วจนศูนย์นิยม

วจนศูนย์นิยม

ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต..

กระบวนทรรศน์นวยุคได้รวบยอดผ่านอภิปรัชญาของลัทธิปรัชญาวิเคราะห์ (Analytic Philosophy) ซึ่งเป็นการพัฒนาลัทธินิรันดรนิยม (Perennialism) ซึ่งเพลโทว์มองว่าความรู้ที่ได้จากโลกนี้เป็นความรู้ที่เป็นจริงสูงสุดไม่ได้ ความรู้อยู่ที่จิตมนุษย์ในการเข้าใจความจริงสูงสุดได้ ความจริงสูงสุด คือ มโนมติ (Ideas) ส่วนแอร์เริสถาทเถิล เห็นว่าทุกสิ่งอย่างในโลกมี 2 ส่วน คือ matter และ form และมีความเป็นนิรันดร์ แต่ทั้งเพลโทว์และแอเริสถาทเถิลต่างเห็นว่า จิตหรือปัญญาของมนุษย์เข้าถึงความจริงแท้สูงสุดได้ และความรู้ได้มาจากเหตุผลมากกว่าจากประสาทสัมผัส ดังนั้น จึงต้องศึกษาสิ่งที่คงที่ ถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นนิรันดร มีคุณค่าของเหตุผลและคุณค่าของศาสนา และลัทธิสารัตถะนิยม (Essentialism) ที่ยึดเนื้อหา (subject matter) เป็นหลักสำคัญและเนื้อหาที่สำคัญนั้นก็ต้องได้มาจากมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรได้รับการถ่ายทอดต่อไป หล่อหลอมความคิดของมโนคนิยม (Idealism) และ สัจนิยม (Realism) เชื่อว่า ความเป็นจริง (reality) เป็นความนึกคิด (Mind) และเป็นจินตภาพ (Idea) หรือ แบบ (form) ที่มีอยู่ในจินตนาการของเรา โลกแห่งความเป็นจริงอันสูงสุด (ultimate reality) จึงเป็นโลกแห่งจินตนาการ (A world of mind) จากพื้นฐานความจริงนี้ จึงเชื่อต่อไปว่า การล่วงรู้ความจริงได้ต้องอาศัยจิต (mind) หรือปัญญา (intellect) เพื่อเข้าถึงความเป็นจริงที่มีอยู่ในจิตนภาพ เราใช้ปัญญาและความคิดในการรับรู้ความเป็นจริง เมื่อปัญญาล่วงรู้สิ่งที่เป็นจริงแล้วก็หมายถึงเรามีความรู้

ปรัชญาวิเคราะห์ได้ดำเนินไปโดยการสร้างระบบเครือข่าย (network) ของความรู้โดยมองว่ามีความเป็นโครงข่ายที่เชื่อมต่อกันโดยมีภาษาเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายอย่างแน่นแฟ้น โดยประกอบด้วย 3 ระบบเครือข่ายที่ตรงกัน คือ

  1. ระบบเครือข่ายในความเป็นจริง อันได้แก่ กฎทั้งหลายของเอกภพที่โยงใยถึงกันในลักษณะกลศาสตร์ที่เป็นระบบระเบียบแน่นแฟ้น
  2. ระบบเครือข่ายของความคิดซึ่งโยงใยถึงกันตามกฎตรรกวิทยา โดยรวมคณิตศาสตร์อยู่ในตรรกวิทยาด้วย
  3. ระบบเครือข่ายของภาษาอุดมการณ์ซึ่งต้องสร้างใหม่หรือปรับภาษาสามัญให้แสดงโครงสร้างตามตรรกวิทยาได้อย่างสมบูรณ์

นักปรัชญากระแสนี้ส่วนมากไม่เชื่อว่ามีจิตวิญญาณ จะมีก็แค่จิตและชีวิตที่เป็นส่วนหนึ่งของพลังงานสัมพันธ์กับสสารอย่างคำนวณได้แน่นอนชัดเจนและแม่นยำ ลัทธินี้ยังได้ชื่อว่า วจนศูนย์นิยม (logocentrism) โดยเรียกทั้ง 3 ระบบเครือข่ายรวมกันว่า วจนศูนย์ (logocenter) คือมี logos (วจนะ) เป็นศูนย์กลาง ดังนั้น ปรัชญาที่สนใจจึงมุ่งไปที่มาตรการความจริงว่าควรเป็นมาตรการใด 

เมื่อเกิดแนวคิดหลังนวยุค (postmodernism) ครั้งแรกในงานเขียนชื่อ Architecture and the Spirit of Man ของ Joseph Hudnot ในปี 1949 ต่อมาอีก 20 ปีให้หลัง Charles Jencks ช่วยทำให้แพร่หลายออกไป จนกระทั่งในปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 นักวิจารณ์ศิลปะเริ่มใช้คำนี้บ่อยโดยบ่งบอกถึงการต่อต้านลัทธินวยุค (modernism) เป็น “สำนึก” ที่ตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและระเบียบใหม่ทางเศรษฐกิจ เกิดวิสัยทัศน์ใหม่ต่อประเด็นต่างๆในโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพรมแดนของโลกตะวันออกและตะวันตกที่ถูกกำหนดขึ้นหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 และเรื่องการปฏิวัติในด้านสิ่งแวดล้อมโลกที่เริ่มขึ้นระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1960

ปรัชญาย้อนมองว่า ความรุนแรงของสงครามเกิดจากการพัฒนาวิทยาศาสตร์เข้มข้นตามปรัชญานวยุค (modern philosophy) ภาพยนตร์ โทรทัศน์และนิยายต่าง ๆ ล้วนนำเสนอภัยของวิทยาศาสตร์ ปรัชญาจึงปรับท่าทีเพื่อแก้ปัญหาหรือปฏิเสธความเป็นนวยุค (modernity) โดยทำการปฏิเสธวนจศูนย์นิยม (logocentrism) ซึ่งวจนศูนย์นิยมเป็นเทอมที่บัญญัติเพื่ออธิบายระบบความรู้ตะวันตก (western science) โดย Ludwig Klages (1872-1956) ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ความคิด คำพูดและการเขียน (1920) นั้นคือ การปฏิเสธมูลบท (assumption ที่ว่า

  1. ความเป็นจริงทั้งหมดประสานกันเป็นระบบเครือข่ายที่ตายตัว
  2. มนุษย์สามารถสร้างความจริงวัตถุวิสัยเป็นระบบเครือข่ายได้
  3. มนุษย์สามารถถ่ายทอดความรู้เป็นระบบเครือข่ายได้ตรงตามที่คิดด้วยภาษาอุดมคติ

นั่นคือ การปฏิเสธความเป็นศูนย์กลางของเหตุผล (centered of reason) ทั้งนี้ Jacques Derrida ได้ชี้ว่า วจนศูนย์นิยมมิได้วางอยู่บนมูลบททางอภิปรัชญา แต่เป็นการวางอยู่บนระบบโครงสร้างซึ่งพร้อมที่จะผลิตแนวโน้มของคุณค่าความจริงเชิงปฏิฐาน (positive truth values) ซึ่งเท่ากับเป็นการขยายสัญญะ (signify) ให้แก่สิ่งปรากฎ (presence) โดยละเลยหรือลบทิ้งสิ่งไม่ปรากฎ (absence) นั่นคือ การให้สัญญะและการมอบความเป็นสิ่งปรากฎให้แก่สารัตถะ (essence) ซึ่งเราสามารถหาร่องรอย (trace) ได้เนื่องจากมันมีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันภายในระบบโครงสร้าง แต่ไม่สามารถจำแนกได้อย่างชัดแจ้ง (distinct) จากระบบโครงสร้างก่อนหน้า นั่นคือ จะมีการรับความรู้สึกเชิงบวก (positive logical sense) และ ความรู้สึกเชิงลบ (negative logical sense) จากระบบโครงสร้างภาษามาด้วย จึงมีลำดับชั้นของภาษาและความเป็นคู่ตรงข้าม (binary opposition) ดังนั้น ปรัชญาจึงต้องย้อนไปยังจุดกำเนิด (origin) หรือความคิดก่อนหน้า (priority thought) ซึ่งเรียบง่าย ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นธรรมดา ไม่เจือปน มีอัตลักษณ์ของตนเอง ก่อนที่จะขยายให้มากขึ้น ซับซ้อนขึ้น หรือลดทอนลง ซึ่งเป็นแนวทางที่นักปรัชญาในอดีตได้กระทำกันมา ซึ่งจะทำให้อภิปรัชญานั้นปรากฎอยู่จริง คงตัวที่สุด ลุ่มลึกที่สุด และมีศักยภาพที่สุด

ปรัชญาหลังนวยุคจึงตั้งข้อสงสัย ตั้งคำถามกับปรัชญานวยุค ให้หวนกลับไปมองสังคมหรือพฤติกรรมที่ผ่านมาของมนุษย์ หรือความคิดความเชื่ออย่างเป็นอิสระมากขึ้น เพราะมีกรอบของนวยุคหรือการครอบงำให้เรารู้สึกว่ายังจะต้องก้าวไปข้างหน้า ไปสู่ความเจริญ ยึดถือลัทธิความก้าวหน้า (progressivism) ซึ่งเป็นมิติที่ควบคู่กับการพัฒนาความเจริญ (civilizing mission) ในเชิงการเมืองเองก็ทำให้มนุษย์สามารถมองโลกสมัยใหม่อย่างอิสระ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ได้ชัดเจนมากขึ้น มองได้กระจ่างและชัดเจนขึ้น ในทางความรู้และการศึกษาก็ทำให้ก้าวพ้นจากกรอบ สมมติฐานแบบวิธีการวิทยาศาสตร์ของนวยุค เช่น ความเป็นสากล ความจริงแท้ หรือภาวะอุดมคติ โดยมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความแน่นอน


กระแสหลังนวยุคจึงให้ปลดความยึดมั่นต่อเครือข่ายความรู้ ไม่ยึดมั่นในวจนศูนย์นิยม และใช้การตีความ (Hermeneutics) มาเป็นเครื่องมือ เมื่อภาษาเป็นพื้นฐานของมนุษย์ ความเป็นมนุษย์เกิดจากภาษา มนุษย์จะคิดได้ก็ต้องคิดผ่านภาษา ซึ่งทุกคนสามารถทดสอบดูได้ ไม่ว่าจะคิดอะไรจะมีคำ มีภาษาเข้ามา เพื่อสื่อความคิด ภาษาจึงมีความสำคัญเพราะเราจะคิดไม่ได้ถ้าเราไม่มีภาษา ก็เริ่มต้นศึกษาภาษา เข้าใจภาษา และคิดได้ผ่านภาษาของตน ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แก่สิ่งไม่ปรากฎได้อย่างเป็นอิสระ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s