เครือข่ายโครงสร้างสังคมหลังนวยุคสายกลาง

ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

หลังนวยุคสุดขั้ว (postmodern in extreme way) ได้ชี้ให้เห็นภัยของการมีเครือข่ายเชิงโครงสร้างที่ครอบงำสังคมเอาไว้ จึงได้มุ่งทำการรื้อถอน (deconstruction) โครงสร้างเหล่านี้โดยจี้ปัญหาเชิงระบบต่างๆ ด้วยวาทกรรมที่ชวนให้สะดุดคิดและทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในหลายประเทศจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทิศทางของประเทศและประชาชนไปตามอุดมคติของแต่ละคนด้วยมโนทรรศน์ที่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะออกมาในรูปไหน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้หลังนวยุคสายกลาง (postmodern in moderate way) มองย้อนว่า นี่ก็เป็นปัญหาอย่างใหม่เช่นกัน คือ การไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าควรจะทำอะไร และแน่นอนว่า หลังนวยุคสายกลางก็ไม่อาจให้คำตอบได้เช่นกัน การจัดการสังคมเป็นเรื่องที่นวยุค (modernism) มีความชำนาญกว่า เพราะเป็นเรื่องของระบบ แต่หลังนวยุคสายกลางสนใจการเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าเดิมเพื่อที่จะได้เสนอแนะการแก้ไขปัญหาให้ได้รอบคอบยิ่งขึ้น การศึกษาและการเรียนรู้ต่างๆ จึงมิใช่เพื่อการวิพากษ์ แต่เป็นการใช้วิจารณญาณเพื่อให้เกิดการวิเคราะห์ให้แยบคาย การวิจักษ์ข้อดีข้อเสียและการวิธานเพื่อการประยุกต์ใช้ โดยมองไปที่การประยุกต์เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนและการพัฒนาคุณภาพสังคม

โครงสร้างนิยม (structuralism) คือ การมีความสัมพันธ์กันระหว่างหลักการพื้นฐานที่เป็นองค์ประกอบในภาษา งานเขียน สังคม วัฒนธรรม จนเกิดเป็นเครือข่ายโครงสร้าง (structural network) นั่นคือ มีการสร้างกรอบโครงสร้างระหว่างบุคคล ระบบ และวัฒนธรรมที่ชี้นำปัจเจกบุคคลและกลุ่มคนให้ทำตามด้วยเห็นว่าเป็นสิ่งถูกต้อง ลัทธิความเชื่อและอุดมการณ์ทางการเมืองทั้งหลายต่างก็ดำเนินไปบนเครือข่ายโครงสร้างนี้

แนวคิดเรื่องโครงสร้างนิยมปรากฎตั้งแต่ประมาณปี 1800 และกลับมาได้รับความสนใจในวงกว้างหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ ราวปี 1950-70 จากการชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างภาษาโดย Ferdinand de Saussure และมีการเชื่อมโยงให้เห็นว่ามีความเป็นโครงสร้างในระดับวัฒนธรรมและสังคมโดย Claude Levi-Strauss และนำไปสู่แนวคิดเชิงประวัติศาสตร์และการเมืองโดย Michel Foucault และ Louis Althusser ร่วมกับการชี้ผ่านแนวคิดจิตวิเคราะห์ของ Jacques Lacan จนเกิดกระแสหลังโครงสร้างนิยม (post-structuralism) และรื้อถอนนิยม (deconstruction) เพื่อลบล้างความคิดเชิงโครงสร้าง (structuralistic thought) เพราะโครงสร้างนิยมปฏิเสธอิสรภาพ (freedom) และการมีทางเลือกของการตัดสินใจ ด้วยมองว่ามนุษย์มีพฤติกรรมใดๆ ก็ด้วยผลจากโครงสร้างต่างๆ ในสังคมนั้นเอง การลบล้างความเชิงคิดโครงสร้างจึงเริ่มจากการมองว่าการศึกษาในระบบได้ทำการป้อนชุดความรู้ (set of knowledge) แก่ประชาชน ทำให้ประชาชนติดอยู่ในโครงสร้างความคิดที่ผู้ปกครองต้องการเพื่อจะได้ควบคุมประชาชนได้โดยง่าย ผลของการเคลื่อนไหวในฝ่ายรื้อถอนนิยมดำเนินการผ่านแนวคิดวิพากษ์เชิงวาทกรรมซึ่งได้รับการขานรับด้วยดีจากเหล่านักเขียนและคอลัมนิสต์ทั้งหลาย โดยมีแนวคิดเสรีนิยมเป็นพลังหนุน และมองว่า โครงสร้างนิยมดำรงอยู่ได้ด้วยพลังของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและอำนาจนิยมซึ่งก่อร่างเป็นระบบสถาบัน (institutionalization) ซึ่งเป็นฝ่ายล้าสมัย ตกยุค เมื่อประกอบกับการล่มสลายของฝ่ายโลกคอมมิวนิสต์จึงทำให้แนวทางรื้อถอนนิยมได้ขยายตัวอย่างเต็มกำลัง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อความเป็นประชาธิปไตยตามกระบวนทรรศน์ของผู้นำกระแสการเคลื่อนไหวและมีผู้เห็นด้วยเข้าร่วมการเคลื่อนไหวจนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างหลากหลายในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้จะนำไปสู่เอกภาพ (unity) ในสังคมโลกหรือไม่ เป็นปัญหาทางปรัชญา ซึ่งการกระทบกันระหว่างแนวคิดทั้งหลายเช่นนี้ หากยังมีการยอมรับความแตกต่างและอยู่ร่วมกันได้ในระดับขันติ (temperance) ก็จะไม่เกิดความรุนแรง แต่หากไม่ยอมรับกันด้วยมีทรรศนะพื้นฐานและความปรารถนาที่จะเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ความแตกต่างก็จะเป็นชนวนให้เกิดการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ ด้วยฝ่ายหนึ่งตั้งใจที่จะรักษาโครงสร้างทางสังคมไว้เช่นเดิมด้วยเชื่อว่าโครงสร้างสังคมเท่าที่มีอยู่นี้มีความเหมาะสมกับผู้คน สังคมและวัฒนธรรมของประเทศแล้ว ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมให้เป็นโครงสร้างทางสังคมที่เป็นเสรีนิยมมากยิ่งขึ้น ล้มเลิก ล้มล้าง โครงสร้างและวัฒนธรรมที่ไม่ดี กดขี่ แบ่งชนชั้น หรือกีดขวางโอกาสในการพัฒนาของปัจเจกบุคคล รวมไปถึงความเท่าเทียมกันในสังคม

หลังนวยุคสายกลางไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรง การทำร้าย ทำลายกัน แต่ต้องการให้แต่ละฝ่ายเจรจาพูดคุยกัน เพื่อการพัฒนาสังคมไปด้วยกัน แนวคิดของหลังนวยุคสายกลางจึงมีลักษณะของการรื้อสร้างใหม่ (reconstructionism) นั่นคือ ไม่รื้อถอนทิ้งทั้งหมด แต่ให้รื้อบางส่วนเท่าที่จำเป็น หากเปรียบสังคมเหมือนบ้าน บ้านมีปัญหาตรงจุดไหน ก็รื้อโครงสร้างเฉพาะจุดนั้น เอามาแก้ไข ตรงไหนยังพอดีอยู่ก็ปล่อยไว้ก่อน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นฝ่ายตั้งรับ แต่ก็มีอีกกระแสที่เป็นเชิงรุก คือ รื้อลงมาทั้งหมด แล้วเลือกส่วนที่ดีไว้ ประกอบกับไปหาสิ่งดีใหม่ (good element) มาเพิ่มเติมแล้วจึงสร้างขึ้นไปใหม่ เป็นโครงสร้างอย่างใหม่ที่ต่างไปจากเดิม ก็พอจะเห็นปลายทางว่า ยังคงมีบ้านอยู่และน่าจะได้บ้านที่น่าอาศัย แนวคิดเช่นนี้จึงมีความประนีประนอมมากกว่า แต่ก็ขับเคลื่อนเครือข่ายโครงสร้างให้เปลี่ยนแปลงได้ช้ากว่าฝ่ายรื้อถอนนิยม

เครือข่ายโครงสร้างสังคมอย่างหลังนวยุคสายกลาง มองหาระบบเครือข่ายที่ยืดหยุ่น รองรับความต้องการของสังคม ผู้คนทุกกลุ่ม ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีพื้นที่เสรีสำหรับการสร้างตัวเลือกอื่น มีการสนับสนุนโดยรัฐหรือภาคเอกชนเพื่อให้เกิดโอกาสและการเข้าถึงในด้านต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียมกัน และระบบมีความคืนตัว (resilience) ที่จะประคับประคองเครือข่ายโครงสร้างสังคม โครงสร้างวัฒนธรรมเก่า-ใหม่ และความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้ร่วมกัน บนแนวคิดเอกภาพบนความหลากหลาย (unity in diversity) และภาครัฐต้องจัดให้มีระบบที่รองรับความหลากหลายได้โดยธำรงเอกภาพทางการปกครองไว้ด้วยดี (diversity in unity) ซึ่งจะทำให้เครือข่ายโครงสร้างตอบสนองความจำเป็นและความต้องการของประชาชนและประเทศชาติได้พร้อมกัน

ในท้ายนี้ ระบบเครือข่ายเป็นสิ่งมีอยู่และได้ค้ำจุนสังคมให้ดำเนินมาได้ระดับหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า ระบบเครือข่ายก็ยังมีประโยชน์ (benefit) แต่การใช้ให้เกิดประโยชน์ (utilization) เป็นเรื่องท้าทายของคนในสังคม การจัดการให้ระบบเครือข่ายไม่ตายตัว ยืดหยุ่น ปรับตัวได้ ย่อมที่จะทำให้สังคมดำรงอยู่ได้ด้วยดี มีความปกติสุข ซึ่งจะสะท้อนเป็นความมั่นคง ความมั่งคั่งและความยั่งยืนที่มิได้เป็นเพียงคำขวัญลอยๆ แต่เป็นเป้าหมายที่ทุกฝ่ายในสังคมสามารถร่วมด้วยช่วยกันให้บรรลุได้จริง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s