thinking on generalization and specialization

ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ปัญหาสำคัญของการคิดคือ คิดให้ขัดแย้งกัน เพราะว่าไม่ว่าจะเลือกคิดตามฝ่ายไหนก็มิได้น่าพอใจนัก เป็นปัญหาประเภท between the horns การตกอยู่ในภาวะเช่นนี้จะทำให้มองเห็นปัญหาในทุกเรื่องไป อาจจะบอกได้ว่า เป็นนักวิจารณ์ แต่ก็จะเน้นมองในแง่ร้ายไว้ก่อน นั่นคือ มีระบบคุณค่าที่จะประเมินสิ่งต่างๆ ในฝ่ายไม่ดี ทำให้การมองโลกบิดไปจากความเป็นจริง มิใช่ว่ามองเห็นปัญหาที่คนอื่นมองไม่เห็น แต่เป็นการไม่สามารถหาคำตอบที่น่าพึงพอใจแก่ตนได้

ปัญหาที่พอจะคิดออกได้จากประเด็นนี้ก็คือ ปัญหาเรื่อง ความทั่วไปกับความพิเศษ (generalization vs. specialization) ทั้ง 2 เรื่องนี้ เป็นภาวะที่มีการดำเนินไปของสิ่ง (things/entities) ใน 2 แนวทาง และเป็นธรรมชาติที่จะมีทั้ง 2 แนวทางนี้อยู่ร่วมกัน ความสมดุล (balance) ของทั้ง 2 ด้านนี้จะทำให้เราเข้าใจธรรมชาติตามความเป็นจริง แม้ไม่ถึงความจริงสูงสุด แต่ก็เข้าใจได้ว่าธรรมชาติมีการดำเนินไปตามท่วงทำนองที่เหมาะสม (rhythm and harmony) ทั้งนี้ จะแสดงหลักคิดของทั้ง 2 แนวทางนี้เพียงสังเขป นั่นคือ

ความทั่วไป หรือการทําให้เป็นทั่วไป เป็นกระบวนการจากล่างขึ้นบนที่รวมชุดของสิ่งจํานวนหนึ่งที่มีคุณลักษณะเดียวกันไปไว้ในชุดของสิ่งที่มีระดับสูงกว่า (creating groupings from various entity sets) โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณสมบัติทั่วไป (common manner) ความเหมือนกันนี้สามารถแสดงได้โดยเป็น “ความทั่วไป” ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ของชุดของสิ่งสูงกว่ากับชุดของสิ่งที่ระดับต่ํากว่าหนึ่งชุดขึ้นไป นั่นคือ แสดงชุดของสิ่งสูงกว่า (super class) กับ ชุดของสิ่งต่ำกว่า (lower class; sub class) และ ย่อมจะมองได้ว่าเป็นความแตกต่างใน 2 สิ่ง

ความพิเศษ หรือ การทำให้พิเศษ (เจาะจง) เป็นกระบวนการจากบนลงล่างที่สร้างชุดของสิ่งที่ต่ำกว่าตามลักษณะที่แตกต่างกันของสิ่งนั้นในชุดของสิ่งที่สูงกว่า (creating sub-groupings within an entity set) อาจรวมถึงการจัดกลุ่มของสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งอื่นในชุดของสิ่งเดียวกัน เป็นการเพิ่มเติมคุณลักษณะที่จะอธิบายถึงสิ่งนั้นได้เจาะจงยิ่งขึ้น เพื่อให้แยกแยะความแตกต่างระหว่างสิ่งในชุดของสิ่งได้ ดังนั้น จึงจะเริ่มจากสิ่ง ๆ หนึ่ง ( a single entity) แล้วมองความต่างกับสิ่งอื่น นำความต่างนั้นไปกำหนดเป็นคุณสมบัติของชุดของสิ่งที่ต่ำกว่า

ความเข้าใจใน 2 กระบวนการนี้จะต้องเข้าใจคุณลักษณะกระบวนการทั้งในด้านจุดเริ่มต้น (starting point) และเป้าหมายโดยรวม (overall goal) จึงจะทำให้เราเข้าใจสิ่งบนฐานภววิทยาได้ และนำมาใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินความจริงและเกณฑ์ประเมินคุณค่าได้ หากเข้าใจเช่นนี้ก็จะทำให้รู้ว่า ระบบชั้น (class system) นั้น มิได้มองเพียงความแตกต่าง แต่มองถึงความสัมพันธ์ระหว่างชั้นด้วย ว่าแต่ละชั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งสิ่งปรากฎใดๆ (emergence) จะต้องดำรงอยู่ตามลำดับปรากฎและระดับคุณภาพ (คุณสมบัติ) ของสิ่งนั้น และความสัมพันธ์ของสิ่งนั้นกับสิ่งอื่น (order and relation) [EOCR thinking system, 2016] เช่นนั้น การคิดจึงจะนำไปสู่การปฏิบัติที่ดีและผลลัพธ์ที่ดีได้ (หลักจริยศาสตร์)

ปัญหาของการคิดที่ขัดแย้ง เกิดจากมองว่า ความทั่วไปและความพิเศษ เป็นสิ่งตรงข้ามกัน ขัดแย้งกัน ไม่ว่าจะพิจารณาจากฝ่ายใดก็มิได้น่าพอใจ เพียงแต่ความเอนเอียงอาจจะมองว่าฝ่ายที่ตนชอบดีกว่าอีกฝ่าย (preference) แต่ก็ไม่อาจหาคำตอบได้ชัดเจนว่า แล้วสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ได้แต่เป็นการมองเชิงวิจารณ์ในลักษณะตัดขวาง (axial situation) นั้นคือ จับสิ่งที่ปรากฎมาพิจารณาโดยมีข้อกำหนด (premise) ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของสิ่งเนื่องจากเวลา ซึ่งไม่ใช่ธรรมชาติแท้ของสิ่งในโลก (being in the world) ความขัดแย้งนี้ หากไม่ผ่านการเข้าใจเชิงสังเคราะห์ก็จะไม่ได้ผลของความคิด เป็นแต่ยังติดอยู่ใน thesis และ anti-thesis อยู่ตลอดไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s