ชีวิตที่ดี

ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต:

เมื่อมนุษย์สามารถอยู่รอดเป็นชีวิตได้แล้ว ก็ย่อมต้อง อะไรมีเป้าหมายที่มาจากสัญชาตญาณคือ ไม่ได้คิดเองแต่ธรรมชาติผลักดันให้ทำเพราะมีเป้าหมายตามสัญชาตญาณเพื่อเอาตัวรอดและการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ มนุษย์ก็จะกระทำสิ่งนั้น อาจถูกผิด ดีชั่ว หรือไม่ยังไม่ต้องพิจารณาเพราะในระดับนี้ยังไม่มีปัญญาพิจารณาได้ มนุษย์ต้องเรียนรู้จนมีปัญญา เมื่อมีปัญญามนุษย์ก็จะมีเป้าหมายจากปัญญาของตนเองที่เข้าใจตนเองซึ่งจะแตกต่างกันไปตามบุคคล

เมื่อมนุษย์รู้เป้าหมายแล้วไม่ว่าจะมาจากสัญชาตญาณหรือจากใจของตนเอง มนุษย์เรามีเสรีภาพตัดสินใจเลือกว่าจะเดินตามหรือไม่ก็ได้ เรียกว่า มีมโนธรรมประจำใจ มโนธรรมที่ดีต้องมีความรอบรู้และรู้จักมองอย่างรอบคอบ  มนุษย์ใช้ปัญญาคิดแก้ไขปัญหาของตนเองในวิถีชีวิตประจำวัน เรียนรู้วิธีคิดและนำแนวคิดนั้นมาปฏิบัติให้เป็นวิถี (mean) และเป็นผล (end) จากแรงบันดาลใจของมนุษย์ที่จะแสวงหาความก้าวหน้าทางปัญญา ได้แก่ ความมักรู้ ความสุข และความมั่นใจ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญกระตุ้นมนุษย์ให้พิชิตอวิชชา สืบรู้อดีตเพื่อเข้าใจปัจจุบันและมองสู่อนาคตต่อไป

ความต้องการบางอย่างในชีวิต เช่น สุขภาพที่ดี ชีวิตสมรสที่น่าพอใจและงานอาชีพที่ประสบผลสำเร็จ ได้รับความสนใจในฐานะปัจจัยแห่งความสุขและมีการส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านเหล่านี้อย่างแข็งขันตามกระแสปรัชญากระบวนทรรศน์นวยุค หากแต่ในมนุษย์ก็ยังสงสัยในความสุข ถ้าสิ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างแท้จริงเพื่อจะมีความสุขแล้ว ผู้ที่มีสุขภาพไม่ดี ผู้ที่ไม่ได้มีชีวิตสมรสที่น่าพอใจ คู่สมรสที่ไม่มีบุตร และผู้ที่ไม่ได้มีงานอาชีพที่ดีหรือประสบผลสำเร็จในอาชีพ  เขาเหล่านั้นควรต้องยอมรับความไม่สุขในชีวิตอย่างไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ เพราะเมื่อขาดไปก็ย่อมจะต้องไม่มีความสุขอย่างแน่นอน แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนออกมาเป็นความสุขแท้ของมนุษย์

ศาสนาทั้งหลายล้วนมีคำสอนถึงความสุขแท้ และเสนอให้มนุษย์ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเชิงคุณธรรม (moral life) แม้ในผู้ไม่นับถือศาสนา ก็มีหลักจริยศาสตร์ที่เสนอให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเชิงจริยธรรม (virtue life) ซึ่งทั้งสองแบบต่างก็เป็นการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขด้วยการทำดีตามคำสอนศาสนา คือ หลักศีลธรรมและหลักจริยธรรม โดยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละคนในกระบวนทรรศน์ที่เขายึดถือเป็นหลักปฏิบัติด้วยมโนธรรมประจำใจ ซึ่งต้องพิจารณาให้เห็นแยบคาย ดังจะวิเคราะห์ต่อไป  

เมื่อคนปัจจุบันมองย้อนไปยังคนในยุคดึกดำบรรพ์ สิ่งที่เชื่อว่าจะเป็นในจิตสำนึกของคนยุคนั้น เรียกว่า dim of conscience  แววแห่งมโนธรรม (แสงสลัวๆ ไม่แจ่มชัด โง่ๆทึมๆ) โดยมีพื้นฐานความคิดว่า สัตว์ต่างๆ ก็มีการปฏิบัติดีตามสัญชาตญาณ แม้ไม่ต้องตรึกตรองล่วงหน้า แต่สัตว์ก็ฝืนสัญชาตญาณไม่ได้ ทั้งนี้ มนุษย์ก็น่าจะมีการปฏิบัติดีตามสัญชาตญาณซึ่งสอดคล้องกับหลักคุณธรรมจริยธรรมทั่วๆ ไปอยู่เช่นกัน

เมื่อรวมตัวเป็นสังคมโบราณ จึงมีกรอบขนบธรรมเนียมเป็นตัวเทียบ แววมโนธรรมจึงน่าจะมีอยู่เองในมนุษย์ ทั้งนี้ ได้มีการปรับให้เกิดธรรมเนียมที่ชัดเจนในระดับท้องถิ่นคือ การยึดประเพณี (custome attachment)  ทั้งนี้ ย่อมไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นกฎที่ผ่านการลองผิดลองถูกมาก่อนจนได้ยกเป็นประเพณีของหมู่คณะ เช่น ประเพณีแต่งงาน บวช ไหว้ครู เคารพกษัตริย์ ถ้ากรณีแวดล้อมเปลี่ยนไป การปฏิบัตินั้นก็จะมีการเลื่อนไป หากไม่ปรับเปลี่ยนก็จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาให้ก้าวหน้า ต่อมาเมื่อมีการขยายเป็นเมือง จึงมีการใช้กฎหมาย (law attachment) ยึดกฎหมายเนื่องจากสังคมเกิดการแบ่งกลุ่มย่อย มีการช่วยเหลือกัน ทำให้หวาดระแวง และไม่ไว้ใจกัน กฎหมายพัฒนามาจากกฎขนบธรรมเนียม ประเพณี แต่ต้องยึดถือเคร่งครัด ละเมิดจะถูกลงโทษ ยิ่งมีกฎหมายมาก ความปลีกย่อยก็ทำให้การปฏิบัติทำได้ยาก ไม่ไวต่อการเปลี่ยนแปลง

ในยุคกลาง กฎหมายบังคับได้ไม่เต็มที่ เพราะสังคมอยู่ในระบบอุปถัมภ์ และระบบศักดินา ทำให้เกิดการยึดเจ้าลัทธิ (Person attachment) มีผู้มาสอนให้คิด วางวิถีเพื่อไปสู่เป้าหมายในชีวิต กฎหมายปรับตามวิถี และการละเมิดกฎหมายเป็นบาป หากกฎหมายไม่ปรับตัวให้เข้ากับลัทธิ ก็จะต้องละเมิดกฎหมาย เพื่อไม่ให้บาป

ยุคสมัยใหม่เริ่มด้วยการย้อมถามหาเหตุผลเกิดการยึดเหตุผล (reason attachment) มโนธรรมต้องมีเหตุผล และมีมาตรการความประพฤติเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ สังคมพยายามหามาตรการที่เป็นกลางกับทุกศาสนา คือ มาตรการสากล ปฏิบัติตามกฎศาสนาที่ตรงกับเหตุผลที่เราเชื่อ ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีเหตุผลว่าควรปฏิบัติ ถ้ากฎหมายไม่ตรง ก็ให้ดื้อแพ่ง (disobedience) ถ้าเหตุผลเปลี่ยนก็ต้องปฏิรูป (reformation)

ยุคปัจจุบันเห็นว่ากฎหมายมีปัญหา กฎศาสนาก็มีปัญหา การใช้เหตุผลก็มีปัญหา จึงเน้นการวิจารณญาณ (critical mind) เพราะคุณค่าจริยะไม่มีจริง เป็นเพียงความเข้าใจผิดจากการใช้ภาษา “ดี” จาก “คำบรรยาย” ถูกทำให้กลายเป็น “คำสั่ง” มนุษย์พึงตัดสินใจกระทำตามสิ่งเฉพาะหน้า

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลา (moderate postmodern philosophy) ซึ่งเป็นปรัชญาแบบมัธยคตินิยมที่วางตัวเป็นกลางในการพิจารณาประเด็นทั้งหลายอย่างรอบคอบ ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เน้นการเข้าถึงเหตุผลของทุกคำตอบด้วยความเป็นธรรม เมื่อมองรอบคอบแล้วก็ตัดสินใจโดยเลือกเอาส่วนดีจากทุกทาง สังเคราะห์ส่วนดีต่าง ๆ ให้เข้ากันเป็นระบบใหม่ของตนเอง นำไปปฏิบัติโดยยึดทางสายกลาง (golden mean/middle way) ไว้เสมอ

จากกระบวนทรรศน์ทั้ง 5 ทำให้เห็นความเป็นมาของชีวิตที่ดีในแต่ละยุค ในฐานะเป็นชีวิตเชิงศีลธรรมอีกด้วย ทั้งนี้ อภิจริยศาสตร์ชี้ว่า “มีคุณค่าจริยะอยู่จริง” แต่ต้องใช้วิจารณญาณคิดวิเคราะห์และตัดสินใจเป็นกรณีๆ ไป สร้างมโนธรรมที่ตัดสินใจเลือกอย่างมีวิจารณญาณ ในขณะเดียวกันก็ยอมรับความสุขแท้ตามหลักศาสนา เพราะว่า มนุษย์ทุกคนต่างก็ยังต้องพบเจออุปสรรค ปัญหา ความทุกข์ ความสุข ความทุกข์ดำรงอยู่ เพราะวิธีที่เรารับรู้สิ่งต่าง ๆ ในช่วงเวลาอันจำเพาะและจากทรรศนะอันจำเพาะ สิ่งสำคัญก็คือ ธรรมชาติแห่งความสุข ถ้าเข้าใจได้ว่ามันไม่เที่ยงแท้ และต้นเหตุของมันคือ ความยึดมั่นถือมั่น โดยมีตนเองเป็นศูนย์กลาง (self-center/ I-center) คำสอนศาสนาจึงเน้นการลดตัวตน (selflessness) การเข้าใจเรื่องความสุขความทุกข์ของทุกศาสนาก็การดำรงตนโดยลดตัวตนด้วยหลักการและวิธีการต่างๆ ตามความนิยมของคณะหรือนิกายนั้นๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s