bias on belief

ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

เอ็ดมุนด์ ฮูสเซิร์ล (Edmund Husserl) เป็นนักปรัชญาที่เสนอความคิดได้อย่างลึกซึ้งและเสนอท่าทีในความพยายามตีความสารัตถะจากปรากฎการณ์ โดยเชื่อว่าปรากฎการณ์เป็นผลลัพธ์ของความเป็นจริงและปัญญาร่วมกัน ยิ่งถ้าเราใช้การตรึกตรองวิเคราะห์ปรากฎการณ์ในปัญญาก็จะพบสาระของสิ่งของซึ่งเป็นสาระเท่าที่รู้ได้โดยปัญญาในระดับปรากฎการณ์วิทยา

ฮูสเซิร์ลค้นคว้าหาพื้นฐานไม่รู้จักสั่นคลอนของความรู้มนุษย์ ซึ่งเรียกว่าจุดฟัลครัมของอาร์คีเมอดิส (Archimedean point) แต่สิ่งที่ปรัชญาได้รับจากฮูสเซิร์ลก็คือ วิธีปรากฎการณ์วิทยาซึ่งมีหลักการที่เป็นท่าทีในการมองดูปรากฎการณ์ต่าง ๆ ด้วยอัชฌัตติกฐาณเชิงมโนคติ (eidetic intuition) ซึ่งเชื่อได้ว่าจะสามารถเข้าถึงจิตสำนึกบริสุทธ์( pure consciousness) อหังอุตระ (transcendental ego) และองค์ภวันต์ (the Being) ได้ ด้วยวิธีการปรากฎการณ์วิทยา

ความคิดเช่นนี้ทำให้ฮูสเซิร์สแสดงความคิดเห็นต่อปรัชญาก่อนหน้าว่าล้วนแต่ลำเอียง (bias) กระบวนทรรศน์ของมนุษย์ล้วนแต่เอียงไปทางวจนศูนย์นิยม (logocentrism) เพราว่ามีความยึดมั่นถือมั่น มนุษย์ในยุคสมัยต่างๆ ล้วนยึดมั่นถือมั่นต่อกระบวนทรรศน์ที่ตนเชื่อ แม้จะมีกระบวนทรรศน์อื่นซ่อนอยู่แต่ก็เป็นกระแสเล็ก ๆ ไม่ใช่กระแสหลัก

แต่กระนั้นกระบวนทรรศน์ต่างๆ ก็แสดงความยึดมั่นถือมั่นของแนวคิดของตนเอง และแบ่งแยกเป็นกลุ่มต่างๆ เพื่อคัดค้าน ต่อต้านกันเอง ขณะเดียวกันก็พยายามแสวงหาเหตุผลรองรับตนเองอย่างเข้มแข็ง เป็นระบบเครือข่ายความรู้ของตน ความคิดที่ไม่ตรงกับเครือข่ายความรู้ของตนก็ถูกละเลยหรือกำจัดทิ้งไป เพื่อให้เห็นว่าเครือข่ายความรู้ของตนนั้นถูกต้องที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับมนุษยชาติ เป็นความยึดมั่นถือมั่นต่อกระบวนทรรศน์ของตน

ประวัติศาสตร์ได้นำเสนอภาพแห่งการสร้างสรรค์ตามกระบวนทรรศน์ของยุคสมัยต่างๆ แต่ขณะเดียวกันก็แสดงการแบ่งแยก ความขัดแย้งรวมไปถึงการทำลายล้างมาโดยตลอด กระแสกระบวนทรรศน์จึงมีการปรับเปลี่ยนไปตามปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น ๆ ซึ่งหากความยึดมั่นถือมั่นยังดำเนินต่อไป วจนศูนย์นิยมจะยิ่งเข้มแข็ง แต่อนาคตของมนุษย์ชาติจะเดินหน้าเข้าสู่จุดอับ และซ้ำรอยประวัติศาสตร์อีกครั้ง  

ฮูสเซิร์ลเสนอว่าการละความยึดมั่นถือมั่นจะช่วยแก้ความเอนเอียงของมนุษยชาติ โดยที่วิธีละความยึดมั่นถือมั่นก็ต้องกระทำตามวิธีแขวนความเชื่อประจำตัว (epoche) นั่นคือลดความเป็นตัวเองลง แล้วใช้อัชฌัตติกญาณในการมองจะทำให้พบกับข้อมูลสากลพื้นฐาน นั่นคือความคิดต้องมีผู้คิดและสิ่งถูกคิด

วิธีการแขวนของฮูสเซิร์ลซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยลดการบิดเบือนเนื่องจากการทึกทักเอาเองของผู้ที่นำท่าทีวิทยาศาสตร์มาใช้กับชีวิตมนุษย์โดยไม่คำนึงถึงด้านอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่เรื่องคุณค่า และคุณภาพทางสุนทรีย์เป็นส่วนหนึ่งของความรู้ และเป็นเรื่องที่ควรตรวจตราอย่างมีระเบียบแบบแผนด้วยนั้น ทำให้ปรัชญาได้รับการยอมรับบทบาทที่สำคัญของปรัชญาอีกครั้ง

นั่นคือ บทบาทของการมุ่งเข้าใจความหมายของชีวิตมนุษย์ การหาความหมายของชีวิตมนุษย์นั้นผู้ค้นหาจะต้องไม่ลำเอียง ต้องไม่เอาแต่ใจตนเอง แต่ต้องได้มาอย่างวางใจเป็นกลางแล้วพบตามที่เป็นจริง ดังนั้นการหาความเป็นจริงจึงต้องใช้การแขวนหรือการใส่วงเล็บ

ซึ่งประเด็นสำคัญคือเมื่อใส่วงเล็บแล้วเหลืออะไร ฮูสเซิร์ลได้ชี้ว่าเมื่อใส่วงเล็บแล้วก็จะเหลือตัวฉันผู้กำลังทำการใส่วงเล็บ เป็นตัวฉันที่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร ซึ่งก็คือความสำนึก ซึ่งมีระดับเป็นความสำนึกอุตระ (transcendental consciousness) เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกผู้สำนึกออกจากวัตถุแห่งความสำนึก ความสำนึกที่สำนึกว่าคือฉันคิด (cogito) และวัตถุที่ถูกสำนึกคือ ความคิด (cogitation) ความสำนึกนี้อยู่เหนือการใส่วงเล็บใดๆ ทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับรู้โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงหรือสงสัย

ตัวความสำนึกนี้จึงปรากฎอยู่ในประสบการณ์ทุกอย่างของมนุษย์ เราจึงไม่มีประสบการณ์บริสุทธิ์ มีแต่ประสบการณ์โดยความสำนึก เมื่อความสำนึกถูกใส่วงเล็บโลกภายนอกเสียทั้งหมด ก็จะเหลือเพียงแต่ความสำนึกอุตระ เมื่อมีประสบการณ์ถึงตัวเอง ก็จะเป็นประสบการณ์อุตระ แต่หากไม่ใส่วงเล็บโลกภายนอกก็จะมีประสบการณ์โลกภายนอก ซึ่งจะมีการตีความไปตามรูปแบบความคิดของแต่ละคน ไม่เป็นประสบการณ์บริสุทธิ์ ทำให้เกิดความลำเอียง

ดังนั้นจึงต้องหัดใส่วงเล็บความเชื่อและรูปแบบความคิดให้ประสบการณ์บริสุทธิ์ปลอดความลำเอียง เหลือแต่ประสบการณ์ของโลกภายนอกตามที่ปรากฎแก่ความสำนึก ความสำนึกเป็นอันตระเพราะอยู่ในตัว ธรรมชาติหรือโลกภายนอกเป็นอุตระเพราะอยู่นอกตัว อย่างไรก็ตามทั้งอันตระและอุตระแยกกันไม่ได้ เพราะธรรมชาติจะเป็นธรรมชาติก็โดยอยู่ในความสำนึกของมนุษย์ ความสำนึกเองก็ไม่อาจจะมีอยู่โดยไม่สำนึกถึงธรรมชาติ ความรู้โลกภายนอกเป็นกระแสของการปรากฎต่อๆ กัน

เมื่อใช้วิจารณญาณเพ่งพินิจจะทำให้เห็นว่าจากข้อมูลสากลพื้นฐานจะนำไปสู่ความเข้าใจสารัตถะต่าง ๆ อย่างใจเป็นกลาง ซึ่งจะทำให้ได้ความหมายและคุณค่าที่เป็นกลางอันจะเป็นคุณประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ประโยชน์อย่างสำคัญก็คือจะช่วยให้มนุษย์มีกระบวนทรรศน์ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่มีความเป็นกลางอย่างมีปัญญา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s