Attachment in Cause-Effect and Reasoning

ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

เมื่อมนุษย์เรียนรู้สรรพสิ่ง ต้องการอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเห็นแต่ผล จึงรู้ว่ามีผลเช่นนี้ ก็ได้พยายามหาคำอธิบายที่พอฟังได้มาใช้อธิบาย เรียกว่า เหตุผล (reasoning) คำอธิบายนี้พอฟังได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อมีความรู้เพิ่มขึ้น บางคำอธิบายก็ฟังไม่ขึ้น การให้เหตุผลจึงเน้นความสมเหตุสมผล (reasonable) โดยใช้ตรรกะมาเป็นแนวทาง นำไปสู่การใช้เทคนิควิธีในการชวนเชื่อให้เชื่อ เป็นวาทศิลป์ จึงมีฝ่ายที่เห็นว่า เราไม่ควรยึดติดในหลักเหตุผล ไม่ใช่ไม่สนใจเหตุผล แต่อย่าติดอยู่ในหลักตรรกะที่ใช้มาค้ำประกันคำอธิบายในเรื่องนั้นๆ แต่ให้แสวงหาคำอธิบายที่ดูสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มพูนปัญญา

ต่อมาเมื่อใช้การสังเกตมาสังเกตว่าก่อนที่จะเกิดผลนี้ มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน สาวย้อนไปเรื่อยๆ ก็จะพอว่ามีบางสิ่งที่เป็นหลัก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จึงเรียกสิ่งนั้นว่า เหตุ (cause) และมองว่าเหตุสัมพันธ์กับผล เรียกว่า สาเหตุ-ผล (cause-effect)

ในชั้นแรก มนุษย์ค้นหาและพบกฎธรรมชาติ จึงได้เรียนรู้จากบทบาทของธรรมชาติและผลของธรรมชาตินั้นซึ่งมีปรากฏอยู่ทั่วไป ทั้งที่เกิดแก่ตัวมนุษย์เอง และเกิดกับสิ่งรอบ ๆ ตัวมนุษย์ โดยมีความเชื่อว่าเราจะสามารถเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่งได้อย่างเหมาะสม ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจปลายทางและการเปลี่ยนแปลงไปสู่ปลายทางของสิ่งเหล่านั้น โดยเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า สาเหตุ-ผล ทั้งนี้ มีสาเหตุ (cause) และผลปลายทาง (final) เป็นเส้นทาง มีวัตถุ (material) และรูปแบบ (form) ของการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น

สาเหตุกับผลมีความสัมพันธ์กันในลักษณะอาศัยกันเกิดขึ้น คือ ผลอาศัยสาเหตุจึงบังเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันตัวผลนั้นเองก็มีฐานะเป็นสาเหตุก่อผลตัวอื่นตามกันมา มนุษย์ทุกคนก็อยู่ภายใต้กฎนี้และสภาวะแบบเดียวกันนี้คือ มีสาเหตุเกิดและเป็นไปตามปัจจัย (causality) คือ เป็นไปตามกฎธรรมชาติ 

เมื่อมนุษย์กระทำผิดหรือไม่กระทำในตัวสาเหตุ ก็จะเกิดผิดพลาดในตัวผล ซึ่งอาจเป็นไปตามเจตจำนงของผู้กระทำหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าเจตจำนงไม่ตรงตามกฎธรรมชาติ ผลก็อาจคลาดเคลื่อนจากผลดีเป็นผลเสียได้ ปัญหาของมนุษย์จึงอยู่ตรงที่ความไม่รู้สาเหตุและผลนี้ เมื่อไม่รู้สาเหตุ-ผล ว่าอะไรเป็นผล อะไรเป็นสาเหตุ จึงทำให้คิดไปพูดไปตามความรู้สึกนึกคิด โดยแสดงเหตุผลเพื่อรองรับความคิดเห็นของตนซึ่งเป็นจุดด้อยของมนุษย์ แต่เมื่อรู้สาเหตุและผลก็จะสามารถคิดทำได้ตามธรรมชาติ เมื่อทำตามธรรมชาติก็จะได้ผลตามการกระทำนั้น ๆ เป็นปกติ มีความเป็นไปที่สม่ำเสมอ

สาเหตุเป็นสิ่งที่มาก่อนผล และเป็นปัจจัยให้เกิดผล

ผลเป็นสิ่งที่เกิดมาจากสาเหตุ มาหลังสาเหตุและเกิดขึ้นตามสาเหตุ

เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า วิธีการวิทยาศาสตร์เน้นกระบวนการเชิงประจักษ์ จึงทำให้ได้หลักค้ำประกันความเป็นสาเหตุและผล ผู้อยู่ในกระบวนทรรศน์นวยุคที่เชื่อมั่นในวิธีการวิทยาศาสตร์จึงมีหลักความเป็นสาเหตุ-ผล เป็นฐานคิด เมื่อมองเห็นว่ามีเหตุกับผลแล้ว ก็เชื่อว่าจะจัดการการเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือ ควบคุมผลได้ด้วย ด้วยแนวคิดนี้ ทำให้มนุษย์มั่นใจในศักยภาพของตน มองตนเป็นผู้ควบคุมธรรมชาติได้ด้วยกฎแห่งความรู้ในสาเหตุ-ผล นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างนวยุคนิยม และยิ่งส่งเสริมการตอบสนองความต้องการของตนให้เต็มกำลัง เกิดเป็นแนวคิดมนุษยนิยมอย่างนวยุค (modernistic humanism)

ในความมั่นใจในศักยภาพนี้ ได้ขยายขอบข่ายออกไปเป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่ง นั่นคือ เมื่อมีตนเป็นศูนย์กลาง​ (I-center) จึงมีสำนึกว่าเป็นหน้าที่ในการให้/แผ่ออก จึงเน้นพูด/สอน/สั่ง ผู้อื่นให้ทำในสิ่งที่ตนเห็นว่าถูกต้อง คุณลักษณะนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการปรับมุมมองใหม่ โดยไม่มองอีกฝ่าย (สรรพสิ่ง) ว่ามีปัญญาเท่าเทียมกับตน มองความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งอื่น​เป็น I-You relation และ I-It relation ทำให้เกิดการกดข่มผู้อื่น สิ่งอื่น และแม้แต่ธรรมชาติก็ถูกกดข่มลงเป็นเพียงวัตถุไร้ปัญญาทั้งสิ้น

I-center จุดนี้คือ อัตตา ทำไมมนุษย์​ถึงเอาตนเป็นศูนย์กลาง​ การเป็นศูนย์กลางเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง เช่น พอมีกลุ่มคน​ก็มีคนอยากเป็นหัวหน้า ในธรรมชาติของมนุษย​์ เราก็เลยอยากเป็นศูนย์กลาง​ ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของภาวะ “ความเป็นระบบ (cosmos)” เช่น ดวงอาทิตย์ มีดาวเคราะห์เป็นบริวาร ดวงอาทิตย์ให้แสงสว่างและความร้อน เป็นคุณลักษณะของดวงอาทิตย์ เมื่อเราเป็นศูนย์กลาง เราก็จะเป็นอย่างดวงอาทิตย์ จึงนำหลักเกณฑ์ความเชื่อและหลักค้ำประกันความจริงของตัวเองที่ใช้ตัดสินสิ่งต่างๆ มาวางเป็นไม้บรรทัดเพื่อวัดสรรพสิ่งว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด และก็แสดงความคิดเห็นของตนว่าสิ่งนั้นจะจัดการอย่างไร ควบคุมผลได้อย่างไร ซึ่งเป็นที่มาของวิชาการด้านการจัดการ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าจัดการไม่ได้ก็จะตกอยู่ในกับดักแห่งปัญหา และนำไปสู่ผลสำคัญอย่างหนึ่งคือ ภาวะซึมเศร้า

การเชื่อในความเป็นสาเหตุ-ผล จึงกลายเป็นการยึดมั่นถือมั่นในความสม่ำเสมอ ไม่เปิดพื้นที่ให้กับการเปลี่ยนแปลงแบบชั่วครั้งชั่วคราว จึงทำให้ปิดใจ ไม่ทำให้เข้าใจเหตุปัจจัยอื่น เพราะอยู่นอกการยอมรับเพื่อการเข้าใจได้ โดยถือว่า ไม่สมเหตุสมผล

สำหรับหลักคิดหลังนวยุคสายกลาง มองว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผล หรือ ความเป็นสาเหตุ-ผล ต่างก็เป็น ความรู้อย่างหนึ่ง การได้รู้เป็นกระบวนการสำคัญที่ไม่ควรละทิ้ง แต่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะปัญหาของมนุษย์ที่แท้จริง คือ ยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่รู้หรือไม่รู้อะไร แต่ยึดมั่นในสิ่งที่รู้ และเอาตนเป็นศูนย์กลาง การดำรงอยู่ในตามแนวทางหลัวนวยุคสายกลาง จึงเน้นลดละความยึดมั่นถือมั่น ให้เรียรรู้เพื่อรู้ในสาเหตุ-ผล ตระหนักในปัจจัย หยั่ง/รู้ในผลที่เกิดตามมาอย่างต่อเนื่องในฐานะปรากฎการณ์ เห็นการดำเนินไปในฐานะผู้ดู มีใจเป็นกลาง เพื่อจะรู้ตามเหตุตามปัจจัยต่างๆ ตามความเป็นจริง ไม่ยึดมั่นในหลักเกณฑ์ถูก-ผิด แต่มุ่งให้เกิดปัญญา​เข้าใจในสิ่งที่เกิด มองหาข้อดีและข้อด้อยของสิ่งนั้น ผลที่เกิดตามมาเป็นประโยชน์แก่ตนเอง ผู้อื่น และสิ่งอื่นอย่างไร หากยอมรับผลได้ ก็ถือว่า ดี หากยอมรับผลไม่ได้ ก็ถือว่าไม่ดี เป็นฝ่ายเน้นผลของการกระทำ ในขณะเดียวกัน ก็เน้นการกระทำที่ดีด้วยว่า แนวปฏิบัตินั้นมีความเหมาะสมตามความเป็นจริงอย่างไร หรือไม่ เพื่อให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้ในโลกอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามความเป็นจริง

re-read all, reject none

ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่ละทิ้งสิ่งใดเลย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: