school of thought

ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

สำนักคิดหรือจารีตทางปัญญา คือ มุมมองของกลุ่มคนที่มีลักษณะร่วมกันของความคิดเห็น หรือมุมมองของปรัชญา ระเบียบวิธีคิด ความเชื่อ กระแสคิดทางสังคม เศรษฐศาสตร์ กระแสการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมหรือ แนวโน้มทางศิลปะ

สำนักคิดมักมีลักษณะตามกระแสคิดของยุค ดังนั้น จึงอาจแยกเป็นสำนักคิดดั้งเดิม (old school) และ สำนักคิดใหม่ (new school) การแบ่งขั้วของกระแสคิดนี้มักเป็นส่วนสำคัญของการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ (paradigm shift) อย่างไรก็ตาม ในวงวิชาการต่าง ๆ ก็มักจะไม่ได้มีเพียง 2 สำนักคิด แต่มีได้หลายสำนัก

สำนักคิด นิยมตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้งเช่น “Rinzai school” ของลัทธิเซน ตั้งชื่อตาม Linji Yixuan สำนัก Asharite ของปรัชญามุสลิมในยุคแรกตั้งชื่อตาม Abu l’Hasan al-Ashari หรือ การตั้งชื่อตามสถานที่เกิดของแนวคิด เช่น Ionian school of philosophy มีต้นกำเนิดในไอโอเนีย, Vienna Circle ตั้งเชื่อตามกลุ่มนักคิดของมหาวิทยาลัย Vienna เป็นต้น

ในประเทศไทย มีการสืบทอดแนวทางวิชาการตามสำนักคิดทางวิชาการสาขาต่างๆ ซึ่งมีทั้งที่ดั้งเดิมสืบทอดมาจากสำนักคิดตะวันตก สำนักคิดตะวันออก หรือตั้งใหม่จากการปรับปรุงความคิดของกลุ่มตนในภายหลัง

ในทางปรัชญาก็มีการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย กระแสสำนักคิดก็มีไปตามการสืบทอดมาของผู้สอนที่ได้ไปเรียนรู้จากต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จาก หลายแห่งเน้นสำนักคิดในกระแสภาษาวิเคราะห์ กระแสปรัชญาวิพากษ์ กระแสปรัชญาศาสนา เป็นต้น

กระนั้น หากพิจารณาผลผลิตทางความคิดของแต่ละฝ่ายแล้ว ย่อมเป็นผลผลิตไปตามกระแสของสำนักคิดที่ได้สืบทอดมา เน้นวิธีวิทยาตามสำนักคิดนั้น และผลิตหนังสือ ตำรา งานวิจัย ที่เป็นองค์ความรู้ตามกระแสคิดนั้นเป็นสำคัญ

การตั้งสำนักคิดใหม่จึงทำได้ยาก นอกเสียจากมีการผลิตแนวคิดที่แตกต่างออกไป มีความเป็นต้นกำเนิดดั้งเดิม (original idea) เป็นของตนเอง และมีการขยายแนวคิดผ่านมุมมองต่างๆ ออกไปทั้งในอภิปรัชญา ญาณปรัชญา จริยศาสตร์ และปรัชญาประยุกต์สาขาต่างๆ

แรงต้านสำคัญของการเกิดสำนักคิดคือ เรื่องหรือหัวข้อที่คิดใหม่นั้น มักมีผู้รู้หรือนักวิชาการชี้ว่าเป็น “เรื่องที่รู้อยู่แล้ว” ส่วนหนึ่ง “ไม่เป็นเรื่องใหม่” หรือ นักวิชาการที่ต้องการให้แสดงที่มาหรือรากความคิดตั้งต้น โดยไม่เชื่อว่า “เป็นการคิดใหม่ได้เอง” อันเป็นผลมาจากภาวะความรู้เต็มล้น (full knowledge) และการเรียนรู้กระแสประจักษ์นิยม (empiricism)

แรงต้านนี้ยังถูกเสริมด้วย แนวทางของเหล่าวารสารทางวิชาการที่ใช้รูปแบบบทความวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เน้นการวิจัยองค์ความรู้ใหม่ที่ยืนยัน (affirmation) หรือ ยืนยันซ้ำ (confirmation) ผ่านการเปรียบเทียบกับงานวิจัยเก่าว่า สอดคล้อง หรือ ไม่สอดคล้อง โดยพิจารณาที่ผลวิจัยเป็นสำคัญ ซึ่งสำหรับงานวิจัยทางปรัชญาแล้ว คุณค่าของงานวิจัยอยู่ได้ทุกจุด ทั้งคำถามวิจัย วิธีการคิด วิธีวิทยา เนื้อหา คำตอบ การนำไปใช้ ซึ่งแตกต่างกันและมีตัวเลือกที่หลากหลาย ผลวิจัยอาจไม่แตกต่างเลย แต่คุณค่าของการคิดนั้นก็ยังมีอยู่ แต่ด้วยแรงต้านนี้ ผลงานวิจัยทางปรัชญาจึงมักตีพิมพ์เฉพาะในวารสารทางปรัชญาด้วยกัน ไม่ได้ตีพิมพ์ในวงวิชาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้กระแสคิดทางปรัชญาใหม่ๆ ที่เป็นของสำนักคิดใหม่ไม่ได้เผยแพร่ไปสู่กลุ่มสังคมนั้น

ด้วยเหตุที่ขาดสำนักคิดใหม่ คนในสังคมจึงเต็มไปด้วยคนที่มีความรู้ คิดบนความรู้ และแข่งขันกันเป็นผู้รู้ แต่มิได้เป็นผู้ที่คิดบนการคิด และมองการคิดเป็น วิธีการเรียนรู้ มิได้เข้าใจในฐานะกิจกรรมทางปัญญา ผลผลิตของความคิดจากความรุู้ทำให้ได้นักวิชาการจำนวนมาก แต่เป็นนักวิชาการในฐานะผู้รู้ (sophist) ได้แรงงานความรู้ (knowledge worker) แต่ไม่มี origination ideal มากนัก เพราะไม่อาจสร้างความคิดผ่านการคิดใหม่ๆ ได้

ผลเช่นนี้ ยังส่งผลให้กระแสเคลื่อนไหวทางสังคมจึงไม่อยู่บนบริบทของสำนักคิดของประเทศตน แต่เกิดกระแสเคลื่อนไหวต่างๆ จากสำนักคิดในต่างประเทศ คนในสังคมจึงเป็นเพียงผู้ใช้แนวคิดเหล่านั้นมาเสริมเหตุผลของการเคลื่อนไหวของตนไม่ว่าในด้านใด โดยถือว่าเป็นกระแสสากล “universalism” ในขณะที่ในต่างประเทศ มุ่งเน้นกระแสท้องถิ่น “localism” ซึ่งจะต้องแสดงถึงรากความคิดของคนในท้องถิ่นนั้นว่าดั้งเดิมเป็นอย่างไร มีความคิดอะไรที่พัฒนาขึ้นมาตามความเจริญของชุมชนของตน ซึ่งแนวทางนี้ส่งเสริมให้เกิดสำนักคิดขนาดเล็กประจำท้องถิ่น เพื่อความหลากหลายทางความคิด และแนวปฏิบัติจากกระแสคิดหรือการเคลื่อนไหวในด้านต่างๆ ไม่เกิดภาวะขัดแย้งจาก 2 ขั้ว คือ สากลกับท้องถิ่น แต่ให้ยอมรับความแตกต่างหลากหลายและการผสมผสานความคิดในฐานะความก้าวหน้าทางปัญญาของมนุษยชาติได้

การยืนยันสำนักคิดใหม่ จึงเป็นเจตจำนงของกลุ่มคนที่มีความเชื่อใจต่อกัน และเชื่อว่า กระแสคิดของกลุ่มตนนั้น มีความใหม่ มีความท้องถิ่น มีคุณค่าเพียงพอต่อการเผยแพร่ และนำไปใช้ ซึ่งมิใช่การไปชี้ให้ผู้อื่นยอมรับแนวทางของตน แต่เป็นการยืนยันกระแสคิดของสำนักคิดตนไปเรื่อย ๆ แสดงศักยภาพของกระแสคิดให้เกิดอย่างต่อเนื่อง ผ่านหนังสือ ตำรา หรือ สื่อต่าง ๆ ให้ยาวนานเพียงพอ การยอมรับการเป็นสำนักคิดใหม่ก็จะเกิดขึ้นได้จริง และคุณประโยชน์ของการยอมรับการคิดใหม่ จึงจะเกิดแก่ผู้คนในสังคม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: