Quality of life: Domain of thought

ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern philosophical paradigm) ได้แสดงแนวทางว่ามีอภิปรัชญา ญาณปรัชญาและจริยศาสตร์อยู่ที่ “คุณภาพชีวิต” โดยมุ่งเน้นภววิทยาของคุณภาพของชีวิต เกณฑ์ตัดสินความจริงอยู่ที่เป็นคุณภาพของชีวิตหรือไม่ และจริยศาสตร์ว่าเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างไร ทั้งนี้ วงวิชาการสาขาต่างๆ ก็ได้ให้ความสำคัญและกำหนดขอบเขตรวมไปถึงนิยามคุณภาพชีวิตไว้ตามโครงสร้างของวิชาการนั้น จึงมีความแตกต่างกันไปในมิติต่าง ๆ

ความคลุมเคลือนี้หรือความหมายที่เลื่อนไปได้เรื่อย ๆ นี้ มีเหตุมาจากการที่มองภววิทยาของชึวิตแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นมโนคตินิยม สสารนิยม หรือ ทวินิยม อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวาง คือ คุณภาพของชีวิตประกอบด้วย คุณภาพของกาย ใจ และจิต จึงพิจารณาได้ว่าเป็นเรื่องของ body, mind and soul และก็ได้มีการขยายในรายละเอียดลงลึกไปในด้านต่าง ๆ

กระนั้น การทบทวนคิดควรเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เพื่อให้เข้าใจในภววิทยาของชีวิต และแนวคิดเรื่องคุณภาพ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญสำหรับการมองในมุมมองใหม่ ๆ ได้ เป็นการคิดข้ามกรอบคิด (out of frame) และเป็นทิศทางสำคัญของปรัชญาหลังนวยุคสายกลางด้วยเช่นเดียวกัน

หัวข้อสำคัญของเรื่องคุณภาพชีวิตในการคิด การคิดเป็นหน้าที่ของปรัชญา จึงต้องทบทวนคิด ในที่นี้ย่อมต้องทบทวนถึงความหมายของชีวิต (meaning of life) เป็นเบื้องต้น นับแต่อาริสโตเติลเป็นต้นมา ชีวิตถูกมองได้ว่ามีระดับของชีวิต ได้แก่ ชีวิตพืช ชีวิตสัตว์ และชีวิตมนุษย์ แต่เมื่อมองไปในฐานะสิ่งเป็นอยู่ (entity) ย่อมจะต้องเข้าใจได้ว่า สิ่งมีชีวิตย่อมต้องอยุ่ในพื้นที่ (space) เมื่ออยู่ในพื้นที่มันจึงมิได้อยู่โดดเดี่ยว แต่อยู่ร่วมกับสิ่งอื่น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม เมื่อพิจารณาตามภาวะนี้ สิ่งมีชีวิตจึงมีความใกล้ชิดและการติดกันกับสิ่งอื่น (connectedness) ซึ่งจะนำไปสู่การพิจารณาในระดับถัดไป ความเข้าใจอีกประการหนึ่งคือ สิ่งมีชีวิตนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา (time) หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามเวลาย่อมเป็นสิ่งไม่มีชีวิต เพราะไม่แสดงการเติบโต (growth) และการเติบโตนั้นจะต้องมุ่งไปสู่การเติบโตอย่างเต็มสมบูรณ์ได้ (maturity) การเติบโตนี้คือ การพัฒนาของชีวิต (development) ดังนั้น เมื่อพิจารณาความหมายของชีวิต จะต้องว่าอยู่บนการใกล้ชิดกับสิ่งอื่นและการพัฒนาของชีวิต (the connectedness and development) เป็นพื้นฐานในการคิด และชีวิตจะมีความหมาย หรือทรงคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อชีวิตนั้นมีโอกาสและศักยภาพในการแสดงตนว่ามีชีวิต (opportunity and potential in one’s existence) การมีอยู่ของชีวิตเป็นการยืนยันว่า ชีวิตเป็นความเป็นจริง (reality) มิใช่ มายา (illusion) หรือความไม่จริง

เหตุที่ต้องสนใจในความหมายของชีวิตหรือคุณค่าของชีวิตนั้น ก็เพราะว่า ชีวิตมิใช่เพียงดำรงเพื่ออยู่รอด (พืชไม่รู้จักตาย สัตว์รู้จักตายจึงเร่งสืบทอดเผ่าพันธุ์) แต่ชีวิตยังรู้จักคิด (กำหนดเบื้องต้นว่าพืชรู้สึกได้ แต่ไม่คิด ส่วนสัตว์คิดได้ แต่ไม่ทรงปัญญา) นั่นคือ ชีวิตมนุษย์ที่มีปัญญา (consciousness) ในการคิด (thinking) เกิดความรู้ (knowledge) และสั่งสมการคิดและความรู้ได้จนเป็นปัญญาระดับปรีชาญาณ (wisdom) เมื่อมีปัญญาในระดับนี้ มนุษย์จะรับรู้และเข้าใจในคุณค่าของชีวิตของตนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และเข้าใจคุณค่าของมนุษย์ในการดำรงอยู่เป็นเผ่าพันธุ์ในโลกนี้

ทำไมมนุษย์จึงต้องมีคำตอบเรื่องคุณค่าหรือความหมายของชีวิต เราจะพบได้ว่า ชีวิตทั้งหลายที่มีความรู้สึกนึกคิดจะมีภาวะทางอารมณ์ได้ แต่ในระดับมนุษย์จะมีภาวะอารมณ์ดำดิ่ง (deep down emotion) ซึ่งเป็นอารมณ์ที่เกิดจากการทบทวนตนเองโดยธรรมชาติ (simultaneous afterthought) และจะภาวะที่เห็นว่าตนเองไร้คุณค่า นำไปสู่ความเบื่อ (boring) และความโดดเดี่ยว (alone) เมื่อคิดวนในจุดนี้ก็จะเกิดภาวะวิตก (anxiety) เกิดความไม่มั่นใจ ไม่เชื่อในความสามารถหรือสมรรถนะของตน จากนั้นจะเกิดภาวะขุ่นเคืองใจ (self frustration) รู้สึกว่าตนเองไม่ได้ดั่งใจ และสิ่งอื่น ๆ รอบตัวก็ไม่ได้ดั่งใจ สิ่งต่าง ๆ ดูผิดที่ผิดทางไปทั้งหมด เมื่อวนอยู่ในความคิดเหล่านี้มากขึ้นก็จะเกิดความเครียด (stress) เป็นการสร้างแรงกดดันให้ตนเอง (pressure/tension) เพื่อให้ตนเองต้องขยับก้าวหน้า แต่ถ้าขยับไม่ได้ หรือไม่อาจออกจากแรงกดดันจากความคิดของตนเองได้ก็จะเกิดภาวะซึมเศร้า (depression) เป็นอารมณ์ เหงา เศร้า ซึม ไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้ว่าทำไปทำไม ไม่รู้สึกว่าตนเองทำอะไรได้ หรือประสบความสำเร็จใดๆ รู้สึกแต่ว่าตนเองไร้ค่า ไม่มีความหมาย ไม่ใช่สิงจำเป็นของโลกนี้อีกต่อไป นำไปสู่ความต้องการจบชีวิตตนเอง ซึ่งนี่เป็นภาวะความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ในปัจจุบัน จนเป็นโรคภัยอันดับ 2 ของโลก แม้จะมียาแก้ไขอาการซึมเศร้า แต่ก็เป็นการแก้ไขปลายเหตุ ด้วยพบว่า มีสารเคมีในสมองผิดปกติไปในภาวะอาการนี้ โดยไม่อาจอธิบายกลไกได้ แต่ถ้าปรับสารเคมีในสมองในอยู่ในระดับปกติ อาการซึมเศร้าก็จะหายไป ดังนั้น การรักษาจึงเน้นให้ยาไปก่อน แต่การแก้ไขที่เหตุยังต้องแสวงหาวิธีการต่อไป สำหรับในจุดนี้ จงมองได้ว่า หากแต่ละคนรู้และเข้าใจคุณค่าของชีวิต รู้และเข้าใจความหมายของชีวิตของตนในระดับสิ่งเฉพาะหน่วย (particular) คือ เข้าในคุณค่าในตนเอง (self valued) ก็จะทำให้การคิดไม่วน และสามารถก้าวผ่านการคิดวนในครั้งนี้ไปได้ แต่ถ้าคำตอบในเรื่องคุณค่าของชีวิตยังไม่ใช่คำตอบที่สุด เราก็จะกลับมาคิดวนเรื่องเดิมอีก ซ้ำไปเรื่อย ๆ

การหาความหมายและคุณค่าของชีวิต เราเรียนรู้แนวคิดต่างๆ ทั้งปรัชญาและศาสนา แต่ก็เป็นเพียงการรู้ แต่คุณค่าของตนเองในระดับสิ่งเฉพาะหน่วยจะต้องหาจากตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง (Find our real self) ดังจะเห็นได้จากกระแสการค้นหาตัวเอง การถามว่าตนเองเป็นใคร (who am I) เมื่อหาตัวเองที่แท้จริงได้ ก็จะรู้ได้ว่าเป้าหมายของชีวิตของตนที่ดำรงอยู่นี้คืออะไร (purpose of life) การหาตัวตนที่แท้จริง อาจใช้กระบวนการทบทวนคิดว่า ตนชอบอะไร ในการชอบนั้น ตนทำอะไร แล้วจริง ๆ ที่ทำไปนั้น ชอบส่วนใดกันแน่ ความรู้สึกที่ชอบนั้นเกิดตรงจุดไหน นั่นคือ ตัวตนแท้จริงของเรา ซึ่งถ้าเราเข้าใจแล้ว เราก็จะคิดค้นหาวิธีที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เราได้ความรู้สึกดีนั้น ๆ ในชีวิต ถ้าเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง (I-center) ก็จะมุ่งให้สิ่งอื่นๆ ดำเนินไปสอดคล้องกับตน ถ้าไม่สอดคล้องก็ต้องเข้าไปจัดการหรือควบคุมหรือแก้ไข ซึ่งก็ต้องกระทำอยู่ประจำ ๆ แต่ถ้ามองว่าตนเองเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ท่ามกลางสิ่งทั้งหลาย ( a part of a large totality) เราก็จะเข้าใจได้ว่าสิ่งต่างๆ ดำเนินไปอย่างไร แล้วก็ปรับตัวให้สอดคล้องกับสิ่งนั้นเพื่อให้เกิดความพอดีในชีวิต ความสอดคล้องกันนี้ (coherence) ย่อมเกิดจากปัญญาเข้าใจ แต่ก็เกิดจาการรู้จากเบื้องบน/หยั่งรู้/รู้แจ้ง (transcendence) ได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้รู้ในความหมายของชีวิตของตน (meaning of life of self) ในฐานะของสิ่งเป็นอยู่ (being) ที่ดำรงอยู่ในโลกนี้

การคิดได้เช่นนี้ ไม่ใช่เป็นการคิดจากปัญหา (problemization) แต่เป็นการเข้าในธรรมชาติและมองให้เห็นว่าเป็นปัญหา (problematization) ซึ่งปัญหาเช่นนี้จะคลี่คลายได้จำเป็นต้องพูดคุยอย่างเปิดเผย (explicit discussion) เพื่อให้เข้าใจตามความเป็นจริงในระดับปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังชีวิตของแต่ละคน ซึ่งจะนำไปสู่การดำรงคุณค่าและการพัฒนาตนเองไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล แต่ก็เป็นตัวอย่างสำหรับคนอื่น ๆ ได้

เมื่อพิจารณาคุณภาพชีวิต มักจะมีการเกี่ยวเนื่องไปยังหัวข้อใหญ่เหล่านี้ อาจเป็นหัวข้อเดียวหรือคู่ หรือทั้ง 3 ด้านก็ได้ หัวข้อใหญ่เหล่านี้ ได้แก่

  1. Consciousness คุณภาพชีวิตในด้านนี้ เน้นการรับรู้ การเรียนรู้ การมีความรู้ การรู้จักคิด และการคิดรูปแบบต่างๆ การมีปัญญา และความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม เช่น วิทยาศาสตร์ปัญญา การศึกษา
  2. Happiness คุณภาพชีวิตในด้านนี้ เน้นความสุขในระดับปัญญา ความรู้สึกดี มีสุข สบายใจ เช่น จิตวิทยา จริยศาสตร์
  3. Meaning of life คุณภาพชีวิตในด้านด้านนี้ เน้นการเข้าใจและดำรงคุณค่าของชีวิต การทำสิ่งที่ตอบสนองต่อความหมายของชีวิต เช่น สุนทรียศาสตร์ จริยศาสตร์

มุมมอง/มิติการพิจารณาชีวิตที่ดี (Aspect of the good life) เป็นมุมมองสามัญที่เราจะมองไปถึงคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีจุดคิดสำคัญ ได้แก่

• การแสวงหาสิ่ง/วัตถุ (สสารนิยม/วัตถุนิยม) อย่างสากล เช่น เงิน (money) อำนาจ (power) ความรู้ (learning) ซึ่งมนุษยชาติแข่งขันกันแสวงหา สะสมให้มาก และทำให้เกิดการมุ่งไป (culture run after) อย่างบ้าคลั่ง (crazy) โดย สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง มิใช่ต้องให้มนุษย์มาให้ค่าอีกต่อไป (value in itself)

• ชีวิต (Life) มองใน 2 ด้านคือ การรับรู้ชีวิต โดยพิจาณาจากความรู้สึก (senses and feeling) เป็นสำคัญ เราต้องรู้สึกดีกับชีวิต และรอรับแรงกดดันของชีวิต (pressure of life) โดยมองว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้นดี/ไม่ดี (good or bad circumstances) มีความพอดีในชีวิตอย่างไร นำไปสู่การคิดเรื่องวิถีชีวิต (way of life) ความยั่งยืน (sustainability)

• ความสัมพันธ์ (Relationship) จากฐานเรื่องความใกล้ชิดกับสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต เช่น ครอบครัว ญาติ เพื่อน สิ่งของต่างๆ คนอื่น ๆ สัุตว์ทั้งหลาย มองได้เป็น 2 แนวทางคือ อยุูร่วมกันได้ด้วยดี (good relation together) หรือเปรียบเทียบแข่งขันกัน (compare with each other) นำไปสู่การได้เปรียบหรือเสียเปรียบที่จะต้องกำหนดคุณธรรมในการกระทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ให้ได้

• ความฝัน (Dream) มนุษย์มีภาพฝันและต้องการฝันที่เป็นจริง (dream come true) ซึ่งฝันนี้คือ ความต้องการที่เกิดจากตัวตนภายในที่แท้จริง (innermost dream) เป็นเป้าหมายของชีวิตนี้ เป็นเป้าหมายที่แสดงคุณค่าของชีวิตนี้ เมื่อเรารู้ตัวก็จะรู้ได้ว่าต้องเพิ่มพูน ปรับตัวอย่างไร (improve ourselves) เพื่อไปสู่เป้าหมายปลายทาง และเมื่อดำรงอยู่ในปลายนั้น เราได้ให้อะไรแก่โลก (contribution to the world) ซึ่งเราต้องตอบตนเองได้ว่า ตนได้ให้อะไรกับตนในจุดนั้น ไม่ใช่ในระหว่างพัฒนาตนหรือภายหลังจากได้บรรลุอยู่ในเป้าหมายนั้นแล้ว แต่ละคนต้องย้อนถามตนเองว่า ตนได้ให้อะไรหรือทิ้งอะไรไว้ให้แก่โลก เพื่อยืนยันคุณค่าของชีวิตของตน

คุณภาพชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องคิดมากกว่าเพียงแต่การได้ความพึงพอใจ (QOL is more than satisfaction) เพราะความพึงพอใจคือการได้ตามที่คาดหวัง (expectation) เป็นเพียงการตอบสนองความต้องการเท่านั้น ในขณะที่คุณภาพของชีวิตเป็นเนื้อแท้ภายในของชีวิตที่มากกว่าด้านกายและความคิดอย่างที่สสารนิยมมอง แต่ไม่อาจคลุมไปถึงจิตวิญญาณ ดังนั้น เมื่อมองในฐานกว้างรวมไปถึงจิตวิญญาณจึงต้องมองเกินไปกว่าความพึงพอใจในชีวิต แต่เป็นการรู้และเข้าใจในคุณค่าของชีวิตของตน

เมื่อลงในรายละเอียดของคุณภาพชีวิต จึงมีหัวข้อที่มักจะต้องถามเพื่อทวนคิด ได้แก่

• เกิดความรู้สึกดีในชีวิตบ้างไหน (feeling good) ถ้าทำอะไรแล้วสุข ได้ทำสิ่งนั้นสม่ำเสมอไหม ถ้าทำแล้วไม่สุขสามารถหลีกเลี่ยงความไม่สุขนั้นได้ไหม

• มีศักยภาพในการปรับตัวเพื่อบรรลุเป้าหมายของชีวิต (capability to adjust ourselves to achievement) ถ้ามีศักยภาพก็จะใช้ความสามารถมุ่งหน้าไป แต่ถ้าศักยภาพไม่เพียงพอ ก็ต้องการการช่วยเหลือ อาจเป็นระบบของสังคมที่จะให้การสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาตน (social aid) เช่น รัฐสวัสดิการ หรือ ระบบการศึกษา ระบบรักษาพยาบาล เป็นต้น

• เข้าใจชีวิตและทำฝันให้พอดีกับชีวิต (make the dream fit to the life) ถ้าเข้าใจตัวตนที่แท้จริง ก็จะรู้ความฝันที่ตรงกับตัวตนที่แท้จริง และก็จะทำให้เกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง แต่ถ้าไม่เข้าถึงตัวตน ฝันกับชีวิตก็จะแตกต่างกัน

• การย้อนทวนตนเอง มีการทบทวนตัวเองไหม อย่างไร ผู้ที่รู้ตนเองจะมองจากในออกนอก (seeing life from the inside) ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแต่ยังรู้สึกไม่บรรลุคุณค่าในตนเอง จะมองจากนอกเข้าใจ (seeing life from the outside) เพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริง

เมื่อพิจาณาในหัวข้อข้างต้นแล้ว จึงมีแนวทางในการเข้าถึงคุณภาพชีวิต อันมีเป้าหมายปลายทางคือ ชีวิตที่ดี โดยมี 2 ฝ่ายได้แก่

  1. ความสุข (Happiness) ฝ่ายนี้มองการดำเนินไปของชีวิตที่สมดุล กลมกลืน (Harmony of life) มีจังหวะของชีวิต การปรับเปลี่ยน การปรับตัว การพัฒนาตนให้ดีขึ้น (right tune of life) อีกส่วนหนึ่งมองว่า จะเกิดความกลมกลืนของชีวิตได้นั้นจะต้องมีการเติมเต็ม ตอบสนองความต้องการของชีวิต (Fulfillment of needs) ซึ่งมีแนวคิดความต้องการที่หลากหลาย แต่มองย้อนไปว่า การตอบสนองความต้องการทำให้ลดความทุกข์จากความต้องการ แต่การลดความต้องการนี้ ยังไม่ใช่ความสุข การลดความทุกข์นี้ นำไปสู่ชีวิตที่สมดุลก่อน แล้วชีวิตที่กลมกลืนทั้งกายและจิตใจ (จิตคิด) นี้จึงนำไปสู่คุณภาพกายและใจ (สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี) จึงจะมีความสุข จึงเป็นชีวิตที่ดี
  2. การเป็นตัวเองที่แท้จริง (Self realization) มองว่า คุณภาพชีวิตอยู่ที่การปรับคุณภาพของตนจากตัวตนที่เราสร้างขึ้น (self image) ไปเป็นตัวตนที่แท้จริง (real self) ซึ่งตัวตนที่แท้จริงนี้ พิจารณาจากจิตวิญญาณ (Soul) มิใช่เพียงแค่จิตคิด (mind) โดยที่ใจกลางของจิตวิญญาณนี้ (Heart) ก็คือ การเข้าถึงเนื้อแท้ของความมีอยู่ของตนเอง (the essence of existence) ฝ่ายนี้ มุ่งไปที่ระดับคุณภาพของจิตใจ จิตวิญญาณ เป็นสำคัญ

ref; Ventegodt S, Anderson NJ, Merrick J. (2003). Quality of life philosophy I, quality of life, and meaning of life. The Scientific world journal, 3, 1164-1175.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: