learning philosophy for all

ศ.กีรติ บุญเจือ…

ปรัชญาคือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต

คำว่าปรัชญาอาจเป็นคำที่ทำให้นึกถึงนักปรัชญาที่มักใช้คำพูดแปลก ๆ และดูเหมือนว่าจะเป็นคำพูดที่ขัดแย้งในตัวเอง หรือการใช้คำพูดสะดุดใจเพื่อให้ขบคิด ทำให้มองได้ว่าเป็นข้อคิดคำคมสอนใจ ใครพูดคำคม ๆ ก็เป็นนักปรัชญา คิดอย่างนี้ก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกเสียทั้งหมด คำว่า philosophy มีความหมายตามรากศัพท์ภาษากรีกว่า ความรักหรือ “ความปรารถนาจะเป็นปราชญ์” นั่นคือ รู้ตัวเองว่ายังไม่ฉลาดแต่อยากจะฉลาด หรือแปลอย่างรวบรัดว่า “ความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด” และ philosopher ที่เราแปลกันว่านักปรัชญานั้น ก็ต้องแปลว่า “ผู้อยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด” ส่วนคนที่ฉลาดแล้ว เป็นนักปรัชญาตามความหมายของภาษาไทยนั้น ต้องใช้คำว่า “Sophist”

Continue reading “learning philosophy for all”

Emergence of Ancient Philosophy

ศ.กีรติ บุญเจือ…

ปรัชญาตะวันตก พิจารณาได้ว่าเกิดในยุคโบราณ มีจุดเริ่มต้นจาก เธลิส (Thales) ซึ่งถือว่าเป็นคนแรกของปรัชญาตะวันตกเท่าที่รู้  ที่คิดว่าโลกมีกฎเกณฑ์ในตัวของมันเอง ขณะนั้นทุกคนยังคิดแบบดึกดำบรรพ์ คือ เชื่อว่าภัยธรรมชาติและเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเกิดจากน้ำพระทัยของเบื้องบน เธลิสเองในระยะแรกก็คิดเช่นนั้น อยู่มาวันหนึ่งเธลิสเกิดเห็นปัญหาใหม่ขึ้นมาว่า” เราจะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหลายโดยไม่อ้างเบื้องบนจะได้หรือไม่”[1]

Continue reading “Emergence of Ancient Philosophy”

thinking on generalization and specialization

ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ปัญหาสำคัญของการคิดคือ คิดให้ขัดแย้งกัน เพราะว่าไม่ว่าจะเลือกคิดตามฝ่ายไหนก็มิได้น่าพอใจนัก เป็นปัญหาประเภท between the horns การตกอยู่ในภาวะเช่นนี้จะทำให้มองเห็นปัญหาในทุกเรื่องไป อาจจะบอกได้ว่า เป็นนักวิจารณ์ แต่ก็จะเน้นมองในแง่ร้ายไว้ก่อน นั่นคือ มีระบบคุณค่าที่จะประเมินสิ่งต่างๆ ในฝ่ายไม่ดี ทำให้การมองโลกบิดไปจากความเป็นจริง มิใช่ว่ามองเห็นปัญหาที่คนอื่นมองไม่เห็น แต่เป็นการไม่สามารถหาคำตอบที่น่าพึงพอใจแก่ตนได้

Continue reading “thinking on generalization and specialization”

Aesthetical Elements

ศ.กีรติ บุญเจือ… ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ความงามและสุนทรียธาตุอื่นๆ มิใช่เป็นคุณสมบัติของศิลปกรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติได้ด้วย เช่น พระอาทิตย์ตก ในที่บางแห่งอาจจะงามและน่าทึ่งอย่างมาก การถกปัญหาเรื่องสุนทรียธาตุในปรัชญากินความรวมถึงสุนทรียธาตุในทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ถือว่ามีสุนทรียธาตุได้ ไม่ว่าจะเป็นความงามตามธรรมชาติ (natural beauty) หรือความงามในศิลปกรรม (artistical beauty) ความน่าเกลียดน่ากลัวในจินตนาการ ความน่าทึ่งในศรัทธาต่อคาสอนของศาสนา ฯลฯ ล้วนเป็นสุนทรียธาตุทั้งสิ้น ลัทธิอัตนัยนิยม (subjectivism) ลัทธิอัตนัยนิยมมีความเห็นว่าสุนทรียธาตุมิได้มีจริงๆ แต่มนุษย์เรากำหนดกันขึ้นมาเอง มาตรการตัดสินสุนทรียธาตุจึงไม่ตายตัว แล้วแต่ว่าคนใดจะมีรสนิยมอย่างไรก็กำหนดเอาอย่างนั้น ผู้ที่มีความคิดเห็นเช่นนี้รุ่นแรกเท่าที่เราทราบ ได้แก่ ชาวโซฟิสท์ในยุคกรีกโบราณ ซึ่งถือหลักการว่า “Man is the measure of all things.” (คนเป็นมาตรการวัดทุกสิ่ง) เพราะฉะนั้นความงามและสุนทรียธาตุอื่นๆ ย่อมขึ้นกับรสนิยมของแต่ละบุคคล ในยุคหลังมีผู้ให้ความหมายสำคัญ ได้แก่ 1) รีเชิดส์ (I.A. Richards 1893-1979) กล่าวว่า หน้าที่ของศิลปะมิใช่สอนหรือชี้แจงลักษณะของสิ่งของแต่ประการใดเลย เพราะหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของวิทยาศาสตร์โดยตรง ศิลปะไม่อยู่ในฐานะที่จะทำหน้าที่สอนได้ดีเหมือนวิทยาศาสตร์ หน้าที่โดยตรงของศิลปะก็คือทำให้เกิดสุขภาพจิตแก่ผู้ที่สามารถมีประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ นั่นคือ มีหน้าที่ตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาของผู้ชม ผู้ชมมีความต้องการอะไร ศิลปะก็มีหน้าที่จะตอบสนอง หรือพูดอย่างรัดกุมได้ว่า ศิลปกรรมก็คืองานสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ชมในแต่ละกาละและเทศะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรการตัดสินสุนทรียธาตุไม่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการทางจิตวิทยาของผู้ชม 2) ซันเตอยาเนอ (George Santayana … Continue reading Aesthetical Elements

ปรัชญาศิลปะ

ศ.กีรติ บุญเจือ…

ปรัชญาศิลปะนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิชาสุนทรียศาสตร์ แต่ถ้ามองจากมุมมองของนิยามที่เหนือขึ้นไปอีกของปรัชญาประยุกต์ซึ่งถือเอาผลสรุปของความรู้ต่าง ๆ มาคิดต่อยอดอย่างปรัชญา ปรัชญาศิลปะจึงเป็นการนำเอาสุนทรียศาสตร์สาขาอื่น ๆ ทั้งหมด ได้แก่ ประวัติศาสตร์ศิลปะ วิจารณ์ศิลปะ ทฤษฎีศิลปะ จิตวิทยาศิลปะ สังคมวิทยาศิลปะ มาเป็นข้อมูล พยายามค้นหาคำถามที่อาจจะมีได้จากข้อมูลเหล่านั้น แล้วตีความปัญหาดังกล่าวด้วยระบบปรัชญาบริสุทธ์เท่าที่เราทราบหรือสนใจ สุนทรียศาสตร์จึงเป็นฐานรองรับปรัชญาศิลปะนั่นเอง

องค์ประกอบของศิลปะ มี 4 อย่าง คือ

  1. สื่อ (media) ได้แก่ สิ่งที่ศิลปินนำมาใช้เพื่อถ่ายทอดการสร้างสรรค์ของตนให้ประจักษ์แก่ผู้อื่น เช่น ผ้าใบและสีสำหรับจิตรกรรม หินอ่อนสำหรับประติมากรรม คำพูดสำหรับกวีนิพนธ์
  2. เนื้อหา (content) ได้แก่ เรื่องราวที่ศิลปินแสดงออกมา โดยใช้สื่อที่เหมาะสม
  3. สุนทรียธาตุ (aesthetical elements) มีได้ 3 อย่างคือ ความงาม (beauty) ความแปลกหูแปลกตา (picturesqueness) และความน่าทึ่ง (sublimity)
  4. ธาตุศิลปิน (artistic elements) ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิดและชีวิตจิตใจ รวมทั้งความหลังและความใฝ่ฝันของศิลปินที่แฝงอยู่ในศิลปกรรมที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมา ธาตุเหล่านี้ศิลปินอาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจจะสอดแทรกเข้าไปก็ได้ แต่จะมีสอดแทรกอยู่เสมอ เช่น ความเคารพ หรือความรู้สึกเหยียดหยามที่ศิลปินมีต่อบุคคลที่เขากำลังวาดอยู่ จะสอดแทรกเข้าในศิลปกรรมชิ้นนั้นด้วย
Continue reading “ปรัชญาศิลปะ”

Contemporary Thai Philosophy is not Nationalism

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ…

การเสวนาให้เกิดผลดีแก่ผู้ร่วมสนทนาทุกฝ่าย ต้องมีศีลเสมอกันละก็พูดกันรู้เรื่องง่าย

มิฉะนั้นก็มีแต่เสียเวลาพูดกันไม่รู้เรื่อง

กีรติ บุญเจือ, 2562

ชาติในอาเซียนส่วนใหญ่ต่างก็มีอารยธรรมที่อวดได้ว่าเป็นอารยธรรมประจำชาติ แสดงออกเป็นวัฒนธรรมประจำชาติได้อย่างมีความหมาย อารยธรรมเป็นสิ่งผู้คนต่างหวงแหนปกปักษ์รักษา แต่วัฒนธรรมติชมกันได้ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลเวียดนามมีนโยบายสังคมนิยมแบบเวียดนามเพราะมีอารยธรรมเวียดนามเป็นฐาน รัฐบาลมาเลเซียมีนโยบายภูมิบุตรเพราะมีอารยธรรมมาเลย์เป็นฐาน ฯลฯ ไทยเรามีนโยบายสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็น
วัฒนธรรม ไม่มีอารยธรรมไทยเป็นฐานเหมือนชาติอื่น ๆ ถือว่าไม่เสมอกัน พูดกันหลายเรื่องไม่รู้เรื่องกัน ไม่รู้ว่าทาไม ก็เพราะความปกติที่ไม่เท่ากันนี้เป็นเหตุสาคัญ หากรู้ก็ต้องแก้ที่สาเหตุ ถ้าไม่รู้ ก็แล้วไป ปล่อยไปตามยถากรรม ตามบุญตามกรรม ตามดวงตามชะตาของประเทศและชาติ

Continue reading “Contemporary Thai Philosophy is not Nationalism”

character of Thai philosophy

ศ.กีรติ​ บุญเจือ …

ในการพัฒนาแนวคิดเพื่อก่อร้างสร้างปรัชญาไทย (ปัจจุบัน) (contemporary Thai philosophy) เพื่อให้พ้นไปจากประวัติปรัชญาไทย ปรัชญาไทยร่วมสมัยจึงพึงมี 4 ลักษณะ ได้แก่

1. ธรรมชาตินิยม (Naturalism) คือ การยอมรับความเป็นจริงของสิ่งต่าง ๆในโลก ตามระดับความจริงในกรอบของวิชา 5 ระดับ คือ

  1. ความจริงระดับระดับคณิตศาสตร์ = จริงตามกฎเกณฑ์เท่าที่สังคมตกลงรับรู้ร่วมกัน
  2. ความจริงระดับวิทยาศาสตร์ = จริงตามข้อมูลเท่าที่หาได้
  3. ความจริงระดับประวัติศาสตร์ = จริงตามหลักฐานเท่าที่มี
  4. ความจริงระดับปรัชญา = จริงตามกระบวนทรรศน์ที่เชื่ออยู่
  5. ความจริงระดับศาสนา = จริงตามศรัทธาที่มีต่ออันติมสัจธรรมเท่าที่ตนรู้จากการปฏิบัติธรรม
Continue reading “character of Thai philosophy”