Religious is Necessary

อ.ดร.เจตนิพัทธ์ พิธิยานุวัฒน์..

ความต้องการศาสนาของมนุษย์นั้นมีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เมื่อเราต้องการเหตุผลเหนือการพิสูจน์ เราก็ต้องพึ่งศาสนาเป็นผู้อธิบาย และแต่ละศาสนาก็อธิบายเหตุผลตามเนื้อหาของแต่ละศาสนา ดังนั้นบางครั้งเหตุผลของแต่ละศาสนาก็ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ในหนังสือศาสนาอรรถปริวรรตของมนุษยชาติ (ช่วงพหุนิยม) ของ กีรติ บุญเจือ (2546) ได้สรุปไว้ว่า การที่แมกซ์ มืนเลอร์ (Max mueller 1823-1900) พูดและตีความทางศาสนานั้น แมกซ์ มืนเลอร์เริ่มความคิดเหมือนนักปราชญ์ ที่กล่าวถึงว่า มนุษย์ต้องการแสดงความทึ่งและขอบคุณพลังในธรรมชาติ จึงจัดระเบียบสักการะและแสดงความเข้าใจและศรัทธาออกเป็นเรื่องปรัมปรา ก็หมายความว่า แมกซ์ มืนเลอร์ดำเนินความคิดในทางเดียวกันกับนักปรัชญาศาสนาชาวกรีกนั่นเอง แต่ก็ปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นอย่างมาก โดยใช้วิธีวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยของตน

แมกซ์ มืนเลอร์เชื่อว่ามนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ได้มีประสบการณ์อยู่เป็นประจำ ปรากฏการณ์ธรรมชาติมีเหนือพลังตน พวกเขาทั้งกลัวและต้องพึ่งอาศัย เพื่อความอยู่รอด ต้องการสื่อด้วยภาษาอย่างดีที่สุด ก็ได้ผลออกมาเป็นเรื่องเล่าทำนองเรื่องปรัมปราตามธรรมชาติ ศูนย์กลางของพลังธรรมชาติตามที่มนุษย์ดึกดำบรรพ์ (นักล่าสัตว์ดึกดำบรรพ์) มองเห็นก็คือ พลังแสงอาทิตย์ ดังนั้น เรื่องปรัมปราทั้งหลายจึงมีศูนย์กลางที่สุริยะเทพ ระบบเรื่องปรัมปราเช่นนี้ได้ชื่อว่า ประมวลปรัมปรา (solar mythology) เรื่องปรัมปราจึงเป็นภาพพจน์แบบอุปลักษณ์ (metaphors) ของความต้องการศาสนาของพวกเขา เป็นการแปรสภาพหรือปริวรรต (transformation) จากความเข้าใจสู่ภาษา แต่เนื่องจากภาษามีโรค (disease of language) ซึ่งหมายถึงว่า ไม่สมบูรณ์พอที่จะแสดงความต้องการของศาสนาออกมาได้อย่างตรง ๆ จึงต้องใช้ภาษาภาพพจน์

ความต้องการศาสนาของมนุษย์ตามทรรศนะของแมกซ์ มืนเลอร์ ได้แก่  ความต้องการติดต่อกับผู้มีอำนาจครอบครองฟ้าและดิน โดยเชื่อว่า ผู้ครอบครองฟ้าดินมีจริง และเชื่อว่า ผู้ครอบครองฟ้าดินสนพระทัยติดต่อกับมนุษย์ และติดต่อกับมนุษย์ได้ ทรงตอบแทนและลงโทษมนุษย์ด้วยน้ำพระทัยเมตตา

แต่เรื่องศาสนามักเต็มได้ด้วยเรื่องเหนือธรรมชาติ (super/extra/beyond nature) แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าทำความเข้าใจ  แต่ด้วยไม่มีวิธีการค้นคว้าหาความรู้เรื่องเหนือธรรมชาติที่ชัดเจน วิธีการที่มีอยู่จึงต้องปรับปรุง เมื่อพูดถึงคำว่าเหนือธรรมชาติ อาจเป็นคำที่คาดเดาผลอะไรไม่ได้ และอธิบายไม่ได้ จึงเป็นสาเหตุให้มีผู้พยายามอธิบายเรื่องเหนือธรรมชาติเป็นไปตามที่ผู้อธิบายจะมีเหตุผลกับเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านั้น เช่น เรื่องตายแล้วฟื้น เรื่องระลึกชาติได้ เรื่องการมองเห็นอนาคต ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ส่วนมากมักอธิบายผ่านความเชื่อทางศาสนา มักมีเหตุผลต่อความรู้สึกจึงทำให้เกิดความเชื่อที่คล้อยตามความเชื่อทางศาสนา

แต่ก็มีนักปรัชญาชื่อ เอมิล ดูร์เคม (Emile Durkheim 1858 – 1917) ซึ่งเป็นคนไม่สนใจเรื่องศาสนา และไม่เชื่อประสบการณ์ศาสนาของผู้ถึงฌาน ดูร์เคมมุ่งที่จะเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไปตัดสินเนื้อหาทางศาสนา และถือว่าศาสนาเป็นความรู้เหมือนวิทยาศาสตร์ พยายามมองหาหน่วยย่อยที่สุดของศาสนา เรียกว่า อณูศาสนา (molecule of religious) เมื่อพบแล้วจึงเอาหน่วยย่อยประกอบขึ้นเป็นชั้น ๆ ก็จะเข้าใจศาสนาเหมือนที่เข้าใจเอกภพได้ เป็นระบบเครือข่ายของความจริง ดูร์เคมมองศาสนาเป็นปรากฎการณ์ของคนที่รวมตัวกันในสังคม อยากจะเข้าใจก็ใช้วิธีเดียวกันคือ พยายามหาหน่วยย่อยที่สุดของปรากฎการณ์ศาสนา และเอามาประกอบกันเป็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางศาสนาจะเข้าใจความเป็นจริงที่อยู่เบื้องหลังได้แก่ สังคมศาสนา ไม่มีอะไรมากกว่านั้น โดยตั้งเป็น ทฤษฎีอณูทางศาสนา (molecule theory of religious)

สำหรับดูร์เคมนั้น สวรรค์-นรก เป็นเรื่องของผู้นำศาสนาประดิษฐ์ขึ้น เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นของศาสนา ดูร์เคมยังกล่าวว่า “พระเจ้ามีจริงก็เฉพาะในความสำนึกของมนุษย์เท่านั้น…เทพเจ้าทำอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีผู้นับถือ”

หากพิจารณาเพียงผิวเผินเหมือนดูร์เคม  ย่อมจะไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่สำหรับดูร์เคมแล้วเขาเชื่อว่ามีสิ่งเหนือธรรมชาติจริง แต่ควรมีขอบเขต ต้องมีการปรับปรุงความเข้าใจเรื่องเหนือธรรมชาติ ซึ่งความคิดของดูร์เคมมีอิทธิพลมาก เป็นความคิดที่สำคัญ เพราะกระแสแตกย่อยออกไปมาก ทั้งในหมู่ผู้เชื่อศาสนาและไม่เชื่อศาสนา

แต่หากเราศรัทธาศาสนาแล้วประกอบด้วยปัญญาที่ชัดเจน เราจะมองเห็นคุณค่าของศาสนาที่ช่วยให้ความคิดเชิงปรัชญาได้ก้าวหน้า ศาสนายังเป็นตัวกำหนดในด้านคุณธรรมและจริยธรรม  ให้หลักศรัทธาว่า “ทำดีจะได้ผลดีตอบแทน” และยังทำให้เรามีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต  เป็นบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์วัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ    ถึงกระนั้นยังมีผู้คนอีกมากที่ไม่เชื่อมั่นในศาสนาแล้วไม่นับถือ ซึ่งก็มีมาตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบันก็ยังมีอยู่ เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับซึ่งกันและกัน เพราะ การศรัทธาในศาสนาเป็นสิ่งไม่บังคับกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s