัฒนาการของเอกภพ หากรวมตัวกันเป็นชาติเมื่อใดจะเป็นเจ้าโลก

Continue reading “Seeing, Judging, Acting”

learning philosophy for all

ศ.กีรติ บุญเจือ…

ปรัชญาคือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต

คำว่าปรัชญาอาจเป็นคำที่ทำให้นึกถึงนักปรัชญาที่มักใช้คำพูดแปลก ๆ และดูเหมือนว่าจะเป็นคำพูดที่ขัดแย้งในตัวเอง หรือการใช้คำพูดสะดุดใจเพื่อให้ขบคิด ทำให้มองได้ว่าเป็นข้อคิดคำคมสอนใจ ใครพูดคำคม ๆ ก็เป็นนักปรัชญา คิดอย่างนี้ก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกเสียทั้งหมด คำว่า philosophy มีความหมายตามรากศัพท์ภาษากรีกว่า ความรักหรือ “ความปรารถนาจะเป็นปราชญ์” นั่นคือ รู้ตัวเองว่ายังไม่ฉลาดแต่อยากจะฉลาด หรือแปลอย่างรวบรัดว่า “ความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด” และ philosopher ที่เราแปลกันว่านักปรัชญานั้น ก็ต้องแปลว่า “ผู้อยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด” ส่วนคนที่ฉลาดแล้ว เป็นนักปรัชญาตามความหมายของภาษาไทยนั้น ต้องใช้คำว่า “Sophist”

Continue reading “learning philosophy for all”

Emergence of Ancient Philosophy

ศ.กีรติ บุญเจือ…

ปรัชญาตะวันตก พิจารณาได้ว่าเกิดในยุคโบราณ มีจุดเริ่มต้นจาก เธลิส (Thales) ซึ่งถือว่าเป็นคนแรกของปรัชญาตะวันตกเท่าที่รู้  ที่คิดว่าโลกมีกฎเกณฑ์ในตัวของมันเอง ขณะนั้นทุกคนยังคิดแบบดึกดำบรรพ์ คือ เชื่อว่าภัยธรรมชาติและเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเกิดจากน้ำพระทัยของเบื้องบน เธลิสเองในระยะแรกก็คิดเช่นนั้น อยู่มาวันหนึ่งเธลิสเกิดเห็นปัญหาใหม่ขึ้นมาว่า” เราจะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหลายโดยไม่อ้างเบื้องบนจะได้หรือไม่”[1]

Continue reading “Emergence of Ancient Philosophy”

thinking on generalization and specialization

ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ปัญหาสำคัญของการคิดคือ คิดให้ขัดแย้งกัน เพราะว่าไม่ว่าจะเลือกคิดตามฝ่ายไหนก็มิได้น่าพอใจนัก เป็นปัญหาประเภท between the horns การตกอยู่ในภาวะเช่นนี้จะทำให้มองเห็นปัญหาในทุกเรื่องไป อาจจะบอกได้ว่า เป็นนักวิจารณ์ แต่ก็จะเน้นมองในแง่ร้ายไว้ก่อน นั่นคือ มีระบบคุณค่าที่จะประเมินสิ่งต่างๆ ในฝ่ายไม่ดี ทำให้การมองโลกบิดไปจากความเป็นจริง มิใช่ว่ามองเห็นปัญหาที่คนอื่นมองไม่เห็น แต่เป็นการไม่สามารถหาคำตอบที่น่าพึงพอใจแก่ตนได้

Continue reading “thinking on generalization and specialization”

Aesthetical Elements

ศ.กีรติ บุญเจือ… ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ความงามและสุนทรียธาตุอื่นๆ มิใช่เป็นคุณสมบัติของศิลปกรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติได้ด้วย เช่น พระอาทิตย์ตก ในที่บางแห่งอาจจะงามและน่าทึ่งอย่างมาก การถกปัญหาเรื่องสุนทรียธาตุในปรัชญากินความรวมถึงสุนทรียธาตุในทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ถือว่ามีสุนทรียธาตุได้ ไม่ว่าจะเป็นความงามตามธรรมชาติ (natural beauty) หรือความงามในศิลปกรรม (artistical beauty) ความน่าเกลียดน่ากลัวในจินตนาการ ความน่าทึ่งในศรัทธาต่อคาสอนของศาสนา ฯลฯ ล้วนเป็นสุนทรียธาตุทั้งสิ้น ลัทธิอัตนัยนิยม (subjectivism) ลัทธิอัตนัยนิยมมีความเห็นว่าสุนทรียธาตุมิได้มีจริงๆ แต่มนุษย์เรากำหนดกันขึ้นมาเอง มาตรการตัดสินสุนทรียธาตุจึงไม่ตายตัว แล้วแต่ว่าคนใดจะมีรสนิยมอย่างไรก็กำหนดเอาอย่างนั้น ผู้ที่มีความคิดเห็นเช่นนี้รุ่นแรกเท่าที่เราทราบ ได้แก่ ชาวโซฟิสท์ในยุคกรีกโบราณ ซึ่งถือหลักการว่า “Man is the measure of all things.” (คนเป็นมาตรการวัดทุกสิ่ง) เพราะฉะนั้นความงามและสุนทรียธาตุอื่นๆ ย่อมขึ้นกับรสนิยมของแต่ละบุคคล ในยุคหลังมีผู้ให้ความหมายสำคัญ ได้แก่ 1) รีเชิดส์ (I.A. Richards 1893-1979) กล่าวว่า หน้าที่ของศิลปะมิใช่สอนหรือชี้แจงลักษณะของสิ่งของแต่ประการใดเลย เพราะหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของวิทยาศาสตร์โดยตรง ศิลปะไม่อยู่ในฐานะที่จะทำหน้าที่สอนได้ดีเหมือนวิทยาศาสตร์ หน้าที่โดยตรงของศิลปะก็คือทำให้เกิดสุขภาพจิตแก่ผู้ที่สามารถมีประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ นั่นคือ มีหน้าที่ตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาของผู้ชม ผู้ชมมีความต้องการอะไร ศิลปะก็มีหน้าที่จะตอบสนอง หรือพูดอย่างรัดกุมได้ว่า ศิลปกรรมก็คืองานสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ชมในแต่ละกาละและเทศะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรการตัดสินสุนทรียธาตุไม่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการทางจิตวิทยาของผู้ชม 2) ซันเตอยาเนอ (George Santayana … Continue reading Aesthetical Elements